PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สถานการณ์ข่าว12/2/58

data12Feb15

"พล.ต.สรรเสริญ" ระบุ ยังไม่มีรายงาน "ยิ่งลักษณ์" ขอลี้ภัย ชี้ เป็นคดีอาญาไม่เกี่ยวกับการเมือง

พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงกระแสข่าวที่ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะขอลี้ภัยทางการเมือง โดยระบุว่า ให้ฝ่ายความ

มั่นคงเป็นผู้ชี้แจงในเรื่องนี้ เนื่องจากอดีตนายกรัฐมนตรีขณะนี้ยังอาศัยอยู่ในบ้านพักจังหวัดเชียงใหม่ และไม่มีรายงานว่าอดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด ทั้งนี้คดีความ

ของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นคดีความอาญา ไม่เกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

--------------------

"พล.ต.สรรเสริญ" มอง USA เรียกร้องให้ไทย คืน ปชต.ตามบทบาท ย้ำ มีจุดยืนไม่ขัดแย้ง เชื่อกังวลรัฐประหารในอนาคตเข้าใจผิด

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสที่ สหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ประเทศไทยเข้าสู่ประชาธิปไตย โดยมองว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นให้เป็นไป

ตามบทบาทและหน้าที่ในประเทศที่ปกครองโดยระบบประชาธิปไตย ซึ่งที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา ได้แสดงความคิดเห็นถึงหลายประเทศเช่นกัน ขณะเดียวกัน ประเทศไทย มีจุดยืนและไม่มี
ความขัดแย้ง รวมถึงรักษาสัมพันธภาพกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด

ส่วนกรณีที่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่น ถึงการก่อการรัฐประหารในอนาคตนั้น อาจจะเกิดจากความ

เข้าใจผิด ซึ่ง นายกรัฐมนตรี เพียงสื่อว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทย มีปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มการเมือง จนทำให้รัฐบาลในขณะนั้น ไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศไทยได้ ทางคณะ

รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงจำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง รวมถึงกำหนดแนวทางการปฏิรูปให้มีความชัดเจน เพื่อให้ประเทศเดินทางเข้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลรับฟังทุกความคิดเห็น พร้อมบริหารประเทศตามกระบวนการของกฎหมาย โดยไม่ใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศ ซึ่งความหมายของนายกรัฐมนตรี คือ

หากไม่ต้องการให้ประเทศกลับเข้าสู่วงจรที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าตามโรดแมปที่ คสช. และรัฐบาลได้กำหนดไว้
----------------------------
นายกฯ ย้ำคดี "ยิ่งลักษณ์" ยึดตามกฎหมาย ลั่นเดินหน้าประเทศตามโรดแมป คาดเลือกตั้งได้ต้นปี 2559 ไม่ทะเลาะ USA

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวว่า ได้ชี้แจงกับต่างประเทศว่าจะนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งต่างประเทศก็มีความเข้าใจ

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ขอทะเลาะกับสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันจะเดินหน้าประเทศตามโรดแมป และอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2559 ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายร่วมหารือ
กันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกในช่วงดังกล่าว และหลังการเลือกตั้งส่วนตัวคงจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว ส่วนเรื่องคดีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องว่ากันตามกระบวนการ

ยุติธรรมและต้องอยู่ในกติกา ซึ่งที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ เคยเปิดเผยว่า พร้อมสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดี และให้เกียรติ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าว
ว่าทางเจ้าหน้าที่มีการติดตาม นางสาวยิ่งลักษณ์ นั้นส่วนตัวไม่ทราบ ซึ่งมองว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มีการดูแลรักษาความปลอดภัยทุกฝ่ายอยู่แล้ว

////////////////////
นายกฯ

นายกฯ เปิดตลาดน้ำรอบคลองผดุงกรุงเกษม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานพิธีเปิด “ตลาดน้ำวิถีไทย คลองผดุงกรุงเกษม” ที่ บริเวณสะพานอรทัย ข้างทำเนียบ

รัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง รวมถึงผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร และประชาชน เข้าร่วมในพิธีอย่างคึกคัก ท่ามกลางมาตราการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ทหารและ

ตำรวจอย่างเข้มงวดรอบพื้นที่จัดงาน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลพยายามจัดการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ซึ่งการจัดงานดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนรับรู้ความเป็นมา อีกทั้งยังใช้เป็นจุดเด่นการท่องเที่ยวที่ดึงดูดชาวต่างชาติ

เพราะประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่ดีงาม ซึ่งขอเชิญชวนประชาชนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาร่วมงานนี้

อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนมีความสามัคคีและต้องไม่มีการชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล อีกทั้งอย่ากังวลในเรื่องกฎอัยการศึก และจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้

เดินเยี่ยมชมสินค้าและกิจกรรมภายในงานด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับกำหนดการจัดงานดังกล่าว จะมีการจัดให้มีพื้นที่ตลาดบกและตลาดน้ำ ตั้งแต่สะพานอรทัยถึงบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ในระหว่างวันนี้ ถึง 1 มี.ค. 2558 ไม่มีวันหยุด

โดยตลาดบกเปิดให้บริการเวลา 11.00-20.00 น. และตลาดน้ำให้บริการ 15.00-20.00 น. ซึ่งนอกจากจะมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมายด้วย
////////////////
ภาคใต้

คนร้ายวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุด รปภ.ครูสุไหงปาดี จ.นราธิวาส ขณะลาดตระเวน เจ็บ 1 นาย

ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เพื่อหวังสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.สากอ อ.สุไหงปาดี ซึ่งเป็นชุด รปภ.ครู และกำลังออกลาดตระเวนเส้นทาง

เบื้องต้นทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ จำนวน 1 นาย โดยถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณขา เหตุเกิดบนถนนสายสากอ-แว้ง หมู่ 3 ต.สากอ อ.สุไหงปาดี ล่าสุดกองกำลังผสม อ.สุไหงปาดี เดินทาง

พร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด และกองวิทยาการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ปริศนา'ยิ่งลักษณ์'ขอลี้ภัยสหรัฐฯ 'ยะใส'เท้าความพาไปถึงบางอ้อ

ปริศนา'ยิ่งลักษณ์'ขอลี้ภัยสหรัฐฯ 'ยะใส'เท้าความพาไปถึงบางอ้อ
Cr:แนวหน้า
11 ก.พ. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก "สุริยะใส กตะศิลา" แสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตการตอบคำถามของ นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตรักษาการแทนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กรณีตอบข้อซักถามถึงข่าวลือที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองต่อสหรัฐฯ ระบุข้อความดังนี้
ปริศนา! ว่าด้วยการขอลี้ภัยในสหรัฐของคุณยิ่งลักษณ์
วันนี้เห็นข่าวนายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยออกมาปฏิเสธข่าวสหรัฐฯให้ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปลี้ภัยที่สหรัฐฯ ทั้งนี้ข่าวยังค่อนข้างคลุมเครืออยู่ว่า ที่ไม่ได้ให้ลี้ภัยนั้น
เพราะว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ยื่นเรื่องขอไป หรือยื่นไปแล้วแต่สหรัฐไม่อนุญาตหรืออย่างไร ดูเหมือนอุปทูตสหรัฐไม่ได้ตอบคำถามอย่างละเอียดและตรงไปตรงมา
ทั้งนี้ถ้าย้อนไปดูในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2555 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีเรื่องที่เกินความคาดหมายและไม่มีคำอธิบายที่แจ่มแจ้งใดๆ เลย ก็คือการปรากฎตัวของคุณทักษิณที่สหรัฐฯ ทั้งที่ แอลเอ แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ค และในอีกหลายๆเมือง
ทำเอาคนไทยทั้งในประเทศและในสหรัฐสงสัย เคลือบแคลงใจว่า คุณทักษิณเข้าสหรัฐไปได้อย่างไร ในเมื่อคุณทักษิณ หนีคดีทุจริตคอร์รัปชั่นและถือว่าพฤติกรรมของสหรัฐฯครั้งนั้นเป็นการละเมิด พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ไทยกับสหรัฐฯ ลงนามกันและประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533
และไทยยังลงนามกับสหรัฐฯ ในสนธิสัญญาว่าด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางอาญาอีกฉบับด้วย ซึ่งสนธิสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ฝ่ายไทยเคารพและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เป็นไปอย่างมหามิตร เช่น กรณีที่ทางการไทยส่งตัวนายฮัมบาลี ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย นายวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซียไปดำเนินคดีที่สหรัฐฯ
จนทำให้คนไทยในสหรัฐต้องประท้วงรัฐบาลสหรัฐว่าทำไมจึงปล่อยให้คุณทักษิณเข้าสหรัฐ และไม่นำส่งตัวคุณทักษิณให้กับทางการไทยตามสนธิสัญญาฯ ดังกล่าว
ผมจำได้ว่าตอนนั้นทูตสหรัฐประจำประเทศไทยบอกแต่เพียงว่าทางการไทย (รัฐบาลยิ่งลักษณ์) ไม่ทำเรื่องขอตัวคุณทักษิณไป ทางสหรัฐเลยทำอะไรไม่ได้ และพอไปทวงถามรัฐบาลไทยตอนนั้น นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศก็บอกว่ารัฐบาลไม่มีนโยบาย
มาครั้งนี้จึงน่าคิดครับว่าที่สหรัฐปฏิเสธข่าวการลี้ภัยของคุณยิ่งลักษณ์ หมายถึงสหรัฐไม่มีทางให้สิทธิลี้ภัย หรือเพราะคุณยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ทำเรื่องขอใช้สิทธิไปกันแน่...


ภาค ปชช.ยื่นค้านสัมปทานพลังงานรอบ 21 อีก 16 ก.พ. จี้ "บิ๊กตู่" ยกเลิก ชี้ไม่โปร่งใส ทำใช้ของแพง

ภาค ปชช.ยื่นค้านสัมปทานพลังงานรอบ 21 อีก 16 ก.พ. จี้ "บิ๊กตู่" ยกเลิก ชี้ไม่โปร่งใส ทำใช้ของแพง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
12 กุมภาพันธ์ 2558
ภาค ปชช.ยื่นค้านสัมปทานพลังงานรอบ 21 อีก 16 ก.พ. จี้ บิ๊กตู่ ยกเลิก ชี้ไม่โปร่งใส ทำใช้ของแพง
ภาคประชาชนเตรียมยื่นชื่อคัดค้านเปิดสัมปทานรอบที่ 21 เพิ่ม 16 ก.พ.นี้ ชี้ส่อสูญอธิปไตย ขัดรัฐธรรมนูญ ทำชาวบ้านใช้ของแพง ขาดความโปร่งใส แถมเสียโอกาสปฏิรูป โวย "ประยุทธ์" ทำเฉย จี้ยกเลิก ด้านอดีต ส.ว.สมุทรสงครามลั่นประชาชนควรได้ปกป้องสิทธิ์ "ปานเทพ" วอนชาวไทยลงชื่อค้าน ห่วงสูญโอกาสยาว 39 ปี
วันนี้ (12 ก.พ.) ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฯ นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคด้านพลังงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากวันที่ 20 ม.ค. ที่เครือข่ายภาคประชาชนได้เข้าชื่อยื่นหนังสือให้ชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 ต่อ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื้อหาคือสนันบสนุนให้ดำเนินการตามมติสภาปฏิรูปแห่งชาติทีมีมติ 130 ต่อ 79 เสียงคือไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานน้ำมันรอบที่ 21 ของคณะกรรมการปฏิรูปพลังงาน เนื่องด้วยเห็นว่า ระบบสัมปทานทำให้ผลประโยชน์ทางด้านพลังงานของไทยตกเป็นของบริษัทข้ามชาติและต่างชาติ ในส่วนของประชาชนนั้นในส่วนของค่าภาคหลวง ภาษีที่ว่าด้วยระบบไทยแลนด์ทรีพลัส ตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียมปี 2514 ไม่ได้มีการคุ้มครองผู้บริโภคด้านราคาพลังงานเลย อาทิ มาตรการที่เพิ่มราคาก๊าซหุงต้ม ปัจจุบันราคา 24บาท ต่อกิโลกรัม หรือราคาก็าซหุงต้มถังละ 400-450 บาทต่อถัง ก็าซเอ็นจีวี มีการปรับขึ้น 1บาท ส่งผลให้รถเมล์ต้องปรับขึ้น หลายสิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าภายใต้ระบบสัมปทาน รัฐบาลไม่สามารถต่อรองหรือเสนออะไรภายใต้ระบบนี้ได้เลย อีกทั้งอาจยังมีสัญญาผูกพันตาม พรบ.ปิโตรเลียมปี 2514 ต่อไปอีก 39 ปี ทำให้ประเทศไทยอาจขาดโอกาศด้านการปฏิรูปพลังงานไปอีกเป็นเวลานาน
"เครือข่ายภาคประชาชน จึงมีข้อเรียกร้องให้ช่วยยับยั้งสัมปทานรอบที่ 21 ด้วยเหตุผลดังนี้ ทำให้สูญเสียอธิปไตย ดินแดนพื้นที่ทับซ้อนไทยและกัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญและกติกาสากลที่ทรัพยากรควรเป็นกรรมสิทธิของประชาชน ผลตอบแทนของรัฐต่ำ ทำให้ประชาชนให้ก๊าซและน้ำมันในราคาแพง ขาดความโปร่งใสในการตรวจวัดปริมาณขุดเจาะ บริษัทสัมปทานส่วนใหญ่ จดทะเบียนที่เกาะเคย์แมนซึ่งเป็นที่ฟอกเงิน ถือเป็นคอรัปชั่นเชิงนโยบาย" นายอิฐบูรณ์ กล่าว
นายอิฐบูรณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวภาคประชาชนได้ยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ ได้ทราบเรื่อง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับโดยลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด ซึ่งกระทรวงพลังงาน ประกาศว่าจะให้เอกชนสิ้นสุดยื่นขอสำรวจสัปมทาน รอบที่ 21 ภายในวันที่ 18 ก.พ. นี้ โดยทางภาคประชาชนจึงจะรวบรวมรายชื่อเพิ่มเติมอีก 3,000รายชื่อ พร้อมข้อเรียกร้องอื่นๆ อาทิ ให้ปตท.คืนท่อก๊าซให้ครบ คืนพื้นที่ 84 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ได้ขุดเจาะ ก่อนเปิดสัมปทานรอบใหม่ ยกเลิกมาตรการที่อุ้มปิโตรเคมี ลดราคาก็าซแอลพีจี เอ็นจีวี ลงทันที 2 - 4บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนั้นขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ยกเลิกสิ่งที่เกี่ยวกับการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ที่ ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 16 ก.พ. เวลา 10.00 น. โดยประชาชนที่ยังไม่ได้ลงชื่อสามารถดาวโหลดแบบฟอร์มร่วมลงชื่อคัดค้าน ได้ที่เพจ ยกเลิกสัมปทานรอบที่ 21
ด้าน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า วันที่ 18 ก.พ.ที่จะมีการพิจารณาเรื่องเปิดสัมปทาน ไม่ว่าขณะนี้เราจะอยู่ภายใต้กฎหมายอัยการศึก แต่ประชาชนควรจะได้ปกป้องสิทธิของตนเอง เพราะพรบ.ปิโตรเลียม 2514 คือกฎหมายทาส ปัจจุบันราคาน้ำมันทั่วโลกลดลงมามาก แต่ด้วยกฏหมายนี้ทำให้เรายังใช้น้ำมันราคาแพงอยู่ จาก 100 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลงมาแต่ประเทศไทยกลับลดไปแค่นิดเดียว จึงเป็นกระบวนการที่ไม่เคยเป็นธรรม จึงอยากให้รัฐบาลและหัวหน้าคสช.ทบทวนให้ดีก่อนเปิดสัมปทานรอบใหม่
ขณะที่ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี กล่าวว่า การเปิดสัมปทานรอบใหม่มีข้อเสียหลายเรื่อง อาทิอาจเกิดลัดขั้นตอนผิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 23 เรื่องการทำสัญญากับต่างประเทศต้องผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อน หรือจะเป็นระบบตรวจสอบการรั่วไหลหรือการขุดเจาะไม่สามารถตรวจสอบได้ ไร้ความโปร่งใส ต่างจากบริษัทปิโตรนาส ของประเทศมาเลเซียที่ใช้ระบบแบ่งผันผลผลิต ที่สามารถตรวจสอบการใช้พลังงาน การขุดเจาะ การรั่วไหลของพลังงานที่ดีกว่า
ทางด้าน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แนวร่วมกลุ่มปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน กล่าวว่า อยากเชิญให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของประวัติศาสตร์ในการปกป้องด้านพลังงานของประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาศทางด้านพลังงานไปอีก 39 ปี ซ้ำยังมีข้อสงสัยที่ยังตอบโจทย์ไม่ได้อีกหลายข้อ อาทิ การเปิดสัมปทานรอบที่21 ไม่สามารถตอบโจทย์ประโยชน์ของประชาชน ไม่สามารถตอบโจทย์ค่าตอบแทนที่รัฐบาลควรจะได้ ไม่ตอบโจทย์ความโปร่งใสในการขุดเจาะ การรั่วไหลของพลังงาน ไม่ตอบโจทย์การแข่งขันทางเสรีดด้านพลังงาน รวมไปถึงความโปร่งใสของการเปิดสัมปทานที่คนไทยไม่เคยได้รับรู้เท่าที่ควร
"ดังนั้นจึงอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำตามวาจาสัตย์ ที่ให้ไว้กับประชาชนในวันที่ 28 ต.ค.2557 ว่าจะทำตามมติของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานกับการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 จึงจะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเป็นการคืนความสุขให้แก่ประชาชน"นายปานเทพ กล่าว

ลึกแต่ไม่ลับ: นัยยะจากคำพูด "ป๋าเปรม" ที่ถูกลดทอนโดยเสียงระเบิด

จรัญ พงษ์จีน

มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 กุมภาพันธ์ 2558


ระยะนี้ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ปูชนียบุคคลที่คนไทยยังให้ความเคารพนับถือ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยเอกลักษณ์ของความซื่อสัตย์ และมี "ความจงรักภักดี" เหนือสิ่งอื่นใด เดินสาย "ปาฐกถา-ให้โอวาท" ค่อนข้างถี่ "ผิดปกติ" คอการบ้านการเมือง นำประโยคปริศนามาตีความ แปร "นัย-ยะ" จ้าละหวั่น

เป็นต้นว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ "ป๋าเปรม" เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ "สานใจไทย สู่ใจใต้" มี "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี "พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร" ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมตัวแทนเหล่าทัพเข้าร่วม โดยพูดให้เยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลามและพุทธในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 240 คนฟัง

ตอนหนึ่ง "พล.อ.เปรม" ให้โอวาทว่า ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนโครงการ ทั้งกองทัพ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สำนักจุฬาราชมนตรี ที่ให้ความช่วยเหลือมาตลอด โดยเฉพาะ "พล.อ.อุดมเดช" ที่มาช่วยเหลือโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ นับตั้งแต่เป็นเสนาธิการทหารบก

ทั้งนี้ "ป๋าเปรม" เปิดประเด็นว่า "ขอพูดถึงความเป็นไทย และความเป็นธรรมอีกครั้ง เยาวชนทั้ง 240 คน เป็นคนไทยเหมือนกับผมเหมือนกับคนอื่นๆ เราเป็นเจ้าของประเทศนี้ ประเทศเป็นของพวกเราที่เป็นคนไทย ไม่ใช่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น ทุกคนคงรักเมืองไทย มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ประเทศมีความร่มเย็นสงบสุข หากปล่อยให้ประเทศมีความบาดหมางกันคงไม่ดีแน่ จึงจำเป็นที่จะต้องรู้และเข้าใจว่าจะทำอย่างไรบ้านเราจะมีความสงบสุข"

"เธอทั้ง 240 คนเนี่ยเป็นคนไทยนะครับ เป็นคนไทยเหมือนกับผม เหมือน ผบ.ทบ. เหมือนกับอธิบดีกรมการปกครอง เหมือนกับ ผอ.ศอ.บต. เราเป็นเจ้าของประเทศนี้นะครับ ประเทศนี้เป็นของเรา ไม่ใช่เป็นของคุณประยุทธ์หรอก เป็นของพวกเราที่เป็นคนไทย ไม่ว่านับถือศาสนาอะไร เพราะฉะนั้น ผมมั่นใจว่า คุณคงรักประเทศเหมือนผมรัก เหมือนคนอื่นเขารัก เธอทั้งหลายก็จำสำนึกว่า เธอมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ประเทศของเรามีความร่มเย็นสงบสุข เราจะปล่อยให้ประเทศของเรามีความหมาดบางกันไม่ดีแน่"



และล่าสุดเมื่อเช้าวันที่2กุมภาพันธ์ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" ปาฐกถาพิเศษ ครั้งนี้พูดให้ "ผู้ใหญ่" ฟัง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ครบรอบ 60 ปี ที่ วปอ. โดยกล่าวเปิดประเด็นอย่างร้อนแรงว่า

"ที่จริงผมอายุมากแล้ว เป็นคนโบราณด้วยซ้ำ แต่คงไม่แก่จนกระทั่งเรียกว่ารกแผ่นดิน"

จากนั้นร่ายยาวถึงปัญหาชาติบ้านเมือง มี 2 ปัญหา คือ 1.เรื่องของ "ความยากจน" ถือเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาล รัฐมนตรี ผู้แทนรัฐบาล 2.เรื่อง "การโกงชาติ" เป็นหน้าที่ของทุกคนต้องดูแลให้คนไทยโกงชาติให้น้อยลง สอนให้รู้จัก "ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ซึ่งทำไม่ยาก ไม่ต้องลงทุน ไม่มีกำไรหรือขาดทุน คือการทำตัวให้เป็นคนดี หากคนในชาติเป็นคนดี ก็ไม่มีการโกงชาติ สิ่งที่เรียกว่าคนโกง ว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลก ไม่มีประเทศใดไม่มี เพียงแต่เขามีน้อย แต่ "ไทยมีมาก"

"ถ้าใครเห็นคนโกงไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน คุณไม่ต้องไปไหว้ ไม่ต้องไปแสดงความเคารพนับถือ ต่อให้มีบารมีมากแค่ไหนขอให้แสดงความขยะแขยงรังเกียจ รักษาระยะห่าง เพราะเชื้อโรคการโกงจะมาติดคุณ เคยได้ยินคำเย้ยหยันเขาเขียนว่าประเทศไทยมีดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือมีคนไทย เป็นคำประชดที่น่าอายมาก"

ทั้งหมด คัดลอกบางบท บางตอนถึงเนื้อหา อันเป็นปาฐกถาพิเศษของ "พล.อ.เปรม" 2 กรรม 2 วาระซ้อน ในเวลาไม่ถึง 10 วัน และโดยปกติแล้ว "ป๋า" เป็นคนพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร สมัยดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี เอกลักษณ์คือ "ถามคำตอบคำ"

เจอลูกตื๊อของกองทัพนักข่าว หนักๆ เข้าก็ลั่นสั้นๆ ว่า "กลับบ้านเถอะลูก" จนได้รับฉายาว่าเป็น "เตมีย์ใบ้"

วันไหนอารมณ์ดี ตอบคำถามสอง-สามประโยค นักข่าวถือว่า ถูกหวย "ดอกพิกุลร่วง" นี่คือเอกลักษณ์อันยั่งยืนของ "พล.อ.เปรม" พูดน้อยแต่มีน้ำหนัก

เหนือสิ่งอื่นใด เวลาจะให้สัมภาษณ์ หรือปาฐกถา หรือนัดหมายใครไปคุยเป็นกรณีพิเศษที่บ้านพักสี่เสาฯ "ป๋าเปรม" จะทำการบ้าน รู้เขารู้เราถึงแขกผู้มาเยือน จนทะลุ

การออกมาให้ 2 โอวาท-ปาฐกถา 2 ครั้งติดต่อกันของ "พล.อ.เปรม" จึงถือว่าไม่ธรรมดา ทั้งเรื่อง ประเทศไทยไม่ใช่ของใครคนเดียว และแก่แต่ไม่ถึงกับ "รกแผ่นดิน"

"ป๋าเปรม" รัดกุม ไม่มีทาง และไม่เคยพูดแบบ "กลอนพาไป" แต่จงใจพูดตาม "สคริปต์" ที่ตระเตรียมเอาไว้ทุกประโยค

วันที่ปาฐกถาพิเศษให้นักศึกษา วปอ. ฟัง รายละเอียดของเนื้อหา ภาษาดุดัน น่าจะเป็นข่าวระดับ "พาดหัว"

แต่ถูกเบียดแทรกด้วยข่าว มือมืดวางระเบิดไปป์บอมบ์ป่วนกรุง ที่สยามพารากอน ข่าว "พล.อ.เปรม" เลยถูกลดโทนไปโดยปริยาย


ไม่เช่นนั้น คงนำมาแปรและตีความกันเป็นการใหญ่

โฆษกกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐ กังวลคำสัมภาษณ์ของผู้นำไทยที่ญี่ปุ่น



วันที่ 11 ก.พ. เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อความแถลงข่าวประจำวัน เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ตามเวลาท้องถิ่นว่า น.ส.เจน ซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงว่า มีความกังวลต่อกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ของการก่อรัฐประหารในอนาคต หากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ระหว่างเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8-10 ก.พ.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดยืนของสหรัฐซึ่งยังส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมการฝึกคอบบร้าโกลด์ประจำปี2558ที่ประเทศไทย รวมถึงข้อคิดเห็นต่อประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่น และการขาดซึ่งระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย โฆษกหญิงระบุว่า แม้จะส่งเจ้าหน้าที่ทหารร่วมฝึกคอบบร้าโกลด์ แต่รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาลดขนาดความร่วมมือในอนาคต ขณะที่กรณีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น รัฐบาลไทยยังจำเป็นต้องปรับนโยบายทางการเมืองอีกหลายส่วน และบทสัมภาษณ์ที่อ้างถึงการก่อรัฐประหารนั้น แน่นอนว่าสร้างความวิตกให้กับสหรัฐ แต่ยังต้องตรวจสอบว่ามีหน่วยงานใดแสดงความกังวลต่อคำแถลงของรัฐบาลไทยหรือไม่ 

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รู้จัก บรรพต ให้มากขึ้น จากปากคำของ หัสดิน อุไรไพรวัน




เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทหารกรมทหาราบที่ 11 รอ. คุมตัว นายหัสดิน อุไรไพรวัน อายุ 64 ปี หรือผู้ใช้นามแฝง "บรรพต" ผู้ต้องหาผลิตและเผยแพร่คลิปวีดีโอหมิ่นเบื้องสูง ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.)  เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา 

ในช่วงแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ ได้เปิดโอกาสให้ นายหัสดิน  กล่าวเปิดใจกับสื่อและตอบข้อซักถาม 


นายหัสดิน อุไรไพรวัน หรือ บรรพต กล่าวว่า    ขอบคุณ ทหาร ตำรวจ และกอ.รมน.ที่สนธิกำลังจับกุมตน ขอบคุณที่ทหารภายใต้เผด็จการดูแลตนอย่างดีขณะควบคุม  สอบถามตนด้วยดี ไม่มีการทำร้ายคนที่ควบคุมอย่างที่เคยปรากฏในโลกโซเชียลมีเดียแต่อย่างใดและเชื่อว่าเมื่อถูกควบคุมตัวด้วยตำรวจจะดูแลตนอย่างดีเช่นกัน

“ผมเป็นตัวโจกของเรื่องทั้งหมดและทำให้คนอื่นๆที่ถูกจับกุมและครอบครัวเดือดร้อนเสียหาย ตอนนี้รู้สึกเบื่อหน่าย อยากเลิก ขอไถ่บาปให้ตัวเอง และไปรับฐานานุกรรมตามที่ตัวเองควรได้รับ ขอบอกถึงการเสพสื่อขอให้ทุกท่านเสพอย่างมีตรรกะ    เหตุผล ต่อจิ๊กซอว์เอาเอง เสพอย่างระวังอย่าตกเป็นเครื่องมือคนอื่น  และที่อยากบอกเหล่าวิทยากรทั้งหลายที่ทำแบบผม ถ้าคิดว่าจะมอบตัวขอให้ติดต่อมาทาง โฆษกตร. รับรองว่าไม่มีการทารุณกรรมแน่นอน

จากนี้ผมต้องไปรับกรรมตามที่ตัวเองทำ ไม่รู้จะได้รับการอภัยโทษเมื่อไหร่ ผมย้ำอีกครั้งผมคือบรรพต ไม่ใช่อากง (นายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง นักโทษในความผิดกฎหมายอาญามาตรา 112) ใครก็ตาม ทั้งเอ็นจีโอ หรือกลุ่มไหน อย่าเอาโมเดล    กรอบความคิด (paradigm)  ของอากงมาใช้กับผม คนที่จะเข้าเรือนจำไปหาผม เพื่อจะพบผมแล้วแสวงหาผลประโยชน์จากผมขอให้หยุดเลย ไม่ต้องมาทำแบบนี้” นายหัสดิน

จริงๆ แล้ว   คลิปที่เผยแพร่นอกจากเรื่องการเมืองแล้วยังมีเรื่องอายุรเวชศาสตร์ด้วย มีคุณธรรมโลก ประวัติศาสตร์โลก แต่ในเรื่องที่หมิ่นเหม่ตนคงไม่เหมาะจะตอบขณะอยู่ในสถานะผู้ต้องหา

นายหัสดินกล่าวว่าไม่มีทุนจากแหล่งใดสนับสนุนมีรายได้จากการทำเสื้อขาย โดยเสื้อก็ไม่มีการหมิ่นฯแต่อย่างใด  มีคนศรัทธาในตนจำนวนหนึ่งทำให้เสื้อขายได้ ไม่ถึงกับรวยแต่พอมีรายได้มาแบ่งปันกัน  ทั้งนี้ในการอัดเสียง แปลงเสียง ใส่ดนตรี ฝากลิงค์ แชร์ในโซเซียลต่างๆในชื่อบรรพต ทำด้วยตัวเองคนเดียวทั้งหมด  ศึกษาการทำแบบครูพักลักจำ ทั้งนี้มีคนอื่น วิทยากรลักษณะนี้คนอื่นๆพยายามมาลิงค์มาร่วม แต่ตนไม่ยอมรับ

นายหัสดิน กล่าวว่า เหตุที่ใช้ชื่อบรรพต เพราะในชีวิตมีไอดอล 2 คน คนแรกคือนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ตนจึงมีวิธีพูดคล้ายคลึงนายสมัครมาก อีกคนคือดร.บรรพต วีระสัย ซึ่งตนชื่อชอบสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นคนมีความรู้แตกฉานในพุทธศาสนา ตนทึ่งและพยายามเลียนแบบ ทุกวันนี้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามีครูบาอาจารย์เป็นสงฆ์หลายรูป

“ตอนนี้ผมหลง หลงผิดขอไถ่บาป อยากให้ทุกอย่างมันค่อยๆ สงบลง    คนอื่นๆ ที่ถูกจับก่อนหน้านี้จะได้สบายใจขึ้น เขาเป็นเพียงผู้ศรัทธาและงมงายในตัวผม ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับผม” นายหัสดินกล่าว และว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใด พยายามเข้ามาลิงค์ตนบล็อกหมดทั้งอาจารย์ชูพงศ์ นายสุรชัย กลุ่มการเมืองหลายฝ่ายพยายามติดต่อดึงตนไปเป็นแนวร่วมบ่อยครั้งแต่ตนไม่เอาด้วย  ตนยอมรับว่าหลงตัวเองหนักมาก 

คสช.ชี้แจงสถานการณ์การเมืองกับฑูต25ปท.

คสช. ชี้แจงสถานการณ์ความมั่นคงไทยต่อผู้ช่วยทูตทหารนานาชาติ ยืนยันยังคงกฏอัยการศึกเพราะสถานการณ์ละเอียดอ่อน ด้านต่างชาติจี้ถามเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งไทยย้ำปรับบทบาทให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดการประชุมชี้แจงสถานการณ์ความมั่นคงของไทยต่อผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศกว่า 25 ประเทศ โดยมี พล.ท.ศุภกร สงวนชาติศรไกร รองเสนาธิการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.ปณต แสงเทียน เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นประธานการประชุมชี้แจง ซึ่งนับเป็นการเรียกผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศเข้าชี้แจงครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ คสช.เข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทหารไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าสังเกตการณ์การประชุมชี้แจงดังกล่าว และไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ช่วยทูตทหารนานาชาติหลังการประชุม
พล.ท.ศุภกร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้พบผู้ช่วยทูตทหารต่างชาติ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นที่นานาชาติมีข้อสงสัยแบบหน้าต่อหน้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งนี้ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศบางส่วนมองว่าการที่ไทยคงกฎอัยการศึกไว้ไม่น่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ เพราะเป็นการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ
ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงว่า ได้อธิบายถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึกว่า ยังมีความจำเป็น เพราะสถานการณ์ขณะนี้ยังคงละเอียดอ่อน ซึ่งปัจจัยหลักในการประกาศใช้ก็เพื่อห้ามไม่ให้มีการชุมนุม และเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิด พร้อมกันนี้ขอยืนยันว่า การคงกฏอัยการศึกก็เพื่อให้การบริหารประเทศมีความเป็นเอกภาพเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ทั้งนี้ ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศต่าง ๆ ได้มีการตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงการปฏิรูปกองทัพไทย ซึ่งทางกองทัพบกชี้แจงว่า มีการปฏิรูปการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน เช่น การดูแลเรื่องยาเสพติด แก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและประชาชน
พ.อ.วินธัย ยังกล่าวว่า การชี้แจงครั้งนี้ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศต่าง ๆ ไม่ได้พูดถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอลี้ภัยทางการเมืองแต่อย่างใด โดยเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่มีเจตนาขอลี้ภัยตามกระแสข่าว เพราะมีการแสดงความพร้อมในการสู้คดี แต่หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการขอลี้ภัยจะทำได้หรือไม่นั้น คงต้องดูที่ขั้นตอนและเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าวต่อไป


การลี้ภัยทางกรเมืองของ"ทักษิณ"

การลี้ภัยทางการเมือง การส่งผู้ร้ายข้ามเเดนเเละความผิดทางการเมือง

บทความ "ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช" อธิบายหลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและข้อสังเกตุต่อจดหมาย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ที่แฝงประเด็นข้อกฎหมายอาจต้อง "ถอดรหัส" ต่อไป
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


บทนำ
การปฎิเสธที่จะมารายงานตัวต่อศาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พ... ทักษิณ ชินวัตร โดยอดีตนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะขอลี้ภัยทางการเมืองเเทนนั้น ได้ก่อให้เกิดความสนใจในหมู่ประชาชนเเละสื่อเเขนงต่างๆ มากว่าเรื่องลี้ภัยทางการเมืองเป็นอย่างไร รัฐบาลไทยจะใช้ช่องทางการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนได้หรือไม่ ข้อเขียนนี้จะอธิบายหลักการการสำคัญเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้

การลี้ภัยทางการเมือง (Political Asylum)
การลี้ภัยทางการเมืองของบุคคลนั้นเป็นที่รับรองทั้งในตราสารระหว่างประเทศอย่างปฎิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากล(Universal Declaration of Human Rights) มาตรา 14 (1) ที่รับรองว่าบุคคลมีสิทธิที่จะเเสวงหาที่ลี้ภัยจากการประหัตประหาร (หรือการคุกคามรวมถึงกฎหมายภายในของรัฐ เช่นรัฐธรรมนูญ (หรือกฎหมายพื้นฐานของประเทศเยอรมัน(มาตรา 16 (2) รัฐธรรมนูญของอิตาลี (มาตรา 10) รัฐธรรมนูญสาธารณะรัฐเชก (มาตรา 43) เป็นต้น ในขณะที่บางประเทศได้รับรองสิทธิการลี้ภัยไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ใน Refugee Act ของสหรัฐอเมริกา

การลี้ภัยทางการเมืองนั้นเป็นนิติสัมพันธ์สองฝ่ายระหว่างบุคคลที่ขอสิทธิลี้ภัยกับประเทศที่รับคำร้องการขอลี้ภัย ในทางกฎหมายต่างฝ่ายต่างมีสิทธิด้วยกันทั้งคู่ กล่าวคือ บุคคลทั่วไปมีสิทธิที่จะร้องขอการลี้ภัย (right to Seek Asylum) ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิทธิของรัฐที่จะให้หรือไม่ให้การลี้ภัยเเก่บุคคลนั้น (the Right of State to Grant Asylum) การให้การลี้ภัยหรือไม่เป็นดุลพินิจของรัฐ ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศเเละกฎหมายภายในใดที่กำหนดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้ที่ลี้ภัยทางการเมือง การที่บุคคลใดจะได้รับสิทธิลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่ย่อมเป็นไปตามกฎหมายเเละกฎระเบียบรวมถึงดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นๆ เช่นในประเทศฝรั่งเศสหน่วยงานที่ชื่อว่า French Office for the Protection of Refugees and Stateless Persons มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการลี้ภัย

ส่วนเงื่อนไขที่บุคคลจะอยู่ในข่ายที่จะได้รับสิทธิลี้ภัยนั้น ส่วนใหญ่กฎหมายของเเต่ละประเทศจะอิงหรืออาศัยคำนิยามของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยค.. 1951 รวมทั้งพิธีสาร ค.. 1967 เป็นเเนวทางในการพิจารณา ส่วนเรื่องขั้นตอนวิธีการการขอเเละการอุทธรณ์เป็นไปตามกฎหมายภายในของเเต่ละประเทศ เงื่อนไขประการสำคัญที่ผู้ร้องจะได้รับสิทธิการลี้ภัยก็คือ ความเกรงกลัวว่าจะถูกประหัตประหาร (Persecute) โดยมีการเลือกปฎิบัติด้วยเหตุผลทางชาติพันธุ์ (race) ศาสนา(religion) สัญชาติ (Nationality) การเป็นสมาชิกของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เเละความคิดเห็นทางการเมือง (Political opinion)ซึ่งคำว่า "ความคิดเห็นทางการเมือง" นั้นมีความหมายกว้าง

สำหรับตัวอย่างของการให้สิทธิลี้ภัยทางการเมืองนั้น เช่น กรณีที่ประเทศฝรั่งเศสให้สิทธิเเก่ นาย Irakli Okruashvili อดีตรัฐมนตรีของจอร์เจียเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งกรณีของนาย Irakli Okruashvili ก็มีประเด็นเกี่ยวกับขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน

การส่งผู้ร้ายข้ามเเดน (Extradition)
การส่งผู้ร้ายข้ามเเดนเป็นช่องทางหนึ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศใช้ในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาที่หนีไปประเทศอื่น โดยปกติเเล้ว อำนาจอธิปไตยของรัฐย่อมจำกัดเฉพาะภายในดินเเดนหรืออาณาเขตของตนเท่านั้น ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐหนึ่งจะใช้อำนาจอธิปไตยเหนือกว่าอีกรัฐหนึ่งโดยที่รัฐนั้นไม่ยินยอมไม่ได้ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยได้ไปอยู่ต่างประเทศ รัฐเจ้าของสัญชาติของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยจะส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไปจับกุมในต่างประเทศไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น ดังนั้น รัฐเจ้าของสัญชาติจึงต้องร้องขอให้มีการช่วยเหลือที่จะติดตามจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยมาให้ โดยปกติเเล้ว ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนจะกระทำในรูปของสนธิสัญญาทวิภาคีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดน ซึ่งเป็นฐานของความร่วมมือระหว่างรัฐที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดน(Requesting state) กับรัฐที่ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามเเดน (Requested state) อย่างไรก็ดี หากไม่มีสนธิสัญญาระหว่างกัน รัฐก็สามารถใช้ "หลักต่างตอบเเทน" (Reciprocity) ได้ (ซึ่งผิดกับกรณี "การโอนตัวนักโทษที่ต้องมีสนธิสัญญาระหว่างรัฐที่ร้องขอกับรัฐที่ได้รับการ้องขอเสมอ)

อย่างไรก็ดี เเม้จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามเเดนก็ตามก็มิได้หมายความว่า เมื่อมีการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนเเล้ว รัฐที่ได้รับการร้องขอจะต้องส่งให้ตามคำร้องเสมอ โดยปกติเเล้ว ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนหรือกฎหมายภายในเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนจะระบุเงื่อนไขหรือเกณฑ์ที่ใช้พิจารณารวมถึงข้อยกเว้นบางประการด้วย เกณฑ์หรือเงื่อนไขของการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนที่สำคัญคือ

ประการเเรก ความผิดที่จะส่งให้เเก่กันได้นั้นต้องเป็นความผิดของทั้งสองประเทศคือทั้งของประเทศที่ร้องของเเละประเทศที่ได้รับการร้องขอ ไม่ว่าจะเรียกฐานความผิดในชื่อใดก็ตาม เกณฑ์นี้นักกฎหมายเรียกว่า Double-criminality หรือ Double-jeopardy

ประการที่สอง โทษขั้นต่ำของฐานความผิด (เช่น ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปี)

ประการที่สาม ความผิดที่จะถูกดำเนินคดีได้เมื่อมีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนตามคำขอนั้น รัฐที่ร้องขอจะพิจารณาคดีเเละลงโทษได้เฉพาะความผิดที่ร้องขอเท่านั้น จะไปดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนไม่ได้ เกณฑ์ข้อนี้มีไว้เพื่อป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีในควาผิดที่ไม่อาจส่งผู้ร้ายข้ามเเดนให้เเก่กันได้ เเต่รัฐได้อาศัยช่องทางของการส่งผู้ร้ายข้ามเเดน ในความผิดฐานหนึ่งเพื่อไปดำเนินคดีหรือลงโทษในอีกความผิดฐานหนึ่ง เกณฑ์นี้เรียกว่า"Speciality"

ความผิดทางการเมือง (Political Offences)
เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ประเทศตะวันตกหลังการปฎิวัติฝรั่งเศสว่า การเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เเตกต่างกันเป็นสิ่งปกติในสังคมระบอบประชาธิปไตยเเละเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น หากบุคคลได้กระทำความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองเเล้ว ความผิดทางการเมืองย่อมไม่อยู่ในข่ายที่จะส่งผู้ร้ายข้ามเเดน

ปัญหาก็คือสนธิสัญญาทวิภาคีส่งผู้ร้ายข้ามเเดนก็ดี กฎหมายภายในของรัฐเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนก็ดี ไม่ได้มีการให้คำนิยามว่า ความผิดทางการเมืองคืออะไร โดยปกติเเล้ว การพิจารณาว่าความผิดใดเป็นความผิดอาญาธรรมดาหรือความผิดทางการเมืองนั้น เป็นดุลพินิจหรือเป็นปัญหาการตีความขององค์กรตุลาการของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดน ไม่เกี่ยวกับรัฐที่ร้องขอเเต่อย่างใด ปัญหาขอบเขตของความหมายความผิดทางการเมืองนั้นเป็นปัญหาที่มีความยุ่งยากอยู่มิใช่น้อยเนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้พิจารณานั้นมีอยู่หลายเกณฑ์ เเละในหลายกรณีศาลก็มิได้อาศัยเกณฑ์หนึ่งเกณฑ์ใดเป็นปัจจัยชี้ขาด เเต่ศาลอาจพิจารณาเกณฑ์อื่นๆ ควบคู่กันไป อีกทั้งทางปฎิบัติของเเต่ละประเทศก็มีความเเตกต่างกันไปด้วย การกระทำบางอย่างอาจมองว่าเป็นความผิดทางการเมืองอย่างเเจ้งชัด เช่น การประท้วงทางการเมือง การก่อกบฎ การต่อสู้เพื่อเเย่งชิงอำนาจทางการเมืองหรือต่อสู้เรียกร้องเอกราช การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง เป็นต้น การกระทำเหล่านี้นักกฎหมายใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า "Incident test"

อย่างไรก็ดี ความผิดทางการเมืองในปัจจุบันมิได้จำกัดเเค่ "ความผิดทางการเมือง" (political offence) เเต่เพียงอย่างเดียวเเต่อาจรวมถึง "ความผิดที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับความผิดทางการเมือง" (an offence connected with a political offence) ด้วยอย่างเช่น กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามเเดนระหว่างประเทศอังกฤษกับไอร์เเลนด์ ฉะนั้น ปัจจุบัน นักกฎหมายบางท่านจึงใช้คำว่า ความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political character) เเทน

นอกจากนี้ ความผิดทางการเมืองมิได้จำกัดเพียงเเค่ "การกระทำ" (act) ของผู้กระทำเเต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน เเต่รวมถึงปัจจัยอย่างอื่นด้วย เช่น เเรงจูงใจของรัฐบาลที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนว่ามีเเรงจูงใจทางการเมืองเเอบเเฝงหรือไม่ ที่เรียกว่า "Political Motive of the Requesting State" หรือ การปฎิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair Trail) หากศาลพิจาณาเเล้วเห็นว่า สิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ของจำเลยหรือผู้ถูกกล่าวว่าจะถูกละเมิด ศาลก็อาจปฎิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามเเดนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจะเลยจะต้องเเสดงให้ศาลเห็นว่า สิทธิการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมหรือสิทธิมนุษยชนอื่นๆของตนจะถูกละเมิดได้

ยิ่งไปกว่านั้น ศาลของหลายประเทศยังได้ให้ความสำคัญกับระบอบการปกครองของประเทศที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนด้วยว่ามีระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยมากน้อยเเค่ไหน มีการรับรองหลักนิติรัฐหรือไม่ เกณฑ์นี้เรียกว่า "the Political Structure of the Requesting Stateเกณฑ์นี้ศาลอังกฤษเคยใช้ในคดี Kolczynski โดยศาลอังกฤษปฎิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามเเดนไปให้ประเทศโปเเลนด์ ซึ่งพิจารณาตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ (หรือประเทศตะวันตกเเล้ว โปเเลนด์ในเวลานั้นยังไม่เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานของประเทศตะวันตก

ข้อสังเกตจดหมาย (ที่ไม่ธรรมดาของอดีตนายกรัฐมนตรี
จดหมายที่อดีตนายกรัฐมนตรีส่งตรงมาจากกรุงลอนลอนนั้น หากคนธรรมดาทั่วไปอ่านคงคิดว่าเป็นการระบายความในใจต่อพี่น้องประชาชน เเต่หากพิจารณาเนื้อความอย่างละเอียดเเล้ว จดหมายนี้ยังเเฝงประเด็นข้อกฎหมายต่างๆไว้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องต้อง "ถอดรหัสต่อไป

บทส่งท้าย
การใช้สิทธิลี้ภัยทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ตามที่รับรองไว้ในปฎิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ส่วนจะได้สิทธิลี้ภัยหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเเละขั้นตอนของประเทศอังกฤษ หากประเทศอังกฤษให้สิทธิลี้ภัยเเก่อดีตนายกรัฐมนตรีเเล้วจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่นั้นน่าคิดไม่น้อย เเต่หากรัฐบาลไทยใช้ช่องทางของการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนโดยที่ศาลอังกฤษปฎิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามเเดนโดยเห็นว่าเป็นความผิดทางการเมืองหรือเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คืออาจมี "เครื่องหมายคำถามมากมายเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเเละหลักนิติรัฐของประเทศไทยว่าได้มาตรฐานอย่างประเทศตะวันตกหรือไม่อย่างหลีกเลี่ยงมิได้