PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 2 ปี อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่าพร้อมพวก 7 คน ทุจริตจัดซื้อเรือขุด

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี “จงอาชว์ โพธิสุนทร” อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่ากับพวก 7 คน ฐานทุจริตจัดซื้อเรือขุด 2,000 ล้านบาท
       
       

       
       วันนี้ ( 4 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 901 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ด.84/2547 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายจงอาชว์ โพธิสุนทร อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า (กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี) ร.ต.สัญชัย กุลปรีชา อดีตรองอธิบดีกรมเจ้าท่าฝ่ายปฏิบัติการ ร.ต.ประเวช รักแผน นักวิชาการขนส่ง 9 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการเดินเรือ กรมเจ้าท่า นายอิทธิพล กาญจนกิจ นิติกร 8 สำนักงานเลขานุการกรมเจ้าท่า นายดนัย ศรีพิทักษ์ นายช่างขุดลอก ฝ่ายแผนงานบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเล กรมเจ้าท่า ร.ต.วิเชฎฐ์ พงษ์ทองเจริญ เจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 กรมเจ้าท่า และนายปัญญา ส่งเจริญ เจ้าพนักงานตรวจเรือ 7 ฝ่ายตรวจเรือ สำนักงานเจ้าท่าที่ 2 กรมเจ้าท่า เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต และร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับรองเอกสารได้กระทำการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 162
       
       คดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 12 และ 28 ม.ค. 2547 ระบุพฤติการณ์ความผิดจำเลยว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2540 ร.ท.วิทย์ วรคุปต์ อธิบดีกรมเจ้าท่าในขณะนั้น จัดทำสัญญาซื้อเรือขุดแบบหัวสว่าน จำนวน 3 ลำ พร้อมเรือพี่เลี้ยง ราคา 49,400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท จากบริษัทเอลลิคอตต์ กำหนดส่งมอบงานภายใน 540 วัน นับจากวันทำสัญญา โดยครบกำหนดสัญญาวันที่ 24 มี.ค.2542 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2-7 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างและระหว่างวันที่ 30 ก.ย. 2541 - 6 ส.ค. 2542 จำเลยทั้ง 7 ร่วมกันกระทำผิดโดยการตรวจรับเครื่องยนต์ขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 3 เครื่อง ทั้งที่ไม่ใช่เครื่องจักรหลักตามข้อกำหนดทางเทคนิคและเงื่อนไขสัญญา นอกจากนี้ พวกจำเลยยังร่วมกันรับรองบันทึกรายงานผลการตรวจรับงาน ลงวันที่ 30 ก.ย.2541 เสนอให้จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 6,679,817.85 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้กรมเจ้าท่าได้รับความเสียหาย และเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2544 พวกจำเลยยังร่วมกับบริษัทเอลลิคอตต์แก้ไขสัญญาเงื่อนไขและการชำระเงินจากเดิม ให้ชำระร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 9 รวม 3 งวด ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย
       
       ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2549 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 ต่อมาวันที่ 15 ก.พ. 2549 พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 ยื่นอุทธรณ์ระบุว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน เนื่องจากได้วินิจฉัยคลาดเคลื่อนต่อข้อมูลเอกสารทางราชการที่บันทึกไว้และเก็บเป็นหลักฐาน โดยพนักงานอัยการชี้ให้เห็นถึงความเสียหายของรัฐเป็นจำนวนมาก เนื่องจากนายจงอาชว์กับพวกปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต ปล่อยให้บริษัทเอลลิคอตต์ฯเลี่ยงสัญญา และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ สนับสนุนกระทำเอื้อประโยชน์ให้บริษัท อีกทั้งหาช่องทางช่วยเหลือเบี่ยงเบนตีความในสัญญา และระเบียบปฏิบัติทางราชการทุกวิถีทางให้เป็นช่องทางออกโดยไม่สมเหตุผล
       
       ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้งหมดเป็นผู้บริหารตามสัญญามีหน้าที่ต้องจัดหาต่อเรือกลที่มีคุณภาพและเสร็จสิ้นตามเวลา ซึ่งสัญญานั้นมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อสาธารณะที่มีการกำหนดสัญญาเป็นแบบแผนและลายลักษณ์อักษร และต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการ ซึ่งการกำหนดสัญญาได้ถูกออกแบบให้การส่งมอบงานต้องสัมพันธ์กับมูลค่างานที่จะต้องส่งมอบแต่ละงวดเพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทผู้ค้าไม่ทิ้งงาน หากจะมีการแก้ไขสัญญาจะต้องมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเหตุไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นจึงต้องยึดถือสัญญาเดิม จำเลยซึ่งเป็นผู้บริหารย่อมต้องระมัดระวังควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย อีกทั้งจำเลยไม่มีอำนาจในการแก้ไขสัญญาที่มีลักษณะไปในทางเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ค้าจากการรับเงินค่าส่งที่สูงมากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่างาน เป็นเหตุให้บริษัทผู้ค้าไม่ส่งมอบงานตามกำหนด
       
       นอกจากนี้ โจทก์นำพยานซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานต่อเรือเบิกความระบุว่า เครื่องจักรหลักตามสัญญาหมายถึงเครื่องยนต์ขับปั้มขุด ซึ่งมีขนาดใหญ่ 1,150 แรงม้า มากกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่บริษัทผู้ค้าส่งมอบให้มีแรงม้าและมูลค่าต่ำกว่า เครื่องยนต์ขับปั้มขุดโดยจำเลยทั้ง 2-7 เป็นผู้บริหารสัญญา ย่อมต้องรู้ดีกว่าการส่งมอบเงินในงวดที่ 2 จะต้องสัมพันธ์กับงานที่ได้รับ การที่บริษัทผู้ค้าส่งมอบเครื่องจักรที่มีกำลังและมูลค่าต่ำ ไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยทั้ง 2-7 ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจะไม่ทราบว่าเครื่องจักรหลักเป็นเครื่องใด เมื่อจำเลยทั้ง 2-7 ทราบว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไม่ใช้เครื่องจักรหลักแต่ยังตรวจรับงานและทำเอกสารอนุมัติจ่ายเงินงวดที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ลงนามอนุมัติ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบตามฟ้อง
       
       โจทก์ยังมีพยานซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับสัญญา เบิกความด้วยว่า การแก้ไขสัญญาจ่ายเงินงวดที่ 5 จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่างาน แยกย่อยเป็น 3 งวด และเป็นจำนวนที่สูงกว่ามูลค่าสัญญาเดิม ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 126 ที่ว่ารัฐไม่ได้ประโยชน์สูงสุด แต่เป็นการส่งผลให้บริษัทผู้ขายได้รับประโยชน์ ที่ได้รับเงินค่างวดสูงสุดโดยยังไม่ได้ส่งมอบเรือขุด 3 ลำ เห็นว่าพยานเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน ไม่มีลักษณะเป็นการกล่าวหาให้จำเลยได้รับผิด คำเบิกความมีเหตุผลเชื่อมโยง และไม่ปรากฏว่าพยานมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามหน้าที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาและแผนการแก้ไขสัญญาตั้งแต่ต้น โดยการหาเหตุผลต่างๆมาอ้างเพื่อลดการรับงาน แต่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนสูง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ขาย เป็นการทำให้รัฐเสียหาย ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เครื่องกำหนดไฟฟ้า 3 เครื่องที่ได้รับมานั้น สามารถใช้งานได้อย่างครอบคลุม โดยมีสถาบันจัดชั้นเรือหรือเอบีเอส และผู้ควบคุมงานให้การรับรองนั้น ศาลเห็นว่าเป็นเพียงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่มีอำนาจแก้ไขสัญญา ขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารสัญญาจะต้องมีความระมัดระวังในปฏิบัติตามสัญญา ขณะที่ปัจจุบันความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ข้ออ้างของจำเลยจึงเลื่อนลอยฟังไม่ขึ้น
       
       ส่วนจำเลยที่ 4-5 เป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา ของจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลของบริษัทผู้ค้าซึ่งไม่มีสภาพความมั่นคง และหากรับรู้จะไม่ลงชื่อในเอกสาร จึงน่าเป็นไปได้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งหมดกับจำเลยทั้งสอง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง
       
       พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 157 ให้จำคุก 2 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2,3,6,7 มีความผิดตามาตรา 157 และ 162 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา 157 จำคุก 2 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบรวมคนละ 2 กระทง ๆละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยเป็นเวลาคนละ 10 ปี และพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 4-5 ขณะที่จำเลยได้ยื่นขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยตีราคาประกันคนละ 1 ล้านบาท
       
       ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกาขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4และ 5 ส่วนจำเลยที่1,2,3,6 และ 7 ได้ยื่นฎีกาสู้คดี
       
       ศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 7 ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขสัญญาการอนุมัติจ่ายเงินงวดที่ 5 ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีกรมเจ้าท่าได้ ได้สั่งการให้จำเลยที่ 2-7 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงการจัดซื้อเรือขุด ซึ่งในสัญญาโครงการจัดซื้อเรือขุด ระบุแบ่งการส่งมอบออกเป็น 5 งวด คือ งวดที่ 1 กับ 2 เป็นการส่งมอบเครื่องจักรหลัก งวดที่ 3 เป็นการจัดวางกระดูกงู 4 งานจัดระบบขุดของเรือ โดยไม่มีข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการส่งมอบเรือพี่เลี้ยงจำนวน 3 ลำ และงวดที่ 5 เป็นขั้นตอนที่กำหนดให้บริษัทจัดส่งเรือขุดจากสหรัฐมายังประเทศไทย จึงจะได้รับเงินจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่างาน ย่อมแปลได้ว่างานในงวดที่ 5 เป็นงานที่บริษัทผู้ขายจะต้องดำเนินการสงมอบเรือจำนวน 3 ลำ พร้อมส่งเรือพี่เลี้ยงไปให้กรมเจ้าท่าตามสัญญา ซึ่งงานในงวดที่ 5 มีความสำคัญ จำเลยทั้ง 7 จึงมีหน้าที่ดำเนินการให้บริษัทผู้ค้าดำเนินสัญญาให้ถูกต้องครบถ้วนและเคร่งครัด
       
       แต่จำเลยที่ 2-7ได้ตรวจรับงานจากบริษัทผู้ค้าทั้งที่ทราบดีว่า บริษัทไม่สามารถจัดส่งเรือขุดได้ตามกำหนดสัญญา เนื่องจากบริษัทต่อเรือที่สหรัฐแจ้งว่าคนงานจะหยุดต่อเรือในช่วงก่อนที่จะครบกำหนดสัญญาส่งมอบเรือวันที่ 24 มี.ค.2542 ซึ่งจำเลยที่ 2-7 ย่อมเห็นว่ามีแนวโน้มว่าบริษัทผู้ค้าจะไม่สามารถต่อเรือให้เสร็จได้
       
       แม้จำเลยจะต่อสู้อ้างว่าไม่มีอำนาจแก้ไขสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2-7 พิจารณางานงวดที่ 5 ถือว่าจำเลยที่ 2-7 มีหน้าที่ในการเสนอความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งสำนักนิติกรรมกรมเจ้าท่าเองก็ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2-7 มีความเห็นเสนอให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสัญญาการจ่ายเงินในงวดที่ 5 ให้บริษัทผู้ค้าจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวดย่อย ตามที่จำเลยที่ 2-7 เสนอแก้ไข ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2-7 ตรวจรับงานและเสนอให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสัญญาจึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ค้าและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
       
       ส่วนนายจงอาชว์ จำเลยที่ 1 ก็ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาการจ่ายเงินงวดที่ 5 ให้กับบริษัทผู้ค้า ตามข้อเสนอของผู้ค้าโดยแบ่งจ่ายเงิน 3 งวดย่อย จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ค้า ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และแม้บริษัทผู้ค้าจะส่งท่อทุ่นและอุปกรณ์เครื่องจักรอื่นมาให้ก็ไม่เป็นไปตามสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 6 ก็เบิกความยอมรับว่าท่อทุ่นไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตามสัญญาด้วย ถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ค้าด้วย มีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
       
       ส่วนที่จำเลยยื่นฎีกาต่อสู้คดีนั้น ก็ฟังขึ้นบางส่วนมีเหตุให้ปรานีแก้โทษให้เบาลง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1-7 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบเพียง 1 กระทง จำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
       
       ภายหลังศาลฎีกาพิพากษาญาติของจำเลย ได้ร่ำไห้และเข้าสวมกอดปลอบจำเลย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้ควบคุมตัวจำเลยทั้ง 7 คน ลงไปควบคุมที่ห้องขังด้านล่างของศาลอาญาเพื่อรอลงตัวไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป

สำนักนายกฯประกาศระเบียบวิธีการจัดการชุมนุม

ออกแล้ว ประกาศสำนักนายกฯ 11 วิธีแจ้งจัดชุมนุม-48 เครื่องมือคุมฝูงชน

3 พ.ย. 2558 เว็บราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวิธีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งลงนามในวันนี้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (4 พ.ย.)
มีรายละเอียดดังนี้

ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง กําหนดวิธีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ
โดยที่การจัดการชุมนุมสาธารณะไม่ต้องมีการขออนุญาต แต่ต้องแจ้งการชุมนุมสาธารณะนั้น ต่อผู้รับแจ้งตามกฎหมาย จึงสมควรกําหนดวิธีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ ให้เกิดความสะดวกแก่ผู้แจ้งและเป็นข้อมูลแก่ผู้รับแจ้ง เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๐ วรรคสาม และมาตรา ๑๒ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ นายกรัฐมนตรีจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในประกาศนี้
“การแจ้ง” หมายความว่า การแจ้งความประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งผู้รับแจ้งแต่งตั้งหรือมอบหมายให้รับผิดชอบในการรับหรือส่งหนังสือ หรือดําเนินการเกี่ยวกับการรับแจ้งการชุมนุมสาธารณะของหน่วยงาน
ข้อ ๒ ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อผู้รับแจ้งซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีตํารวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะตามแบบท้ายประกาศนี้ ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง
กรณีประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะในท้องที่ของสถานีตํารวจต่างๆ เกินกว่าหนึ่งท้องที่ ซึ่งมีเขตต่อเนื่องกัน ให้แจ้งการชุมนุมมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดก็ได้
ข้อ ๓ ภายใต้บังคับของข้อ ๒ การแจ้งให้ดําเนินการโดยวิธีหนึ่งวิธีใด ดังต่อไปนี้
(๑) แจ้งโดยตรงต่อผู้รับแจ้ง
(๒) แจ้งทางโทรสาร
(๓) แจ้งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
ข้อ ๔ การแจ้งโดยตรงต่อผู้รับแจ้ง ให้ผู้แจ้งยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทําการของผู้รับแจ้ง ทั้งนี้ ในการแจ้งโดยตรงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับเอกสารครบถ้วนแล้ว ให้ถือว่าผู้รับแจ้งได้รับแจ้งแล้ว
ข้อ ๕ การแจ้งทางโทรสาร ให้ส่งหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะไปยังหมายเลขโทรสารของที่ทําการของผู้รับแจ้งตามที่กําหนดไว้ในประกาศของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วให้ส่งต้นฉบับของหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะไปยังผู้รับแจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยพลันเมื่อได้ส่งหนังสือทางโทรสารแล้ว ให้ผู้แจ้งโทรศัพท์แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหมายเลขที่กําหนดไว้ในประกาศของสำนักงานตํารวจแห่งชาติโดยเร็ว เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง การส่งตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าผู้รับแจ้งได้รับแจ้งต่อเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งที่ทําการของผู้รับแจ้งได้รับเอกสารตามโทรสารครบถ้วน
ข้อ ๖ การแจ้งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ให้ส่งหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะไปยังที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของที่ทําการผู้รับแจ้งตามที่กําหนดไว้ในประกาศของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม โดยสามารถแสดงหรืออ้างอิง หรือเข้าถึงเพื่อนํากลับมาใช้ในภายหลังและยังคงความครบถ้วนของข้อความในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

รวมทั้งสามารถระบุตัวผู้ส่งได้ เมื่อได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ให้ผู้แจ้งโทรศัพท์แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหมายเลขที่กําหนดไว้ในประกาศของสํานักงานตํารวจแห่งชาติโดยเร็ว เพื่อตรวจสอบความถูกต้องการแจ้งตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าผู้รับแจ้งได้รับแจ้งต่อเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์โดยครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ในกรณีมีข้อสงสัย ผู้รับแจ้งอาจสั่งให้ผู้แจ้งส่งต้นฉบับหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะภายในระยะเวลาที่เห็นสมควร
ข้อ ๗ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะแล้ว ให้รีบนําเสนอผู้รับแจ้งเพื่อพิจารณาโดยเร็ว ในกรณีที่เป็นการแจ้งโดยวิธีตามข้อ ๓ (๒) และ (๓) และพนักงานเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ติดต่อไปยังผู้แจ้ง ตามข้อมูลที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะเพื่อตรวจสอบตัวผู้แจ้งและความถูกต้องของหนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะด้วย
ข้อ ๘ เมื่อผู้รับแจ้งได้รับแจ้งการชุมนุมสาธารณะแล้ว ให้ตรวจสอบความถูกต้องแล้วส่งสรุปสาระสําคัญในการชุมนุมสาธารณะให้ผู้แจ้งทราบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้รับแจ้งและอาจมีคําแนะนําเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลการชุมนุมสาธารณะเพื่อให้ผู้แจ้งปฏิบัติหรือแก้ไขภายในเวลาที่กําหนดด้วยก็ได้
ข้อ ๙ ในกรณีที่ผู้แจ้งไม่สามารถแจ้งการชุมนุมได้ทันกําหนดเวลาตามข้อ ๒ ผู้แจ้งอาจขอผ่อนผันกําหนดเวลาดังกล่าวก่อนเริ่มการชุมนุม โดยยื่นคําขอผ่อนผันพร้อมแบบแจ้งการชุมนุมสาธารณะท้ายประกาศนี้โดยตรง ในกรุงเทพมหานครให้ยื่นคําขอต่อผู้บังคับการตํารวจนครบาลผู้รับผิดชอบพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ในจังหวัดอื่นให้ยื่นคําขอต่อผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด
ข้อ ๑๐ ให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติวางระเบียบหรือคำสั่งกําหนดหลักเกณฑ์และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตํารวจ เพื่อให้เป็นไปตามประกาศนี้
ข้อ ๑๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

แบบฟอร์มการแจ้งชุมนุม
00000
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ
โดยที่เป็นการสมควรกําหนดเครื่องมือควบคุมฝูงชน เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือคุ้มครองความสะดวกของประชาชน
ที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๙ วรรคเจ็ด และมาตรา ๒๔ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ นายกรัฐมนตรีจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะและข้าราชการตํารวจซึ่งได้รับมอบหมาย ผู้ควบคุมสถานการณ์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย อาจเลือกใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนได้ ดังต่อไปนี้
(๑) หมวกปราบจลาจล หรือหมวกกันกระสุนพร้อมกระบังหน้า
(๒) โล่ใส หรือโล่กันกระสุน
(๓) ชุดป้องกันสะเก็ด ตลอดจน สนับแข้ง สนับเข่า สนับศอก อุปกรณ์ป้องกันสะเก็ด
บริเวณลําตัว แขนและขา
(๔) กระบองยาง หรืออุปกรณ์ใช้ตี (Baton)
(๕) สายรัดบังคับ (สายล็อคข้อมือ) หรือกุญแจมือ
(๖) หน้ากากป้องกันแก๊สพิษ พร้อมหม้อกรองแก๊สพิษและไมโครโฟน
(๗) แก๊สน้ำตาชนิดสเปรย์ สกัดจากพืชธรรมชาติ
(๘) เสื้อเกราะอ่อนป้องกันกระสุน
(๙) เครื่องขยายเสียงพร้อมไมโครโฟน ขนาดเล็ก
(๑๐) อุปกรณ์ส่งคลื่นเสียงรบกวนพิเศษระยะไกลชนิดพกพา
(๑๑) เครื่องเสียงและระบบป้องกันอันตรายรถสั่งการ
(๑๒) เครื่องยิงแก๊สน้ำตาชนิดใช้แล้วทิ้ง
(๑๓) เครื่องฉีดแก๊สแบบสะพาย
(๑๔) ชุดปืนยิงแก๊สน้ำตาพร้อมอุปกรณ์
(๑๕) แก๊สน้ำตาชนิดเผาไหม้
(๑๖) แก๊สน้ำตาสําหรับผสมน้ำ
(๑๗) ลูกขว้างแบบควัน
(๑๘) ลูกขว้างแบบแสง - เสียง
(๑๙) ลูกขว้างแก๊สน้ำตา ชนิด OC
(๒๐) ลูกขว้างแก๊สน้ำตา ชนิด CS
หน้า ๗
(๒๑) ถุงลมบอกทิศทาง
(๒๒) เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง และสีผสมน้ำ
(๒๓) อาวุธปืนลูกซอง สําหรับยิงกระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา
(๒๔) อุปกรณ์ช็อตไฟฟ้า (Taser)
(๒๕) ปืนยิงตาข่าย
(๒๖) รถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือรถดับเพลิง
(๒๗) เครื่องกีดขวางการผ่านของรถ
(๒๘) อุปกรณ์ตรวจหาอาวุธบุคคล
(๒๙) อุปกรณ์ตรวจหาอาวุธยานพาหนะ
(๓๐) แผงกั้นเหล็ก
(๓๑) กรวยยาง
(๓๒) แท่นปูน หรืออุปกรณ์สําหรับป้องกันสถานที่
(๓๓) ลวดหีบเพลงแถบหนาม
(๓๔) ถุงมือหนัง
(๓๕) รถเครนยกแท่นปูน
(๓๖) ยานพาหนะสําหรับเจ้าหน้าที่และการลําเลียงเครื่องมือ
(๓๗) รถควบคุมฝูงชน (Riot Truck) ขนาด ๖ ล้อ
(๓๘) รถควบคุมฝูงชน (Riot Truck) ขนาด ๑๐ ล้อ
(๓๙) รถที่ทําการทางยุทธวิธี
(๔๐) รถบรรทุกน้ำ
(๔๑) รถส่องสว่าง
(๔๒) อุปกรณ์ส่งคลื่นเสียงรบกวนพิเศษระยะไกล ขนาดกลาง
(๔๓) อุปกรณ์ส่งคลื่นเสียงรบกวนพิเศษระยะไกล ขนาดใหญ่
(๔๔) ชุดเครื่องเสียงความดังสูง พร้อมอุปกรณ์กําเนิดพลังงาน
(๔๕) โคมไฟส่องสว่างฉุกเฉิน
(๔๖) อุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหว
(๔๗) เครื่องบันทึกเสียง
(๔๘) เครื่องมือวัดระดับเสียง
ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บิ๊กตู่ ไม่ให้ความสำคัญโหร ไม่อยู่ยาว ขอแค่ ก.ค.ปี60 เพราะ อยู่ไปก็ไลฟบอยย์

บิ๊กตู่ ไม่ให้ความสำคัญโหร ไม่อยู่ยาว ขอแค่ ก.ค.ปี60 เพราะ อยู่ไปก็ไลฟบอยย์

วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 17:51:39 น.


http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14465478151446547830l.jpg

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเหตุการณ์ดาวตกและมีโหรออกมาทำนายต่างๆ นานาว่า "ดาวตกก็ตกไปสิ แล้วมีที่ไหนที่จะเป็นดาวขึ้นล่ะ ไม่ต้องสนใจอะไรกันมากหรอกเรื่องนี้ สนใจเรื่องทำความดีกันเถอะว่าทำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ถ้าทำความดีไม่ต้องไปกลัว ตนไม่เชื่อ แต่สื่อก็ชอบรายงานสำหรับตนอะไรที่เขาบอกว่าไม่ดีเตือนมาก็ถือเป็นเรื่องดีจะได้ระมัดระวัง แต่ไม่ใช่ไปสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นไปทั่ว ตนไม่ได้ดูถูกโหรหรือคนที่ออกมาทำนาย แต่ขอร้องว่าให้มีหลักการกันหน่อย จะเชื่อไสยศาสตร์หรืออะไรสื่อก็มักเชื่อว่าผมเชื่อไสยศาสตร์นี่นั่น ทั้งเรื่องการแต่งตัวก็เขียนกันเป็นตุเป็นตะ"

ส่วนที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหร คมช. ทำนายว่านายกรัฐมนตรีจะดวงดีอยู่ยาว ใครก็ทำอะไรไม่ได้ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่าถ้าท่านว่าตนจะดวงดีก็ดีไป แต่ถ้าบอกว่าดวงไม่ดีก็ไม่ดี ก็ต้องระวังตัว" เมื่อถามย้ำว่า โหร คมช.ทำนายว่า นายกฯ จะอยู่ในตำแหน่งยาว พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่ยาว ไม่สั้นหรอก ก.ค. 60 ก็ไปแล้ว ก็เขาเขียนกฎหมายไว้อย่างนั้น จะไปอะไรอย่างอื่นคงไม่ได้ อยู่ไปก็ไลฟบอยย์"

ผู้สื่อข่าวถามจึงได้ถามว่า ไลฟบอยย์หมายถึงอะไร พลเอกประยุทธ์ กล่าวติดตลกว่า ไลยฟบอยย์คือสบู่อย่างไรเล่า สื่อไม่ใช้สบู่กันหรืออย่างไร เมื่อขอให้อธิบายความหมายที่นายกฯ ระบุว่าอยู่ไปก็ไลฟบอยย์ พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า "อะไรกัน ก็หมายความว่า ทำอะไรก็ไม่สำเร็จมันก็ไลฟบอยย์ไง อาบน้ำฟรีอย่างไรเล่า ศัพท์โบราณเขาก็เรียกกันอย่างนี้นี่แหละ ก็เลยพูดว่า อยู่ไปก็ไลฟบอยย์ จะให้พูดว่า อยู่ไปก็ลักซ์หรือสบู่ยี่ห้ออื่นหรืออย่างไร ประโยคนี้มันเป็นคำพ้อง ซึ่งก็ไม่โบราณเท่าไหร่เป็นคำที่ใช้ในสมัยผมนี่แหละ สำหรับผมอยู่บ้านจำไม่ได้ว่าใช้สบู่ยี่ห้ออะไร เพราะส่วนใหญ่ที่บ้านเขาเป็นคนจัดให้ ความจริงผมตัวหอมอยู่แล้ว ไม่ค่อยได้สนใจอะไรมากมายทำแต่งานและใช้แต่ความคิด คิดแต่เพียงว่าขอให้ทำความดีเท่านั้นก็พอ"

ทั้งนี้ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเดินทางออกจากห้องแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวถามถึงแหวนที่นิ้วชี้ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ทำไม ก็มันใส่นิ้วอื่นแล้วมันหลวม เลยเอามาใส่นิ้วชี้" จากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า "คนไม่ทำความดีใส่อะไรก็ไม่ดี"

สวนยางเฮ! ครม.อนุมัติ1.2หมื่นล้าน ชดเชยต้นทุนผลิต เจ้าของสวนได้900 คนกรีด600 ต่อไร่




นายกรัฐมนตรี เผยที่ประชุม ครม. อนุมัติงบประมาณ 1.2 หมื่นล้าน ชดเชยต้นทุนการผลิตเกษตรกรชาวสวนยาง โดยให้เจ้าของสวน 900 และคนกรีดยาง 600 ต่อไร่

http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14465425821446542596l.jpg

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุมัติงบช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง 1.2 หมื่นล้านบาท โดยชดเชยต้นทุนการผลิต ซึ่งแบ่งให้เจ้าของสวนยาง 900 บาทต่อไร่ และ คนกรีดยาง 600 บาท ต่อไร่ คิดเป็นสัดส่วน 60:40 โดยจะชดเชยให้เกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิส่วนผู้ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ คณะกรรมการนโยบายการยางธรรมชาติ จะไปดูแลช่วยเหลือต่อไป 

เช่นเดียวกับเกษตรกรปลูกข้าวโพดที่มีการบุกรุกที่ดินโดยกลุ่มนายทุน และมีปัญหาผลผลิตล้นตลาด จะให้ลดพื้นที่การปลูกรวมถึงชาวนา ที่ขอความร่วมมือให้ปลูกพืชทดแทนชนิดอื่น เช่น ถั่วเหลือง แต่หากฝ่าฝืนรัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือได้ เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนหลักปีนี้ เหลือเพียง 4.4 พันล้านลูกบาศก์เมตร ปล่อยน้ำทั้งระบบได้ไม่เกินวันละ 20 - 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นจึงต้องขอร้องเกษตรกร ให้เชื่อฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่รัฐ

.นายกฯบิ๊กตู่ ฝากโขน ตัว"หนุมาน" ไปคิดท่า"อย่าพูดมาก ฟังซะบ้าง"

ฮาอีกแล้ว.....นายกฯบิ๊กตู่ ฝากโขน ตัว"หนุมาน" ไปคิดท่า"อย่าพูดมาก ฟังซะบ้าง" มาเต้นให้ดูหน่อย...อิอิ...ไม่รู้ นายกฯ พาดพิงตัวเอง หรือใคร?
นายกฯ บิ๊กตู่ เชิญชวนคนไทย ชมโขน"ศึกอินทรชิต"ตอน"พรหมาศ"เผย สมเด็จพระราชินีฯ ทรงต้องการให้อนุรักษ์โขน แสดง 7พย.-5ธค.ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ สมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จทอดพระเนตร 5พย. นายกฯ รับเสด็จ และร่วมชมด้วย บัตรราคา200-1,500 บาท
งานนี้ นายกฯ สั่ง"หนุมาน" ทำท่าต่างๆ ตีลังกา ท่าโศก ร้องไห้ หัวเราะ ก่อนให้ไปคิดท้า "อย่าพูดมาก ฟังให้มาก"....สะกิดคนไทยสนใจดูโขนบ้าง ศึกษาสีแต่ละตัว ท่าเต้นแตกต่าง พระราม สีเขียว พระลักษณ์สีเหลือง

ผบทบ.ระบุ กองทัพภาค1 ศูนย์กลางประเทศ ยันไม่แบ่งข้าง มีข้างเดียวคือ ข้างประเทศไทย

ผบทบ.ระบุ กองทัพภาค1 ศูนย์กลางประเทศ ยันไม่แบ่งข้าง มีข้างเดียวคือ ข้างประเทศไทย
บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบทบ.กลับถิ่นเก่าทัพภาค1 ให้มอบนโยบายและโอวาท ผบ.หน่วย ระดับกองพล กรม กองพันของทัพภาค1ขุมกำลังรบหลัก ทบ. ระบุกองทัพภาค1เป็นกำลังหลักของทบ. ในการดูแลภาคกลาง และเป็นศูนย์กลางของประเทศ
เผย เห็นทหารเข้มแข็งแล้วมีความสุข ยันเมื่อกองทัพเข้มแข็ง ประเทศก็จะมั่นคง ขอให้เชื่อมั่นในผู้บังคับบัญชา ทุกระดับชั้น โดยผมจะไม่สั่งการข้ามสายการบังคับบัญชา ยันทหารมีความสำคัญทุกคน ตั้งแต่ ผบช.ไปจนถึง พลทหาร คนสุดท้าย ฝากไปบอกต่อกำลังพลที่ไม่ได้มา ด้วย
ยันคนไทยไม่แบ่งข้าง มีข้างเดียวคือข้างประเทศไทย เราจะทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ได้ ฝากทหารลงพื้นที่ทำความเข้าใจ ประชาชน
ยันรัฐบาล กำลังพยายามทำทุกอย่างที่จะบริหารประเทศให้เกิดความเรียบร้อย ซึ่งทหารถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ ดังนั้น กำลังพลต้องสร้างการรับรู้ต่อประชาชนเพื่อให้เห็นถึงเจตนาดีของรัฐบาล

เปล่า...คิดปิดประเทศ

เปล่า...คิดปิดประเทศ
นายกฯบิ๊กตู่ แจง ไม่ได้คิดปิดประเทศ หาว่าผมพูดแล้วทำหุ้นตก ถามตอนก่อน22พค.น่ะ ปิดประเทศมั้ย งบฯเบิกไม่ได้ นักท่องเที่ยวหนี ผมไม่อยากให้กลับไปเป็นแบบนั้นอีก...แจงพูดปิดประเทศ พูดในสภา พูดได้ทุกเรื่อง สื่อเอาออกมาเป็นประเด็นเอง รัฐบาลอื่นพูดแย่กว่าผมอึก เตือน อย่าขี้ตกใจ พูด"ปิดประเทศ"แค่บอกว่า ถ้าเป็นแบบ22พค.อยากปิดก็ปิดไป ถามมันปิดได้มั้ยเล่าฟังดูนะ...ตอนนี้ประเทศปิดอยู่นานแล้ว ปิดด้วยความรู้สึก ปิดด้วยเกลียดชัง ทุจริต ไม่โปร่งใส ผมพยายามจะเปิดอยู่นี่

14 ปี สวรส. ให้ทุนวิจัยไปกว่า 3 พันล้าน ผันจาก สสส.-สปสช.-อื่นๆ กว่า 2 พันล้าน สะพัดสุดช่วงปี48 – 50 ปีละกว่า500 – 600 ล้าน พร้อมเปิดรายชื่อผู้รับทุนทั้งหมด



3 พฤศจิกายน 2015
ที่มาภาพ : http://www.hsri.or.th/people
ที่มาภาพ : http://www.hsri.or.th/people
หลังจากการนำเสนอข้อมูลของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เกี่ยวกับรายชื่อโครงการและบุคคลที่ได้รับเงินสนับสนุนกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มตระกูล ส.นั้น ปรากฏว่าสอดรับกับข้อมูลจากแหล่งข่าวสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ได้นำส่งข้อมูลรายชื่อโครงการวิจัยและชื่อผู้รับทุนโดยตรงจาก สวรส. ตั้งแต่ปี 2544-2557 อย่างละเอียด ดังนี้ รายชื่อปี 2544รายชื่อปี 2545รายชื่อปี 2546รายชื่อปี 2547รายชื่อปี 2548รายชื่อปี 2549รายชื่อปี 2550รายชื่อปี 2551,รายชื่อปี 2552รายชื่อปี 2553รายชื่อปี 2554รายชื่อปี 2555รายชื่อปี 2556 และรายชื่อปี 2557 ซึ่งเป็นข้อมูลที่สอดรับกับข้อมูลการตรวจสอบของสตง.ในส่วนของแหล่งที่มาของเงิน
จากข้อมูล 14 ปี (2544-2557) สวรส.มีการให้ทุนวิจัยไปแล้วกว่า 3,400 ล้านบาท เป็นเงินจาก สสส./สปสช./อื่นๆ จำนวนกว่า 2,600 ล้านบาท และเป็นเงิน สวรส.ประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่ได้รับเงินทุนวิจัยส่วนหนึ่งมาจากภาคีเครือข่าย
ทั้งนี้ หากดูตัวอย่างจากข้อมูลดังกล่าวในปี 2544 มีผู้ได้รับการสนับสนุนทำงานวิจัยจำนวนมากในวงเงินที่ไม่สูง จากนั้นปี 2545 จำนวนรายที่ได้รับทุนวิจัยเริ่มน้อยลง แต่วงเงินของผู้รับทุนบางรายได้สูงถึง 23 ล้านบาท
ในปี 2547 เริ่มมีโครงการที่รับเงินทุนวิจัยสูงเป็นวงเงิน 108 ล้านบาท เช่น ผู้จัดการงานวิจัยเต็มเวลาแผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ: ภายใต้งานวิจัยระบบสารสนเทศและข่าวกรองด้านสุขภาพ โดย นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล (ทั้งที่ สวรส. ได้รับเงินงบประมาณปีละประมาณ 100 ล้านบาท) จากข้อมูลระบุว่าเป็นเงินจาก สวรส. 42.37 ล้านบาท เป็นเงินจาก สสส./สปสช./อื่นๆ จำนวน 66.17 ล้านบาท, โครงการระบบรับ/ส่งและประมวลข้อมูลการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยใช้เกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) วงเงิน 42.75 ล้านบาท โดย นพ.สุชาติ สรณสถาพร, และในปีเดียวกันนี้ นพ.สุชาติ สรณสถาพร ยังได้รับเงินในโครงการพัฒนาระบบเบิกจ่ายเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการปี2547 อีก 29.97 ล้านบาท, ผู้จัดการโครงการพัฒนาระบบการตรวจสอบการให้บริการรักษาพยาบาลปี 2547 วงเงิน 8.08 ล้านบาท โดย พญ.สาวิตรี เมาฬีกุลไพโรจน์
นอกจากนี้ รายชื่อผู้ได้รับเงินในปี 2547 มีชื่อซ้ำในหลายโครงการ อาทิ พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร รับเงินไป 5 โครงการ, นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ 5 โครงการ, พญ.สาวิตรี เมาฬีกุลไพโรจน์ 2 โครงการ (ดูตามเอกสารแนบปี 2557) เป็นต้น
สรุปแล้วในปี 2547 สวรส. ให้เงินทำวิจัยรวม 226.92 ล้านบาท เป็นเงินจาก สวรส. 158.36 ล้านบาท เป็นเงินจาก สสส./สปสช./อื่นๆ 68.55 ล้านบาท
ปี 2548 ผู้จัดการโครงการแผนงานศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) 19.64 ล้านบาท เป็นเงินจาก สสส./สปสช./อื่นๆ โดย นพ.บัณฑิต ศรไพศาล, การพัฒนาระบบรับ/ส่งและประมวลข้อมูลการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยใช้เกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ปี 2548 จำนวน 28.5 ล้านบาท โดย นพ.สุชาติ สรณสถาพร (เช่นเดียวกับปี 2547), ผู้จัดการแผนงานการสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย 90.18 ล้านบาท โดย พญ.วัชรา ริ้วไพฑูรย์ และรายชื่อผู้รับทุนวิจัยก็ซ้ำๆ กับปี 2547 (ดูรายละเอียดเอกสารแนบปี 2548) ซึ่งในปี 2548 วงเงินให้ทุนวิจัย 239.28 ล้านบาท เป็นเงิน สวรส. 31.69 ล้านบาท จากหน่วยงาน สสส./สปสช./อื่นๆ 198.64 ล้านบาท
ในปี 2549 สวรส. ให้เงินทุนทำวิจัยรวม 664.77 ล้านบาท มาจากเงิน สวรส. 126.61 ล้านบาท จาก สสส./สปสช./อื่นๆ 538.16 ล้านบาท มีรายชื่อผู้รับทุนทำวิจัยเพียง 18 รายและมีชื่อซ้ำๆ กัน อาทิ พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร รับไปกว่า 149 ล้านบาท นพ.โกมาตร จังเสถียรทรัพย์ 3 โครงการ,นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล รับไป 196.4 ล้านบาท เป็นต้น (ดูเอกสารปี 2549 ประกอบ)
ปี 2550 วงเงินให้ทุนวิจัยรวม 574 ล้านบาท เป็นเงิน สวรส. 35.17 ล้านบาท เป็นเงินจาก สสส./สปสช./อื่นๆ 539.32 ล้านบาท (ดูเอกสารปี 2550 ประกอบ)

มาตรา116 ปลุกปั่นยุยง

ความผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น” ตามป.อาญา มาตรา 116 ในยุคคสช.
“มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”
หลังรัฐประหารในปี 2557 ข้อหา"ยุยงปลุกปั่น" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ถูกตั้งข้อหา มักเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทางตรงข้ามกับรัฐบาลหรือคสช. โดยมีลักษณะการกระทำที่แตกต่างกันไป เช่น
- ลงข่าวคนชุมนุมทางการเมืองผิดวัน
ชัชวาลย์ (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/664) นักข่าวอิสระจากจังหวัดลำพูน ถูกดำเนินคดีเพราะรายงานข่าวการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารผิดวัน จากวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ต่อมาศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากจำเลยเพียงนำเสนอข่าวเหตุการณ์ประจำวัน และโจทก์ไม่อาจนำสืบจนสิ้นสงสัยได้ว่า จำเลยมีเจตนาสร้างความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
- ติดป้ายประชดขอแยกประเทศล้านนา
ชาวเชียงราย 3 คน ได้แก่ ออด ถนอมศรี และสุขสยาม (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/638) ถูกจับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2557 และถูกดำเนินคดี จากการติดป้ายซึ่งเขียนข้อความขอแบ่งแยกประเทศล้านนา ต่อมาจำเลยทั้งสามถูกตัดสินจำคุกคนละ 4 ปี แต่ศาลลดโทษให้ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 3 ปีเพราะจำเลยให้การเป็นประโยชน์ และให้รอการลงโทษไว้ 5 ปี
-โพสต์เฟซบุ๊กให้คนออกมาชุมนุม
สมบัติ บุญงามอนงค์ (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/604) ถูกจับเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 หลังคสช.มีคำสั่งเรียกรายงานตัวแล้วไม่ยอมปฏิบัติตาม ก่อนถูกจับกุม สมบัติโพสต์เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เชิญชวนประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้าน คสช.จนถูกดำเนินคดี 116 เพิ่ม ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลทหารกรุงเทพ
-โปรยใบปลิวที่มีคำว่า เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ
สิทธิทัศน์ และวชิร (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/644) ถูกดำเนินคดีจากการโปรยใบปลิว ที่มีข้อความต่อต้านคสช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นอกจากนี้ก็มีพลวัฒน์ (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/659) ที่ถูกดำเนินคดีจากการโปรยใบปลิวต่อต้านคสช. 4 จุดในอ.เมือง จ.ระยอง
- โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี
รินดา(http://freedom.ilaw.or.th/th/case/682) ถูกดำเนินคดีจากการโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ โอนเงินหมื่นล้านไปสิงคโปร์ ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ
- เดินเท้าไปศาล
พันธ์ศักดิ์ (http://freedom.ilaw.or.th/case/662) หนึ่งในสี่ผู้ต้องหาคดี "เลือกตั้งที่(รัก)ลัก" (http://freedom.ilaw.or.th/th/case/658) ถูกดำเนินคดีเพิ่มเติม จากการทำกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” กิจกรรมเดินเท้าไปศาลทหาร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2558 ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งศาลนัดสอบคำให้การวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558
- มอบดอกไม้ให้นักกิจกรรม "พลเมืองรุกเดิน"
ล่าสุด ปรีชา ชายวัย 77 ถูกดำเนินคดีจากการมอบช่อให้ พันธ์ศักดิ์ ซึ่งเดินรณรงค์เรียกร้องไม่ให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร
วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความและเลขาธิการ กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.) กล่าวกับเว็บไซต์ประชาไทในวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ว่า เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ปรีชา ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ไปสังเกตการณ์พันธ์ศักดิ์ที่กำลังเดินเท้ารณรงค์ให้ยุติการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร
ต่อมาเมื่อพันธ์ศักดิ์ เดินมาถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีคนนำดอกไม้ไปให้พันธ์ศักดิ์ พร้อมกับเชิญชวนให้ปรีชาซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ให้นำดอกไม้ไปมอบให้พันธ์ศักดิ์ด้วย ปรีชาจึงนำดอกไม้ไปมอบให้พันธ์ศักดิ์ เมื่อพันธ์ศักดิ์ออกเดินต่อไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรีชาก็ตามไปสังเกตการณ์ต่อ
หลังกิจกรรมในวันนั้น ปรีชายังใช้ชีวิตตามปกติ จนมาถูกจับกุมขณะที่กำลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อข้ามไปเที่ยวฝั่งลาว เพราะมีหมายจับในฐานข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ในวันที่ 25 ตุลาคม 2558 ปรีชาถูกนำตัวมายัง สน.ชนะสงคราม ซึ่งรับผิดชอบท้องที่เกิดเหตุ และถูกควบคุมตัวไว้ 1 คืน ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปศาลทหารกรุงเทพเพื่อขออำนาจฝากขังในวันต่อมา
ศาลอนุญาตให้ฝากขังปรีชาในวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ทนายจาก กนส. ยื่นคำร้องขอประกันตัวซึ่งศาลทหารอนุญาตให้ปล่อยตัวปรีชาโดยตีราคาประกัน 150,000 บาท นอกจากจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 116 แล้ว ปรีชายังถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมชุมนุมเกิน 5 คน ด้วย
(http://www.prachatai.com/journal/2015/10/62115)
ตั้งแต่การรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 มีผู้ถูกตั้งข้อหา/ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แล้วอย่างน้อย 26 คน

ดูรายละเอียดตารางการตั้งข้อหาทั้งหมด --->http://freedom.ilaw.or.th/politically-charged

จากยุคฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาปมาถึง ถ้าพระตาย1รูปเผา1มัสยิด..?เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงประเทศไทย

พระมหาอภิชาติลั่นหมดเวลาปรานีชายแดนใต้ ผุดไอเดีย “ถ้าพระตาย 1 รูป ก็ให้เผา 1มัสยิด”

   
2609
SHARE 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 58 เวลา 19.48 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชีชื่อ “พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ของ พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท หัวหน้าพระวิทยากรประจำพระอารามหลวง วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม โพสต์ภาพพร้อมข้อความในลักษณะสาธารณะเพื่อแนะนำให้ชาวพุทธตอบโต้ต่อการกระทำ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยระบุว่าหมดเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะใช้คำว่า “เมตตาปรานี” พร้อมเสนอว่า ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย 1 รูป ด้วยน้ำมือของโจรก่อการร้ายมลายู ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป 1 มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ21972323734_0d91ac9d5f
พระมหาอภิชาติ กล่าวว่า มันถึงเวลาแล้วที่รัฐจะต้องติดอาวุธให้กับชาวพุทธในภาคใต้ ไม่ใช่ให้ชาวพุทธหรือพระสงฆ์ต้องถูกฆ่าหรือถูกวางระเบิดตายวันละคนโดยที่พวก เขาไม่สามารถจะปกป้องตัวเองได้เลย เพราะรัฐบังคับใช้กฎหมายการพกอาวุธที่เคร่งครัดเกินไปสำหรับชาวพุทธใน พื้นที่จนพวกเขาไร้วิธีที่จะตอบโต้กับโจรมลายูพวกนั้น
ที่ผ่านมารัฐปล่อยให้ชาวพุทธถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมาเป็น 10 ปีแล้ว มันหมดเวลาแล้วที่ชาวพุทธจะใช้คำว่า “เมตตาปรานี” กับกลุ่มโจรมลายูพวกนี้ เพราะพวกมันไม่เคยเมตตาต่อชาวพุทธเลยแม้แต่น้อย ขนาดพระสงฆ์ที่ชราภาพมันยังฟันคอเกือบขาดแล้วใช้น้ำมันราดเผาสดๆ จนตายอย่างทุกข์ทรมาน เจ้าหน้าที่ทหารและชาวไทยพุทธถูกฆ่าตัดคออย่าไร้ความปรานีมาหลายรายแล้ว
“ถ้าพระใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย 1 รูป ด้วยน้ำมือของโจรก่อการร้ายมลายู ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป 1 มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ แล้วก็ขับไล่ลัทธินั้นออกไปจากพื้นที่ทุกวิถีทางจนกว่าจะไม่เหลือคนที่ นับถือลัทธินั่นเลยแม้แต่คนเดียวในพื้นที่นั่นๆ และต่อต้านการเข้ามาของลัทธินี้ทุกอย่างในจังหวัดนั้นๆ โดยกระทำการต่อต้านทุกวิถีทาง” พระมหาอภิชาติ เสนอ
พระมหาอภิชาต กล่าวต่อว่า นี้แค่แนะนำวิธีให้นะ จะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านเอง เวลานี้เราต้องเมตตาเฉพาะผู้ที่ควรเมตตาเท่านั้น แต่เราจะไม่เมตตากับคนในลัทธิที่เข้ามาทำร้ายรุกรานคร่าชีวิตพวกเราชาวพุทธ ก่อนอย่างเด็ดขาด
แต่ถ้าชาวพุทธยังมีความกลัวหรือขี้ขลาดตาขาวอยู่ในหัวใจ ก็จงรีบยกแผนดินที่ท่านเกิดให้เขาไปครอบครองเสีย แล้วพวกท่านก็รีบอพยพไปหาแผ่นดินใหม่อาศัยซุกหัวนอนเอาเถิด หากไม่รีบไปพวกท่านอาจจะถูกบั่นคอเอาได้เหมือนกับที่ชาวพุทธในภาคใต้โดนมา แล้ว
“หากชาวพุทธคิดว่าวิธีนี้เหมาะสมแล้วก็แชร์บอกต่อไปเถิด แต่ถ้าคิดว่าไม่เหมาะสมอ่านแล้วก็ผ่านไป ไม่ต้องสนใจ” พระมหาอภิชาติ กล่าว
22407138060_f8f6238927อย่างไรก็ตามมีผู้เข้าไปแสดงความเห็นทักท้วงเรื่องมาตรการดังกล่าวในโพสต์ของพระมหาอภิชาติว่ารุนแรงไปหรือไม่ด้วย

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไทยเป็นเจ้าภาพงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ

ไทยเป็นเจ้าภาพงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ ด้านองค์กรต้านการค้าอาวุธตั้งคำถาม ใครคือศัตรูของไทย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานแสดงอาวุธและยุทโธปกรณ์ระดับนานาชาติ 'Defense & Security 2015' ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีนายทหารระดับผู้บัญชาการกองทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจ เข้าร่วม 24 ประเทศ ประกอบไปด้วย บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ จีน สาธารณรัฐเช็ก ฝรั่งเศส เยอรมัน อินเดีย อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลาว เม็กซิโก กาตาร์ สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ศรีลังกา ตุรกี ยูเครน และเวียดนาม
เว็บไซต์ asiandefense.com ระบุว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้ส่งจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการไปยัง 70 ประเทศทั่วโลก
เว็บไซต์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรรายงานว่า บริษัทด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหราชอาณาจักร เข้าร่วมงานจัดแสดงอาวุธที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายในการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ในประเทศไทยและในภูมิภาค และการที่สหราชอาณาจักรเข้าร่วมการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ ก็สะท้อนถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะพันธมิตรในอุตสาหกรรรมการป้องกันประเทศที่ดำรงมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ องค์กรรณรงค์ต่อต้านการค้าอาวุธ (Campaign Against Arms Trade) ซึ่งเป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวต่อต้านการค้าอาวุธได้ออกจดหมายเปิดผนึกต่อต้านการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยระบุว่า อุตสาหกรรมและการค้าอาวุธทั้งหลายนั้นได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายผู้บริสุทธิ์ เช่น เด็ก โรงเรียน โรงพยาบาล พร้อมทั้งระบุว่านักค้าอาวุธที่ถูกกฎหมายเหล่านี้ได้ทำให้ประเทศต่างๆ และโลกกลายเป็นพื้นที่ที่น่าหวาดกลัว และผู้ค้าอาวุธก็เจริญเติบโตด้วยวัฒนธรรมการไม่ต้องรับผิด และโดยปราศจากความยินยอมของประชาชน พร้อมทั้งตั้งคำถามด้วยว่า ใครคือศัตรูที่แท้จริงของประเทศไทย
‪#‎Defense‬&Security2015

ดาวตก อุกกาบาต อิริเดียมแฟลร์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย 2 พ.ย. 2558

จัดลานเบียร์เข้าข่ายผิดกฎหมาย



"หมอสมาน" ชี้ จัดลานเบียร์เข้าข่ายผิดกฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เตรียมหารือเพื่อหามาตรการดำเนินคดี

ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล บอกว่าช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นไฮซีซันของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการต่างจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดกันอย่างเต็ม ทั้งการจัดกิจกรรมลานเบียร์ การนำกลยุทธ์มิวสิค มาร์เก็ตติ้งเข้ามาใช้ อาทิ ในรูปแบบของการเป็นสปอนเซอร์ จัดคอนเสิร์ต มิวสิคเฟสติวัล เป็นต้นซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เข้าข่ายการกระทำผิด ตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2551

โดยทางกรมไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างหาแนวทางการดำเนินการด้านคดี ซึ่งจะเชิญคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ร่วมประชุมด้วย โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปสำหรับมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นบทบัญญัติว่าด้วย การห้ามไม่ให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแสดงชื่อ หรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อมแล้ว"