PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สาวบุกประชิดตัวนายกฯ


.โดนMind Control
ระทึก....."เจนจุรี ช่วยพัฒน์" สาวสุราษฎร์ วัย27 บุกเดี่ยว ประชิดนายกฯบิ๊กตู่ในงานอีเว้นท์ หน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบฯ ร้องนายกฯให้ตรวจสอบ มีคนปล่อยคลื่นวิทยุ EG คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำลายสมองมนุษย์ เผยตนเองโดน ไม่รู้ใครปล่อยมา ขอนายกฯช่วย.... ทีมรปภ. รวบทันควัน นายกฯ สั่งอย่ารุนแรง เขามาร้องเรียนอะไร ฟังเขา เขาไม่ได้มาร้าย....เผย กังวล มีคนฝังชิพในสมอง มีคลื่นวิทยุ อาจทำให้เป็นมะเร็งสมอง เรียบเรียง

ไม่ต้องให้ใครมาทำร้าย ผมชกตัวเองก็ได้
นายกฯไม่ได้กังวล หรือ ตื่นเต้น "สาวสุราษฎร์ฯ"บุกประชิด เมื่อเช้า ชี้ตร.-รปภ.ป้องกันได้ ไม่ถึงผม แต่เขาไม่ได้มาทำร้ายผม เปรย ไม่ต้องให้ใครมาทำร้าย ผมชกตัวเองก็ได้. ยันจะตรวจสอบให้ มีจริงมั้ย เขาบอกว่า สมองเขาถูกControl ใครไปปล่อยคลื่นอะไร ใส่สมองเขากับเพื่อน คุณช่วยได้มั่ยล่ะ....ยันไม่ห่วงระบบการรปภ. แต่ขอเริ่ม จากคุมนักข่าว ก่อน

นายกฯ สั่ง ตำรวจ และ ทีมรปภ.อย่ารุนแรง อย่าไปขับไล่ไสส่งเขา เพราะเขาไม่ได้มาทำร้ายผม แค่มาร้องเรียนโดนฝังชิพ Mind control ไปดูมาจะตรวจสอบให้....
หลัง มีสาว บุกเดี่ยว เกือบถึงตัวนายกฯ ระหว่างงานอีเว้นท์ หน้าตึกบัญชาการ ก่อนประชุม ครม.
ทีมรปภ.ถกเครียด เข้มงวด การแลกบัตรเข้าทำเนียบฯ หลังพบ แลกบัตรเหลือง มาทางประตู4 รปภ.แจง มาเนียนๆ เพราะเคยมาร้อง ที่ศูนย์ร้องเรียน กพ.แล้ว เมื่อหลายเดือนก่อน....คาดจากนี้ การรปภ.ยิ่งเข้ม และอาจส่งผลต่อ งานอีเว้นท์ วันครม.

คำชี้แจงของ น้อง"เจนจุรี ช่วยพัฒน์" สาวสุราษฎร์ วัย27 ที้บุกเดี่ยว ประชิดนายกฯบิ๊กตู่ ในงานอีเว้นท์ หน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบฯ
ร้องนายกฯให้ตรวจสอบ มีคนทำ Mind Comtrol ปล่อยคลื่นวิทยุ EG ทำลายสมองมนุษย์ เผยตนเองและเพื่อนโดน ไม่รู้ใครปล่อยมา ขอนายกฯช่วย. เพราะร้องเรียนมาหลายที่แล้ว ไม่มีความคืบหน้า เลยมาหานายกฯ
ก่อนตำรวจนำตัวไป ที่ศูนย์ร้องเรียน ทำเนียบฯ ตามคำสั่งนายกฯ ให้ดูแลว่า ร้องเรียนเรื่องอะไร

โฆษกทบ.แจง ฮ. ฮิวอี้ ร.7 เสียหลัก กระแทกพื้น แม่ฮ่องสอน เหตุลมกรรโชกแรง

โฆษกทบ.แจง ฮ. ฮิวอี้ ร.7 เสียหลัก กระแทกพื้น แม่ฮ่องสอน เหตุลมกรรโชกแรง ลดระดับบิน แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ ภารกิจบินลำเลียงเสบียงอาหารไปส่งให้แก่ หน่วยทหารบน ฐานดอยหัวม้า ปาย แม่ฮ่องสอน
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก ทบ. ชี้แจง กรณี เฮลิคอปเตอร์ แบบ ฮท.1( Huey )สังกัดกองบินปีกหมุนที่ 1 ประจำชุดบินสนับสนุนทางอากาศ หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 7 ค่ายม่อนตะแลง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน. มี พ.ต.ชลิต อิ่มเอี่ยม เป็นผู้บังคับอากาศยาน (นักบินที่ 1) และ ร.ท.ศิวกร วุฑฒะกุล เป็น นักบิน (นักบินที่ 2) , จ.ส.อ.สมพร ปลื้มน้อย เป็นช่างประจำอากาศยาน และ จ.ส.อ.ชัชวาลย์ ลังกา เป็นช่างประจำอากาศยาน พร้อมผู้โดยสารอีกจำนวน 4 นาย รวมเป็น 8 นาย ขณะบินลำเลียงเสบียงอาหารไปส่งให้แก่ หน่วยทหาร ร้อย.ร.713 ฐานดอยหัวม้า เขตพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน. และกำลังร่อนลงเตรียมจอดบนฐานจอด
ในขณะนั้นปรากฏว่ามีลมกรรโชกแรง ทำให้เครื่องเกือบเสียการทรงตัว นักบินตัดสินใจรีบลดระดับลงจอดอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดแรงกระแทกบริเวณส่วนล่างของตัวเครื่องบางส่วนได้รับความเสียหาย
แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมต่อไป
ในระหว่างนี้ ทบ.จะได้จัดคณะกรรมการสอบสวน และวิเคราะห์อากาศยานอุบัติเหตุ ลงไปตรวจรวบรวมหลักฐานมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอมาประกอบเพื่อรายงาน ทบ.ต่อไป
สำหรับสภาพอากาศในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่จะมีลมหวน และกรรโชกแรง เป็นครั้งคราว และภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง เมื่อเฮลิคอปเตอร์ร่อนลง บางครั้งมีลมกรรโชกแรง ส่งผลให้ ฮ.เสียหลักร่วงลงสู่พื้นจนเสียหาย ใช้การไม่ได้
ก่อนหน้านี้เมื่อ ปี พ.ศ. 2555 ได้มี ฮ. ของกองบินปีกหมุนที่ 1 ( ฮท.1 ) ตกในลักษณะดังกล่าว ที่ฐานหอดูไฟ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฐานดอยหัวม้า เท่าใดนัก ครั้งนั้นก็ส่งผลให้ ฮ.เสียหายจนใช้การไม่ได้ ทางกองบินปีกหมุนที่ 1 จึงต้องส่ง ฮ.อีกลำ ไปถอดเอา โรเตอร์ ( ใบพัด ) และตัวเครื่องยนต์ กลับมา เพื่อนำไปใช้เป็นอะไหล่ให้กับ ฮ.ลำอื่น ๆ

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ทศ จิราธิวัฒน์ ตั้งโจทย์ ศก.ติดหล่ม "ถ้าจีดีพีโต 3% ทุกปี จะอยู่กันได้อย่างไร"


ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน "ประชารัฐ" แนวคิดที่ต้องการสร้างความร่วมมือภาครัฐ-ภาคเอกชน-ภาคประชาชน เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น 

"ทศ จิราธิวัฒน์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ ฉายภาพการเข้ามาร่วมทำงานกับภาครัฐในครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาเมืองไทยการทำงานร่วมกันถือว่าน้อยมาก ต่างคนต่างทำของตัวเองแต่ตอนนี้มองว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมาช่วยกัน เรื่องช่วยเหลือและพัฒนาชาวบ้าน เอกชนสามารถทำได้เลย ไม่ต้องรอภาครัฐ ซึ่งครั้งนี้จะเห็นว่าไม่เพียงแต่เซ็นทรัล ในทีมนี้ทุกคนช่วยกันหมด ทั้งกลุ่มค้าปลีก สถาบันการเงิน และธุรกิจต่าง ๆ 

ทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการสร้างรายได้ฯ และกระจายรายได้ลงสู่ประชาชน นำร่องใน 3 กลุ่ม คือ การท่องเที่ยว รีเทล และภาคการเกษตร ซึ่งจะกลายเป็น 3 เซ็กเมนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ

พร้อมกันนี้ "ทศ" ยังสะท้อนมุมมองนักธุรกิจถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จีดีพีประเทศโตได้เพียงเฉลี่ย 3% ต่อปี ถือว่าเติบโตน้อยมาก และจะกลายเป็นปัญหาสำคัญในอนาคต ถ้าโตในอัตรานี้ต่อไปเรื่อย ๆ

ประเด็นคือ ตอนนี้รายได้เฉลี่ยต่อหัวเมืองไทยอยู่ที่ 5-6 พันเหรียญ ขณะที่มาเลเซีย 1.2 หมื่นเหรียญ เกาหลีใต้ 1.7 หมื่นเหรียญ ขณะเดียวกัน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โตเร็วและโตมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหากประเทศไทย ถ้าโต 3% อย่างนี้อีกกี่ปีจะไปถึงหมื่นเหรียญ 

"ถ้าเราโต 3% อย่างนี้ เท่ากับว่าต้องใช้เวลาถึง 20 ปี เพื่อเพิ่มรายได้ให้แตะหมื่นเหรียญ หรือโชคดีโต 6% ก็ต้องใช้เวลากว่า 6 ปี ตรงนี้ต่างหากที่น่าเป็นห่วงมาก" 

แล้วเมืองไทยจะเติบโตได้อย่างไร

หัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศขยายความว่า สิ่งที่ต้องทำคือการเร่งพัฒนาและเดินเครื่องใน 3 เซ็กเตอร์ที่มีสัดส่วนรายได้หลักของประเทศ คือ ท่องเที่ยว เกษตรกรรม และค้าปลีกค้าส่ง 

สำหรับด้าน "ท่องเที่ยว" เขาตั้งโจทย์ว่า จาก 30 ล้านคนในปีนี้ ทำอย่างไรจะขยับเป็น 60 ล้านคน แบบปารีสให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาจุดเด่นของเมืองไทย เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ผู้คน แต่ขาดการลงทุนเพื่อยกระดับเมืองท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ 

โดยมีแผนจะทำโปรเจ็กต์นำร่อง คือการปั้น "อยุธยา" ด้วยการลงทุน 6,000-9,000 ล้านบาทใน 3 ปี สำหรับบูรณะโบราณสถาน พัฒนาอินฟราสตรักเจอร์ ปรับภูมิทัศน์รอบเกาะ สร้างรถรางวิ่งรอบเกาะ รวมถึงจัดโซนนิ่งโฮมสเตย์และร้านอาหาร เป็นต้น

เป้าหมายของโมเดลนี้คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้การท่องเที่ยวของอยุธยา จาก 1.3 หมื่นล้านบาท เมื่อปี พ.ศ. 2557 ก้าวกระโดดเป็น 1 แสนล้านบาท ในปี พ.ศ. 2568

"ที่เริ่มด้วยอยุธยาเพราะเป็นเมืองมรดก ต่างชาติชอบ ต่างชาติรู้จัก เราจะมาพัฒนากัน ทำอย่างไรให้คนมามากขึ้น ใช้เวลาพักหลายคืนขึ้น และสเปนดิ้งในอยุธยามากขึ้น วัดเราสวย และเมืองมี History ต่างชาติชอบ นี่คือความศิวิไลซ์ ที่เราต้องสร้างเป็นจุดขาย"

ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ในภาคเกษตรกรรม "ทศ" และทีมเอกชนวางเป้าหมายเพิ่มรายได้ครัวเรือนขึ้นเป็น 3 เท่า 

ภายในปี พ.ศ. 2560 และโมเดล 76 จังหวัด 76 สินค้าเด่น ที่พัฒนาและเข้ามาวางขายในช่องทางของบรรดาค้าปลีกที่พร้อมสนับสนุน โดย "กลุ่มเซ็นทรัล" ได้ประเดิมตั้งศูนย์พัฒนาประชารัฐ ด้วยเงินลงทุน 2.3 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนและช่องทางร้านค้า 

"ตอนนี้ที่คุยกันมีเอกชนหลายรายที่พร้อมเข้ามาช่วยกัน โดยจะออกมาในรูปแบบของ "ฟันด์เรซซิ่ง" ได้เงินลงทุน 150-200 ล้านบาท และทุกคนมาช่วย ๆ กัน ตอนนี้เซ็นทรัลได้ทำอยู่ 8 พื้นที่ พูดคุยกันในภาคเอกชน ทุกคนอยากมาช่วยกันทำ" 

ไม่ต่างไปจากบทบาทด้านธุรกิจ "ค้าปลีกค้าส่ง" ซึ่ง "ทศ" และทีมเอกชน กำลังเวิร์กกันอย่างเต็มรูปแบบสำหรับการจัดตั้ง "แม่สอด" เพื่อเป็นศูนย์กลางค้าปลีกและค้าส่งไทย-เมียนมา ด้วยเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญและมีเม็ดเงินะพัดกว่าแสนล้านบาท ที่สำคัญแม่สอดเป็นเกตเวย์ที่เชื่อมเมียนมาทั้งประเทศ และสามารถเชื่อมต่อไปได้ถึงตลาดอินเดีย บังกลาเทศ และศรีลังกา 

ทั้งหมด "ทศ" และทีมได้นำเสนอผ่าน "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี เพื่อจะเตรียมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อทำให้ "เมืองไทย" ขับเคลื่อนและเติบโตต่อไปอย่างเข้มแข็ง

ลึกแต่ไม่ลับ “จรัญ พงษ์จีน” ฟันธง ถ้าไร้สถานการณ์พิเศษ ผบ.ทบ.คนใหม่จะชื่อ “พิสิทธิ์ สิทธิสาร”

ลึกแต่ไม่ลับ “จรัญ พงษ์จีน” ฟันธง ถ้าไร้สถานการณ์พิเศษ ผบ.ทบ.คนใหม่จะชื่อ “พิสิทธิ์ สิทธิสาร”

ห้วงเวลา 3 เดือนนับจากนี้ไป ถ้าไม่มีสถานการณ์ “พิเศษ” อื่นใดเข้าแทรกซ้อน ชื่อผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ที่จะขึ้นมาผงาดแทน “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช คือ “บิ๊กแกละ” พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบกคนปัจจุบัน
ทำไมต้องชื่อ “บิ๊กแกละ”
ถ้าเป็นอย่างนั้น “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกจะอยู่ตรงไหน?
นี่เป็นคำถามที่ตามมา
ก่อนเฉลยต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์
เชื่อว่าทุกคนยังจดจำเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
“บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ โค่นรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” โดยมี “บิ๊กป็อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งคุมกำลังหลักร่วมทุ่มพลังอย่างเต็มที่
ปฏิวัติเสร็จเรียบร้อย “บิ๊กบัง” ปูนบำเหน็จให้ “บิ๊กป็อก” เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.
แต่หลังจากนั้น ปรากฏว่าเส้นทางของ “บิ๊กป็อก” ที่เข้าสู่ตำแหน่ง “ผบ.ทบ.” กลับกลายเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์ เพราะไม่ได้แรงหนุนจากสายวงศ์เทวัญหรือหน่วยรบพิเศษ
“บิ๊กป็อก” จับมือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่งสายบูรพาพยัคฆ์ และ “บิ๊กตู่” น้องรัก สร้างพลังต่อรองสู้กับสายวงศ์เทวัญและรบพิเศษ
“บิ๊กบัง” ซึ่งเป็น ผบ.ทบ. คนแรกที่มาจากหน่วยรบพิเศษ มีสัมพันธ์แนบแน่นกับ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” พี่ใหญ่แห่งหน่วยรบพิเศษ มีชื่อ ผบ.ทบ. อยู่ในใจแล้วแต่กระนั้นไม่สามารถทัดทานพลังของ “3 ป.” ได้จึงต้องมอบตำแหน่ง ผบ.ทบ. ให้ “บิ๊กป็อก” อย่างจำใจ
ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา “บิ๊กป็อก” ปูฐานอำนาจด้วยการจัดนายทหารในสาย “บูรพาพยัคฆ์” ให้เป็นกำลังหลักสำคัญ
จาก “บิ๊กป็อก” ซึ่งครองตำแหน่ง ผบ.ทบ. 3 ปี มาเป็น “บิ๊กตู่” อีก 4 ปี สองพี่น้องช่วยกันถักทอพลัง โดยมี “บิ๊กป้อม” คุมจังหวะจนฐานอำนาจแน่นหนากว่ายุคใดๆ
“3 ป.” วาง “บิ๊กหมู” ให้คุมตำแหน่ง ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน นอกจากเป็นการมอบรางวัลที่ช่วยสนับสนุนโค่นรัฐบาล “ปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว ยังเป็นเพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ พลเอกปรีชา จันทร์โอชา น้องบิ๊กตู่นั่งตำแหน่ง “ผบ.ทบ.”
นับถึงวันนี้สาย “บูรพาพยัคฆ์” ยึดกองทัพบกไว้เหนียวแน่นรวมแล้ว 9 ปีเต็มๆ
ฉะนั้น ถ้าให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่ามาจากสายรบพิเศษ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. คนใหม่ โอกาสที่ฐานกำลัง “บูรพาพยัคฆ์” จะถูกเขย่าจนโยกคลอนมีสูงยิ่ง
ที่สำคัญ “บิ๊กเจี๊ยบ” จะอยู่ในตำแหน่งนานถึง 2 ปี กว่าจะเกษียณในปี 2561
เวลา 2 ปีในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ย่อมสร้างทั้งอำนาจและบารมีได้เต็มๆ

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์อย่างนี้ น่าจะเป็นคำตอบ ทำไม ผบ.ทบ. คนใหม่ ต้องเป็น”บิ๊กแกละ”
ไม่เพียงเพราะ “บิ๊กแกละ” จะเป็นผู้สืบทอดสาย “บูรพาพยัคฆ์” หากยังเป็นน้องรักของ “3 ป.”
อีกทั้งในวันปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 “บิ๊กแกละ” ซึ่งในเวลานั้นยังเป็น “พ.อ.พิสิทธิ์” ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นำกำลังร่วมโค่นรัฐบาล “ทักษิณ” ภายใต้การบังคับบัญชาของ “บิ๊กป็อก” แม่ทัพภาคที่ 1
พ.อ.พิสิทธิ์ ได้โบนัสรับตำแหน่ง ผบ.พล.ร.2 รอ. จากนั้นเข้าคุมกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญ ไต่ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 รับยศ พล.ท. เดือนมีนาคมปีที่แล้วคว้าโบนัสอีกรอบเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก กินตำแหน่ง พล.อ.
อีก 5 เดือนถัดมา พล.อ.พิสิทธิ์ เจอแจ๊กพ็อตขึ้นเป็นเสนาธิการกองทัพบก เข้าไลน์ “5 เสือ ทบ.”
ในการแต่งตั้งครั้งล่าสุดที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม ถ้า พล.อ.พิสิทธิ์ ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แม้มีเวลานั่งในตำแหน่งเพียงแค่ปีเดียว แต่เท่ากับฐานอำนาจ “บูรพาพยัคฆ์” ยังฝังแน่นในกองทัพบก
ฉะนั้น เหตุผลในการปูนบำเหน็จ “บิ๊กแกละ” เป็น “ผบ.ทบ.” จึงดูเป็นเรื่องเหมาะสมอย่างยิ่งในสายตาของ “บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่”
“บิ๊กแกละ” คว้าเก้าอี้ ผบ.ทบ. แล้ว “บิ๊กเจี๊ยบ” จะไปไหน
ทางเลือกมีไม่มาก ดีที่สุดน่าเป็น “ปลัดกลาโหม”
จึงมีคำถามอีกว่า หลังปี 2560 ไป สายบูรพาพยัคฆ์จะสืบทอดอำนาจต่ออีกหรือไม่
คำตอบ สืบทอดแน่นอนถ้าไม่มีเหตุแทรกซ้อน ชื่อ ผบ.ทบ. คนต่อไปหลังบิ๊กแกละ ต้องเป็น “บิ๊กเข้” พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 คนปัจจุบัน
“บิ๊กเข้” คือทายาท “บูรพาพยัคฆ์” ซึ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นทั้งบิ๊กตู่และบิ๊กป้อม
ก่อนเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 อยู่ในสายเดียวกับ “บิ๊กตู่” เคยเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพน้อยที่ 1
ส่วน บิ๊กตู่เล็ก “พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นทายาท “บูรพาพยัคฆ์” อีกคนที่น่าจับตา
ในระหว่างการชุมนุมคนเสื้อแดง พล.ต.กู้เกียรติ ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ มีบทบาทสำคัญมากในการดูแลรักษาความสงบ
ผลงานของ พล.ต.กู้เกียรติ เข้าตา “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม”
การวาง “บิ๊กตู่เล็ก” เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการจัดวางให้เข้าที่เข้าทาง เหมือนรอเสียบเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แทน “บิ๊กเข้” จะเข้าอยู่ในไลน์ “5 เสือ ทบ.” รอคิว “ผบ.ทบ.” ปี 2560
ต้องดูว่าการโยกย้ายในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ “บิ๊กตู่เล็ก” จะคว้าตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 แทน “บิ๊กเข้” หรือไม่
ถ้าโผออกตามนั้น “บิ๊กตู่เล็ก” จะเข้าไลน์จ่อคิว 5 เสือ ทบ. ยาวถึงปี 2563 พร้อมจ่อเสียบ “ผบ.ทบ.”
แต่กระนั้นก็ไม่ควรมองข้าม “เสธ.แดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานบอร์ดกองสลากฯ
“เสธ.แดง” เป็นหนึ่งในคนสนิทของ “บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่” ที่อาจย้อนกลับเข้ามาชิงดำเป็น “แม่ทัพภาคที่ 1” และกลายเป็นแคนดิเดต “ผบ.ทบ.” อีกคนก็เป็นได้

สังหารหมู่ในสหรัฐร้ายแรงที่สุดในรอบ50ปี

- พื้นที่โฆษณา -
แชร์ไปยัง Google Plus


เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2559 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงภายในไนท์คลับที่มีลูกค้าเป็นกลุ่มชายรักชายที่ชื่อ "The Pulse" ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองออร์แลนโด ในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยว่า มือปืนเริ่มเปิดฉากกราดยิงเมื่อเวลา 02.00 น. ของวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น หรือเมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

โดยช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น หรือเมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไนท์คลับใกล้จะปิดให้บริการ คนร้ายได้เดินเข้ามาในไนท์คลับและเริ่มกราดยิงผู้คนที่อยู่ภายใน ขณะที่มีนักท่องเที่ยวอยู่ราว 100 คน ทำให้นักท่องเที่ยวแตกตื่นรีบวิ่งหนีออกมา ในขณะที่บางคนก็หมอบอยู่กับพื้น หรือหลบซ่อน




ผู้อยู่ในเหตุการณ์บอกสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า เสียงปืนดังเหมือนกับการยิงซ้ำๆไม่หยุด จึงรีบออกจากบาร์ทันที และเห็นรถตำรวจราว 70 คันไปถึง เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง หลายคนได้ยินเสียงปืนไม่ต่ำกว่า 20 นัด

ผู้อยู่ในเหตุการณ์อีกคนหนึ่งบอกสำนักข่าวสกายนิวส์ ว่า เห็นคนหมอบลงกับพื้น และเข้าใจว่ามือปืนยิงขึ้นไปบนเพดานด้วยเพราะมีเศษแก้วจากโคมไฟร่วงกราวลงมา เสียงปืนดังแบบไม่หยุดและกินเวลานานราว 1 นาทีแต่เขารู้สึกว่านานกว่านั้น แต่ชั่วขณะหนึ่ง เสียงปืนสงบลง ทำให้คนลุกขึ้นและวิ่งออกมา ขณะที่ไนท์คลับดังกล่าวได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า “ขอให้ทุกคนออกจากร้านและวิ่งอย่าหยุด”


ด้านคนร้ายได้รับการระบุชื่อว่า นายโอมาร์ มาทีน เป็นพลเมืองอเมริกันเชื้อสายอัฟกัน ซึ่งไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน อาศัยอยู่ที่เมือง พอร์ต เซนต์ ลูซี รัฐฟลอริดา ห่างจากเมืองออร์แลนโดโดยใช้เวลาขับรถราวสองชั่วโมง ได้เสียชีวิตจากการยิงปะทะตำรวจในระหว่างกราดยิงและยึดไนท์คลับ ซึ่งตำรวจเผยด้วยว่าคนร้ายเตรียมการก่อเหตุมาเป็นอย่างดี มีอาวุธปืนที่เตรียมมาจำนวนมาก สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) เปิดสอบสวนเป็นคดีก่อการร้ายภายในประเทศ และกำลังตรวจสอบว่า ผู้ต้องสงสัยมีแนวคิดเอนเอียงไปทางลัทธิสุดโต่งหรือไม่


โดยล่าสุด ตำรวจออร์แลนโด ของสหรัฐ แถลงข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 50 คน บาดเจ็บอีกราว 53 คน เป็นยอดผู้เสียชีวิตที่สูงที่สุด นับจากการสังหารหมู่ที่เกินกว่าเหตุการณ์กราดยิงในสถาบันการศึกษาเวอร์จิเนีย เทค ที่มีผู้เสียชีวิต 32 ราย ในปี 2550

นับเป็นเหตุยิงสะเทือนขวัญซ้ำสองในเมืองออร์แลนโดในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากเมื่อคืนวันศุกร์ ที่ คริสตินา กริมมี นักร้องดังที่เคยประกวด The Voice ในสหรัฐฯ ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ขณะกำลังแจกลายเซ็นให้กับแฟนๆ หลังจบคอนเสิร์ตในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา อย่างไรก็ตาม ตำรวจยืนยันว่าทั้งสองเหตุการณ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ส่วยกับตำรวจ

ส่วย! ตาข่ายการเงิน “ตำรวจ” คลุมธุรกิจสีเทา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
27พฤศจิกายน2557

 อาณาจักรธุรกิจมืด ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของวงการตำรวจไทยที่ใช้หากิน สร้างความร่ำรวยตลอดมา วงในตำรวจ ระบุ ตำรวจยุคนี้ มีสภาพเป็น ‘ส่วยแบบข้าทาส’ อยู่ได้เพราะสนอง ‘มูลนาย’ ทันเวลาที่ ‘นายเคาะ’เรียก ชี้ทุกท้องที่จะมี 4 หน่วยงานสร้างรายได้ให้ตำรวจ ขณะเดียวกันยอมรับการเก็บส่วยมีการเก็บซ้ำซอน ท้องที่ก็เก็บ สอบสวนกลางยังส่งคนมาเก็บอีก แจงพวกธุรกิจสีเทา ไม่กล้าหือยอมจ่ายซ้ำซ้อน เพราะกลัวอำนาจขบวนการสีกากี
       
       ข่าวครึกโครมในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้และเป็นที่สนใจจากประชาชนในสังคม หนีไม่พ้นการทลายอาณาจักรสอบสวนกลาง หรือ บช.ภ ซึ่งมีการคุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และผู้ร่วมขบวนการในทุกระดับชั้น ด้วยข้อหาฉกรรจ์ ทั้งหมิ่นสถาบันตาม ป.อาญา ม.112 ตามด้วยข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีการขู่กรรโชกทรัพย์ รวมทั้ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
       
       ส่วนข้อหาหนึ่งที่น่าสนใจ ในเรื่องการรับส่วยน้ำมันเถื่อนจากภาคใต้และเชื่อมโยงไปสู่การสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
       
       ขณะเดียวกันภาพที่ทำให้คนในสังคมต้องตกตะลึงก็คือ การนำของกลางที่ทางตำรวจยึดได้มาโชว์ทั้ง เงิน ทอง เครื่องประดับ พระพุทธรูป วัตถุโบราณ และงาช้างจำนวนมาก โดยเฉพาะตู้เซฟใต้ดินนั้น ถึงขนาดต้องนำรถแบ็กโฮ เข้าไปทำลายเพื่อตรวจสอบของกลางด้านในล้วนมีมูลค่ามหาศาล 

ส่วย! ตาข่ายการเงิน “ตำรวจ” คลุมธุรกิจสีเทา
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงเปิดทรัพย์สินของกลางที่ยึดได้จากเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ 
        

        การที่ บช.ภ.สามารถจัดเก็บ ‘ส่วย’ ได้อย่างมโหฬารเป็นเพราะโครงสร้างอำนาจของ บช.ภ. ครอบคลุมทั่วประเทศ หรือเรียกได้ว่ามีอำนาจเหนือกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ ที่มีสถานีตำรวจในพื้นที่ควบคุมอยู่ก็ตาม
       
       ปัจจุบันกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมีหน่วยงานระดับกองบังคับการจำนวน 12 กอง ประกอบด้วย
       
       1.กองบังคับการอำนวยการ 2.กองบังคับการปราบปราม 3.กองบังคับการตำรวจทางหลวง 4.กองบังคับการตำรวจรถไฟ.5.กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 6.กองบังคับการตำรวจน้ำ 7.กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 8.กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ 9.กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ 10.กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ 11.กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค 12.กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
       
       อย่างไรก็ดี โครงสร้างอำนาจและภารกิจของ บช.ภ.ที่มีกองบังคับการ 12 กอง ทำให้ บช.ภ. เข้าไปเกี่ยวข้องและเป็นที่เกรงขามของบรรดาพวกธุรกิจสีเทาทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่ธุรกิจสีเทาเหล่านี้ต้องจ่าย ‘ส่วย’ให้กับท้องที่อยู่แล้ว
       
       “ทุกพื้นที่ต้องจ่ายส่วยให้กับตำรวจท้องที่ แต่สอบสวนกลางก็จะส่งคนของตัวเองเข้ามาเก็บอีก พวกธุรกิจที่ผิดกฎหมายไม่มีใครกล้าปฏิเสธไม่จ่าย เพราะถ้าไม่จ่าย สน.ท้องที่ไม่สามารถคุ้มครองได้ พวกเรารู้ว่าจริงๆ ตำรวจกินซ้ำซ้อน”
       
       ดังนั้นส่วยจึงเป็นเสมือนตาข่ายที่ใช้ปกคลุมธุรกิจสีเทาเพื่อแสดงให้รู้อาณาเขตที่จะต้องชำระและไม่อาจปฎิเสธหากต้องการจะทำธุรกิจเหล่านี้ต่อไป
       
       ‘ธุรกิจมืด-เส้นเลือดใหญ่’ วงการตำรวจ
       
       ด้วยวัฒนธรรมอุปถัมภ์ขององค์กรตำรวจที่สืบทอดมายาวนาน และยังมีโครงสร้างที่สะท้อนให้เห็นถึง ‘ลูกน้อง’เลี้ยงนาย จึงเป็นที่มาของการส่งส่วยในวงการตำรวจ ทั้งที่หน้าที่สำคัญของตำรวจได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน การบังคับใช้กฎหมาย และดูแลรักษาผลประโยชน์สาธารณะในเชิงป้องกันและปราบปรามความเลวทรามในสังคมในรูปของอาชญากรรม การคอร์รัปชัน และธุรกิจมืด หรือธุรกิจสีเทา
       
       แต่กลับพบว่าตำรวจพยายามหาช่องโหว่หรือหาโอกาสที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ในทุก ๆ พื้นที่ หรือทุกๆ สน.จะมีรายได้มาจาก 4 สายงาน
       
       1.สายงานปราบปราม จะเป็นงานเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมาย เช่นการจับ-ปรับ เป็นต้น
       
       2.สายงานสืบสวน ลักษณะขอบเขตความรับผิดชอบก็คือ การสืบสวนไปยังแหล่งธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ เช่น ยาเสพติด การค้าบริการทางเพศ ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นสายที่ทำรายได้สูงที่สุดในสถานีหากตำรวจงานสืบสวนขยันหาข่าวและนำโอกาสนั้นมาหาประโยชน์ได้โดยง่ายในรูปของส่วย
       
       3.สายงานจราจร มีหน้าที่ดูแลและควบคุมการจราจรให้เป็นระเบียบ ส่วนใหญ่มีรายได้มาจากค่าปรับ รวมถึงรายได้จากการขออนุญาตใช้ประโยชน์บนผิวจราจร
       
       4.สายงานสอบสวน มีหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี ก่อนที่คดีความจะถูกส่งไปยังชั้นอัยการและเข้าสู่การพิจารณาโดยศาลยุติธรรม ซึ่งตำรวจถือเป็นต้นทางของกระบวนการ สามารถตัดตอนมิให้คดีความขึ้นสู่ขั้นต่อไปได้ ในรูปแบบของการไกล่เกลี่ยเจรจายอมความ รวมถึงการกระทำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้สำนวนอ่อน ผ่อนหนักเป็นเบา เพื่อลดโทษ อำนวยความสะดวก ไปถึงตัดความรำคาญนั่นเอง 

ส่วย! ตาข่ายการเงิน “ตำรวจ” คลุมธุรกิจสีเทา
        

        “รายได้ตำรวจแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีทั้งรายได้ที่ถูกกฎหมายและรายได้นอกกฎหมายที่เขาเรียกว่าธุรกิจมืด ธุรกิจสีเทา ล้วนมาจาก 4 สายงาน แต่รายได้หลักจะมาจากบ่อนการพนัน กับจราจร”
       
       แหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า รายได้ที่ตำรวจได้มาอย่างถูกกฎหมายนั้นมีน้อย แต่สิ่งที่ทำให้ตำรวจมีรายได้มากคือรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมาย หรือธุรกิจมืด ได้แก่
       
       1 ธุรกิจการพนัน ทั้งตู้ม้า หวยใต้ดิน การพนันฟุตบอล บ่อนการพนัน ยิ่งบ่อนใหญ่ตำรวจจะยิ่งมีรายได้มาก
       
       2.ธุรกิจด้านขนส่ง พวกรถตู้โดยสารเถื่อน รถบรรทุกขนอิฐ หิน ดิน ทราย ที่ใช้ในการก่อสร้าง รถบรรทุกสินค้าที่เกินน้ำหนัก
       
       3. ธุรกิจสถานบันเทิง ธุรกิจบริการทางเพศ สถานบริการอาบอบนวด ที่เปิดเกินเวลา และมีสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาอยู่ในสถานบันเทิงแห่งนั้น หรือมียาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง พวกบรรดาอพาร์ตเมนต์ที่ผิดกฎหมาย ไม่ได้ขออนุญาต ประกอบกิจการ หรือหอพักต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะไม่รอดสายตาตำรวจได้
       
       4.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนงานต่างด้าว หรือคนที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย บรรดาเจ้าของกิจการที่มีคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาจะจ่ายให้กับตำรวจเพื่อซื้อค่าคุ้มครองซึ่งจะมีตำรวจหน่วยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ตำรวจภูธรตำรวจสันติบาล ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจน้ำ ตำรวจกองปราบและตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
       
       ขณะที่พื้นที่ใดที่มีแหล่งที่สามารถสร้างรายได้มากๆ จะเป็นที่หมายตาของตำรวจที่ต้องการจะไปลงในท้องที่นั้น โดยพิจารณาจากแหล่งธุรกิจ ประกอบด้วย ห้างร้าน อาคารพาณิชย์ ธนาคาร ร้านทอง ซึ่งตำรวจจะสามารถเรียกเก็บค่ารักษาความปลอดภัยได้ ส่วนจะมีรายได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนความหนาแน่นของกิจการนั่นเอง
       
       นอกจากนี้จะมีที่พักอาศัยของประชาชนต่างๆ เช่น หอพัก แฟลต อพาร์ตเมนต์ สถานบริการ ซึงรวมไปถึงร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ โรงแรม สถานบันเทิง ผับ บาร์ สถานอาบอบนวด โต๊ะสนุ้กและบริเวณที่มีการตั้ง “ตู้แดง” ล้วนเป็นแหล่งรายได้ที่จะบ่งบอกว่าพื้นที่นี้เป็นสถานีตำรวจเกรด A, B, C หรือ D เป็นต้น
       
       แหล่งท่องเที่ยว-อาชญากรข้ามชาติ ‘เหยื่อ’ จ่ายส่วย
       
       แหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจ ย้ำว่า ธุรกิจต่างๆ ที่ผิดกฎหมายจะมีอยู่ในทุกๆ พื้นที่ และเมื่อมีการเก็บส่วยจาก ‘หัวเบี้ย’ ในพื้นที่ไปเก็บแล้ว ก็จะมีหน่วยงานจากสอบสวนกลางตามไปเก็บอีกที เช่นย่านพัฒน์พงษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมของตำรวจนครบาลนั้น เชื่อว่ามีมูลค่ามหาศาล และหากเทียบกับตัวเลขการจ่ายส่วยในเมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการในย่านสถานบันเทิงที่เปิดให้บริการเกินเวลา จะมีการลงขันเพื่อจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ถึง 3 แสนบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับผลกำไรทางธุรกิจ และไม่มีโอกาสโต้แย้งแม้จะโดนเรียกเก็บส่วยซ้ำซ้อนก็ตาม
       
       สำหรับพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว จะมีบรรดาอาชญากรข้ามชาติที่หลบหนีเข้ามาเมืองไทยไปอาศัยกบดานอยู่ เช่น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ตนั้น เชื่อว่าตำรวจในสน.ท้องที่และกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีข้อมูลทั้งหมด แต่กลับใช้ข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ไปแสวงหาประโยชน์กับอาชญากรดังกล่าวที่กระทำความผิด หนีมาซ่อนตัว และยังมาดำเนินธุรกิจผิดกฏหมายในพื้นที่ เนื่องจากแก๊งข้ามชาติเหล่านี้ยินยอมจ่ายส่วยแลกกับอิสรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พัทยา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีแก๊งข้ามชาติหนีคดีมาอยู่เป็นจำนวนมาก และเข้ามาลงทุนธุรกิจต่างๆ เพื่อฟอกเงินอยู่ในประเทศไทยและ เป็นช่องทางหากินของตำรวจที่ต้องการรีดไถต่อไป
       
       อีกทั้งส่วยดังกล่าวที่ตำรวจจะได้จากนักท่องเที่ยว ก็คือพวกที่เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แต่ลักลอบประกอบอาชีพในเมืองไทย ซึ่งบางคนวีซ่าหมดอายุ แทนที่ตำรวจจะจับส่งตัวออกไป กลับไม่ดำเนินการและยังมีการแลกผลประโยชน์เป็นเม็ดเงินจากคนกลุ่มนี้
       
       “ไปดูได้พวกอินเดีย บังกลาเทศ ย่านพาหุรัด สำเพ็ง เต็มไปหมด ส่วนคนจีน ก็ให้ไปดูเยาวราช รัชดา เข้ามาค้าขายเปิดกิจการกันเต็มไปหมด” 

ส่วย! ตาข่ายการเงิน “ตำรวจ” คลุมธุรกิจสีเทา
แฟ้มภาพ
        

        รวมถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น พม่า กัมพูชา ลาว ที่เข้ามาทำงานแล้วไม่ต่อใบอนุญาตต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่หัวละไม่น้อยกว่า 500 บาททุกๆเดือน เพื่อแลกกับอิสรภาพและการมีงานทำที่มีรายได้สูงกว่าประเทศตัวเอง
       
       ขณะเดียวกันหากตำรวจท้องที่สืบรู้ว่าโรงงานใดมีการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ก็จะเป็นโอกาสในการเก็บส่วยได้หลายทาง ทั้งจากคนงาน และผู้ประกอบการเจ้าของกิจการ ที่เผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงาน ว่ากันว่าผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการเล็กๆ ต้องจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณแสนบาทต่อเดือน
       
       ส่วยทางหลวง
       
       การเก็บส่วยลักษณะนี้ หากินกับรถบรรทุก รถผี รถตู้ ที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า รถบรรทุกสินค้าจากท่าเรือ หรือรถขนดินขนทรายที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือออกวิ่งขนส่งสินค้าในเวลาที่ห้าม ตลอดจนการตรวจจับควันดำ ซึ่งผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจเองก็มีความสนิทสนม จึงสมยอมที่จะจ่ายส่วยให้ตำรวจทางหลวงมาโดยตลอดในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งทำกันเป็นขบวนการ จนเรียกได้ว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
       
       เช่นเดียวกับที่เป็นข่าวครึกโครมเรื่องส่วยสติกเกอร์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงติดไว้หน้ารถเพื่อเป็นใบเบิกทางและสัญลักษณ์ว่ารถคันนี้จ่ายส่วยเป็นรายเดือนแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสจะถูกเรียกเก็บเป็นรายวันตลอดเส้นทางที่มีสน.ท้องที่คุมพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง และเป็นต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ค่อนข้างสูงสำหรับธุรกิจ ซึ่งในแต่ละปีผู้ประกอบการต้องรับภาระไม่ต่ำกว่า 500 ล้านเพื่อแลกกับความสะดวกรวดเร็ว และการเลี่ยงความผิดตามกฎหมาย
       
       “ส่วยทางหลวง เมื่อวิ่งเข้าพื้นที่ สน.ใด ก็ต้องโดนเก็บเหมือนกัน ไม่ใช่ตำรวจทางหลวงจะได้หน่วยเดียว”
       
       ตำรวจ! เหยื่อขบวนการส่วย
       
       ดังนั้นพื้นที่หรือหน่วยงานใดที่จะสามารถสร้างเม็ดเงินได้มหาศาล จึงเป็นที่หมายปองของตำรวจในทุกระดับชั้น จนเป็นที่มาของการวิ่งเต้น ซื้อตำแหน่ง ย้ายพื้นที่ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องได้มากยิ่งขึ้น
       
       “ตำรวจก็เป็นเหยื่อ เพราะต้องการความก้าวหน้า และได้ผลประโยชน์บางส่วน จึงวิ่งเข้าหา “มูลนาย” ที่เป็นบิ๊กทั้งหลาย แต่สุดท้ายตำรวจพวกนี้กลายเป็นส่วยแบบข้าทาสกันไปหมด”
       
       แหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายว่าเมื่อตำรวจกลายเป็นเหยื่อและส่วยแบบข้าทาส ก็เพราะว่าในอดีตนั้นใครอยากได้ตำแหน่งก็ต้องหาเงินสดๆ มาจ่ายก่อนได้รับตำแหน่ง และ ห้ามผ่อนภายหลังได้ตำแหน่ง แต่วันนี้บรรดาบิ๊กสีกากีทั้งหลาย เขาจะเลือกตำรวจที่วิ่งเข้าหาต้อนเข้ามาอยู่ในอาณัติหรืออาณาจักรของตัวเองก่อน
       
       จากนั้นจะมีการจัดสรรด้วยการเอาลูกน้องไปวางไว้ในตำแหน่งต่างๆ กระจายไปให้ทั่วที่เชื่อว่าจะเป็นแหล่งสร้างผลประโยชน์ได้อย่างดี เพื่อให้ตำรวจเหล่านี้มีหน้าที่ส่ง ‘ส่วย’กลับมายังตนเองได้ ในทุกๆ ครั้งที่ ‘นายเคาะ’ก็ต้องรีบดำเนินการและปฎิเสธไม่ได้เด็ดขาด
       
       “วิธีนี้จะได้ตำรวจในสังกัดได้ง่าย กว่าในอดีตที่ต้องเอาเงินมาให้เป็นก้อน 2 ล้าน 5 ล้านหรือ10 ล้านขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่จะนั่ง แต่เดี๋ยวนี้ไปนั่งก่อนจ่ายทีหลัง แต่จ่ายหนักกว่าในอดีต”
       
       เมื่อมองย้อนดูวัฒนธรรมตำรวจที่ว่า ‘ลูกน้องเลี้ยงนาย’ ก็ยังปรากฏให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งแม้ว่าการทลายอาณาจักรสอบสวนกลางครั้งนี้ ก็อาจจะทำให้ขบวนการเก็บ ‘ส่วย’ ซบเซาลงไปชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อการจัดระเบียบลงตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขบวนการเก็บส่วยก็จะฟื้นคืนชีพและอาจมารุนแรงหรือหนักกว่าเดิมก็เป็นได้
       
       และคงปฏิเสธไม่ได้ว่านับแต่สมัยที่พลตำรวจเอกพจน์ บุณยะจินดา เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ได้กล่าวถึงการล้างบาง ถอนรากถอนโคนระบบ “ส่วย” ให้สิ้นซาก รวมทั้งนโยบายหลักของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกยุค ทุกสมัย ก็ประกาศจะปราบส่วย ในที่สุดก็ยังไม่มีใครสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ เพราะขบวนการนี้ไม่ธรรมดา มีความซับซ้อน ทุกครั้งที่มีการตรวจสอบ มักจะสาวไส้ไปถึงผู้บงการซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูงที่เข้าไปมีส่วนพัวพันทั้งสิ้น
       
       ยิ่งไปกว่านั้นในทุกธุรกิจ ก็พร้อมจะเอื้อประโยชน์ต่างตอบแทนกับตำรวจ แลกกับการเลี่ยงกฎหมาย ‘ส่วย’จึงกลายเป็นวงจรอุบาทว์ ที่จะอยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไป 

งานศพ"เสธไอซ์"

เสธ.ไอ้ซ์ Never Dies

บิ๊กแอ๊ด พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูรฯ อดีตรมว.กห. พี่เลิฟ ของ เสธ.ไอ้ซ์ นำ ตท.10 เพิ่อนๆ เสธ.ไอ้ซ์ ทหารม้า และพี่ๆน้องๆ หลายวงการ หลากสี ร่วมรดน้ำศพ เสธ.ไอ้ซ์ พลเอกไตรรงค์ อินทรทัต แน่นวัดโสมฯ ....พลเอกนพดล อินทปัญญา พลเอกวิชญ์ เทพหัสดินฯ พลเอกวัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตรอง ผบทบ.....พร้อม คนดังในวงการ มากันเพียบ....ผู้กองนัส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ,น้องๆ สายเสธ.ไอ้ซ์ ทั้งพลเรือน ทหาร....ผู้พันตึ๋ง. เสธ.ไก่อู พลตรีสรรเสริญ น้องสายทหารม้า ของ เสธ.ไอ้ซ์ ก็มา...อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เพื่อนคท.10 ส่ง หรีดร่วมอาลัย....ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญน้ำหลวงพระราชทานอาบศพ 17.00 น. พระราชทานเพลิงศพ 17.00 น.19 มิย.นี้





ล้างมาเฟียให้สิ้นซาก เชื่อสิ! เรื่องจริงไม่ใช่นิยาย?

ล้างมาเฟียให้สิ้นซาก เชื่อสิ! เรื่องจริงไม่ใช่นิยาย?
โดย ผู้จัดการรายวัน    
12 มีนาคม 2559 06:28 น.

 ล้างมาเฟียให้สิ้นซาก เชื่อสิ! เรื่องจริงไม่ใช่นิยาย?
“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

        ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ออกลีลาท่าทางขึงขังแต่เชื่อขนมกินได้เลยว่าอีเวนต์ล้างมาเฟียให้หมดไปจากแผ่นดินไทย เป็นเพียงหนังโฆษณาคั่นเวลาของมหากาพย์ทำคลอดหรือทำแท้งรัฐธรรมนูญฯ

ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยังไม่แน่ลูกผีลูกคน และมาเฟียที่ล็อกเป้าเข้าไปทำลายล้างคราวนี้ก็เชื่อขนมกินได้เลยเช่นกันว่าจะมีแต่ขาใหญ่ใต้ร่มเงานักการเมืองเป็นหลัก
     
       ส่วนมาเฟียมีสีที่เป็นทหารนั้น จะถูกฟันแรงไม่เลี้ยงอย่างที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการ คสช. ส่งเสียงขู่หรือไม่ คำตอบไม่ได้ล่องลอยในสาย

ลมแต่ชัดเจนทั่วไทยอยู่แล้ว ไม่งั้น “บิ๊กหมู”จะต้องสั่งแล้วสั่งอีกทำไมให้ทหารที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเลิกประพฤติตัวเป็นมาเฟียเสียที พี่ขอร้องอีกครั้ง นี่จะเอาจริงแล้วนะ
     
       จะว่าไปคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า การปราบมาเฟียที่ล้มเหลวมาตลอดทุกยุคทุกสมัย และทำได้เพียงลูบหน้าปะจมูกก็เพราะคนปราบและคนถูกปราบล้วนแต่เป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันและ

เป็นคนกันเองทั้งนั้น เป็นคนกันเองที่มีทั้งสีเขียว สีกากี และนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าใครเป็นใคร ในการลงมือปราบแต่ละครั้งจึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะถูกเลือกเป็นเป้าเข้าลุยล้างสร้าง

ภาพเชือดไก่ให้ลิงดู ก็เท่านั้น
     
       คราครั้งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ซุ้มนครปฐม เจอแจ๊กพ็อตเข้าให้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่านี่เป็นถิ่นของขาใหญ่เพื่อไทย พรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศไทยที่ไม่ยอมทำตัวเป็น “เด็กดี” อยู่ใน

โอวาทของคสช.แถมยังชอบปล่อยให้ลิ่วล้อออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฯ ให้บิ๊ก คสช.อารมณ์เสียอยู่เรื่อย และไม่ใช่แค่ซุ้มนครปฐมเท่านั้น อดีตส.ส.เถื่อนถ่อยระดับตัวพ่อของพรรคเพื่อไทย

“เก่ง- การุณ โหสกุล” แห่งทุ่งดอนเมือง ก็มีชื่ออยู่ในบัญชีที่จะเจอดีพร้อมกับ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือเสธ.ไอซ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก และเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับนาย

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่มีชื่อหลุดออกมาด้วย ก่อนที่บิ๊ก คสช. จะปฏิเสธในภายหลังว่าไม่มี ไม่มี ไม่ได้ขึ้นบัญชีผู้มีอิทธิพล “เก่ง-การุณ”กับ “เสธ.ไอซ์” และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ทหารนอกราชการ แต่อย่างใด
     
       “ไม่มี ไปเอามากันจากไหน” พล.อ.ธีรชัย กล่าวปฏิเสธในการตอบคำถามผู้สื่อข่าว
     
       หากนับตั้งแต่ยึดอำนาจบริหารประเทศ คสช.ได้ชิมลางลุยล้างอิทธิพลมาแล้วในหลายพื้นที่หลายวงการตามนโยบายจัดระเบียบสังคม ทั้งหวย บ่อน ซ่อง วินมอเตอร์ไซค์ รถตู้ แท็กซี่ ทางเท้า ฯลฯ

ซึ่งมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ มีทั้งเสียงสรรเสริญและก่นด่า ละเว้นพวกเดียวกันบ้าง เคาะกะลาบ้าง กระชับอำนาจสร้างฐานบารมีของกลุ่มอำนาจใหม่บ้าง ผลงานด้านการจัด

ระเบียบสังคมปราบมาเฟียที่ออกมาจึงเป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่สุดซอย จนต้องเรียกความเชื่อมั่นว่าคราวนี้เอาจริงแบบเข้มข้นแน่ แต่ผ่านไปแค่ไม่กี่วันก็แผ่วตามท่าทีที่คล้ายแข็งกร้าวแต่ผ่อนปรน

เหมือนการแสดงปาหี่ที่กลับไปกลับมาของบิ๊ก คสช.
     
       ดูจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำท่าขึงขังรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่มีทุกจังหวัดทุกอำเภอได้ส่งรายชื่อไปแล้ว แต่ละพื้นที่ก็

จะดำเนินการ ยืนยันเจ้าหน้าที่จะดำเนินการหมด ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ข้าราชการฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ก็ว่ากันไป ใครทำให้ประชาชนเดือดร้อน เข้าข่าย 16 ฐานความผิดสำหรับผู้มีอิทธิพล

หมด ยืนยันว่าจำนวนรายชื่อผู้มีอิทธิพลทั้ง6,000 รายชื่อ ที่ออกมานั้น มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน และไม่ได้เจาะจงไปยังกลุ่มหัวคะแนนของนักการเมือง
     
        แต่เมื่อถามถึงคนที่คุณก็รู้ว่าใครอย่าง พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต(เสธ.ไอซ์) อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก พล.อ.ประวิตร กลับอ้อมๆ แอ้มๆ ว่า “ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำเรื่องอะไร เมื่อไหร่ บางที

อาจจะไม่ผิด หรือว่าผิดนิดหน่อย บางทีตัวเขาอาจจะไม่ได้ทำอาจจะเกี่ยวพันกับลูกน้องเขา เดี๋ยวคงมีการออกมาชี้แจงเอง...”
     
       ส่วนเส้นตายที่ “บิ๊กป้อม” บอกว่า รัฐบาลจะพยายามปราบผู้มีอิทธิพลให้หมดภายใน 2 เดือน ก็แบ่งรับแบ่งสู้ต่อว่าแต่หากทำไม่สำเร็จก็จะต้องขยายเวลาออกไปแต่จะเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

และไม่จำเป็นต้องตักเตือน เพราะทุกคนต้องวางมือจากการกระทำทั้งหมดอยู่แล้ว
     
       เป็นท่าทีเช่นเดียวกันกับ “บิ๊กหมู”พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่บอกว่า การจัดการกับผู้มีอิทธิพลจากนี้จะมีความ

เข้มข้นมากขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ไม่ได้มีการตั้งกรอบเวลาว่าจะต้องเสร็จสิ้นภายในกี่เดือน
     
       “เราจะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมด เพียงแต่จะเน้นให้มีความเข้มข้นในช่วง 6 เดือนตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงระบุ แต่ไม่ใช่ว่าครบ 6

เดือนแล้วจะหยุด เพราะเราจะทำต่อเนื่องเพื่อให้ผู้มีอิทธิพลหมดไปจากประเทศนี้....” “บิ๊กหมู” บอกเล่าความฝันกลางวันในหน้าแล้ง และยืนยันว่าการปฏิบัติในทุกพื้นที่และทุกหน่วย ไม่มีแบ่งฝ่าย

ตามที่ฝ่ายการเมืองโจมตี และไม่เจาะจงว่าต้องเป็นการเมือง หรือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลที่อยู่กับฝ่ายการเมือง
     
       ส่วนที่สั่งการให้ทุกหน่วยไปตรวจสอบกำลังพลที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น “บิ๊กหมู” ได้เน้นย้ำไปแล้ว หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารจะไม่มีเตือน แต่จะดำเนินการ

แบบแรงทันทีเพราะสั่งการไปหลายครั้งแล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐของหน่วยงานอื่นได้ส่งรายชื่อไปต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว
     
       สำหรับบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล นอกจากจะอยู่ในมือ “บิ๊กป้อม” 6,000 รายชื่อแล้ว ยังมีอยู่ในมือของ “บิ๊กต๊อก” อีกจำนวนหนึ่ง
     
       ถามว่า กระทรวงยุติธรรม มีบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลหรือไม่ “บิ๊กต๊อก” ตอบว่า ก็ต้องบอกว่า มี เพราะเขาทำกันไว้ก่อนหน้านี้ เป็นฐานข้อมูลเดิม เพราะทำกันมานานแล้ว แต่จำนวนตัวเลขเท่าไหร่

ยังไม่ทราบ อีกทั้งยืนยันไม่ได้ว่าตัวเลข 3,000 รายชื่อ ถูกต้องหรือไม่ แต่ถ้าถามว่ามีรายชื่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือไม่ ก็ตอบได้ว่ามี
     
       การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลในส่วนของกระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ ได้สั่งให้ดำเนินการตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยเป็นกลุ่มที่อยู่ในอำนาจหน้าที่

การทำงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มฐาน

ความผิดเกี่ยวกับการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ยาเสพติดในเรือนจำ การลักลอบหนีภาษี หนี้นอกระบบ และกลุ่มต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว
     
       พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลปัญหาอาชญากรรมพิเศษ ให้รายละเอียดว่า รายชื่อผู้มีอิทธิพลได้มีการรวบรวมรายชื่อมีมาเป็นปีแล้ว จากหน่วยงานที่เกี่ยว

ข้องของกระทรวงยุติธรรม คือ ดีเอสไอ ป.ป.ท. และ ป.ป.ส.โดยจำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีรายชื่อผู้มีอิทธิพลมากน้อยต่างกันไป เชื่อว่า รายชื่อที่กระทรวงยุติธรรม ไม่ซ้ำกับหน่วยงาน

อื่นที่มีอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลในการดำเนินชั้นความลับสูง ไม่จำเป็นต้องส่งให้ใครไปดำเนินการ เนื่องจากหน่วยงานของเรามีศักยภาพตามกฎหมายอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการใช้มาตรานั้นมาตรานี้มา

จัดการ เพราะในกลุ่มเหล่านี้มีการกระทำความผิดที่ชัดเจนอยู่แล้ว
     
       ขณะที่ความเคลื่อนไหวฟากฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เด้งรับนโยบายปราบมาเฟียอย่างคึกคัก โดย “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พร้อมกับ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. รับผิดชอบงานฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา (สบ.10) นำทีมประชุม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9

ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ (ศชต.)กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขีดเส้นภายใน 2 เดือน กลุ่มผู้มีอิทธิพล จะต้องลดลง 60-70 เปอร์เซ็นต์
     
        ตามมาตรการปราบมาเฟียของ สตช.จะมีคณะกรรมการคัดเลือกรายชื่อบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลราว 1,000 - 6,000 คน โดยจัดอยู่ในกลุ่มฐาน 16 ความผิด ประกอบ

ด้วย 1.ยาเสพติด2.ฮั้วประมูลงาน 3.การเรียกรับผลประโยชน์จากโรงงานและสถานบริการ 4.คิวมอเตอร์ไซค์ รถรับจ้างที่ผิดกฎหมาย 5.ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อน 6.บ่อนการพนัน หวยใต้

ดิน 7.ลักลอบค้าหญิงและเด็ก 8.หลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศ9.ลักลอบนำเข้า-ออกประเทศ 10.หลอกลวงต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว 11.มือปืนรับจ้าง12.ทวงหนี้ ข่มขู่ 13.ค้าอาวุธ 14.บุกรุกที่ดิน

สาธารณะ15.เรียกค่าคุ้มครองในที่สาธารณะ เส้นทางหลวงหรือเก็บส่วย16.นายทุนปล่อยกู้นอกระบบ โดยพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดเป็นโซนสีแดงที่ต้องจับตามากที่สุดคือ เขตภาคกลางที่จัดว่ามีกลุ่ม

ผู้มีอิทธิพลมากที่สุด
     
       “.... การปราบปรามจะต้องเห็นผล ไม่เพียงแต่ปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างเดียว แต่ตำรวจก็ต้องปัดกวาดถูบ้านของตัวเองด้วย” “บิ๊กแป๊ะ”สารภาพชัด คล้ายจะบอกต่อสังคมว่าตำรวจไม่ได้

ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เท่านั้น แต่มีงานพาร์ตไทม์ที่ทำรายได้ดีกว่างานประจำเสียอีกคือเป็นผู้มีอิทธิพลด้วย เป็นคำสารภาพเดียวกันกับที่ บิ๊ก คสช. ที่ว่าถึงเวลาทหารต้องเลิกเข้าไปยุ่ง

เกี่ยวหรือทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลได้แล้ว
     
       เป็นคำสารภาพต่อสังคมว่า คนในเครื่องแบบสีกากี สีเขียว นี่แหละคือ กลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่ล้างเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
/////////
วันที่ 31 มีนาคม 2559 | เปิดดู 4,753 ครั้ง  
ทหารปราบมาเฟีย : อำนาจครอบจักรวาล
พิกัดข่าวเช้า
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางสำหรับคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ที่ให้อำนาจทหารตั้งแต่สัญญาบัตร ลงไปจนถึงประทวน และอาสาสมัครทหารพราน มีอำนาจหน้าที่ในการปราบมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล แม้นโยบายนี้จะมีความสำคัญและโดนใจพี่น้องประชาชน แต่การให้อำนาจทหารแบบครอบจักรวาลผ่านกฎหมายถึง 27 ฉบับ จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ไปติดตามได้จากรายงานพิเศษของทีมพิกัดข่าว NOW26

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ // ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่คำสั่งฉบับแรกที่ คสช.ให้เจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามามีอำนาจตรวจค้น จับกุมบุคคล และตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอาญาได้
เพราะเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 ก็เคยมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเสมือนเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในร่างเดียวมาครั้งหนึ่งแล้ว
ครั้งนั้นชัดเจนว่าเป็นการคงอำนาจของฝ่ายทหารให้คงอยู่ต่อไปภายหลังจากยกเลิกกฎอัยการศึกทั่วประเทศ จากที่ประกาศไว้ในวันที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง
คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เป็นการให้อำนาจทหารชั้นสัญญาบัตร ยศร้อยตรี เรือตรี และเรืออากาศตรี ขึ้นไป เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนทหารยศต่ำกว่านั้น หรือที่เรียกว่า “ชั้นประทวน” เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย
ขณะที่คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 ที่เพิ่งประกาศล่าสุด ให้อำนาจทหารชั้นสัญญาบัตรเป็น “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” ส่วนทหารชั้นประทวน เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม
คำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้ง 2 ฉบับ ยึดหลักการเดียวกัน คือให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ทำการเหมือนตำรวจ และฝ่ายปกครอง คือ สืบสวน สอบสวน เรียกตัว จับกุม คุมตัว ตรวจค้น และยึดทรัพย์ได้
แต่ความต่างก็คือ อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร มีมากน้อยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง // โดยคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ให้อำนาจทหารปฏิบัติการได้ในความผิดเพียง 4 ฐาน คือ ความผิดต่อสถาบันเบื้องสูง // ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร // ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธสงคราม // และความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช.
พิจารณาแล้วก็พอยอมรับได้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ด้านการรักษาความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นงานของทหาร
แม้ต่อมา คสช.จะออกคำสั่งเพิ่มอำนาจให้ทหารจัดการกับขบวนการบุกรุกป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และขบวนการค้ายาเสพติด แต่อำนาจหน้าที่ที่มอบให้ก็ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่บ้าง
แต่สำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 แม้จะอ้างว่ามุ่งจัดการกับมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ตามที่ระบุไว้ในเหตุผลของการออกคำสั่งก็ตาม // แต่การกำหนดฐานความผิดอาญาแนบท้ายคำสั่ง ประกอบด้วยกฎหมายมากมายถึง 27 ฉบับ ไม่เว้นแม้กระทั่งกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ // ทางหลวง // พระราชบัญญัติรถยนต์ // การขนส่งทางบก // หรือแม้แต่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต และศุลกากร // ทำให้มองได้ว่านี่เป็นการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารชนิดที่เรียกว่า “ครอบจักรวาล” ถึงขนาดไม่ต้องมีหน่วยปกติรับผิดชอบการทำงานแล้วก็ได้
ขณะที่ผู้ช่วยเจ้าพนักงานที่เป็นทหารชั้นประทวน ก็ครอบคลุมไปถึงระดับ “อาสาสมัครทหารพราน” กันเลยทีเดียว
ที่สำคัญการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างครอบจักรวาลนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายปกครอง และไม่ต้องรับผิดทั้งแพ่งและอาญา หากกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และพอสมควรแก่เหตุ
เรียกว่าปิดช่องฟ้องกลับแทบทุกกรณี และไม่มีองค์กรใดตรวจสอบถ่วงดุลได้!
เมื่อไล่เรียงดูอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่รู้กฎหมาย ล้วนแสดงความวิตกต่อการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารมากมายขนาดนี้
ที่สำคัญเมื่อย้อนดูผลจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ที่มุ่งปราบปรามแก๊งหมิ่นสถาบัน และกลุ่มที่เคลื่อนไหวกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ // จะพบว่าแม้ทหารจะได้อำนาจในการจัดการแบบเฉียบขาด // แต่การดำเนินการกับกลุ่มที่กระทำผิดกฎหมาย ก็ไม่ได้ปรากฏผลสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจนแต่อย่างใด
และที่น่าวิตกไปกว่านั้นก็คือ ดีกรีความขัดแย้งของคนในชาติแทบไม่ลดน้อยลงเลย // เพราะ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเองก็ยังบ่นผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติอยู่แทบทุกสัปดาห์
คำถามที่ทุกฝ่ายต้องนำไปขบคิดก็คือ นี่เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ?
     

แนะตร.สังกัดมท.หลัง"ปฏิบัติการสังขร"

cr FB ปรีย์ มาลากุล

ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี และ ให้หัวใจทั้งดวงกับ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย ที่จัดการเรื่องนี้ ได้อย่างเด็ดขาด และขอแนะนำให้โอนกรมตำรวจมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยแทนที่จะอยู่ภายใต้สำนักนายกฯ โดยด่วนที่สุด เอาเลยครับ โดยกรณีที่เจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง กว่า 40 คนและเจ้าหน้าที่ทหารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นำกำลังเข้าตรวจค้นการค้าประเวณี ภายใต้ "ปฏิบัติการ สังขร" ในสถานบริการ นาตาลี อาบ อบ นวด ย่านรัชดาภิเษก 

โดย นายณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับและตรวจสอบ สำนักการตรวจสอบและนิติกร กรมการปกครอง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานตั้ง 3 เดือน ในการสืบหาข้อมูลจนแน่ชัด ก่อนเข้าตรวจค้นและทำการล่อซื้อ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะเทือนไปทั่ว ราวกับเกิดแผ่นดินไหวระดับ 9 ตามมาตราริกเตอร์ใจกลางพระนคร และผมนั่งรออาฟเตอร์ช็อคจากกระทรวงมหาดไทยว่าจะมาอีกเท่าไร
การตรวจค้นครั้งนี้ ไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องยกย่องการเอาจริงเอาจังของ กระทรวงมหาดไทย ที่ น้อยครั้งจะเห็นเดินเกมรุก ทลายขบวนการค้ามนุษย์แบบนี้
สถานบริการดังกล่าว มีนายบอล รับว่าเป็นผู้ดูแลมานาน มีหญิงสาวที่ทำงานค้าบริการกว่า 400 คนหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาทำงาน
สำหรับการพบสมุดบัญชีรายชื่อที่มีการโอนเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งมาร่วมตรวจสอบด้วย จะเป็นผู้พิจารณาดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป (ห้ามฮั้ว) ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า บัญชีส่วยได้ระบุถึงหน่วยงานสำคัญ ๆ หลายหน่วยงาน แต่ไม่มีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือรับผลประโยชน์ด้วย
พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น. 1 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้พวกเดียวกัน!!!!!! พร้อมกับสั่งให้ข้าราชการตำรวจ 4 นายในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง ให้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.บช.น.1 ประกอบด้วย 1. พ.ต.อ.กิตติพงศ์ วิเศษสงวน ผกก. สน.ห้วยขวาง 2. พ.ต.ท.ศาสตร์ศักดิ์ ชัยประเสริฐ รอง ผกก.ป. สน.ห้วยขวาง 3. พ.ต.ท.จีระพล ประพันธ์จันทร์ สว.สส. สน.ห้วยขวาง 4. พ.ต.ท.ศุภภัทร สวัสดี สวป. สน.ห้วยขวาง
การปฏิบัติการครั้งนี้ ถ้าจะวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา หน่วยงานทั้งหมดคงไม่พ้นจากกรมตำรวจ
อ่านมาแล้วช่วยออกความเห็นกันหน่อย เพื่อให้ชาติมีความมั่นคง ถ้าเห็นด้วยก็กด like มามากๆ อาจจะได้อย่างที่เราต้องการ คือเอากรมตำรวจไปขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต จะได้มีผู้นำที่ใจเด็ดอย่างเช่น พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และขอฝากความคารวะมา ณ ที่นี้ด้วย

เร่งเครื่องปราบการค้ามนุษย์ในธุรกิจค้าประเวณี เข้ากวาดจับ “นาตารี” เป็นแห่งแรกในกทม.

เร่งเครื่องปราบการค้ามนุษย์ในธุรกิจค้าประเวณี เข้ากวาดจับ “นาตารี” เป็นแห่งแรกในกทม. เจ้าหน้าที่ 5 นายโดนโยกย้าย

นายมานะ สิมมา ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเผยว่า กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินนโยบายป้องกันและปรามปรามการค้ามนุษย์ โดยดำเนินการมาแล้ว 19 กรณีในต่างจังหวัด แต่เพิ่งดำเนินการในกรุงเทพฯ ที่ “นาตารี” เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. หลังจากสืบสวนและหาข้อมูลมาเป็นเวลากว่า 3 เดือนและถือเป็นกรณีที่มีผู้เกี่ยวข้องมากที่สุด โดยเปรียบเทียบกับการปฏิบัติการในต่างจังหวัด จะใช้เวลาสืบสวนราวๆ 1 เดือนครึ่ง และจะเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในสถานประกอบการที่มีการลักลอบค้าประเวณีต่อไปเนื่องจากเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
นายมานะ อธิบายว่ากรณีการลงพื้นที่จับกุมผู้ให้บริการและผู้ดูแลสถานประกอบการ นาตารีเอ็นเตอร์เทนเมนท์ อาบอบนวด ถนนรัชดาภิเษก แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ ว่า เป็นการดำเนินการของชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) กระทรวงมหาดไทย โดยอาศัยอำนาจที่มีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจในการจับกุมได้ แต่หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนต่อไป
สำหรับความคืบหน้าของคดี บ่ายนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนและคัดแยกผู้ต้องหาข้อหาค้าประเวณี พบว่า 77 ราย เป็นชาวต่างชาติ หญิงสาวจำนวน 57 รายถูกนำมาฝากขังที่ศาลอาญา รัชดา โดย พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า ช่วยราชการสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางระบุว่าทั้งหมดเป็นบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร และได้นำตัวหญิงสาวอีก 20 รายไปฝากขังที่ศาลแขวงพระนครเหนือ โดยระบุว่าเป็นบุคคลที่ทำงานไม่ตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาตโดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นบุคคลไม่มีที่พำนักเป็นหลักแหล่ง เกรงว่าจะหลบหนี
พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ระบุว่าจากการสอบสวนพบว่ามีหญิงสาว 9 รายเข้าข่ายเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกมาค้าประเวณี โดยได้ส่งตัวให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลแล้ว และมีหญิงสาว 12 รายที่ต้องตรวจพิสูจน์อายุว่าเป็นเยาวชนหรือไม่โดยคาดว่าจะทราบผลในสัปดาห์หน้า ที่เหลือเป็นหญิงสาวชาวไทยที่มีอายุเกิน 18 ปี ถูกเปรียบเทียบปรับและปล่อยตัวไปแล้ว
สำหรับนายพงษ์อนัน คณะเขตต์ ผู้ดูแลร้าน กับพวกรวม 5คนยังอยู่ระหว่างถูกสอบปากคำโดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ และร่วมกันเป็นธุระจัดหาให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าว
ภายหลังการบุกจับผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีและค้ามนุษย์ที่สถานประกอบการนาตารี สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ประจำสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในส่วนของการลักลอบค้าประเวณีและการจ่ายสินบนต่อไป
ภาพประกอบ: ผู้ต้องหาบางส่วนถูกนำตัวมาฝากขังที่ศาลอาญา รัชดา