PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วิษณุ แจง 4 ขั้นตอนอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์

วิษณุ แจง 4 ขั้นตอนอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ เผย ยังไม่มีเปลี่ยนแปลงการไว้ทุกข์
เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่า กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 23 มี 4 ขั้นตอน 1. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แจ้งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) 2.ประธาน สนช.แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบ 3.ประธาน สนช.เข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ และ 4.เมื่อพระองค์ทรงรับ ประธาน สนช.จะแจ้งให้ประชาชนทราบ เมื่อ 4 ขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นแล้ว จะต้องเรียกพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงจะเรียกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชอำนาจเท่ากันทุกประการ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการประกาศให้ราชกิจจานุเบกษา
เมื่อถามว่า เวลานี้สามารถเรียกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ว่าในหลวงได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ เพราะต้องรอให้ขั้นตอนต่างๆแล้วเสร็จ
นายวิษณุ กล่าวว่า จากเดิมที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการไว้ทุกข์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐ แต่งกายไว้ทุกข์ 1 ปี และเชิญชวนประชาชนปฏิบัติอย่างเดียวกับตามประเพณีนิยม วันนี้ที่ประชุม ครม. ได้นำประกาศดังกล่าวมาพิจารณา ซึ่งที่ประชุมชื่นชมประชาชนว่าปฏิบัติดีอยู่แล้วและขอให้ปฏิบัติต่อไป และรัฐบาลไม่มีการกำหนดให้แต่งขาวหรือเทาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงการกำหนดวัดสำคัญในปฏิทิน นายวิษณุ กล่าวว่า ขอให้รอผู้ที่เกี่ยวข้องได้หารือกัน จากนั้นจะประกาศให้ทราบ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถประกาศใดๆ ทั้งนี้หากใครต้องการทำปฏิทิน ก็ขอให้ทำตามปกติก่อน ส่วนวันสำคัญที่ยังไม่ชัดเจน ก็เว้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการประกาศค่อยไปเพิ่มเติม เช่นเดียวกับวันหยุดระหว่างปี ส่วนการเลื่อนพระยศของพระบรมวงศานุวงศ์นั้น ตามหลักการแล้วเคยสถาปนากันอย่างไร ก็ให้เป็นเช่นนั้นจนกว่าจะมีการสถาปนาใหม่ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการสถาปนาใหม่ก็ให้เรียกเหมือนเดิม ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเองตามใจชอบ

นายกฯส่งนส.ด่วนถึงสนช.อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชสมบัติ สืบเป็นรัชกาลที่ 10

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแจ้งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชสมบัติ สืบเป็นรัชกาลที่ 10 (ตามขั้นตอน)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ส่งมายังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งองค์พระรัชทายาทไว้แล้ว ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 มีรายละเอียดดังนี้

ศาลยกฟ้องคดี "ผู้การแต้ม" เรียกรับเงิน 10 ล้าน



ศาลยกฟ้องคดี "ผู้การแต้ม" เรียกรับเงิน 10 ล้าน
Cr:news.sanook.com
ศาลพิพากษา ยกฟ้องคดีพล.ต.ต.วิชัย เรียกรับเงินจากคดี 10 ล้าน พิสูจน์ไม่ได้มีการรับเงินจริง เจ้าตัวรู้สึกโล่งใจ ดีใจมากที่คำตัดสินมีความชัดเจน
ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.ท.ศุภกฤช เดือนแจ้งรัมย์ และ ร.ต.ท.ทวีศักดิ์ โกษยานันท์ ในกรณีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552 จำเลยร่วมกันนำผู้เสียหาย 3 คน ที่ลักลอบเล่นการพนัน เจรจาจ่ายเงิน 10 ล้านบาท ให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีฆ่าผู้อื่น โดยวันนี้จำเลยทั้ง 3 คน ได้เดินทางมาที่ศาลด้วยตนเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้จำเลยต่างได้รับการประกันตัว

ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 3 คน ถูกฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียกรับ หรือ ยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะเป็นการกระทำที่ชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และมาตรา 157
วันนี้ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง 3 คน ไม่มีความผิดตามพยานและหลักฐานที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งเอกสารที่เป็นหลักฐานก็ไม่ได้มีข้อความที่แสดงว่าจำเลยทั้ง 3 ได้รับเช็คจากโจทก์ รวมถึงพยานบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้ทำให้พยานหลักฐานของทางฝั่งโจทก์ฟังไม่ได้ ฉะนั้นแล้วศาลจึงได้พิจารณายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 คน
ภายหลังจากศาลยกฟ้อง พล.ต.ต.วิชัย เปิดเผยว่า เคารพการพิจารณาของศาล ตลอดระยะเวลา 7 ปี ตนเองต้องตกเป็นจำเลย เสียหน้าที่การงาน เสียชื่อเสียง วันนี้ดีใจมากที่คำตัดสินมีความชัดเจน

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นายกฯเผย ใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

25112559นายกฯเผย ใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ และเราก็จะทำหน้าที่เหมือนเช่นวันวานที่ผ่านมาในทุกเรื่องในหน้าที่ของรัฐบาล
%3A%20http://www.matichon.co.th/news/373217

นายกฯเผยอีกไม่นานไทยกำลังจะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ยันเดินหน้าโรดแมปสู่เลือกตั้งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ขออย่ามองเป็นตัวอุปสรรค แค่เข้ามาขจัดปัญหาเพื่ออนาคตชาติ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ห้องบอลรูม โรงแรมแชงกรี-ล่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวแสดงปาฐกถาเนื่องในงานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (เจเอฟซีซีที) ตอนหนึ่งว่า วันนี้เรากำลังสร้างอนาคตใหม่ของทุกคน โดยยึดหลักการว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจากการพูดคุยกับบรรดาสมาชิกหอการค้าร่วม ต่างก็พึงพอใจการทำงานของประเทศไทย ซึ่งเราขอขอบคุณ การกล่าวปาฐกถาของตนวันนี้อยู่ในช่วงระยะเวลาที่คนไทยอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ ก็ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้สถานการณ์ความเศร้าโศกอาลัยกลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตด้วยความยั่งยืน เราได้สูญเสียพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักเทิดทูนและเป็นศูนย์รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติมาเป็นระยะยาวนานกว่า 70 ปี พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนมาโดยตลอด รวมทั้งได้พระราชทานแนวทางและพระราโชบายในการขับเคลื่อนประเทศตามลำดับอีกด้วย
“วันนี้ผมขอเป็นตัวแทนคนไทยทุกคน และในนามรัฐบาล ขอขอบคุณในน้ำใจที่ทุกคนมีให้เรา
ในยามที่เราอยู่ในภาวะความเสียใจและการแสดงความอาลัยขณะนี้ต่อการเสด็จสวรรคตของพระองค์ และการที่เราได้มาพบกันวันนี้ ผมถือว่าเราคือเพื่อนแท้และเป็นมิตรในยามยาก 

ในส่วนของการแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ ผมขอยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือการใช้กฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เกิดจากใจของคนไทยเอง ทั้งนี้ คนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทำไว้ให้เราตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และรัฐบาลนี้มีเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นและนำพาประเทศ รัฐบาลนี้มีเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ที่จะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานและเจริญตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการทำความดีเพื่อแผ่นดิน และน้อมนำพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท ที่ได้พระราชทานไว้ในโอกาสต่างๆ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งหลักการทรงงานไปถือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิตและความสงบสุขในสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งร่วมกันรักษาเอกราช อธิปไตย เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองต่อไป และขอยืนยันกับทุกคนว่า ไม่ต้องกังวลกับสถานการณ์ของไทย เพราะทุกอย่างยังคงมีเสถียรภาพเช่นเดิมทุกด้าน และใช้เวลาอีกไม่นานนักเราก็จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ และเราก็จะทำหน้าที่เหมือนเช่นวันวานที่ผ่านมาในทุกเรื่องในหน้าที่ของรัฐบาล” นายกฯกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลขอยืนยันว่า ขอเดินตามโรดแมปที่วางไว้ในการไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากลตามที่ได้วางไว้ และหวังว่าทุกคนคงจะคลายความกังวลลงได้บ้าง แม้จะมีความกังวลอยู่ก็ตาม แต่ขอยืนยันว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ไทยเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตนไม่เคยปฏิเสธกระบวนการประชาธิปไตยบนโลกใบนี้
ดังนั้น ระยะเวลาที่เหลือจากนี้ไป รัฐบาลก็จะวางรากฐานระยะยาว หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และไม่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะทำ ตนจะอยู่หรือไม่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็คงต้องอยู่ต่อไปอย่างที่วางไว้ และขอยืนยันว่ารัฐบาลนี้พร้อมเสมอที่จะสนับสนุนให้ทุกประเทศมาลงทุนในไทย และพร้อมขจัดอุปสรรคและปัญหาต่างๆ จะทำให้กติกาเป็นสากล กฎหมายใดที่เป็นอุปสรรคก็จะนำมาพิจารณา และ
ที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้ทำการปฏิรูปประเทศในระยะที่ 1 แล้ว 

ส่วนยุทธศาสตร์ที่กำลังทำอยู่ระหว่างปี 2559-2560 คือการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน และในเรื่องเศรษฐกิจ เราได้มอบหมายให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเป็นผู้ดูแล 

ดังนั้น คงไม่ต้องมีคำถามว่าโรดแมปคืออะไรอีก เพราะโรดแมปก็คือโรดแมป รัฐบาลพร้อมเดินหน้าในระยะเวลาที่มีอยู่ ตนขอยืนยันว่าจะทำตามโรดแมปที่ผ่านมา พูดไม่รู้อีกร้อยครั้งก็ยังถามกันอยู่นั่น ไม่รู้จะถามทำไม ทุกอย่างยืนยันว่าเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ ทั้งการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ โปร่งใส เหมือนทุกประเทศที่มีอยู่ ตนก็มีความต้องการที่จะเดินหน้าแบบทุกประเทศ ไม่ใช่ไม่อยากให้ไทยเป็นเช่นนั้น

นายกฯกล่าวว่า บางครั้งประชาชนอาจไม่เข้าใจ ซึ่งประชาชนมีหลายระดับ หลายรายได้ แต่ต้องมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน จัดให้เขาเข้มแข็งด้วยตัวเอง เป็นแบบอย่างให้เขาเห็น ตนไม่เคยหยุดคิดแม้แต่วันเดียวเพื่อพวกท่าน ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญ ต้องสร้างความโปร่งใส สร้างการตรวจสอบ เพิ่มโทษ ตั้งศูนย์ร้องเรียน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รัฐบาลวันนี้เข้ามาผลักดันขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ สร้างฐานรากขึ้นมาใหม่ให้เข้มแข็ง ประชาธิปไตยเข้มแข็ง พรุ่งนี้ใครจะลงทุนในประเทศไทยขอให้ยกมือ ขอบคุณที่มายื่นความต้องการหลายแสนหลายหมื่นล้านบาท ถ้าไม่ทำวันนี้มันจะช้าเกินไป
“อย่ามากังวลตัวผม เข้ามาทำเพื่อท่าน ไม่ได้มาทำลายล้างใคร แต่มาทำเพื่ออนาคตลูกหลานท่าน ยืนยันมุ่งมั่นสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุน ปฏิบัติจริงให้เห็น วันนี้ต้องจบความขัดแย้ง อย่าเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ มันจะไปไม่ได้ ประชาชนคือผู้ถือหุ้นบริษัทรัฐบาล รัฐบาลไม่มีกำไร มีแต่ขาดทุน ต้องช่วยสร้างเศรษฐีใหม่ในไทยอีก รัฐบาลทำเองไม่ได้ทุกอย่าง ผมมั่นใจสิ่งที่พูดวันนี้ได้ผลไม่มากก็น้อย ผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นนายกฯ แต่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง มาช่วยไทยสงบสันติโดยไม่ใช้กำลัง
แต่แก้ด้วยการพัฒนาประเทศ จะได้ไม่มีความขัดแย้ง ไม่เสียเวลา ไม่เสียชีวิต ขอให้มองไทยอย่างเป็นธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

คาดสิ้นปีขาดทุน700ล.!ล้วงรายได้ อสมท รื้อโครงสร้างทั้งระบบ-สู้วิกฤตสื่อดิจิทัล

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:00 น.
เขียนโดย
isranews
4
 
0
 
0
 
4
 
"...เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมทโดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท .."
picddddddd22 11 16
ผลประกอบการไตรมาส 3 (เดือน ก.ค.-ก.ย.) ปี 2559  ของบริษัทเอกชนเจ้าของธุรกิจสื่อดัง 5 ค่าย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย 1. ค่ายเนชั่น หรือ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), 2.ค่ายนิวส์ เน็ตเวิร์ค หรือ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทแม่ของ สปริงนิวส์ และฐานเศรษฐกิจ) , 3. ค่ายมติชน หรือ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) 4. ค่ายโพสต์ หรือ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) และ 5.ค่ายอมรินทร์ หรือ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน)  มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้ธุรกิจออกมาเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีข้อสรุปที่สำคัญว่า ธุรกิจสื่อยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทยและทั่วโลกเข้าขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง เม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจ”หนังสือพิมพ์” ลดลงอย่างต่อเนื่อง
น่าสนใจว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นกิจการสื่อสารมวลชน ภายใต้การกำกับของรัฐบาลไทย โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นอย่างไรบ้าง?
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2559 พบว่า แจ้งผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ว่าขาดทุน 252,113,000 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 55,392,000 บาท 
ขณะที่ยอดรวมงบช่วง 9 เดือน ของปี 2559 แจ้งตัวเลขว่าขาดทุน 463,298,000 บาท เทียบกับช่วงปี 2558 แจ้งตัวเลขว่า มีกำไร 100,610 ,000 บาท
ชี้ให้เห็นว่า ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก 
picghyhd22 11 16
หากเปรียบเทียบรายได้ ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา จะพบว่า มีตัวเลขรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง 
โดย ปี 2555 แจ้งตัวเลข 5,947.45 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข  5,984.77 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  4,455.38 ล้านบาท ปี 2558 แจ้งตัวเลข  3,840.19 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี 2559 แจ้งตัวเลข  2,212.43 ล้านบาท 
เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทฯ ที่มีตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
โดยปี 2555 แจ้งตัวเลข 1,758.87 ล้านบาท ปี 2556 แจ้งตัวเลข   1,526.93 ล้านบาท ปี 2557 แจ้งตัวเลข  503.79 ล้านบาท ปี2558 แจ้งตัวเลข  57.81 ล้านบาท และล่าสุดช่วงไตรมาส 3 ของปี  2559 แจ้งตัวเลขขาดทุน 463.30 ล้านบาท 
picghyhd0022 11 16
สำหรับคำอธิบายผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 ของ บริษัท อสมทฯ มีดังนี้ 
ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโฆษณา
- ภาพรวมการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นบวก รายได้ในภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วย 
อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนหลายรายที่เป็นผู้ซื้อสื่อโฆษณาที่สำคัญ ยังคงปรับลดงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ประกอบกับไตรมาสที่ 3 เป็นฤดูกาลที่มีการใช้โฆษณาน้อย ส่งผลให้งบโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อยังคงลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
รายได้รวม 
ผลการดำเนินงานของ บมจ.อสมท ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการลดลงของเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักว่าธุรกิจโทรทัศน์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ มีรายได้ลดลงค่อนข้างมาก จึงได้เพิ่มช่องทางในการหารายได้ให้หลากหลายขึ้น และนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ธุรกิจสื่อออนไลน์โดยใช้เนื่อหาและรายการที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งแม้ว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นธุรกิจใหม่ ที่ยังสร้างรายได้ได้ไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 ก.ย.2559 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 10,644 ล้านบาท หนี้สินจำนวน 3,785 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 6,858 ล้านบาท โดยสรุปงบแสดงฐานะทางการเงินยังสะท้อนถึงสถานะที่มั่นคงของบริษัทฯ ดังเช่นที่ผ่านมา (ดูคำอธิบายฉบับเต็มที่นี่ file:///C:/Users/max/Downloads/16083854.pdf)
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางการเงินล่าสุดจาก อสมท
โดยมีการยืนยันข้อมูล ว่า ผลประกอบการในช่วงปี 2559 นี้ ตัวเลขขาดทุนน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ส่วนเงินสดในมือขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล 2 ช่อง ให้กสทช.ประมาณปีละ 700 ล้านบาท 
เบื้องต้น สคร. ได้ให้ อสมท กลับไปทบทวนตัวเลขใหม่ พร้อมให้ไปแนวทางที่ทำให้ตัวเลขผลประกอบการในช่วงปลายปี ออกมาในลักษณะ ถ้าไม่มีกำไรก็ต้องไม่ขาดทุน
ส่วนเงินสดในมือของอสมท นั้น  สคร. ส่งสัญญาณชัดเจนไปแล้วว่า ไม่ให้กู้เงินและไม่ให้เพิ่มทุน ซึ่งขณะนี้ฝ่ายบริหาร อสมท กำลังพิจารณาแนวทางต่างๆ อยู่ แต่ยังไม่มีแนวทางปรับลดพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 1,500 คนลงแต่อย่างใด 
สำหรับแนวทางการลดปัญหาขาดทุน เพื่อความอยู่รอดในช่วง 1-2 ปี นี้ นั้น  อสมท กำหนดทิศทางว่า จะดำเนินธุรกิจแบบ 360 องศา กล่าวคือ รายการใดที่ทำแล้วขาดทุน ให้ยกเลิกทันที เน้นเพิ่มรายการหรือต่อยอดส่วนที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ข่าว และไนน์เอ็นเตอร์เทนต์ เพื่อแข่งขันกับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น และต้องเลิกคิดรายการที่ผูกติดกับเรตติ้งมากเกินไป
ขณะที่ สำนักข่าวไทย จะมุ่งไปสู่การผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในรูปการนำเสนอในสื่อดิจิทัลที่มีสัญญาซื้อขายกับเจ้าของสื่อหรือรับจ้างผลิตเพื่อเผยแพร่ทางสื่อดิจิทัลให้เจ้าของสินค้า 
ส่วนรายได้จากโฆษณาจะเน้นการขายตรงในลักษณะ จีทูจี โครงการพิเศษภาครัฐมากขึ้น เพราะยังมีเม็ดเงินประชาสัมพันธ์ก้อนนี้ในตลาดอยู่มาก โดยนำโมเดลของลูกค้ามาปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสิ่งที่เป็นจุดแข็งของ อสมท แล้วออกแบบการผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแทน ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมาย คาดว่า อสมท จะกลับมามีกำไรจากผลประกอบการจริง ๆ ในช่วงปี 2562
ส่วนแผนงานทั้งหมดนี้ จะช่วยทำให้อสมท ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้หรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป 
แต่ถ้าหากพิจารณาในแง่มุมเรื่องความเป็น 'เจ้าของสื่อ' แล้ว แม้ อสมท จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ยังเป็นหน่วยงานในสังกัดของรัฐอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าจะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างไร รัฐก็คงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว ต่างจากเอกชนทั่วไป ที่ต้องต่อสู้กัดฟันดิ้นรนด้วยตัวเอง 
แต่ถึงแม้จะมีแต้มต่อในทางธุรกิจอย่างไร สุดท้ายก็ต้องวัดกันที่ฝีมือของผู้บริหารและคนในองค์กรว่า จะร่วมใจกันฝ่าฟันปัญหาเพื่อให้รอดพ้นวิกฤตได้หรือไม่  
ถ้าผู้บริหารขาดฝีมือไร้วิสัยทัศน์ในการทำงาน ส่วนพนักงานในองค์กรยังคงเล่นเกมเปิดสงครามแย่งชิงอำนาจกันภายในไม่เว้นแต่ละวัน 
เห็นทีเป้าหมายที่วางไว้สวยหรู อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก 
สถานการณ์ของ อสมท ในขณะนี้ จึงเป็นอะไรที่น่าจับตามองยิ่งนัก! 

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ว่าด้วย พรบ.คอมฯกับการลบประวัติศาสตร์


 คำว่า ‘Right to Be Forgotten’ ที่คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นำมาเปรียบเทียบกับ มาตรา 16/2 ถือว่าเป็นการใช้คำผิดความหมาย เพราะตามที่อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ที่ดูเรื่องกฎหมาย EU (สหภาพยุโรป) และกฎหมายระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ว่า EU เป็นที่แรกของโลกที่ประกาศกฎหมายเรื่อง Right to Be Forgotten โดยกฎหมายตัวนี้พูดถึงเรื่องที่ว่า ปัจเจกบุคคลมีสิทธิ์ที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเองจากการเข้าใจผิดข้อมูลของอินเทอร์เน็ตบางอย่าง อาจจะเป็นข้อมูลสื่อบางอย่างทั่วไปที่มีความผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเขา ซึ่งเมื่อบุคคลดังกล่าวพบข้อมูลนั้นเมื่อใด เขาสามารถขอแก้ไขหรือขอที่จะไม่ให้ข้อมูลไปปรากฏ ณ ตรงนั้น
 
 แต่ Right to Be Forgotten ของ EU จะไม่บังคับให้ผู้บริการลบข้อมูลตรงนั้นทิ้ง แต่ให้ถอดออกจากเสิร์ชเอนจิ้นหรือสารบัญ เขาจะไม่ไปยุ่งกับการมีอยู่ของข้อมูลนั้น สมมติมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่เขียนข้อมูลเกี่ยวกับผมผิด ในโลกที่เป็นกระดาษผมไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน เพราะว่าคนน้อยมากที่จะไปเจอหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ผมจึงมองว่าความเสียหายมันน้อย แต่โลกที่เป็นอินเทอร์เน็ต คุณเสิร์ชไม่นานก็เจอ ซึ่งบางทีอาจจะเจอข้อมูลเท็จที่เกี่ยวกับผมมากกว่าข้อมูลจริงเสียด้วยซ้ำ ผมอาจจะเสียหาย
 
 ถ้าเราเปรียบเทียบประเด็นนี้ของ Right to Be Forgotten กับโลกของกระดาษ ก็คงไม่มีคนมาบอกว่าให้คุณไปเผาหนังสือเล่มที่ลงข้อมูลของผมผิด หรือเช่นเดียวกันในโลกออนไลน์ก็ไม่มีใครสั่งให้คุณไปลบข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ แต่ Right to Be Forgotten ของ EU บอกเพียงแค่ว่าให้ผู้ให้บริการหรือผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบถอดข้อมูลดังกล่าวออกจากเสิร์ชเอนจิ้นหน้าแรกหรือหน้าสองได้ไหม? แต่ถ้าคุณรู้ตำแหน่งว่าข้อมูลนี้อยู่ตรงไหน คุณเป็นคนที่ต้องทำงานเกี่ยวกับข้อมูลพวกนี้ คุณไม่ต้องลบ ผมคิดว่าเเบบนี้ก็แฟร์ การไม่ไปยุ่งกับเรื่องของการเก็บข้อมูล แต่ช่วยลดผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้น
 
 ซึ่งในมาตรา 16/2 มันคือคนละเรื่องกับ Right to Be Forgotten มันคือการบอกว่าใครก็ตามที่มีข้อมูลที่ศาลสรุปว่ามีความผิด แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นคนนำเข้าสู่ระบบก็ตาม แต่ถามว่าถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่าคุณน่าจะรู้แหละว่ามีข้อมูลนี้อยู่ในระบบ ดังนั้นคุณก็มีความผิด ถ้าคุณไม่ลบ มันก็จะเป็นการกดดันให้ทุกๆ คนต้องลบ
 
 แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่ผมมีเก็บไว้เป็นเวลาหลายปีมีความผิด เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี คำพิพากษาของศาลก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันเป็นหน้าที่ของผมหรือที่จะต้องไปนั่งค้นข้อมูลคำพิพากษาของศาลย้อนหลัง แล้วบรรดาคนที่ทำหน้าที่ในห้องสมุด, จดหมายเหตุ, งานวิจัย หรือคลังข้อมูลข่าวต่างๆ พวกเขาจำเป็นจะต้องลบข้อมูลเหล่านั้นที่ถูกพิพากษาว่าผิดทิ้งหรือเปล่า
 
 สมมติในกรณีที่มีนักการเมืองคนหนึ่งบอกว่า ‘เหตุการณ์ 6 ตุลามีคนตายคนเดียว’ ถ้าผมเก็บข่าวนี้ไว้ นั่นแสดงว่าผมก็ต้องไปลบข่าวนี้ใช่ไหม แล้วในอนาคตอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า ก็หมายความว่าจะไม่มีใครรู้เลยใช่ไหมว่า นักการเมืองคนดังกล่าวเคยพูดประโยคนี้ ผมคิดว่านี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกันทั้งการทำงานข่าว งานวิจัย และการศึกษาต่างๆ
 
 
#TheMomentum #พรบคอม #SingleGateway #Internet #Thailand#Thai #opsinglegateway #government #freedom

วัฒนา เมืองสุขโพสFB"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด

วัฒนา เมืองสุขโพสFB"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด
///
"แจกเงิน" ประชานิยมสิ้นคิด

มติ ครม. ที่ให้เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500-3,000 บาท จำนวน 5.4 ล้านคน เริ่มจ่ายตั้งแต่ 1-30 ธันวาคม 2559 คือนโยบายหว่านเงิน (helicopter money) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เท่ากับรัฐบาลนี้ยอมรับว่าผู้มีรายได้น้อยหรือรากหญ้ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด แต่รัฐบาลหมดความสามารถที่จะหามาตรการอื่นมากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จึงต้องเลือกใช้การแจกเงินซึ่งไม่ต้องใช้ความคิดแต่ได้ผลน้อยที่สุด เพราะเมื่อใช้แล้วจบลงในคราวเดียว
รัฐบาลนี้เคยสร้างวาทกรรมกล่าวหารัฐบาลเพื่อไทยที่ดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวว่าเป็นประชานิยม อ้างว่าการรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดทำให้รัฐขาดทุน ทั้งที่เป็นนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจตามมาตรา 84 (8) ของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้สินค้าเกษตรได้รับราคาที่เหมาะสมและไม่ทำให้เสียวินัยเพราะไม่ได้เป็นการให้เปล่าเหมือนการแจกเงิน ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องตามมามากมาย การดำเนินนโยบายที่ถูกต้องทำให้เศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทยดีมาตลอด เศรษฐกิจของประเทศจึงไม่เคยเข้าตาจนถึงขนาดต้องใช้มาตรการแจกเงินเหมือนที่รัฐบาลนี้และบางพรรคต้องนำมาใช้ แต่นายกยิ่งลักษณ์กลับถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
การทำให้คนจนได้รับประโยชน์เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน เพราะเศรษฐกิจไม่มีสีและฝักฝ่ายทางการเมือง แต่รัฐบาลต้องใช้สติปัญญาคิดหามาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนมีความหวัง จะเกิดการลงทุนและการจ้างงานทำให้คนยากจนมีรายได้อย่างต่อเนื่องซึ่งดีกว่าการแจกเงิน ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อก็จะกลับคืนมาเอง ยอมรับได้หรือยังว่าการบริหารประเทศมีความสลับซับซ้อนที่ต้องใช้สติปัญญา ไม่ใช่เพียงใช้วาทกรรมไปวันๆ แบบที่เป็น ก็ขนาดผู้คนทั้งโลกเห็นว่าเป็นการแจกเงิน นรม. ยังปฏิเสธว่าไม่ใช่แต่เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่จริงควรบอกว่าการรับจำนำข้าวเป็นประชานิยมส่วนการแจกเงินเป็นประชารัฐ จะได้ดูมีสติปัญญามากขึ้น
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
23 พฤศจิกายน 2559

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หลายชีวิต ลิขิต ธีรเวคิน

Thanapol Eawsakul
15 ชม.
หลายชีวิต ลิขิต ธีรเวคิน
.........................
ยุคสมัยหนึ่งลิขิต ธีรเวคินเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนแครต-นักวิชาการ ที่มีส่วนสร้างระบอบประชาธิปไคยครึ่งใบ ผ่านนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ชื่อเปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมา
......
ต่อมาลิขิต ก็เป็นนักวิชาการกระแสหลักที่เข้าสู่การเมืองเต็มตัว
ผมยังจำภาพแกรับตำแหน่ง รมช. มหาดไทย 12 วัน ในสมัยชวลิต ยงใจยุทธ โดยเข้าไปพร้อม นงเยาว์ ชัยเสรี ปี 2540 ได้
....
หลังจากนั้นลิขิต ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแบบรัฐสภา ทั้งพรรคความหวังใหม่ /พรรคไทยรักไทย
อย่างที่เราทราบกันคือมีความพยายามที่จะ ย้อนเวลากลับไปหาระบอนประชาธิปไคยครึ่งใบ ของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ด้วยการรัฐประหาร 2549 และ 2557
ด้วยเหตุนี้เองที่ลิขิตน่าจะเห็นข้อจำกัดของ ระบอบประชาธิปไคยครึ่งใบ ที่แกเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมันขึ้นมา
...
ดังนั้นในช่วงสุดท้ายในชีวิต ที่คนจะจำลิขิต ธีรเวคิน คือนักวิชาการที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน และวิพากษ์การแทรกแซงทางการเมืองของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย
จนวาระสุดท้ายในชีวิตแก

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ศาลทหารไม่ให้ประกันคดี 112 สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ แสดงความเห็นร่าง รธน. ปี 58

ศาลทหารไม่ให้ประกันคดี 112 สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ แสดงความเห็นร่าง รธน. ปี 58+++
ศาลทหารกรุงเทพไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ‘สมอลล์ บัณฑิต อาร์ณีญาญ์’ นักเขียนอิสระ วัย 76 ปี และสั่งขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ระหว่างวันที่ 16-29 พ.ย. 2559 ตามคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม หลังถูกจับกุมจากการแสดงความเห็นในเวทีเสวนาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 12 ก.ย. 2558
บัณฑิตถูกจับกุมเมื่อ 15 พ.ย. 2559 ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เป็นคดีที่ 2 หลังการรัฐประหารโดย คสช. จากการเสนอความเห็น 5 ข้อ เกี่ยวกับความรับผิดของผู้ปกครองในการทุจริตและเข่นฆ่าประชาชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม และประชาธิปไตยให้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
พนักงานสอบสวนนำตัวบัณฑิต มาขออำนาจศาลทหารกรุงเทพฝากขังระหว่างการสอบสวน ก่อนศาลจะอนุญาตฝากขัง และไม่ให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 3 แสนบาท เนื่องจากหลักทรัพย์ไม่เพียงพอ และพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกัน เพราะเป็นคดีความมั่นคงของประเทศ แม้บัณฑิตจะมีอายุมาก มีโรคประจำตัวที่ต้องพบแพทย์เป็นประจำ และไม่มีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือขัดขวางการสอบสวนของตำรวจก็ตาม
อ่านรายละเอียดที่ http://www.tlhr2014.com/th/?p=2789

เรียกค่าเสียหาย "จำนำข้าว" อีก 80%

ประธาน ศอตช. เผยเรียกค่าเสียหาย "จำนำข้าว" อีก 80% แบ่งได้ 3 กลุ่ม เฉพาะผู้บริหาร-ฝ่ายปฏิบัติกว่า6พันคน ชี้ต้องดูต่อสุดท้ายใครต้องรับผิด
เมื่อ.เวลา 09.00 น. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงความคืบหน้าการรวบรวมข้อมูลผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวอีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ว่า เราได้มีการแบ่งกลุ่มคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มผู้บริหาร ประกอบด้วย รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายข้าวประมาณ 2,000 รายชื่อ กลุ่มที่สอง คือกลุ่มข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย องค์กรที่ทำหน้าที่ปฏิบัติ ประมาณ 4,000 ราย และกลุ่มที่สามคือกลุ่มผู้ประกอบการภาคเอกชน
ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มแรก 6,000 รายนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบ แต่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงจะต้องพิจารณากันอีกครั้งว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิด โดยเราจะร่วมกันดูรายละเอียดต่อไปว่าใครจะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ ซึ่งจะพิจารณาตามเหตุผลในแต่ละราย เพื่อรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการยังไม่ชัดเจนว่าไปเชื่อมโยงกับบุคคลระดับผู้ปฏิบัติในส่วนอื่นหรือไม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อโรงสีข้าวและคลังเก็บข้าว จึงต้องรอกระทรวงมหาดไทยรวบรวมก่อน ทั้งนี้ สรุปแล้วหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำงานมี 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทรัมป์ลั่นเตรียมจำคุกและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย 3 ล้านคน

ทรัมป์ลั่นเตรียมจำคุกและเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย 3 ล้านคน
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสว่า สิ่งแรกที่เตรียมดำเนินการหลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ คือการกวาดจับคนเข้าเมืองผิดกฏหมาย หรือชาวต่างชาติที่อยู่ในสหรัฐฯอย่างถูกกฏหมายแต่มีประวัติอาชญากรรม ซึ่งอาจมีจำนวนสูงสุดถึงราว 3 ล้านคนให้ได้ เพื่อนำตัวมาลงโทษจำคุกและเนรเทศออกนอกสหรัฐฯ
นายทรัมป์กล่าวว่า จะมุ่งเป้ากวาดจับกลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายที่ส่วนใหญ่เป็นอาชญากรและผู้ค้ายาเสพติดเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สถิติที่นายทรัมป์กล่าวอ้าง ไม่ตรงกับสถิติของทางการที่ชี้ว่ามีกลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายซึ่งก่อคดีอาชญากรรมอยู่ราว 1.9 ล้านคน จากทั้งหมด 11 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกัน
ส่วนนโยบายสร้างกำแพงขนาดใหญ่กั้นพรมแดนที่ติดกับเม็กซิโกเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งนายทรัมป์เคยกล่าวไว้ระหว่างการหาเสียงนั้น ในการสัมภาษณ์ล่าสุดตัวเขาระบุว่า การสร้างกำแพงอาจยังมีความเหมาะสมในพื้นที่บางส่วนเท่านั้น แต่ในหลายแห่งการกั้นรั้วตามปกติก็อาจเพียงพอแล้ว และกระบวนการพิจารณากลุ่มคนเข้าเมืองผิดกฏหมายเพื่อเนรเทศจะเริ่มขึ้น หลังมีการเสริมความแข็งแกร่งและวางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แนวพรมแดนเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับซีบีเอส นายทรัมป์ยังกล่าวยืนยันจะเดินหน้านโยบายสนับสนุนการครอบครองอาวุธปืน และอาจพิจารณาขอให้เอฟบีไอรื้อฟื้นการสอบสวนคดีอีเมลของนางฮิลลารี คลินตัน ที่ละเมิดกฏการรักษาความลับของทางการขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์บอกว่าจะไม่ยกเลิกกฏหมายการสมรสของคนเพศเดียวกัน และส่วนตัวเขาเองจะไม่ขอรับเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ปีละ 400,000 ดอลลาร์ แต่จะขอรับเพียงปีละ 1 ดอลลาร์เท่านั้น
นายทรัมป์ยังกล่าวว่าเขารู้สึกเศร้าใจ ที่ได้ยินข่าวว่ามีการกลั่นแกล้งทำร้ายชนกลุ่มน้อยในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเขาขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำนั้นเสีย

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

'ทักษิณ' ยินดี 'ทรัมป์' เชื่อมั่นนำสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

'ทักษิณ' ยินดี 'ทรัมป์' เชื่อมั่นนำสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

by Wiroon Pleejun10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:44 น.
ดร.ทักษิณ ส่งจดหมายแสดงความยินดีต่อ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุนายทรัมป์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญและทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง ย้ำพวกเรายังตั้งตารอคอยที่จะประสานงานกับรัฐบาลของท่านในอนาคตอันใกล้
เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ส่งจดหมายแสดงความยินดีต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 45 ใจความว่า
“ผมขอแสดงความยินดีต่อชัยชนะอันเป็นประวัติศาสตร์ และขอส่งความปรารถนาดีสำหรับความสำเร็จของท่าน ในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ผมเชื่อมั่นว่าความรู้ความสามารถของท่าน จะสามารถนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกา และสามารถนำพาสหรัฐอเมริกาไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมยังเชื่อมั่นอีกว่า ภายใต้การนำประเทศของท่าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาจะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก พวกเรายังตั้งตารอคอยที่จะประสานงานกับรัฐบาลของท่านในอนาคตอันใกล้”

การประท้วงผลลต.ปธน.สหรัฐฯเพราะคนหรือระบบลต.?


น่าจะเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบสหรัฐที่มีการประท้วงใหญ่ในกว่า 25 เมืองทั่วประเทศหลังการเลือกตั้ง
ส่วนหนึ่งประท้วงไม่พอใจที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้ง และมีผู้ประท้วงจำนวนมากที่ไม่พอใจต่อระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่ได้นับคะแนน popular votes หรือคะแนนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในการตัดสินผู้ได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ ผู้ประท้วงคนหนึ่งวิจารณ์ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากคะแนนหนึ่งคะแนนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่เท่ากัน และเห็นว่าผู้สมัครที่ได้คะแนน Popular votes มากที่สุดควรได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ
ภายใต้ระบบเลือกตั้งที่เป็นอยู่ จะพิจารณาคะแนน electoral votes ในแต่ละรัฐที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับ ในการตัดสินใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดยมีคะแนน electoral votes ทั้งหมด 538 คะแนน จาก 50 รัฐ รัฐแคลิฟอร์เนียมี electoral votes มากสุด 55 คะแนน และผู้ที่จะชนะได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐต้องได้ electoral votes อย่างน้อย 270 คะแนน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทรัมป์ได้ electoral votes 279 คะแนน คลินตันได้ 228 คะแนน (ยังไม่สรุปอย่างเป็นทางการ BBC)
และจากผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ คลินตันได้ คะแนน popular votes 59,814,018 คะแนน คิดเป้นร้อยละ 47.7 ของผู้มาใช้สิทธิ์ ขณะที่ทรัมป์ได้ 59,611,678 ล้าน ร้อยละ 47.5 แต่ทรัมป์ ซึ่งได้คะแนน popular votes น้อยกว่าได้รับเลือกเป็นปธน. เนื่องจากได้คะแนน electoral votes มากกว่า
เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มาแล้วสี่ครั้งในปี คศ. 1824 1876 1888 และปี 2000 ที่ผู้ชนะ popular votes ไม่ได้รับเลือกเป็นปธน.สหรัฐ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประท้วงขนาดใหญ่หลังการเลือกตั้ง

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรับกลยุทธรับ ปธน.สหรัฐ"โดนัลด์ ทรัมป์"


มหกรรมพลิกโผทุกสำนัก กับผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ที่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” พร้อมกับคำถามที่ตามมา ว่ากลยุทธ์การลงทุนจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้? ลองมาฟังมุมมองของผู้จัดการกองทุนหลายๆ ค่าย หลัง “ทรัมป์” คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีไปครองแบบเหนือความคาดหมาย

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ผิดไปจากความคาดหมายของตลาด เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าเก้าอี้ผู้นำไปครอง กับ Feedback แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่เข้ามาตั้งแต่ก่อนที่จะเห็นผลสรุป ซึ่งรวมทั้งแรงขายในตลาดหุ้นไทยด้วย

แต่ความผันผวนจากประเด็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่นี้ จะสร้างความกดดันต่อตลาดหุ้นไทยอีกถึงเมื่อไหร่? และรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ? ล่าสุด มีความเห็นจาก “ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์” ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ที่ระบุว่า ชัยชนะของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ จะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากชัยชนะที่เหนือความคาดหมายของตลาดแล้ว นโยบายของ “ทรัมป์” ที่เคยประกาศไว้ตอนหาเสียง ยังไม่มีความชัดเจนว่านโยบายด้านไหนจะทำจริงบ้าง ซึ่งประเด็นนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดทุนทั่วโลกต่อไปอีกหลังจากนี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ดร.วิน ให้แนวรับของ SET ไว้ที่ 1,420 จุด จากการคว้าชัยของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ พร้อมกับไม่แนะนำว่า หากผู้ลงทุนจะหาจังหวะซื้อหุ้นเพิ่มในช่วงนี้ เพราะมองว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ แต่อาจจะรอให้เห็นความชัดเจนด้านนโยบายเสียก่อน

อดีตผู้จัดการกองทุนท่านนี้ แนะด้วยว่า ถ้าจะหาจังหวะลงทุนสะสมในตลาดหุ้นเพิ่ม ลองพิจารณากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในประเทศ ที่น่าจะปลอดภัยสำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตอนนี้

ด้าน “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เคยแนะนำไว้ก่อนทราบผลการเลือกตั้งว่า ให้ผู้ลงทุนสะสมเงินสดติดพอร์ตไว้ราว 10-15% เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งเมื่อผลออกมาเช่นนี้ จึงแนะนำให้ผู้ลงทุนหาจังหวะลดสัดส่วนเงินสดดังกล่าวลง แล้วทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้มากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การจับจังหวะลงทุน อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่จะลงเงินไปทั้งหมด แต่ควรรอดูจังหวะก่อนด้วย เพราะมองว่าความเสี่ยงของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจจะกดดันให้ตลาดหุ้นไทย ย่อตัวลงไปได้อีก ซึ่งเขาเล็งแนวรับไว้ที่ 1,420-1,430 จุด

สำหรับอีก Asset class ที่ผู้จัดการกองทุน “ซีไอเอ็มบีฯ” แนะนำ คือ กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเปิดโอกาสลงทุนในช่วงตลาดปรับฐาน และหากหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้ย่อตัวลงตามด้วย ก็เป็นโอกาสที่ดีในการสะสมเข้าพอร์ตเอาไว้

ส่วนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ มีความเห็นจาก “กุลฉัตร จันทวิมล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ลงทุน บลจ.ยูโอบี (ไทย) มองการคว้าชัยชนะของ “ทรัมป์” น่าจะเป็นโอกาสอีกครั้ง สำหรับผู้ลงทุนที่จะหาจังหวะสะสมกองทุนในกลุ่ม Healthcare เข้าพอร์ตเพิ่มขึ้น เพราะนโยบายของ “ฮิลลารี คลินตัน”  ที่เคยเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในกลุ่มนี้ คงไม่เกิดขึ้นแล้ว

ค่าย “ยูโอบี ยังแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นเข้าพอร์ตเพิ่มด้วยในจังหวะนี้ เพราะตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลงค่อนข้างแรง รับข่าวชัยชนะของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ด้วย

**********************************
ทีม Business & Finance , Money Channel
- See more at: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/13738/#sthash.CXB0jIZ5.dpuf

สุนทรพจน์แรกของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุด โดนัล ทรัมป์

The MATTER
3 ชม.
สุนทรพจน์แรกของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนล่าสุด โดนัล ทรัมป์
.
.
ทรัมป์กล่าวหลังจากทราบข่าวชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐล่าสุด และกลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป
.
‘ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจากท่านรัฐมนตรีคลินตัน เธอกล่าวแสดงความยินดีกับเรา มันเป็นเรื่องของเราทั้งสองคน ผมขอแสดงความยินดีกับเธอ และครอบครัวของเธอสำหรับการหาเสียงที่ยาก ยากมากๆ ที่จะรับมือด้วย
.
ผมหมายถึงเธอต่อสู้อย่างหนัก ฮิลลารีทำงานอย่างยาวนานและอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลาที่ผ่านมา และพวกเราต่างก็ควรรู้สึกขอบคุณภาระหน้าที่ที่เธอทำให้กับประเทศนี้ ซึ่งผมพูดจากใจจริง
.
ตอนนี้มันเป็นเวลาของอเมริกันที่จะเชื่อมบาดแผลที่สร้างความแตกแยกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรีพับบลิกันหรือเดโมเครตรวมไปถึงผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถึงเวลาที่พวกเรากันเป็นหนึ่งอันเดียวกัน
.
มันเป็นเวลาที่ผมจะขอพลเมืองทุกคนว่าผมจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกคน และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับผมยิ่ง สำหรับคนที่ไม่ได้สนับสนุนผมตั้งแต่แรก ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ไม่มากนัก แต่ผมก็จะเป็นฝ่ายที่ไปหาพวกคุณเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือซึ่งเราจะได้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อรวมประเทศอันยิ่งใหญ่ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนอย่างที่ผมพูดไว้ตั้งแต่แรก พวกเราไม่ได้แค่หาเสียงเลือกตั้งแต่เราเป็นความเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง ประกอบได้ด้วยชายและหญิงที่ทำงานอย่างหนักหน่วงผู้ที่รักและต่างก็อยากเห็นประเทศของเราดีขึ้น มีอนาคตที่เจิดจ้าสำหรับทั้งตัวเขาเองและครอบครัวของพวกเขา
.
มันเป็นความเคลื่อนไหวที่ประกอบขึ้นด้วยชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ ศาสนา ต่างภูมิหลังและความเชื่อ ผู้ที่ต่างก็ต้องการและหวังให้รัฐบาลของเรารับใช้ประชาชนและรับใช้เจตนารมย์ของพวกเขา
.
การที่เราจะทำงานด้วยกัน เราจะเริ่มจากภารกิจที่เร่งด่วนในการสร้างชาติของเราขึ้นมาใหม่ กลับไปฟื้นฟูความฝันแบบอเมริกัน ผมได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในโลกธุรกิจ มองหาความเป็นไปได้ในโครงการและผู้คนต่างๆ จากทั่วโลกใบนี้
ตอนนี้มันเป็นเวลาที่ผมต้องการที่จะทำเพื่อประเทศของพวกเรา โอกาสที่มากมาย ผมต้องการที่จะรู้จักประเทศของเราให้ดี โอกาสที่มหาศาลมันจะต้องกลายเป็นสิ่งที่สวยงาม ชาวอเมริกันทุกคนจะมีโอกาสที่จะมองเห็นศักยภาพที่เต็มที่ของตัวเอง ชายและหญิงของเราจะไม่ถูกลืมอีกต่อไป
.
เราจะซ่อมแซมเมืองชั้นในและสร้างถนนสายหลัก สะพาน อุโมงค์ สนามบิน โรงเรียน โรงพยาบาลกันใหม่ เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะทำให้เราไม่เป็นรองใคร ประชากรนับล้านของเราจะมีงานทำจากที่เราได้สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาใหม่
.
ท้ายที่สุดแล้ว เราจะดูแลเหล่าทหารผ่านศึกที่จงรักภักดีมาโดยตลอดซึ่งผมได้รู้จักคนพวกนี้ขึ้นมามากมายในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมานี้ ห้วงเวลาที่ผมได้ใช้กับพวกเขาระหว่างการหาเสียงนั้นถือว่าเป็นเกียรติที่สูงสุดสำหรับผม ทหารผ่านศึกของเราเป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.
เราจะเริ่มดำเนินการเพื่อความเติบโตและการฟื้นฟูชาติ ผมจะใช้พรสวรรค์อันสร้างสรรค์ของผู้คนของเราให้ดีและสว่างไสวมากที่สุดเพื่อประโยชน์ของพวกเราทั้งหมด มันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เรามีแผนทางเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยม เราจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ไหนๆ ในโลกใบนี้
.
ในเวลาเดียวกันเราจะร่วมไปด้วยกันกับชาติอื่นๆ ที่ยินดีที่จะร่วมกันกับเรา เราหวังว่าจะความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมากๆ ไม่มีความฝันอะไรที่ใหญ่จนเกินไป ไม่มีความท้าทายที่เกินไป ไม่มีอะไรที่เราต้องการสำหรับอนาคตจะไกลเกินเอื้อม
.
อเมริกันจะไม่ลงเอยกับอะไรที่ไม่ดีที่สุด เราจะต้องนำเอาจุดหมายของประเทศเรากลับมาและฝันให้ใหญ่ ให้แกร่ง และให้เป็นที่รัก เราจะต้องทำมัน เราจะต้องฝันถึงสิ่งต่างๆ สำหรับประเทศของเรา สิ่งที่สวยงาม และความสำคัญทั้งหลาย อีกครั้งหนึ่ง
.
เราต้องการที่จะบอกประชาคมโลกว่าเราจะมองผลประโยชน์ของอเมริกาเสมอ เราจะมีความสัมพันธ์กับทุกคนอย่างเป็นธรรม กับทุกคน กับใครก็ตามและกับชาติต่างๆ ในโลกนี้ เราจะข้อตกลงที่ร่วมกัน โดยไม่ยืนอยู่บนความเป็นศัตรูกัน เป็นพันธมิตรไม่ใช่ความบาดหมาง
.
และตอนนี้ได้เวลาอันสมควรที่จะแสดงความขอบคุณผู้คนที่ช่วยเหลือ ผู้คนที่ต่างเรียกคืนนี้ว่าค่ำคืนแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่’
แปลและเรียบเรียงจาก http://www.vox.com/…/donald-trump-wins-2016-presidential-el…

กรรมของสหรัฐฯ


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่ 58 นี้ ถือเป็นครั้งที่สูสีที่สุดอีกครั้งหนึ่ง และพลิกล็อคสุดๆ เมื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ชนะ "ฮิลลารี คลินตัน" อย่างเหลือเชื่อ! จากการเก็บชัยชนะได้ที่รัฐเพนซิลเวเนีย มีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ทะลุ 270 เสียง!
ตอกย้ำว่าคนต้องการเปลี่ยนแปลง พรรคเดโมแคตรครองทำเนียบขาวมา 8 ปีแล้ว และอย่ามองข้ามคนที่ไม่ตอบโพลล์ เหมือนการลงประชามติช็อกโลกที่อังกฤษให้ออกจากอียูก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของ FBI...
หลังการดีเบต 3 ครั้ง ฮิลลารีมีคะแนนนิยมเหนือกว่ามาก มากจนแทบจะมองไม่เห็นหนทางพ่ายแพ้ บวกกับการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์ที่โผงผาง ทั้งประเด็นและบุคลิก แต่ 8 วันก่อนการเลือกตั้ง...
ผู้อำนวยการของ FBI (สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา) ได้พบหลักฐานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของสามีของผู้ช่วยคนสำคัญของนางคลินตัน ที่อาจจะเกี่ยวพันกับเธอ..อาจเข้าข่ายความผิดในเรื่องเอกสารลับของทางการสหรัฐอเมริกา เมื่อสมัยที่นางคลินตัน ยังเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อ 4 ปีก่อน
FBI บอกต้องสอบ! เพราะเจออีเมลเป็นแสนฉบับ!!! ข่าวนี้ระเบิดออกมาทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์โผล่ขึ้นมาเป็นฝ่ายนำ โดยที่ทรัมป์ไม่ได้ทำอะไรเลย คะแนนดีขึ้นเพราะอีกฝ่ายคะแนนทรุดฮวบแค่นั้น หุ้นดาวน์โจนส์ตกสิครับ แค่โพลล์บอกทรัมป์นำ
ปรากฏว่าอีก 2 วันจะเลือกตั้ง FBI บอกไม่สอบละ...ทุกอย่างเคลีย! ..(ทำงานเหมือนดีเอสไอบางช่วงเลย) อีเมลเป็นแสนที่บอก...เขาอ่านได้เรียบร้อย ครบถ้วนอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในเวลาไม่กี่วัน!
แต่ผลจากอีเมลลับๆล่อๆนี่แหละ เป็นเหตุให้นางคลินตันสะดุด ขณะที่สื่อต่างๆของสหรัฐนำเสนอข่าวเช้าวันนี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนนำ ก็ทำให้หุ้นดาวน์โจนส์ตกไป 500 จุดทันที!
ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ที่ชอบเข้ามาทำรุ่มร่าม เจ้ากี้เจ้าการ และแทรกแซงงานบ้านงานเมืองของไทยบ่อยครั้ง กำลังได้คนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ผมเชื่อว่ามีคนไทยไม่น้อยดีใจ ปนสมน้ำหน้า เพราะเขามาจากการเลือกตั้งไง ซึ่งบ้านยูวัดความเป็นประชาธิปไตย วัดสรรพสิ่งทั้งมวลอยู่ตรงกิจกรรมนี้
ไอเคยได้นายกฯหญิงคนแรกที่มาจากระบอบเลือกตั้ง ไอเข้าใจความรู้สึกของพวกยูดี ตอนนี้ทราบว่า เว็บ ตม.ของแคนาดาถึงกับล่ม เพราะคนอเมิริกัน แห่เข้ามาลงทะเบียนกันเยอะมาก ประมาณว่า กูอพยพย้ายถิ่นฐานดีกว่า ถ้าต้องมีประธานาธิบดีอย่างนี้
แต่ต่อให้ได้มนุษย์ป้าคลินตัน ความสัมพันธ์ทางใจของคนไทย ก็ไม่ดีขึ้นหรอก ถ้าถามประชามติคนไทยว่า ชอบท่าทีสหรัฐที่ปฏิบัติต่อเมืองไทยในยุคนี้หรือไม่ ผมเชื่อว่าคำตอบจะออกมา "ไม่ชอบ" ไม่ว่าจะมีใครหน้าไหนเป็นประธานาธิบดี
อยากรู้จริงๆ อนาคตวันพรุ่งนี้ของสหรัฐอเมริกา จะเป็นเช่นใด ประเทศไทยนั่งไขว่ห้างรอดูอยู่