PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ระเบิดรพ.พระมงกุฎฯ โยง ระเบิดสนามหลวง และกองสลากฯ

"บิ๊กเจี๊ยบ"ผบทบ ชี้ระเบิดรพ.พระมงกุฎฯ โยง ระเบิดสนามหลวง และกองสลากฯ เผยชิ้นส่วนระเบิดคล้ายกัน ประณามเลวร้าย เขาก็ไม่ทำรพ.-ปชช.ผู้บริสุทธิ์ แถมใส่ตะปู เป็นสะเก็ดระเบิด หวังให้บาดเจ็บสูญเสีย ชี้ คนร้าย ทำทีมาเยี่ยม คนไข้ซ่อนระเบิดอำพรางมา แต่เชื่อไม่เกี่ยวกับ 3ปี คสช. มีโอกาสก็ทำ ไม่ว่า วันไหน เชื่อ ไม่เกี่ยวกับว่า เป็นห้องวงษ์สุวรรณ

"บิ๊กป้อม" อยู่ไหน ไม่รู้...แต่สั่งทางโทรศัพท์ กำชับตำรวจ ทหาร เข้มดูแลความปลอดภัย

"บิ๊กป้อม" อยู่ไหน ไม่รู้...แต่สั่งทางโทรศัพท์ กำชับตำรวจ ทหาร เข้มดูแลความปลอดภัยและติดตามผู้ก่อเหตุระเบิดโดยเร็ว ขออย่าตระหนก และ ให้ร่วมกันประณาม เพราะเหี้ยมโหด ไร้มนุษยธรรมยิ่ง ละเมิดหลักมนุษยธรรม-กติกาสากล
พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผย หลังเกิดเหตุระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อ 22 พ.ค.60 เวลาประมาณ 1100น. ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ประชาชนที่บริสุทธิ์ ตลอดจนผู้ป่วยเจ็บและบุคลากรทางการแพทย์ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากว่า นั่น

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กห. ได้สั่งการให้กองทัพบก ร่วมกันดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด
พร้อมทั้งกำชับสั่งการให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการทหารบกร่วมกันเร่งคลี่คลายสาเหตุที่เกิดขึ้นและติดตามผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว
ขณะเดียวกันให้ควบคุมตรวจเข้มทั้งพื้นที่ชั้นในและชั้นนอกโดยรอบ.ด้วยความไม่ประมาท
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังร่วมกันทำตามหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยในภาพรวม

โฆษกกลาโหม กล่าวประณามการกระทำดังกล่าวว่า ไม่ว่าเบื้องหลังผู้ก่อเหตุและกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง จะกระทำด้วยวัตถุประสงค์ใด ถือเป็นพฤติกรรมที่เหี้ยมโหดและไร้ซึ่งมนุษยธรรมยิ่ง โดยเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักมนุษยธรรมซึ่งเป็นกติกาสากล ที่สังคมอารยะพึงยึดถือ ต่อสถานพยาบาล. บุคลากรทางการแพทย์และผู้เจ็บป่วยซึ่งกำลังรักษาตัว. ซึ่งถือเป็นความท้าทายของสังคม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนทุกคน ร่วมกันตระหนักและเฝ้าระวังความปลอดภัยในทุกพื้นที่ร่วมกัน
ส่วนพลเอกประวิตรอยู่ไหนนั้น โฆษกกลาโหม กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ท่านได้สั่งการทางโทรศัพท์ และไม่ทราบด้วยว่า พลเอกประวิตร เข้าโรงพยาบาลหรือไม่

"บิ๊กเจี๊ยบ" ประชุมด่วน หลังระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ สั่งมาตรการ รปภ. เข้ม พร้อมประณาม มือระเบิด

"บิ๊กเจี๊ยบ" ประชุมด่วน หลังระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ สั่งมาตรการ รปภ. เข้ม พร้อมประณาม มือระเบิด ก่อเหตุแม้แต่ในรพ.
บ่ายวันนี้ ที่ บก.ทบ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และ เลขาธิการคสช ได้เรียกประชุมประเมินสถานการณ์และแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อยในห้วงต่อไป
พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า ที่ประชุม ได้มีการรายงานเหตุการณ์ที่มีผู้ไม่หวังดี ก่อเหตุและกระทำการให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบเรียบร้อย. ในพื้นที่ต่างๆที่ผ่านมา
โดยล่าสุดคือการก่อเหตุที่ รพ.พระมงกุฎ โดยให้เพิ่มมาตรการดังนี้
ให้ทุกภาคส่วนบูรณาการและประสานการปฏิบัติโดยใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในทุกพื้นที่
ให้ตรวจสอบสถานการณ์กล้องวงจรปิด (CCTV) และไฟฟ้าส่องสว่าง ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมทั้งให้พิจารณาติดตั้งเพิ่มเติมในพื้นที่/จุดเสี่ยง และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
ทั้งนี้ ให้วิเคราะห์ระบบที่มีอยู่ว่าบริเวณใดที่เป็นจุดอับของกล้อง (CCTV) และระบบไฟฟ้าส่องสว่างด้วย
ให้เข้มงวดการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ สถานที่ท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะ แหล่งเศรษฐกิจ /ย่านการค้า ระบบสาธารณูปโภค ปมคมนาคมและสถานบริการ/สถานประกอบการที่มีประชาชนเข้าไปใช้บริการหรือรวมอยู่กันเป็นจำนวนมาก
ให้ทุกหน่วยทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพิ่มมาตรการป้องกัน การก่อเหตุ/ ก่อกวนของผู้ไม่ประสงค์ดีโดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนและสถานที่สำคัญต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบตลอดจนที่ตั้งของหน่วย
จัดกำลังพลลงพื้นที่เพื่อประสานงานกับผู้ประกอบการให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยสถานที่ของตนเอง
ขอความร่วมมือประชาชนช่วยเจ้าหน้าที่ดูแล รักษาความปลอดภัยสถานที่โดยการสังเกตุวัตถุ และบุคคลต้องสงสัยหากพบแจ้งเจ้าหน้่ที่ทราบโดยเร็ว
"ขอประณามผู้ก่อเหตุที่กระทำอย่างไร้มนุษยธรรมที่กระทำแม้แต่ในพื้นที่โรงพยาบาล"

"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่ได้ป่วยหนัก แต่ไม่บอกว่า เป็นอะไร ยันไม่ได้ผ่าตัดหัวใจ

"บิ๊กป้อม" ยัน ไม่ได้ป่วยหนัก แต่ไม่บอกว่า เป็นอะไร ยันไม่ได้ผ่าตัดหัวใจ บอกแค่ไม่ได้เป็นอะไรมาก /สายข่าวยัน กำลังพักฟื้น แถมต้องกายภาพด้วย
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ปฏิเสธข่าว ป่วยหนัก
โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีอาการเส้นเลือดหัวใจ หรือ ผ่าตัดหัวใจ ตามที่มีข่าวออกมา ยันร่างกายยังแข็งแรงดี แต่ไม่ได้บอกว่า เป็นอะไร. แต่เปรยว่า ไม่ได้เป็นอะไรมาก
ส่วน เหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฏฯนั้น พลเอกประวิตร เชื่อว่า ตำรวจจะสามารถจับคนร้ายมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว รัฐบาลจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น คนร้ายถือว่าใช้ไม่ได้ที่ทำแบบนี้ เพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังไม่ทำกับ โรงพยาบาล แบบนี้เลย
แต่ ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า พลเอกประวิตร อยู่ระหว่างพักฟื้น และทำกายภาพบำบัดด้วย

ที่มา:เพจวาสนา นาน่วม

"‪บิ๊กป้อม" อยู่ระหว่างพักฟื้น และต้องทำกายภาพบำบัด แต่ไม่ขอเปิดเผยว่า เป็นโรคอะไร



"‪บิ๊กป้อม" อยู่ระหว่างพักฟื้น และต้องทำกายภาพบำบัด แต่ไม่ขอเปิดเผยว่า เป็นโรคอะไร. /ส่วนบิ๊กป้อม ปัดผ่าตัด ยันไม่เป็นอะไรมาก‬/ คาด ลา ครม.พรุ่งนี้ ด้วย
สถานการณ์แบบนี้ ระเบิดลง ตูมๆ แบบนี้ แต่คนดูแลความมั่นคง หายหน้าไปเป็นสัปดาห์ ใครๆ ก็ต้องสงสัย แถมปิดข่าว จนผิดสังเกตุ
นายทหารใกล้ชิด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กล่าโหม กล่าวยอมรับว่า "นาย" อยู่ระหว่างการพักฟื้นร่างกาย จากอาการป่วย และ ต้องทำกายภาพบำบัด ร่วมด้วย. แต่ไม่บอกว่า เป็นโรคอะไร
โดยก่อนหน้านี้ พลเอกประวิตร มีปัญหาที่ปลายเส้นประสาท และ น้ำในหูไม่เท่ากัน เดินไม่ถนัด. ต้อง ว่ายน้ำ เพื่อกายภาพบำบัด
แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตั้งแต่ วันอังคาร หลังประชุม ครม. พลเอกประวิตร หายไป โดยมีทหารใกล้ชิด บอกว่า ไป ต่างประเทศ
แต่มาวันนี้ มีข่าว ว่า เข้ารพ. เพราะเกิดอาการบางอย่างกะทันหัน. ด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจ และโรคที่ปลายปราสาท จนวันนี้ พักรักษาตัวอยู่ และทำกายบำบัดร่วมด้วย
โดยมีรายงานว่า. การประชุม ครม. พรุ่งนี้ พลเอกประวิตร ขอลา ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม พลเอกประวิตร พูดทางโทรศัพท์สั้นๆ ว่า ไม้ได้เป็นอะไรมาก. แต่ไม่ได้ผ่าตัด ยังแข็งแรงดี แต่ไม่บอกว่า เป็นอะไร แล้วอยู่ รพ.ไหน

ผบ.ทบ.ประณามมือระเบิดรพ.พระมงกุฎ

วันนี้ บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ที่สวมหมวก เลขาฯคสช. และ ผบ.กกล.รักษาความสงบฯ แม้จะ สุดทน กับ เหตุวางระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ แต่ ก็ดูจะ ไม่ได้ใช้คำที่รุนแรง มากนัก
"เป็นเรื่องที่เลวร้าย ปกติเขาไม่ทำกันในโรงพยาบาล ในระหว่างสงคราม ในการรบยังไม่มีใครทิ้งระเบิดไปในรพ.เลย แต่ครั้งนี้เอาระเบิด ทำทีว่าไปเยี่ยมคนไข้ อำพรางเข้าไปวางในโรงพยาบาล แล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่ เป็นเด็ก คนชรา ดังนั้น สังคมต้องช่วยกันประณาม" พลเอกเฉลิมชัย กล่าว
เรียกได้ว่า วันนี้ บิ๊กเจี๊ยบ ยัง "ยั้งๆ" เพราะ วันก่อน ด่า "โจรใต้" ยางระเบิดBig C ปัตตานี...ว่า"เลวร้าย เลวสุดๆ มนุษย์เขาไม่ทำกัน ยอมรับไม่ได้"
ส่วน บิ๊กแดง พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 ที่ร่วมประชุม และยืนร่วมแถลงข่าวกับ บิ๊กเจี๊ยบ ที่บก.ทบ. ด้วยนั้น ก๋ต้อง เงียบ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ นักข่าว
หลังจากที่ วันก่อน พลโทอภิรัชต์ ตำหนิมือระเบิด โรงละครแห่งชาติ ข้างสนามหลวง ว่า "เอาหัวใจ อะไรมา คนไทยหรือปล่า ทำลายสัญลักษณ์ความจงรักภักดีของคนไทย จิตใจชั่ว คิดเลวๆ"
จนถูก วิจารณ์ว่า...แรง และอาจยิ่งทำให้ เกิดเหตุรุนแรง
วันนี้ บิ๊กเจี๊ยบ จึง ด่าแค่หอมปากหอมคอ...แม้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ จะประณาม มือระเบิด รพ. ด้วยคำรุนแรง ก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ฝากขัง4หนุ่มใต้บึ้มกทม.

ฝากขังครั้งแรก’ 4 หนุ่มนราธิวาส’เตรียมคาร์บอมบ์ กทม.ปี59 กองปราบฯค้านประกัน กลัวหนี

เผยแพร่ วันที่ 18 พฤษภาคม 2560  12:47 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้ควบคุมตัว นายอัมรีย์ หะ อายุ 19 ปี , นายนุรมัน อาบู อายุ 21 ปี , นายมูฟตาดิน สาและ อายุ 19 ปี และนายต่วนฮาฟิต ดือมุงกาป๊ะ อายุ 23 ปี ชาว จ.นราธิวาส 4 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาลงวันที่ 6 ธันวาคม 2559 คดีร่วมกันมีวัตถุระเบิดโดยนายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ และอั้งยี่ ซ่องโจร ที่วางแผนจะก่อเหตุคาร์บอมบ์พื้นที่ กทม.เมื่อปลายปี 2559 มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-29 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น และต้องรอผลตรวจสอบประวัติอาชญากร ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ยังได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวเกรงจะหลบหนี

โดยผู้ต้องหาทั้งสี่ ได้เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา กับพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.และพล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.

อ่านต่อ👇👇👇👇👇
https://www.matichon.co.th/news/561436

Cr.Matichon

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

"วิษณุ"ยันบรรจุลูกชายเพราะ"บวรศักดิ์"ขอมา

รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน เรื่องลูกชาย ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย เพราะนายบวรศักดิ์ ขอให้มาทำงาน หากไม่เหมาะสมก็ลาออกมาได้ 
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่ามีชื่อนายวิชญะ เครืองาม ลูกชายของนายวิษณุ ดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโน เป็นคนติดตามเรียกมาเอง เนื่องจากนั่งเป็นที่ปรึกษาเรื่องกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้ทำเรื่องปรองดองหรือเรื่องความลับ หากไม่ถูกต้องหรือไม่สบายใจก็ออกได้ เพราะลำพังเข้าไปทำไรไม่ได้มาก เพราะมีคณะทำงานและคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกชายก็ไม่เคยมาปรึกษาตน ซึ่งการทำงานก็แล้วแต่นายบวรศักดิ์มอบหมาย หากไม่เหมาะสมก็ลาออกมาได้

ประวัตรของ นายวิชญะ เครืองาม ลูกชายของนายวิษณุ
สัญชาติ: ไทย 
อายุ: 35 ปี 
วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการครั้งแรก: 12 พฤศจิกายน 2557 
จำนวนปีที่เป็นกรรมการ: 2 ปี 1 เดือน 
คุณวุฒิทางการศึกษา 
Doctor of Juridical Science (J.S.D.), University of California, Berkeley, School of Law, U.S.A. 
Master of Laws (LL.M.), University of California, Berkeley, School of Law, U.S.A. 
เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 
นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
ประวัติการอบรม 
จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย 
หลักสูตรประกาศนียบัตร Corporate Governance for Executives (CGE) รุ่นที่ 6 ปี 2559 
หลักสูตรประกาศนียบัตร Advanced Audit Committee Program (AACP) รุ่นที่ 22 ปี 2559 
หลักสูตรประกาศนียบัตร Director Accreditation Program (DAP) รุ่นที่ 116 ปี 2558 
หลักสูตรประกาศนียบัตร Corporate Governance for Capital Market Intermediaries (CGI) รุ่นที่ 8 ปี 2558 
อื่นๆ 
ประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบบประชาธิปไตย (ปนป.) รุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า 
ประกาศนียบัตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) รุ่นที่ 6 สำนักงานศาลปกครอง 
ประกาศนียบัตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 16 สำนักงานศาลยุติธรรม 
ประกาศนียบัตรสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

ตูมตอกย้ำความจำเป็น

ตูมตอกย้ำความจำเป็น

แค่...เสียงดังคล้ายระเบิด
บทสรุปเบื้องต้นของปรากฏการณ์ตูมตามที่หน้าโรงละครแห่งชาติ สนามหลวง
เขตพื้นที่ “ควบคุมอย่างเข้มงวด”
ตามรูปการณ์ที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุตั้งแต่นาทีแรกๆ ยืนยันว่าไม่มีการวางระเบิดแต่อย่างใด ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก
ไล่เลี่ยๆกับ “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ก็สรุปข้อมูลเบื้องต้นพบว่าลักษณะของระเบิดเป็นท่อพีวีซี แต่แนวโน้มน่าจะเป็นประทัดยักษ์มากกว่า เมื่อระเบิดแล้วกระเด็นไปโดนป้ายโฆษณา
ซึ่งนั่นก็เป็นข้อมูลพื้นฐานให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. บอกปัดสถานการณ์ร้อนๆว่าไม่ได้ป่วน
มุมเดียวกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ออกตัวเลยว่า ไม่ได้เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับครบรอบ 3 ปี คสช.ที่ใกล้จะถึงนี้ และไม่ใช่ความพยายามของกลุ่มใดทั้งนั้น
ขณะที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช. ก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่า อาจเป็นแค่อุบัติเหตุ แต่ฝ่ายความมั่นคงก็ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครอบคลุมทุกประเด็น
พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ก็ยืนยัน จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่พบการเผาไหม้ เขม่าหรือร่องรอยสารระเบิด
โดยลักษณะเบื้องต้นเหมือนท่อแตกระเบิดเอง แต่กองพิสูจน์หลักฐานก็ต้องตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันผลที่ชัดเจน โดยนำชิ้นส่วนวัตถุพยานทั้งหมดเข้าห้องปฏิบัติการไปสกัดหาสารต่างๆที่ติดแฝงอยู่
ทีมฝ่ายความมั่นคง คสช.พยายามคุมโทนไปในทิศทางเดียวกัน
นั่นคือไม่ต้องการให้เกิดความตื่นตระหนก
แต่อย่างไรก็ตาม โดยฉากสถานการณ์ที่ค่อนข้างชัด แบบที่ยากจะทำให้มองโลกในแง่ดีได้ เพราะอีกด้านก็มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้พบหลักฐานสำคัญคือ ไอซีไทเมอร์ หนึ่งในชิ้นส่วนใช้ประกอบระเบิดไปป์บอมบ์ตกบริเวณพื้นห่างจากจุดที่เกิดเหตุระเบิดประมาณ 15 เมตร
และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบด้วยว่า ไอซีไทเมอร์ดังกล่าว ลักษณะเดียวกับเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดไปป์บอมบ์ที่บริเวณหน้ากองสลากเก่า ถนนราชดำเนินกลาง เมื่อช่วงค่ำวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา
สรุปตามรูปการณ์ที่ประเมินว่า ผู้ก่อเหตุลงมือเพื่อต้องการสร้างสถานการณ์
ไม่ได้มุ่งประสงค์ต่อชีวิตแต่อย่างใด
ในเครื่องหมายคำถาม “ตูม” นี้กระตุกหนวดใคร
แน่นอนคนที่อยู่ในข่าย 2-3 ราย นั่นคือ เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคงอย่าง พล.อ.ประวิตร หรือเบอร์หนึ่งที่คุมกำลังอย่าง “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. หรือ พล.ท.อภิรัชต์ ในฐานะเบอร์หนึ่งคุมความมั่นคงในพื้นที่เมืองกรุง
เป้าหมายหนีไม่พ้นพุ่งเป้ากระแทก 3 คนสำคัญนี้
โจทย์ต่อไปเป็นฝีมือของฝ่ายไหน
ตามเงื่อนสถานการณ์ ถ้าเป็นฝั่งตรงข้าม ปฏิบัติการของฝ่ายต้านอำนาจ คสช. ก็ต้องถามว่า มีศักยภาพมากพอเจาะทะลุเข้าพื้นควบคุมพิเศษได้เชียวหรือ
และที่ตัดไปเลยไม่ได้ กับปมฝ่ายเดียวกันที่จ้อง “เจาะยาง” กันเองตามสถานการณ์อำนาจพิเศษที่เดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลจากตูมนี้ที่กระตุก คสช.ให้สะเทือนนิดหน่อย
มันกลับยิ่งเป็นความชอบธรรม ตอกย้ำความจำเป็นที่รัฐบาลทหารต้องยกระดับการใช้อำนาจพิเศษคุมความมั่นคงลากยาวต่อไป เพื่อสยบแรงกระเพื่อมที่เริ่มโผล่กลับมา
ว่ากันไม่ได้ ในเมื่อเงื่อนสถานการณ์มันบังคับ.
ทีมข่าวการเมือง

สูตรที่ยังไงก็หนีไม่ออก

สูตรที่ยังไงก็หนีไม่ออก

ตีกินกันเนียนๆเลย
ตามแบบฉบับลูกเขี้ยวของ “นักการเมืองอาชีพ” ทุกป้อมค่าย ทั้งยี่ห้อเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ได้จังหวะร่วมวงโหมโรงคิวแถลงผลงานรอบ 3 ปีรัฐบาลคสช.
ถือโอกาสลูกนัว เหน็บ ด่า เบิ้ล บลัฟ รัฐบาลทหารไม่มีผลงาน
แท็กทีมจี้ให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. คืนอำนาจให้ประชาชน เลือกตั้งตามกำหนดโรดแม็ป
แบบที่แกล้งลืมกันไปเลยว่า คสช.ยังไม่ปลดล็อกกฎเหล็ก
ป้ายเตือนนักการเมืองห้ามล้ำเส้นเขตรัฐบาลทหารยังแขวนคาอยู่
แต่ถึงตรงนี้เบรกไม่อยู่แล้ว ตามแนวโน้ม พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้คิวกระโดดโหนกระแส กระตุกเรตติ้ง
ขยับแข้งขยับขา วอร์มอัพเตรียมตัวเลือกตั้งกันแต่หัววัน
ตามรูปการณ์อย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ก็จับไต๋อ่านทางถูก ช่วงใกล้เลือกตั้ง บางคนเลยอยากปรากฏตัวให้เห็นว่า ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
แม้จะออกตัวเร็วไป เพราะยังเหลืออีก 1-2 ปี
แต่ที่พลิกฟอร์มไปก็คือรายของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปิดบ้านรับแขกร่วมอวยพรวันเกิดครบรอบปีที่ 85
ปีนี้พ่อใหญ่มาในโทนไว้ไมตรี ญาติดีกับรุ่นน้องในรัฐบาล คสช.
สวนกระแสชูธงเชียร์โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำเมด อิน ไชน่า ของกองทัพเรือ
แถมออกตัวเลยว่า ส่วนตัวพยายามเอาใจช่วยรัฐบาล และเชื่อว่าประชาชนทราบว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงกับสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งหลักการปกครองของโลกปัจจุบันหนีไม่พ้นระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหลักที่ถูกต้อง และทุกคนเคยผ่านการต่อสู้แบบนี้มาแล้ว ดังนั้น จึงต้องให้ความรัก ความอดทน และความจริงใจต่อประชาชน และเชื่อว่ารัฐบาลพยายามทำในสิ่งนี้อยู่แล้ว
เชื่อว่า คสช.จะคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแน่นอน
“บิ๊กจิ๋ว” ไม่ดุเด็ดเผ็ดร้อนเหมือนรอบ 2-3 ปีก่อนหน้า ที่ถึงขั้น คสช.ต้องส่งทหารมาประกบไม่ให้โจมตีรัฐบาล และตัว “พ่อใหญ่จิ๋ว” เองก็ต้องย้ายออกจากคอนโดของนายทหารคนสนิทที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของนายที่ล้อไปในทิศทางเดียวกับเครือข่ายฝ่ายต้าน คสช.
ห้วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ “บิ๊กจิ๋ว” เปลี่ยนท่าทีไป
ที่แน่ๆ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ยี่ห้อ “บิ๊กจิ๋ว” ผู้โคจรใกล้กับศูนย์อำนาจประเทศไทยมาทั้งชีวิต
ในระดับที่สามารถรับสัญญาณคลื่นความถี่พิเศษได้
มันจึงเป็นอะไรที่คนซึ่งรู้ทิศทางลม ย่อมไม่มองข้ามท่าทีของ พล.อ.ชวลิต อ่านลึกไปถึงสัญญาณที่สะท้อนทิศทางเกมอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน
บ่งบอกนัยสถานการณ์ได้พอสมควร
โดยเฉพาะกับการที่ “บิ๊กจิ๋ว” การันตีว่า รัฐบาลชุดนี้เอาจริงกับสิ่งที่ทำอยู่ นั่นหมายถึง พล.อ.ชวลิตก็ยอมรับในสิ่งที่ คสช.ดำเนินการมานั้น “ถูกทาง”
จะสามารถสร้างความปรองดองได้
และก็เป็นอะไรที่สังเกตว่า พวกที่หายหน้าหายตาไปนานอย่าง “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง นักการเมืองรุ่นเดอะ ก็หอบกระเช้าดอกไม้มาร่วมอวยพรอดีตคนคุ้นเคย
สะท้อนบารมีเจ้าของวันเกิดยังแน่นปึ้ก
พรรคพวกเพื่อนฝูงยังอุ่นหนาฝาคั่ง
ที่แน่ๆ วันเกิด “บิ๊กจิ๋ว” ทำให้ฉากการเมืองเริ่มมีสีสัน ท่ามกลางความเคลื่อนไหว เบื้องลึก เบื้องหลัง ป้อมค่ายการเมืองขยับปรับทัพ
จับมือฟอร์มทีม เตรียมรับสูตรอำนาจการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน
พรรคเพื่อไทยเล็งแม่ทัพคนใหม่ที่ไม่ล่อบาทาท็อปบูตจนเกินไป ประชาธิปัตย์จ่อเปิดศึกสายเลือดยึดป้อมค่ายกันเอง ชาติ-ไทยพัฒนายืนยันเดินหน้าต่อไม่เซ้งพรรคให้ใคร
ภายใต้เงื่อนไขทุกป้อมค่ายต่างเจอไฟต์บังคับ โจทย์ล็อกช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี
ยังไงก็หนีไม่พ้น ต้องร่วมงานกับทหาร.
ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กล้าฉีกสัญญา“คิงเพาเวอร์”มั้ย?



ที่นี่ไม่มีความลับ : กล้าฉีกสัญญา“คิงเพาเวอร์”มั้ย?

12 May 2017




ที่นี่ไม่มีความลับ 
โดย : เอราวัณ

กล้าฉีกสัญญา“คิงเพาเวอร์”มั้ย?

ทันทีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สรุปผลการศึกษากรณีโครงการของรัฐที่เสียเปรียบภาคเอกชน กรณีการทำสัญญาระหว่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ (AOT) กับ กลุ่มคิงเพาเวอร์ (King Power) ได้ถูกสรุปถึงมือนายกรัฐมนตรีและถูกเปิดเผยว่าองค์กรของรัฐเสียประโยชน์และเป็นการทำสัญญาที่ส่อไปในทางผิดกฎหมายหลายประการ พร้อมข้อสรุปที่ส่งผลสะเทือนต่อทั้ง AOT และ King Power ในหลายประเด็น

ด้วยการเสนอให้ยกเลิกสัญญากับเอกชน และเสนอปลดผู้บริหารและกรรมการ AOT ที่ไปกระทำการส่อให้รัฐเสียหาย

ความจริงหลังการรัฐประหาร ปี 2549 ก็ได้มีการตั้งกรรมาธิการที่ชื่อว่า "คณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ" และมีการศึกษาเรื่องดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งผลการศึกษาก็ออกมาไม่แตกต่างกัน เพราะการเข้าทำสัญญา ร้านค้าปลอดอากรและสัญญาการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีลักษณะที่ส่อขัดเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน (TOR) ในหลายประเด็น เช่น จำนวนพื้นที่เช่าที่กำหนดในTOR ให้เข้าบริหาร20,000 ตารางเมตร แต่เมื่อทำสัญญาสัมปทานมีการใช้พื้นที่ถึงกว่า 25,000 ตารางเมตร

ทำให้พื้นที่ “สนามบินสุวรรณภูมิ” ไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้า มีการคิดค่าเช่าจากร้านค้าที่แพงมหาศาล (ไม่รวมค่าแป๊ะเจี๊ยะ) ทำให้ราคาสินค้าและอาหารในสนามบินสุวรรณภูมิแพงสุดเว่อร์อย่างที่ต้องประสบกัน

และการศึกษาทั้ง 2 ครั้งที่ผู้นำการศึกษาคือ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป และ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ยังพบเหมือนกันว่าเป็นสัญญาที่ส่อขัดต่อพ.ร.บ.การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือการดำเนินกิจการของรัฐ 2535 และส่อว่าขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการสมยอมราคา 2542 และกฎหมายอื่นๆ

แต่ผลการศึกษาครั้งแรกที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปี 2550และถูกส่งต่อให้ป.ป.ช.ไปดำเนินการต่อกลับ “หายเข้ากลีบเมฆ”ด้วยข่าวการวิ่งเต้น “ทหาร” ที่กุมอำนาจในยุคนั้นจนกระทั่งเป็นที่มาของ "รัฐประหารเสียของ" เพราะยึดอำนาจรัฐบาลที่ทุจริตโกงกิน กลับเป็นการ "รับงาน รับเงิน" เอา “มือปิดแผ่นฟ้า" เสียเอง

เมื่อเกิดการยึดอำนาจอีกครั้งและมีการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง แต่กลับพบความเสียหายที่มากขึ้น เพราะมีสัญญามัดมือภาครัฐเพิ่มขึ้นและการแก้ไขสัญญา 2 ครั้งเพื่อขยายอายุการหมดสัญญาออกไปอีก 4 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่าได้รับความเสียหายจากการถูกปิดสนามบินในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นระยะเวลา 7 วัน

จึงท้าทาย “รัฐบาลทหาร” ชุดนี้ว่าจะเอาจริงเอาจังกับการจัดการสัญญาที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับภาครัฐอย่างจริงจังหรือไม่ หรือจะเป็นการปล่อยให้เป็น "รัฐประหารเสียของรอบ2” อีกไหมต้องจับตา

คอลัมน์ : ที่นี่ไม่มีความลับ/ หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3261 ระหว่างวันที่ 14-17 พ.ค.2560

ปชป.ซัด ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ เป็นกม.ต่อท่อให้ทหารมีเอี่ยวหลังเลือกตั้ง เหตุไม่อยากวางมือจากอำนาจ

ปชป.ซัด ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ เป็นกม.ต่อท่อให้ทหารมีเอี่ยวหลังเลือกตั้ง เหตุไม่อยากวางมือจากอำนาจ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติให้คงสัดส่วนผู้บัญชาการเหล่าทัพในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ตามร่างของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการวางยุทธศาสตร์ด้วยรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน ของรัฐบาลประชาธิปไตยเเบบไทยๆ เป็นรัฐบาลทหารที่มาจากคนกลุ่มเดียว มีความเด็ดขาด รวดเร็ว แต่ขาดความละเอียดครบถ้วนไม่ครอบคลุมถึงความต้องการประชาชนทุกระดับชั้น จนทำให้ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังวางอยู่ไม่ชอบธรรมโดยหลักการไม่เห็นด้วยกับการวางยุทธศาสตร์ไว้ล่วงหน้า 20 ปี เพราะสุ่มเสี่ยงต่อความเปลี่ยนเเปลงกระทันหันในอนาคต การอ้างว่ารัฐบาลต่อไปแก้ไขได้ไม่ยาก ก็ไม่จริง เพราะมีคณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงนายกฯ นั่งค้ำขวางอยู่ ถ้าอยากจะแก้ยุทธศาสตร์แต่คณะกรรมการฯไม่ยอม จะทำได้หรือเปล่า ปัญหาคือ คณะกรรมการตั้งโดยรัฐบาลทหาร ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ไม่อิสระ ไม่เป็นไปตามหลักการวางยุทธศาสตร์เพื่อนาคต เเต่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่
ซัดเเรง วางต้นทุนต่อท่ออำนาจ
“จากที่ผ่านมา กฎหมายส่งเข้าสนช.วาระ 2-3แบบนี้ส่วนมากก็ผ่าน แต่ไม่อยากให้เงียบไปแบบนี้ อยากชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ชาติควรมุ่งประโยชน์ชาติอย่างเเท้จริง แต่วันนี้กลับเขียนตุนต้นทุนตั้งคณะกรรมการต่อท่อเอาไว้ จะทำให้รัฐบาลในอนาคตไม่เป็นอิสระส่วนที่อ้างกันว่า คณะกรรมการฯชุดดังกล่าวจะป้องกันการปฏิวัติได้ในอนาคตได้ก็ไม่จริง ไร้สาระ นับประสาอะไรกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กับพล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยบอกจะไม่ยึดอำนาจ แต่สุดท้ายพอสถานการณ์บีบบังคับ ก็ทำ ที่พูดไม่ใช่จะตำหนิ แต่ชี้ให้เห็นว่า อย่ามาอ้าง ในทางกลับกัน พ.ร.บ.นี้จะยิ่งเร่งให้เกิดยึดอำนาจขึ้นไปอีก ถ้าเเนวคิดคณะกรรมการฯ ไม่ตรงกับรัฐบาลในอนาคต ยิ่งติดกับดัก ไปต่อไม่ได้ จะแก้ไขก็ไม่ได้ จึงย้ำว่า เป็นเพียงต้นทุนของรัฐบาลทหาร ต่อท่ออำนาจ ขอเอี่ยวการบริหารงานประเทศหลังเลือกตั้งด้วย เพราะไม่อยากวางมือ” นายสาธิต กล่าว

โฆษก คสช.แจง ห้าม ‘เดียร์ ขัตติยา’ จัดรำลึก 7 ปี เสธ.แดง เหตุเข้าข่ายกิจกรรมการเมือง

โฆษก คสช.แจง ห้าม ‘เดียร์ ขัตติยา’ จัดรำลึก 7 ปี เสธ.แดง เหตุเข้าข่ายกิจกรรมการเมือง

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมรำลึก 7 ปีการเสียชีวิตของพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) บริเวณสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินีนั้น ตนคิดว่าทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้ดุลพินิจว่ากิจกรรมดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงไม่อนุญาตให้ น.ส.ขัตติยาจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คสช.เน้นการขอความร่วมมือมาโดยตลอด และก็ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย
อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งทางครอบครัว น.ส.ขัตติยาแต่อย่างใด เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้จัด เป็นเพราะพิจารณาแล้วว่าการรำลึกการจากไปของ พล.ต.ขัตติยะ อาจเข้าข่ายกิจกรรมเชิงการเมือง

"จาตุรนต์" ชี้ 3 ปี รบ.ขคสช.เหลว ! เหน็บอีก 2 ปีช่วงเวลาทิ้งทวน

"จาตุรนต์" ชี้ 3 ปี รบ.-คสช.เหลว ! เหน็บอีก 2 ปีช่วงเวลาทิ้งทวน

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 15.41 น.
"จาตุรนต์" ชี้ 3 ปี รบ.ขคสช.เหลว ! เหน็บอีก 2 ปีช่วงเวลาทิ้งทวน

"จาตุรนต์" ชำแหละผลงาน 3 ปี "รัฐบาล-คสช." ล้มเหลว สะท้อนรัฐประหารไม่ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง แถมยังคุกคามทำลายระบบการตรวจสอบ ผวา 2 ปีที่เหลือเป็นช่วงเวลาคอรัปชั่นทิ้งทวน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำงานรัฐบาล และคสช.ครบรอบ 3 ปีว่า พอมาปีที่ 3 ทำให้เห็นปัญหาชัดเจนมากกว่า 2 ปีก่อน คือทำให้เห็นว่าในที่สุดแล้วการรัฐประหารนอกจากแก้ปัญหาประเทศไม่ได้แล้ว ยังจะทำให้ปัญหาต่างๆเลวร้ายมากกว่าเดิม ซึ่ง 3 ปีนี้มานี้ เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เติบโตน้อยที่สุดในอาเซียน ในขณะที่ประเทศอื่นๆเขาเติบโตเร็วกว่าเรามาก ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน โดยเฉพาะการเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องอาศัยธุรกิจขนาดใหญ่กับการท่องเที่ยว แต่ภาคเกษตรกรและธุรกิจรายเล็กรายน้อยต้องล้มลงไปยิ่งทำให้ช่องว่างของรายได้มากยิ่งขึ้น สำคัญนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศไม่มีความเชื่อมั่น เนื่องจากประเทศความไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีความแน่นอน ไม่ชัดเจนว่าคืนสู่ประชาธิปไตย

"ปีที่ 3 เห็นปัญหาชัดกว่าปีก่อนๆ มีการผสมผสานกันระหว่างการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ตรวจสอบไม่ได้ กับการมีนโยบายใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐที่สูญเปล่า โดยไม่คำนึงถึงความสามารถทางการคลังและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงปัญหาในหลายมิติพร้อมๆกัน คือการซื้อเรือดำน้ำ เป็นโครงการที่เกิดจากนโยบายที่ไม่สอดคล้องภาวะเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันดำเนินการไปโดยไม่มีความโปร่งใสชัดเจน บอกว่ามีการประกวดราคา ต่อมาเป็นการดำเนินการรัฐต่อรัฐ และมีการรวบรัดทำสัญญา ที่สำคัญเมื่อมีคนเรียกร้องให้ตรวจสอบ กลับถูกคุกคาม เท่ากับเป็นการทำลายระบบการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจนที่สุด ความจริงเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเคยเกิดเรื่องทำนองนี้มาก่อนแล้ว แต่สังคมอาจจะเห็นปัญหาไม่ชัด เท่ากับเรื่องเรือดำน้ำ"

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่าช่วงหลังปัญหาใหญ่อยู่ที่การไปหาทางป้องกัน สกัดกั้นการตรวจสอบ ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะทำ ถือเป็นอันตราย ผู้มีอำนาจอาจคิดว่าใกล้จะหมดอำนาจ ถึงแม้จะเหลือเวลาอีก 1-2 ปี แต่อาจคิดว่าเป็นช่วงเวลาทิ้งทวน ทั้งที่ต้องยิ่งตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส แต่กลับมีแนวโน้มจะเล่นงานคนที่ถูกสอบเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ความเสียหายจาการทุจริตอาจจะมากกว่า 3 ปีที่ผ่านมาก็ได้

สคบ.ขอร้อง อ.วีรชัย งดให้ข้อมูลกระทะยี่ห้อดัง หลังผ่าพิสูจน์ เผยถูกขู่ระวังโดนฟ้อง!

สคบ.ขอร้อง อ.วีรชัย งดให้ข้อมูลกระทะยี่ห้อดัง หลังผ่าพิสูจน์ เผยถูกขู่ระวังโดนฟ้อง!

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพ จากเฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong ซึ่งได้นำกระทะยี่ห้อดังมาตัดเพื่อพิสูจน์นั้น

รศ. ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยความคืบหน้าว่า ได้รับการประสาน จาก สคบ. ว่า ขอให้งดให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าผลการทดสอบจะเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ ตนได้ทำงานคู่ขนานกับ สคบ. มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบสิ่งต่างๆ เพื่อผู้บริโภค โดยในครั้งนี้ โจทย์คือ การพิสูจน์ชนิดของโลหะ โพลิเมอร์ จำนวนชั้นที่เคลือบ ตามที่มีการโฆษณาไว้ ส่วนเรื่องราคาหรือประเด็นอื่น ก็เป็นเรื่องของ สคบ.จะพิจารณาต่อไป

“หลังจากที่ผมเผยแพร่ภาพการทดสอบ ก็ไม่คิดว่าจะมีคนให้ความสนใจมากขนาดนั้น แต่เชื่อว่าผมไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ก็มีคนมาเขียนในเฟซบุ๊กของผมว่า ระวังจะโดนฟ้องแต่ก็ไม่ทราบว่าคนเขียนเป็นคนของบริษัทหรือเป็นเพียงกองเชียร์ของกระทะเท่านั้น โดยผลการทดสอบน่าจะเสร็จวันที่ 15 พ.ค.นี้”รศ. ดร.วีรชัย กล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ทำความรู้จัก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้"มุน แจ อิน"ผู้มีแนวคิดสายกลางประนีประนอมกับ"เกาหลีเหนือ"

ทำความรู้จัก ปธน.คนใหม่เกาหลีใต้"มุน แจ อิน"ผู้มีแนวคิดสายกลางประนีประนอมกับ"เกาหลีเหนือ"

Prev
1 of
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 10 พ.ค. 2560 เวลา 13:35:07 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
10 พฤษภาคม "มุน แจ อิน" ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ

ในวัย 64 ปี อดีตทนายความด้านสิทธิมนุษยชนผู้คร่ำหวอดทั้งเวทีการเมือง กฎหมาย และที่สำคัญการเป็นผู้มีแนวคิดประนีประนอมที่จะหาช่องฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ ทำให้สปอตไลท์ของโลกจับจ้องมาที่แนวคิดและวิธีคิดของผู้นำใหม่เกาหลีใต้ในบัดดล

ชัยชนะของ มุน แจอิน ซึ่งมีแนวคิดฝ่ายซ้าย ถือเป็นการปิดฉากการบริหารประเทศกว่า 10 ปี ของพรรคอนุรักษ์นิยม และปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อเกาหลีเหนือครั้งใหญ่ เนื่องจากนายมุน ต้องการยกระดับการสื่อสารกับเกาหลีเหนือ ต่างกับนางปาร์ค กึนเฮ โดยสิ้นเชิง

มุน แจ อิน เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2496 ภรรยา คือ คิม จ็อง ซุก ทั้งคู่มีบุตร-ธิดา 2 คน

ประวัติของมุน แจ อิน นั้นน่าสนใจ เพราะบิดาของเขา มุน ยง ฮย็อง พาครอบครัวอพยพลี้ภัย หลบหนีจากจังหวัดฮัมคย็องใต้ในเกาหลีเหนือเข้ามาตั้งรกรากที่ปูซาน เกาหลีใต้





ต่อมามุนเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมคย็องนัมซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ตั้งอยู่นอกโซลและศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคย็องฮีในสาขากฎหมายโดย เขาถูกจับกุมและขับไล่ออกจากมหาวิทยาลัยในข้อหาที่เป็นผู้จัดการนักศึกษาเพื่อประท้วงต่อต้านรัฐธรรมนูญ และต่อต้านนายปาร์ค ชุงฮี ผู้นำทหารที่ปกครองประเทศเกาหลีใต้เวลานั้น (บิดา อดีตประธานาธิบดี ปาร์ค กึน เฮ) ต่อมาเขาถูกบังคับให้เข้าระดมพลในกองทัพ และถูกเกณฑ์เข้าไปอยู่ในหน่วยรบพิเศษ ที่ซึ่งเขามีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหาร


มุน แจ อิน (คนขวา)

ภายหลังปลดประจำการ เขาสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิต และทำงานในสถาบันวิจัยทางตุลาการ และฝึกอบรม โดยได้รับคะแนนสูงสุดเป็นลำดับสองในรุ่น

แม้จะทำคะแนนได้อย่างดีเยี่ยมในการอบรม แต่เขาไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นผู้พิพากษา เนื่องจากเคยเป็นผู้จัดการการประท้วงของนักศึกษา จึงเบนเข็มเลือกที่จะเป็นทนายความแทน ก่อนจะเข้าสู่วงการการเมือง กระทั่งขึ้นเป็นผู้นำพรรคประชาธิปไตยเกาหลีหรือพรรคมินจู







อดีตเขาเคยแพ้การเลือกตั้งให้ปาร์คกึนเฮในปี 2555 ขณะที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เขามีคะแนนนิยมนำมาโดยตลอด

ตัวตันในความเป็น "มุน แจ อิน" เขาได้บรรยายตัวของเขาเองว่า เป็นคนที่มีความคิดเห็นไม่รุนแรงและเป็นผู้นำที่มีเหตุผล ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังกลุ่มคนรุ่นใหม่...



ประชาชาติฯออนไลน์รายงานและเรียบเรียง
ภาพ Reuters

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มทภ.4 ลุยพื้นที่บุกรุกป่าต้นน้ำเขาบรรทัด จ.สตูล สั่งบริษัทฯ ห้ามเข้าพื้นที่ระหว่างดำเนินคดี

Thongrit Rit Jarupak ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 ภาพ
3 ชม.
มทภ.4 ลุยพื้นที่บุกรุกป่าต้นน้ำเขาบรรทัด จ.สตูล สั่งบริษัทฯ ห้ามเข้าพื้นที่ระหว่างดำเนินคดี
โดย : MGR Online
เผยแพร่ : 5 พ.ค. 2560 10:46:00
สตูล - แม่ทัพภาค 4 ลงลุยพื้นที่บุกรุกป่าต้นน้ำเขาบรรทัด จ.สตูล จำนวน 2.6 พันไร่ ยันพร้อมเดินหน้าจัดระเบียบทุกผืนป่าให้อยู่ในกรอบกฎหมาย หนุนกองกำลังลาดตระเวนปกป้องป่าผืนใหญ่ สั่งบริษัทฯ ห้ามเข้าดำเนินการใดๆ ระหว่างดำเนินคดี
วันนี้ (5 พ.ค.) พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์พืช นายยงยุทธ นาควิโรจน์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และนายประไพย์ศักดิ์ สุขย้อย หน.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ และตัวแทนทางบริษัท ปาล์มไทยพัฒนา ได้ร่วมคณะไปด้วยในครั้งนี้ เพื่อเข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด หมู่ที่ 11 ต.ควนกาหลง อ.ควนกาหลง จ.สตูล เพื่อดูความเสียหายจากการบุกรุกป่าต้นน้ำ 2,600 ไร่ และปลูกปาล์มน้ำมันของบริษัท ปาล์มไทยพัฒนา หลังชุดพญาเสือได้เข้าตรวจยึด เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมรถแบ็กโฮ 3 คัน และผู้ต้องหา 1 คน ส่งเรื่องดำเนินคดีทางกฎหมายท้องที่ สภ.ควนกาหลงแล้วนั้น พร้อมใช้ ม.40 ของทางกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ห้ามเข้าดำเนินการใดๆ ในพื้นที่บุกรุกโดยเด็ดขาดในช่วงที่มีการดำเนินคดีทางกฎหมาย
พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า ต้องการมาดูให้เห็นกับตาว่ามีใครอยู่เหนือกฎหมายหรือไม่ พร้อมซึ่งทุกอย่างก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย ส่วนการจะใช้ ม.44 หรือไม่นั้น คงจะต้องนำเรียนเรื่องนี้เสนอให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง สำหรับแนวทางปฏิบัติด้านทหารยังคงเดินหน้าในการจัดระเบียบปัญหาการบุกรุกผืนป่าให้หมดไป โดยให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในกรอบของกฎหมาย ให้ที่อยู่ในกรอบแล้วก็ไม่ต้องกังวล สามารถดำเนินการต่อไปได้เลย ส่วนใครที่อยู่นอกกรอบก็ต้องว่าด้วยกฎหมาย ว่าไปตามผิดให้มาเจอกันตรงกลาง ส่วนคดีนี้ในพื้นที่ที่มีการบุกรุกแล้วก็ต้องให้หยุด เพื่อว่ากันในขั้นตอนของกฎหมาย จะเข้ามาดำเนินการใดๆ ไม่ได้ ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หากกำลังไม่พอสามารถร้องขอสนับสนุนในการออกลาดตระเวนสำรวจผืนป่าเพื่อปกป้องได้เช่นกัน
โดยบริษัท ปาล์มไทยพัฒนา ได้เช่าดินจากผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จ.สตูล ผ่านกรมประชาสงเคราะห์และกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่ปี 2518 แรกเริ่มเช่า จำนวน 10,000 ไร่ ต่อมาทางบริษัทฯ แจ้งว่า ไม่สามารถใช้พื้นที่ได้จริง เพราะมีประชาชนอาศัยอยู่ ต่อมาได้เช่าล่าสุดเพียง 8,023 ไร่ โดยเพิ่งต่อสัญญาเมื่อปี 2558 และจะไปหมดอายุในปี 2588 ระยะเวลาในการเช่าแต่ละครั้ง 30 ปี