PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ลักลั่นโกยกันเนียนๆ

ลักลั่นโกยกันเนียนๆ

ท่าทางจะเจอ “โจทย์ยาก”

จับอาการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เม้งแตกใส่สื่อมวลชนที่รายงานโผโยกย้ายทหารประจำปี

ฟันธงชื่อนั้น ชื่อนี้ จองตำแหน่งกันตาม “พลังภายใน”

ทำให้ “บิ๊กตู่” พูดเป็นเชิงเหน็บ ถ้าไม่ได้ขึ้นมาก็ให้ไปฟ้องสื่อเลยแล้วกัน

อารมณ์บ่งบอกถึงภาวะกดดัน จากการจัดโผที่ยากอยู่แล้ว ยิ่งสื่อมาเสนอข่าวล็อกโพยกันล่วงหน้า มันยิ่งทำให้สร้างความ “ลำบาก” ในการตัดสินใจเข้าไปใหญ่

ที่แน่ๆจากที่ดูราบรื่นไม่มีอะไร กลายเป็นต้องจับตาปมที่ซ่อนอยู่ในกอไผ่

โผทหารรอบนี้ “ขบเหลี่ยม” กันตรงไหนหรือไม่ ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่จำเป็นต้องโยงกับการคุมความมั่นคงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโรดแม็ป คสช.

กองทัพต้องนิ่งไว้ก่อน เท่าที่จะนิ่งได้

ภายใต้โหมดปรองดองทางการเมืองที่คืบหน้าไปตามลำดับ

ล่าสุด พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ ความคืบหน้าในการจัดทำร่างสัญญาประชาคม ที่ได้ปรับความเหมาะสมของเนื้อหาตามคำแนะนำของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เรียบร้อยแล้ว

เตรียมนำไปเปิดเวทีชี้แจงกับประชาชนในภูมิภาคต่างๆระหว่างวันที่ 17–20 กรกฎาคม 2560 นี้ เริ่มจากกรุงเทพฯ นครราชสีมา พิษณุโลก และนครศรีธรรมราช ตามลำดับ

และนั่นก็หมายถึงแนวโน้มการเลือกตั้งที่ผูกโยงอยู่กับสัญญาประชาคม

อย่างไรก็ตาม โดยภาวะที่เต็มไปด้วย “ตัวแปร” เต็มไปหมด

สถานการณ์เลือกตั้งใหญ่ยังต้องลุ้น

แต่ที่มาก่อนแน่ๆ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณชัด จะปล่อยไฟเขียวการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นภายหลังพระราชพิธีสำคัญ 2 พระราชพิธี ให้เตรียมการเตรียมตัวกันไว้

แนวโน้มปีหน้า 2561 คงได้ว่ากันกับการเลือกตั้งสนามเล็ก

นั่นหมายถึงต้องจบปัญหาลักลั่นสักที ตามเงื่อนไขที่กระบวนการบริหารงานท้องถิ่นต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “ติดล็อก” ผู้บริหารท้องถิ่นหลายจังหวัดหมดวาระ หมดสภาพ แต่จัดเลือกตั้งไม่ได้เพราะอยู่ในห้วงอำนาจพิเศษ

ทำให้การบริหารขาดช่วง การพัฒนาท้องถิ่นทำได้ไม่เต็มสูบ

แต่ที่ “ลักลั่น” ยิ่งกว่านั้น กับปัญหาของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่โดนหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งพักงาน เพราะถูกตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารงาน ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ อุบลราชธานี หนองคาย ภูเก็ต ยโสธร นครพนม ฯลฯ

ส่วนใหญ่ก็สลับฉากให้รองนายก อบจ.ที่เป็น “นอมินี” นั่งบริหารแทน

แน่นอนว่าในทางปฏิบัติ มันก็ไม่ต่างจาก “ตัวจริง” เข้ามานั่งบริหารเอง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรในพื้นที่ก็รู้กันอยู่ว่า ใครเป็นใคร ไม่มีใครกล้าหือ

นั่นหมายถึงคำสั่งพักงานตามมาตรา 44 ก็ไม่ได้มีความหมาย แต่อย่างใด

เจ้าตัวนายก อบจ.ที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสก็ยังชี้นิ้วสั่งงานได้ตามอำเภอใจ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการต่างๆ ก็ยังทำได้แบบเต็มไม้เต็มมือ

และตามรูปการณ์ที่เดาทางกันได้ ในอารมณ์ของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย

จังหวะนี้ก็ต้องกอบโกยให้เต็มที่

เพราะกว่าคดีจะมีผลก็อีกหลายปี

ยิ่งสัญญาณชัดว่า การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นต้องทอดเวลา ไปถึงปีหน้า นั่นหมายถึงช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 6–7 เดือนนี้ มันคือโอกาสทองสุดท้าย

ถ้า คสช.ไม่ชิงอุดรูรั่วไว้ก่อน ปล่อยช่อง “ลักลั่น” กันตามสบาย

เงินหลวงคงหายไปอีกบาน.
ทีมข่าวการเมือง

ทัพฟ้า งัด รัฐธรรมนูญ โต้"ศรีสุวรรณ"แจงเหตุต้องซื้อ เครื่องบินฝึก "กิมจิ"T-50TH



ทัพฟ้า งัด รัฐธรรมนูญ โต้"ศรีสุวรรณ"แจงเหตุต้องซื้อ เครื่องบินฝึก "กิมจิ"T-50TH เตรียมกำลังทหารปกป้องประเทศ ยันชะลอ ไม่ได้กระทบแผนทดแทน เครื่องL39ที่จะปลด
จากกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ให้กับกองทัพอากาศนั้น
พลอากาศตรี พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย
ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน 
กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ 
ในฐานะ โฆษกกองทัพอากาศ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ว่า
1. ข้อกล่าวหา ที่ว่า การจัดซื้อเครื่องบินอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 75 และมาตรา 76 นั้น
กองทัพอากาศขอเรียนว่า ในฐานะที่เราเป็นชาติที่มีเอกราชและอธิปไตย การจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพที่เหมาะสม เพียงพอ และที่จำเป็นเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้รัฐต้องมีกำลังทหารไว้เพื่อการป้องกันประเทศ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้กองทัพมีหน้าที่ในการเตรียมกำลังและป้องกันราชอาณาจักร ดังนั้นไม่มีทางสรุปง่ายๆ ได้เลยว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเพื่อการป้องกันประเทศเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 3 วรรค 2 บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ประกอบมาตรา 52 รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพ
2 ส่วนที่กล่าวหาว่า. การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขัดต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สะท้อนว่ารัฐบาลไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลัง นั้น
...ในส่วนของประเด็นที่กล่าวถึงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ขัดต่อหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น กองทัพอากาศขอชี้แจงว่า โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศในครั้งนี้ ได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีความโปร่งใส และมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ซึ่งกำหนดโครงสร้างกำลังรบของกองทัพอากาศให้มีฝูงบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น
โดยการจัดหาเครื่องบิน T-50TH ในครั้งนี้ จะเข้าประจำการทดแทนเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ L-39 (ในฝูงบินเดิม) ซึ่งปัจจุบันได้ทยอยปลดประจำการเนื่องจากครบอายุการใช้งาน หากไม่มีการจัดหาทดแทนจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ
3 เรียกร้องให้ ครม.ชะลอการจัดซื้อฯ
...สำหรับประเด็นข้อเสนอให้ชะลอการจัดซื้อฯ นั้น กองทัพอากาศขอชี้แจงว่า การจัดทำงบประมาณประเทศเป็นกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการจนเป็นรายการตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ซึ่งการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณประจำปีของรัฐบาล โดยรายการดังกล่าวมีการวางแผนผูกพันงบประมาณข้ามปี และแบ่งชำระเป็น 4 ปี (พ.ศ.2560 - 2563) ซึ่งเป็นการทยอยจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณที่กองทัพอากาศได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ตามแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงฯ ทำให้ไม่สามารถชะลอการจัดซื้อฯ ได้เพราะจะกระทบต่อการฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศ ส่งผลต่อการเตรียมกำลังกองทัพอากาศเพื่อการป้องกันประเทศตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ

"บิ๊กตู่" สั่ง "บิ๊กเจี๊ยบ" คุม รับเรื่องร้องเรียนทุจริต

ปราบทุจริต...
"บิ๊กตู่" สั่ง "บิ๊กเจี๊ยบ" คุม รับเรื่องร้องเรียนทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ ก่อนส่งตรวจสอบ-ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เปลี่ยนประเทศไทยให้ใสสะอาด/มอบ คสช.และกองทัพ รับผิดชอบ/ สั่ง เปิดตู้ ปณ.และสายด่วน
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้า คสช. มีคำสั่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และกองทัพบก ซึ่งรวมไปถึงกองทัพภาคและหน่วยทหารของกองทัพบกในพื้นที่ เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตประพฤติมิชอบ เรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

ด้วยการเปิดตู้ ปณ.และสายด่วนให้ประชาชนแจ้งข้อมูลเบาะแสต่าง ๆ โดยมอบหมายให้ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบกและเลขาธิการ คสช. เป็นผู้รับผิดชอบ

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ระบุว่า นายกฯ กำชับให้ คสช.และกองทัพเร่งดำเนินการ และแจ้งให้ประชาชนทราบ เนื่องจากการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงและเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ การขาดความศรัทธาในหน่วยงานของรัฐ ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณแผ่นดินมหาศาล และกระทบต่อความเชื่อถือของต่างประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนทั้งหมดจะถูกรวบรวมส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมมายาวนาน เปลี่ยนประเทศไทยให้ใสสะอาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

"บิ๊กป้อม'"ชี้ คนร้ายแต่งกายแบบทหาร แต่จะใช่ทหาร หรือเปล่า ไม่รู้



"บิ๊กป้อม'"ชี้ คนร้ายแต่งกายแบบทหาร แต่จะใช่ทหาร หรือเปล่า ไม่รู้ เพราะคนแต่งแบบทหาร มีเยอะ รอ ตร. สอบ ยังไม่ตัดปมไหนทิ้ง
พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงความคืบหน้าคดีฆ่ายกครัว 8 ศพ ที่ จ.กระบี่ ว่า ตำรวจได้ลงไปตรวจสอบทุกประเด็นว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
ส่วนบุคคลต้องสงสัยเป็นคนมีสีหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ไม่รู้และยังไม่แน่ แต่เขาแต่งตัวแบบทหาร แต่คนแต่งตัวแบบทหารก็เยอะ"
"คนแต่งกายคล้ายทหารก็ยังไม่รู้ ว่าเป็นทหารหรือไม่. ตำรวจเขาทำอยู่ ตรวจสอบอยู่"
ทั้งนี้มันมีหลายปม เราไม่ได้ตัดประเด็นอะไรเลย เพราะเราตรวจสอบทุกประเด็น
ส่วนจะรับประกันได้หรือไม่จะจับคนร้ายได้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะรับประกันยังไงแต่ตำรวจทำเต็มที่ อยู่ที่จะได้มากน้อยขนาดไหน คดีอื่นๆที่ผ่านมา เราก็ทำได้

คสช. เด้งรับ คำสั่ง "บิ๊กตู่" เปิด hotline 1299 และ ตู้ปณ.444

คสช. เด้งรับ คำสั่ง "บิ๊กตู่" เปิด hotline 1299 และ ตู้ปณ.444 และศูนย์ฯในค่ายทหาร ทั่วประเทศ รับเรื่องร้องเรียน จนท.รัฐ ทุจริต เรียกรับผลประโยชน์
แจ้งเบาะแส แก่ทหารได้เลย....

พันเอก วินธัย. สุวารี โฆษก คสช. เผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า
คสช.สั่งการ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ให้จัดตั้ง "ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" เพื่อให้ ปชช.ได้ใช้เป็นช่องทางแจ้งเบาะแสในพฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ทั้ง กรณีที่เป็น จนท.จริงๆ หรือเป็นกรณี บุคคลใดไปแอบอ้างเป็น จนท.ก็ตาม
ซึ่งจะได้รวบรวมทั้งหมดส่งให้สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ตรวจสอบหากพบว่าน่าเชื่อหรือมีมูล. จะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง และเด็ดขาด เป็นการเฉพาะเร่งด่วน กับผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม
จึงขอความร่วมมือพี่น้อง ปชช. หากพบเบาะแสสามารถแจ้งมาที่ได้ที่เบอร์ Hot line 1299 ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
หรือหากอยากส่งมาเป็นเอกสารหลักฐานสามารถส่งผ่านมาได้ทาง ตู้ ปณ.444 หรือ แจ้งตรงที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายในหน่วยทหารพี่ประจำอยู่ในแต่พื้นที่ของกองทัพภาค ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โดย รูปแบบวิธีการระบุหน้าซองสามารถทำได้ใน 2 รูปแบบ คือ
กรุณาส่ง
(๑.)ตู้ ปณ.๔๔๔
ปณ.ราชดำเนิน
กรุงเทพฯ
๑๐๒๐๐
หรือ
(๒.)สำนักงานเลขาธิการ คสช.
ตู้ ปณ.๔๔๔
ปณ.ราชดำเนิน
กรุงเทพฯ
๑๐๒๐๐

ใช้ ทหาร ปราบ ข้าราชการ-จนท.รัฐ โกง



ใช้ ทหาร ปราบ ข้าราชการ-จนท.รัฐ โกง
“คสช.” เปิดศูนย์รับเรื่องเรียน ข้าราชการ จนท.รัฐเรียกรับผลประโยชน์ ในค่ายทหารทั่วประเทศ เปืดตู้ปณ.444 และโทรสายด่วน 1299 /ทุกศูนย์ฯรวบรวมเรื่อง ทุกวันจันทร์ ส่งมายัง"สำนักงานเลขาธิการคสช." ก่อนส่ง"สำนักนายกฯ"
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) แถลงข่าวเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้สั่งการให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคสช. จัดตั้ง "ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" เพื่อเป็นอีกช่องทางนึ่งที่ให้ประชาชน ได้แจ้งเบาะแส พฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งนี้เพื่อจะได้รวบรวมข้อเท็จจริงที่ได้รับแจ้งส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ตรวจสอบ หากพบว่ามีความน่าเชื่อถือหรือมีข้อมูลที่ส่อไปในทางทุจริต ก็จะเร่งดำเนินการอย่างจริงจังทันที และเด็ดขาด เป็นการเฉพาะเร่งด่วน กับผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า คสช.ขอความร่วมประชาชน หากพบเบาะแสการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถแจ้งเบาะแสได้ 2 ช่องทาง คือ ตู้ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 หรือ สำนักงานเลขาธิการคสช. ตู้ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพ 10200 และที่ได้ที่เบอร์ Hot line 1299 ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าวันพรุ่งนี้ (14 ก.ค.) เป็นต้นไป

หรือหากต้องการส่งเอกสารหลักฐานทางไปรษณี สามารถส่งผ่านมาได้ทาง ตู้ ปณ.444 หรือ แจ้งตรงที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายในหน่วยทหารประจำอยู่ในแต่พื้นที่ของกองทัพภาคทั่วต่างๆประเทศ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เมื่อถามว่าการเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเพื่อให้คอบคุม การแจ้งเบาะแสการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐใช่หรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า เป็นข้อห่วงใยจากทางหัวหน้าคสช. ที่ต้องการให้การทุจริตประพฤติมิชอบ หมดไปจากสังคมไทย เลยเพิ่มช่องทางพิเศษตรงนี้ขึ้นมา เพื่อกวดขันเอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าวให้มากขึ้น

ที่ผ่านมาการเข้าถึงในการแจ้งเบาะแสของประชาชน ทำได้ค่อยข้างลำบาก จึงใช่ช่องทางของหน่วยทหารที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นอีกช่องทางหนึ่งเพื่อเสริมให้มีประสิทธิภาพ

ซึ่งที่ผ่านมาทางประชาชนได้ส่งเรื่องร้องเรียนการทุจริต ของทางเจ้าหน้าที่รัฐมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ส่งผลกระทบต่อภาครัฐ และประเทศชาติ

ส่วนเรื่องที่เน้นเป็นพิเศษคือเรื่องที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง การตรวจสอบในเรื่องโครงการที่ทุจริตก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ในเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์กับประชาชนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากประชาชนแจ้งเบาะแสมาแล้วจำเป็นต้องมีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ถ้าหากมีรายละเอกสารหรือหลักฐาน ที่ชี้นำไปสู่การดำเนินการต่อไปจะทำให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการได้ง่ายยิ่งขึ้น

สำหรับการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการทุจริตประพฤติมิชอบ ทางผู้แจ้งสามารถเปิดเผยตัวได้ หรือจะแจ้งเป็นแบบความลับก็สามารถทำได้

ในส่วนของข้อมูลที่ประชาชนส่งมาให้นั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็จะนำมาคัดแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งจะนำไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ และอีกส่วนหนึ่งส่งไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี

พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า พลเอกเฉลิมชัย เลขาธิการ คสช. ได้กำชับไปยังกองทัพภาคให้เตรียมความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐทางกองทัพภาค ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ต้องการเข้าไปบอกเล่า หรือให้ข้อมูลสามารถเข้าไปพูดคุยได้ทันที
นอกเหนือจากโทรศัพท์เข้ามาหาทางเจ้าหน้าที่ หรือการส่งเอกสารเข้ามา

สำหรับหน่วยทหารที่รับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชนก็จะรวบรวมในทุกวันจันทร์ ก่อนที่จะส่งมายังสำนักงานเลขาธิการคสช. เพื่อคัดแยกเรื่องราวร้องทุกข์กรณีต่างๆส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป

ปมฆ่าล้างครัว8ศพ

" 3-4 เดือน หลังมานี้ เค้าจะระวังตัวมาก ไปไหนมาไหน จะไม่ใช้เวลาอยู่ที่เดิมนานๆ มาประชุมก็ เซ็นต์ชื่อแล้วออกไปเลย. บางครั้ง ผมต้องช่วยเซ็นต์ชื่อให้ และ ตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ระยะหลัง เดินทางบ่อย ไปกรุงเทพฯ ก็บ่อยมากจนผิดปกติ กว่างานราชการผู้ใหญ่บ้าน' .... เป็นส่วนหนึ่งของคำบอกเล่า จากเพื่อนร่วมงาน
...ชื่อตัวละคร เหล่านี้ ใช้นามสมมติ
-นายเชษฐดนัย / ประเสริฐศักดิ์
-นายวรยุทธ
-นายนรินทร์
-นายบรรฑิต
-นายสวัสดิ
-โรงโม่ตรังภูทอง
-บริษัทอ่าวลึกศิลาทอง
-กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติบ้านกลาง
-เขามโนราห์ หรือ เขาขาว อ่าวลึก กระบี่
..... ที่ หมู่2 บ้านกลาง อ่าวลึก เมื่อปี2553 มีกลุ่มทุนชื่อว่า 'โรงโม่ตรังภูทอง' มีประสบการณ์อ้างถึงจากคำให้การในการประชุมสภา อบต. บ้านกลางว่า ทำเหมืองหินมาแล้วจากหลายแห่ง. มีความพยายามจะขอสัมปทาน และประทานบัตร ทำเหมืองโรงโม่หิน บริเวณเขาขาว หรือ เขามโนราห์ ตามชื่อที่ชาวบ้านเรียกขาน
ไม่นานหลังจากผ่านขั้นตอนทางราชการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงโม่ตรังภูทอง ของ'นายนรินทร์' ก็ได้รับประทานบัตร บริเวณเขาขาว และได้รับใบอนุญาตให้ทำโรงโม่บด เมื่อปี 2555 แต่ใบประทานบัตร .... มีอายุ เพียง 10 ปี และจะหมดอายุใบประทานบัตร .... ในปี 2565 อีก แค่ 3 ปี
ที่สำคัญ.. การขออนุญาตใบประทานบัตร .. ปฏิเสธไม่ได้ ที่ชาวบ้านอ่าวลึก ใช่คำว่า ' วิ่งเต้น' หลายหน่วยงานราชการจนได้ใบอนุญาตประทานบัตร
ปี 2556 ชาวบ้านอ่าวลึก หมู่2 .. มีตัวแทนชาวบ้านจำนวน7 คน ยื่นคัดค้านการทำเหมือง-โรงโม่หิน เพราะเกรงกระทบสิ่งแวดล้อม ยื่นคำร้องคัดค้านไปที่ศูนย์ดำรงธรรมกระบี่ และอ้างถึงการถูก'ผู้มีอิทธิพล'
การคัดค้านทำเหมือง-โรงโม่หิน ในช่วงเวลานั้น นายวรยุทธ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็สนับสนุนการคัดค้านเชียงเดียวกัน เนื่องจากอยู่ระหว่างการสมัครเลือกตั้ง เป็นผู้ใหญ่บ้าน ..
การเดินหน้าเพื่อให้ได้ทำเหมือง-โรงโม่หิน จึงสะดุดลง... แต่ใบประทานบัตรยังอยู่
หลังจากนั้นไม่นาน นายนรินทร์.. จึงได้รับการติดต่อพูดคุยกับ นายทุน อีกคนหนึ่ง ขณะนั้นใช้ชื่อว่า 'นายประเสริฐศักดิ์'
นายประเสริฐศักดิ์ .. เป็นนายทุน ทำธุรกิจหลายอย่าง รวมทั้งรีสอร์ต ที่เกาะลันตา
นายประเสริฐศักดิ์... เป็นคนท้องถิ่น มีบ้านเดิม อยู่หมู่บ้าน บ้านกลาง
นายประเสริฐศักดิ์.. เป็นเพื่อนสนิท ตั้งแต่วัยเด็ก กับ นายวรยุทธ
เมื่อนายทุนโรงโม่หิน. .. ต้องการจะพยายามดำเนินกิจการโรงโม่หินให้ได้ จึงคงต้องหาคนท้อ่งถิ่น ช่วยประสานงานและจัดการปัญหา
การพูดคุยในลักษณะร่วมงานกันเพื่อให้โรงโม่หิน ดำเนินการได้ จึงเริ่มขึ้นใหม่ ภายใต้การร่วมลงทุนใหม่ ระหว่างนายนรินทร. กับ นายประเสริฐศักดิ์ ในชื่อบริษัท'อ่าวลึกศิลาทอง' และนายประเสริฐศักดิ์ เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น 'นายเชษฐดนัย'
ความพยายามแก้ปัญหาการคัดค้านของชาวบ้าน เริ่มที่... ความพยายามจะพลิกเสียงคัดค้านให้เป็นการสนับสนุน และการกว้านหาซื้อที่ดิน
การกว้านซื้อดิน บริเวณใกล้เคียงจุดที่โรงโม่หินต้องใช้เป็นเส้นทางผ่าน ที่ดินนี้แปลงนี้ มี'นายบรรฑิต'เป็นเจ้าของ
การซื้อขายที่ดิน.. พบว่า มีการเจรจาซื้อขาย ผ่านนายหน้า ชื่อว่า 'นายสวัสดิ์' และ นาย'วรยุทธ' ซึ่งขณะนั้นได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว
มูลค่าที่ดิน กว่า 20 ล้านบาท ทั้งที่ราคาจริง ต่ำกว่ามาก ...
การซื้อขายที่ดิน .. ได้วางมัดจำกันแล้ว 10 ล้านบาท.. แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่ได้โอน ..!
การซื้อขายที่ดิน .. ที่มี'นายวรยุทธ' และนายสวัสดิ์' ช่วยเดินเรื่องให้ ทำให้' นายวรยุทธ' จึงเสมือนอยู่คนละข้างกับการคัดค้านโรงโม่ แต่ทำหน้าที่ ที่ชาวบ้านพูดตรงกันว่า ' เป็นผู้จัดการโรงโม่' ส่วน'นายสวัสดิ์ ก็เริ่มห่างหายไปจากการคัดค้าน
การเดินหน้าทางเหมือง-โรงโม่หิน ดูมีแนวโน้ม จะไปได้สวย เพราะเสียงคัดค้าน เกิดเสียงแตก .. ผู้นำชุมชนในท้องถิ่น ก็เสมือนเป็น'ผู้จัดการ' ทุกอย่าง และ นายทุน ร่วมทำโรงโม่หิน ก็เป็นคนพื้นที่เดิม ทุกอย่างจึงสอดคล้องกัน ไปกับการลงทุน ' วิ่งเต้น' มากมาย
ในเวลาเดียวกัน ..ฐานะของ'นายวรยุทธ' ก็ ร่ำรวยขึ้นอยางเด่นชัด ทั้งบ้านและการซื้อที่ดิน สวนปาล์ม
แต่....อุปสรรคระลอกใหม่ เกิดขึ้น
เมื่อ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้ามาสำรวจ 'เขาขาว' หรือ 'เขามโนราห์'
และพบว่า .. ที่นี่ พบลูกปัดโบราณ 2 ลูก และพบภาพเขียนโบราณ ภายในถ้ำภูเขาที่ได้รับสัมปทาน-ประทานบัตร
กรมศิลปากร จึง ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้เป็นเขตสำรวจแหล่งโบราณสถาน เมื่อปี 2559
นี่จึงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขวางทางชิ้นใหญ่ทำให้ โรงโม่หิน เดินหน้าไม่ได้
การ'วิ่งเต้น' ระลอกใหม่ ก็เริ่มอีกครั้ง
การเดินทาง ของ'นายวรยุทธ' ก็บ่อยขึ้น .. ขึ้น-ลง กรุงเทพฯบ่อยขึ้น
บางรายงานข้อมูลอ้างถึงการเข้าพบหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง
บางรายงานข้อมูล อ้างถึง การเข้าพบอธิบดีบางหน่วยงาน
บริษัทอ่าวลึกศิลาทอง จำกัด ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้คุ้มครอง เนื่องจากเป็นผู้ได้รับประทานบัตร 'นายวรยุทธ'ก็ไปช่วยยื่นคำร้อง คดียังไม่มีคำสั่งใดๆ จากศาลปกครอง
แต่ก่อนจะมีคำสั่งศาล.. ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ' นายวรยุทธ' และ ครอบครัว- เครือญาติ เสียชีวิต รวม 8 คน ..!
คำให้การเบื้องต้นจากคน ใกล้ชิด'นายเชษฐดนัย'
'ประมาณ 3 ทุ่มครึ่งในคืนวันเกิดเหตุ 'นายวรยุทธ' ได้โทรศัพท์ พูดคุยกับ'คนหนึ่ง' ' เป็นเวลานาน กว่า ครึ่งชั่วโมง.!!
****
ปล. วิ่งเต้น ต้องใช้เงินจำนวนมาก
ซื้อที่ดิน ประมาณ 20 ล้านบาท
ค่านายหน้า.. ไม่ทราบตัวเลขแน่นอน
การเป็นผู้จัดการ.. เพื่อประสานงานทุกอย่างเพื่อให้มีโรงโม่หิน ในบ้านกลาง อ่าวลึก ก็ใช้เงิน
ค่าเดินทาง ประสานหน่วยงานราชการ
..."เพื่อนรัก หักเหลี่ยมโหด' บ้านกลาง อ่าวลึก กระบี่....?

"สอบเส้นทางเงินผู้ใหญ่บ้าน 50 ล้าน

เรื่องโดย Nation TV |
13 กรกฎาคม 2560 12:05 น.

ขณะที่ชุดสืบสวน เตรียมตรวจสอบเส้นทางเงินผู้ใหญ่บ้านกว่า 50 ล้านบาท และพุ่งเป้าไปที่ซุ้มมือปืน 3 จังหวัดใหญ่ภาคใต้มีข้อมูลจากชุดสืบสวน ถึงประเด็นสังหาร 8 ศพ ได้พุ่งปมให้น้ำหนัก สองประเด็นสำคัญ คือเรื่องความขัดแย้งเรื่องสร้างโรงโม่หินและเรื่องยาเสพติด 

โดยเรื่องความขัดแย้งเรื่องสร้างโรงโม่หิน มีการร้องเรียนการสร้างโรงโม่หิน มีกรณีพิพาทกัน และทวีความรุนแรงมากว่า 1 เดือน ซึ่งประเด็นนี้ มีข้อมูลว่า ผู้ใหญ่บ้านให้การสนับสนุน โรงโม่หินแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านกลาง โดยมีเรื่องผลประโยชน์ 50 ล้านบาท เรื่องการทำประชาพิจารณ์ แต่กลับถูกชาวบ้านคัดค้าน จนมีการฟ้องร้องกันอยู่ในขณะนี้

ส่วนประเด็นเรื่องยาเสพติด เนื่องจากในพื้นที่ มีเรื่องยาเสพติดเข้ามา ประกอบกับผู้ตายเป็นคนพูดจาโผงผาง จึงต้องตรวจสอบว่าทางผู้ใหญ่บ้านไปขัดเรื่องนี้หรือไม่ ส่วนเหตุผลที่ทำไมต้องฆ่ายกครัวนั้น ชุดสืบสวนคาดการณ์ตามคำให้การของพยานผู้รอดชีวิต ว่ากลุ่มคนร้ายได้ใช้ปืนจ่อแล้วเกิดปืนลั่น ซึ่งกลุ่มคนร้ายคิดว่าเสียชีวิต จึงอาจเป็นสาเหตุจูงใจอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ต้องฆ่ายกครัว เพื่อไม่ให้สาวมาถึงตัวชุดสืบสวนได้มีการนำแผนประทุษกรรมของกลุ่มคนร้ายมาตรวจสอบอย่างละเอียดว่า กลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มใด

โดยขณะนี้ได้พุ่งเป้าไปที่ซุ้มมือปืนหรือกลุ่มคนร้ายในพื้นที่ จ.ตรัง จ.พัทลุง และจ.นครศรีธรรมราช พร้อมกับนำคดีที่เกิดขึ้นในลักษณะใกล้เคียงมาตรวจสอบหาความเชื่อมโยง

ส่วนปมเรื่องชู้สาว ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งหลังพบข้อมูลว่านายวรยุทธมีความสนิทสนมลึกซึ้งกับเศรษฐีนีชาวอ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ถึงขนาดที่ว่าซื้อบ้านและรถให้นายวรยุทธ ซึ่งหลังพบข้อมูลได้สั่งการให้ชุดสืบสวนกระจายกำลังไปที่บ้านพักที่อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี และในพื้นที่จ.กระบี่ โดยพบว่าเศรษฐีนี คนนี้มีความสนิทสนมกับผู้ตายมาหลายปี และไปมาหาสู่กันหลายครั้ง รวมทั้งได้ประสานข้อมูลประวัติของกลุ่มผู้ตาย โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน และเศรษฐีนี ว่ามีการขึ้นบัญชียาเสพติดหรือไม่ แต่เบื้องต้นไม่พบข้อมูล"
อ่านต่อที่: http://www.nationtv.tv/main/content/crime/378556418/

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

‘เผาหัว’ ให้ร้อนไปอีก

‘เผาหัว’ ให้ร้อนไปอีก

น่าจะลัดคิวมาเป็นการเฉพาะเจาะจงเลย

กับฉากอีเวนต์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ได้นำทีมประชาสัมพันธ์การจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์จากยางพาราและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา

ว่ากันตามท้องเรื่อง “Today Life’ Rubbers”

แล้วก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่พูดดังๆกลางงานเลยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำบัญชีรวบรวมความต้องการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสนอขออนุมัติงบประมาณนำไปสนับสนุนการผลิตใช้ในประเทศ

เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ แก้ปัญหาราคายางด้วยกลไกในประเทศก่อน

นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขยายตลาด เพิ่มกำลังซื้อจากประเทศจีนที่เป็นประเทศที่สั่งซื้อยางพาราจากไทยเป็นจำนวนมาก ถือเป็นผลประโยชน์การค้าต่างตอบแทนที่ไทยต้องได้ผลประโยชน์ด้วย

ตามรูปการณ์ที่ผู้นำรัฐบาล คสช.แสดงถึงความพยายามแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ

ไม่ได้นั่งเฉยๆ หรือโบ้ยให้ไปขายดาวอังคาร

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรเฉลิมก็ออกปากปรามนักการเมืองทำอะไรให้อยู่ในกรอบการนำชาวสวนยางมากดดันรัฐบาลมากๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือผู้ที่กดดัน แต่ชาวสวนไม่ได้อะไรมาก

รีบดักคอดักทางขบวนการปลุกม็อบป่วน

ในสถานการณ์ที่ชาวสวนยางในภาคใต้ส่งเสียงคำรามฮึ่มๆ จะไม่ทนอีกต่อไป

ล้อกับจังหวะที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำขาใหญ่กลุ่ม กปปส.เปิดบ้านในจังหวัด สงขลา เรียกตัวแทนชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ นัยว่าระดมสมองหาวิธีแก้ปัญหาราคายางพารา

แต่แฝงด้วยลูกติดพันฟาดหางหนักๆ

ตะโกนไล่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่มีน้ำยาในการแก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ

ตามสภาวการณ์ที่สุ่มเสี่ยงกับภาวะ “โรคแทรก” ทางการเมือง

โดยเฉพาะเรื่องยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ก็รู้กันอยู่ว่า

เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองของป้อมค่ายไหน คุมเกมเล่นได้ทุกรอบปี

เรื่องของเรื่อง มันก็เข้าเหลี่ยมสถานการณ์แบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อ่านขาดว่า ปัญหาพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ เป็นหัวเชื้อ “อันตราย” ที่รัฐบาลต้องพยายามประคองสถานการณ์ ต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม

แบบที่ล่าสุดมีการอนุมัติงบฯ 2.5 หมื่นล้านบาท เดินหน้ามาตรการอัดฉีด

เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรฐานรากไปบรรเทาภาวะปากท้องเฉพาะหน้า

ซื้อใจชาวนา ชาวไร่ สกัดม็อบตั้งแต่ต้นทาง

แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ “บิ๊กตู่” และกัปตันทีมเศรษฐกิจพยายามอุดช่องโหว่ปมพืชผลเกษตรราคาตกต่ำกันทุกวิถีทาง

มันก็บังเอิญมีปมร้อนมา “เผาหัว” ให้ระอุเข้าไปอีก

ตามสถานการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ยอมรับว่า มีการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ T–50TH จากประเทศเกาหลีใต้ให้กับกองทัพอากาศ เพิ่มอีก 8 เครื่อง

วงเงินงบประมาณ 8,800 ล้านบาท

เข้าเหลี่ยม “นักร้องขาประจำ” อย่างนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร่อนแถลงการณ์ จี้ให้คณะรัฐมนตรีชะลอการจัดซื้อเครื่องบิน T–50TH

เพราะอาจขัดรัฐธรรมนูญ และไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน

ตีปี๊บสอนมวยเลยว่า กระทรวงกลาโหม และ ครม.ควรจะมีสำนึกถึงความยากแค้นของพี่น้องประชาชนที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการขายสินค้าทางการเกษตรในราคาที่ตกต่ำสุดๆ

ตอกย้ำ “จุดเปราะบาง” ในสถานการณ์ที่รัฐบาลก็อ้ำๆอึ้งๆ.

ทีมข่าวการเมือง

‘ประยุทธ์’นั่งหัวโต๊ะประชุมปฏิรูปประเทศ ขอคนไทยย้อนดูผล ต่างจากก่อนปฏิวัติ

‘ประยุทธ์’นั่งหัวโต๊ะประชุมปฏิรูปประเทศ ขอคนไทยย้อนดูผล ต่างจากก่อนปฏิวัติ


“ประยุทธ์” นั่งหัวโต๊ะประชุมปฏิรูปประเทศ ขอคนไทยย้อนดูผล ต่างจากก่อนปฏิวัติ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ว่าเป็นการประชุมเพื่อวางอนาคตของประเทศที่เป็นการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่ครอบคลุมในหลายประเด็นซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ขออย่ามองแต่ประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะอนาคตของประเทศโดยเฉพาะการยกระดับรายได้ให้พ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการ และที่สำคัญเรื่องกฎหมายที่ต้องเอากฎหมายทั้งประเทศมาดูว่าจะมีการปรับปรุงพัฒนาไปอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ต้องเอากฎหมายต่างประเทศมาดูว่า เราจะต้องปรับตรงไหน ทำอย่างไรให้เป็นสากลมากที่สุด ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย ตนอยากให้คนไทยให้ความสำคัญกับกฎหมายมากขึ้น อย่ามองว่ากฎหมายคือสิ่งที่บังคับเรา ควบคุมเรา รัฐบาลไม่ต้องการบังคับประชาชน เราต้องการมุ่งเน้นให้กฎหมายมีการอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนให้ทั่วถึง ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ไว้วางใจ กฎหมายไหนที่จะต้องให้เร็วในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ ตนได้กำหนดว่า เรื่องใดก็ตามที่มีผลกระทบจะต้องมีมาตรการรองรับก่อนที่กฎหมายจะออกมาเพื่อไม่ให้เกิดอย่างที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ข้อบกพร่องของใคร เพียงแต่เป็นการรวบรวมกฎหมายที่มีอยู่เดิมมาใส่ในกฎหมายใหม่ ทั้งที่กฎหมายก็มีอยู่แล้ว แต่ไม่ปฏิบัติก็ทำให้เกิดปัญหา อย่ามองว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้มีหลายเรื่องที่ปฏิรูปไปแล้ว อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปดูว่าวันนี้ ต่างจากวันที่ 22 พฤษภาคม 57 วันนั้นมีวาระการปฏิรูป 11 วาระ ซึ่ง สปท.ได้นำไปขับเคลื่อนออกเป็น 37 วาระในการปฏิรูป ซึ่งจะนำไปจัดอยู่ในกล่องเดิม 11 วาระให้ได้ เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็ไปดูกิจกรรมในวาระต่าง ๆ ก็จะออกมาเป็นแผนปฏิรูปที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 6 ยุทธศาสตร์ แล้วจึงไปขับเคลื่อนในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งทั้ง 11 คณะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ขอความกรุณาสื่อและประชาชน ช่วยกันติดตาม เพราะเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน เป็นเรื่องที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นและมั่งคงไปอย่างก้าวหน้า ซึ่งทุกคนจะได้ประโยชน์และผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดีขึ้น แต่ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือวันนี้ การปฏิรูปทุกอย่างไม่มีวันสำเร็จ

“หลายประเทศเขาใช้การปฏิรูป โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ เขาไม่สนใจความขัดแย้ง เมื่อปฏิรูปไม่ได้ เขาก็ใช้กฎหมายเอา ซึ่งประเทศเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่เคยชินกับการบังคับใช้กฎหมาย เราไม่ยอมรับในกฎหมายหลายอย่าง สิ่งสำคัญต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน เดินไปสู่เป้าหมายอันเดียวกัน วันนี้รัฐบาลมองเป้าหมายที่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกรายได้ ทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นได้ประโยชน์จากการปฏิรูปประเทศ ผมก็คาดหวังกับรัฐบาลและ คสช. ท่านจะคาดหวังกับผมหรือไม่ก็ไม่รู้ หรือท่านจะไปฟังคนอื่นก็ตามใจ ก็ไปดูวันหน้าแล้วกัน ถ้าไม่ร่วมมือวันนี้ก็ไปร่วมวันหน้ากับใครก็แล้วแต่ ไปดูสิว่าจะทำสำเร็จไหม ทั้งรัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้าไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้องร่วมมือกัน ถ้าขัดแย้งกันวันนี้ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องการเมือง และเรื่องอื่นๆ แล้วก็มาขัดแย้งกันเหมือนเดิม แล้วใครจะรับผิดชอบ ก็ต้องมาที่นายกรัฐมนตรีและคสช.ที่ต้องรับผิดชอบ อย่างไรผมก็รับอยู่แล้ว แต่ผมจะไม่ให้ไปสู่ตรงนั้น” นายกฯกล่าว

อย่าสนใจแต่ การเมือง !!



อย่าสนใจแต่ การเมือง !!
“นายกฯ" ถก กก.ปฏิรูปประเทศ กว่า3ชม.ชี้เป็นอนาคตประเทศ ขอสนใจติดตาม อย่าสนใจแต่ การเมือง เตรียมออก กม.อีกเพียบ แต่ต้องมีมาตรการรองรับ/ขอ คนไทยให้ความสำคัญกับกฎหมาย อย่ามองว่าถูกบังคับ "ยัน"รัฐบาลไม่บังคับ ปชช. แต่มุ่งทำประโยชน์ให้ทุกกลุ่มในประเทศ/ ชี้ คาดหวังกับรัฐบาลและคสช. เหน็บ ท่านจะไปฟังคนอื่นก็ตามใจ ก็ไปดูวันหน้าแล้วกัน ถ้าไม่ร่วมมือวันนี้ ก็ไปร่วมวันหน้ากับใครก็แล้วแต่

ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ โดยใช้เวลา กว่า 3 ชม.ครึ่ง
พลเอกประยุทธ์ แถลงหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อวางอนาคตของประเทศ ที่เป็นการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่ครอบคลุมในหลายประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ 
"ขออย่ามองแต่ประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับรายได้ให้พ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการ และที่สำคัญเรื่องกฎหมายที่ต้องเอากฎหมายทั้งประเทศมาดูว่าจะมีการปรับปรุงพัฒนาไปอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องเอากฎหมายต่างประเทศมาดูว่า เราจะต้องปรับตรงไหน ทำอย่างไรให้เป็นสากลมากที่สุด ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย
"ผมอยากให้คนไทยให้ความสำคัญกับกฎหมายมากขึ้น อย่ามองว่ากฎหมายคือสิ่งที่บังคับเรา ควบคุมเรา รัฐบาลไม่ต้องการบังคับประชาชน เราต้องการมุ่งเน้นให้กฎหมายมีการอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนให้ทั่วถึง ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ไว้วางใจ กฎหมายไหนที่จะต้องให้เร็วในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่
ทั้งนี้ผมได้กำหนดว่า เรื่องใดก็ตามที่มีผลกระทบจะต้องมีมาตรการรองรับก่อนที่กฎหมายจะออกมาเพื่อไม่ให้เกิดอย่างที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ข้อบกพร่องของใคร เพียงแต่เป็นการรวบรวมกฎหมายที่มีอยู่เดิมมาใส่ในกฎหมายใหม่ ทั้งที่กฎหมายก็มีอยู่แล้ว แต่ไม่ปฏิบัติก็ทำให้เกิดปัญหา อย่ามองว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้มีหลายเรื่องที่ปฏิรูปไปแล้ว อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปดูว่าวันนี้ ต่างจากวันที่ 22 พ.ค. 57 วันนั้นมีวาระการปฏิรูป 11 วาระ ซึ่งสปท. ได้นำไปขับเคลื่อนออกเป็น 37 วาระในการปฏิรูป ซึ่งจะนำไปจัดอยู่ในกล่องเดิม 11 วาระให้ได้ เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็ไปดูกิจกรรมในวาระต่าง ๆ ก็จะออกมาเป็นแผนปฏิรูปที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 6 ยุทธศาสตร์ แล้วจึงไปขับเคลื่อนในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่ง ทั้ง 11 คณะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
"ขอความกรุณาสื่อและประชาชน ช่วยกันติดตาม เพราะเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน เป็นเรื่องที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นและมั่งคงไปอย่างก้าวหน้า ซึ่งทุกคนจะได้ประโยชน์และผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดีขึ้น แต่ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือวันนี้ การปฏิรูปทุกอย่างไม่มีวันสำเร็จ"
“หลายประเทศเขาใช้การปฏิรูป โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ เขาไม่สนใจความขัดแย้ง เมื่อปฏิรูปไม่ได้ เขาก็ใช้กฎหมายเอา ซึ่งประเทศเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่เคยชินกับการบังคับใช้กฎหมาย เราไม่ยอมรับในกฎหมายหลายอย่าง สิ่งสำคัญต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน เดินไปสู่เป้าหมายอันเดียวกัน
วันนี้รัฐบาลมองเป้าหมายที่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกรายได้ ทำอย่างไรให้คนเหล่านั้นได้ประโยชน์จากการปฏิรูปประเทศ
"ผมก็คาดหวังกับรัฐบาลและคสช. ท่านจะคาดหวังกับผมหรือไม่ก็ไม่รู้ หรือท่านจะไปฟังคนอื่นก็ตามใจ ก็ไปดูวันหน้าแล้วกัน ถ้าไม่ร่วมมือวันนี้ ก็ไปร่วมวันหน้ากับใครก็แล้วแต่ ไปดูสิว่าจะทำสำเร็จไหม ทั้งรัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้าไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้องร่วมมือกัน
ถ้าขัดแย้งกันวันนี้ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องการเมือง และเรื่องอื่นๆ แล้วก็มาขัดแย้งกันเหมือนเดิม แล้วใครจะรับผิดชอบ ก็ต้องมาที่นายกรัฐมนตรีและคสช.ที่ต้องรับผิดชอบ อย่างไรผมก็รับอยู่แล้ว แต่ผมจะไม่ให้ไปสู่ตรงนั้น” นายกฯ กล่าว

"บิ๊กตู่" ปริ๊ดดดด!!...นักข่าวถาม "สวมชุดลายพราง" ฆ่ายกครัว "ผู้ใหญ่บ้าน"กระบี่ โยง จนท.หรือไม่



"บิ๊กตู่" ปริ๊ดดดด!!...นักข่าวถาม "สวมชุดลายพราง" ฆ่ายกครัว "ผู้ใหญ่บ้าน"กระบี่ โยง จนท.หรือไม่...ลั่นถามใครหล่ะ ให้ไปหากันมา ยัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
ชี้ยังไม่สรุปสาเหตุฆาตรกรรมยกครัวที่กระบี่ บอกให้เวลา ผบ.ตร. ลงพื้นที่แล้ว ให้เวลาเจ้าหน้าที่ทำงาน ฉุนถูกถามมือสังหารเป็นคนมีสี ด่าสื่อคิดกันแค่นี้ ชี้ ยังไงก็ต้องใช้ตำรวจทำคดี ให้เลือกตำรวจดี ไม่ดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีชายฉกรรจ์ยกพวกบุกบ้านนายวรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านเมืองกระบี่ พร้อมยิงทิ้งยกครอบครัวเป็นให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 3 คนว่า "ผมคงไม่ต้องไปกำชับอะไรในคดีนี้ เพราะพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา
เมื่อถามว่า เป็นคคีสะเทิอนขวัญ และสงสัยว่า อาจมีการเชื่อมโยง ผู้ลงมือกระทำเกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่ เพราะใส่ชุดพราง นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า "ใครหล่ะ ให้ไปหากันมา ผมบอกแล้วไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
"พวกสื่อก็ชอบย้ำอยู่นั่นแหละว่า คนร้ายเป็นเจ้าหน้าที่สวมเครื่องแบบ สื่อก็ยุ่งกับไอ้เรื่องพวกนี้ "
เมื่อถามว่า ผบ.ตร.รายงานความคืบหน้าหรือยังว่าคดีที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับประเด็นใด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่มีการรายงานอะไรขึ้นมา ทางผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปตรวจสอบกันก่อน ไม่ใช่ว่าไปทำวันเดียวแล้วเสร็จ เรื่องนี้ตั้งไว้หลายสาเหตุ ทั้งเรื่องของความขัดแย้ง ชู้สาว ขัดแย้งผลประโยชน์ในพื้นที่ เรื่องแบบนี้สอบได้ไม่ง่าย
"เสียใจกับครอบครับที่ถูกฆาตกรรมด้วย นี่หรือ แผ่นดินธรรม พวกคนก็จะเอาแต่เรื่องการเมืองมากอดไว้ มันไม่ได้ เราต้องช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ และต้องไม่เกิดขึ้นอีก
วันนี้เราก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานกันอยู่ดี จะไปบอกว่าตำรวจไว้ใจไม่ได้มันไม่ใช่ เพราะตำรวจที่ดีก็ตั้งใจทำงาน ส่วนคนไม่ดีก็เอาออกไปลงโทษด้วยกลไกทางกฎหมาย กระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจนเท่านั้นเอง"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ร่างฯ แห่ง ความเชื่อมั่นและไว้ใจกันของสังคม



ร่างฯ แห่ง ความเชื่อมั่นและไว้ใจกันของสังคม
โฆษกกห.เผย “ร่างสัญญาประชาคม” ปรับแก้แล้ว พร้อมเปิดเวที 17-20ดค.นี้แล้ว ชี้เป็นความพยายามร่วมกันของประชาชนในการหาทางออกจากความขัดแย้ง /ชี้"ร่างสัญญาประชาคม” จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความเชื่อมั่นและไว้ใจกันของสังคม

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในการจัดทำร่างสัญญาประชาคมว่า ขณะนี้ ได้ปรับความเหมาะสมของเนื้อหาร่างสัญญาประชาคม ตามคำแนะนำของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง เรียบร้อยแล้ว
โดยอยู่ระหว่างประสานความพร้อม เพื่อเตรียมชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ระหว่าง 17 - 20 ก.ค.60 ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร นครราชสีมา พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช ตามลำดับ
ทั้งนี้ การจัดทำ “ร่างสัญญาประชาคม” ฉบับนี้ ได้ดึงความเห็นร่วมที่สอดคล้องและตรงกันของประชาชนในประเด็นการสร้างความสามัคคีปรองดอง จากเวทีการรับฟังทั่วประเทศที่ผ่านมา มาพิจารณาร่วมกับผลการศึกษาด้านการปฏิรูปและการปรองดองของคณะกรรมการต่างๆที่เคยมีมา เช่น คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
รวมทั้งรายงานวิจัย การสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของสถาบันพระปกเกล้า และคู่มือสันติวิธี สถาบันยุทธศาสตร์สันติวิธี สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยพิจารณาถึงทิศทางร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ และความสอดคล้องตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
โดย กล่าวนำถึง สภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามสภาพแวดล้อมสังคมโลก ความไม่พร้อมต่อการปรับตัวและการบริหารจัดการที่ไม่สมดุลและเป็นธรรมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเกิดปัญหาต่างๆของสังคมตามมาเป็นวงกว้าง
“ร่างสัญญาประชาคม” ที่จัดทำขึ้น มีสาระสำคัญ ถึงความตระหนักร่วมกันต่อปัญหาที่ผ่านมา ความเข้าใจร่วมกันเพื่อการปรับตัวและความจำเป็นที่ทุกคน ต้องร่วมมือร่วมใจเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาของประเทศอย่างจริงจัง ด้วยคำมั่นต่อกัน ที่เน้นในสำนึกหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน ในการสนับสนุน ส่งเสริม เรียนรู้และร่วมมือกันปฏิบัติ
โดยยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม หลักศีลธรรมอันดีงามของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างถูกต้อง เหมาะสม ยอมรับความแตกต่างทางความคิด เคารพและไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นภายใต้กรอบของกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ที่ยึดเอา หลักความถูกต้อง ชอบธรรม ความเสมอภาค ไม่สร้างเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” เป็นภูมิคุ้มกันของสังคมร่วมกัน
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลความเห็นร่วมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากประเด็นการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่ได้รับจากประชาชนนั้น ถือว่ามีคุณค่ายิ่งต่อการบริหารงานของรัฐบาล และการจัดการร่วมกันเพื่อการปฏิรูปประเทศในทุกมิติต่อไป
และเชื่อมั่นว่า การชี้แจง สร้างการรับรู้และความเข้าใจกับประชาชนอย่างกว้างขวางใน “ร่างสัญญาประชาคม” ที่ร่วมกันจัดทำขึ้น จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความเชื่อมั่นและไว้ใจกันของสังคม ที่จะพัฒนาไปสู่การมีส่วนร่วมและความร่วมมือร่วมใจกันอย่างเป็นรูปธรรม ในการนำพาประเทศก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคทั้งปวง สู่จุดหมายร่วมกัน คือ การอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติสุข ด้วยบรรยากาศของการปรองดองสามัคคีกัน

ปฏิรูป "ข่าวกรอง" รับมือ ภัยคกคาม ทั้งระบบ เชื่อมData linkกับ 27 หน่วยงาน



ปฏิรูป "ข่าวกรอง" รับมือ ภัยคกคาม ทั้งระบบ เชื่อมData linkกับ 27 หน่วยงาน
"บิ๊กป้อม" ถก คณะกรรมการความมั่นคง อนุมัติ แผนปฏิรูปข่าวกรอง และการเชื่อมโยง Data linkage กับ 27 หน่วยงาน ทั้งราชการ และ รัฐวิสาหกิจ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการทำข่าวกรอง วิเคราะห์ ภัยคุกคาม/ ไฟเขียว ใช้แอพพลิเคชั่น ในการ ถอดรหัส ข้อมูลที่มีชั้นความลับ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการ อำนวยการปฏิรูปงานความมั่นคง ที่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)
พลเอก ทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช. เผยว่า ในการประชุม ได้มีการ อนุมัติ แผนการปฏิรูปข่าวกรอง ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สนข.) แล้ว
รวมทั้ง ขอความเห็นชอบ ต่อที่ประชุม ในการเชื่อมโยง Data linkage กับ 27 หน่วยงาน ทั้งราชการ และ รัฐวิสาหกิจ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการทำข่าวกรอง วิเคราะห์ ภัยคุกคาม โดยจะต้อง นำเข้าที่ประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนกสรบริหารราชการแผ่นดินและยุทธศาสตร์ชาติ คณะ5 ที่มี พลเอกประวิตร เป็นประธาน ก่อนที่จะนำเข้า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังอนุมัติเริ่อง
ฐานข้อมูลความมั่นคง เพิ่อไว้ ใช้ประโยชน์ ในการวิเคราะห์ และประเมิน ภัยคุกคาม ต่างๆ ของหน่วยความมั่นคง
รวมทั้งการทำ แอพพลิเคชั่น ในการ ถอดรหัส ข้อมูลที่มีชั้นความลับ ด้านความมั่นคง
นอกจากนี้ ยังรับทราบ แผนแม่บท และแผนโครงสร้าง ของกระทรวงกลาโหม และแผนการเพิ่ม ขีดความสามารถ ของกลาโหม ในด้านการวิจัยพัฒนา และอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศ
และรับทราบ การปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบตร. ได้ ชี้แจงความคืบหน้า และการทำงานร่วมกับ คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ. เป็นประธาน เพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์ ตามแนวทางที่นายกฯ สั่งการ

"กอ.รมน."เปิดเวทีสาธารณะ ในค่ายทหารแจง"ร่างสัญญาประชาคม" ฉบับ"บิ๊กเจี๊ยบ"



"กอ.รมน."เปิดเวทีสาธารณะ ในค่ายทหารแจง"ร่างสัญญาประชาคม" ฉบับ"บิ๊กเจี๊ยบ"17-20กค.นี้ กทม.-โคราช-พิษณุโลก-นครศรีฯ เชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความเห็น ก่อนทำ"ร่างสัญญาประชาคม"ฉบับสมบูรณ์" ยัน ยึด"ประชาชนเป็นศูนย์กลาง"

พ.อ. พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยถึงกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า จากที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้เสนอข้อมูล ข้อคิดเห็น ให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง(คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 1) และได้ร่วมในกระบวนการทบทวนสรุปข้อคิดเห็นกับคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง(คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 2) ไปแล้วนั้น
ในขณะนี้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อความสามัคคีปรองดอง (คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 3) ที่มี
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธานได้จัดทำ "ร่างสัญญาประชาคม"เสร็จเรียบร้อยแล้ว
และได้กำหนดการชี้แจงให้แก่พี่น้องประชาชนทุกๆกลุ่มได้รับทราบ ก่อนที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 3 จะพิจารณาจัดทำร่างสัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์ต่อไป
และเพื่อให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการสร้างความสามัคคีปรองดอง จึงได้จัดให้มีเวทีสาธารณะขึ้นในภูมิภาคต่างๆ และคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อความสามัคคีปรองดอง(คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 3) จะทำการชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบเพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจในรายละเอียดของร่างสัญญาประชาคม ดังนี้.-
พื้นที่ภาคกลาง ในวันจันทร์ ที่ 17 ก.ค.60 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ สโมสรกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1(บก.ทภ.1) กทม.
พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันอังคาร ที่ 18 ก.ค.60 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ สโมสรร่วมเริงไชย กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 (บก.ทภ.2) ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
พื้นที่ภาคเหนือ ในวันพุธ ที่ 19 ก.ค.60 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ อาคารกีฬาเอนกประสงค์ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ กองบัญชาการช่วยรบ ที่ 3(บชร.3) จังหวัดพิษณุโลก
พื้นที่ภาคใต้ ในวันพฤหัสบดี ที่ 20 ก.ค.60 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ สโมสรรื่นฤดี ค่ายวชิราวุธ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 4(บก.ทภ.4) จังหวัดนครศรีธรรมราช
ในการดำเนินการ กอ.รมน. ได้บูรณาการร่วมกันกับทุกๆจังหวัด โดย กอ.รมน.จังหวัด จะเรียนเชิญพี่น้องประชาชนจากกลุ่มต่างๆ ที่ได้เคยให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะฯในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นฯจากทุกจังหวัด รวมเป็นพื้นที่ภูมิภาคละประมาณ 300 – 500 คน เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงฯ
กอ.รมน. จึงขอเรียนเชิญผู้แทนของกลุ่มต่างๆที่เคยมาร่วมแสดงความคิดเห็นได้มาร่วมประชุมเพื่อรับฟังร่างสัญญาประชาคมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาร่างสัญญาประชาคมให้มีความสมบูรณ์ ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการสร้างความสามัคคีปรองดองต่อไป

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"แบมะมีเดียร์"นักเคลื่อนไหวสันติภาพ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง ปชช.ร่วมอาลัยจำนวนมาก

"แบมะมีเดียร์"นักเคลื่อนไหวสันติภาพ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง ปชช.ร่วมอาลัยจำนวนมาก

Publish 2017-07-11 17:54:35


วันที่ 11 ก.ค. 2560 ที่มัสยิดนูรุลเอนซาน ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง ปัตตานี นายแวหามะ แวกือจิก หรืออีกชื่อที่คนในพื้นที่เรียก "แบมะมีเดียร์" ผู้อำนวยการสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน เป็นวิทยุชุมชนชื่อดังในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มีผลงานคือ รายการโลกวันนี้ (DUNIA HARI INI) ผ่านสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน ได้เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งลำไส้นานกว่า 3 ปี เมื่อกลางดึกเวลา 03.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นบ้านเกิด ที่หมู่บ้านปะกาฮารัง หมู่ที่ 1 ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี



สำหรับนายแวหามะ ถือเป็นบุคคลสำคัญของชายแดนใต้คนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักจัดรายการวิทยุที่มากด้วยประสบการณ์ และเป็นครูแห่งวิทยุภาษามลายูซึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยุภาษามลายูในพื้นที่ ในปี 2556 หลังจากได้มีการลงนามข้อตกลงการพูคคุยสันติภาพ ระหว่างรัฐไทยกับ BRN ที่มาเลเซีย  นายแวหามะ ได้เปิดรายการโลกวันนี้ ผ่านทางสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน และได้สร้างแรงกระเพื่อมในการสร้างสันติภาพในพื้นที่





แบมะ เป็นที่รู้จักในนามนักจัดรายการวิทยุสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่พยายามเปิดช่องทางการสื่อสารให้กับสื่อทางเลือกในพื้นที่ และได้ความฮือฮาโดยการสัมภาษณ์ อุสตาสฮัสซัน ตอยิบ และ พล.ท ภราดล พัฒนถาบุตร สองแอคเตอร์สำคัญในการพูคคุยสันติภาพในช่วงปี 2556  แบมะ เคยพูดอยู่เสมอว่า เป้าหมายสำคัญของการสื่อสารในพื้นที่ คือการเป็นพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วนมามีส่วนร่วม เพื่อนำสันติภาพที่ยั่งยืน สันติภาพที่ถาวรมาสู่พื้นที่ชายแดนใต้ และเป็นสันติภาพที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนอีกด้วย ทั้งนี้พิธีละหมาดญะนาซะฮ์ (ละหมาดศพ) นายแวหามะ  จะมีขึ้นที่มัสยิดนูรูลเอนซาน (มัสยิดปะกาฮะรัง) และจะนำศพไปฝังที่กูโบร์โต๊ะอาเยาะห์ ชุมชนจะบังติกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นกูโบทีมีบรรดาเจ้าเมืองและวีรบุรุษที่สำคัญในอดีตฝังที่กูโบร์(สุสาน) แห่งนี้จำนวนมาก



ภาพ/ข่าว ตอริก สหสันติวรกุล   ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  สำนักข่าวทีนิวส์  จ.ปัตตานี

ยรรยง พวงราช :รัฐบาล คสช. บริหารเศรษฐกิจผิดพลาดทำให้ประชาชนขาดกำลังซื้อ

รัฐบาล คสช. บริหารเศรษฐกิจผิดพลาดทำให้ประชาชนขาดกำลังซื้อ
เห็นได้จากดัชนีผู้บริโภค ติดลบติดต่อกันถึง 15 เดือน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ SME เจ๊งหนัก แรงงานประมงและต่างด้าวมีปัญหา
Q: ท่านมองการจับจ่ายใช้สอยในประเทศช่วงนี้เป็นอย่างไร มีอะไรเป็นตัวชี้วัด
A: การจับจ่ายใช้สอยหรือการบริโภคของประชาชนเริ่มลดตํ่าลงหลังจากการเข้ายึดอำนาจโดย คสช. และลดตํ่าลงอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ เพราะประชาชนขาดกำลังซื้อและสะท้อนถึงสภาวะทางเศรษฐกิจที่ซบเซาคือ ตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพงที่ประชาชนชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างเห็นได้ชัด
ตัวชี้วัดที่เป็นทางการแสดงถึงกำลังซื้อของประชาชน คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(Consumer Price Index หรือ CPI) ที่จัดทำโดยกระทรวงพาณิชย์ ดัชนีตัวนี้วัดจากข้อมูลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค(ของกินของใช้)ที่ประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องซื้อหาเป็นประจำซึ่งจัดเก็บจากแหล่งซื้อขายจริงทั่วประเทศ แล้วนำมาคำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อยละ(%)ในแต่ละเดือน ค่าบวกและลบแสดงถึงกำลังซื้อของประชาชนว่ามากหรือน้อยในช่วงเวลานั้นๆ ค่าดัชนีCPI ที่เหมาะสมของไทยที่ถือว่าเป็นภาวะปรกติจะเพิ่มขึ้น 2% - 4% ถ้าเกินกว่านี้อาจกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อ ถ้าตํ่ากว่านี้ก็อาจจะนำไปสู่ภาวะเงินฝืด โดยเฉพาะถ้าค่าCPI ติดลบคือตํ่ากว่าศูนย์ต่อเนื่องหลายๆเดือน ก็แสดงว่าประชาชนขาดกำลังซื้อและขาดความเชื่อมั่น
ค่าดัชนีCPI เริ่มลดตํ่ากว่า2% ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่รัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศ คือ เดือนกันยายน2557 ค่าดัชนีบวกเพียง 1.8% และลดตํ่าลงอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นติดลบคือ -0.4% ในเดือนมกราคม2558 และCPI ติดลบต่อเนื่อง 15 เดือน จนถึงมีนาคม 2559 และอยู่ในระดับตํ่ามากจนถึง 2 เดือนล่าสุดคือพฤษภาคมและมิถุนายน 2560 ก็เริ่มติดลบอีกคือ -.0% ทั้งสองเดือน แสดงว่าประชาชนขาดกำลังซื้อและขาดความเชื่อมั่นจนผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องลดราคาสินค้าลง
นอกจากดัชนีCPI แล้ว ยังมีตัวชี้วัดการบริโภคหรือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนอีกตัวหนึ่งคือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ล่าสุดเพิ่งมีการเปิดเผยเมื่อ 6 ก.ค.ที่ผ่านมาว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเดือนมิถุนายน 2560 ตกต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 74.9 ซึ่งสอดคล้องกับดัชนี CPI ของกระทรวงพาณิชย์
Q: การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลงมากอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุมาจากอะไร
A: สาเหตุที่ทำให้การจับจ่ายใช้สอยหรือการบริโภคของประชาชนลดลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. เกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆดังนี้
(1) รายได้เกษตรกรตกตํ่าลงมากทั้งจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำและปริมาณการผลิตที่ลดลงแทบทุกสินค้า เช่น
-ข้าว ราคาข้าวเปลือกช่วงนาปี 59/60 ข้าวเปลือกเจ้าเคยตกต่ำถึง 6,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกหอมมะลิเคยตํ่ากว่าตันละ 10,000 บาท แม้ในช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกจะสูงขึ้นบ้าง แต่ชาวนาก็แทบไม่มีข้าวอยู่ในมือแล้ว ส่วนในด้านปริมาณ ชาวนาก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมแทบทุกปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
-ยางพารา ราคายางมีความผันผวนและตกต่ำมากเป็นประวัติการณ์ พูดกันว่า 3 กิโล 100 บาทก็เคยเห็น ล่าสุดเกษตรกรร้องเรียนว่าถูกพ่อค้าทุบราคา ขณะนี้ ราคายางขยับขึ้นบ้างอยู่ที่ กก.ละประมาณ 45-50 บาท แต่ก็มีผลผลิตออกขายน้อยมากเนื่องจากปิดกรีดในช่วงฤดูยางผลัดใบ รวมทั้งมีการโค่นต้นยางทิ้งบางส่วนหลังรัฐประหาร
-ปาล์มน้ำมัน ราคาปาล์มทะลายนํ้ามัน17% เดือน ก.ค.2559 กก.ละ 6.00-6.50 บาท แต่ต้น ก.ค.2560 เกษตรกรขายได้ กก.ละประมาณ 4.00 บาท
(2) รายได้ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ลดลงมากเพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของไทยเองและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
รวมทั้งการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล เช่น นโยบายแรงงานต่างด้าว การจัดระเบียบเรือประมง เป็นต้น
(3) การขาดความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของรัฐบาล ทำให้ประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคลง ส่วนภาคธุรกิจเอกชนชะลอการลงทุนลง ดังจะเห็นได้จากยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่ายอดการลงทุน FDI นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาลดน้อยลงกว่าช่วงก่อนที่มีการรัฐประหารเป็นอย่างมาก
Q: ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคมีแนวโน้มไปในทิศทางใด
A: ดูจากแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลก ไม่น่าจะสามารถทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในภาคเกษตรและ SMEs (ซึ่งรวมกันแล้วน่าจะเกินกว่า 30 ล้านคน) มีรายได้เพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น อีกทั้งภาระหนี้สินครัวเรือนที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นทุกวัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคชะลอตัว คาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคหรือCPI จะเพิ่มในอัตราตํ่าคือประมาณ 0.5% - 1.5% เท่านั้น (ไม่ถึงอัตราปรกติคือ 2% - 4%)
Q: รัฐควรออกมาตรการอย่างไรในการช่วยเหลือภาคเกษตรและภาคแรงงาน
A: รัฐควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศโดยการเพิ่มรายได้ให้เศรษฐกิจรากฐานคือ ภาคเกษตรและภาคแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและให้เห็นผลโดยเร็ว ไม่ใช่เน้นเฉพาะการแก้ไขเชิงโครงสร้างหรือการปฏิรูปเท่านั้น
Q: การจับจ่ายใช้สอยลดลงส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจโดยรวม
A: ถ้าประชาชนจับจ่ายใช้สอยหรือบริโภคลดลง ภาคธุรกิจเอกชนก็จะลดหรือชะลอการผลิตและการลงทุน ภาครัฐก็จะมีรายได้จากภาษีน้อยลง (เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้บริโภคและภาษีเงินได้จากรายได้หรือผลกำไร) และไม่สามารถลงทุนในโครงการพื้นฐานที่สำคัญหรือโครงการสาธารณะที่จำเป็นได้
ในที่สุดการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็คือ จะทำให้เราสามารถพัฒนาประเทศได้น้อยกว่าและช้ากว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งใช้อัตราการขยายตัวของ GDP เป็นตัวชี้วัด การบริโภคและการลงทุนทั้งของเอกชนและของรัฐบาลเป็นองค์ประกอบสำคัญของ GDP ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการส่งออกและการนำเข้า เรื่องนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษเพราะในช่วงหลังมานี้ GDP ของไทยขยายตัวเพียงปีละ 2% - 3% ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ประเทศสมาชิกอื่นๆขยายตัวปีละ 5% - 7% ในทุกประเทศ