PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กเจี๊ยบ" เผย "ในหลวง" ทรงห่วงใยประชาชน ตากแดด พื้นปูนร้อน สั่งหาทางแก้ไข

"บิ๊กเจี๊ยบ" เผย "ในหลวง" ทรงห่วงใยประชาชน ตากแดด พื้นปูนร้อน สั่งหาทางแก้ไข อาจปูพื้นยาง-ฟูกที่นอน /ทรงเต่อนจนท.อย่าดุ เข้มงวด ปชช.จนเกินไป/ ผบทบ.พอใจบรรยากาศ ดี คนไทยรักสามัคคี ทำยังไง ให้เป็นไปตลอด
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลง กรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีความห่วงใย พี่น้องประชาชน ที่จะมาร่วมพระราชพิธีฯ วันที่26 ตค.นี้ เพราะหากอากาศร้อนจัด หรือแดดร้อนจัด พื้นปูนริมถนน จะมีความร้อนมาก ประชาชนจะนั่งกันอย่างไร
ทรงฝากทางรัฐบาล กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อลดความร้อน บนพื้นปูนได้
ซึ่ง ตอนนี้กำลังคิดกันว่าอาจจะนำยางหรือผ้า ฟูกที่นอนมารองรับที่พื้น เพื่อลดความร้อน
"ทรงห่วงใยประชาชนมาก พร้อมรับสั่งด้วยว่า เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติต่อประชาชนดีๆ อย่าไปดุ ไปเข้มงวด กับเขามากนัก" พลเอกเฉลิมชัย กล่าว
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า บรรยากาศตอนนี้ดีมาก ในเรื่องรักสามัคคี ความเป็นพี่น้องเป็นคนไทย ความมีจิตอาสาช่วยเหลือกันในเรื่องต่างๆ. พี่น้องบางคนมาจากต่างจังหวัดมาคนเดียวแล้วก็มาเจอกันในงานจิตอาสา พอได้รู้จักและกลายเป็นเพื่อนรักกันไปเลยก็
"ทำอย่างไร จึงจะทำให้สิ่งดีๆเหล่านี้ คงอยู่ตลอดไป" ผบ.ทบ.กล่าว

"บิ๊กป้อม" ถก รมว.กห.อาเซียน/คู่เจรจา ร่วมมือ7ด้าน ทั้ง คาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้าย

"บิ๊กป้อม" ถก รมว.กห.อาเซียน/คู่เจรจา ร่วมมือ7ด้าน ทั้ง คาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้าย และปัญหาในรัฐยะไข่ ตกลงให้ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง/ใช้กำลังทหาร ยึดเจรจาทางการทูต /บิ๊กป้อม ยัน ยึดสันติวิธี
ในการประชุม รมว.กลาโหม อาเซียน กับ รมว.กห.ประเทศคู่เจรจา ครั้งที่ 4 เมื่อ 24 ต.ค. 60 ที่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ร่วมอยู่ด้วยนั้น ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่อง จากการประชุม รมว.กห.อาเซียน ครั้งที่ 11 ณ เมืองคลาร์ก จังหวัดปัมปังกา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า รมว.กห.อาเซียน และ รมว.กห.ประเทศคู่เจรจา ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ได้รับทราบร่วมกันถึงพัฒนาการล่าสุดของอาเซียน
และการทำงานร่วมกับประเทศคู่เจรจาทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ การต่อต้านการก่อการร้าย การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ความมั่นคงทางทะเล การแพทย์ทหาร การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม

พร้อมทั้ง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความมั่นคงของภูมิภาค โดยมีความกังวลร่วมกันต่อปัญหาทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้าย และปัญหาในรัฐยะไข่
โดยเสนอให้กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร และทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องตามหลักกฎหมายสากลและระเบียบปฏิบัติร่วมที่กำหนด บนพื้นฐานความเท่าเทียมและประโยชน์ร่วม หลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ใช้กำลังทหาร โดยใช้การเจรจาหารือทางการทูตและช่องทางสื่อสารตรง
รวมทั้งประสานเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด บนความริเริ่มความร่วมมือใหม่ เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียน สามารถเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงร่วมกัน
พล.อ.ประวิตร ได้แสดงทัศนะต่อที่ประชุม ถึงภัยคุกคามปัจจุบันที่มีลักษณะข้ามชาติและซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจึงต้องผสมผสานความคิดและมีความรอบคอบ ร่วมมือกันพิจารณาประเด็นต่างๆอย่างครบถ้วนในทุกมิติแบบองค์รวมที่มุ่งความยั่งยืน บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักสันติวิธี โดยคำนึงถึงภัยคุกคามที่พัฒนาการมากับเทคโนโลยี
ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ จำเป็นต้องอ่อนตัวเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคต่อไป
และย้ำว่า กห.ไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการริเริ่มความร่วมมือใหม่ในทุกมิติ ภายใต้กลไก กห.อาเซียนและ กห.ประเทศคู่เจรจา เพื่อประสิทธิภาพของพัฒนาการ การทำงานความมั่นคงร่วมกันของภูมิภาค
พร้อมทั้ง ขอขอบคุณ ทุกประเทศที่ส่งกองเรือเข้าร่วมมหกรรมสวนสนามทางเรือนานาชาติ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งอาเซียน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ในเดือน พ.ย. 60 ณ เมืองพัทยา
หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมพิธีส่งมอบหน้าที่ การเป็นประธานการประชุมรมว.กห. อาเซียน ในปี 2561จาก กห.ฟิลิปปินส์ให้กับ กห.สิงคโปร์

พล.ท.คงชีพ กล่าวโดยภาพรวมว่า การประชุม รมว.กห.อาเซียน และการประชุม รมว.กห.อาเซียน กับรมว.กห.ประเทศคู่เจรจา ถือเป็นกลไกสูงสุดและสำคัญยิ่งด้านความมั่นคงของภูมิภาค ที่จะร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน บนบทบาทและจุดยืนที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค

กรอบ’เลือกตั้ง’ ในกุมภาพันธ์ 2562 มีความ แจ่มชัด

กรอบ’เลือกตั้ง’ ในกุมภาพันธ์ 2562 มีความ แจ่มชัด


แม้ภายใต้ “ปฏิญญา ทำเนียบรัฐบาล” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม จะยังไม่สามารถกำหนดวันและเวลาของการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน ตายตัว

แต่ “กรอบ” ก็เริ่ม “สัมผัส” ได้

เป็นการสัมผัสได้ในเบื้องต้นว่าในเดือนมิถุนายน 2561 จะสามารถกำหนดได้ว่าเป็นวันที่เท่าใดและเป็นความรับรู้ในเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2561

นั่นคือ ข้อกำหนดอันเป็นที่รับรู้กัน

กระนั้น ท่ามกลางการถกแถลงอภิปรายในประเด็นว่าด้วย “การเลือกตั้ง” ก็มีการเสนอปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดตลอด 2 รายทาง

เนื่องแต่กระบวนการ “ผ่าน” กฎหมายลูก

ไม่ว่าจะเสนอขึ้นโดย สนช.ซึ่งใกล้ชิดกับฐานแห่งอำนาจ ไม่ว่าจะขานรับโดยสมาชิกคนสำคัญของ คสช.ทำให้เกิดสภาวะไม่แน่นอนขึ้น

เป็นความไม่แน่นอนว่าจะปี 2561 หรือจะปี 2562

ท่างกลางความสับสน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านการเลือกตั้ง ได้ออกมาวางกรอบกว้างๆ และสร้างความแจ่มชัดให้บังเกิด

เป็นการพูดจากมุมมอง “ส่วนตัว” แน่นอน

แต่ก็เป็นความเป็นส่วนตัวอันวางอยู่กับ 1 รัฐธรรมนูญ 1 กระบวนการทำงานของ สนช.และ 1 กระบวนการทำงานของ กกต.

ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการพูดโดยมี “พยาน”

พยานที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งเดินทางมาดูงานการเลือกตั้งของ กกต.ไทย

“การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562”

หากพูดตามภาษาแห่งการปรองดอง สมานฉันท์ บทสรุปนี้ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ดำเนินไปในท่วงทำนอง “พบกันครึ่งทาง”

เป็นไปอย่าง “ยืดหยุ่น” แต่ก็มีความตายตัว

ต้องยอมรับว่าบทสรุปของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร มาจากหลักการของรัฐธรรมนูญที่กฎหมายลูกจะเรียบร้อยภายในกำหนด 240 วัน

และจะจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

นั่นก็คือ หากมองอย่าง “เร่ง” การเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้ภายในเดือนสิงหาคม 2561 ขณะเดียวกัน

หากมองอย่าง “ถ่าง” การเลือกตั้งสามารถยืดไปได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ไม่เร็ว และก็ไม่ช้าจนเกินไป

ที่เคยประเมินและคาดหมายกันว่าจะยังไม่มีการเลือกตั้งภายในปี 2561 จึงอาจจะถูกต้องตามความเป็นจริงภายในกระบวนการกฎหมายโดย สนช.

ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับ “สนช.” มากกว่า “กรธ.”

แนวโน้มและความเป็นไปได้ที่จะมีความเด่นชัดยิ่งขึ้นเป็นลำดับก็คือ การเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในต้นปี 2562
เป็นไปตามคำทำนายของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

คาดหมายกันว่า ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ คงสามารถรับได้

ทำไมจึงคาดหมายว่า ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ สามารถรับได้กับกำหนดเวลาของ “การเลือกตั้ง” ใหม่

เพราะพรรคการเมืองเหล่านี้ “คาด” อยู่แล้ว

ความจัดเจนทางการเมืองเตือนให้พรรคการเมืองเหล่านี้ตระหนักในลักษณะ “ยื้อ” ของเหล่า “นักเลือกตั้ง” อันเป็นฐานแห่งอำนาจของ คสช.

จึงอ่านแตก แทงทะลุ

ทนอีกนิดเดียว

ทนอีกนิดเดียว

พี่น้องประชาชน 17 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ที่กำลังเผชิญน้ำท่วมระเบิด เถิดเทิง

ขอให้ท่านอดทนไปอีกไม่กี่วัน สถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลาย

“แม่ลูกจันทร์” ไม่ได้เดาส่งเดช แต่มีใบเสร็จยืนยัน 2 ใบ

1, กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศว่าวันนี้ (24 ต.ค.) ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนเข้าสู่ต้นฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ
เมื่อหน้าหนาวเข้าเวร หน้าฝนก็ออกเวร เป็นอย่างนี้ทุกปี
2, กรมชลประทาน ประกาศว่าฝนที่ตกหนักในภาคเหนือ และภาคอีสานจะเริ่มลดลง ส่งผลให้มวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะเริ่มทรงตัว

ซึ่งจะส่งผลดีต่อการระบายน้ำท่วมอย่างสำคัญ

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าวิบัติภัยน้ำท่วมปีนี้ได้ผ่านมาถึงโค้งสุดท้าย อย่างที่กรมอุตุนิยมฯ และกรมชลประทาน ประสานเสียงยืนยัน

หวังว่าพี่น้องประชาชน 17 จังหวัดที่ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมอีกกว่าหนึ่งแสนครัวเรือนจะได้พ้นทุกข์ซะที
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าแม้น้ำท่วมปีนี้จะสร้างภาระให้รัฐบาลต้องจ่ายงบเยียวยาผู้ประสบภัยอีกก้อนโต

แต่ผลพลอยได้จากฝนตกหนักปีนี้ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ

จากที่เคยมีน้ำเหลือในเขื่อนเพียง 40 เปอร์เซ็นต์

ล่าสุด ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 82 เปอร์เซ็นต์

เท่ากับเรามีน้ำสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้งปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าประเทศไทยกับน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งซ้ำซากเป็นของคู่กัน

ปีไหนฝนตกมากก็เดือดร้อน เพราะน้ำท่วมใหญ่

ปีใดฝนตกน้อยก็เดือดร้อนเพราะภัยแล้งลุกลาม

การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งซ้ำซากอย่างยั่งยืนจึงต้องลงทุนแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำครบ วงจร

ปัญหาคือ 3 ปีของรัฐบาล คสช. แผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบครบวงจรยังไม่คลอดออกมาเป็นตัว

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งเร่งรัด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯให้รีบทำแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้เสร็จภายใน 1 เดือน

“แม่ลูกจันทร์” ไม่แน่ใจว่ากระทรวง เกษตรฯจะทำแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำครบวงจรเสนอรัฐบาลทันกำหนด เส้นตาย

ถ้าหากแผนใหญ่ทำเสร็จไม่ทัน

อย่างน้อยมีโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมสัก 1 โครงการก็ยังดี

เช่น โครงการลงทุนขุดคลองลัดน้ำบางบาล–บางไทร ระยะทาง 22 กม.

เพื่อเร่งระบายน้ำที่ติดขัดเป็นคอขวดเพิ่มอีก 1,200 เมตรต่อวินาที

หรือเพิ่มขึ้นอีก 50 เปอร์เซ็นต์

ช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงอ่าวไทย

ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

แถมช่วยประหยัดงบที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยได้อีกก้อนโต

“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าโครงการลงทุนขุดคลองลัดบางบาล–บางไทรจะเริ่มลงมือทำได้จริง

ก่อนการเลือกตั้งใหม่ปลายปีหน้า

หรือก่อนรัฐบาล คสช.จะอยู่ครบ 4 ปี

ถ้าออกตัวช้ากว่านี้...รัฐบาลบิ๊กตู่ เสียรังวัดแน่นอน.

"แม่ลูกจันทร์"

แฝงอยู่ในความเงียบ

แฝงอยู่ในความเงียบ

ขนลุก ตื้นตัน น้ำตารื้นไปตามๆกัน

กับภาพที่ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหมายเลข 1 ขวัญใจชาวไทย ได้นั่งพับเพียบก้มลงกราบ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องของคนดูทั่วสนาม ภายหลังเอาชนะคู่แข่ง คว้าแชมป์แบดมินตันรายการ “เดนิซา เดนมาร์ก โอเพ่น” ที่ประเทศเดนมาร์ก

พร้อมกับให้สัมภาษณ์ ขอมอบชัยชนะแด่พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด ตนก็จะนึกถึงท่านเสมอ ท่านทรงงานหนักเพื่อพวกเราชาวไทยทุกคน จนเป็นแรงบันดาลใจให้ตนกลับมาเป็นแชมป์ได้

นับเป็นช็อตสวยงามที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลก

สะท้อนถึงความจงรักภักดีของผู้ที่ได้ชื่อว่า “คนไทย” ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ตามสถานการณ์เข้าสู่ห้วงสัปดาห์สุดท้ายในพระราชพิธีสำคัญของราชอาณาจักรไทย ทุกอย่างอยู่ในโหมดของการแสดงความอาลัยในจิตสำนึกเบื้องลึกของผู้คนทั้งประเทศ

ขณะที่สถานการณ์ฉุกเฉิน ภาวะน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ก็หนักเอาการ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. สั่งการให้หน่วยงานราชการในพื้นที่แบ่งมอบภารกิจเตรียมงานพระราชพิธีและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยกำชับให้ทุ่มเทเพื่อความสมบูรณ์ของทั้ง 2 ภารกิจ

แต่ที่ปิดไม่มิด เรื่องใหญ่ที่แฝงอยู่ในคลื่นการเมืองที่สงบชั่วคราว

ตามกระแสข่าวฉาวๆร้อนๆกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการและ ผอ.ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เสนอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 849 เครื่อง สนนราคาเครื่องละ 6.75 แสนบาท งบประมาณ 573 ล้านบาท

ปัญหาคือมีการเปรียบเทียบเครื่องสเปกเดียวกันในราคาแค่ 6-7 หมื่นบาท

จนเป็นที่มาของคำว่า เครื่องตรวจจับความเร็ว “ฝังเพชร”

โดยรูปการณ์ที่ปฏิเสธกันยังไง กระแสก็ไหลไปถึงจุดที่มีการพูดกันถึงขั้น ถ้าไม่มีการทบทวนโครงการเครื่องตรวจจับความเร็ว อาจเป็นรัฐบาลเองที่จะพังพาบเร็วกว่าก็เป็นได้

โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก” ที่ต้องเจอแรงกระแทกหนักๆ 2–3ช็อต เซแซดๆมาตั้งแต่ปมอนุมัติให้บริษัทในเครือกระทิงแดงเช่าพื้นที่ในป่าสาธารณะห้วยเม็ก ไหนจะประเด็นเรือเหาะของกองทัพบกที่จัดซื้อสมัย พล.อ.อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ. ต้องปลดประจำการทั้งๆที่ใช้ได้ไม่คุ้มงบประมาณ

ตามกระแสการเมืองถือว่าอาการ “เพียบหนัก” แล้ว

และที่ส่อแววน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ไม่ใช่เรื่องของการจงใจทุจริต แต่ส่อขัดข้องทางเทคนิคกฎหมาย

โดยสถานการณ์ที่เชื่อว่า “นายกฯลุงตู่” และรัฐมนตรีที่ตกอยู่ในข่ายโดนร้องกำลังหวั่นใจ น่าจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลที่กำลังคืบหน้าได้เนื้อได้หนัง

ตามข่าววงในจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำลังเรียกคนที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงเงื่อนปมที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นขอให้ กกต.ตรวจสอบความเป็นรัฐมนตรี 9 คน ที่อาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เพราะถือหุ้นสัมปทานรัฐ

ประกอบด้วยนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลฯ นายอุตตม สาวนายน
รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ รวมถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ

โฟกัส “มืองาน” ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

แน่นอนว่าด้านหนึ่งก็เป็นเหลี่ยมยุทธการเอาคืนเกม “เซ็ตซีโร่” กกต. ตามจังหวะต่อเนื่องให้รัฐบาล
สะเทือนเหมือนๆกัน แต่อีกมุมมันก็เป็นข้อกฎหมายที่ถูกล็อกพันธนาการไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”
กลายเป็นขุมข่ายรัฐบาล คสช.ที่เจอก่อนเลยกับกติกาในฝันที่โคตรยากในทางปฏิบัติจริง

ที่แน่ๆถ้าสุดท้ายหวยออกมารัฐมนตรีในข่ายโดนร้องต้องพ้นจากเก้าอี้เพราะกรณีหุ้นอีกลอตใหญ่
หลังเดือนตุลาคม สงสัย “ลุงตู่” จะยุ่งแน่.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประวัติวันปิยมหาราช

ประวัติวันปิยมหาราช

ปิยมหาราช วันปิยมหาราชตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปิยมหาราช วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม
ปิยมหาราช วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 เป็นโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี)เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ในวันปิยมหาราช
  • เลิกทาส
  • ด้านการปกครอง
  • การสาธารณูปโภค
  • การศึกษา
  • การปกป้องประเทศ
  • การเสด็จประพาส
เลิกทาส
โปรดเกล้าฯให้ประกาศเลิกทาสในเมืองไทย
เลิกทาสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติทรงมีพระทัยแน่วแน่ว่าจะต้องเลิกทาสให้สำเร็จให้จงได้ แต่การที่พระองค์จะทรงทำการเลิกทาสถือว่าเป็นเรื่องยากลำบากด้วยทาสนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งเจ้านายที่เป็นใหญ่ในสมัยนั้นมักมีข้ารับใช้เมื่อไม่มีทาสบุคคลเหล่านี้อาจจะไม่พอใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเหมือนกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติทาส เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 ซึ่งเป็น พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดเรื่องทาสในเรือนเบี้ยให้เป็นไปอย่างเด็ดขาด โดยกำหนดให้เด็กที่เกิดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นทาส ไม่จำเป็นต้องเป็นทาสอีกต่อไป กฎหมายโบราณแบ่งทาสออกเป็น 7 ชนิด
  1. ทาสสินไถ่
  2. ทาสในเรือนเบี้ย
  3. ทาสได้มาแต่บิดามารดา
  4. ทาสท่านให้
  5. ทาสช่วยมาแต่ทัณฑ์โทษ
  6. ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย
  7. ทาสเชลยศึก

โปรดเกล้าฯ เปิดปราสาทพระเทพบิดรให้สาธุชนเข้าถวายบังคมบูรพกษัตริย์ วันปิยมหาราช

โปรดเกล้าฯ เปิดปราสาทพระเทพบิดรให้สาธุชนเข้าถวายบังคมบูรพกษัตริย์ วันปิยมหาราช


ขอบคุณภาพจาก anusorn54055.files.wordpress.com
เมื่อวันที่ 20 ต.ค. สำนักพระราชวังออกหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช พ.ศ. 2560 ความว่า เลขาธิการพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในวัน “ปิยมหาราช” ซึ่งเป็นอภิลักขิตสมัยคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดดังรายการต่อไปนี้
วันจันทร์ที่ 23 ต.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมราชานุสรณ์ ที่พระลานพระราชวังดุสิต
เวลา 17.00 น. ทรงวางพวงมาลาแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พ.ศ. 2560 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระอัฐิสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ออกประดิษฐานร่วมในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พระสงฆ์ 57 รูป สวดพระพุทธมนต์จบแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 จบแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ แล้วทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์ 57 รูปและพระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนา สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินกลับ
การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้สาธุชนเข้าถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชที่ปราสาทเทพบิดร ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

.วันปิยมหาราช ปีนี้



ลานพระราชวังดุสิต 23 ตุลาคม2560....วันปิยมหาราช ปีนี้ แตกต่าง กว่าทุกปี เพราะ มี พระเมรุมาศ จำลอง สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ "ในหลวง รัชกาลที่9" ปรากฏ ณ เบิ้องหน้า พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ด้วย......
ปีที่แสนเศร้า.... 107 ปี ที่แล้ว พสกนิกรชาวไทย สูญเสีย พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นที้รักของประชาชนไป "พระปิยมหาราช"
มาตอนนี้ คนไทย ได้สูญเสีย พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นที้รักของประชาชน ไปอักพระองค์หนึ่ง
พลเอกประยุทธ์ นายกฯ เคยบอกว่า เมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีต่างๆ แล้ว จะดำเนินการ เรื่องการ ถวายพระนาม แด่ "ในหลวง ร.9" ที่เราเคย ขานพระนามว่า "พระภัทรมหาราช" แต่ต้องรอดูว่า ในที่สุดแล้ว จะ ถวายพระนาม เช่นไร

แผนสกัด นายกฯ “คนนอก” จากหลวงมุ่งกระแทกกลาง

09.00 INDEX แผนสกัด นายกฯ “คนนอก” จากหลวงมุ่งกระแทกกลาง


ข้อเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อต้าน”คนนอก”เข้ามาเป็น”นายกรัฐมนตรี”

เป็นข้อเสนอในเชิง”กลยุทธ์”

ดำเนินไปใน “กระสวน” จากความจัดเจนในแบบของ”หลวงมุ่งกระแทกกลาง”

1 กระแทกไปยัง “คนนอก”

เป็นคนนอกที่จะเล่นบท “ตาอยู่” ซึ่งมาดหมายจะคว้าพุงปลาไปในท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง “ตาอิน” กับ “ตานา”

1 กระแทกไปยัง”ประชาธิปัตย์”

เพราะภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังมีพลานุภาพจาก”กปปส.” ดำรงอยู่อย่างหนาแน่นและรอคอยเวลา

ขณะที่”เพื่อไทย”อยู่ในจุด”ลอยตัว”

ระดับ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาตกุล ผ่านการเมืองมาตั้งแต่ยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2516

บ่มเพาะมาจาก “โดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์”

มองออก แทงทะลุว่า ความฝันของนายกรัฐมนตรี”คนนอก” ประเภท “ตาอยู่”จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาดหาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ไม่ร่วมด้วย

1 คือ พรรคประชาธิปัตย์ 1 คือ พรรคเพื่อไทย

จุดที่หลายฝ่ายมองอยู่ คือ การตบเท้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ของแกนนำ “กปปส.”

ขณะที่ผู้นำ”กปปส.”เชียร์นายกรัฐมนตรี”คนนอก”

หากก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์เอนไปในแนวทางเดียวกับ”กปปส.”

นั่นคือ ความห่วงใยจาก นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาตกุล

กล่าวสำหรับพรรคเพื่อไทยมีทิศทางของตนเองแน่วแน่และมั่นคงมาตั้งแต่ต้น

นั่นก็คือ 1 ต้านรัฐประหาร

นั่นก็คือ 1 ต้านนายกรัฐมนตรี”คนนอก”

ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่พรรคเพื่อไทย หากปัญหาอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์

ปมเงื่อนอยู่ที่”เพื่อไทย”กับ”ประชาธิปัตย์”จะสามารถจับมือได้หรือไม่

อภิสิทธิ์ ชี้ เป็นช่วงเวลาคนไทยไม่เลือกข้างเลือกสี

อภิสิทธิ์ ชี้ เป็นช่วงเวลาคนไทยไม่เลือกข้างเลือกสี


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการต้องถาม ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ว่า ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เราได้เห็นภาพความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าที่คนชอบพูดว่าประเทศไทยเป็นสังคมที่แตกแยกแบ่งขั้ว แต่เมื่อมีศูนย์รวมจิตใจเราก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฉะนั้นตลอดเดือนนี้ จะเห็นประชาชนไม่เลือกข้างเลือกสีหรือเลือกอะไรทั้งสิ้น ส่วนกรณีนี้จะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างความปรองดองได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่าถ้าเราน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสในหลายโอกาสที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์กติกา การรู้หน้าที่โดยทำหน้าที่นั้นเต็มกำลังสามารถ และปรัชญาความพอเพียง เราก็จะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความสุดโต่ง การใช้อารมณ์ การกระทำแบบไม่มีขอบเขต และการมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง ดังนั้นส่วนตัวมองว่าการสร้างความปรองดอง ควรให้ความสำคัญกับกติกาในการอยู่ร่วมกันมากกว่าที่จะไปมองเรื่องจุดสุดท้าย เช่น เรื่องการนิรโทษกรรม เป็นต้น

เมื่อถามว่าหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรแล้ว รัฐบาลและคสช.ควรคิดต่อไปอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) คงมีแผนพิจารณาในหลายเรื่อง สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรที่จะดำเนินการต่อด้วยการยึดมั่นในปรัชญาและแนวทางที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ หากทำในสิ่งที่ประชาชนมีความเป็นหนึ่งเดียว และใช้ประโยชน์จากตรงนี้ในการนำสังคมส่วนรวมไปข้างหน้า ตนเชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

นายกฯใช้เวลาวันหยุดทบทวนปัญหา-เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกร

นายกฯใช้เวลาวันหยุดทบทวนปัญหา-เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกร


นายกฯ ห่วงเกษตรกร แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก ย้ำรัฐบาลยินดีช่วยเหลือทุกรูปแบบ วอนทุกฝ่ายร่วมมือขจัดปัญหาการเกษตรที่เรื้อรัง

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาช่วงวันหยุดทบทวนภารกิจและปัญหาสำคัญของบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยย้ำว่าการจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกอย่างเหมาะสม การทำไร่นาสวนผสมควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ ปลา สุกร ฯลฯ เพื่อให้มีรายได้เสริมและลดรายจ่ายของครอบครัว ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางที่ควรนำไปประยุกต์ใช้
“การทำให้สินค้าเกษตรมีราคาดีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญคือการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรควรพิจารณาปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกโดยใช้พันธุ์ที่มีคุณภาพ ใช้วิธีอินทรีย์และนวัตกรรมเข้ามาช่วย เช่น ปลูกข้าวอินทรีย์ แปรรูปยาง หรือปลูกปาล์มที่ให้น้ำมันสูงขึ้น เพราะตลาดมีความต้องการมาก ขณะเดียวกันต้องลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งการจ้างคน การใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่จำเป็น และประหยัดการใช้น้ำ นอกจากนี้ ควรรวมกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างอำนาจต่อรอง เพื่อไม่ให้ถูกกดราคา โดยรัฐบาลกำลังจัดหาและพัฒนาตลาด ทั้งตลาดทั่วไปและตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้รักสุขภาพ กลุ่มที่ชอบสินค้าแปลกใหม่ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ค้าสามารถขายสินค้าได้โดยตรง โดยจะกระจายอยู่ทั่วประเทศและขยายไปยังต่างประเทศด้วย” พล.อ.สรรเสริญ กล่าว

พล.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า หากพี่น้องเกษตรไม่ร่วมมือหรือปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรกร ก็คงไม่มีรัฐบาลใดช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ นอกจากใช้วิธีพยุงราคาซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้น เปรียบเหมือนการให้ยาเลี้ยงไข้แต่ไม่มีวันหาย ที่ผ่านมาการปลูกพืชตามกระแสจนปริมาณล้นตลาดเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ดังนั้น เมื่อทุกคนมองเห็นจุดอ่อน มีการยื่นข้อเรียกร้อง และภาครัฐบาลรู้ความต้องการของตลาด ทั้งเกษตรกรและรัฐบาลจึงต้องพร้อมใจกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

“รัฐบาลยินดีสนับสนุน ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปให้คำแนะนำ เพื่อทำงานร่วมกัน รวมทั้งอยากให้พี่น้องเกษตรกรไปติดต่อพูดคุยปรึกษาหารือกับบุคลากรด้านการเกษตรทุกระดับที่อยู่ในพื้นที่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่กว่า 880 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล พัฒนาความรู้ และปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับรายได้และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ตนเองและครอบครัว” พล.อ.สรรเสริญ กล่าว

ชอบของแพง

ชอบของแพง

กรณีที่ประชุม ครม.เมื่อ วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย ให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดำเนินการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา
ลอตแรกจำนวน 849 เครื่อง ในวงเงิน 572 ล้านบาท

โดยกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อเอง

เมื่อจัดซื้อแล้วจึงมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำไปใช้ตรวจจับความเร็วรถซิ่ง ซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเพิ่มขึ้นทุกปี

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าเครื่อง ตรวจจับความเร็วรถแบบพกพาเป็นเครื่องมือจำเป็นที่ตำรวจต้องมีไว้ใช้ทำงาน

ถ้ามีการจัดซื้อเครื่องมือตรวจจับ ความเร็วแบบพกพาเพิ่มขึ้นจะเป็นประโยชน์ในการปราบปรามนักซิ่งตีนผีท้านรก และช่วยลดสถิติอุบัติเหตุจากการขับรถโดยประมาทได้อย่างสำคัญ

แต่สาเหตุที่การจัดซื้อเครื่องมือตรวจจับความเร็วแบบพกพากลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครม

เพราะราคาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเสนอขออนุมัติ ครม.ตั้งราคาไว้สูงถึงเครื่องละ 675,000 บาท

แพงหูฉี่อย่าบอกใครเชียว

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาแพงหูฉี่อย่างเดียว

ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยเคยขออนุมัติจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาแบบเดียวกัน
ตั้งราคาแพงอื้อซ่ายิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำไป

โดยเดือนธันวาคมปี 2558 กระทรวงมหาดไทยได้เคยขออนุมัติจัดซื้อเครื่องมือตรวจจับความเร็วแบบพกพาจำนวน 1,064 เครื่อง ในวงเงินงบประมาณ 957 ล้านบาท

หรือราคาเฉลี่ยเครื่องละ 900,000 บาท

แต่ถูกสำนักงบประมาณทักท้วงว่าเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่กระทรวงมหาดไทยเสนอขออนุมัติจัดซื้อราคาแพงเว่อร์เกินควร

เนื่องจากเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่ตำรวจใช้อยู่ในปัจจุบันมีราคาเพียงเครื่องละ 130,000 บาท ก็สามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี

แม้ผ่านการใช้งานหนักมากว่า 15 ปี ก็ยังแข็งแรงทนทาน

ด้วยเหตุนี้ที่ประชุม ครม.จึงสั่งให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเอาโครงการนี้กลับไปแก้ไขปรับปรุง
ในที่สุดกระทรวงมหาดไทยก็เอาโครงการนี้ใส่ตะกร้าล้างน้ำกลับมาเสนอที่ประชุม ครม.อีกครั้ง (หลังผ่านไป 2 ปี)

โดยยอมลดราคาจากเครื่องละ 900,000 บาท เหลือเครื่องละ 675,000 บาท

ลดกระหน่ำลงอีก 25 เปอร์เซ็นต์

จนได้รับไฟเขียวจาก ครม.ให้เดินหน้าจัดซื้อได้ตามที่ขอมา

“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่าโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่ได้รับไฟเขียวจาก ครม.ล่าสุด สามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าที่เคยเสนอครั้งแรกถึงเครื่องละ 225,000 บาท

ถ้าคิดรวม 849 เครื่อง จะประหยัดภาษีประชาชนได้ถึง 191 ล้านบาท ทีเดียว

แต่ถึงกระนั้น “แม่ลูกจันทร์” ยังมีปัญหาคาใจอีก 2 ประการ

1, เครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา ราคาถูกกว่าและใช้งานได้ดีก็มีให้ซื้อ จำเป็นอย่างไรจึงต้องซื้อของราคาแพง??

2, ในเมื่อตำรวจเป็นผู้ใช้เครื่องมือตรวจจับความเร็วแบบพกพาทำไมไม่ให้ตำรวจเป็นผู้จัดซื้อมาใช้เอง??
อืมม์...มันแปลกดีมั้ยล่ะโยม

“แม่ลูกจันทร์”

กะเทาะ “แก่น” อำนาจพิเศษ “ปลดล็อก” พรรค : เหลี่ยมนิติรัฐ มัดมือการเมือง

กะเทาะ “แก่น” อำนาจพิเศษ “ปลดล็อก” พรรค : เหลี่ยมนิติรัฐ มัดมือการเมือง

ฝนถล่ม กระตุกต่อมผวา “น้องน้ำ” ซ้ำรอยปี 2554

โดยเฉพาะภาพน้ำท่วมถนนวิภาวดีรังสิต รถติดวินาศสันตะโร จากปริมาณฝนที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์ จนระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครรับไม่ไหว พร่องน้ำไม่ทัน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ทำได้แค่ขอโทษ ยอมรับผิดรับสภาพกันไป

นั่นแค่น้ำจากฝนกระหน่ำยังทำกรุงเทพฯ จมบาดาล

ส่วนสถานการณ์ที่ภาคอีสาน หนักสุดที่จังหวัดขอนแก่น น้ำล้นเขื่อนอุบลรัตน์ไหลท่วมเมือง ภาคเหนือเกิดน้ำป่าไหลหลากที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ต่อเนื่องถึงภาคเหนือตอนล่าง สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ ฯลฯ

น้ำล้นตลิ่งแม่น้ำ ท่วมบ้านเรือนประชาชนและถนนหนทาง

ขณะที่สถานการณ์ภาคกลางที่จังหวัดลพบุรี ประตูระบายน้ำพัง อ่างเก็บน้ำแตกท่วมไร่นา อยุธยา อ่างทอง ชัยนาท ระดับน้ำขึ้นสูงท่วมบ้านเรือนไร่นา เสียหายเป็นจำนวนมาก

หลังจากนี้ รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. น่าจะต้องเริ่มเดินหน้ากระบวนการเมกะโปรเจกต์บริหารจัดการน้ำมูลค่า 2 แสนกว่าล้านบาท

ตั้งวงถกกันอย่างจริงๆจังๆ ทั้งการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ การขุดคลองเชื่อมเส้นทางน้ำไหลลงสู่ทะเล การกันพื้นที่ทุ่งรับน้ำ การสร้างแนวตลิ่งกั้นฝั่งแม่น้ำ การจัดการกับพวกรุกล้ำแม่น้ำลำคลอง ฯลฯ

ถึงเวลาต้องยึดความเดือดร้อนของประชาชนที่เห็นกันจะจะตรงหน้ามาก่อนกระแสการคัดค้านที่เป็นข้ออ้างนามธรรมของพวกที่ไม่ได้สัมผัสทุกข์ของประชาชน

“บิ๊กตู่” ต้องกล้าชน เลิกหงอเลิกกลัวเอ็นจีโอกันเสียที

เพราะถ้าไม่ทำในยุคนี้ที่อำนาจพิเศษเด็ดขาดเต็มมือ ก็ไม่ต้องพูดถึงยุครัฐบาลปกติจะทำได้

น้ำสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยประเมินมูลค่าไม่ได้แล้ว

แต่ที่แน่ๆ ณ เบื้องต้นนี้ รัฐบาลและ กทม.จะต้องบริหารจัดการควบคุมสถานการณ์น้ำ ไม่ให้กระทบพระราชพิธีสำคัญของพสกนิกรชาวไทย

ในห้วงสัปดาห์สุดท้าย ก่อนถึงวันที่ 26 ตุลาคม

ล่าสุดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงยกนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ และพระราชทานโคมไฟหลวงและหีบพระเพลิงไปในการพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

มีการอัญเชิญไปยังพระเมรุมาศจำลองในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน 9 แห่ง จังหวัดต่างๆ 76 แห่ง และต่างประเทศ 94 แห่ง

รองรับประชาชนที่จะร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์จำนวนมาก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีการเตรียมกระบวนการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ผู้นำต่างประเทศที่แสดงความจำนงเข้าร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ร่วมแสดงความอาลัยในพระราชพิธีประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรไทย

สมพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ภายใต้บรรยากาศความเศร้าโศกของลูกๆชาวไทยที่รวมพลังถวายองค์พ่อแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย
ละซึ่งกิจกรรมและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควร

โดยเฉพาะในส่วนของการเมืองที่ตามวิถียังคงดำเนินไปต่อเนื่อง เพราะผูกโยงอยู่กับกระบวนการบริหารประเทศ

แต่ส่วนใหญ่นักการเมืองก็รับรู้ได้โดยกาลเทศะ

ไม่ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย กระแทกกระทั้นกันรายวันเหมือนยามปกติ

แม้จะไม่วายมีรายการ “ผิดคิว” กรณีของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย ที่เป็นโต้โผใหญ่นำประชาชนในพื้นที่ฐานเสียง จัดกิจกรรมวางดอกดาวเรืองแทนใจแสดงความอาลัยในพระราชพิธีสำคัญ

แต่มีภาพของการขึ้นรถแห่ พร้อมป้ายชื่อหรา

มันก็เลยเป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองในมุมของความไม่เหมาะสม ผิดกาลเทศะ ตามปรากฏการณ์อย่างที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พูดเสียงเครียด ควรใช้ดุลพินิจบ้าง ทำในช่วงนี้ เหมาะสมหรือไม่

เอาชื่อตัวเองมาหาเสียงแบบนั้น ทำไม่ได้

ขณะที่ “เจ๊หน่อย” ต้องแถลงขอโทษทั้งน้ำตา ยืนยันไม่มีเจตนาแฝงอะไร

แต่นั่นก็ทำให้เสียอาการทรงตัวไปเยอะ

โดยเฉพาะสถานะของแคนดิเดตแม่ทัพพรรคเพื่อไทย ที่ตามกระแสถือว่าเจ้าแม่เมืองกรุงเป็น “ตัวเต็ง” จะได้รับธงจาก “นายใหญ่” ให้นำพรรค ในการเลือกตั้งรอบต่อไป

พอเจอช็อตสะดุดหัวทิ่มแบบนี้ ก็มีเสียงวิเคราะห์จากหลายฝ่าย ฟันธงตรงกัน “เจ๊หน่อย” ลำบากแล้ว

พร้อมๆกับชื่อของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรมว.คมนาคม โผล่มาเป็นตัวเต็งแทน

ตามรูปการณ์กรณี “เจ๊หน่อย” ถือได้ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญทางยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ในการจัดทัพสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป

ในเงื่อนไขสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศย้ำสัญญาประชาคมให้ได้ยินกันไปทั่วโลก จะประกาศวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน และเข้าคูหากาบัตรกันในเดือนพฤศจิกายน ปีหน้า 2561

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เริ่มมีเสียงทักว่าด้วยปัจจัยแปรผันที่จะสอดแทรกได้

แบบที่ “ครูหยุย” นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แสดงความเป็นห่วงร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทำให้ต้องเสียเวลาแก้เนื้อหา

ซึ่งนั่นอาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป

หรือแม้แต่ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็เริ่มแบะท่ายอมรับเลยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดนทักท้วงเยอะมาก แทบทุกมาตรา

ยอมรับสภาพกลายๆกฎหมายลูกมีแววล่าช้า คุมเกมไม่ได้

เรื่องของเรื่อง มันก็เป็นไปตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่มีขั้นตอนตามกระบวนการทางเทคนิคข้อกฎหมายที่เกี่ยวโยงกับหลายฝ่าย กว่ากฎหมายลูกจะสะเด็ดน้ำต้องใช้เวลา

ไม่ได้เสกกันได้ภายในชั่วข้ามวันข้ามคืน

ที่แน่ๆ พล.อ.ประวิตร ในฐานะโต้โผใหญ่ของรัฐบาลคสช.ก็ยืนกรานเสียงแข็งเลยว่า กำหนดการเลือกตั้งต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการกฎหมายลูกเสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

ฟังประกาศเลือกตั้งจาก “บิ๊กตู่” แล้วมาดูกระบวนการตามเงื่อนไข “บิ๊กป้อม”

มันก็ยังเป็น “ความชัด” ซ้อนอยู่ใน “ความไม่ชัด”

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในปีหน้า 2561 จะเกิดขึ้นตามกำหนดที่หัวหน้า คสช.ประกาศสัญญาประชาคมหรือต้องลากออกไปตามปัจจัยแปรผันที่คุมเกมไม่ได้

สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนก็คือการปลดล็อกทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่นักการเมืองทุกป้อมค่ายส่งเสียงเรียกร้องให้ คสช.ไฟเขียวให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ ตามเงื่อนไขความจำเป็นในการต้องเตรียมความพร้อมก่อนเลือกตั้ง

ในจังหวะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก็ประกาศบังคับใช้แล้ว

โดยแนวโน้มฟังจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ก็บอกให้รอไปว่ากันภายหลังพระราชพิธีสำคัญผ่านพ้นไปแล้ว จะพิจารณาอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้

ยังไงก็หนีไม่พ้นต้องเจาะรูระบายแรงดันไว้ก่อน

ภายใต้เงื่อนสถานการณ์ที่บทบัญญัติหลักรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายแม่บทออกมาบังคับใช้แล้ว แต่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญยังให้ คสช.ถืออำนาจพิเศษเป็นเครื่องมือคุมเกมการเมือง

แต่นั่นมันก็แค่ “เหลี่ยมนิติรัฐ” มัดมือนักเลือกตั้ง

ในเมื่อทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ “รัฏฐาธิปัตย์”.
“ทีมการเมือง”

แหยงเสี่ยงตายน้ำตื้น

แหยงเสี่ยงตายน้ำตื้น

เสียรังวัดติดกันสองงานซ้อนๆ

ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แสดงอาการมึนตึง หลีกเลี่ยงการขึ้นโพเดียมตอบคำถามสื่อมวลชน ภายหลังเหลือบเห็นคำถามกรณี ซีอีโอเฟซบุ๊ก “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ปฏิเสธข่าวไม่มีแผนเดินทางมาเยือนประเทศไทย

สวนทางการตีปี๊บที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประโคมข่าวเจ้าพ่อเฟซบุ๊กจะมาประเทศ ไทยปลายเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเข้าพบ “บิ๊กตู่” หารือทิศทางการขยายตัวเฟซบุ๊กในภูมิภาคอาเซียน

สุดท้ายกลายเป็นเรื่องหน้าแหกของรัฐบาล แม้แต่ “บิ๊กตู่” ยังหลงร่วมทึกทักจะมีการมาหารือเรื่องแสวงหาความร่วมมือการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบอาชญากรรมข้ามชาติ

ยังไม่รวมเรื่องที่หลอกคนจนดีใจเก้อก่อนหน้านี้ กรณี นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาให้ข่าว รัฐบาลเตรียมเพิ่มวงเงินบัตรคนจนจากเดือนละ 200-300 บาท เป็น 700-800 บาทต่อเดือน
แต่สุดท้ายกลายเป็นเรื่องไม่จริง จนทีมงานโฆษกรัฐบาลต้องแถลงข่าวชี้แจง รัฐบาลยังไม่มีนโยบายดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพราะยังอยู่แค่ในชั้นศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น

ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีออกมาตำหนิปลัดกระทรวงการคลังในวง ครม. ที่ให้ข่าวโดยไม่มีการหารือกับ รมว.คลัง กลายเป็นประเด็นบานปลาย ถูกขยายความกลายเป็นเรื่องการเมือง

เปิดช่องให้รัฐบาลถูกโจมตีเป็นการเพิ่มวงเงินหวังเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใหญ่ขายสินค้าได้เพิ่ม อีกทั้งในระดับนโยบายยังไม่รู้ว่า จะไปเอาเงินเพิ่มมาจากไหนในภาวะที่งบประมาณรัฐบาลมีอยู่อย่างจำกัด
ถูกฝ่ายการเมืองฉวยจังหวะตีกินเล่นงาน ฉุดโครงการบัตรคนจนที่กำลังติดลมบนเสียเครดิต

เรือแป๊ะเจอคลื่นกระแทกพุ่งใส่โดยไม่จำเป็น ในช่วงที่กำลังตั้งลำสั่งสมผลงาน และยังมีแนวโน้มต้องเตรียมตั้งรับแรงกระเพื่อมที่ตั้งเค้าเข้ามาถี่ขึ้นหลังจากนี้

อย่างที่เห็นจากกรณีความโปร่งใสการก่อสร้างร้านค้าและห้องน้ำ อุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ วงเงิน 15 ล้านบาท ที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหลอนรัฐบาลอีกรอบ

จน “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ต้องออกมาการันตีความถูกต้อง พร้อมสั่งให้กองทัพบกเร่งชี้แจงรายละเอียดในโครงการทั้งหมด

รวมถึงกรณีที่ ครม.อนุมัติให้จัดซื้อ เครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา 849 เครื่อง วงเงิน 573 ล้านบาท แบบเงียบๆตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอมา เพื่อป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

เบ็ดเสร็จตกราคาเครื่องละ 600,000 กว่าบาท ก็ถูกทักท้วงยังเป็นการจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง ซึ่งอธิบดี ปภ. ต้องออกมาชี้แจงว่า ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเตรียมการ ยังไม่มีการจัดซื้อจริง

การันตีจะมีการประกวดราคาแข่งขันตามระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด โปร่งใส เป็นธรรม และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

สองเรื่องร้อนๆที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งโครงการอุทยานราชภักดิ์ และการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว ถูกแหย่ให้เป็นเรื่องฉาวในช่วงนี้ ตั้งท่าดิสเครดิต ปั่นกระแสให้ระแวงรัฐบาลทหารเรื่องการใช้งบประมาณ

กระแสจ้องจับผิดรุมเร้ารัฐบาล ในช่วงที่ “ลุงตู่” กำลังทำแต้มเร่งสปีดผลงาน นั่งหัวโต๊ะเร่งเครื่องให้คณะกรรมการชุดต่างๆโชว์ผลงานให้เข้าตาประชาชน

นั่นก็ย่อมเป็นธรรมดาตามธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆที่ต้องถูกอีกฝ่ายเตะตัดขา ไม่ให้ตีกินทำคะแนนได้ง่ายๆในภาวะที่กำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เดือนพฤศจิกายน 2561

แต่ที่ดูเหมือนจะระวังตัว ไม่ให้พลาดเป็นพิเศษคือ มติ ครม.ล่าสุดที่สั่งให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปหาทางผ่อนปรนกฎเหล็ก ร่างมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่จะบังคับใช้ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รมต. ส.ส. ส.ว. รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

เนื่องจากมีการกำหนดเกณฑ์จริยธรรมกว้างเกินไป ตามปมหวาดเสียวที่รัฐบาลทหารเป็นห่วงเรื่องการกำหนดข้อห้ามในร่างมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวสวนทางกับธรรมชาติการทำงานของฝ่ายการเมือง
อาทิ การกำหนดข้อห้ามรับของที่มีผู้ให้เนื่องในโอกาสงานประเพณี สวนทางกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ให้รับของขวัญได้ไม่เกิน 3,000 บาท หากเป็นกรณี ครม.ลงพื้นที่มีคนเอาผ้าขาวม้ามาผูกเอว นำกระเช้าดอกไม้มาให้ แม้ราคาไม่ถึง 3,000 บาท อาจเข้าข่ายผิดร่างมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวได้

หากไปเจอพวกจอมร้องเรียนยื่นตีความ นายกฯและ รมต.ในอนาคตก็มีสิทธิ์กระเด็นตกเก้าอี้ได้ง่ายๆ
เงื่อนไขหมิ่นเหม่ สั่นคลอนเสถียรภาพตัวเองในอนาคต อำนาจพิเศษผวาสะดุดขาตัวเอง
ไม่อยากตายน้ำตื้นในกติกาที่สร้างขึ้นมากับมือ.

ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม"นำ แม่ทัพนายกอง บวงสรวง "ศาลหลักเมือง" เพื้อให้พระราชพิธีฯ ราบรื่น

"บิ๊กป้อม"นำ แม่ทัพนายกอง บวงสรวง "ศาลหลักเมือง" เพื้อให้พระราชพิธีฯ ราบรื่น....ก่อนพรุ่งนี้21ตค.ซ้อมใหญ่
"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร พร้อมด้วย พลเอกอุดมเดช รมช.กห. ปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ ในนาม "กอร.พระราชพิธี" บวงสรวงศาลหลักเมือง เพื่อให้ งานพระราชพิธีฯ เป็นไปด้วยความราบรื่น ...โดยมีการ ทำพิธีพราหมณ์สวด หลังการบวงสรวง ด้วย
โดย 21-22 ตค. มีการซ้อมใหญ่

โรดแมป วิบาก จาก พฤศจิกายน 2561 สู่กุมภาพันธ์ 2562

โรดแมป วิบาก จาก พฤศจิกายน 2561 สู่กุมภาพันธ์ 2562


พลันที่ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ “ครูหยุย” ออกมาตั้งข้อสังเกตต่อเส้นทางวิบากของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

อันอาจทำให้ “การเลือกตั้ง” มิได้เป็นไปตาม “โรดแมป”

พลันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมายืนยันว่าหากมี “อุปสรรค” เกิดขึ้นก็มิได้มาจาก “รัฐบาล” หากเป็นเรื่องตาม “กระบวนการ”

เท่ากับ “ยิ้มเห็นแก้ม” ก็เท่ากับ “แย้มเห็นไรฟัน”

แนวโน้มที่การเลือกตั้งอาจไม่ใช่ภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 หากแต่อาจ “เลื่อน” ไปยังเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก็มีความเป็นไปได้สูง

เข้าทำนอง คนหนึ่ง “ร้อง” อีกคน “รำ”

นั่นหมายความว่า ความคาดหมายจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มากด้วยความแม่นยำ ราวกับมี “ตาทิพย์” มองทะลุ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มีความเชื่อมายาวนานพอสมควรแล้วว่าจะยังไม่มีการเลือกตั้งภายในปี 2561 แต่จะเป็นในปี 2562

สมมุติฐานของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มาอย่างไร

1 เขามองและประเมินว่า กระบวนการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในการจัดทำกฎหมายลูกยึดตามกรอบ 240 วัน

นั่นก็คือ กุมเวลาที่ “ช้า” ที่สุด

การนำเอาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาอยู่หลังสุดสะท้อนเจตนาอย่างเด่นชัด

1 เจตนานี้เป็นไปตามบทสรุป “เขาอยากอยู่ยาว”

คงจำกันได้ว่า หลังประสบวิกฤตศรัทธาจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญถูก “คว่ำ” ในที่ประชุม สปช.เมื่อเดือนกันยายน 2558 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สรุปออกมาได้เช่นนี้

เมื่อเข้าใจ “เจตนา” ก็อ่าน “พฤติกรรม” ทะลุ

ไม่ว่าบทสรุปอันมาจาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ว่าบทสรุปอันมาจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มิได้มีรากฐานจากการไม่ยอมรับ คสช.

ตรงกันข้าม มากด้วยความเข้าใจและเห็นใจ

เห็นใจในความเสียสละของ คสช.ที่อาสาเข้ามาผ่านกระบวนการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
เข้าใจในความปรารถนา “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

คสช.จึงต้องเข้ามารับงานเองด้วยการทำหน้าที่ “บริหาร” ด้วยการทำหน้าที่ “นิติบัญญัติ” เพื่อวางรากฐานทางการเมืองไม่ให้ “เสียของ” เหมือนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

จึงไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แล้วจัดการเลือกตั้งแล้วก็อำลาจากไปทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

หากไม่แน่ใจจริงๆ ก็คงไม่จัดการเลือกตั้ง เวลาอยู่ในอำนาจจึงมิใช่ 1 ปีเหมือนยุค คมช. หากจากเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งผ่านเดือนพฤษภาคม 2561

เราจะทำตาม “สัญญา” ขอ “เวลา” อีกไม่นาน

การแปรเปลี่ยนจาก “ปฏิญญา ทำเนียบขาว” มาเป็น “ปฏิญญา ทำเนียบรัฐบาล” อาจสร้างความโล่งใจให้กับทางสากล แต่กล่าวสำหรับ คสช.ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

เห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

และเมื่อ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เสนอแนะและแสดงให้เห็นแนวโน้มอันอาจจะเป็น “อุปสรรค” จึงทำให้ถอนหายใจได้ด้วยความโล่งอก

ยืดไปได้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

เผยรายพระนาม-รายนาม พระราชวงศ์-ผู้นำทั่วโลก ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิง ร.9

เผยรายพระนาม-รายนาม พระราชวงศ์-ผู้นำทั่วโลก ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิง ร.9



(แฟ้มภาพ) นางสาว บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสถานะ ณ วันที่ 20 ตุลาคมว่า มีสมาชิกราชวงศ์ ผู้นำและผู้แทนประเทศ 32 ประเทศที่ยืนยันการเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ดังนี้
รายพระนามพระราชวงศ์ (รวม 14 ประเทศ)
1.สมเด็จพระราชาธิบดี เลทซี ที่ 3 และสมเด็จพระราชินี มาซีเนต โมฮาโต ซีโซ แห่งเลโซโท
2.สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินี เจทซุน เพมา วังชุก แห่งภูฏาน
3.สมเด็จพระราชาธิบดี ตูโปอู ที่ 6 และสมเด็จพระราชินี นานาซีเปาอู แห่งตองกา
4.สมเด็จพระราชินี ซิลเวีย แห่งสวีเดน
5.สมเด็จพระราชินี แมกซิมา แห่งเนเธอร์แลนด์
6.สมเด็จพระราชินีมาทิลด์ แห่งเบลเยียม
7.สมเด็จพระราชินี โซเฟีย แห่งสเปน
8.เจ้าฟ้าชายเฟรเดริก มกุฏราชกุมารแห่งเดนมาร์ก
9.เจ้าฟ้าชายฮากอน แมกนุส มกุฏราชกุมารแห่งนอร์เวย์
10.แกรนด์ดุ๊ก กิโยม ฌอง โฌเซฟ มารี รัชทายาทแห่งลักเซมเบิร์ก
11. รองสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียและสุลต่านแห่งรัฐเประ สุลต่าน นาซริน มูซซุดดิน ชาห์ อิบนี อัลมาร์ฮุม สุลต่าน อัซลัน มูฮิบบุดดิน ชาห์ อัล-มักห์ฟูร์-เลาะ และ พระชายา
12.เจ้าชายแอนดรูว์ ดุ๊กแห่งยอร์ก สหราชอาณาจักร
13.เจ้าชายอะกิชิโนะ แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น พร้อมด้วย พระชายา
14.เจ้าหญิงมาร์กาเรตา แห่งลิกเตนสไตน์
รายนามบุคคลสำคัญต่างประเทศ (รวม 18 ประเทศ)
15.ประธานาธิบดีติน จ่อ แห่งพม่า และภริยา นางซู ซู ลวิน
16.นายบุน วอลิจิด ประธานประเทศลาว
17.นายโมฮัมเหม็ด อับดุลเลาะห์ อัลฮับซี ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และนางฮาลิมาห์ ยาค็อบ ภริยา
18.เซอร์ ปีเตอร์ คอสโกรฟ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ จากออสเตรเลีย และเลดี้ คอสโกรฟ ภริยา
19.ฌูลี ปาแยตต์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากแคนาดา
20.นายโจเซฟ ไดส์ อดีตประธานาธิบดีสมาพันธรัฐสวิส
21.คริสเตียน วูล์ฟ อดีตประธานาธิบดีเยอรมนี
22. ดัง ติ งอก ตินห์ รองประธานาธิบดีเวียดนาม
23.สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
24.นายบาร์นาบาส สิบูสิโซ ดีลามินี นายกรัฐมนตรีสวาซิแลนด์
25.ฌอง-มาร์ค เอโรต์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางบริจิตต์ เอโรต์
26. พัค จู ซอน รองประธานรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลี
27.เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหม สหรัฐอเมริกา
28.อลัน ปีเตอร์ เอส.กาเยตาโน รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์
29. นายติลัก มาราปานา รัฐมนตรีต่างประเทศศรีลังกา และนางสเตลลา มาราปานา ภริยา
30.นายคาวาจา มูฮัมเหม็ด อาซิฟ รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน และนางมูซัตรัต อาซิฟ คาวาจา ภริยา
31.นายเอ็ม.เจงอัคบาร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศอินเดีย
32.อาร์คบิชอป เกียมบาตติสตา ดิควอตโตร เอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจาสาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล
น.ส.บุษฎีกล่าวว่า รายพระนามและรายนามดังกล่าว เป็นสถานะ ณ วันที่ 20 ตุลาคม และคาดว่าจะมีเพิ่มเติมอีกในอนาคต

สูทั้งหลายจงดู "ที่อยู่คนโกง"

ผมว่าพิลึกนะ!?
ที่ "อุทยานราชภักดิ์" นี่ กระดิกทำอะไรเป็นไม่ได้ เป็นต้องมีคนจ้องจับผิด-จับถูก
"โกงมั้ง?" แทบทุกครั้งไป
นี่ก็อีก............
ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ประจวบฯ สร้างห้องน้ำ สร้างอาคารร้านค้า ที่อุทยาน รองรับคนมาสักการะเฉลี่ยวันละเป็นหมื่น
ก็มีคนตั้งข้อสังเกต งบก่อสร้าง ๑๕ ล้าน แพงเว่อร์
ไม่โปร่งใสมั้ง...ประมาณนั้น!
ที่จริง การทำอะไรแล้วมีคนคอยจ้องจับผิด-จับถูก มันก็ดีไปอย่าง อย่างน้อย ใครที่คิดและเล็ม หรือคิดกะซวก จะได้แหยง
จะ "งบหลวง-งบราษฎร์" ก็ไม่ควรทั้งนั้น
กรณีก่อสร้างห้องน้ำ ๑๕ ล้านนี่ก็เหมือนกัน เงินนั้น เป็นเงินมูลนิธิราชภักดิ์ ที่ได้จากการบริจาคของประชาชน ไม่ใช่งบหลวง
ใครขืนและเล็ม ไม่ต้องรอชาติหน้าหรอก.............
ชาตินี้...เดี๋ยวนี้ เห็นผลชนิด อยัมภทันตาเลยเชียวแหละ!
เรื่องนี้ ยังไม่มีแนวส่อว่าทุจริตหรอก
มีเพียงคนช่างคุ้ย-ช่างสังเกต เขายกคำว่า "สร้างห้องน้ำ" กับคำว่า "ค่าก่อสร้าง ๑๕ ล้าน" ขึ้นมาเทียบกัน
ทำนองชี้ให้ดู...นี่ไง เห็นมั้ย...เห็นมั้ย ห้องน้ำ ๑๕ ล้าน!?
คนฟังปุ๊บ ก็ของขึ้นเลย
มันงาบกันอีกแล้ว ห้องน้ำทองคำหรือไงวะ ราคาตั้ง ๑๕ ล้าน ประมาณนั้น
ผมเข้าใจทัศนคติสังคมไทย "ห้องน้ำ-ห้องส้วม-ห้องครัว" คนไทยไม่ให้ราคา!
สมัยโบราณเห็นชัด ปัจจุบันก็ยังเห็น ตามต่างจังหวัด ปลูกบ้าน
ก็ปลูกแต่ "ส่วนบ้าน"
ส่วนห้องน้ำ-ห้องส้วมกับห้องครัว ไปปักๆ ล้อมๆ เอาตรงที่ว่างตรงไหนซักแห่งต่างหาก
คือคนในสังคมไทยบางส่วน ไม่ให้ความสำคัญที่จะต้องใช้เงินไปกับการสร้างส้วม-สร้างครัว!
ด้วยคตินี้ พอสำนักข่าวอิศราออกข่าว อุทยานราชภักดิ์ใช้เงินกว่า ๑๕ ล้านทำส้วม
รู้ถึงไหน ด่ากันถึงนั่นเลย!
แต่ถ้าข่าวนั้นให้ข้อมูลอันเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับห้องน้ำ-ห้องส้วมที่สร้างซักนิด มากกว่าขยุ้มแค่คำว่า "ส้วม" ไปโยง "๑๕ ล้าน"
เรื่องราวจะไม่เอะอะ-มะเทิ่งอย่างที่เป็น เผลอๆ สิ้นประเด็น-สิ้นสงสัย ไม่เป็นข่าวเลยก็ได้
ผมเห็นข่าววันแรก ยังนึกในใจ............
เขาคงมีทีเด็ด อุบไว้ยก ๒ มั้ง เอาแค่ตัวเลขกับคำว่าส้วม เกี่ยวเบ็ดล่อ ให้กองทัพออกมาฮุบก่อน จะได้งัด "ข้อมูลเด็ด" แฉ
ทีเดียวให้หงายท้องไปเลย!
แต่ฟังโฆษกกองทัพบกแจงเมื่อวาน (๑๙ ต.ค.๖๐) ส่วนตัวผม ในฐานะคนค้าขาย รู้ทุน-รู้กำไร เคยต้องจ่ายในการก่อสร้างมาบ้าง
ก็พอเข้าใจเรื่องวัสดุ เรื่องแรงงาน เรื่องวิชาชีพ อะไรที่เราเห็นเกลื่อน เหมือนไม่มีราคา แต่พอไปแตะ-ไปจับ ยามซื้อหามาใช้
........แม่เจ้าโวย
แค่ถังแซทใบ กับค่าติดตั้ง ปาเข้าไป ๒ หมื่นกว่า อย่างอื่นไม่เกี่ยว!
แต่ที่กองทัพบกเขาแถลง ไม่ใช่แค่สร้างห้องน้ำ-ห้องส้วม แต่เขาสร้างอาคารมาตรฐาน เป็นร้านค้า ๕ ห้อง
เป็นห้องน้ำ ๕๒ ห้อง แบ่งเป็นห้องน้ำชาย ๒๑ ห้อง ห้องน้ำหญิง ๒๗ ห้อง และห้องน้ำคนพิการ ๔ ห้อง
แบบนี้ เฉพาะแค่ลงเสาเข็ม กับถมดิน-ปรับพื้น ก็เป็นล้านแล้ว และนี่ เงิน ๑๕ ล้าน กับห้องน้ำ ๕๒ ห้อง ร้านค้า ๕ ห้อง
หารเฉลี่ยด้วยคณิตศาสตร์ ป.๔ อาคาร ๑ หลัง แบ่งเป็นร้านค้า ๕ ห้อง ห้องน้ำ ๕๒ ห้อง รวม ๕๗ ห้อง ด้วยเงิน ๑๕ ล้าน
ตกห้องละประมาณ ๒ แสน ๗!
อยากรู้ถูกหรือแพง ไปสืบราคาที่ วัดท่าการ้อง อยุธยา วัดบางพลีใหญ่ สมุทรปราการ หรือวัดร่องขุ่น ของอาจารย์เฉลิมชัย ที่เชียงรายดู
อาจได้คำตอบที่ลงตัวว่า...........
๑๕ ล้าน กับ ๕ ร้านค้า ๕๒ ห้องน้ำ จะได้เงินทอนเป็นเป็นก้อนหรือเป็นฟ่อน?
นี่แค่ความเห็นบนฐานข้อมูลที่กองทัพบกแถลงนะ รายละเอียดในการก่อสร้าง ขนาด สเปก วัสดุ ต่างๆ นานา ไม่ทราบ
ผมก็เห็นว่า ร่วม ๑๖ ล้านนี่ ถ้าสร้างด้วยวัสดุคุณภาพ งานไม่ห่วย ก็โอเคนะ ในยุคโอเลี้ยงแก้วละ ๒๕ สตาร์บัคส์แก้วละ ๑๒๐
และคนฉาบปูน วันละ ๕๐๐-๘๐๐ บาท!
๕๐๐ นี่ เป็นราคาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วนะ ...........
ผมจ้างมาฉาบผนังบ้าน เห็นแล้วอิจฉา...ทำไมกูไม่เป็นช่างฉาบมั่งว้า เพราะอะร้าอร่ามยิ่งกว่าราชาในหนังอินเดียซะอีก
นั่งฉาบ-คาบบุหรี่สบายใจเฉิบ อย่างอื่นไม่ต้องทำ มีลูกมือเป็นคนงานหญิง คอยหิ้วถังปูน ส่งกาแฟ ขึ้นมาประเคนถึงที่
ที่ท่าน ผบ.ทบ. "พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท" ถามว่า "ผิดตรงไหน?"
ผมตอบแทนก็ได้ครับ.........
ผิดตรงที่ ทำอะไรหน่วยงานให้แต่ตัวเลข ไม่ให้ข้อมูลอันเป็นรายละเอียดประกอบ ในยุคตรวจสอบ ก็เลยเป็นอย่างนี้แหละ!
ยิ่งช่วงต่อจากนี้ เป็นช่วง "เสาร์เช็กบิล" ชนิดเข้มข้น
ฉะนั้น ใครจะทำอะไรต้องเป็น "คุณนายละเอียด" ไม่งั้น จะเข้าทำนอง "มีลูกกวนตัว-มีผัวกวนใจ"
ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ "คนข้างผัว" เข้าคุกเป็นระนาวไปก่อน แล้วเมื่อวาน "คนข้างเมีย" ก็ตามเป็นลูกครอก
"เบญจา หลุยเจริญ"..........
โคตรจะเจริญในยุคทักษิณ-พจมานเริงเมือง กรมไหนในกระทรวงคลังล่ะ ที่เบญจาไม่เคยเหวี่ยงก้นนั่งใหญ่
สรรพากร-สรรพสามิต-ศุลกากร แม่นั่งใหญ่หมด!
ใหญ่ยุคพี่ ยังโดดขึ้นไปใหญ่ต่อ บนเก้าอี้ "รัฐมนตรีช่วยคลัง" ยุคน้อง นามว่ายิ่งลักษณ์
แล้วเมื่อวาน (๑๙ ต.ค.๖๐) เบญจา หลุยเจริญ ก็บรรลุถึงจุดใหญ่สุด ด้วยผลงานรับใช้ตระกูลทักษิณ
ศาลอุทธรณ์ ตัดสิน ยืนตามศาลชั้นต้น คือ........
-นางเบญจา อดีต รมช.คลัง และอดีตรองอธิบดีสรรพากร
-น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย
-น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีต ผอ.สำนักกฎหมาย
-นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร
มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และ ๘๓
จำคุกคนละ ๓ ปี!
"น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์" คนใกล้ชิด "เลขานุการส่วนตัว" ของคุณหญิงพจมาน
มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และ ๘๖ จำคุก ๒ ปี
จำเลยทั้งหมด ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
เป็นอันว่า ทั้งหมด "เข้าคุก"!
เมื่อคืน เข้าไปนอนในคุกตามเส้นทางดาวเสาร์เป็นที่เรียบร้อย ศาลฎีกาจะอนุญาตให้ประกันหรือไม่?
วันนี้...เดี๋ยวคงรู้!
ความผิดนำทั้ง ๕ ไปสู่คุกนั้น ก็เมื่อ ๓ ธ.ค.๕๘ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องต่อแผนกคดีทุจริตฯ ในศาลอาญา โดยสรุปว่า
จำเลยที่ ๑-๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากร ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อไม่ให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของนายทักษิณ ต้องเสียภาษีอากรหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร โดยชอบด้วยกฎหมาย
จากการที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี ๒๕๔๙ คนละ ๑๖๔,๖๐๐,๐๐๐ หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ ๑ บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ ๔๙.๒๕ บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๙ และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ ๗,๙๔๑,๙๕๐,๐๐๐ บาท
การกระทำนั้น ทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลังและราชการเสียหาย
ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกทั้ง ๕ ไปเมื่อ ๒๙ ก.ค.๕๙
ทั้ง ๕ ประกันตัวออกไปในชั้นศาลอุทธรณ์
ก็เมื่อวานนี้แหละ (๑๙ ต.ค.๖๐)...........
ที่ "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง" ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ..............
"ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ทุกประเด็นในคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้านั้นฟังไม่ขึ้น
ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าในอัตราโทษโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย
โดยสภาพความผิดของจำเลยทั้งห้า เป็นการกระทำโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บภาษีอากรของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง
จำเลยจะอ้างว่า เรื่องนี้ในที่สุดแล้วก็มิได้เกิดความเสียหายแก่รัฐโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว และศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีของกรมสรรพากรไปแล้ว มาเป็นข้ออ้าง เพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษไม่ได้
จึงพิพากษายืน
ข้าราชการทั้งหลาย "สำเหนียก" ให้จงดี นี้คือคำตอบ "คนหลวง" รับใช้ "โจร"
ใครยังจะคอย "อำนาจเก่ากลับคืน" ก็ไม่ว่ากัน
แต่จำให้ขึ้นใจ..........
ต่อจากนี้ "คนกาลีเมือง" จะซุกชุด "สีดินแห่งสีกากี" ได้ แต่ปลายทางก็ที่
"คุก" เท่านั้น!.