PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ประชุม "ศบม." พอใจผลงาน3 ปี ศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ



"บิ๊กป้อม" ประชุม "ศบม." พอใจผลงาน3 ปี ศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ ทำงานเชิงรุกร่วมกันมากขึ้น สั่งรักษาความมั่นคง บรรยากาศความสงบเรียบร้อย สั่งจับตา การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ประชุมมอบนโยบายและรับทราบผลการดำเนินงานของศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ (ศมบ.) ที่ ศาลาว่าการกลาโหม
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ(ศบม.) ได้ขับเคลื่อนแก้ปัญหาความมั่นคงโดยการทำงานร่วมของทุกส่วนราชการด้านความมั่นคง ในการประสานงานและติดตามสถานการณ์ความมั่นคง
รวมทั้งดำเนินการป้องกันและแก้ปัญหาที่มีผลกระทบกับความมั่นคง การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการคลี่คลายปัญหาวิกฤติและปัญหาเร่งด่วนของชาติ เช่น ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ การปราบปรามผู้มีอิทธิพล การทำประมงผิดกฎหมาย การแก้ปัญหาการบินพลเรือน การจัดระเบียบสังคม และการจัดระเบียบสังคม เป็นต้น ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน เป็นผลให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยและปลอดภัย โดยเฉพาะปัญหาเหตุร้ายและความรุนแรงรายวันลดลงอย่างต่อเนื่องในภาพรวม
พล.อ.ประวิตรฯ ได้กล่าวย้ำว่า บรรยากาศความสงบเรียบร้อยของสังคม มีความสำคัญยิ่ง ที่จะต้องช่วยกันรักษา โดยการทำงานที่เข้มแข็งของฝ่ายความมั่นคง จะเป็นกำลังสำคัญ กับการรับมือจากภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น เพื่อร่วมกันดูแลความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตโดยเสรีภาพภายใต้กรอบของกฎหมายและประกอบอาชีพอย่างปกติสุข
พร้อมทั้งกำชับสั่งการให้ทุกส่วนราชการ ให้ความสำคัญกับงานด้านการข่าวและการติดตามการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อคลี่คลายปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชน อย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ
ขณะเดียวกัน ยังจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในงานความมั่นคงอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไป เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากการบิดเบือนข้อมูล และร่วมกันพัฒนาไปสู่สังคมที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

นำร่อง เตรียมปลดล็อกเลือกตั้งท้องถิ่น หลังได้ กกต.ชุดใหม่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมเชิญปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือ เตรียมจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นบางระดับ หลังมี กกต. ชุดใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และเป็นการเตรียมพร้อม สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นไปตามลำดับ  โดยอาจต้องหารือถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องบางมาตรา และ การยกเลิกการบังคับใช้ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 และ ฉบับที่ 3/2558 ในบางพื้นที่ เพื่อเปิดทางให้ทำกิจกรรมทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งดังกล่าว  และ ยังต้องพิจารณาว่า จะยกเลิกพร้อมกับเปิดทางให้นักการเมืองระดับชาติ ทำกิจกรรม หรือ จัดตั้งพรรคการเมืองพร้อมกันด้วยหรือไม่ ซึ่ง คสช. กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่

นายวิษณุ ยังปฏิเสธข่าวที่ระบุว่า อาจมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44  คืนตำแหน่งให้กับนักการเมืองท้องถิ่น ที่ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตรวจสอบเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ แม้หลายหน่วยงานต้นสังกัดจะสรุป และ รายงานผลการตรวจสอบมาแล้วว่าไม่มีความผิด แต่ส่วนใหญ่ยังถูกตรวจสอบโดย ป.ป.ช.อยู่ จึงไม่สามารถดำเนินการคืนตำแหน่งให้ได้ในขณะนี้

คสช.เดินเข้าสู่มุมอับ ?



คสช.เดินเข้าสู่มุมอับ ?

เมื่อไม่ชอบธรรม มีอำนาจมากแค่ไหนก็อยู่ไม่ได้ !

พล.อ.สุจินดา,ทักษิณและเครือข่ายชินวัตร เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด

คำถาม 4 ข้อ 
คำถาม 6 ข้อ 

ไม่ได้เสริมสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นำมาแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ

- จะตั้งพรรคทหารก็ลังเล เพราะในอดีตพิสูจน์แล้วว่าพรรคทหารล้มเหลวในการเลือกตั้ง

- จะสนับสนุนพรรคการเมืองก็ยังไม่รู้ว่าจะสนับสนุนพรรคใด หรือพรรคใดจะยอมให้สนับสนุน และสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกต่างหาก

ระหว่างการเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองจะต้องประกาศจุดยืนทางการเมืองให้ประชาชนทราบ ในระหว่างนั้นจะเกิดกระแสพรรคประชาธิปไตยกับพรรคเผด็จการเหมือนพรรคเทพพรรคมารในอดีต จึงคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าคงไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าแสดงจุดยืนว่าเป็นพรรคเผด็จการในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งแน่นอน

หลัังเลือกตั้งหาก พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญบวกอำนาจแฝงรวมเสียง
พรรคการเมืองกับ สว.แต่งตั้งเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯหลังการเลือกตั้ง สามารถทำ ได้ แต่จะไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น กระแสต่อต้านนายกฯคนนอก หรือนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น การต่อต้านจะนำไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ค้ำอำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์จะหมดความชอบธรรม บางพรรคจะประกาศถอนตัว

รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์หลังการเลือกตั้งจะล่มสลายอย่างรวดเร็ว

และเชื่อว่าพรรคการเมืองสำคัญๆ เช่น พรรค เพื่อไทย หรือ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีพรรคใดต้องการภาพลักษณ์เป็นพรรคเผด็จการแน่นอน

"อะโธ่!! โจมตี เพราะจะไม่ให้อยู่ด้วยกัน"!!

"อะโธ่!! โจมตี เพราะจะไม่ให้อยู่ด้วยกัน"!!
"บิ๊กป้อม" แฉ แผนโจมตีผม เพราะไม่ให้อยู่ด้วยกัน ยันอะไรก็แยกพี่แยกน้องไม่ได้ พ้อถูกหาว่า เป็นตัวถ่วงรัฐบาล ทั้งๆที่ทำงาน ปัดไม่รู้ คำนาย"โหรวารินทร์" ปรับใหญ่ ครม.
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการปรับ ครม. ว่า เป็นเรื่องของนายกฯ ตัดสินใจ ขอไม่ตอบคำถาม
ส่วนการที่ โหรวารินทร์ระบุว่า จะเป็นการปรับใหญ่10ตำแหน่งโดยนำนักการเมืองเข้าร่วม ครม. นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องไปถาม โหร เอง
ส่วน ตัวเองนั้นนายกฯก็ยังไม่ได้สัญญาณมาว่าจะปรับออก
ส่วนที่ผ่านมามีการโจมตีผม มาตลอดว่าเป็นตัวถ่วง นั้นว่า โธ่!! โจมตีเพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกัน ปัดโธ่!! โจมตี เพราะไม่อยากให้อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อถามว่า ท่านไม่ได้มีอะไรบกพร่องในการทำงาน แต่ถูกโจมตีมาตลอด พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมก็ทำงาน ก็โจมตีมาตลอด
เมื่อถามว่า ไม่มีอะไรแยกได้ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า อืม ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย เราก็เทำงาน

"บิ๊กป้อม" เผยนายกฯคิด6 คำถามเอง ยันไม่ได้หวังกรุยทาง ตั้งพรรค คสช.



"บิ๊กป้อม" เผยนายกฯคิด6 คำถามเอง ยันไม่ได้หวังกรุยทาง ตั้งพรรค คสช. ชี้ คำถามเหมาะสม แฉ รัฐบาล คสช.ตัวผม ถูกโจมตี เพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกัน พ้อถูกโจมตีว่า เป็นตัวถ่วงรัฐบาล
พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการตั้งคำถาม 6 ข้อ ของ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ฝ่ายการเมืองมองว่าหวังสืบทอดอำนาจและโจมตีพรรคการเมือง ว่าไม่จริง ไม่ได้มีความหมายตามที่ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกต
ส่วนเป็นการเตรียมการตั้งพรรค คสช. หรือไม่ นั้น ไม่ขอตอบ เพราะพูดหลายครั้งแล้ว ซึ่งคำถาม และคำตอบเหมือนเดิม คือ ไม่รู้
ส่วนความกังวลจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองนั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่าไม่นำไปสู่สถานการณ์ และยืนยันว่า ไม่ใช่การชี้นำหรือหาเสียง แต่สื่อคิดเอาเอง
ซึ่งจากการติดตามสื่อเมื่อคืนนี้ ประชาชนเห็นว่าเหมาะสม ไม่คิดแบบฝ่ายการเมือง
ส่วน6คำถาม นั้น นายกฯเป็นผู้คิดคำถามเอง ไม่ได้หารือกับผมหรือ คสช. คนอื่น
ส่วนการปรับ ครม. นั้น เป็นเรื่องของนายกฯ ตัดสินใจ ขอไม่ตอบคำถาม
ส่วนการที่ โหรวารินทร์ระบุว่า จะเป็นการปรับใหญ่10ตำแหน่งโดยนำนักการเมืองเข้าร่วม ครม. นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ต้องไปถาม โหร เอง
ส่วน ตัวเองนั้นนายกฯก็ยังไม่ได้สัญญาณมาว่าจะปรับออก
ส่วนที่ผ่านมามีการโจมตีผม มาตลอดว่าเป็นตัวถ่วง นั้นว่า โธ่!! โจมตีเพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกัน ปัดโธ่!! โจมตี เพราะไม่อยากให้อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อถามว่า ท่านไม่ได้มีอะไรบกพร่องในการทำงาน แต่ถูกโจมตีมาตลอด พลเอกประวิตร กล่าวว่า ผมก็ทำงาน ก็โจมตีมาตลอด
เมื่อถามว่า ไม่มีอะไรแยกได้ใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า อืม ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย เราก็ทำงาน

กว่าจะถึงพ.ย.61 โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

กว่าจะถึงพ.ย.61 โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข



แฟ้มภาพ

ฟังเรื่อง คสช.จะตั้งพรรคหรือไม่ จากบรรดาแกนนำ ผู้นำ คสช. น้ำเสียงโน้มเอียงไปในทางที่จะตั้ง มากกว่าไม่ตั้ง

และยังสอดคล้องกับคำแถลงของนายกฯ เรื่องยังไม่ปลดล็อก เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา

พร้อมๆ กันนั้น นายกฯยังได้แจกเอกสารประกอบการแถลง ยืนยันเลือกตั้งตามโรดแมป ภายใน 150 วัน หลังจาก กม.ลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้

บรรยากาศการเมืองดูจะมีเรื่องราวให้ถกเถียงกันขึ้นมาทันที

แปลความกันตอนนี้ คสช.คงจะไม่รีบกลับบ้านไปเลี้ยงหลานตามโรดแมปของข้าราชการวัยเกษียณค่อนข้างแน่นอน

การเลือกตั้งตามโรดแมป ไม่ว่าจะเกิดในเดือน พ.ย.2561 หรือข้ามไปต้นปี 2562 คงจะมีพรรคการเมืองที่รวมกลุ่มกันมาใหม่ๆ ลงแข่งขัน

อาจจะมีทั้งพรรคที่ประกอบด้วยอดีตบิ๊กทหาร และพรรคของคนอีกรุ่นที่อายุน้อยลงมา เสนอแนวทางด้านเศรษฐกิจ

พรรคหลักๆ เจ้าเก่า จะปรับตัวเข้ากับการต่อสู้ครั้งนี้ยังไง จะถอยหรือจะชน ก็ต้องดูอารมณ์ของประชาชนเจ้าของสิทธิเลือกตั้ง

ใครตีโจทย์นี้แตก ถือว่าได้เปรียบ

และก่อนจะไปถึงช็อตที่ว่านี้ งานเฉพาะหน้าของรัฐบาลและ คสช.ก็คือ การปรับ ครม.

นายกฯขอโทษขอโพยในที่ประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า จำเป็นต้องปรับ ครม.เพื่ออนาคต ไม่ใช่ว่า รมต.ทำงานไม่ดี

ความจำเป็นที่จะต้องปรับ ก็เพื่อสร้างผลงานในห้วง 1 ปีเศษที่เหลืออยู่

รัฐบาลบริหารงานถึง 4 ปี จะต้องมีอะไรไว้ให้ประชาชนดูต่างหน้า หรือพูดถึงในทางที่ดีๆ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องความเป็นอยู่

หรือถ้าจะต้อง “ไปต่อ” จะต้องตั้งพรรค จะได้เป็นทุนรอนในการเดินทางต่อไป

ใครจะอยู่ใครจะไป เป้าสำคัญสุดในตอนนี้ คงเป็นรัฐมนตรีที่มาจากกองทัพ

ยกเว้น รมว.กลาโหม ที่พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” นั่งอยู่ คงไม่สลับเอาพลเรือนมานั่งแน่นอน

ส่วนคนอื่นๆ ถือว่าอยู่ในข่ายไปได้ทั้งนั้น ขึ้นกับ “บิ๊กตู่”

ปัญหาเศรษฐกิจที่พูดๆ กัน ยิ่งเร่งเร้าให้คิดถึงแนวทางการนำเอามืออาชีพเข้ามาเสริมทีม

ที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าภาคเอกชน กลุ่มทุนใหญ่ๆ ล้วนแต่สนับสนุนรัฐบาล คสช. นักข่าวสัมภาษณ์ทีไร มีแต่เรื่องด้านบวก

แต่พอถามหา “มือดีๆ” ที่จะให้เข้ามาร่วมหัวจมท้าย ได้ยินว่า หลบตากันเป็นแถวๆ

การที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อก สะท้อนความระมัดระวังและไม่มั่นใจ

เพราะขนาดยังไม่ปลดล็อก มีนักการเมืองคอมเมนต์เศรษฐกิจการเมืองอยู่พรรคละ 2-3 คน พูดทีก็ยังสะดุ้งกันที

รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง ปีท้ายๆ จะบริหารยาก ทั้งด้วยปัญหาภายในและภายนอก

ยิ่งต้องคิดถึงการป้องกันแชมป์ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ก็ยิ่งยาก บางพรรคเข็มขัดกระเด็นไปเลยก็มีมาแล้ว

เส้นทาง 1 ปีเศษจากนี้ไป จะคดเคี้ยวหรือราบรื่น รอดูกันไป

…………….
วรศักดิ์ ประยูรศุข

แถ่วตร๊ง จั๊ดแถ่ว จัดแล้ว จัดอีก รับศึก เลือกตั้ง

แถ่วตร๊ง จั๊ดแถ่ว จัดแล้ว จัดอีก รับศึก เลือกตั้ง


มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง ที่จะมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ
เพราะลำพัง ถ้าเป็นการตัวบุคคลทดแทนเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ว่างลง
อันเนื่องจากการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล

ป่านนี้ก็คงจะเรียบร้อยโรงเรียน จปร. ไปแล้ว

ไม่ยืดเยื้อยาวนานเป็นสัปดาห์

หรือว่ามี “ข่าวลือ” หนาหูเรื่องการปรับปรุงรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นๆ

หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผู้ขยับย้ายมาแล้วครั้งหนึ่งจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

แม้จะเป็น “เพื่อนรัก” ร่วมชั้นเรียนมากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
แต่ข่าวลือว่าด้วยการทำงานแบบ “วีรเอกชน” ก็ปรากฏขึ้นเป็นระยะ

เช่นเดียวกันกับปัญหาและข้อสงสัยอันเนื่องจากงานในหน้าที่รับผิดชอบ

ไม่ว่าจะเป็นการตกต่ำของราคาพืชผล ตั้งแต่ข้าว ยางพารา ไปจนกระทั่งถึงผลไม้สารพัดชนิด

หรือ “โปรเจ็กต์ยักษ์” อย่างโครงการจัดการน้ำ

ที่ผ่านมา 3 ปีแล้วยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

และภาวะท่วมสลับแล้งก็ยังดำรงอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

กระทั่ง ต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อจัดการกับปัญหาน้ำ

โดยมีนายกรัฐมนตรีลงมานั่งเป็นประธานเอง

แต่ “ด้วยรักและผูกพัน” ฉันเพื่อนที่สนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้อง

ถึงจะออกปากว่า “พร้อมจะพักผ่อน”

แต่ข่าวลือในตลาดก็ยังหนาหู

ว่าถึงจะพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรไป

พล.อ.ฉัตรชัยก็ยังมีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาล

เมื่อไม่ประสานกับด้านเศรษฐกิจ

งานที่เหมาะสมตามความถนัดก็ต้องเป็นเรื่องของความมั่นคง

เช่น กระทรวงยุติธรรม

ถ้ามีการขยับย้าย พล.อ.ฉัตรชัยมาจริงตามข่าวลือ

ถามว่านายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะหลุดลอยไปเลยหรือ
คำตอบคือมิใช่

ในฐานะ “วัวเคยขา ม้าเคยขี่” กันตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐบาล

ยังมีงานใกล้ตัวเช่นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรฯ ให้นายสุวพันธุ์ได้ใช้ความรู้ความสามารถแน่นอน

แต่กลายเป็น “แจ๊กพ็อต” จะไปแตกเอาที่นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ที่ขยับย้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง
จากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

รอบนี้อาจจะได้พักยาว

เป็นการพักยาวเช่นเดียวกันกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ผู้มีแนวโน้มจะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าปกปิดทรัพย์สิน

อันเนื่องมาจากการ “ลืม” ยื่นบัญชีทรัพย์สินบางรายการของภรรยา

ข้อหาคุ้นๆ ไหม?

และเมื่อรัฐมนตรี “ต้นทาง” เศรษฐกิจด้านการผลิตมีการเปลี่ยนแปลง

โอกาสและแนวโน้มจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนของ “ปลายทาง” ก็มากขึ้นตามไปด้วย

ข่าวลือว่าด้วยความ(ไม่) มั่นคงในตำอหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ของนางอภิรดี ตันตราภรณ์ จึงหนาหูขึ้นในระยะหลัง

ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถจัดหาตัวบุคคลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขและความต้องการได้หรือไม่

เงื่อนไขอะไร?

ก็คือความต้องการที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวตามปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด

ให้เสียงบ่นเรื่องปัญหาปากท้องหมดหรือลดลงไป

ให้เสียงวิจารณ์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลดลงไป

เพื่อเพิ่มคะแนนนิยมในหมู่ “ชนชั้นล่าง” ให้มากขึ้น

ทำไมต้องชนชั้นล่างหรือรากหญ้า

คำตอบง่ายๆ ตรงไปตรงมาที่สุด

ก็คือ หากต้องการลงสมัครและชนะการเลือกตั้ง

ก็ต้องกุมหัวใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศให้ได้

คนส่วนใหญ่ในประเทศคือประดารากหญ้าทั้งหลาย

รากหญ้าที่เคยเป็นฐานเสียงอันหนักแน่น และหลังพิงอันแข็งแกร่งให้พรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย

วัตถุประสงค์ของการ “จั๊ดแถ่ว” ในคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด

ไม่ซับซ้อน

เป้าหมายและสายตาพุ่งไปยังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ในช่วงเวลา 18-24 เดือนจากนี้ไป

เวลาแห่งการชี้ชะตา

กระตุ้นทุกปี

กระตุ้นทุกปี

มหกรรมช็อปช่วยชาติ กลับมาอีกแล้วตามเสียงเรียกร้องของแฟนๆ

ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 3 ธันวาคม รวมเวลา 23 วัน รัฐบาล คสช.ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องแห่ไปช็อปช่วยชาติกันให้ระเบิดเถิดเทิง

ค่าใช้จ่ายในโครงการช็อปช่วยชาติ สามารถนำใบกำกับภาษีไปขอหักลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคลได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อหนึ่งคน

ท่านที่ตั้งตารอจะช็อปช่วยชาติ จึงไม่ควรพลาดเป็นอันขาดเชียว

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่ารัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่จัดโครงการช็อปช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจติดต่อกันมาแล้ว 3 ปี

ปีแรก 2558 จัดช่วงสั้นๆแค่ 7 วัน ช่วยกระตุ้นยอดขายปลีกช่วงปลายปีให้คึกคักขึ้นมาพอสมควร

ปีที่ 2 รัฐบาลชักติดใจขยายมหกรรมช็อปช่วยชาติเป็น 18 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม ถึง 31 ธันวาคม 2559

ช่วยกระตุ้นยอดขายปลีกช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5 เปอร์เซ็นต์

ล่าสุดปีนี้ 2560 รัฐบาลเปิดมหกรรมช็อปช่วยชาติเร็วกว่าปีก่อน 1 เดือน แต่ขยายเวลาช็อปกระจายเพิ่มขึ้นเป็น 23 วัน

ตั้งเป้าว่ามหกรรมช็อปช่วยชาติจะกระตุ้นกำลังซื้อก๊อกสุดท้ายและช่วยดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้โตทะลุเป้า 4 เปอร์เซ็นต์ เห็นผลทันตา

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าโครงการช็อปช่วยชาติ ซึ่งรัฐบาล คสช.จัดติดต่อกันมาแล้ว 3 ปี จะกลายเป็น “งานเทศกาลประจำปี” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างนี้ตลอดไป

ถึงแม้รัฐบาลจะตีปี๊บว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วก็จริง

แต่กำลังซื้อประชาชนยังไม่ฟื้นตัว

จึงต้องจัดมหกรรมช็อปช่วยชาติเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจครบวงจร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ชี้แจงว่า มหกรรมช็อปช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มคนชั้นกลาง

เนื่องจากคนชั้นกลางนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้ยอดขายปลีก และห้างสรรพสินค้าต่างๆลดลงอย่างชัดเจน

โครงการช็อปช่วยชาติจะช่วยกระตุ้นประชาชนให้ไปจับจ่ายซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้า และร้านค้าขายปลีกต่างๆ เพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นปี

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือห้างร้านขายปลีกที่โดนระบบออนไลน์แย่งลูกค้าหนักขึ้นทุกวัน

และเห็นด้วยที่รัฐบาลจะเก็บภาษีจากผู้ขายสินค้าออนไลน์ให้เกิดความเป็นธรรม

สรุปว่า เป้าหมายของมหกรรมช็อปช่วยชาติ เพื่อดูดเงินจากกระเป๋าคนที่มีฐานะปานกลาง หรือ “มนุษย์เงินเดือน” ให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี

โดยจัดโปรโมชั่นลดภาษีเงินได้ ...เป็นเงื่อนไขล่อใจ

เช่น...ท่านที่มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 1.5 แสนบาท ถึง 3 แสนบาทต่อปี ถ้าช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท จะได้ลดภาษี 750 บาทต่อคน

ท่านที่มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 3 แสนบาท ถึง 5 แสนบาทต่อปี ถ้าช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท จะได้ลดหย่อนภาษีเงินได้ 1,500 บาทต่อราย

ส่วนท่านที่มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 1.5 แสนบาทต่อปี ถึงจะช็อปช่วยชาติจนกระเป๋าแตกแหกกระเจิง...

ก็ไม่ได้ลดหย่อนภาษีแม้แต่สลึงเดียว!!

เพราะท่านไม่ต้องจ่ายภาษีบำรุง ประเทศอยู่แล้วตามกติกา

ป.ล.ค่ารักษาพยาบาล ค่าเติมน้ำมัน ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ เอาไปลดภาษีไม่ได้ทุกกรณี

แต่ค่านวดหน้า ค่าทำสปา เอาไปลดภาษีช็อปช่วยชาติได้นะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

‘ลุงตู่’ลุยเต็มรูปแบบ!

‘ลุงตู่’ลุยเต็มรูปแบบ!

“ผมมีความจำเป็นต้องปรับเพื่ออนาคต อย่าโกรธอะไรผม”

“นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้แจ้งต่อรัฐมนตรีช่วงท้ายของการประชุม ครม. ขอใช้อำนาจของตัวเองในการปรับ ครม.

โดยรูปการณ์ที่สะท้อนความพยายาม “รวบรัดตัดความ”

ตามข่าววงใน ทุกอย่างจะจบภายในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ล้อตามเงื่อนไขสถานการณ์ปรับ ครม.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำเร็ว โดยเฉพาะต้องรีบกำจัดวงแรงกระเพื่อมทางอำนาจ ไม่ให้ขยายวงลุกลามตามธรรมชาติของการปรับเปลี่ยนที่ต้องมีทั้งคนสมหวังและผิดหวัง

ยิ่งฟังจากที่ “บิ๊กตู่” ต้องออกตัวเป็นนัยเลยว่า การปรับ ครม.รอบนี้ไม่ได้เกี่ยวโยงกับเรื่องของการทุจริตหรือบกพร่องต่อหน้าที่ เป็นการปรับเพื่อเติมเนื้องานของรัฐบาล

สถานการณ์เหมือนช่วยเคลียร์ให้คนที่จะโดนปรับออกล่วงหน้า

โดยเฉพาะคนที่อยู่ในข่าย “ตำบลกระสุนตก” มีชนักว่าด้วยปมร้อนความโปร่งใส ถ้ามีอันต้องหลุดวงโคจรไปจริงๆ จะได้ไม่โดนสังคมตราหน้าว่ามีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน

ถึงวันนี้ “นายกฯลุงตู่” อุ้มกระเตงไม่ไหวแล้ว จำเป็นต้องโละจุดอ่อน ตัดทิ้งตัวถ่วง

งานเลี้ยงเลิกรา ต้องมีคนกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน

และก็ตามฟอร์มของเกมอำนาจอันหอมหวน ไม่ว่าใครเสพแล้วต้องติด ยังไงก็หนีไม่พ้นภาวะทางใจ ภายใต้สถานการณ์กดดัน บรรยากาศเครียดๆในห้วงการยกเครื่องปรับ ครม.

มันก็มีพวกรอจังหวะเขย่าซ้ำ ตอกย้ำอาการระหว่างคนปรับกับคนโดนปรับ

กับช็อตต่อเนื่องจากในที่ประชุม ครม.ที่รองโฆษกรัฐบาลแถลงอย่างเป็นทางการว่า “บิ๊กตู่” ขอใช้อำนาจในการปรับ ครม. แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการไล่เคลียร์กระแสข่าวอย่างไม่เป็นทางการ

ทีมงานรัฐบาลต้องรีบสกัด “ข่าวปล่อย” ร้อนๆแหลมๆ

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม มีอาการมึนตึงกันในที่ประชุม ครม. เพราะความพยายามลดทอนอำนาจ “พี่ใหญ่”

แถมอีกปมร้อน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ขู่จะยกทีมออกเป็นการกดดัน หาก “นายกฯลุงตู่” ไม่ปรับ ครม.ตามแนวทางที่เสนอให้

“แหล่งข่าว” จากวงใน วงนอก ช่วยกันใส่ฟืน โหมเติมเชื้อไฟ โดยเฉพาะนักการเมืองทั้งค่ายประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยที่อาศัยโหนกระแสตามท้องเรื่อง “ปล่อยของ” ผ่านสื่อ

“เสี้ยม” ให้ทีมงานรัฐบาลแตกคอกัน

และนั่นก็โยงเป็นเหตุผลลึกๆ ปัจจัยหลักที่ “นายกฯลุงตู่” ได้แจกแจงผ่านเอกสาร ยืนกรานถึงการไม่ปลดล็อก

พรรคการเมืองให้ทำกิจกรรม คสช.ได้ประเมินสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย

จึงขอให้การปลดล็อกที่พูดกัน รอไปอีกระยะ อย่าตื่นเต้นกังวล

แปลไทยเป็นไทย งานนี้ยื้อแบบไม่กำหนดเวลา ปัจจัยแทรกไม่อยู่ในวิสัยที่ “บิ๊กตู่” ควบคุมได้

ทหารไม่มีทางไว้ใจ “ความแสบ” ของนักการเมือง ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์และเพื่อไทย

แถมด้วยมุกล่าสุด “นายกฯลุงตู่” ได้ส่งคำถามถึงพี่น้องประชาชนอีก 6 ข้อใหญ่

โฟกัสข้อแรก วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆที่มีคุณภาพให้ประชาชนพิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ การที่มีแต่พรรคการเมืองหน้าเดิมๆ แล้วเป็นรัฐบาล จะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูป และทำงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์หรือไม่

ข้อสอง การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ก็ถือเป็นสิทธิ์ของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว

ข้อสาม สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลดำเนินการไปช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่

โฟกัสแค่ 3 ข้อแรก สรุปความตามคำถามของหัวหน้า คสช. มันก็ชัด เป็นการปูทาง “นำร่อง” ป้อมค่ายการเมืองใหม่ เพื่อมาหนุน “นายกฯลุงตู่” สู้กับเจ้าของสัมปทานเดิมทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์

ตีเหล็กกำลังร้อน ตีปี๊บในห้วงที่แบรนด์ “ประชารัฐ” กำลังติดตลาด

มั่นใจแล้วว่า ยุทธศาสตร์ปฏิรูปเดินมาถูกทาง

“ลุงตู่” พร้อมสู้ในเกมถนัดของนักการเมืองอาชีพแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

"อุ๊งอิ๊ง"โพสบอกพ่อรักประเทศชาติและสถาบัน

วันนี้มานั่งประชุมห้องเดิมพ่อ มาเปิดหนังสือประวัติพ่อดูเล่น ในฐานะของลูก ก็อดคิดไม่ได้ ว่าคนเราคงไม่มีใครดี100% แต่ช่วงที่พ่อเป็นนายกฯ พ่อก็ได้ทำอะไรเพื่อประเทศไว้เยอะมากจริงๆ พ่อออกไป11ปีแล้ว เด็กรุ่นหลังๆคงจะได้ยินอะไรมาต่างๆนานา เสียดายไม่ได้โตทันช่วงที่ผู้ชายที่รักประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยหัวใจและจิตวิญาณ เสียสละเวลาของตัวเองและครอบครัว ไปทุ่มเทให้ประเทศที่เค้ารัก เอามันสมองที่มี คิดแต่จะให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า วันนี้คนเป็นลูก คิดแต่ขอให้พ่อแข็งแรง และมีความสุข ไม่ว่าพ่อจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่หวังอะไร หวังแค่ยังได้ยินเสียงทุกครั้งที่อยากได้ยิน หวังแค่อยากกอดก็ได้กอด แค่นี้จริงๆ #อ่อนแอบ้างเป็นบางเวลา #เหตุเกิดเพราะไม่เจอพ่อเกือบ2เดือน #มันก็จะเพ้อๆหน่อย #อย่าว่าหนูเลย #หนูคิดถึงพ่อจริงๆ #แงงงง 😿

นินจา "ป้อม"มุดลงใต้ดิน



นินจา "ป้อม"มุดลงใต้ดิน
ช่วงนี้ หลบนักข่าว ....เมื่อวาน หลังประชุม ครม.ก็ไม่ให้สัมภาษณ์. เดืนแหวกวงนักข่าว ขึ้นรถกลับ.... มาวันนี้ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร ก็นั่งรถ มุดลงชั้นใต้ดิน ตึกสำนักเลขาธิการ ครม. เลย....ไม่ตัองผ่าน วงนักข่าว ที่รอที่บันไดหน้าตึก... นักข่าว ได้แต่ แอบส่อง แต่เช้าไปไม่ได้
ผลพวงจาก ให้สัมภาษณ์ เรื่อง "ถ้าเป็น คสช.จะตั้ง พรรค" และ งอนสิ่อ เอารูป ถือปืน หยอก พลเอกเตียบันห์ ไปลงข่าว จนทำให้ ถูกวิจารณ์อย่างหนัก





คำถามเชิงรุกของ"บิ๊กตู่"

คำถาม2ข้อแรก!!ของ"บิ๊กตู่"...หยั่งเชิง กรุยทาง คสช.จะ"ตั้งพรรคการเมืองใหม่"หรือ หนุนพรรคใด เป็นพรรคนอมีนี/ ขอถาม"ประชาชนของผมทั่วประเทศ"
มาอีกแล้ว ...พลเอกประยุทธ์ นายกฯ ถามปชช.6คำถาม หยั่งเชิง คสช.จะ"ตั้งพรรคการเมืองใหม่"หรือ หนุนพรรคใด เป็นพรรคนอมีนี เพราะ นายกฯไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้ง อยู่แล้ว
พลเอกประยุทธ์ แถลงข่าวครั้งแรก ที่หน้าตึกภักดีบดินทร์ ระบุว่า มีหลายคนพูดนั่นพูดนี่ และประชาชนเรียกร้อง มา ผมจะถาม "ประชาชนของผม" ทั่วประเทศ ตอบมา ผ่านศูนย์ดำรงธรรม
พร้อม อ่าน6คำถาม และ แจกเอกสารคำถามให้นักข่าว ก่อน รีบเดินไป ไม่ยอมตอบคำถามนักข่าว
แต่ที่ถูกจับตามองมากคือ 2 คำถามแรก เพราะ นายกฯเพิ่งแบะท่า ตั้งพรรค หลังจากงานนี้ ไม่ปฏิเสธ การตั้งพรรค แต่บอก ยังไม่คิด รอดูสถานการณ์ก่อน ยังมีเวลาอีกตั้งปี ส่วน บิ๊กป้อม บอก "ถ้าจำเป็นก็ต้องตั้ง"
ข้อ1.วันนี้ เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองใหม่ๆ ให้ประชาชนพิจารณา สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่‬. การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆแล้วได้เป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูป และทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ หรือไม่
2.การที่คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดถือเป็นสิทธิ์ของคสช. ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้งอยู่แล้ว

"นายกฯ" ฝากอีก 6คำถาม ถึงปชช.ให้ตอบผ่านศูนย์ดำรงธรรม

"บิ๊กตู่"โพลล์‬
‪"นายกฯ" ฝากอีก 6คำถาม ถึงปชช.ให้ตอบผ่านศูนย์ดำรงธรรม
#6คำถามจากบิ๊กตู่
1.วันนี้ เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองใหม่ๆ ให้ประชาชนพิจารณา สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่‬. การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆแล้วได้เป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูป และทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ หรือไม่
2.การที่คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดถือเป็นสิทธิ์ของคสช. ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้งอยู่แล้ว
3.สิ่งที่คสช. ทำมาตลอด 3 ปีทำให้มองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศบ้างหรือไม่
-เห็นด้วยกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน ด้วยการรื้อใหม่ทำใหม่ การวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระยะสั้น-กลาง-ยาว เช่น การแก้ปัญหา IUU,ICAO ฯลฯ หรือไม่
- เห็นด้วยกับ การให้มียุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลเกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศหรือไม่
- การทำงานของทุกรัฐบาลต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งประเทศ คนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด มิใช่ทำแต่ตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ หรือดูแลเฉพาะพื้นที่ที่มีฐานเสียงสนับสนุน. รวมทั้งจะต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้เกิดความต่อเนื่องใช่หรือไม่
4. การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้าที่คสช. และรัฐบาลนี้จะเข้ามาเราได้พบเห็นความขัดแย้งความรุนแรงการแบ่งแยกประชาชน เป็นกลุ่มๆเพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่
5.รัฐบาลนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาของไทย ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่อง ชัดเจน เพียงพอหรือไม่
6.ข้อสังเกตเพื่อพิจารณาเหตุใดพรรคการเมือง นักการเมืองจึงออกมาเคลื่อนไหว ด้อยค่า คสช. รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้อย่างมากผิดปกติฝากถามพี่น้อง
ประชาชนว่าเพราะอะไร
อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยและต่างประเทศ อยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทย ได้เป็นผู้พิจารณาตัดสิน
‪แต่ นายกฯปัดตอบ เป็นการสำรวจความเห็นปชช.เรื่อง คสช.ตั้งพรรคใช่หรือไม่‬ แถลง6 คำถาม เสร็จ ไปเลย...

"บิ๊กตู่"ทำโพลล์‬เอง ขอปชช.ตอบอีก6คำถาม หยั่งเชิง"ตั้งพรรคการเมืองใหม่"หรือ หนุนพรรคใด



ชัดเจน!!
"บิ๊กตู่"ทำโพลล์‬เอง ขอปชช.ตอบอีก6คำถาม หยั่งเชิง"ตั้งพรรคการเมืองใหม่"หรือ หนุนพรรคใด พรรคนอมีนี เพราะ นายกฯไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้ง อยู่แล้ว พอใจแนวทาง คสช.3ปี หรือไม่/ ถามทำไม นักการเมือง เคลื่อนไหวด้อยค่า คสช. รัฐบาลและนายกฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงในช่วงนี้ อย่างมากผิดปกติ

1.วันนี้ เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองใหม่ๆ ให้ประชาชนพิจารณา สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่‬. การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆแล้วได้เป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูป และทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ หรือไม่

2.การที่คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดถือเป็นสิทธิ์ของคสช. ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้งอยู่แล้ว

3.สิ่งที่คสช. ทำมาตลอด 3 ปีทำให้มองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศบ้างหรือไม่
-เห็นด้วยกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน ด้วยการรื้อใหม่ทำใหม่ การวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระยะสั้น-กลาง-ยาว เช่น การแก้ปัญหา IUU,ICAO ฯลฯ หรือไม่
- เห็นด้วยกับ การให้มียุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลเกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศหรือไม่
- การทำงานของทุกรัฐบาลต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งประเทศ คนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด มิใช่ทำแต่ตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ หรือดูแลเฉพาะพื้นที่ที่มีฐานเสียงสนับสนุน. รวมทั้งจะต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้เกิดความต่อเนื่องใช่หรือไม่
4. การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้าที่คสช. และรัฐบาลนี้จะเข้ามาเราได้พบเห็นความขัดแย้งความรุนแรงการแบ่งแยกประชาชน เป็นกลุ่มๆเพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่
5.รัฐบาลนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาของไทย ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่อง ชัดเจน เพียงพอหรือไม่
6.ข้อสังเกตเพื่อพิจารณาเหตุใดพรรคการเมือง นักการเมือง จึงออกมาเคลื่อนไหว ด้อยค่า คสช. รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี บิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้ อย่างมากผิดปกติ ฝากถามพี่น้อง
ประชาชนว่าเพราะอะไร
อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยและต่างประเทศ อยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทย ได้เป็นผู้พิจารณาตัดสิน

'ทูตสันติสุข' บังเกิดขึ้นแล้ว

"ตูน บอดี้สแลม"...........
๗ วัน ๒๕๗ กม. ขึ้นหลัก ๑๐๐ ล้านที่ "หาดใหญ่" เมื่อวาน (๗ พ.ย.๖๐)!
คิดตามบัญญัติไตรยางศ์
๕๕ วัน จะได้ ๘๐๐ ล้าน เกินเป้า ๗๐๐ ล้านไป ๑๐๐ ล้าน แต่ดูแรงศรัทธามหาชนหนุนเนื่องต่อตูนแล้ว
๑,๐๐๐ ล้าน เอาไปเลย!
ปรากฏการณ์ "พี่ตูน" โดยเฉพาะที่ ๓ จังหวัดใต้ มันให้อะไรที่มากกว่าเงิน ๑,๐๐๐ ล้าน
และต่อให้ ๑,๐๐๐ ล้านล้าน ก็ยังให้ อย่างที่ "พี่ตูน" ให้ไม่ได้
ข้อความต่อจากนี้ มีคนจากยะลาส่งมาให้ ลองอ่านกันดู
เขาคือปรากฏการณ์ เขาคือ men of honor ชายร่างผอมบาง จิตใจดี อ่อนโยน ยิ้มง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน และให้เกียรติเคารพผู้อื่นทุกระดับ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ #ชายที่ชื่อตูน หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวง rock ชื่อดังอันดับ 1 เมืองไทย ณ เวลานี้
เขาคือ "ผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุด" ในประเทศไทย
ไม่ใช่คำกล่าวหรืออวยเกินจริงแต่อย่างใด ชายหนุ่มวัย 38 คนนี้ ได้มาพังทลายกำแพงความอึมครึม ระหว่างพี่น้องมุสลิมในพื้นที่กับคนต่างศาสนา
ไม่เคยมีครั้งใด ที่จะมีผู้คนทุกวัย ทุกระดับตั้งแต่เบตง มาถึงบันนังสตา ที่มายืนคอยต้อนรับบุคคลใดคนหนึ่งแบบนี้ และชายที่กำลังวิ่งอยู่นี้ก็ต่างศาสนาออกไป
ภาพที่เราเห็นกันทางหน้าจอทีวี ไม่ว่าเขาจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่ทุกที่ทุกครั้ง ที่มีคนมาคอยให้กำลังใจ ขอถ่ายรูป เขาไม่เคยปฏิเสธ
แถมเป็นคนเซลฟีให้เองอีกด้วย
ด้วยรอยยิ้ม ด้วยความเต็มใจ 2-3 วันมานี้ พื้นที่ตรงนั้น พื้นที่สีแดง พื้นที่ก่อเหตุรุนแรง เปลี่ยนกลับไปเหมือนช่วงก่อนปี 2547
ที่คนทุกศาสนาอยู่ด้วยกันฉันพี่น้อง ถึงแม้จะใช้งบหมื่นล้าน แสนล้าน ก็ไม่มีทางนำรอยยิ้ม นำความสุขมาให้ในพื้นที่ได้
"เท่าชายคนนี้ทำ" แน่นอน
...ทำไมชายคนนี้ถึงได้มีอิทธิพลต่อคนไทยถึงเพียงนี้ ค่าตัวเขาเล่นดนตรี ครั้งละ 750,000 บาทต่อ 2 ชม.
เวลา 60 วันที่เขามาวิ่งครั้งนี้ และเวลาที่เตรียมร่างกายก่อนหน้านี้ สามารถทำเงินให้เขามหาศาล เขาไม่ต้องมาวิ่งให้เหนื่อย แค่คิดว่าต้องวิ่งถึง 2 พันกว่ากิโล ผู้เขียนได้ยินก็เข่าทรุด หน้ามืด มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ที่ต้องวิ่งไกลขนาดนั้น
สภาพภูมิประเทศ เดี๋ยวฝนตก แดดออก แต่เขาไม่หยุด ยังคงวิ่งต่อไป ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ
เขาทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร?
ในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่คิดจะทำแบบเขา วิ่งท่ามกลางภาวะสงครามในพื้นที่ และที่สำคัญ ผู้หญิงของเขา ที่เคียงข้างเขา คุณก้อย คุณเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
คอยให้กำลังใจพี่ตูนตลอดเส้นทาง คุณสองคนก้าวข้ามคำว่าเสียสละไปแล้ว คนที่คิดที่จะทำเพื่อผู้อื่น จนบางครั้งตัวเองอาจจะหมดลมหายใจ
คนแบบนี้เราต้องรักษาให้ดีที่สุด ผู้เขียนดีใจ ที่สมัยวัยรุ่นเรียนช่างกลที่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก่อนติดตามดูเขาแทบทุกงาน ไม่เสียแรงจริงๆ ที่นับถือ
แล้วก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถทำได้ถึงเพียงนี้ ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอีกแน่นอน คนที่จะทำได้เหมือนชายที่ชื่อ "ตูน บอดี้สแลม"
บุคคลที่ควรเทิดทูน ชายที่ควรได้รับเกียรติ men of honor
นอกจากนี้แล้ว...........
ยังมีผู้เขียน "ปรากฏการณ์ตูน" อีกมาก ขอยกจาก "มุสลิมไทยโพสต์" มาให้อ่านอีกสำนวน ดังนี้
จากปรากฏการณ์ที่ "ตูน บอดี้สแลม" ได้เริ่มต้นไว้กับโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ กำลังเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง
แม้โครงการจะเริ่มต้นขึ้นในระยะเวลาแค่เพียง 5 วัน แต่ตูนได้สร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ กับภาพของความรักที่มีให้แก่กัน ภาพแห่งรอยยิ้ม และภาพแห่งน้ำใจของคนชายแดนใต้ ด้ามขวานของไทย
โดยไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ว่าคุณคือไทยพุทธ หรือคุณคือไทยมุสลิม กล่าวได้แค่เพียงคุณคือ "คนไทย" และปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ได้สร้างแค่รอยยิ้มให้เฉพาะคนชายแดนใต้เท่านั้น
ภาพที่เกิดขึ้น ยังขยายวง สร้างรอยยิ้มและน้ำตาแห่งความดีใจเปี่ยมสุขมายังคนไทยทั้งประเทศอีกด้วย
และสำหรับในสังคมมุสลิมจังหวัดชายแดนใต้ ประเด็นนี้ก็กำลังเป็นประเด็นที่ถูกนำมากล่าวถึงเช่นกัน
อุสตาซอับดุชชะกรู บินชาฟิอีย์ กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน deepsouthwatch.org ว่า
"ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก
ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมูฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
จากโครงการ 'ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ' ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร จากใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย
เพื่อนำรายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งของตูน นักร้องนำวงบอดี้สแลม พร้อมด้วย ก้อย รัชวิน และทีมงาน
โดยปัจจุบัน ได้ผ่านชุมชนต่างๆ ชายแดนใต้ ซึ่งส่วนใหญ่มีคนชื่นชม
แต่หลังจากมีภาพสาว หรือสตรีมุสลิมในพื้นที่มากมายถ่ายภาพเซลฟี ทำให้นักเลงคีย์บอร์ดบางส่วนออกมาโจมตี แต่ก็มีนักวิชาการมุสลิมบางท่านหรือหลายท่านออกมาชี้แจง หนึ่งในนั้นคือท่าน
อับดุลกอเดร มัสแหละ ได้เขียนบทความผ่านเฟสท่านในหัวข้อ จากกระทงมาถึงตูน....โดยมีรายละเอียดดังนี้
'เมื่อคืน 3/11/60 เป็นคืนลอยกระทง สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ริมน้ำ พวกเรามุสลิมก็อยู่ริมน้ำเช่นกัน กระทงกับคนไทย กระทงกับมุสลิม มันก็อยู่ ก็เห็นกันมานาน ตั้งแต่อดีตมา ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน
มุสลิมไม่ลอยกระทง ก็รู้กันมาตั้งนาน เพราะมันไม่ใช่ประเพณี วัฒนธรรมของมุสลิม ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน
แต่ปัจจุบันกลับมีปัญหา ก็ไม่ทราบว่ามันเกิดการขัดข้องทางเทคนิคตรงไหน เมื่อไหร่ หรือมุสลิมหย่อนยาน หรือว่ามุสลิมเกิดเคร่งเกินไป
เคร่งไม่เป็นไร แต่อย่าเคร่งจนล้ำเส้น ไม่ว่าเทศกาลอะไรมา มุสลิมเป็นได้วิจารณ์แหลก หลายคนก็วิจารณ์ล้ำเส้น แบบขาดความเกรงใจ
ผมก็ไม่เห็นว่ามีใครมาชวนมุสลิมไปลอยกระทง และมุสลิมบางคนที่แอบไปงานลอยกระทง ก็ไม่มีใครมาชวนสักหน่อย การที่มุสลิมบางคนไปวิพากษ์ วิจารณ์เกินความพอดี ผมไม่เห็นด้วย หลายครั้ง วิจารณ์เกินเลยมากไป ไปกระทบความเชื่อของเขา
ทำไมล่ะ ใครจะทำตามความเชื่อของใคร มันเกี่ยวอะไรด้วย ทำไมเราต้องเดือดร้อนด้วย ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ เราก็เคยเห็น และมันก็อยู่กับพหุวัฒนธรรมมาโดยตลอด
เราจะจัดงานอะไร ก็ไม่มีใครมาว่าอะไรเรา วันอีดเราจะมีอะไร เพื่อนๆ ต่างศาสนิกก็ไม่เคยมาก้าวก่ายเรา
แล้วทำไม เมื่อเขามีเทศกาลของเขา เราต้องวิพากษ์จนเกินเลย อุมมุเตาวะสะฎอ มันหายไปไหนหมด
คนในอดีตเคร่งกว่าคนยุคนี้ เขาก็ไม่เห็นจะต้องไปล้ำเส้นกัน เขาถึงอยู่ได้อย่างมีความสุข ท่ามกลางการเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันที่ตูน บอดี้สแลม ออกวิ่งรณรงค์ซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาล ผมก็งงมากที่บางคนออกมาต่อว่าเสียๆ หายๆ
ภาพลักษณ์ที่พี่น้องมุสลิมสามจังหวัดร่วมกันบริจาค เป็นภาพลักษณ์ที่สวยงาม เพราะเป็นการบริจาคเพื่อมนุษยธรรม หลายฝ่ายชื่นชม สิ่งที่ออกมา มันตรงกันข้ามกับความโหดร้าย แต่ก็แปลก เกิดมีคนรู้สึกไม่พอใจ ผมงงมาก...
โดยเอาภาพที่มีคนถ่าย 'เซลฟี' กับตูนมาวิจารณ์ทั้งๆ ที่ตูนก็นอบน้อมเกรงใจ เขาก็คงเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของคนมุสลิม
แต่ภาพ 'เซลฟี' เราควรตำหนิใคร หรือเราไม่ได้สอนคนของเราเอง แต่ไปตำหนิคนอื่น มันเลยไม่ต่างกันกับลอยกระทง คนของเราหนีไปเที่ยวเอง แต่เรากลับไปโทษเทศกาลลอยกระทง
ถามว่า 'ตูน' ใครๆ ก็รู้จัก เมื่อผู้คนจะชื่นชมยินดี มันก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนสาวๆ มุสลิมที่ออกจะเกินเลย ถามว่าจะโทษใคร
เริ่มแรกก็ผู้ปกครอง พ่อแม่เขานั้นแหละ ที่ต้องตักเตือนเป็นอันดับแรก ส่วนพวกเรานั้น ก็ตักเตือนด้วยกับวิทยปัญญา การตักเตือนมันก็มีรูปแบบไว้แล้ว
การใกล้ชิดระหว่างหญิงสาว-ชายหนุ่มที่มิใช่เป็นญาติใกล้ชิด มัน 'ฮาราม' ต้องห้ามตามหลักการอิสลาม ถามว่ามุสลิมไม่รู้หรือไง รู้หมดละครับ
ก่อนจะไปด่า 'กระทง' ก่อนจะไปต่อว่า 'ตูน'
มาต่อว่าพวกเรากันเองไม่ดีกว่าหรือ...และการจะต่อว่าใคร ก็ควรมองถึงผลกระทบด้วยว่า มันเหมาะสมหรือไม่
ถ้าคิดว่า การบริจาคเงินผ่านตูนเพื่อไปซื้อเครื่องมือแพทย์ ไม่ดี สู้เอาเงินไปสร้างมัสยิดไม่ได้ คุณก็ทำไปเลย มีมัสยิดอีกมากมายที่ยังไม่แล้วเสร็จ ใครที่บริจาคเงินสร้างมัสยิดดีครับ ไม่มีใครว่าไม่ดี
แต่ถ้าเขาจะบริจาคเพื่อมนุษยธรรม แล้วไง...หรือเราคิดว่าคนที่บริจาคเงินผ่านตูน เขาไม่เคยบริจาคเงินสร้างมัสยิดหรือไง
แต่ถ้าจะมีมุสลิมคนใด จะไปช่วยซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้โรงพยาบาล โดยผ่านตูน ซึ่งเขากำลังรณรงค์ นั่นก็เรื่องของเขา
ส่วนเรื่องที่คนของเราเกินเลย นั่นเราต้องมาว่ากันเอง การตักเตือนมิใช่การด่า หรือประจาน ผมว่าไปห้ามคนที่เอาเงินไปซื้อยาบ้า เล่นการพนันดีกว่ามั้ง
ถ้าคุณทำแบบนี้ออกเฟซบุ๊ก รับรองได้ มีคนเชียร์คุณเพียบ ยกเว้นคนขายยาบ้า และเจ้ามือบ่อนเท่านั้นที่ไม่พอใจ
อย่าทำอะไรให้คนเขาคิดว่า มุสลิมนี่ หาความพอดีไม่ได้เลย ใครทำอะไรเป็นขวางหูขวางตาไปทุกเรื่อง มันเสียภาพลักษณ์มุสลิมผู้ใฝ่หาสันติหมด
ปรากฏการณ์ตูนได้สะท้อนให้สังคมมุสลิม จชต./ปตานี ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะโลกโซเชียล ต้องมีทักษะด้านต่างๆ อีกมาก เช่นมุมมองการบริจาคสาธารณประโยชน์ ผ่านต่างศาสนิก ทักษะการสนับสนุนความดี ละเว้นความชั่ว ตามมุมมองศาสนา ทักษะการทำกิจกรรมสาธารณะกับคนต่างวัฒนธรรม
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้เขียน ผู้เผยศาสนธรรมและทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกันอย่างไร
ในภารกิจหนุนเสริมความดี ละเว้นความชั่วอย่างมีอารยะ ตามกรอบอิสลาม เพราะอิสลามคือแนวทางการดำเนินชีวิต
ท้ายนี้ ฝากชาวมุสลิมทุกท่าน 2 เรื่อง กรณีตูนวิ่งการกุศลผ่านแต่ละพื้นที่
1.ร่วมกันบริจาค เพราะมันคือ ความดีที่ไม่สิ้นสุด
2.สำหรับมุสลิมผู้ที่เซลฟี ขอให้อยู่ในกรอบของมารยาทและหลักการอิสลาม"
ขอบคุณ:ข้อมูลจาก deepsouthwatch
-----------------------------------------------
ครับ ไม่เพียงใน ๓ จังหวัดใต้ แต่ทั้งประเทศ "ตูน บอดี้สแลม" คือ "ทูตสันติสุข" แห่ง "ไทยพุทธ-ไทยมุสลิม" โดยแท้!