PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"ชวน"ไม่เรียกร้องปลดล็อก กลัวคนรำคาญ

'ชวน' กำชับสมาชิกพรรคปชป. ไม่เรียกร้องปลดล็อก หวั่นคนรำคาญ ลั่นเกิดปัญหารัฐบาลต้องรับผิดชอบ
(10/12/60)นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง ว่า ผู้ใหญ่ในพรรคได้หารือกันแล้วว่าให้แจ้งสมาชิกไม่ต้องเรียกร้องเรื่องนี้เพราะมีคนรับผิดชอบอยู่ เขาจะรู้เองว่าหากทำช้าเสียหายก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องเรียกร้องเพราะชาวบ้านที่เบื่อเรื่องการเมืองจะรำคาญ เพราะรัฐบาลจะต้องพิจารณาเองว่าภายใต้เงื่อนเวลามีอะไรต้องทำ เมื่อไหร่ อย่างไร ดูให้เหมาะสม ซึ่งตามกฎหมายก็มีกรอบเวลาบังคับไว้ เช่นวันที่ 5 มกราคม 2561 ก็ต้องแจ้งฐานสมาชิกพรรคให้กกต.รับทราบ จึงต้องถามรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร พรรคจะไม่เรียกร้องใด ๆ แต่ถ้าเกิดปัญหาก็อย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ
อย่างไรก็ดีเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ นายชวนกล่าวต่อว่าเป็นการให้ความสำคัญกับรูปแบบการปกครองระบบรัฐสภาที่ใช้กฎหมายเป็นหลัก โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บทในการกำหนดบทบาทการคานอำนาจของแต่ละฝ่าย ซึ่งตนขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ที่ชอบพูดว่าประชาธิปไตยเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศว่า ในความเห็นส่วนตัวที่เป็นผู้อาสาสมัครมาเป็นนักการเมืองนั้น ระบอบประชาธิไตยไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศแต่อุปสรรคที่แท้จริงคือตัวคน กฎหมายบ้านเมืองก็ไม่ใช่อุปสรรค รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ใช่อุปสรรคที่เป็นสาระสำคัญ ที่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยสะดุดคือคน ตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานไม่มีความจริงใจหรือรักประชาธิปไตยที่แท้จริง
ส่วนนายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า พรรคเตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. ขอขยายเวลาในการทำกิจกรรม หลังประเมินว่าอาจแล้วเสร็จไม่ทัน โดยเฉพาะการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรค ส่วนปัญหา การสรรหา กกต.สายศาลที่อาจโมฆะ ยังไม่ให้ความเห็นไม่ได้ว่าจะกระทบเลือกตั้งหรือไม่ 

เหตุ กับ ปัจจัย ปม รัฐบาล “ขาลง” อะไร คือมูลฐาน

เหตุ กับ ปัจจัย ปม รัฐบาล “ขาลง” อะไร คือมูลฐาน



คําว่า “ขาลง” ของ คสช.และของรัฐบาล เป็นคำอันไม่ควรเกิดขึ้น หรือมีขึ้นอย่างเด็ดขาดหากมองจากอำนาจที่มีอยู่ในมือของ คสช.และของรัฐบาล
ถามว่าแล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร
ต้องยอมรับว่าคำว่า “ขาลง” เป็นเงาสะท้อนจากคำถามของ “ผู้สื่อข่าว” ที่เสนอต่อบุคคลสำคัญไม่ว่าจะเป็นของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล
แล้วก็ได้รับการปฏิเสธทุกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นคำถามต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็นคำถามต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ตาม
นั่นถือได้ว่าเป็น “ความรับผิดชอบ”
ทั้งๆ ที่ได้รับการปฏิเสธ ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แล้วเหตุใดคำว่า “ขาลง” จึงยังดำรงอยู่
เหมือนกับเป็น “ความจริง” อย่างปกติ
หากประเมินจากแต่ละสถานการณ์อันถือว่าเป็นเงาสะท้อนในห้วง “ขาลง” ของ คสช.และของรัฐบาลก็จะเห็นได้จากหลายกรณีประกอบและประสานเข้าด้วยกัน
นั่นก็ได้แก่ กรณีซึ่งเกี่ยวกับการปรับ ครม.
การที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถือเป็นรูปธรรมแห่งความขัดแย้งอย่างเด่นชัด
เป็นความขัดแย้งจาก “ภายใน”
ภายใน 1 คือ มีสาเหตุมาจากการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงแรงงานผ่าน ครม. ภายใน 1 คือ มีสาเหตุมาจากการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.โดยมาตรา 44 เพื่อกลับมติ ครม.
นั่นก็ได้แก่ รายละเอียดอันเกี่ยวกับการปรับ ครม.
ถ้าทุกอย่างเป็นปกติการปรับ ครม.ก็น่าจะจำกัดกรอบเพียงแต่ 1 กระทรวง 1 คน แต่นี่กลายเป็นการปรับ ครม.ขนาดใหญ่ บางกระทรวงถึงกับมีการกวาดล้างไปทั้งยวง

นี่คือความไม่เป็นปกติอย่างยิ่งจาก “ภายใน”
ทั้งหมดนั้นคือรากและฐานที่มาอย่างแท้จริงของปัญหาซึ่งดำรงอยู่ภายใน คสช. ภายในรัฐบาล ขณะที่แต่ละปรากฏการณ์ถือได้ว่าเป็นความต่อเนื่อง
อย่างเช่น การออกมาพูดกรณีของ “น้องเมย”
อย่างเช่น การส่งเสียงตวาดกลางตลาดปลา ปัตตานี อย่างเช่นการทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องกลายเป็นเรื่องกลายเป็นประเด็นในกรณีของ “แบมุส”
และที่สุดก็มาถึงกรณีของ Richard Mille
เห็นหรือไม่ว่าแต่ละรูปธรรมอันนำไปสู่บทสรุปว่าเป็น “ขาลง” ของ คสช.และของรัฐบาลนั้นมีความสัมพันธ์และยึดโยงกันและกัน
หากไม่มีการพูดเลอะเทอะต่อ “น้องเมย” คงไม่มีการขอโทษ
หากไม่มีการตวาดที่ตลาดปลา ปัตตานี และการไล่กวาดต้อนชาวบ้านที่แยกสำโรงสงขลา ก็คงไม่ต้องย้อนกลับไปยังตรังเพียงอีกไม่กี่วันคล้อยหลัง
เหล่านี้เสมอเป็นเพียง “ปรากฏการณ์” แต่ละปม แต่ละปัญหา
หากรากฐานอย่างแท้จริงดำรงอยู่ภายใน “คสช.” ดำรงอยู่ภายในกระบวนการบริหารจัดการของ ครม.มากกว่า
การมอบหมายอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จของการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจให้กับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั่นแหละคือตัวจริง ของจริง
ตัวจริง ของจริงว่า “ปัญหา” คืออะไร
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะบริหารจัดการอย่างไร จะมุ่งต่อประเด็นในทางเศรษฐกิจโดยละเลยและมองข้ามประเด็นในทางการเมืองกระนั้นหรือ
นี่ย่อมเป็น “การบ้าน” อย่างแหลมคมยิ่ง

ปูรากฐานก่อนเลือกตั้ง : ท้าพิสูจน์ทีมเศรษฐกิจเลือดใหม่เดินหน้าประชารัฐ

ปูรากฐานก่อนเลือกตั้ง : ท้าพิสูจน์ทีมเศรษฐกิจเลือดใหม่เดินหน้าประชารัฐ


นับเป็นโค้งสุดท้ายที่จะพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความอยู่ดีกินดี ภาระตกหนักจึงมาอยู่ที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะขุนพลคนสำคัญ
“หลังปรับทัพใหม่ของ ครม.ประยุทธ์ 5 ทิศทางจะดีกว่านี้แน่” นายสมคิด เปิดหัวบทสนทนารุ่งเช้าวันที่ ทีมข่าวการเมือง เข้าสัมภาษณ์ที่ห้องทำงาน ทำเนียบรัฐบาล
แถมย้อนรำลึกอดีตการทำงานยุคที่ผ่านมา ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ
ผมเจอโจทย์ยากมาทุกสมัย เมื่อปี 2540 ก็เจอโจทย์ยาก ครั้งนี้ก็ไม่ได้ง่าย ถ้าเรามัวแต่ไปคิดว่ายาก ข้างหน้ามันลำบาก ถ้าคิดแบบนั้นคงทำงานกับผมไม่ได้
การที่เรามาอยู่ตรงนี้ ดวงชะตาให้มาช่วย พล.อ.ประยุทธ์ ให้สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างให้เดินไปข้างหน้า รอบนี้ดวงชะตาส่ง พล.อ.ประยุทธ์มาเพื่อทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต
ส่วนทีมงานหรือ ครม.ชุดนี้คิดว่าพร้อมและเหมาะสมมาก แต่ละคนมีประสบการณ์แม้จะมาเป็นรัฐมนตรีใหม่ สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปรับใหม่ทั้งหมดเป็นทีมที่ดีมาก
คนที่ไม่ได้อยู่แล้วไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่นายกฯอยากจะจัดทัพให้ทุกอย่างเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ เหมือนการวิ่งสี่คูณร้อย ผลัดแรก ผลัดสอง ผลัดสาม ผลัดสี่ มันไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้คือความร่วมมือจะมีมาก คีย์อยู่ที่ว่าการทำงานทุกกระทรวงต้องเข้าหากันร่วมมือกัน ปัญหาทุกเรื่องต้องบูรณาการทุกกระทรวง ไม่มีแยกย่อย ถ้าแยกย่อยบ้านเมืองไปไม่รอด
ทีมการเมือง ถามว่าปัญหาปากท้องจะแก้ไขอย่างไร เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ถึงรากหญ้า นายสมคิด ตอบว่า การที่บอกว่าต้องแก้ให้ดีขึ้นนั้นพูดมันง่าย รัฐบาลไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ต้องดูว่าอะไรที่เป็นโครงสร้างที่ต้องแก้ไข อะไรคือการแก้ปัญหาระยะสั้น ระยะยาว
นายกฯสั่งการแล้วว่าในหลวงทรงห่วงใยประชาชน ดูแลให้มีความสุข รู้ว่าข้างล่างยังลำบาก ถ้าทำดีที่สุดแล้วน่าจะดี
เห็นได้ว่านโยบายรัฐบาลตั้งแต่เริ่มต้นตอนเข้ามาใหม่ๆ ขอเลยคือไม่ให้เศรษฐกิจทรุด และต้องปฏิรูปให้บ้านเมืองไปได้ในอนาคตข้างหน้า
ขณะนี้เศรษฐกิจระดับบนกระเตื้องขึ้น เงินเฟ้อก็ต่ำ ทุกอย่างไปได้ดีหมด ต่างประเทศจากที่ไม่มองหน้า เดี๋ยวนี้ไปไหนก็ยอมรับ ทุกอย่างมาเมืองไทยหมด ดีหมดทุกกรอบ
ถามว่ารัฐบาลที่ทำมา 10 ปี เทียบกับรัฐบาลประยุทธ์ได้ไหม ไม่ได้เชียร์ แต่ให้ดูข้อเท็จจริง
แม้ว่าจะดีขึ้น ก็ยอมรับว่าระดับล่างยังไม่ดีเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลว่ากลุ่มคนจนมีไม่กี่อาชีพ เป็นเกษตรกรแน่นอน เมื่อข้าวราคาต่ำ ราคายางตกย่อมได้รับผลกระทบ
เมื่อถามว่า นักการเมืองบอกว่าทำไมรัฐบาลไม่เตรียมประกันพืชผลทางการเกษตรที่จะออกมา เราป้องกันการเมืองอย่างไร นายสมคิด ตอบว่า เรื่องประกันรายได้ จำนำข้าว เป็นเส้นทางที่ง่าย แต่ต้องแบกหนักเพราะมีพ่อค้าเข้ามา สองทางนี้รัฐบาลใหม่ไม่อยากให้ทำเพราะทุจริตง่าย
การแก้ปัญหาเลยต้องใช้เวลา เงินไหลลงช้า ทำให้ข้างล่างเงินไม่หมุนเวียน ยางพาราไม่ใช่ปัญหาง่ายๆที่จะบอกว่าให้ราคา 80 บาท
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว จำได้ว่าน้ำมันแพงมาก มีบริษัทประกาศรับซื้อยางพาราให้ราคาดี รัฐบาลขณะนั้นให้ปลูกยางเพิ่มที่อีสาน รายได้ดีจริงๆ กลายเป็นดับเบิ้ลซับพลายการผลิต
จากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 15 ปีที่ผลิตเพิ่มตลอด ราคาน้ำมันดิ่งมีสิ่งทดแทน ราคายางไม่มีทางจะไปอยู่ตรงนั้นได้อีก พยายามให้ขึ้นในระดับสมน้ำสมเนื้อ
การแก้ปัญหาต้องหาทางเพิ่มรายได้ให้เขา ต้องหาโครงการเพื่อให้มีรายได้เสริม ถ้าไม่ได้ปลูกจะมีรายได้จากอะไร สั่งการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ไปคิดมา
ทีมการเมือง ถามว่าประชาชนยังขาดความรู้หากจะปลูกพืชเสริม นายสมคิด อธิบายว่า กระทรวงเกษตรฯกับ ธ.ก.ส.ต้องชี้เป้าให้เขา เมื่อชี้เป้าแล้วต้องให้สินเชื่อ ให้เขาผลิตโดยที่ไม่เสี่ยงมาก หาตลาดให้ รวมพลังกัน ทำช้าไม่ได้ ต้องทำเร็ว
คอนเซปต์นายกฯไม่ได้บอกให้เลิกปลูกข้าว แต่ให้หาพืชทางเลือกมาเสริม รวมถึงปศุสัตว์ การบ้านอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ
ถ้าพูดแค่ประกันราคา จำนำข้าว คิดได้แค่นี้ ทั้งที่ทางวิ่งระยะทางยาว ไม่ว่ากันถ้าคิดได้แค่นี้ก็คิดไป แต่อย่าเอามาโจมตีจนกระทั่งไม่สามารถวางอนาคต
ถ้าคิดแค่ว่า 15,000 อีกสิบปีจะไปอยู่ที่ไหน
ผมคิดว่าเขาคิดเป็น ถ้าคิดจะเอาชนะกันด้วยคะแนนเสียงต้องเอาตรงนี้มาตี
การพลิกการเมืองของทุกประเทศพลิกได้ตอนที่ชีวิตคนลำบาก พอฝืดเคืองปั๊บเอาอันนี้มาตี ถ้าทำโดยไม่กลัว มองไปในระยะยาวเตรียมวางฐานและไม่ละเลยระยะสั้น คือสิ่งที่รัฐบาลนี้วางแนวทางไว้
การมองสู่อนาคตต้องไปถึงดิจิทัลค้าขายข้ามประเทศ เพราะดิจิทัลสำคัญมาก ที่เมืองจีนหายจนเพราะดิจิทัล ไทยเราต้องทำให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้น กระทรวงเกษตรฯต้องเร่งให้เกิดผลผลิต กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งทำตลาด
ส่วนการช่วยเหลือคนจน กระทรวงการคลังออกแบบบัตรคนจนทำให้เงินถึงมือคนจนโดยตรง ทีแรกถูกโจมตีบัตรคนจนไม่ดี ทั้งที่คนจนได้เงินเดือนต่ำกว่า 2,500 บาทต่อเดือน ความจริงอยู่ไม่ได้
ปีหน้าเงินงบสวัสดิการประชารัฐต้องมีมากกว่าเดิม จะใช้บัตรคนจนเป็นตัวหลักการ เมื่อรู้ว่ามีคนจนจำนวนเท่านี้ ต่อไปจะมีประโยชน์ที่จะเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อลดค่าใช้จ่ายเขา
เขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ตอนนี้กำลังคิดเรื่องยา คนจนใช้อะไรไม่มาก กินข้าวกับซื้อยา นี่คือการลดค่าใช้จ่ายคนจน
จะทำให้คนจนอยู่ได้จริงๆไม่ใช่จนดักดาน
นอกจากนี้ยังเห็นว่า สิ่งหนึ่งที่จะมีผลต่อรายได้ท้องถิ่นมหาศาลคือการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเมืองรอง นโยบายใหม่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับคือการท่องเที่ยวต้องไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะ ททท.คือโปรโมชั่น กระทรวงการท่องเที่ยวฯคือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
ถ้าทำท่องเที่ยวเมืองรองกับชุมชน มีนักท่องเที่ยวแค่หมื่นคน จะทำให้ชุมชนเล็กๆเงินจะสะพัด
ทั้งหมดคือแนวทางของรัฐบาลที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและช่วยคนจน
ปีนี้เห็นสัญญาณแล้ว ตลาดหุ้นก็ดี ปีหน้าส่งออกคงไม่ทรุดแล้ว ความเชื่อมั่นมีมากขึ้น การลงทุนจะมีมากขึ้นทั้งเอกชน รัฐบาล เอกชนที่เราหล่อเลี้ยงไว้จะออกผล ปีหน้าจะดีแน่นอน
ผมไม่ต้องการแค่นั้น ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไปสู่อีกอย่างให้ได้ ช่วงสั้นทำอย่างไร ปรับโครงสร้างอย่างไร อย่าปล่อยให้ลอยไปตามอากาศ
ถ้าการเมืองไปถึงตอนนั้นแล้ว มันเกิดหมดแล้ว เชิญเลือกตั้งตามสบาย
ทีมการเมือง ถามว่าความรับผิดชอบทีมเศรษฐกิจเหมือนทัพหน้า นายสมคิด ตอบว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น คิดแค่ว่ามีหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด คนที่รับผิดชอบทั้งหมดคือนายกฯ ครม.ต้องทำงานแบบไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย ทุกคนต้องช่วยกัน
ปีหน้าต้องลงให้ถึงข้างล่าง นี่คือเหตุผลว่าทำไมนายกฯถึงลงพื้นที่เยอะ เพื่ออธิบายให้รู้รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง แต่ยากที่จะไปนั่งอธิบายว่าปัญหาเกิดจากอะไร
การทำงานบางทีสิ่งสำคัญไม่ใช่เนื้องาน สิ่งสำคัญจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจไม่ให้การเมืองมาบิดพลิ้วบิดเบือนได้ บิดง่ายมาก
ถ้าคุณอยู่กับสิ่งเดิมๆ ส่งออกก็สิ่งเดิมๆ เกษตรก็เดิมๆ จะไปแข่งขันอย่างไร อยากให้คิดก้าวข้าม
อย่าเอาเวลาสั้นๆมาบีบบอกว่าต้องแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน แก้ไม่ได้พาชาติเจ๊ง
ถ้าไม่คิดอะไร คิดสั้นๆนี่แหละจะพาชาติเจ๊ง.
ทีมการเมือง

1ปีที่เหลือชี้ชะตา“ประยุทธ์” : ผ่าประสิทธิภาพ“สมคิด”เจาะเศรษฐกิจลงฐานราก

1ปีที่เหลือชี้ชะตา“ประยุทธ์” : ผ่าประสิทธิภาพ“สมคิด”เจาะเศรษฐกิจลงฐานราก


สะดุดช่วงเร่งเครื่องออกตัว “ครม.ประยุทธ์ 5”
เป็นเรื่องเป็นราว ตั้งแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. นำทีม รมต.ชุดใหม่ ร่วมประเดิมประชุมหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง และเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ
เหตุเกิดเมื่อคิวก่อนเข้าร่วมถ่ายรูปที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ คนต้นเรื่องอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม หนีไม่พ้นพื้นที่สถานะ “ตำบลกระสุนตก”
แค่ยกมือบังแดดส่องก็แจ็กพอต แหวนเพชรเม็ดใหญ่ส่องประกายดวงอาทิตย์และแสงแฟลช หนำซ้ำแขนเสื้อเปิดโชว์นาฬิกาหรูเรือนละหลายล้านบาท
เลยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ทั้งปมราคาค่างวด รวมทั้งการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เมื่อช่วงเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในปี 2557
ขาประจำไล่บี้ ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.สอบ เขย่ากันสนุกเลย
เรียกว่าเพิ่งตั้งหลักได้หมาดๆ มาถึงตอนนี้ “บิ๊กป้อม” ต้องเหนื่อยประคองตัวอีกแล้ว
แต่ก็เป็นไปตามรูปการณ์ ผ่านพ้นคิวปรับ ครม.ก็ชัดเจนสำหรับ “บิ๊กตู่” อย่างไรต้องมี “พี่ใหญ่” เคียงข้าง ประคอง “เรือแป๊ะ” ไปถึงฝั่งฝันด้วยกัน
และที่จริง หากดูที่งานของ “บิ๊กป้อม” ก็ถือว่าเข้าเป้า โดยเฉพาะด้านความมั่นคง ทั้งจากอำนาจพิเศษในมือ ขุมข่าย เครื่องมือ กลไกรัฐ รวมทั้งเครือข่ายพี่–น้องในกองทัพคอยหนุน เอื้อ “พี่ใหญ่” คุมเกมอยู่หมัด
หลายครั้งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พี่ใหญ่เหมือนออกตัว “เจ็บแทน” ผู้นำ
ล่าสุดก็คิวตรวจค้นพบอาวุธสงครามใน จ.ฉะเชิงเทรา “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง” โยงข้อมูลที่ได้รายงานไปถึงความเคลื่อนไหวการเมือง ลากไปถึงคิว “ปลดล็อก” อาจเลื่อนไปช่วงใกล้เลือกตั้ง
กวักมือเรียกแขก คนการเมืองรุมสวดจากทั่วทิศ
เพราะ “ไต๋” รัฐบาล คนการเมืองเลือกอ่านผ่านทาง “บิ๊กป้อม” ในฐานะ “ถือดุลร่วม”
ไม่แปลกที่บทบาทสำคัญของพี่ใหญ่ ทั้งจากคิวปรับ ครม. และจากการแบ่งงานรองนายกฯ
สำหรับงานด้านความมั่นคง “บิ๊กป้อม” ยังอยู่เป็นหลัก
ในห้วงที่โฉม ครม. “ประยุทธ์ 5” ที่มีเสียงสะท้อนตอบรับด้วยดี ทั้งการลดโทนสีเขียวถอดรัฐมนตรี ท็อปบูตเหลือน้อยลง เติมมืออาชีพเข้ามาหลายราย รวมทั้งโยกสลับกระทรวงที่ติดขัด
เน้นประสิทธิภาพของงาน ในโค้งสุดท้าย
งานอื่นน่าจะอยู่ตัว เดินหน้าไปต่อได้ แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตกคืองานด้าน “เศรษฐกิจ”
ปมปากท้องที่ยังสะสางไม่ถึงเป้า
คิวใหญ่ที่ “บิ๊กตู่” ก็น่าจะรับรู้ และหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด
โดยเฉพาะภาวะ “ขัดลำกล้อง” ในฝ่ายบริหาร รมต.ต่างกระทรวงขัดลำ ทำให้กระบวนการอัดฉีดค้างท่อ การขับเคลื่อนนโยบายไปไม่ถึงฐานราก
สะท้อนชัดจากคิวปรับ ครม.หนนี้ ผู้นำตัดสินใจผ่าตัดจุดที่เป็นปัญหา เทน้ำหนักมาที่การแก้ปมขบเหลี่ยมระหว่างกระทรวง หนุน “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มี “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ นั่งแท่นกัปตันใหญ่
หลังจากที่การขับเคลื่อนนโยบาย มีปัญหาติดขัดมาตลอด
ทั้งการตัดสินใจโยกเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จาก รมว.เกษตรฯ ไปเป็นรองนายกฯ ผลักดันนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.ในเครือข่าย ดร.สมคิด ขึ้นชั้น รมว.พาณิชย์ หรือการเติมรัฐมนตรีในกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งอัดฉีดอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี และเมกะโปรเจกต์อีอีซี ฯลฯ
ปรับเปลี่ยนเอื้อต่อ “ทีมเศรษฐกิจ” ชัดเจน
นอกจากนี้ถ้าหากโฟกัสที่กระทรวงเกษตรฯ การตั้งนายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย มาเป็น รมว.เกษตรฯ เติม 2 รมช.ทั้งนายลักษณ์ วจนานวัช มาเร่งงานอัดฉีดงบฯสู่เกษตรกร และดึง “อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร มาผลักดันงานการเกษตรตามศาสตร์พระราชา
กระทรวงเกษตรฯ เป็นอีกจุดสำคัญฟื้นฐานราก

สำหรับนายกฤษฎา อดีตปลัดมหาดไทย แม้มีภาพผิดฝาผิดตัว แต่เมื่อดูที่ตำแหน่งที่มาและคุณสมบัติ ประกอบกับทิศทางนโยบายรัฐบาลปั่นเศรษฐกิจปากท้องในโค้งสุดท้าย

อดีตปลัด มท.อย่างนายกฤษฎา ถือว่าลงล็อก
เพราะมีประสบการณ์การบังคับบัญชา คุมกลไกข้าราชการมาก่อน ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีช่องเชื่อมฝ่ายปกครองในพื้นที่ ข้อต่อชั้นดีประสานมหาดไทย
ไม่เพียงเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังรับรู้ข้อจำกัดในการทำงานของทีมเศรษฐกิจ รอบนี้ตัดสินใจมอบ “อำนาจเต็ม” ด้านเศรษฐกิจให้ “ดร.สมคิด” จากคิวแบ่งงานรองนายกฯ ได้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพิ่มเติมจากเดิม
เรียกว่าคุมเศรษฐกิจ “เบ็ดเสร็จ” ก็ว่าได้
ที่ต้องโฟกัส อีกรายการใหญ่ที่ผู้นำอำนาจพิเศษออกแรงทลายจุดอุดตัน ข้อต่อบางจุดที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายสะดุด นอกจากประกาศเชิงขู่หน่วยงานราชการ รวมทั้ง อปท.สนองนโยบายทีมเศรษฐกิจ
น่าจะเป็นคิว “บิ๊กตู่” เคาะโต๊ะในที่ประชุม ครม. ไฟเขียวดึงงบฯองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นับแสนล้านบาท มาสนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่ ฝึกอาชีพ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน
หลังจากที่มีการจับตา เพราะก่อนหน้านี้ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เคยออกมาแจกแจงรายละเอียดเงื่อนไขการใช้งบฯ อปท.
เหมือน “ขวางเปิดท่อ” กันในที
ในเงื่อนไขไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ความสำคัญของรัฐบาล คสช.นอกจาก “พี่ใหญ่” แล้ว “พี่รอง” ก็คือหลังพิงหลัก เป็นกำลังสำคัญของ “บิ๊กตู่” แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องใช้อำนาจนายกฯก็ต้องทำความเข้าใจ
ไฟต์บังคับต้องใช้อำนาจผู้นำ ประกาศขอรับผิดชอบเอง ในการงัดเปิดท่อ อปท.อัดฉีดฐานราก
เรียกว่าปัจจัยต่างๆเอื้อต่อการทำงานทีมเศรษฐกิจ เข้าทาง “ดร.สมคิด” ในการแก้โจทย์โคตรหิน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในภาวะที่โพลสำรวจสำนักต่างๆ รวมไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาดสะท้อนออกมา
เศรษฐกิจฟูเฟื่องไม่ทั่วถึง ปมปากท้องยังบักโกรก
ชนิดที่ถ้าเดินสำรวจตลาดร้านค้า สถานการณ์ไม่เป็นบวกเหมือนตัวเลขเศรษฐกิจด้านต่างๆที่ออกมา
อยู่ในภาวะดีกระจุกตัว แต่ส่วนใหญ่ซบเซาหนัก

“คนขายหน้าเหี่ยว ลูกค้ากระเป๋าแห้ง” หายใจพะงาบๆตามกัน
สอดคล้องกับที่นายธนาคารใหญ่ “เสี่ยปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ บิ๊กบอสธนาคารกสิกรไทย ออกมากระตุก รัฐบาลทำนอง ต้องเร่งแก้ปมรวยกระจุก–จนกระจาย ทำให้ชาวบ้านฐานรากลืมตาอ้าปากได้
ตามรูปการณ์ก็มาถึงจุดที่ “ดร.สมคิด” รู้ดี มาถึงจังหวะนี้ ปัจจัยต่างๆเอื้อต่อการทำงาน
ได้เพิ่มอำนาจ เติมคน ใช้งบฯได้เต็มพิกัด
ดังนั้นการแก้ปมเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ลงถึง “ฐานราก” ถึงเวลาที่ต้องเดินหน้าเต็มสูบ
ถึงแม้ว่าอีกทางหนึ่ง ยังมีอีกจุดสำคัญคือกลไกของหน่วยงานราชการ ที่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนระดับรัฐมนตรี แต่ในส่วนของข้าราชการ กับปัจจัยที่เกี่ยวกับเครือข่ายอำนาจ วัฒนธรรม ค่านิยมการทำงาน
ทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาจูนเครื่องกันอีกพักใหญ่
แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อแก้ต่างแก้ตัว หากสุดท้ายผลลัพธ์ไม่เข้าเป้า
เพราะน้ำหนักที่ “บิ๊กตู่” เทมาที่โจทย์เศรษฐกิจ สะท้อนว่าผ่านมา 3 ปี หมดเวลาลองผิดลองถูก
ถึงไฟต์บังคับ คืนความสุขให้ประชาชนเต็มที่อย่างที่ประกาศ
ดังนั้น 1 ปีจากนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญสำหรับ “ดร.สมคิด” ในการยกระดับเป็นอีก “ตัวเลือก” ในอนาคต
เป็นจุดชี้ทิศทางอำนาจ คสช. ในห้วงเปลี่ยนผ่าน
เหนืออื่นใด ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นตัวชี้ชะตา พล.อ.ประยุทธ์ ในแผน “ต่อตั๋ว” อำนาจพิเศษ.
“ทีมการเมือง”

ต้องเหนื่อยกว่าทุกครั้ง

ต้องเหนื่อยกว่าทุกครั้ง


ตั้งแท่นสอบกันทันทีทันควัน
ตามซีนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประเด็นนาฬิกาหรู “Richard Mille” ราคาหลายล้านบาท และแหวนเพชรเม็ดโต ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม
โยงกรณีไม่ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตามที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ
โดยขีดเส้นให้ “บิ๊กป้อม” ทำหนังสือหรือมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาและวันเวลาที่ได้ทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน
ปมข้อสงสัยของสังคมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
ในมุมที่ ป.ป.ช.เองก็อยู่เฉยไม่ได้ หากปล่อยเกียร์ว่าง ไม่ดำเนินการตรวจสอบเรื่องที่กระแสสังคมกำลังเพ่งเล็งให้ความสนใจ เผลอๆอาจโดนหางเลขถูกเล่นงานตามไปด้วย
สถานการณ์ของพี่ใหญ่ยังสลัดไม่หลุดดงกระสุนตก ทำอะไรดูเหมือนจะขวางหูขวางตา ถูกจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา
นั่นก็เป็นไปตามบทที่คอยทำหน้าที่เป็นกันชนให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เจ็บตัวน้อยที่สุด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีแต่เรื่องให้เข้าเนื้อเจ็บตัวอยู่ตลอดเวลา
แค่ยกมือขึ้นมาบังแดดยังกลายเป็นเรื่องผิด ถูกลากไปขยายผลถึงขั้นตรวจสอบ ทรัพย์สิน
และมีทีท่าว่า อาจจะต้องชี้แจงเหนื่อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ลำพังแค่กรณีการไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ยังพออนุมานได้ว่า เพิ่งได้นาฬิกาและแหวนเพชรมาในช่วงหลังจากเข้ารับ ตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อปี 2557 จึงยังไม่มีทรัพย์สินรายการดังกล่าวอยู่ในลิสต์บัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.
แต่ดันมีปมหวาดเสียวเรื่องการขยายผลให้ตรวจสอบปมร่ำรวยผิดปกติห้อยท้ายมาด้วย
เป็นสิ่งที่นักการเมืองแค่ได้ยินก็ขนหัวลุกทุกราย หากถูกแทงเรื่องให้ตรวจสอบ เพราะเสี่ยงต่อการถูกเอกซเรย์ที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียดยิบ
เหมือนอย่างที่นายศรีสุวรรณพยายามโหมฟืนตั้งข้อสังเกต คำนวณรายได้ พล.อ.ประวิตรที่รับราชการทหารมา 40 ปี เป็นนักการเมือง 2 สมัย โดยไม่มีธุรกิจใดๆ แต่มีบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.มากถึง 87 ล้านบาท และยังมีหัวเชื้อเรื่องทรัพย์สินหรูเข้ามาผสมโรงอีก
กระตุกอารมณ์ร่วมให้สังคมระแวงบิ๊ก คสช.
แน่นอนที่สุดถ้าอยู่ในสภาวะรัฐบาลปกติ “พี่ใหญ่” เลี่ยงไม่พ้นถูกลากขึ้นเขียง เจอซักฟอกกลางสภาแน่ แต่ในภาวะรัฐบาลพิเศษที่ท็อปบูตคุมกลไกทุกอย่างได้หมด
พลังการตรวจสอบในสภาไม่เข้มข้นเหมือนในอดีต
อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนแรงปะทะจากหนักเป็นเบา สะกดแรงกระเพื่อมไม่ให้ขยายวงมากเกินเหตุ
ในมุม “บิ๊กป้อม” ก็พยายามสงวนท่าที ขอแจกแจงรายละเอียดทุกอย่างต่อ ป.ป.ช. ไม่ขอชี้แจงผ่านสื่อมวลชน ป้องกันไม่ให้ถูกขยายผล ออกไปอีก
ยื้อเวลารอผลสอบจาก ป.ป.ช.อย่างเดียว
แต่ที่น่าห่วงคือ การเคลียร์คำถามกับสังคม ตามที่รับรู้โดยทั่วกันถึงสถานะของ “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เป็นลูกน้องเก่า เคยเป็นอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ช่วยงาน พล.อ.ประวิตรมาก่อนหน้านี้
ระดับสายสัมพันธ์เจ้านาย–ลูกน้องเก่าที่ใกล้ชิดกัน มันก็หมิ่นเหม่อาจถูกมองในแง่การฟอกขาวช่วยลูกพี่ให้รอดบ่วง
หนีไม่พ้นถูกตั้งคำถามจับผิด เหมือนกรณีที่เคยไม่ยื่นอุทธรณ์ฟ้อง “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องเลิฟ “บิ๊กป้อม” ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อเดือน ต.ค.2551
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าผลสรุปของ ป.ป.ช.ออกมาอย่างไร พี่ใหญ่ย่อมโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
ยิ่งหากบทสรุปสุดท้ายพบว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้มีความผิด ต่อให้พูดปากเปียกปากแฉะแค่ไหน มันก็ลบความรู้สึกของสังคมบางส่วนได้ลำบาก
ทำไปทำมากว่าจะสลัดพ้นมลทินได้ พี่ใหญ่อาจจะหืดจับกว่าทุกครั้ง.
ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เปล่า กลั่นแกล้ง!!

เปล่า กลั่นแกล้ง!!
คสช. ยันคุมเข้ม บังคับใช้กม.ชี้ ช่วงนี้ มีความพยายามบิดเบือน ข้อมูล ยุยงปลุกปั่น ปัด"จัดฉาก" อาวุธสงคราม/โต้"หมวดเจี๊ยบ" ยัน ฟ้อง ม.116 ไม่ได้ใช้ความรู้สึก หรือกลั่นแกล้ง ยึดหลักฐาน ข้อเท็จจริง เปล่าเลือกปฏิบัติ /ยันคสช.ไม่เคยปิดกั้นแสดงความคิดเห็น /เผยให้โอกาส "เสธ.หยอย" ตท.10 เพื่อน"ทักษิณ"ประกันตัว
พลตรีปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 และ ทีมโฆษก คสช.กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจหลายๆเรื่อง เช่น การตรวจพบอาวุธสงคราม ในพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะต่างๆ รวมถึงการวิ่งเพื่อการกุศลของ ตูน บอดี้สแลม
ในห้วงเวลานี้ อาจจะมีบุคคลหลายคน เข้ามาเกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชน รวมทั้งการเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการพาดพิงกล่าวร้าย กล่าวเท็จ บิดเบือน ก่อกระแสยุยงปลุกปั่น ให้สังคมและคนทั่วไปเข้าใจผิด
คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย และศูนย์ติดตามประเมินผลวิเคราะห์ข้อมูล ของ คสช. ตรวจสอบพบว่า ในเรื่องของการตรวจพบอาวุธสงคราม มีการบิดเบือนข้อมูล ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สร้างเรื่องในลักษณะที่เรียกว่า การจัดฉาก และมีผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับการซัดทอด คสช. ได้ดำเนินการต่อกลุ่มขบวนการดังกล่าว กล่าวคือ นายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร ได้ถูกเรียกตัวมาเพื่อสอบสวน ซักถาม ในห้วงเวลาตามอำนาจหน้าที่ของกรอบกฎหมาย เมื่อพบว่าไม่มีการเกี่ยวข้องหรือ เชื่อมโยง ก็ได้ส่งตัวกลับไป
สำหรับผู้ที่ถูกพาดพิง มีความเชื่อมโยงและมีหลักฐานพยาน ฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน ปัจจุบันศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับจำนวน 5 คน
และหนึ่งในจำนวนนั้น คือ เสธ.หยอย พลโท มนัส เปาริก ได้เข้ามอบตัวและคสช. ได้ให้โอกาสในการประกันตัว เพื่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
สำหรับในกรณีของ "หมวดเจี๊ยบ" ร้อยโทหญิง สุนิสา เลิศภควัต นั้น ฝ่ายกฎหมายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหากระทำความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 จะเห็นได้ว่า คสช. ดำเนินการต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ดำเนินการด้วยความรู้สึก หรือดำเนินการในลักษณะกลั่นแกล้ง ดำเนินการภายใต้หลักฐาน ข้อเท็จจริง และได้ให้ความเป็นธรรมต่อทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย โดยไม่ได้มีลักษณะของการเลือกปฏิบัติ หรือกลั่นแกล้ง รังแกใดๆทั้งสิ้น
และ คสช.ไม่เคยปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็น แต่ผู้แสดงความคิดเห็นต้องรับผิดชอบตนเอง ถ้ากระทำความผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ และจากนี้ไปอาจจะมีผู้กระทำผิดที่ต้องถูกร้องทุกข์กล่าวโทษอีกจำนวนหนึ่ง

"บิ๊กป้อม" (เปล่า) หายหน้า!! ....

"บิ๊กป้อม" (เปล่า) หายหน้า!! ....
โฆษกกห.ยันไม่ได้ไปไหน เมื่อเช้า ไปประชุม ที่สตช. เผย "บิ๊กป้อม" สั่งการ มาตรการ รปภ.ช่วงปีใหม่
"บิ๊กป้อม"สั่งหน่วยความมั่นคง เตรียมแผนดูแลรักษาความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุ ช่วงปีใหม่ เรียกประชุม14ธค.นี้ ลั่น ต้องป้องกัน และแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นซ้ำๆให้ได้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม หายตัว งดออกงาน เป็นวันที่2 หลังจากที่หายตัวไป ตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสฯ โดย ยกเลิกงาน ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยวันนี้ พลโท คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกลาโหม ยันว่า ไม่ได้หายไปไหน เมื่อเช้าไปประชุม ที่ สตช. รวมทั้ง ยังมีสั่งการ
พลโท คงชีพ เผยว่า พลเอกประวิตร สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชน และมาตรการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ห้วงเทศกาลสิ้นปี ให้พร้อม
โดย พลเอกประวิตร เรียกประชุมใน 14 ธ.ค. 2560 นี้ที่ กระทรวงกลาโหม
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร ให้เน้น การประสานข้อมูลร่วมกันในทุกส่วนราชการและพิจารณาใช้ข้อมูลสถิติที่ผ่านมา ทั้งด้านอาชญากรรม ข้อมูลเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ข้อมูลอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่เคยได้รับแจ้งจากประชาชน เช่น การชำรุดของเส้นทางและแสงสว่างที่เป็นจุดเสี่ยงของอุบัติเหตุ ความไม่สมบูรณ์ของรถขนส่งสาธารณะ แหล่งมั่วสุมที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนหรือมีผลกระทบกับความมั่นคง รวมทั้งข้อมูลด้านยาเสพติด เป็นต้น เพื่อบริหารจัดการ กำหนดมาตรการเชิงรุกในการดูแลรักษาความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เป็นรูปธรรม ช่วงเทศกาลสิ้นปี โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์มากขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการ กวดขันและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องดังกล่าว อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป โดยเฉพาะต้องป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆให้ได้
พร้อมทั้งให้รณรงค์สร้างการรับรู้ในสำนึกและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบของประชาชนควบคู่กันไป เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดการสูญเสียชีวิตประชาชนที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน

"ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน
...ผมไม่ได้เป็นคนขี้โมโห บางครั้งเป็นการหยอกล้อ แต่สัญญาว่าจะพยายามเก็บอารมณ์ ให้มากขึ้น"......ขอ อย่ามุ่งแต่จะเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาจะเกิดขึ้นเอง ขอให้ประชาชนเลือกคนดีๆเข้ามาก็พอ"
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดตรังติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ 3อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง อำเภอกันตัง และ อำเภอรัษฎา ซึ่งสถานการณ์น้ำในวันนี้เริ่มคลี่คลายแล้ว หลายอำเภอ
โดยนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสถานการณ์การระบายน้ำ ในแม่น้ำตรังบริเวณสะพานคลองช้าง สั่งกำชับเร่งรัดแผนการขุดคลองผันน้ำจาก แม่น้ำตรัง เพื่อให้ไหลลงสู่แม่น้ำปะเหลียน เพื่อระบายลงทะเลอันดามันให้เสร็จภายในปี61 จะให้การระบายน้ำทำได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงต้องเร่งสร้างพนังกั้นน้ำทดแทนของเดิมที่เสียหายไป เนื่องจากมีอายุใช้งานมาหลายสิบปี โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนเข้าใจการแก้ปัญหา และอาจจะต้องเวนคืนพื้นที่บางพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดตรัง มีปัญหามากว่า70ปี รัฐบาลพยายามหาทางแก้ปัญหา แต่ปีนี้ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดตรังจังหวัดเดียว ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เพราะถึง65 จังหวัดทั่วประเทศ
จึงขอให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไข ปัญหา พร้อมแสดงความเป็นห่วงสุขภาพประชาชน ไม่ต้องการให้เกิดโรคระบาดที่มากับน้ำ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง
ส่วนปัญหาราคายางพารา สัญญาว่าจะเร่งเพิ่มกำลังการใช้งานยางพาราซึ่งต้องเพิ่มสัดส่วนเป็นล้านตัน เพื่อให้ราคาเพิ่มขึ้น แต่ยอมรับว่าทำได้อยากเพราะมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก ดังนั้นขอให้ประชาชนช่วยกันคิด ว่าจะทำอย่างไร อาจจะช่วยกันปลูกพืชเสริมลดการปลูกยางพาราลง พร้อมกำชับให้หน่วยงานต่างๆร่วมมือกัน
"อย่ามุ่งแต่จะเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาจะเกิดขึ้นเอง ขอให้ประชาชนเลือกคนดีๆเข้ามาก็พอ"
"ผมไม่ได้เป็นคนขี้โมโห บางครั้งเป็นการหยอกล้อ แต่สัญญาว่าจะพยายามเก็บอารมณ์ ให้มากขึ้น"
"ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน "

มรสุม โลหิต ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนักหนา สาหัส

มรสุม โลหิต ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนักหนา สาหัส


ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ก่อนปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ในสภาพเป็นเหมือนกับ “ตำบลกระสุนตก”
ถูก “เขย่า” อย่างเป็น “ระบบ”
รุนแรงถึงขนาดอุปมาฉันใดว่าเป็น “ตัวอับเฉา” ติดมากับสำเภาจากเมืองจีน อันเท่ากับเป็นอุปไมยฉันนั้นว่าเป็น “ตัวถ่วง”
ตัวถ่วงต่อ “ภาพลักษณ์” ของ คสช.และของรัฐบาล
การรุกในประเด็นต้องตัดรัฐมนตรี “สายทหาร” ออกไป จึงมิได้หมายเพียง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เท่านั้น
หากเด่นชัดว่า เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
การยืนหยัดคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไว้ที่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาจสะท้อนความแน่วแน่ มั่นคงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผลก็คือ แรงกระทบยิ่งหนักหนา
มีความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า ปัจจัยบ่อนเซาะต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่กระหน่ำเข้ามา จากองค์ประกอบ 2 ส่วน
ส่วน 1 มาจาก “ภายนอก” แน่นอน
ขณะเดียวกัน ส่วน 1 อันหวาดเสียวเป็นอย่างมากมาจากปัจจัย “ภายใน” ซึ่งมากด้วยความละเอียดอ่อนอย่างเป็นพิเศษ
เพราะว่าตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มี “ส่วน”
อย่างเช่นกรณีที่หลุดปากให้ความเห็นต่อกรณีการเสียชีวิตอย่างมากด้วยเงื่อนปมของ “น้องเมย” จะไปโทษใครก็ไม่ได้
ต้องโทษ “ปาก” ของตัวเอง

อย่างเช่นกรณีที่นำนาฬิกายี่ห้อหรู
ริชาร์ด มิลล์ ไปเผยแสดงระหว่างถ่ายรูป ครม. “ประยุทธ์ 5” เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม
เด่นชัดว่าต้องโทษ “คนที่บ้าน” ว่าไม่ติง-เตือน
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็สะสมความรับรู้มาเป็นลำดับ ตั้งแต่ที่ปรากฏผ่านกรรมาธิการกิจการตำรวจของ สปช. กระทั่ง การใช้คำว่า “ตัวอับเฉา” เปรียบเปรย
รากที่มาของ “ปรากฏการณ์” นี้มาอย่างไร
แน่นอน มิได้มาจากพรรคเพื่อไทย มิได้มาจาก นปช.คนเสื้อแดง ตรงกันข้าม มาจากบางคนบางส่วนอันเคยเคลื่อนไหวตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และต่อเนื่องมายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่อย่างนั้นจะได้ไปนั่งอยู่ใน “สปช.” ละหรือ
คนเหล่านี้บางคนแนบแน่นอยู่กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และบางคนก็แนบแน่นอยู่กับขบวนการชัตดาวน์ของ กปปส.
ก่อนนี้ก็เคยเป็น “คนใน” แต่ในวันนี้กลายเป็น “คนนอก”
คนนอกซึ่งมาจากคนในอย่างนี้แหละที่กำลังสาดน้ำร้อน น้ำเย็น เข้าใส่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ถามว่าเป้าหมายในการแซะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างเป็นระบบ อย่างเป็นกระบวนการ ต้องการอะไร
คำตอบ คือ ต้องการ “ด้อยค่า”
คำตอบ คือ ต้องการแยก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกไป โดดเดี่ยว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เหมือนกับ “หวังดี” แต่ก็คลุมเครือ เลือนจาง

‘7 เสือ กกต.’ มารอก่อน

‘7 เสือ กกต.’ มารอก่อน


ไม่ฮือฮา ไม่เรียกเรตติ้งสักเท่าไหร่

กับว่าที่ “7 เสือ” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “สเปกเทพ” ในรัฐธรรมนูญฉบับ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์
แยกเป็นในส่วนของคณะกรรมการสรรหา กกต. ประกอบด้วยนายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายบริษัทเอกชน และนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

คัดจากผู้สมัครทั้งหมด 41 คน และมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 15 คน

รวมกับผู้ที่ผ่านการคัดกรองจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติเลือกนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.สายศาล จำนวน 2 คน

ครบ 7 คน ส่งต่อให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ

คำตอบสุดท้ายยังอยู่ที่ สนช.อีกด่าน

แต่เท่าที่เปิดโฉมหน้าออกมาเบื้องต้น ต้องยอมรับว่ามีแค่นายประชา เตรัตน์ กับนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่ชื่อคุ้นหู จัดอยู่ในข่ายคนเด่นดังในวงการระดับประเทศ

มาตรฐานภารกิจหน้าที่เก่า พอขึ้นชั้นเป็นกรรมการการเลือกตั้งได้

กับโควตาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคือ นายฉัตรชัย จันทร์พรายศรี และนายปกรณ์ มหรรณพ ที่เชื่อมือได้ในเรื่องของมาตรฐานความเที่ยงธรรมทางข้อกฎหมาย

นอกนั้นจัดอยู่ในข่าย “โนเนม” ไม่ปรากฏประวัติเนื้องานระดับชาติ

ที่แน่ๆเชื่อได้เลยว่า โอกาสนี้นักการเมืองอาชีพ ป้อมค่ายต่างๆคงไล่เจาะข้อมูล วิ่งสืบหาเส้นทางเข้าถึงตัวว่าที่ กกต.ชุดใหม่กันให้ควั่กแล้ว

ตามแนวโน้มจะต้องเคลียร์ด่านเลือกตั้งล่วงหน้า

เผื่อสถานการณ์ต้องเจอใบเหลือง ใบแดง

เรื่องของเรื่อง แม้จะขัดๆกับเงื่อนไข “สเปกเทพ” ของยี่ห้อ “ซือแป๋มีชัย”

แต่ในสมัยหนึ่งก็มีการเปรียบ กกต. ไม่ว่าแมวขาว แมวเทา ขอให้จับหนูได้ก็พอแล้ว

และจริงๆมันก็ไม่มีอะไรชี้วัดมาตรฐานคำว่า “สเปกเทพ” เพราะบางทีคนไม่ดัง อาจเป็นคนดีก็ได้ ตรงกันข้ามคนดี เด่น ดัง แต่พฤติกรรมน่าผิดหวัง ก็มีให้เห็นมาแล้วใน กกต.ชุดที่ผ่านๆมา

ถ้าไม่เอาอารมณ์เบิ้ลบลัฟ อาการของพวกหมั่นไส้ยี่ห้อ “มีชัย” มาเป็นที่ตั้ง

มันก็ยังเร็วเกินไปที่จะติเรือทั้งโกลนกับโฉมหน้าว่าที่ “7 เสือ กกต.” ประเดิมรัฐธรรมนูญใหม่

ถึงเวลาจริงอาจเป็นชุด “ปราบเซียน” ก็ได้

ที่สำคัญมาถึงตรงนี้ ถือว่าเงื่อนไขสถานการณ์ในการเตรียมการเลือกตั้งคืบหน้าไปอีกขั้น จ่อมี กกต.ชุดใหม่เข้ามาประจำการแล้ว

รองรับกระบวนการตามโรดแม็ปที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ย้ำสัญญาประชาคม จะประกาศเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนปี 2561 และเข้าคูหากาบัตรกันในเดือนพฤศจิกายนปลายปีเดียวกัน

หมดปัญหาลักลั่นในส่วนของคนจัดเลือกตั้ง

เหลือที่ยังต้องลุ้นก็คือ กระบวนการจัดทำกฎหมายลูก ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช. โดยเฉพาะโฟกัสไปที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีผลแปรผันโดยตรงต่อการจัดเลือกตั้ง

ถ้ามีจุดพลิกผัน ก็มีผลต่อเงื่อนเวลาที่ “บิ๊กตู่” ประกาศทันที

ตามเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่แว่วๆฝ่ายคุมเกมอำนาจบางส่วนก็ยังเห็นว่า จะรีบเลือกตั้งเร็วไปทำไม ในเมื่อแรงเสียดทานจากต่างประเทศที่เป็นเงื่อนไขสำคัญก็เบาบางไปแล้ว แนวโน้ม “ลุงตู่” ก็ยังตีประคองได้ น่าจะจัดระเบียบประเทศให้เสร็จไปเลยทีเดียว

ดีกว่าเสี่ยงปล่อยเลือกตั้งแล้ววุ่นวาย วิกฤติการเมืองวนกลับไปจ่อปากเหวซ้ำ

ทหาร คสช.ก็กลัวเสียของ กลุ่มทุนก็แหยงเสียเงินฟรี นักเลือกตั้งเองก็เหนื่อยเปล่า

หนีไม้พ้นต้องแอ่นแอ๊นกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เลิก.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปปช.รื้อคดี"ทักษิณ"ใหม่

7 ธ.ค.60 - นายวรวิทย์ สุขบุญ รักษาราชการแทนเลขาธิการป.ป.ช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกคดีที่ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสาระบบแล้วขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 69 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 28 ของกฎหมายดังกล่าว
นายวรวิทย์ กล่าวว่า ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ 3 คดี ประกอบด้วย 1.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือคดีหวยบนดิน มีนายทักษิณ ชินวัตร และพวก 47 คนเป็นจำเลย 2.คดีทุจริตการอนุมัติให้เงินกู้แก่รัฐบาลสหภาพพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน หรือคดีเอ็กซิมแบงค์ ซึ่งมีนายทักษิณเป็นจำเลยเช่นกัน และ3.คดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกทม. ที่มีนายโภคิน พลกุล และพวกรวม 6 รายเป็นจำเลย โดยคณะกรรมการได้มอบอำนาจให้นายณรงค์ รัฐอมฤต และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมอบหมายให้พนักงานคดีว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลต่อไป.

ติด "ว.5"

ติด "ว.5" พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า การที่ พลเอกประวิตร ไม่มาประชุม คณะกรรมการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ที่ทำเนียบฯ และมอบ บิ๊กเต่า "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ " รมว.ทรัพยากรฯ เป็นประธานประชุมแทน นั้น เพราะ ติดประชุมด้านความมั่นคง แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าประชุมอะไร และ สถานที่ใด ระบุเป็น "ว.5" ทั้งนี้ "บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการฯ และ บิ๊กป็อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และรองประธานกรรมการฯ ไม่มาประชุม บิ๊กเต่า เผยกลางที่ประชุมว่า พลเอกประวิตร ติดภารกิจ ส่วน "นายกฯบิ๊กตู่" อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ แต่ บ่ายนี้ มีกำหนดประชุมคณะกรรมการตำรวจฯ รอดูว่า บิ๊กป้อม จะไปหรือไม่ ขณะที่ สิ่อคาดหมายว่า พลเอกประวิตร อาจหลบสื่อ ไม่อยากตอบ ปม ปปช.สอบ"แหวนเพชร-นาฬิกาRM"...หลังวานนี้ ยืนยันว่า พร้อมที่จะชี้แจงกับ ปปช. แต่ไม่แจงกับสื่อ ยันไม่เคยทุจริต ในภาพอาจจะมี 2 คน, ชุดสูท

2 ว่าที่ กกต.สายศาลจ่องานเข้า สมชัย ชี้ การประชุมลับ ถือว่าขัดกม.ลูกกกต.

2 ว่าที่ กกต.สายศาลจ่องานเข้า สมชัย ชี้ การประชุมลับ ถือว่าขัดกม.ลูกกกต.


สมชัย” เผย 2 ว่าที่ กกต.สายศาลจ่องานเข้า หลังที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาประชุมลับ ขัดกฎหมายลูก กกต. ที่กำหนดให้ลงคะแนนแบบเปิดเผย

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงกรณีการลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. ของที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา ว่า ผู้สมัคร กกต. ที่ได้รับเลือกจากสายศาลอาจจะงานเข้า เพราะตามมาตรา 12 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. กำหนดให้ในการสรรหาหรือคัดเลือกให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย และให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย ซึ่งหากตีความตามมาตรานี้ การสรรหา หมายถึงการสรรหาโดยกรรมการสรรหาซึ่งต้องได้รับคะแนนเสียงสองในสาม ส่วนการคัดเลือก หมายถึงการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม ซึ่งในทั้งสองกรณี กำหนดให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่ในการคัดเลือกตัวแทนจากศาล ในครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 กลับเป็นการลงคะแนนลับ โดยเป็นผลการปรึกษาหารือของรองประธานศาลฎีกา 6 ท่าน ว่าขอให้มีการลงคะแนนโดยลับ และการเลือกตัวแทนจากศาล ในวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็เป็นการลงคะแนนโดยลับอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะมีการทักท้วงแล้วว่าต้องดำเนินการตามกฎหมายที่ต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย ทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ต้องมีการลงมติกันก่อนว่าจะลงคะแนนโดยลับหรือเปิดเผย ซึ่งผลการลงมติ ฝ่ายต้องการให้ลงคะแนนลับชนะไป 86 : 77 จึงทำให้การลงคะแนนในวันนั้น เป็นการลงคะแนนลับอีกเช่นกัน


“คำถามคือ ที่ประชุมรองประธานศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา สามารถมีมติให้การคัดเลือกเป็นการคัดที่ขัดกับวิธีที่กำหนดในกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบของผู้ที่ไม่ต้องมีความรู้ทางกฎหมายมากนักก็ตอบได้ว่าไม่ได้ เพราะ องค์กรต่างๆต้องทำตามกฎหมายจะไปใช้มติเหนือกฎหมายไม่ได้ ผมคาดว่าประเด็นนี้ คงมีการหยิบยกกันขึ้นมาร้องเรียนกันในเร็วๆนี้ สำหรับผมเองไม่ได้รู้จักใดๆกับผู้สมัครทั้งที่ได้และไม่ได้ แต่เห็นว่าหากจะดำเนินการเรื่องใดๆ ก็ควรดำเนินการให้ถูกกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสง่างาม โดยเฉพาะในฟากฝั่งของศาลซึ่งผู้รักษากฎหมาย ก็ควรเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องของการรักษากฎหมายโดยเคร่งครัด”นายสมชัย กล่าว

2 ป. "บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก" หายตัว ....กลางกระแส โดนตรวจสอบ เริ่อง "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู"

2 ป. "บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก" หายตัว ....กลางกระแส โดนตรวจสอบ เริ่อง "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู"/ บิ๊กเต่า เผย ติดภารกิจ/ โฆษกกห.เผย ติดประชุมความมั่นคง ว.5

ทั้ง"บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะประธานกรรมการฯ และ บิ๊กป็อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และรองประธานกรรมการฯ ไม่มาประชุม คณะกรรมการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ที่ทำเนียบฯ มอบ บิ๊กเต่า "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ " รมว.ทรัพยากรฯ เป็นประธานประชุมแทน ...

จนท.เก็บป้ายชื่อ คนไม่มาประชุมออก พลเอกเทพพงศ์ ปลัดกลาโหม มอบ บิ๊กโต้ง พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง รองปลัดกห.ประชุมแทน

บิ๊กเต่า เผยกลางที่ประชุมว่า พลเอกประวิตร ติดภารกิจ

ขณะที่ สิ่อคาดหมายว่า พลเอกประวิตร อาจหลบสื่อ ไม่อยากตอบ ปม ปปช.สอบ"แหวนเพชร-นาฬิกาRM"...หลังวานนี้ ยืนยันว่า พร้อมที่จะชี้แจงกับ ปปช. แต่ไม่แจงกับสื่อ ยันไม่เคยทุจริต

ส่วน "นายกฯบิ๊กตู่" อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ

แต่ บ่ายนี้ มีกำหนดประชุมคณะกรรมการตำรวจฯ รอดูว่า บิ๊กป้อม จะไปหรือไม่

พลโทคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เผยว่า พลเอกประวิตร ติดประชุมด้านความมั่นคง แต่ไม่ขอเปิดเผย สถานที่ ระบุเป็น ว.5

"ร.10"เสด็จฯปัตตานี

"แม่ทัพภาค4"ประชุมหน่วย วางแผน ถวายความปลอดภัย เตรียมรอรับเสด็จฯ"ร.10"เสด็จฯปัตตานี พระราชทานรางวัล การทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และ ทรงเยี่ยมเยียนราษฎร9 ธค.นี้
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการพระราชทานถ้วยรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 12 และพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีผลการปฎิบัติงานดีเด่นประจำปี 2559 และผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครูและนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ประจำปี 2559
รวมทั้ง ทรงเยี่ยมเยียนประชาชน และผู้นำศาสนา ด้วย
โดยในวันนี้ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค4/ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธานการประชุมเตรียมการถวายความปลอดภัยแด่ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ" ที่ ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง ปัตตานี

“วัชรพล” เผย เล็งแก้ระเบียบป.ป.ช.สั่งปิดข้อมูลส่วนตัวนักการเมือง เปิดบัญชีทรัพย์สิน

“วัชรพล” เผย เล็งแก้ระเบียบป.ป.ช.สั่งปิดข้อมูลส่วนตัวนักการเมือง เปิดบัญชีทรัพย์สิน


“วัชรพล” เผย เล็งแก้ระเบียบป.ป.ช.สั่งปิดข้อมูลส่วนตัว ตอนเปิดกรุนักการเมือง
เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 7 ธันวาคม ที่รัฐสภา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึง เนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต ที่กำหนดให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินของฝ่ายการเมืองเท่าทีจำเป็น ว่า เกิดจากแนวคิดของกรธ.ที่ไม่อยากให้ป.ป.ช.เปิดเผย รายละเอียดทรัพย์สิน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เพราะกังวลถึงอันตรายต่อตัวบุคคลและครอบครัว ทางป.ป.ช.จึงเตรียมการออกระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายลูกฉบับใหม่ เพื่อปิดบังรายละเอียดประมาณ 14 รายการ เพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน เช่น เลขบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร แต่ยืนยันว่า สิทธิในการเข้าถึงเพื่อตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ของประชาชนยังมีอยู่


พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า นอกจากนี้จะแก้ไขระเบียบ ให้ป.ป.ช.ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัญชี เลขบัตรประชาชน แก่ผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สินทันที ซึ่งต่างจากเดิมที่ป.ป.ช.จะดำเนินการก็ต่อเมื่อผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สินร้องขอเท่านั้น ส่วนในแง่อำนาจหน้าที่กรอบเวลาการตรวจสอบของป.ป.ช.นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของกมธ.วิสามัญในชั้นสนช. โดยกรธ.รับฟังและเข้าใจการทำงานของป.ป.ช.มากขึ้น ทำให้กรอบการทำงานของป.ป.ช.มีการปรับให้สามารถขอขยายเวลาเพิ่มเติมได้