PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

‘สมชัย’ ข้องใจถูกกุนซือกม.เสนอปลด ร้องบิ๊กตู่คืนความยุติธรรม ยันไม่ได้พูดอะไรผิด

‘สมชัย’ ข้องใจถูกกุนซือกม.เสนอปลด ร้องบิ๊กตู่คืนความยุติธรรม ยันไม่ได้พูดอะไรผิด


“สมชัย” จวก ที่ปรึกษา กม.นายกฯไม่รู้จริง ทำ “บิ๊กตู่” สับสนใครกำหนดวันเลือกตั้ง เชื่อนายกฯไม่เลือกตนเป็นที่ปรึกษา กม. ยันไม่ล้ำเส้นรัฐบาลเรื่องโรดแมป เพราะแค่พูดตามหลัก กม.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มีนาคม 2561 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์กรณีโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีคำสั่ง คสช.ให้ตนเองยุติการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ กกต. ว่า แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของที่ปรึกษากฎหมายของนายกรัฐมนตรีที่ทำให้นายกฯเข้าใจผิดว่า คสช.และ ครม.เป็นคนกำหนดวันเลือกตั้ง รวมทั้งระบุว่า หากข้อมูลจากที่ปรึกษากฎหมายของนายกฯ ทำให้นายกฯเข้าใจผิด นายกฯควรคืนความเป็นธรรมให้แก่ตน ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า การคืนความเป็นธรรมที่ว่านั้น หมายถึงการปลดที่ปรึกษากฎหมายของนายกฯหรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า ไม่ใช่ เพียงแต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า ในการฟังสิ่งซึ่งเป็นเหตุเป็นผลนั้นต้องฟังอย่างรอบด้าน เพราะบางครั้งการเสนอข้อมูลที่ผิด จะทำให้นายกฯเข้าใจผิดได้ พร้อมกับยืนยันว่าตนไม่ได้ล้ำเส้นรัฐบาลและ คสช.ในการพูดเรื่องวันเลือกตั้ง แม้การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา คนที่กำหนดวันเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาล แต่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 102 และ 103 ได้ออกแบบให้มีการแบ่งหน้าที่ระหว่างรัฐบาลและ กกต. คือ รัฐบาลเป็นผู้ออกกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง แต่ กกต.เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง โดย กกต.ต้องประกาศวันเลือกตั้งว่าเป็นวันใดภายใน 5 วันนับแต่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้น การที่หน่วยงานทางกฎหมายหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลที่ผิด จึงแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของหน่วยงานกฎหมาย จึงควรมีการคืนความยุติธรรมให้กับตนด้วย เพราะตนไม่ได้พูดอะไรที่ผิดกฎหมาย


“แต่ไม่เป็นไร เพราะผมเก็บข้าวของหมดแล้ว ไม่ได้ประสงค์จะกลับไปเป็น กกต. พูดไปอย่างนั้น คงไม่ได้มีความหวังอะไร รวมถึงการพูดว่าจะไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายนั้น ท่านคงไม่แต่งตั้งผมหรอก พูดตามตรง ขณะเดียวกันผมก็ชี้ว่า ถ้าหน่วยงานด้านกฎหมายมีความรอบรู้ด้านกฎหมายจริง เห็นว่าสิ่งที่ผมพูดไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แทนที่จะเสนอนายกฯให้ปลดผม ก็น่าจะออกมาโต้กันในเชิงมุมมองทางกฎหมายว่าผมพูดผิดอย่างไร มันจึงสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานด้านกฎหมายที่เสนอให้ปลดผมนั้นไม่กล้ามาถกกัน ถ้าผมพูดผิดจริง ผมจะขอโทษต่อสาธารณะ” นายสมชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การใช้มาตรา 44 เพื่อปลดนายสมชัยนั้น เป็นเพราะนายสมชัยไปล้ำเส้นรัฐบาลในฐานะผู้ตัดสินใจเรื่องโรดแมปหรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะตนพูดถึงเรื่องกฎหมายว่า มาตรา 102 และ มาตรา 103 การกำหนดวันเลือกตั้งอยู่ที่ กกต. ไม่ใช่รัฐบาล หน้าที่ใครหน้าที่มัน ถามนายมีชัยได้ ทุกคนเปิดกฎหมายมาก็พูดได้ทั้งสิ้นว่าหลักของกฎหมายเป็นอย่างไร การคาดการณ์ของตนก็เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจนเตรียมตัวไม่ทัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต.ที่จะต้องเตรียมจัดการเลือกตั้ง

สมชัยสวนบิ๊กตู่ เข้าใจผิดปมกำหนดวันเลือกตั้ง อัดกุนซือกฎหมายอ่อนด้อย แนะต้องปลด

สมชัยสวนบิ๊กตู่ เข้าใจผิดปมกำหนดวันเลือกตั้ง อัดกุนซือกฎหมายอ่อนด้อย แนะต้องปลด



“สมชัย” แนะนายกฯ ปลดกุนซือกฎหมาย ชี้อ่อนด้อย ทำเข้าใจผิดปมผู้มีหน้าที่กำหนดวันเลือกตั้ง จนนำมาสู่การใช้ ม.44 ยืนยันรัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต.กำหนดวัน

วันที่ 23 มีนาคม 2561 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุถึงเหตุผลหนึ่งที่ คสช.มีคำสั่งให้ตนเองยุติการปฏิบัติหน้าที่ กกต.ว่ามาจากการให้สัมภาษณ์จนทำให้ประชาชนสับสนเรื่องผู้มีหน้าที่กำหนดวันเลือกตั้งว่า จากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของหน่วยงานกฎหมายของนายกรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนายกฯเป็นอย่างยิ่งในประเด็น 1.ทำให้นายกฯ เข้าใจผิดว่า คสช.และ ครม.เป็นคนกำหนดวันเลือกตั้ง จากประโยคที่ว่า “ทำให้สับสนอลหม่านไปกันหมด เลือกอย่างนั้นอย่างนี้ ขอถามว่าเขาเป็นคนเลือกหรือ เขาเป็นคนกำหนดวันเวลาวันเลือกตั้งหรือ ใครเป็นคนกำหนด รัฐบาลกับ คสช.ไม่ใช่หรือ หรือ กกต.เป็นคนกำหนด”

“ซึ่งข้อเท็จจริงตามกฎหมาย มาตรา 102 และ 103 ของรัฐธรรมนูญ ออกแบบให้มีการแบ่งหน้าที่ระหว่างรัฐบาล และ กกต.คือ รัฐบาลเป็นผู้ออกกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง แต่ กกต.เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง โดย กกต.ต้องประกาศวันเลือกตั้งว่าเป็นวันใดภายในห้าวันนับแต่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง เหตุผลที่เขียน กฎหมายให้แตกต่างจากในอดีตที่ให้รัฐบาลทำทั้งสองอย่างนั้น เพราะเห็นว่าควรให้ กกต.ที่เป็นอิสระเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง จะสามารถให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ซึ่งนายมีชัยเป็นผู้ร่างเอง” นายสมชัยระบุ

นอกจากนี้ ในมาตรา 104 ยังให้อำนาจ กกต.ประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งได้หากมีเหตุจำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาในอดีต ที่การเลื่อนต้องเห็นชอบร่วมกันระหว่างนายกฯกับประธาน กกต. และรัฐบาลไม่ยอมเลื่อน จนทำให้เกิดความเสียหายจากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ อย่างปัญหาเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557


นายสมชัยระบุต่อว่า 2.ทำให้นายกฯ ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ในการปลดกรรมการองค์กรอิสระโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่ตามมา จากประโยคที่ว่า “มันมีความจำเป็น ยอมรับว่ามีหน่วยงานเขาขอมา เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางกฎหมาย ซึ่งเขาบอกว่ามันไม่ไหวแล้ว ทำให้ทุกอย่างสับสนอลหม่าน” ประเด็นดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานด้านกฎหมายดังกล่าวขาดการพิจารณาถึงผลที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบว่าการที่ชงให้ คสช.ใช้ ม.44 กับองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. จะทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่มีทางได้รับการยอมรับจากสังคมโลกได้เลย เพราะ กกต.จะขาดความเป็นอิสระ หากผู้มีอำนาจทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเอง คงไม่มี กกต.ใดกล้าที่จะไปตักเตือนหรือชี้ว่า คสช.ทำผิด เพราะเกรงว่า คสช.สามารถใช้อำนาจปลดคนที่เห็นต่างได้ ขณะเดียวกันก็สร้างความรู้สึกเดียวกันนี้ไปยังองค์กรอิสระอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการสิทธิฯ หากมีกรณีรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนจะไม่กล้าทักท้วง ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่กล้าส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ คตง. ป.ป.ช. อาจไม่กล้าตรวจสอบการทุจริตของรัฐ ไปจนถึงการพิจารณาตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอาจมีความเป็นอิสระน้อยลง เพราะทุกคนรู้ว่า คสช.สามารถใช้มาตรา 44 เพื่อปลดผู้เห็นต่างได้

3.ความไม่ชัดเจนและอ่อนด้อยของหน่วยงานด้านกฎหมายของนายกฯ สะท้อนให้เห็นว่าบุคลากรของหน่วยงานทั้งหมด ไม่มีแม้สักคนที่มีความสามารถในการตอบโต้หลักทางกฎหมายที่ถูกต้องกับคนคนเดียว ที่มิได้จบทางนิติศาสตร์โดยตรง แต่จบปริญญาตรีที่มีวิชากฎหมายแค่ 3 หน่วยกิต ถึงขนาดให้เขาไปสร้างความสับสนแก่สังคม ซึ่งไม่แน่ใจว่าใครสับสนกันแน่ จนต้องไปขอร้องนายกฯ ให้ปลดคนคนนั้นออก

ซึ่งถ้าผมกล่าวผิด ท่านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเชือดผมกลางอากาศสองสามรอบ แค่นั้นผมพูดไปก็ไม่มีคนเชื่อแล้ว แต่ทุกครั้งดูเหมือนคนของท่านจะพูดผิดมากกว่า ในทางกลับกัน หากผมบอกให้นายกฯ รู้ถึงความอ่อนด้อยและไม่ชัดเจนของหน่วยงานด้านกฎหมายดังกล่าวจนทำให้นายกฯ ต้องเข้าใจผิดและเสียหายแล้ว ก็สมควรใช้มาตร 44 ปลดหน่วยงานนั้นแทน และหากจะตั้งผมเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ผมก็ยินดี” นายสมชัยระบุ

บทบาท ความหมาย ไพร่หมื่นล้าน จากปาก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 บทบาท ความหมาย ไพร่หมื่นล้าน จากปาก ประยุทธ์ จันทร์โอชา


พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลุดคำพูด”ไพร่หมื่นล้าน”ห้วงที่เดินทางไปจังหวัดหนองบัวลำภู
ก็เด่นชัดว่าเสร็จ”อนาคตใหม่”
ไม่เพียงแต่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะยิ้มที่มุมปาก หากแม้ กระทั่ง นายปิยบุตร แสงกนกกุล ก็อาจปรายสายตาไปที่ข่าวและ เสียงอันดังมาจากรายงานข่าว
แม้คำๆนี้มิได้ออกมาจาก “พรรคอนาคตใหม่”
ตรงกันข้าม เป็นโปรยนำเรื่องที่บรรณาธิกรณ์ของบีบีซีไทยนำมาใช้เป็น “พาดหัว”
ลิขสิทธิ์ไม่ใช่ของ”พรรคอนาคตใหม่”หากเป็นของ”บีบีซีไทย”
แต่ที่ได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ คือ พรรคอนาคตใหม่ คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

มองจากมุมทางด้าน “การตลาด” พลันที่คำว่า”ไพร่หมื่นล้าน”หลุดออกมาจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นั่นคือ รูปธรรมแห่งความสำเร็จ
ไม่จำเป็นต้องถาม”กูรู”ระดับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่จำ เป็นต้องถาม”กูรู”ระดับ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์

เพราะเมื่อออกมาจาก”ปาก”ของ”นายกรัฐมนตรี”
นั่นหมายความว่า รูปแห่งความรับรู้อันเกี่ยวกับตัวตนของบุคคลที่มาพร้อมกับคำว่า”ไพร่หมื่นล้าน”จะต้องเข้าไปอยู่ในความคิดของผู้พูดอย่างไม่ต้องสงสัย
พูดตามภาษาปรัชญาก็ต้องว่า คำว่า “ไพร่หมื่นล้าน” ได้ดำรงอยู่ภายใน”รูปการจิตสำนึก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว
จะเห็นด้วย จะไม่เห็นด้วย ไม่สำคัญ
ทั้งยังเป็นการไปพูดต่อ “มวลชน” แห่งจังหวัดหนองบัวลำภูอันเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยและของ”คนเสื้อแดง”
ตรงนี้ต่างหากสำคัญและทรงความหมาย

การต่อสู้ในทางการเมืองที่เห็นและเป็นอยู่ในห้วงของ”ทศวรรษที่สูญหาย” แท้จริงแล้วคือการต่อสู้ในทางความคิด
การปรากฏขึ้นของคำว่า”ไพร่หมื่นล้าน” คือ ความคิด 1
อาจมาจากการประดิษฐ์โดย”บีบีซีไทย” แต่ก็สัมพันธ์กับตัวตนของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่อย่างแนบแน่น
การรับเอาไปพูดและเอ่ยถึงจึงสำคัญและทรงความหมาย

เจออย่างจัง

เจออย่างจัง



กลายเป็นเรื่องฮือฮา ระเบิดเถิดเทิง
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หน.คสช.ใช้ดาบอาญาสิทธิ์ ม.44 “ฟัน” นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คนดังขาดสะพายแล่งหลุดจากตำแหน่งแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เพราะไม่สบอารมณ์ (มานานแล้ว) ที่ นายสมชัย ชอบแสดงความเห็นสวนทางรัฐบาล คสช.
โดยเฉพาะหลังจาก กกต.ชุดนายสมชัย โดนเซ็ตซีโร่ตกเก้าอี้ยกพวง
นายสมชัย ยิ่งขยันวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงกระทบชิ่งรัฐบาลเป็นประจำ
บังเอิญเกิดจังหวะเหมาะ เพราะอยู่ๆนายสมชัยก็สร้างเงื่อนไขให้ตัวเองโดนเช็กบิล ด้วยการไปยื่นใบสมัครประกวดชายงามชิงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.คนใหม่
ทั้งๆที่ตัวเองยังปฏิบัติหน้าที่เป็น กกต.
จึงเข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้โดยตรง
พล.อ.ประยุทธ์เลยได้โอกาสใช้อำนาจ ม.44 สั่งปลดนายสมชัย อย่างสะดวกโยธิน
เนี่ย...เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละท่านพระครู
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการถูกปลดสายฟ้าแลบส่งผลกระทบ “นายสมชัย” อย่างแรง 2 ประการ
1, ทำให้อายุการปฏิบัติหน้าที่ กกต.ต้องหดสั้นไป 6 เดือน
ถ้าคิดเป็นเงินเดือนที่เสียไปก็ซื้อรถใหม่ป้ายแดงได้ 1 คัน
2, ทำให้โอกาสที่ “นายสมชัย” จะได้รับเลือกเป็นเลขาธิการ กกต.คนใหม่ลดจาก 80 เปอร์เซ็นต์ เหลือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์
เนื่องจาก กกต.ที่เหลืออีก 4 คน คงไม่กล้าอุ้มนายสมชัยใส่ตะกร้าล้างนํ้าเป็นเลขาธิการ กกต.คนใหม่แน่นอน
อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะหมดหวังนั่งเก้าอี้เลขาธิการ กกต.คนใหม่แน่นอน 99.99 เปอร์เซ็นต์
คงไม่ทำให้นายสมชัย กกต.คนดัง ไม่มีที่นั่งที่ยืน
เพราะ อจ.สมชัย ก็ยังสามารถเลือกแสดงบทบาทอื่นๆได้อีกหลายเวที
จะเลือกกลับไปสวมวิญญาณเป็นนักวิชาการอย่างเดิม??
หรือจะเลือกกลับไปอยู่ “องค์กรพีเน็ต” ตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างเคย??
หรือจะเลือกฉีกแนวไปเล่นการเมือง??
ก็เก๋ไปอีกแบบเหมือนกัน
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าการใช้อำนาจ ม.44 ปลด “นายสมชัย” ออกจาก กกต.จะเป็นแรงกระตุ้น นายสมชัย ให้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองดุเดือดยิ่งกว่าเดิม
เพราะตอนที่ยังสวมบทบาท กกต. “นายสมชัย” จะให้ความเห็นเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กกต.
ไม่กล้าล้ำเส้นไปวิจารณ์รัฐบาล คสช.โดยตรง
การเชือด นายสมชัย เท่ากับผลักไสให้ นายสมชัย ต้องยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลเต็มตัว
“แม่ลูกจันทร์” ถามว่ารัฐบาล คสช.ได้ประโยชน์อย่างไรในการใช้ ม.44 ปลดนายสมชัยหลุดจาก กกต.??
ตอบว่าได้ความสบายใจชั่วคราวเท่านั้นเอง
แต่ถ้า “นายกฯบิ๊กตู่” อดใจรออีก 6 เดือน การสรรหา กกต.ใหม่ 7 คนก็เสร็จสมบูรณ์
ถึงไม่ปลดนายสมชัย และ กกต.ทั้งชุดก็ต้องไปอยู่ดี
ปัญหาคือ การใช้อำนาจ ม.44 สั่งปลด “นายสมชัย” จาก กกต. ทำให้ถูกมองว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ทำให้ “องค์กรอิสระ” ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง
เกมนี้...ได้สั้นแต่เสียยาวนะคุณโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ลงแรงรอฤดูเก็บเกี่ยว

ลงแรงรอฤดูเก็บเกี่ยว



ผ่านมาจะครบ 4 ปี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ผู้ถืออำนาจพิเศษทำได้อย่างที่เคยประกาศ ผู้นำต้องเดินทางไปได้ทุกตารางนิ้วในประเทศไทย
หลังจากนำร่องเดินสายทั้งประชุม ครม.สัญจร ตรวจงานราชการมาครบหัวเมืองภูมิภาค
ถึงคิวเจาะพื้นที่ “นายกฯลุงตู่” ยกคณะไปตรวจราชการ เป็นสักขีพยานในพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับคัดเลือกโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน และมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย ที่ จ.หนองบัวลำภู
รายการนี้ผู้นำประกาศชัด รัฐบาลจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ต้องดูแลประชาชนทั้งประเทศ “ไม่ว่าภาคไหน อำเภอไหน ล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น ต้องรัก สามัคคี แบ่งแยกไม่ได้”
ออกลูกขึงขัง ขอเป็นผู้นำของคนทั้งประเทศ
พร้อมกับกระตุกต่อมผวาของผู้คนที่ยังแหยงไม่หายกับภาวะวิกฤติขัดแย้งแตกแยกที่ผ่านมา ด้วยคำมั่นสัญญาก่อนเข้าโค้งสำคัญ “จะไม่ทำให้ประเทศกลับไปเหมือนเดิม”
โชว์เก๋ๆรับดีเดย์เลือกตั้ง
ในห้วงที่โปรแกรมโรดแม็ปน่าจะชัด หลังจาก สนช.เข้ายื่นตีความร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. ขณะที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ปัดนายกฯไม่ใช่ “ไปรษณีย์”
หากมีใครสงสัยให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความเอง
ถึงแม้จะถูกดักทาง คิวตีความกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. อาจเป็น “ไพ่ในมือ” ที่เก็บไว้ “ยื้ออีกช็อต” ก็ตาม
อ่านเฉพาะหน้าโปรแกรมเลือกตั้งคงไม่ขยับจากเดือน ก.พ.ปี 2562 มากนัก
ยิ่งถ้าประเมินจากทิศทางอำนาจพิเศษ เริ่มจะเดินไปตามไทม์ไลน์ ทั้งคิวกลุ่มการเมืองแห่จดแจ้งจองชื่อพรรคการเมืองใหม่ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. เปิดให้พรรคเก่าเช็กรายชื่อยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคเก่าดีเดย์ 1 เม.ย.นี้
ประกอบกับท่านผู้นำส่งเทียบเชิญพรรคการเมือง ร่วมหารือถึงนโยบายและกำหนดการเลือกตั้ง ในเดือน มิ.ย.นี้ สะท้อนว่าถ้าไม่มีสัญญาณใหม่ ในปี 2562 น่าจะได้เข้าคูหากาคะแนน
“นายกฯลุงตู่” ต้องเร่งสปีดแต้มตามแผน
นอกจากงัดมาตรา 44 ปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร จากตำแหน่ง กกต. เพื่อไม่ให้สร้างความสับสน
ปิดปากเบรกแรงป่วน
และยังใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ออกคำสั่งนายกฯ ให้นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประจำสำนักนายกฯ เคลียร์ปมยางที่ค้างคา
ในรูปการณ์ที่เริ่มคอนโทรลเกมอำนาจได้ในระดับหนึ่ง ดึงขั้วฝ่ายการเมืองต่างๆเข้าสู่ระบบพรรค ขณะเดียวกันก็คุมหลวมๆ จำกัดวงม็อบ ตีกรอบให้เคลื่อนไหวแค่ในงานวิชาการ
อีกทางกลับมาเร่งโจทย์ปราบโกง กำชับหน่วยงานราชการ ท้องถิ่น ให้เอาจริงเอาจังกับการป้องกันปราบปรามการทุจริต ในห้วงที่มีโรคโกงระบาดหลายหน่วยงาน
งัดของเก่า “แก้โกง” กระตุกโจทย์แข็งที่เริ่มอ่อนดีกรี
เช่นเดียวกับการเริ่มกลับมาบูมภารกิจทวงคืนผืนป่า ปราบปรามการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
โชว์สินค้าขายดี ย้ำแบรนด์ “ลุงตู่”
ที่เหลือก็มีเวลาจัดคิวลงพื้นที่ปั่นยอดขายฐานราก โดยเฉพาะหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจภาพใหญ่ภาพรวมจุดติด ตัวเลขการค้า การลงทุน ส่งออก ท่องเที่ยว ฯลฯ มีสัญญาณดีต่อเนื่อง
ถึงเวลาเร่งเครื่องโจทย์หนักปมเศรษฐกิจปากท้อง
เดินหน้าสารพัดโครงการอัดฉีด ทั้ง “ไทยนิยม ยั่งยืน” และ “ประชารัฐ” ที่ขับเคลื่อนควบคู่กันไป
เวลานี้ “นายกฯลุงตู่” จึงจัดโปรแกรมเดินสายถี่ รดน้ำ พรวนดิน เสริมปุ๋ยลงฐานรากเป็นระลอกๆ
ไว้รอเก็บเกี่ยวดอกผล “แต้มหนุน” ในห้วงเลือกตั้งพอดี.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

วันเดียวเสร็จ ไม่มีแก้ไข สนช. ผ่าน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฯ

วันเดียวเสร็จ ไม่มีแก้ไข สนช. ผ่าน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฯ อนุมัติเงิน 150,000,000,000 บาท ให้รัฐบาล คสช.
วันนี้ (22 มีนาคม 2561) ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยที่ประชุม สนช. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมาย สามวาระรวดภายในวันเดียว ด้วยคะแนน เห็นชอบ 183 เสียง ไม่เห็นชอบ 0 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ซึ่งเป็นการอนุมัติงบประมาณจำนวน 150,000,000,000 บาท ให้รัฐบาล คสช. นำไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานล่างและชดใช้เงินคงคลังจากค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เป็นจำนวนไม่เกิน 150,000,000,000 บาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น เป็นจำนวนไม่เกิน 100,358,077,000 บาท และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 49,641,923,000 บาท
สำหรับเหตุผล สมคิด กล่าวว่า เงินจำนวนไม่เกิน 100,358,077,000 บาท รัฐบาลจำเป็นจะต้องนำไปใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อรักษาทิศทางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างยั่งยืน ส่วนเงินอีกจำนวน 49,641,923,000 บาท จะนำไปชดใช้เงินคงคลังจากค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ
สมคิด เน้นว่าในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การต้องการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศอย่างมั่นคง ยั่งยืน ประชาชนมีรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุผลตามเจตนารมณ์ได้ เพราะจะมุ่งเน้นที่เศรษฐกิจระดับฐานราก ให้สามารถเพิ่งตนเองและแข่งขันได้
สำหรับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีทั้งหมด 18 มาตรา ซึ่งระบุเกี่ยวกับจำนวนงบประมาณว่าจะนำไปให้หน่วยงานใดจำนวนเท่าไรบ้าง ซึ่งพบว่างบประมาณจำนวนมากสุด ร้อยละ 33.09 ถูกนำไปใช้เพื่อชดใช้เงินคงคลัง รองลงมาร้อยละ 22.68 ถูกนำไปให้กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน เช่น กองทุนหมู่บ้านกับกองทุนประชารัฐ และกระทรวงมหาดไทย ได้งบประมาณมากที่สุดคือร้อยละ 21.25
ขณะที่สมาชิก สนช. ที่ลุกขึ้นอภิปราย ต่างแสดงความเห็นไปในทางที่ชื่นชมขอบคุณรัฐบาล คสช. เช่น วัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่อยู่สภามาสี่สมัยเป็น ส.ว.แต่งตั้ง ส.ว.เลือกตั้ง และสนช. อีกสองสมัย ยังไม่เคยเห็นการใช้งบกลางปีเพื่อชาวบ้านโดยตรงขนาดนี้ ส่วนกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กล่าวว่า งบประมาณที่ลงไปตรงจุดตรงประเด็น โดยเฉพาะการที่งบประมาณส่วนหนึ่งจะถูกนำไปลงในภาคเกษตรซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง แข็งแรง ยั่งยืน
ขณะที่ วิทยา ฉายสุวรรณ กล่าวว่า งบประมาณนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะทำได้ดีแล้วแต่ส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจในระดับมหภาค แต่เศรษฐกิจระดับเล็กๆ ยังมีปัญหาจริงๆ เพราะจากที่ สนช. ลงพื้นที่ไปทั่วประเทศในทุกสัปดาห์พบปัญหากว่า 8,000 เรื่อง แต่เราแก้ได้แล้วประมาณ 7,000 เรื่อง ซึ่งที่ยังแก้ไม่ได้เพราะติดปัญหาข้อกฎหมายและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ดังนั้น ขอชื่นชมโครงการไทยนิยมเข้มแข็ง ซึ่งโครงการนี้กระทรวงมหาดไทยจะได้ทำร่วมกับ สนช.
อย่างไรก็ตาม สนช. แต่ละคนก็มีข้อกังวลร่วมกันว่า อยากให้รัฐบาลหาวิธีจัดการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ หาวิธีไม่ให้งบประมาณรั่วไหล ทำให้งบประมาณถึงฐานล่างจริงๆ สุดท้าย สนช. เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เป็นกฎหมาย โดยใช้เวลาวันเดียวผ่านสามวาระรวด และไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ
...
๐ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฯhttp://library.senate.go.th/docum…/mSubject/…/79353_0002.PDF

รัชกาลนี้ต้องไม่มีนะ !!

รัชกาลนี้ต้องไม่มีนะ !!
"วันหน้า อย่าให้เกิดอีกนะ รัชกาลนี้ต้องไม่มีนะ พระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงทอดพระเนตรอยู่ท่านทรงทำไว้เยอะแยะแล้ว รัชกาลนี้ ต้องไม่มีเรื่องที่มันไม่ดี เกิดขึ้นอีก"
“บิ๊กตู่” พูดที่ “หนองบัวลำภู” เตือนชาวบ้าน อย่าให้ใครหลอกไปชุมนุมที่หน้าทำเนียบฯอีก "ร. 10 ทรงทอดพระเนตรอยู่"ลั่นรัชกาลนี้ ต้องไม่มีนะ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับชาวหนองบัวลำภู
ว่า ส่วนตัวและรองนายกรัฐมนตรีที่เดินทางมาด้วยกัน ดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มจากทุกคน เพราะทุกคนคือคนไทยไม่ว่าจะอยู่ภาคหรือจังหวัดใด ก็แบ่งแยกไม่ได้ ต้องรักและช่วยกัน ซึ่งส่วนตัวให้ความสำคัญกับจังหวัดหนองบัวลำภู เพราะเป็นจังหวัดที่มีรายได้น้อยที่สุดในประเทศ ดังนั้นต้องยกระดับตนเองร่วมกันกับรัฐบาล โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับจังหวัดที่มีปัญหาควบคู่กับหลายจังหวัด แต่จังหวัดใดลำบากมากก็ต้องดูแลมาก วันนี้ตนเห็นหน้าตาทุกคนแล้วมีความสุข ถึงแม้จะมีรายได้น้อยที่สุดในประเทศก็ยังมีความสุข มีรอยยิ้ม จึงเป็นสิ่งที่ตนต้องทำมากขึ้น ให้สมกับที่ทุกคนมารอรับตนวันนี้ อะไรที่ทำให้พวกเราต้องลำบากและเดือดร้อนที่ผ่านมาตนขอรับเพียงผู้เดียว ทั้งเรื่องการจัดระเบียบต่างๆในการรับตนวันนี้ ก็ต้องขอโทษทุกคนด้วย เพราะต้นเหตุคือตน แต่ตนก็ไม่อยากให้จัดต้อนรับอะไร เพราะทุกคนก็คือประชาชน ไม่ว่าจะนายกฯพอถอดหัวโขนออกก็คือประชาชน และเราไม่ควรหวาดระแวงกัน ทั้งข้าราชการและประชาชน
นายกฯ กล่าวว่า ที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือกฎหมาย ที่ทำให้เกิดความเท่าเทียม เราต้องเคารพกฎหมาย จะไปประท้วงร้องทุกข์ มีกฎหมายทุกตัว ก็ขอให้อยู่ในระเบียบ รัฐบาลนี้รับทุกเรื่อง ที่ผ่านมารับมาแล้วล้านกว่าเรื่อง เฉลี่ยเดือนละ 4-5 พันเรื่อง แก้ไป 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาบางอย่างซับซ้อนยังแก้ไม่ได้ เพราะต้องไปแก้กฎหมาย รัฐบาลนี้ทำทั้งหมด ส่งคนไปดูแล เคยมีใครทำไหมแบบนี้ ก่อนหน้านี้ศูนย์ดำรงธรรมเดิมที่เคยมี แต่ไม่เคยทำแบบนี้ ดังนั้นนี่คือช่องทางที่ท่านจะร้องเรียนได้ แต่ก็ขอให้ร้องเรียนแบบมีข้อเท็จจริง บางอย่างอธิบายเข้าใจง่ายแก้จบ
////
@"บิ๊กตู่" ยัน ไทยนิยม ไม่ใช่โครงการหาเสียง ปชต. ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ไม่ทิ้งส่วนน้อย วอน ปชช. รัชกาลนี้ต้องไม่มีเรื่องไม่ดี แนะ ใครชวนไปประท้วงหน้า ทำเนียบฯ อย่าไป
นายกฯ กล่าวว่า เรามุ่งหวังเป็นธนาคารอาหารโลก แต่ประเทศอื่นเขาก็เตรียมตัวเหมือนกัน อย่าง จีน เวียดนาม ก็ปลูกข้าวในประเทศมากขึ้นแข่งกับเรา ของเรามีข้าวลดน้ำตาล กข43 ที่น่าจะขายได้ดีขึ้นจะได้ขายพวกคนรวย
"ส่วนใหญ่คนรวยจะเป็นโรคเบาหวาน ของเราส่วนใหญ่เป็นโรคอื่น โรคหัวใจโรคอ่อนแรง โรคไม่มีตังค์ ผมก็เป็นนะ ต่อไปนี้นายกฯ ไม่ได้ใช้ตังค์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องการเงิน วันๆ ไม่ได้ไปไหนเลย มานั่งทำงาน พวกเราทุกคนตั้งใจทำงานหมดเลย นายกฯ ก็คอยดูว่าใครไม่ทำ ไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้ารวมมือไปได้แน่นอน รัฐบาลจะเข้ามาดำเนินการด้วยโครงการไทยนิยมยั่งยืน ไม่ใช่โครงการหาเสียงของตน ไม่ใช่ เพราะเราเดินหน้ามาเป็นระยะ วันนี้ลงมาทุกหมู่บ้าน ผ่านการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ผ่านการเฝ้าดูของประชาชน ผ่านความต้องการของทุกคนว่า ส่วนใหญ่ต้องการอะไรก็ทำอันนั้น หลายอย่างเกี่ยวกับอาชีพ การสร้างถนนหนทาง จะแยกงบประมาณออกมาดูว่าส่วนใดจะใช้งบจากไหน กระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณาอยู่ ประชาชนต้องใช้ประโยชน์ อย่าให้ใครเขามาโกง ใครโกงขอให้แจ้งมา อย่างไรก็ตาม การทำประชาคมถ้าส่วนใหญ่เขาต้องการสิ่งนี้ ส่วนน้อยต้องยอมรับ ไม่ใช่ฟ้องว่ามีทุจริต
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องหลักคิดที่ถูกต้อง ประชาธิปไตยไทยควรจะเป็นอย่างไร ควรจะเป็นประชาธิปไตยที่ดูแลทุกคนหรือไม่ ส.ส.ที่มาจากทุกพื้นที่ทุกจังหวัดมาจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นธรรมดามีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายไหนเป็นรัฐบาลเขาก็ลงพื้นที่ของเขา ใครเป็นฝ่ายค้านไม่ค่อยได้ แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ตลอดไป ไม่ได้ มันต้องนึกถึงคนอื่นเขาด้วย เพราะฉะนั้น ต้องมีรัฐบาลที่ทำแบบนี้ คือลงมาทุกพื้นที่ทุกจังหวัด จังหวัดไหนลำบากมากต้องดูแลมาก อย่างรัฐบาลนี้ก็ดูแลหนองบัวลำภูเป็นหนองบัวลำภูโมเดล เหมือนกาฬสินธุ์โมเดล
“ประชาธิปไตยต้องเป็นแบบนี้ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ต้องไม่ทิ้งเสียงส่วนน้อย ใครเป็นรัฐบาลต้องไม่ทิ้งฝ่ายค้านเพราะเขามีประชาชนที่จะต้องดูแลเหมือนกัน รัฐบาลนี้คิดแบบนี้ จะได้มั่นคงเสียที ไม่ต้องไปกลัวใครฝ่ายไหนจะได้ไม่ได้เป็นบุญคุณกันตลอดไป ไม่ได้อะไรขึ้นมาใหม่ ก็ได้เหมือนเดิม วันหน้าน่าจะดีขึ้น” นายกฯ กล่าว
นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวแซวประชาชนว่า หลายคนวันนี้ง่วงแล้วดูละครมากไปหรือเปล่า ตนก็พูดตลกไปเรื่อย แต่สื่อไม่เคยตลกกับตน แต่ส่วนใหญ่ก็รักนะ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย บัตรสวัสดิการผู้สูงอายุ เรากำลังเป็นสังคมผู้สูงวัย คนอายุเกิน 60 จะมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อง สาธารณสุขเราทำได้ดีพอสมควรอายุยืนมากขึ้น แต่ก็ยังถือเป็นภาระที่สังคมที่ต้องช่วยกันดูแล เพราะเราเป็นสังคมที่ไม่ทิ้งพ่อแม่ และปัญหาวันนี้คือพ่อแม่ก็ยังไม่ทิ้งลูก เพราะลูกยังไม่เข้มแข็ง ไปทำงานสงกรานต์กลับมาเอาเงินแม่ แล้วยังแบกข้าวสารกลับไปอีก นี่คือสังคมไทยมันเป็นอย่างนี้อยู่ วันหน้าเขาต้องเอามา ตนดูอย่างจีนผ่านโทรทัศน์ ลูกไปทำงานในเมือง1ปี ต้องอดมาก เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์เอาไว้รอกลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้าน ซื้อของ เอาเงินไปให้พ่อแม่ อย่างไรก็ตาม รายได้ประชากรในจ.หนองบัวลำภูเฉลี่ย 41,000 บาทต่อคนต่อปี ต่ำที่สุดในประเทศ ถือว่าน้อยเกินไป ต้องมากกว่านี้ รัฐบาลกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีรายได้ที่เพียงพอ
“ทุกคนอยากจะได้เงินกู้ใหม่ แต่เงินกู้เก่ายังไม่ได้ใช้ เขาก็กลัวเรากู้เงินใหม่แล้วไม่ใช้เขาอีก เพราะฉะนั้นก่อนจะกู้เตรียมการให้พร้อม รอเข้มแข็งแล้วเราจะกู้ ทำอย่างที่ผมว่า ไทยนิยมยั่งยืนทำให้ได้ก่อนแล้วกัน กู้เอามาลงทุนอย่าไปทำอย่างอื่นเดี๋ยวก็หมดอีก” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คำถาม 10 ข้อที่ตนถามประชาชนมีคนตอบแล้ว 1.5 ล้านคน ล้วนแต่เป็นคนที่จบการศึกษาชั้น ป.4 ทั้งสิ้น แต่คนที่จบการศึกษาสูงไม่ค่อยมาตอบ ภาคเกษตรเสียส่วนใหญ่ และเข้าใจว่าต้องการประชาธิปไตยอย่างไร ตนต้องการฟังพวกเรามันจะได้ตรงกันเสียทีปรับตรงกลางให้มาเจอกันให้ประโยชน์กลับสู่ประชาชนให้มากที่สุด
“ผมอยากให้ครอบครัวของหนองบัวลำภูเป็นครอบครัวที่อบอุ่น สร้างงานสร้างอาชีพให้ลูกหลานกลับมา ทำการเกษตรที่มีรายได้สูงขึ้น ทำโอท็อปหรืออะไรให้มันดีขึ้น จะได้ไม่ห่างใกล้กันความอบอุ่นมันหายไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ทุกประเทศชื่นชมประเทศไทย แต่เขาถามว่าทำไมประเทศไทยวุ่นวานกันนัก ประเทศอื่นเขาส่งคนไปสำรวจจะไปอยู่โลกไหนกันแล้วถ้าโลกนี้อยู่ไม่ได้ เขาเตรียมการแล้ว แต่ประเทศไทยยังเริ่มต้นประชาธิปไตยเปาะแป๊ะๆ อยู่ กี่ปีมาแล้ว ประชาธิปไตยมาจากประชาชนชาวไทย ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มนี้ๆ เป็นปวงชนชาวไทยทุกกลุ่มทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ 200 กว่ามาตรา ท้ายสุดต้องไปดูพระราชบัญญัติต่างๆ แต่นี่เอารัฐธรรมนูญมาทะเลาะกันอย่างเดียวไม่ได้ กฎหมายลูกมีเป็นร้อยเป็นพัน
“อย่าให้ใครมาปลุกปั่น ไปประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล อย่าไปเลยเสียเวลาเสียเงินเสียทอง อยู่บ้านนอน มีอะไรส่งศูนย์ดำรงธรรม ผมแก้ให้หมด แก้มากแก้น้อย แก้เร็ว แก้ช้า ก็ว่าไปตามกลไก อย่าไปประท้วง อย่าให้ใครเขาปลุกปั่นอีกเลย ไม่เกิดประโยชน์กับท่านหรอก คนอื่นเขาเดือดร้อนไม่ได้ ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกฯ ได้กล่าวอยู่ได้หันไปถามประชาชนว่า “เคยไปทำเนียบฯ หรือเปล่า ไปประท้วง”
ก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า “ใครเขาชวนอย่าไปอีกเลย ไปแล้วอันตราย"
" วันหน้าอย่าให้เกิดอีกนะ รัชกาลนี้ต้องไม่มีนะ พระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงทอดพระเนตรอยู่ท่านทรงทำไว้เยอะแยะแล้ว รัชกาลนี้ ต้องไม่มีเรื่องที่มันไม่ดี เกิดขึ้นอีก เราต้องทำให้สิ่งดีๆ ร่วมกัน เพื่อลูกหลานในอนาคต เราเดี๋ยวก็แก่ตาย ผม 64 เข้าไปแล้ว
วันนี้ถือว่ามาให้ของขวัญวันเกิดตัวเอง เพราะวันเกิดเมื่อวานนี้ คือการมาเจอพวกเรา ผมต้องการของขวัญจากท่านคือความร่วมมือร่วมใจเท่านั้น ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น ใครเคยโกรธเกลียดกันเลิกโกรธเลิกทะเลาะกัน ไม่เกิดประโชน์อะไรเลย หาส่วนดีเขาให้เจอแล้วคบเขาให้ได้ เขาจะได้ดีขึ้น”
นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องทุจริตอย่าให้เกิดขึ้น เราต้องสนใจสิทธิประโยชน์ของตัวเอง ส่วนเรื่องที่กำลังตรวจสอบอยู่ เช่นโครงการเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรณีอื่นๆ ติดคุกหมด รวมถึงโทษทางวินัย อาญา และแพ่ง กฎหมายมีอยู่แล้ว รัฐบาลนี้เข้ามาทำไม่ได้เร็วนัก เพราะต้องให้ความเป็นธรรมไม่ใช้อำนาจพิเศษลงโทษเขา ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

บิ๊กป้อม"แจง EJF คืบหน้า แก้IUU Fishing

"บิ๊กป้อม"แจง EJF คืบหน้า แก้IUU Fishing จดทะเบียนเรือประมงใกล้ครบ ติดตั้งVMS และใช้ UAVบินตรวจ แก้พรก.แรงงานต่างด้าว/ผอ. Environmental Justice Foundation ชื่มชมไทย พยายาม แก้ปัญหาประมงผิดกม. หวังไทยมีบทบาทนำในอาเซียนและทำงานใกล้ชิดกับ EU ในอนาคต

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ต้อนรับ นาย Steve Trent ผู้อำนวยการบริหาร Environmental Justice Foundation : EJF จากสหภาพยุโรป และคณะ ที่ ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อหารือและรับทราบความคืบหน้า การขับเคลื่อนแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์​ โฆษก กห.เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวขอบคุณ EJF ที่สนับสนุนไทยในการทำงานแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎมายมาอย่างต่อเนื่อง และแจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานที่สำคัญด้านต่างๆ เช่น การจัดการ"กองเรือไทย" ซึ่งปัจจุบันได้จดทะเบียนควบคุมเรือประมงทุกลำเกือบสมบูรณ์แล้ว
การเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามควบคุมVMS และเฝ้าระวังการกระทำผิดในน่านนำ้ ด้วยการเพิ่มบุคลากรและนำอากาศยานไร้คนขับเฝ้าตรวจ UAV
นอกจากนั้น ได้เพิ่มความเข้มบังคับใช้กฎหมายและเร่งความคืบหน้าตัดสินคดีที่เกี่ยวข้อง โดยจัดตั้งคณะทำงานพิเศษ เพื่อพิจารณาคดีภายใต้ศาลอาญา
พร้อมทั้ง ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะล่าสุดของ EJF ในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว เช่น การพัฒนากรอบกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างร่างกฏหมาย เพื่อรองรับการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO
และได้ปรับแก้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว
โดยประกาศให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาจดทะเบียนให้เสร็จสิ้นภายใน 31 มี.ค.61
รวมถึงเร่งรัดกระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จภายใน 30 มิ.ย.61
นอกจากนั้น ได้พัฒนาระบบจ่ายค่าแรงประมงผ่านบัญชีธนาคาร โดยบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนแรงงานผ่านบัญชีธนาคาร ผ่านสัญญาจ้างแล้ว เพื่อให้แรงงานได้รับความเป็นธรรม

ทั้งนี้ จะได้ขับเคลื่อนติดตามการดำเนินงานต่อเรื่องดังกล่าวให้มีความต่อเนื่อง เพื่อรักษาทรัพยาการทางทะเลร่วมกันและพัฒนาการทำประมงของไทยให้ถูกต้องและยั่งยืน
พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะผลักดันบทบาทนำการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU ในกรอบอาเซียน โดยเสนอให้ EJF เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
พลเอกประวิตร ขอความร่วมมือ EJF ในสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้ไทยสามารถปลด"ใบเหลือง"ได้โดยเร็ว และสามารถยกระดับความร่วมมือกับ EJF ในการทำงานร่วมกันสู่ภูมิภาคต่อไป
นาย Steve และคณะ EJF ได้กล่าวขอบคุณ รัฐบาลไทย ที่ให้ความสำคัญและเห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU
และกล่าวชื่นชม พล.อ.ประวิตร ที่ริเริ่มและช่วยผลักดันขับเคลื่อนแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตลอด
โดยเห็นถึงความพยายามและพัฒนาการของการแก้ปัญหาการทำประมงของไทยที่ผ่านมาอย่างมาก แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่ในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อชาวประมงและลูกหลาน ซึ่งจะมีทรัพยากรทางทะเลใช้ร่วมกันอย่างยั่งยืน
พร้อมทั้งย้ำว่า ความพยายามอย่างหนักของไทย จะเป็นตัวอย่างที่นานาชาติสามารถนำไปเป็นแนวทางแก้ปัญหาการทำประมง IUU และอยากเห็นไทยมีบทบาทนำในภูมิภาคอาเซียนและทำงานร่วมกับ EU ในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU ต่อไป

"ผอ.EJF" พอใจผลการแก้ปัญหาประมงผิดกฏหมาย IUU Fishing ของรัฐบาลไทย

"ผอ.EJF" พอใจผลการแก้ปัญหาประมงผิดกฏหมาย IUU Fishing ของรัฐบาลไทย ชี้มีความคืบหน้ามาก แนะให้เร่งแก้ไขอีกหลายเรื่อง
Mr.Steve Trent ซึ่งเป็น Executive Director,Environmental Justice Foundation ชื่นชม และพอใจ การแก้ปัญหาประมงผิดกฏหมาย ของรัฐบาลไทย ว่า มีความคืบหน้าไปมาก โดยทาง EJF ได้ให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา ในรายละเอียดไปกับ คณะทำงาน เพื่อที่ EU จะได้รับรองมาตรฐาน เรื่องการทำประมง แรงงานประมง และสินค้าจากการประมง ไทย. และเราเห็นความตั้งใจในการแก้ปัญหา และทำให้ การทำประมงถูกต้อง
นาย Steve Trent ได้เข้าพบ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กห. ที่ดูแลการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย ที่กลาโหม
โดยมี พลเอกเทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกลาโหม พลเรือเอกนริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ประสานงาน ร่วมหารือ
โดยมีการหารือรายละเอียดการปฏิรูปที่เกี่ยวกับการใช้สัตยาบันอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือในกระบวนการร่างกฎหมาย และประเด็นการปฏิรูปในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติด้านการสืบสวน ที่เพียงพอสำหรับการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย รวมทั้งข้อเสนอแนะอื่นๆ

คสช.ดุขึ้น ??

คสช.ดุขึ้น ??
"บิ๊กป้อม" เตือน "สมชัย"ออกมาเคลื่อนไหว วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่อย่าขัดกม. หลัง บิ๊กตู่ ใช้ ม.44 เด้ง พ้นกกต. ไม่ห่วง จะเป็นการสร้าง ศัตรูเพิ่ม ชี้ บิ๊กตู่ ใช้คำสั่งสำนักนายกฯ สั่งย้าย "ธีธัช สุขสะอาด" ผู้ว่าฯการยาง เพราะแก้ปัญหาไม่สำเร็จ หลังทำงานมานาน ยัน บิ๊กตู่ เด้ง"สมชัย" และ มาย้าย "ธีธัช"ไม่เกี่ยว คสช.ดุขึ้น‬

ก็ยังไม่ได้ผิด อะไรนี่ !!

ก็ยังไม่ได้ผิด อะไรนี่ !!
"บิ๊กป้อม" ย้ำคำเดิม ลาออกหรือไม่ รอ ปปช.ชี้ ยัน ตอนนี้ ก็ยังไม่ได้ผิด อะไรนี่ !! จะลาออกได้ไง ให้ปปช.เขาชี้มาก่อน
พลเอกประวิตร กล่าวถึงกรณีที่ นางทิชา ณ นคร เร่งให้ปปช.สรุปผล และ เรียกร้องให้ ลาออก จากกรณี นาฬิกา ตามที่ประกาศไว้ ว่า อ้าว ก็ ยังไม่ได้ผิด อะไรนี่!! ให้ ปปช.เขาชี้มาก่อน
ส่วนการที่ยังมีการปลุกกระแส เรื่องนาฬิกา ขึ้นมาอยู่ตลอด แม้ว่า จะชี้แจง ปปช.ไปแล้ว ก็ตาม พลเอกประวิตร กล่าวว่า ให้ ปปช.พิจารณา

ภารกิจ เสร็จนา ระวัง โคถึก ไม่กลัว (บูรพา) พยัคฆ์

ภารกิจ เสร็จนา ระวัง โคถึก ไม่กลัว (บูรพา) พยัคฆ์


ประการหนึ่ง ด้วยธรรมชาติของมนุษย์และสังคม คือความแตกต่างหลากหลาย

ไม่มีทางที่จะให้ทุกคนทุกกลุ่มคิดเห็นต้องตรงกันไปหมดได้ทุกเรื่อง

ประการหนึ่ง ด้วยธรรมชาติของอำนาจและผลประโยชน์

ที่แบ่งปันเท่าไหร่ก็ไม่มีทางทำให้เกิดความพอใจเต็มร้อยตามความต้องการได้

ปัญหา “ทัศนคติ” ไม่ลงรอย อันนำมาสู่การปลด-ปรับ-เปลี่ยน-โยกย้าย

ที่ตามมาด้วยความไม่พอใจของฝ่ายผู้ถูกกระทำ

ย่อมมีให้เห็นอยู่เสมอ

แม้ในกรณีล่าสุดหมาดๆ

20มีนาคม

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2561 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

เรื่อง ให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยุติการอยู่ปฏิบัติหน้าที่

ด้วย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของตนเกี่ยวกับกระบวนการและกำหนดการการเลือกตั้งด้วยถ้อยคำที่ไม่สมควร

ก่อให้เกิดความสับสน เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของ กกต. และการจัดการการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่า นายสมชัยสมัครเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. โดยไม่ได้ลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ กกต.ก่อน

ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์

จึงไม่สมควรให้นายสมชัยปฏิบัติหน้าที่ กกต.ต่อไป เพื่อให้การดำเนินการเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรมแก่ผู้สมัครรายอื่นๆ

จึงให้นายสมชัยยุติการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ กกต.

ตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับเป็นต้นไป

เรื่องนี้ไม่ใช่มาเล่นๆ

21 มีนาคม

ถ้าเป็นไปตามคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ปลดนายสมชัยออกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่า
ในหนังสือก็ได้บอกในรายละเอียดไปหมดแล้ว ตามคำสั่งของหัวหน้า คสช. ให้ไปอ่านในคำสั่งดู
เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบ แม้ว่า กกต.ทำหน้าที่เป็นองค์กรอิสระ

เมื่อวาน (20 มีนาคม) ก็มีการหารือกันในที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

และทุกคนก็มีความเห็นด้วย


ย่อมแปลว่านี่คือ “มติเอกฉันท์”

เอกฉันท์ที่พร้อมจะเสี่ยงรับมือกับการ “ตีโต้” จากนายสมชัย

ซึ่งก็ “ไม่ธรรมดา” ได้

ในวันที่ประกาศแพร่หลาย

นายสมชัยเปิดเผยความรู้สึกว่า ไม่เสียใจต่อคำสั่งที่ออกมา

และรู้ว่าตัวเองสุ่มเสี่ยงมาโดยตลอดกับการที่จะถูก คสช.ปลด เพราะให้สัมภาษณ์ในลักษณะไม่ถูกใจใคร แต่ถือว่าทำตามหน้าที่

อาจมีคนเห็นว่าไปขัดผลประโยชน์จนทนไม่ได้

พร้อมกับยืนยันว่า การให้สัมภาษณ์ที่ผ่านมาอยู่บนพื้นฐานการรักษาผลประโยชน์บ้านเมืองไม่ได้มุ่งเอาใจใคร

และการสมัครเลขาธิการ กกต.เป็นเพราะมีคุณสมบัติที่จะสมัครได้

แต่เชื่อว่า กกต.ชุดปัจจุบันคงไม่กล้าเลือกตนเป็นเลขาธิการ กกต.

เพราะรู้ดีว่าหากตนได้เป็นอาจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อความต้องการของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้

นายสมชัยยังแชร์ข่าวดังกล่าวจาก “ข่าวสด” พร้อมกับโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เปิดหน้า คสช.”

สําหรับผู้ถูกกระทำบางส่วน

เลือกที่จะอยู่นิ่งเฉย ไม่ตอบโต้กับผู้มีอำนาจเหนือกว่า

เพื่อป้องกันมิให้ปัญหายืดยาวบานปลายออกไป

ไม่ว่าจะกรณีของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญคนแรก ที่ถูกคว่ำร่าง

แล้วหยอดกลับด้วยประโยคอมตะว่า

“เขาอยากอยู่ยาว”

ก่อนกลับมาร่วมมือทำงานกันต่อไป

หรืออีกหลายๆ รัฐมนตรีที่หลุดจากตำแหน่งภายหลังการปรับ ครม.อย่างน้อย 3 รอบ

รวมไปถึงกลุ่มที่เป็น “พี่เพื่อนน้อง” ทั้งหลาย

แต่มิใช่ผู้ถูกกระทำอย่างนายสมชัยแน่นอน

ภารกิจ “เสร็จนาฆ่าโคถึก”

จะตามมาด้วยภาษิต “โคถึกน้อย ไม่กลัว(บูรพา) พยัคฆ์” หรือไม่

ต้องติดตามกันอย่าได้กะพริบตา

เช็กโปรไฟล์ 5 ผู้ท้าชิง กกต. สายศาลยุติธรรม

เช็กโปรไฟล์ 5 ผู้ท้าชิง กกต. สายศาลยุติธรรม


เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการรับสมัครผู้เข้ารับการเลือกกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สายศาลรอบใหม่ที่ปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ปรากฏว่ามีผู้พิพากษา 5 ราย ที่ยื่นใบสมัคร ประกอบด้วย
1.นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นผู้ที่ทางศาลฎีกา เคยลงมติเลือกให้ไปเป็น กกต. แต่ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติลับ ไม่เห็นชอบ ทั้งนี้ นายฉัตรไชย เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 2496 อายุ 64 ปี 6 เดือน จบการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิตจุฬาลงกรณ์ เเละเนติบัณฑิตไทย ในปีเดียวกันคือ ปี2519 สมรสกับ นางนุจรินทร์ จันทร์พลายศรี ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพิ่งดำรงตำเเหน่งคณะกรรมการตุลาการในการลงคะเเนนรอบล่าสุดที่ผ่านมา
นายฉัตรไชย เคยดำรงตำเเหน่งสำคัญ อาทิ ประธานเเผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ผู้พิพากษาศาลฎีกา กรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ชั้นศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา กรรมการตุลาการ (ก.ต.) ชั้นศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก.ต.ชั้นศาลอุทธรณ์ ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
2.นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา อายุ 63 ปี เป็นผู้ที่ทางศาลฎีกา เคยลงมติเลือกให้ไปเป็น กกต. แต่ถูก สนช. ลงมติลับ ไม่เห็นชอบเช่นเดียวกับนายฉัตรไชย โดยนายปกรณ์เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2498 อายุ 63 ปี จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำเเหง พ.ศ.2518 เเละปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ.2548 เคยดำรงตำเเหน่งสำคัญ อาทิ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 9 รองประธานศาลอุทธรณ์ เเละปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามประวัติไม่เคยมีบุคคลในครอบครัวมีความเกี่ยวข้องทางการเมือง เเละไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบวินัยในตำเเหน่งผู้พิพากษามาก่อน
3.นายเกษม เกษมปัญญา ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกิดวันที่ 8 กรกฎาคม 2495 ปัจจุบันอายุ 66 ปี วุฒิการศึกษา ปริญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2518 ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2547 เคยดำรงตำเเหน่งสำคัญ อาทิ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา (ชั้นตำแหน่งเทียบเท่ารองประธานศาลฎีกา) ตามประวัติไม่เคยมีบุคคลในครอบครัวมีความเกี่ยวข้องทางการเมือง

โฆษกศาลเเจงข้อกฎหมาย ‘2อดีตว่าที่กกต.สายศาล’ ลงสมัครซ้ำ ตามพรป.กกต.

โฆษกศาลเเจงข้อกฎหมาย ‘2อดีตว่าที่กกต.สายศาล’ ลงสมัครซ้ำ ตามพรป.กกต.



นายสุริยัณห์ หงษ์ วิไล โฆษกศาลยุติธรรม
เมื่อเวลา 14.30น.วันที่ 22มีนาคม นายสุริยัณห์ หงษ์ วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณี นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาศาลฎีกา และนายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่ทางที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เคยลงมติคัดเลือกให้ไปเป็น กกต.มาแล้ว แต่ถูกสนช. ลงมติลับไม่เห็นชอบ จนขั้นตอนกลับไปเปิดรับผู้สมัคร กกต.สายศาลใหม่ ปรากฏว่าทั้งนายฉัตรไชยและนายปกรณ์ ได้กลับมาสมัครเป็นกกต.อีกรอบ ว่า ตาม พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 12วรรค8 บัญญัติว่า ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกรายใด ให้ดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลใหม่เเทนผู้นั้น เเล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาครั้งใหม่นี้ไม่ได้ วิธีการดำเนินการเพื่อให้ได้มาเรื่องว่าที่ กกต.นั้นจะมีอยู่2ทางคือ การสรรหาเเละการคัดเลือก มาตรา12วรรค8ตรงนี้บัญญัติตรงบทห้ามไว้เเต่เพียงว่า ผู้ที่ได้รับการสรรหารายใดที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบตรงนี้กฎหมายเขียนห้ามไว้อย่างชัดเจนที่จะเข้ารับการสรรหาซ้ำไม่ได้ เเต่ในส่วนที่เป็นการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากฎหมายไม่ได้เขียนห้ามไว้ ผู้สมัครทั้ง2คนจึงสมัครเข้าคัดเลือกในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหากผ่านการคัดเลือกก็ต้องส่งให้วุฒิสภา ปัจจุบัน สนช. ทำหน้าที่นี้ เพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน โดยจำนวน 5ใน 7 คน จะได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย 1.นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการจะประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เเละผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุด บุคคลซึ่งศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มิใช่คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด องค์กรละ 1 คน โดยให้เลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา โดยจะคัดเลือกผู้ได้รับการสรรหาจากบุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาการต่างๆ ที่ยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนอีก 2คนที่เหลือจะ คัดเลือก จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย และเคยตำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษาไม่ต่ำกว่า 5 ปี
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนนี้สาเหตุที่สนช.ลงมติไม่เห็นชอบรอบดังกล่าว เพราะสนช.เกรงว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย เนื่องจากมีข้อทักท้วงว่า การลงมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่เลือกนายฉัตรไชยกับนายปกรณ์ ไม่ใช่การลงมติแบบเปิดเผย จึงอาจเกรงว่าจะเกิดปัญหา หากมีคนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทำให้สนช.เทเสียง โหวตไม่เห็นชอบทั้ง2คน อย่างไรก็ตาม ในการคัดเลือกกกต.สายศาลรอบนี้ มีการออกระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2561 เพิ่มเติมเป็นฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา