PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

แจงนักข่าวช่างภาพต้องโค้งนายกฯก่อนถ่าย

ช่างภาพ-นักข่าว ต้องโค้งคำนับ “บิ๊กตู่”!!

“บิ๊กตู่” รีบแจง กฏเหล็ก ช่างภาพ-นักข่าว  ของเก่าปี2558 สันติบาลแค่จะยกระดับมาตรการรปภ.ให้เป็นสากล ยันไม่ได้บังคับต้อง “โค้งคำนับ”ก่อนและหลัง ถ่ายภาพนายกฯ สั่งสันติบาลทบทวนและ ถอนออกจากข้อปฏิบัติ
ชี้ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อการทำงาน

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด.  กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของช่างภาพสื่อมวลชนทางโซเชียลมีเดีย ออกโดยกองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ซึ่งมีเนื้อหาระบุถึงมารยาทในการถ่ายภาพ และข้อควรปฎิบัติในการบันทึกภาพ ว่า

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารตั้งแต่ปี 2558 จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถูกนำมาเผยแพร่ตอนนี้ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มสื่อมวลชนและคนที่ได้พบเห็น 

โดยนายกฯ ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดปัญหาการทำงานระหว่างทีมนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าวัตถุประสงค์ของการออกข้อปฏิบัติในขณะนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคงมีความปรารถนาดีต้องการให้การปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตั้งใจจะยกระดับการทำงานของทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนให้มีความเป็นสากล และมีมาตรฐานเช่นเดียวกับนานาประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาความเป็นจริงตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บังคับใช้ข้อปฏิบัตินี้โดยเคร่งครัดแต่อย่างใด 

ส่วนเรื่องใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น โค้งคำนับก่อนและหลังการถ่ายภาพ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของช่างภาพ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลไปพิจารณาทบทวนและถอนออกจากข้อปฏิบัติ เพราะคนจะเคารพหรือให้เกียรติกันนั้นขึ้นอยู่กับวัตรปฏิบัติของแต่ละบุคคล

กทม. เร่งป้องกันไข้เลือดออกระบาด ‘หนองจอก-บางกะปิ-ดินแดง’ ตายแล้ว 3 ราย

กทม. เร่งป้องกันไข้เลือดออกระบาด ‘หนองจอก-บางกะปิ-ดินแดง’ ตายแล้ว 3 ราย


เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครห่วงใยสุขภาพอนามัยประชาชนสอดคล้องกับนโยบายพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. เนื่องจากสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม-3 กรกฎาคม 2561 พบมีผู้ป่วยสะสม จำนวน 3,701 ราย คิดเป็นอัตราป่วยสะสม 65.13 รายต่อประชากรแสนคน เมื่อเทียบกับอัตราป่วยโรคไข้เลือดออกของประเทศ พบกทม.อยู่ในลำดับที่ 30 ซึ่งปัจจุบันพบมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 รายในเขตหนองจอก ดินแดงและบางกะปิ จึงให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก ขณะเดียวกัน สำนักอนามัยจะเร่งรณรงค์ในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในเดือนสิงหาคมนี้
นพ.ชวินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ประกอบด้วย 1.การควบคุมโรค โดยจัดทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ลงดำเนินการสวบสวนการระบาดเมื่อพบผู้ป่วย รวมถึงสำรวจ ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งในบ้านและบริเวณรอบบ้าน และพ่นสารเคมีกำจัดยุงตัวเต็มวันในรัศมี 100 เมตร รอบบ้านผู้ป่วย ภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในวันที่ 3,7,14,21,28 นับจากวันแรกที่เข้าควบคุมโรค 2.การเฝ้าระวังไข้เลือดออก สำนักอนามัยได้ติดตามสถานการณ์โรคอย่างใกล้ชิด ตรวจจับการระบาดของโรคในพื้นที่และแจ้งเตือน มีการสำรวจ ทำลายแหล่งเพาะพันธ์ุในพื้นที่เสี่ยงทุกสัปดาห์ ได้แก่ ย่านชุมชน โรคเรียน ศาสนสถาน สถานพยาบาลและสวนสาธารณะ โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขดำเนินการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนสถานการณ์ และ 3.การขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ดำเนินการตามหลัก “3 เก็บ 5 ป.” คือ เก็บบ้านให้เรียบร้อย เก็บขยะ กำจัดพาชนะที่อาจมีน้ำขัง เก็บน้ำ กำจัดแหล่งน้ำไม่ใช้ประโยชน์

ด้าน นพ.เมธิพจน์ ชาตะเมธีกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กล่าวว่า พบผู้เสียชีวิตรายแรกจากไข้เลือดออกในเขตหนองจอก ส่วนรายที่ 2 พบในพื้นที่เขตดินแดงและรายที่ 3 พบในเขตบางกะปิ โดยผู้ป่วยเสียชีวิตไล่เลี่ยกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนสาเหตุโรคไข้เลือดออกระบาดมากในช่วงนี้เพราะมีฝนตกชุก เกิดน้ำขังตามพาชนะต่างๆ ทำให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ขณะที่ประชาชนอาจจะชะล่าใจในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ฉะนั้น จึงแนะนำให้ประชาชนป้องกันอย่าให้ยุงกัด โดยการสวมใส่เสื้อผ้าอย่างมิดชิด ทาครีมหรือพ่นสเปรย์ไล่ยุง จุดยากันยุง ฉีดสเปรย์ฆ่ายุง กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตามหลัก 3 เก็บ ทั้งนี้ หากมีอาการสำคัญเสี่ยงเป็นโรคไข้เลือดออก คือ ไข้สูงลอย หน้าแดง ปวดศรีษา ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ เกิน 3 วัน รวมถึงมีอาการเหนื่อยหน้ามือ ใจสั่น เลือดกำเดาออกให้รีบแพทย์ทันที

เลี่ยงเต้นเข้าล็อกป่วน

เลี่ยงเต้นเข้าล็อกป่วน



เหมือนจะเบื่อๆอยากๆ สำหรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ประกาศตัวไปแล้วว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ป้ายแดง
อาการไม่ค่อยอยากเอ่ยถึงปมร้อนการเมืองของ “บิ๊กตู่” ก็น่าจะพอเข้าใจได้ คงไม่อยากเสียสมาธิ ไม่วอกแวก กระทบคิวปั่นงานโค้งสุดท้าย อย่างที่โฆษกรัฐบาลเอ่ยอ้าง
ล่าสุดทั้งคิวของอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ แตกทัพ พาดพิงเผาค่ายเก่า “สมคบคิด” โค่นรัฐบาลขั้วนายใหญ่ หรือกระบวนการในการขอตัวอดีตนายกฯหญิงที่หนีคดีต่อประเทศอังกฤษ
ผู้นำโบ้ยตอบรายละเอียดทุกปม
แต่ทั้งนี้ไม่ต้องห่วง “บิ๊กตู่” จะส่งสัญญาณแฝงใดๆไปกระทบโรดแม็ปคืนอำนาจ
เพราะล่าสุดยืนยันอีกรอบ “อย่างไรปีหน้าต้องเลือกตั้งอยู่แล้ว”
ย้ำกำหนดการเข้าคูหากาคะแนน เป็นไปตามโปรแกรมเดิม
นั่นก็วิเคราะห์ได้ถึงทิศทางของอำนาจพิเศษ เคลื่อนไปตามจังหวะ ลงล็อกตามพิมพ์เขียวที่วางไว้ ทั้งการคุมโจทย์ความมั่นคง ดูแลความสงบเรียบร้อยหลังเข้ามาเบรกวิกฤติขัดแย้งในห้วงเปลี่ยนผ่าน
ปักหมุดเป้าหมาย สานต่อเก็บงานให้เรียบร้อย
บรรดาขุมข่ายการเมือง กองหนุนตีตั๋วต่อ แบ่งงานกันทำเข้าเป้า ทั้งกลุ่มสามมิตร แนวร่วมของพรรคพลังประชารัฐ คึกคักจนเริ่มล้น ค่ายรวมพลังประชาชาติไทย ซอยแต้มขั้วจอมดื้อประชาธิปัตย์ได้พอสมควร
แผนปั้น “บิ๊กตู่” เข้าสู่ระบบผู้นำหลังเลือกตั้งแนวโน้มไปโลด
ในจังหวะที่สูตรกันอำนาจพิเศษสีเขียวลายพรางออกนอกวงนั้น ดูตามรูปเกมแล้ว เพื่อไทยบวกประชาธิปัตย์ “ต้านท็อปบูต” ยังเป็นไปได้ยาก เมื่อขั้วคู่กรณีเก่ายังค้างคาปมขัดแย้ง
ยังอยู่ในโหมด “น้ำผสมน้ำมัน”
มองข้ามช็อตให้ทั่นผู้นำ ก็น่าจะเหลืองานยากอยู่ 2 ปม ประเมินทางไกลก่อนก็ต้องบอกว่า “บิ๊กตู่” อาจจะต้องศึกษาบทเรียนจากอดีตในสูตรการเป็นผู้นำรัฐบาลผสม รวมพลคนการเมืองเขี้ยวงาโง้ง ดีกรีต่อรองสูง
ถึงแม้ในเวลานั้น จะมีน้องๆในกองทัพแบ็กอัพ พลังสัญญาณพิเศษหนุนหลัง ก็เบาใจแค่ระดับหนึ่ง
อย่างไร “บิ๊กตู่” ก็ต้องศึกษาตำรับผู้นำรัฐบาลผสมในอดีต ทั้งทฤษฎีฤาษีเลี้ยงลิง-โมเดลเตมีย์ใบ้ คุมเกมป่วน
ส่วนปมปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเคลียร์ให้จบงานกันก่อน กับโจทย์แก้เศรษฐกิจฐานราก เป้าหมายหลักหนุนแผนตีตั๋วต่อ ที่เวลานี้จึงเห็นชัดว่า สารพัดมาตรการโครงการอัดฉีดทยอยปล่อยออกมา
ทั้งโครงการจำนำยุ้งฉางอุ้มราคาข้าว ถัดจากงบฯลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ถนนหนทางใหม่ๆ ฯลฯ
และที่ยิงตรงสู่คนจน สารพัดแบรนด์ประชารัฐ ทั้งเพิ่มงบฯบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงินประชารัฐ” ยิงเข้าโค้ดโทรศัพท์มือถือ ซื้อของร้านโชห่วย ร้านเล็กร้านย่อย กระทั่งแผงลอย แบกะดิน
ทลายท่อสู่ฐานรากอุดตัน ล้างข้อหาเอื้อร้านใหญ่นายทุน
ไม่เท่านั้น เร็วๆนี้กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.เพิ่มสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคฟรี ตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้ และกำลังศึกษาแนวทางการคืนแวตให้ผู้มีรายได้น้อย
ผู้มีรายได้น้อย 11 ล้านรายเป็นเป้าหมายล้างจน อัดฉีดฟื้นฐานราก โกยแต้ม
เรียกว่าถึงจุดที่ “บิ๊กตู่” เริ่มวางใจสเต็ปการเมือง พุ่งเป้าไปที่ปั่นงาน ที่สำคัญไม่อยากเสียสมาธิในห้วงที่ขั้วนายใหญ่เริ่มขยับเกม
เพราะสังเกตได้ ทั้งคิวอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์แปรพักตร์ไปซบค่ายนายใหญ่ โยนบอมบ์ใส่บ้านเก่าลากลามกองทัพและรัฐบาล คสช. และประเด็นการขอตัว “ยิ่งลักษณ์” โยงเครือข่ายขั้วนายใหญ่เปิดเกมเอง
จึงถึงจังหวะที่ “บิ๊กตู่” ต้องนิ่งดูทิศทางลม ไม่เต้นจนเข้าล็อก ในอีกทางสู้ของ “ทักษิณ”
ไม่ให้พลาดเป็นแนวร่วมมุมกลับ ช่วยโหมกระแสป่วนเสียเอง.
ทีมข่าวการเมือง

ระเบียบใหม่ทำข่าวนายกฯ

เอาใจนายกฯ ออกระเบียบให้ช่างภาพ สื่อมวลชนทำความเคารพก่อนและหลังในการถ่ายภาพ ห้ามห้อมล้อมและอยู่ห่าง 5 เมตร เพื่อไม่ให้กีดขวางทาง ของนายกรัฐมนตรี 

– ออกระเบียบช่างภาพ ห้ามเข้าใกล้นายกฯ / ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.)ว่า เมื่อเวลา 09.30 น.นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Social Expo 2018 ที่ฮอลล์ 5 – 7 อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี
ทั้งนี้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอิมแพค เมืองทองธานีได้ทำตามตรวจ(สกรีน)บุคคลที่จะเข้าร่วมงานอย่างบะเอียดเข้มงวด โดยทุกคนจะต้องเดินผ่านเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัย รวมทั้งต้องลงทะเบียนติดบัตรและติดสติ๊กเกอร์เพื่อแสดงว่าผ่านการตรวจเรียบร้อยแล้วทุกคน กระเป๋าแบะวัตถุแปลกปลอมจะต้องแสดงกับเจ้าหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า และวันเดียวกันนี้ (3 ส.ค.) เป็นที่น่าสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ได้มีความเข้มงวดกับสื่อมวลชนและช่างภาพที่จะเข้าปฎิบัติหน้าที่ภายในบริเวณงาน และเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่จากกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 จัดทำใบลงทะเบียนสำหรับช่างภาพสื่อมวลชนโดยให้มีการลงชื่อ สังกัด และเบอร์โทรศัพท์อย่างชัดเจน มีการจดเลขที่ไอดีการ์ดบัตรประชาชน
ซึ่งข้อกำหนดมีเนื้อหาดังนี้ มารยาทในการถ่ายภาพของช่างภาพสื่อมวลชน 1.ต้องอยู่ในลักษณะเคารพต่อนายกรัฐมนตรีและแสดงความเคารพทั้งก่อนและหลังถ่ายภาพ 2. การแต่งกายที่สุภาพบุรุษชุดสูทสากล สุภาพสตรีชุดกระโปรง รองเท้าหุ้มส้น
3.กล้องที่จะนำมาบันทึกภาพต้องผ่านการตรวจและติดแท็กที่ได้รับอนุญาตจากตำรวจสันติบาล 4. จะอนุญาตให้เฉพาะช่างภาพที่ลงทะเบียนและติดต่อแผนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 5.ไม่แสดงกริยาวาจาหรือมารยาทอันไม่สมควร
6.ในการถ่ายภาพควรอยู่ห่างจากนายกรัฐมนตรี 5 เมตรเป็นอย่างน้อย 7. ไม่ควรเบียดเสียดกันถ่ายภาพหรือถ่ายภาพลักษณะยืนขำศรีษะผู้อื่นหรือยื่นกล้องถ่ายภาพในลักษณะถ่ายภาพข้ามท่าน
สำหรับข้อควรปฎิบัติในการบันทึกภาพ 1.ต้องไม่ถ่ายภาพตรงหน้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในห้องรับรอง 2.ห้ามถ่ายภาพขณะเดินขึ้นหรือลงจากที่สูงเช่นบันได ฯล 3.ห้ามถ่ายภาพขณะรับประทานอาหาร 4.ห้ามออกนอกสถานที่ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ วิ่งตัดหน้า วิ่งลุกลนหรือห้อมล้อมกีดขวางทางเดิน
5.ให้บันทึกได้ในจุดหรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม 6.การใช้ไฟฉายใช้ได้ในทุกโอกาส แต่การถ่ายไฟไม่ควรเกิน 1,500 วัตต์และควรอยู่ห่างจากห้องรับรอง 7.หากฝ่าฝืนมารยาทข้อควรปฏิบัติหรือไม่เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะถูกริบปลอกแขนและห้ามบันทึกภาพ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุด JAKARTA POST สื่อหลักอินโดนีเซียตีพิมพ์บทความแนะ อย่าให้ผู้นำเผด็จการทหารไทยนั่งเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า
โดยมีเนื้อหาของบทความระบุว่า “การรัฐประหาร (junta)ของไทยไม่คู่ควรกับตำแหน่งท่ามกลางคลื่นที่แข็งแกร่งของความประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้ ( democratization) ประเทศไทยสมควรได้รับสิทธิ์ในการนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียน แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การรัฐประหาร( junta)
และก่อนที่จะนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียนในปีหน้าพล.อ.ประยุทธ์ ควรเติมเต็มความมุ่งมั่นของเขาในการเลือกตั้งฟรีและประชาธิปไตย ถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้นเขาไม่ควรนั่งเก้าอี้ในปีหน้า” น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ประกาศที่จะไม่ตอบโต้และพูดประเด็นการเมืองในช่วงนี้ และคาดว่า จะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เจ้าหน้าที่เข้มงวดกับการทำงานของช่างภาพและสื่อมวลชน
ที่มา : นสพ.ข่าวสด 
https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_1400601

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กำลังใจ

“ถ้าวันไหน ไม่มีกำลังใจให้ผม ทำเลย ผมก็จะไป....
”คนที่จะทำต่อไป ไม่จำเป็นต้องเป็น “ผม”....

“บิ๊กตู่”อ้อน  เผย ถ้าย้อนเวลา กลับมา ถ้าเราดีเลิศแล้วก็ ไม่ต้องรัฐประหาร ออกตัว การที่ผมเข้ามา ไม่บอกว่า ผิดหรือถูก  แต่4ปี ต่างชาติ เชื่อมั่น

พลเอกประยุทธ์ กล่าวในงาน72 ปี Bangkok Post  ตอนหนึ่งว่า  วันนี้โลกเปลี่ยนทุกวัน กติกา สัญญาเปลี่ยน เราทำเป็นหนึ่งเดียวตามรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดแย้ง ไม่มีปัญหาการเมือง ไม่อย่างนั้นโอกาสจะหายไปเลย กลายเป็นประเทศไทย คนไทย รับกรรม 

โดยคนที่จะทำต่อไป ไม่จำเป็นต้องเป็นผม ใครก็ได้ทำให้ยั่งยืน และการที่ผมเข้ามาไม่บอกว่าผิดหรือถูก 

แต่เข้ามา 4 ปีได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและต่างประเทศ พอสมควร 
 “ถ้าวันไหนไม่มีกำลังใจให้ผมทำเลย ผมก็จะไป “

ต้องเลือกตั้ง

ปีหน้า ยังไง ก็ต้องเลือกตั้ง เว้นแต่ มันจะตีกัน จนเลือกไม่ได้

“บิ๊กตู่” เตือน เป็น นักการเมือง ตัองบริสุทธิ์ใจ อยากได้คนรุ่นใหม่ ยัน มี ม.44 ก็ไม่ได้ใช้กับ “ทางโน้นเขา”แต่ยึดกระบวนการยุติธรรม

พลเอกประยุทธ์ กล่าว ในงาน 72ปี หนังสือพิมพ์ บางกอก โพสต์ ว่า  คนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมือง ต้องบริสุทธิ์ใจ ให้ประชาชนไว้วางใจ 

วันนี้เราต้องการคนรุ่นใหม่  ผมเชื่อมั่นรัฐมนตรี เชื่อมั่นรัฐบาล เพราะทุกคนเข้ามาไม่ได้หวังอะไร ผมไปเชิญเขามาเอง บางคนไม่เข้ามาด้วยซ้ำ เพราะเขาทำธุรกิจ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วง

"ผมบอกแล้วไม่ยุ่งกับกระบวนการยุติธรรม ท่านต้องทำหน้าที่ของท่าน เพราะเป็นหนึ่งในอำนาจที่สำคัญ บริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ 

ถึงแม้ผมจะมีมาตรา 44 ผมก็ไม่ใช้กับทางโน้นเขา เพราะให้เกียรติ และเชื่อมั่นว่าประเทศไทย อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะกระบวนการยุติธรรม จะถูกจะผิดก็ไม่รู้"

นายกฯกล่าวว่า พวกเราทุกคนจะต้องร่วมมือและช่วยกัน อย่าทำหรือคิด ที่จะทำให้เกิดความเสียหายให้เกิดขึ้นอีก 

“จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ยังไงมันก็ต้องเลือกของมันอยู่แล้ว ปีหน้าก็ต้องเลือก ยังไงก็ต้องเลือก เว้นแต่มันจะตีกันจนเลือกไม่ได้ หรือจะตีกันแล้วก็เลือกตั้งกันไป เลือกก็เลือกซิ 

คราวก่อนก็ตีกันมา ครั้งหนึ่งแล้ว ผมก็หวังว่ามันจะไม่มีเกิดขึ้นอีก เพราะผมก็ไม่ได้จะอยากให้เลือกตั้ง อยากจะเลือกก็เลือกกันไป”

คสช.ฟ้องอนาคตใหม่

ไม่เรียกปรับทัศนคติ  ยึด ปรองดอง

คสช. ฟ้อง เพจ”พรรคอนาคตใหม่” เพราะ บิดเบือนข้อมูล กระทบความมั่นคง ยันไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่ทำตามกฎหมาย / ยัน มีเลือกตั้ง/โต้ "หมวดเจี๊ยบ" ปูดข่าวส่งทหารประกบ ยันไม่ทำนอกลู่นอกทาง

 

พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์  ผบ.มทบ.11 และทีมโฆษก คสช. ชึ้ ฝ่ายกฎหมาย คสช. แจ้งความให้เอาผิดเฟสบุ๊ค พรรคอนาคตใหม่-the future we want และเฟสบุ๊กเพจ Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ
ฝ่ายความมั่นคงตรวจพบว่า ส่อไปในทางผิดกฎหมายและกระทบความมั่นคงก็ให้ฝ่ายกฎหมาย คสช.ดำเนินการแจ้งความต่อ ปอท.   เพราะมีการพาดพิง และมีบางข้อมูลที่บิดเบือน ทางฝ่ายกฎหมาย คสช.พิจารณาแล้วว่าจะมีผลกระทบจึงดำเนินการแจ้งความ  เพราะมีการเผยแพร่ทางคอมพิวเตอร์ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดได้  

ยืนยันว่าไม่ได้กลั่นแกล้ง ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย คสช.ยืนยันว่าไม่สามารถทำอะไรนอกอำนาจหน้าที่ และกฎหมายได้ เราไม่ได้กลั่นแกล้งใคร และทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่สร้างความสงบเรียบร้อย คสช.จะไม่ทำเช่นนั้นเด็ดขาด

ทั้งนี้ อาจมีบางบุคคล บางพวก บางกลุ่มที่พยายามสร้างกระแส บิดเบือนข้อเท็จจริง นำไปสู่ความเข้าใจผิด รวมถึงสร้างความตื่นตระหนก คสช.ต้องออกมาสร้างความเข้าใจเป็นระยะ

พร้อมยืนยันว่า ตอนนี้โรดแมพ ที่นำไปสู่การเลือกตั้ง ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  

         
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงหากเกิดความขัดแย้งการเลือกตั้งอาจจะไม่เกิดขึ้น ทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า อะไรก็ตาม ถ้าไม่สุขสงบ ไม่ร่มเย็นจะเป็นปัญหาที่ซ้อนขึ้นมา เราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ในเวลานี้ ทุกคน ทุกฝ่าย ต้องร่วมแรงร่วมใจ นำพาบ้านเมืองก้าวพ้นความยากลำบาก และทำให้บ้านเมืองเดินตามกรอบโรดแมพ นำไปสู่การเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

         
ร่วมกันสร้างบรรยากาศความปรองดอง หรือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน เราควรยืนด้วยหลักการเหตุผล และเอาประเทศชาติเป็นหลัก เพื่อเดินหน้าร่วมกัน
          
เมื่อถามอีกว่า คสช.มีแนวทางส่งทหารไปพูดคุยทำความเข้าใจนักการเมืองมาปรับทัศนคติ หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า "ช่วงนี้ยังไม่มี เพราะบรรยากาศตอนนี้คือการสร้างความปรองดอง ดังนั้นอะไรที่กระทบความรู้สึก หรือขัดกับการปรองดอง คสช.จะไม่ทำทั้งสิ้น"

          
ส่วนที่นายพิชัย และร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีนายทหารยศพันเอกติดตามความเคลื่อนไหวนั้น พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ตนยังไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ ขอไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นอย่างไร  เท่าที่ทราบทหารไม่ทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง

ม้ามืดมาแรง

ม้ามืดมาแรง



ขอต้อนรับ ประธาน กกต.คนใหม่ ที่จะมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้สมัคร ส.ส.ทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรค ในศึกเลือกตั้งใหญ่ที่เหลือเวลาวอร์มอัพอีก 7 เดือน
เพราะประธาน กกต.จะมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
หรือถ้าพูดตรงๆเป็นกล่องดวงใจในช่วงสืบทอดอำนาจ คสช.
ประธาน กกต.คนใหม่ที่จะเสียบแทน นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.คนเดิมที่โดนเซ็ตซีโร่ยกเข่งคือ นายอิทธิพร บุญประคอง อายุ 62 ปี
เป็นอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงต่างประเทศ
เป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
และเป็นอดีตรองหัวหน้าทีมไทยในศาลโลก คดีพิพาทปราสาทพระวิหารเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา
แถมยังเป็นมือกีตาร์ขาร็อก เคยขึ้นเวทีคอนเสิร์ต แจมวงพีสะเดิดมาแล้วนะคุณโยม
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการประชุม กกต.ชุดใหม่ 5 คน เพื่อเลือกประธาน กกต.เมื่อวานซืน ได้มีมติเสียงข้างมากเลือก “นายอิทธิพร” เป็นประธาน กกต.คนใหม่แบบพลิกล็อกถล่มทลาย
เพราะตัวเก็ง 2 คนที่มีข่าวว่าจะได้รับเลือกเป็นประธาน กกต.คนใหม่คือ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งมาจากสายศาลยุติธรรม
และ นายธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตผู้ว่าฯระยอง เพชรบูรณ์ และลำปาง และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งมาจากสายมหาดไทย
ปรากฏว่าทั้ง 2 ตัวเก็งเต็งหามไม่มีใครเข้าวิน
กลายเป็น “นายอิทธิพร” สวมวิญญาณม้ามืดสะง่อมเก้าอี้ประธาน กกต.คนใหม่ไปได้อย่างสะดวกโยธิน
อืมม์...ท่านมายังไง? ท่านมาสายไหน? ทำไมแหกโผเข้าป้าย อย่างสบายแฮ หน่วยเจาะข่าวลึกล้วงข่าวลับยังหาคำตอบไม่เจอ
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าการโผล่ขึ้นมาเป็นม้ามืดของ “นายอิทธิพร” ประธาน กกต.คนใหม่ ถือว่าไม่ธรรมดา
ถ้าจำไม่ผิด นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ลากตั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา กกต.เคยพูดถึงประเด็นคุณสมบัติ กกต.ว่าอดีตเอกอัครราชทูต ก็มีคุณสมบัติเป็น กกต.ได้ตามรัฐธรรมนูญ
ปรากฏว่า มีอดีตเอกอัครราชทูต ผ่านการสรรหา เป็น 1 ใน 5 กกต. ได้จริงๆ
เป็นสายทูตคนแรกที่ผ่านตะแกรงร่อนมาเป็น กกต.
แถมปาดหน้าคว้าเก้าอี้ประธาน กกต.คนใหม่ สมใจนึกบางลำพู
ข้อสำคัญ ถ้าย้อนกลับไปดูผลโหวตเห็นชอบว่าที่ กกต. 5 คน และโหวตไม่เห็นชอบ 2 คน ในที่ประชุม สนช.
นายอิทธิพร บุญประคอง ได้รับคะแนนเห็นชอบจาก สนช.ลากตั้งมากที่สุดในบรรดา กกต.ทั้ง 5 คน
ได้คะแนนเห็นชอบ 186 คะแนน ไม่เห็นชอบ 10 คะแนน
ดังนั้น ถ้าวัดจากการลงคะแนนลับในที่ประชุม สนช. นายอิทธิพร เป็นเต็งหนึ่งตั้งแต่ในมุ้งด้วยซํ้าไป
“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าท่านประธาน กกต.คนใหม่ จะปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากรรมการการเลือกตั้งอย่างสุจริตเที่ยงธรรม
ใช้อำนาจให้คุณให้โทษด้วยความรอบคอบโปร่งใสตรงไปตรงมา
เพื่อให้ กกต.ชุดนี้เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน
ปล.ยังมีโควตาเก้าอี้ กกต.ว่างล่อตะเข้อีก 2 ตัว
ท่านผู้ใดอยากเป็นกรรมการ กกต.รับเงินเดือนเป็นแสน แถมอยู่ในตำแหน่งยาวรากงอก 7 ปี โปรดเตรียมยื่นใบสมัครรับการสรรหาเป็น กกต.ตามกติกา
ขอให้โชคดีทั่วกันทุกท่านเทอญ.
"แม่ลูกจันทร์"

เกมไวโหมดเลือกตั้ง

เกมไวโหมดเลือกตั้ง



ม้ามืดแหกโผเข้าวิน เซอร์ไพรส์กันตั้งแต่ต้น
ล่าสุด ได้ตัวว่าที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนใหม่ถอดด้าม คือนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 1 ใน 5 กกต.ที่ได้รับการโหวตจากที่ประชุม สนช.
ทำการเลือกกันเองในหมู่ 5 เสือ กกต.ที่ยังไม่ครบ 7 คน
ภายหลัง “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ส่งซิกนำร่องเองเลยว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายก็บอกโต้งๆ หากสรรหา กกต.ได้ครบ 5 คน ก็ให้เลือกคนหนึ่งเป็นประธาน ถ้าไม่รีบร้อนจะรอจนครบ 7 คนก็ได้ แต่นี่ก็จะเลือกตั้งอยู่รอมร่อ ถ้าไม่เลือกประธาน กกต.ก็นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯไม่ได้ กกต.ชุดเก่าก็จะพะว้าพะวังอยู่ไปก็ทำงานไม่ได้
“ปลดล็อก” เส้นทางไปสู่การเลือกตั้ง
“มีชัย” ออกโรงเคลียร์เหลี่ยมกฎหมาย ไม่ให้สะดุดรัฐธรรมนูญ
ตามรูปการณ์ที่สังเกตได้ถึงการเร่งรัด กระบวนการกำเนิด กกต.ชุดใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็วว่องไว
ในมุมเดียวกับกระบวนการโยกย้ายขุนทหารประจำปีที่ชัดเจนเร็วกว่าทุกรอบ ตามสถานการณ์นิ่งๆอยู่ที่ชื่อของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ขึ้นเป็นจ่าฝูงกองทัพบกคนใหม่
แบบไร้คลื่นลมแปรปรวน
โดยปรากฏการณ์ชัดๆโผเดียว สื่อรายงานตรงกันหมดทั้งแผง
เบื้องต้นแสดงถึง “เสถียรภาพอำนาจ”
ตามสถานการณ์ที่ประเมินได้ นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป “บิ๊กแดง” น้องรัก จะเป็นเบอร์หนึ่งคุมกำลังความมั่นคงคุ้มกัน
หลังให้ “พี่ตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.
เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง หนุนหลังให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตีตั๋วต่อในห้วงเปลี่ยนผ่าน
ภายใต้บรรยากาศที่กำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเป็นธรรมชาติ
กับรายการอัดโปรโมชันเป็นชุด รัฐบาล “ลุงตู่” ปล่อยของ “เก็บแต้ม” รายวันเลย
ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” เป็นประธาน กดปุ่มเปิดโครงการประชารัฐสวัสดิการกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บัตรคนจนได้ซื้อสินค้าราคาถูก ผ่านระบบที่ง่ายคล่องมือทั้งผู้ซื้อผู้ขาย
ซื้อใจผู้ใช้บัตรสวัสดิการประชารัฐทั่วประเทศกว่า 11 ล้านคน
ไล่หลังแค่วันเดียวจากคิวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบ 1.6 หมื่นล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเกษตรกร 3.81 ล้านครัวเรือน
ต่อเนื่องจากที่ประชุม ครม.สัญจรจังหวัดอุบลราชธานี อัดฉีดงบ 9.7 หมื่นล้านบาท อุดหนุนมาตรการดูแลข้าวปี 2561/62 กำหนดราคาจำนำยุ้งฉางและช่วยเหลือเก็บเกี่ยวปรับปรุงคุณภาพข้าว ดันตัวเลขข้าวหอมมะลิขึ้นไปอยู่ที่ตันละกว่า 17,000 บาท ลดหลั่นกันลงมากับข้าวเปลือกเหนียว ข้าวหอมปทุมธานี
กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก มุ่งประคองภาวะปากท้องผู้มีรายได้น้อย
โคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ วางหมากให้ “ลุงตู่” เดินหน้าเก็บแต้มในเชิงปฏิบัติ
อัดมาตรการที่ชาวบ้านสัมผัสแตะต้องได้
เทียบเคียงกับ “ลมปาก” นักการเมืองที่กระพืออุปาทานหมู่ภาวะเศรษฐกิจ ดิสเครดิตรัฐบาล คสช.
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ลูกทีม “นายใหญ่” ที่ยังเล่นบทนกแก้วนกขุนทอง ท่องแผ่นเสียงตกร่อง
โหมความเชื่อ กระแส “ทักษิณ” ยังชนะขาด
“ตีขลุม” กินบุญเก่าในภาคอีสาน ภาคเหนือ ในสถานการณ์สวนทางกับโลกแห่งความจริง คนพรรคเพื่อไทยต้องแหงนคอ ชะเง้อรอหัวจ่ายไม่เดิน น้ำเลี้ยงเหือดแห้ง
แนวโน้ม “เลือดไหล” ยังอุดไม่อยู่
และถึงตรงนี้ ไม่ใช่แค่ ส.ส.เกรดเอเท่านั้น โดยเงื่อนไขมันลามไปถึงเบอร์ใหญ่ๆ
จับตากระบวนท่า “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงพรรคเพื่อไทย ที่ซุ่มโป่งในช่วงหลังๆ ตามรายงานข่าวว่าบินไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ “ทักษิณ” ที่ลอนดอน อังกฤษ
แต่ผิดหวัง กับอาการยึกยักของ “นายใหญ่” ยังไม่เคาะโต๊ะ
แถมแนวโน้มยังได้จังหวะอิงกับเงื่อนไขขบวนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายเสื้อแดงในพรรค เสนอให้ใช้ระบบ “โปลิตบูโร” หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองของรัสเซีย มาใช้ในการเลือกหัวหน้าพรรค
นั่นก็ทำให้โอกาสสูงขึ้นเรื่อยๆที่เจ้าแม่เมืองกรุงจะถอยออกจากเพื่อไทย
ชิ่ง “นายใหญ่” ไปตั้งป้อมค่าย ลุยสู้ตายดาบหน้า.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ผู้มีอิทธิพลในรัฐบาล

“ผู้มีอิทธิพล”ในรัฐบาล

“บิ๊กตู่” ยัน ไม่เคยสั่ง กระทรวงไหน เก็บเงิน ส่ง  ไม่ว่าจะ “เพื่อน-คนสนิท”ก็ไม่ได้  ชี้ สั่งแบบนี้ ได้หรือ? เผย แม้คนในครอบครัว ยังไม่เคยขออะไรพิเศษ 

“หลายคนอ้างผู้มีอิทธิพลในรัฐบาล สั่งโน้นสั่งนี้ ผมถาม จะสั่งได้อย่างไร 

ผมเป็นนายกฯ ยังไม่สั่งให้กระทรวงไหนเก็บเงินมาให้ มันสั่งได้เหรอ มันสั่งไม่ได้ 

อย่าไปเชื่อ ใครจะอ้างอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น จะเพื่อนผม จะสนิทสนม จะใครก็ไม่รู้หรือ แม้แต่คนในครอบครัวผม ก็ไม่ได้ มาขออะไรพิเศษไม่ได้ เพราะเรากำลังทำให้ประเทศและประชาชนของเรา”พลเอกประยุทธ์ กล่าว

หมา-การเมือง

นายกฯ รัก”น้องหมา”!!!

“บิ๊กตู่” เผย สงสาร “น้องหมา” ยืนรอเจ้าของ ที่ระยอง เจ้าของย้ายบ้านแม่เอาไปด้วย เผย สั่ง “บิ๊กป๊อก” ไป ดูแล เผย ชมรมคนรักสุนัขระยอง ไปดูแล้ว / เผย ที่บ้าน มีเลี้ยงแล้ว4-5 ตัว ไม่คิดอยากเอาไปเลี้ยง

“นายกฯบิ๊กตู่”เผย เรื่องสั่งให้ มท.1 ช่วยเหลือ”น้องหมา”ที่ถูกทิ้งไว้บริเวณเกาะกลางถนนว่า มีคนที่รักสุนัข นำไปเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ ไปติดตามดูด้วยตนเอง 

ตอนนี้ ทราบว่าทางสมาคมผู้รักสัตว์จังหวัดระยองเป็นผู้นำสุนัขไปเลี้ยงแล้ว 

"เรื่องนี้มีคนตามไปดูและตรวจเช็คข้อมูลก็ทราบว่ามีคนนำไปเลี้ยงและมีการส่งรูปมาให้ดูเรียบร้อยแล้ว เท่าที่ทราบอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี 

ทั้งนี้ผมเองได้เห็นสุนัขตัวนึ้ ในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพน้องหมาข้างถนน เลยได้นำมาพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ อยากให้คนไปดูหน่อย เพราะสงสารมัน 

เพราะปัจจุบันเราก็ดูแลปัญหาเรื่องการทารุณสัตว์เหล่านี้ด้วย เพราะตอนเด็กๆ ตัวเล็กๆก็ชอบเลี้ยงกัน 

เท่าที่ทราบ เจ้าของสุนัขตัวนี้ ย้ายบ้านแล้ว ไม่ได้นำสุนัขตัวนี้ ไปด้วย แล้วก็ทิ้งไว้ มันก็ยืนรอเจ้าของอยู่ตรงนั้นที่เดิม ซึ่งก็ไม่อยากจะตามไปลงโทษ"
           
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความตั้งใจเดิมต้องการจะนำสุนัขตัวนี้ ไปเลี้ยงเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ สุนัขบ้าน ผมมีเยอะอยู่แล้ว 4-5 ตัว แต่อยากให้คนใจบุญนำไปเลี้ยง

'จากลอนดอนถึงอัตตะปือ'


    
      ระริกดีนัก.........
      เอาจริงหรือเอาหลอก เป็นอีกเรื่อง?
      แต่อย่างน้อย.........
      การที่ประเทศไทย อ้างถึง "สนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักรและสยาม ปี ๑๙๑๑" ว่าด้วยการส่งตัว
อาชญากรผู้หลบหนีคดีกลับประเทศ ประกอบการร้องขอให้ส่งนารีขี่ม้าขี้เรื้อน กลับมาเข้าคุก
      เท่ากับ "ประจาน" มัน อีกดอก
      ให้สังคมโลกได้รู้ "กระดี่ได้น้ำ" นางนี้ คือ "อาชญากรต่อเนื่อง" ในคดีทุจริตจำนำข้าว มูลค่าหลายแสนล้าน
      ไม่ใช่นักโทษการเมือง-การหมาอะไรที่ไหน!
      อาจถาม แล้วไงต่อ?
      นี่ไง คำตอบจาก "นายกฯ ประยุทธ์"..........
      "เรื่องนี้ เป็นการทำตามขั้นตอน โดย สตช., อสส. และ กต.(กระทรวงการต่างประเทศ) ซึ่งมีหน้าที่ 'ส่งเรื่อง' 
ขอตัว
      แต่เมื่อส่งไปแล้ว สิ่งที่ผมเคยบอก 'เห็น ก็คือ เห็น'
      แต่การที่เราจะไปจับกุมใครในต่างประเทศ เราจับเองไม่ได้ เป็นเรื่องของประเทศนั้นๆ
      ฉะนั้น ถ้าเขายังไม่ตอบเอกสารมาอย่างเป็นทางการ มันก็จับไม่ได้ นั่นคือข้อเท็จจริง
      เหมือนบ้านเมืองเรา ก็มีกฎหมายของเรา ใครขอเรามา เราจะส่งหรือไม่ส่ง ก็ต้องพิจารณาเป็นเรื่องของเรา
 ฉะนั้น ประเทศอื่นเขาก็ทำแบบนี้"
      แล้วอังกฤษว่าไง?
      "กระทรวงต่างประเทศอังกฤษ" ไม่ว่า ส่งให้มหาดไทยของเขาว่า โดยโฆษกกระทรวง ตอบเป็นอีเมล
      “เราถือเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติตลอดมา เราจะไม่ตอบยืนยัน หรือปฏิเสธ ว่าเราได้ร้องขอหรือได้รับ
การร้องขอในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
      จนกว่าบุคคลนั้นจะถูกจับกุมตามคำร้องนั้น”
      แปลว่า........
      "จับเมื่อไหร่ แล้วจะบอก
      เมื่อยังไม่บอก แสดงว่ายังไม่จับ"
      จบนะ....ฉากนี้!
      คุยเรื่องอัตตะปือดีกว่า คืออยากบอกอะไรกับชาวเราซักคำ-สองคำ ตามความรู้สึก
      พอดีอ่าน fb อาจารย์ "สมเกียรติ โอสถสภา" เมื่อวาน (๓๑ ก.ค.) ก็อาศัยแตะแขนกรวดน้ำตามไปด้วยเลย
      Somkiat Osotsapa
        เมื่อลาวมีทุกข์ เขื่อนแตก
        ------------------------------
        "วันแรกที่เขื่อนแตก ประเทศใหญ่ๆ ต่างก็ห่วงใย ว่าจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันอย่างไร เรื่องการช่วยชีวิต
ผู้ติดอยู่บนที่สูง เช่น ต้นไม้ หลังคา อาหาร น้ำ ยา ปัจจัยสี่
        แล้วสำนักข่าวต่างๆ ญี่ปุน จีน ก็รายงานว่า หน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครของไทยร่วมพันคน กำลังเดินทาง
เข้าลาว พร้อมด้วยอาหาร น้ำ ยานพาหนะ ตามมาด้วยภาพคาราวานจากประเทศไทย ที่พยายามเข้าสู่อัตตะปือ
        สถานทูต องค์กรต่างประเทศ ก็รายงานจากข่าวเหล่านั้น รวมถึงสื่อไทย โลกโซเชียลรายงานไวมาก
        นี่คือปฏิกิริยาของคนไทย ก่อนที่รัฐบาลไทยจะดำเนินการด้วยซ้ำ
        ในเวลานั้น คนในประเทศลาวก็มึนงงแหละ เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ฉุกเฉินระดับนี้มาก่อน จะเดินทาง
จากเวียงจันทน์มาถึงอุบล ก็ร่วม 800 กิโลเมตร เดินทางทางฝั่งลาวลำบากมาก
        เมื่อคนลาวทั่วประเทศที่ติดตามข่าวเขื่อนแตกรู้ ก็ล้วนแต่ชื่นชมความผูกพันต่อกันของคนไทย-คนลาว 
ไม่ต้องพูดถึงสนธิสัญญาความร่วมมือใดๆ
        หากผมจะเอาข่าวคนไทยที่รวมกำลังกันโดยไม่ได้นัดหมาย คงจะต้องนำมาลงเพจนี้ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ 
จึงจะหมด ไม่ต้องลงข่าวอะไรแล้ว
        สรุปสั้นๆ
        หนึ่ง รัฐบาลไทยเป็นประเทศแรกที่ต่อสายถึงนายกฯ ลาว พร้อมให้ความช่วยเหลือลาวเต็มที่ในทุกๆ ด้าน 
มอบเองทันที 5 ล้าน
        สอง กู้ภัยของประเทศไทย จากองค์กรต่างๆ 30 องค์กรเข้าไปช่วยลาวแต่วันแรกๆ
        เมื่อวานทางการลาวขอให้ลงทะเบียน มีอยู่ 24 องค์กร
        สาม พี่น้องไทยในจังหวัดภาคอีสาน คือ ขอนแก่น โคราช กาฬสินธุ์ หนองคาย อุบล สกลนคร  มุกดาหาร 
นครพนม อุดร       
        จังหวัดที่ใกล้เคียงในการขนส่งข้ามไปลาว หรือตั้งใกล้สถานกงสุล ร่วมกันส่งข้าวปลา อาหาร เครื่องใช้ 
ส่งไปทางรถกันมากมาย ยังมีชาวตรังในลาวด้วยนะ
        สี่ รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ระดมทุน เช่น ปตท.ทำถุงยังชีพราว 5 ล้าน ราชบุรี โฮลดิ้ง 5 ล้าน  กฟผ.มอบ
ให้การไฟฟ้าลาว 4 ล้าน ประชาชนสมทบผ่านทำเนียบ 34 ล้าน ยังมีเซนทราล กสิกร ซีพี เยอะแยะ สภากาชาด 
เงินยังไม่นับอีกเยอะ จากจังหวัดต่างๆ
        ห้า เที่ยวบิน C 130 บินไปส่งของให้ลาว 6 เที่ยว เยอะสุดในบรรดาประเทศต่างๆ ยังไม่นับเที่ยวบินจาก
กองบิน 21 อุบล ขบวนรถขนของจากไทยเยอะสุด หลายร้อยเที่ยว
        พระราชทานความช่วยเหลือในสองเที่ยวแรก หรือมากกว่านั้น
        หก หน่วยแพทย์ของไทยข้ามไปลาว จากอุบล 30 คน เยี่ยม
        เจ็ด รวมแล้วไทยช่วยราว 200 ล้าน พอเพียงอยู่ได้เป็นเดือน คนสามพันคน
        แปด ได้ความสัมพันธ์ทางใจระหว่างคนไทย-ลาว อย่างดีมาก คนนะครับ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นๆ
        เก้า ที่สำคัญ เราชี้ว่าบริษัทก่อสร้างต้องรับผิดชอบ รัฐบาลเกาหลีใต้ โดยประธานาธิบดี ช่วยมา 330  ล้าน 
พอชดใช้ค่าเสียหาย
        สร้างบ้าน ที่อยู่ และยังมีโครงการด้านอาชีพต่างๆ ตามมา ข้อขัดแย้งไม่มี
        สิบ ประเทศก็ให้ความช่วยเหลือ
        สิงคโปร์ขนของมาเต็ม C 130 ช่วยเงินอีก 10 ล้านบาท
        เวียดนาม ส่งทหารภาค 5 มาช่วย 100 คน ด้านการแพทย์ ให้เงิน 7 แสนบาท
        จีน ส่งทีมแพทย์มา น่าจะส่งของมาให้เยอะ
        ญี่ปุ่น มาเลย์ ไม่มีรายละเอียด
        เมื่อวาน รัฐบาลลาวบอกว่าอาหาร สิ่งของมีพอแล้ว แล้วที่รวมไว้จะส่งไปยังไง
        ยังช่วยเงินได้อีก
        น้ำแห้งแล้ว อยู่ในขั้นตอนหาผู้สูญหาย
        ประชาชนลาวระดมเงินได้ถึง 15 ล้านบาท มาช่วยครอบครัวผู้ประสบภัย เป็นความสามัคคีครั้งใหญ่ของชาว
ลาว
        สรุป ภารกิจเพื่อมนุษยธรรม เราทำได้ดีทีเดียว ความสำเร็จอีกครั้ง หลังจากถ้ำหลวง กระหึ่มโลกทีเดียว
        ยังมีงานระยะกลางอีกครับ
        ชื่นชมครับ
        ผมสรุปอะไรบกพร่องไปบ้างหรือเปล่า ช่วยเพิ่มเติมนะครับ
        เดี๋ยวจะบอกว่า ทำไมต้องเรียกกู้ภัยกลับบ้าน"
        ครับ.........
      อาจารย์สมเกียรติว่า "เดี๋ยวบอก"
      ขอตัดหน้า "บอก" ในส่วนความเห็นผมก่อนละกัน
      ทั้งในความเป็นเพื่อนมนุษย์ ทั้งในความเป็น "ไทย-ลาว" ที่เหมือนญาติสนิท
      เมื่อพี่น้องที่อัตตะปือ ตกทุกข์ได้ยาก เราไม่รั้งรอ ที่จะรีบไปช่วย ด้วยใจบริสุทธิ์
      แต่ก็นั่นแหละ อัตตะปือก็ "บ้านเขา-เมืองเขา" พี่น้องที่อัตตะปือ ก็คนในปกครองเขา
      ฉะนั้น คำว่า พอดีๆ.......
      อย่าถึงขั้น "เจ้าของบ้าน" เกิดความรู้สึกว่า เรา "ข้ามหน้า-ข้ามตา" เขา จะดีที่สุด
      เจ้าของบ้านเขาออกปากแล้วมิใช่หรือ "สิ่งของบริจาคคนไทย ล้นจนไม่มีที่จะเก็บ?"
      พูดตรงๆ มากจนกลายเป็นภาระเขาแล้ว และมองไม่เห็นว่า ข้าวของเป็นโกดังนั้น จะเดินทางไปถึงมือ-ถึงปาก
ผู้ทุกข์ร้อนได้อย่างไร เมื่อใด?
      จากมาตรการภาครัฐของลาว ที่มีต่อหน่วยความช่วยเหลือไทยที่เข้าไป ถึงตอนนี้ ต้องใช้คำว่า
      "เป็นความปรารถนาดีที่เกินต้องการเขาแล้ว"!
      ไม่อยากใช้คำว่า "เขาเริ่มรังเกียจ"
      แต่อยากบอกว่า "ภาครัฐ" เขาอยากให้หน่วยช่วยเหลือจากไทย "ถอยออกมา" จากบ้านเขา มากกว่าต้องการ
ให้อยู่
      นี่ความรู้สึกผม จากสังเกตท่าทีและการใช้มาตรการไร้เยื่อของเจ้าหน้าที่ลาว ต่อพี่น้องไทยเรา ที่เข้าไปช่วย
เหลือ
      ผมจึงอยากบอกพวกเรา...........
      กลับบ้านเราเถอะ
      ตอนนี้ ที่บ้านเรา หลายพื้นที่ ในหลายจังหวัด ก็กำลังเดือดร้อน พี่น้องของเรา รออยู่นะ
      เก็บความรู้สึกดีๆ ต่อพี่น้องชาวลาวไว้ เก็บใจศรัทธาพวกเราเป็นดาวบนท้องฟ้าในเดือนมืดไว้
      อย่าให้หม่นด้วยเมฆเลื่อนลอยเลย!
      ถึงตอนนี้ เหตุเฉพาะหน้าที่อัตตะปือ ผ่านไปแล้ว ความช่วยเหลือ "เงินทองก้อนโต" จากหลายประเทศ
 เข้าไปแล้ว
      คนของเขา บ้านเมืองของเขา ผู้บริหารประเทศเขา กับปัญหาชาวบ้านของเขา เขาบริหาร-จัดการเขาเองได้
      เราอย่าอยู่จนเป็น "ส่วนเกิน" ในบ้านเขาเลย อยู่แค่เขาพอใจ อย่าให้ถึงขั้นแสดงอาการเสือกไส ก็พอแล้ว
      ใจเรา บริสุทธิ์อย่างไรต่อเขา เรารู้..........
      แต่ใจเขา บริสุทธิ์อย่างไรต่อเรา ด้วยระบบของเขา เราไม่รู้!? 
      ผม "จับท่าที" ได้อย่างนี้ อาจผิดได้
      ดังนั้น ท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะ "เทพผู้ให้" ในร่างไทย ที่ไปอยู่ในอัตตะปือขณะนี้
      รับรู้เช่นไร ก็ให้เป็นไปตามนั้นเถิด.

รายงาน : ฟื้นอดีต ของวลี อาหารดี ดนตรีไพเราะ กับ ประชาธิปัตย์

รายงาน : ฟื้นอดีต ของวลี อาหารดี ดนตรีไพเราะ กับ ประชาธิปัตย์


ขณะที่ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดย นายวิรัตน์ กัลยาศิริ เตรียมฟ้องจดหมายเปิดผนึกของ นายนคร มาฉิม ว่าให้ร้ายต่อพรรคประชาธิปัตย์
“อาหารดี ดนตรีไพเราะ” ก็ดังกังวานใบหน้าของ นายกษิต ภิรมย์ ลอยเด่นขึ้นมาพร้อมกับบรรยากาศไม่ว่าจะเป็นที่ทำเนียบรัฐบาลหรือเมื่อตอนมีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
นั่นคือ ที่เรียกกันว่า “ปรากฏการณ์สนธิ”
อันเป็นการชุมนุมของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน และเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องมายังรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ถามว่า นายกษิต ภิรมย์ เป็นใคร ตอบได้เลยว่าเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์และเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
อาหารดี ดนตรีไพเราะ
ถามว่าก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต่อยาวมายังก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร
มีส่วนในการ “ปูทาง” และสร้าง “เงื่อนไข” หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงตอบได้ว่าเหตุใดจึงเดินทางไปเยี่ยม นายสนธิ
ลิ้มทองกุล ณ บ้านพระอาทิตย์
ถ่ายรูปและโอบกอดอย่างสันถวมิตร สนิทสนม
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คงตอบได้ว่ามีบทบาทอย่างไรกับแกนนำหลายคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่ร่วมกันจัดตั้ง “กปปส.” ขึ้น
แม้จะอ้างว่าได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า “มวลมหาประชาชน” ด้านหลักที่ยืนหยัดในการชัตดาวน์ทั้งบนท้องถนนและส่วนราชการใน กทม. และที่เข้าไปปิดล้อมสกัดขัดขวางการเลือกตั้งมีรากฐานมาอย่างไร

ทั้งหมดนี้ปรากฏชัดทั้ง “ภาพ” และ “ข่าว”
ทั้งๆ ที่รายละเอียดและบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ดังได้เสนอเป็นคำถามมามิได้เป็นเรื่องลี้ลับตั้งแต่ก่อนรัฐประหารทั้งปี 2549 และปี 2557
เหตุใด “จดหมายเปิดผนึก” จึงเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม
คำตอบมิได้ซับซ้อนอะไรเลย 1 เพราะว่า นายนคร มาฉิม เคยเป็น ส.ส.พิษณุโลก สังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาในห้วงเหตุการณ์นั้นๆ
แม้มิได้เป็นคนดัง แต่ก็เป็นคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์
ขณะเดียวกัน 1 บทบาทของ “จดหมายเปิดผนึก” เท่ากับเป็นการเปิดความนัยและข้อสังเกตอันมาจากองคาพยพหนึ่งภายในของพรรคประชาธิปัตย์ คนพรรคประชาธิปัตย์จึงมีความแค้นเคืองอย่างรุนแรง
ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์นำ “จดหมายเปิดผนึก” ไปเป็นประเด็นในการฟ้องร้อง พื้นที่ทางการเมืองในส่วนนี้ก็จะยิ่งขยายออกไป ที่หวังจะ “ปิดปาก” ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
กรณีนี้ได้กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ไปแล้วอย่างสมบูรณ์
นับวันบทบาทและความหมายของ “จดหมายเปิดผนึก” จะยิ่งขยายวง เพราะพื้นฐานมิได้เป็นเรื่องส่วนตัว ตรงกันข้าม เป็นเรื่องของส่วนรวม
กระแทกโดยตรงไปยัง “รัฐประหาร”
หากสามารถไล่เรียงอย่างรอบด้านก็จะฉายภาพที่ก่อรูปขึ้นผ่าน “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” และ
ต่อเนื่องมายัง “กปปส.”
เท่ากับ “ปูทาง” สร้าง “เงื่อนไข” ไปสู่รัฐประหาร

สถานีคิดเลขที่ 12 : โมเดลชนะขาด : โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

สถานีคิดเลขที่ 12 : โมเดลชนะขาด : โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์


ฮุน เซนโมเดล กำลังเป็นที่กล่าวขานมากในตอนนี้ หลังจากกัมพูชาเพิ่งจัดการเลือกตั้งแบบสงบเสงี่ยมเรียบร้อยไปเมื่อ 29 ก.ค.
นายกฯ ฮุน เซน กล่าวด้วยความปลาบปลื้ม ว่า การเลือกตั้งนี้ ทั้งฟรีทั้งแฟร์ และยุติธรรมเหลือล้น
หลังจากท่านอยู่ในตำแหน่งผู้นำมา 33 ปี จึงมีลุ้นว่าอาจจะครองอำนาจยาวนานจนทุบสถิติของท่าน โรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีต่อเนื่อง 37 ปีก็เป็นได้
ท่านมูกาเบนั้นกระเด็นตกเก้าอี้ผู้นำเมื่อปี 2560 เพราะมั่นใจในการอยู่ยาวของตนเองมากเกินไป และประมาทกองทัพมากเกินไป ปล่อยให้ภริยาไปเผชิญหน้ากับทหารจนสุดท้ายต้องหยุดสถิติไว้เพียงเท่านั้น
ส่วนท่าน ฮุน เซน ก็เกือบพลาดท่าเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อน เมื่อปี 2556 ที่ชาวบ้านร่ำลือกันว่าถ้าไฟฟ้าไม่ดับช่วงนับคะแนน เผลอๆ พรรคกู้ชาติที่นำโดย นายสม รังสี ในตอนนั้นเป็นฝ่ายกำชัยไปแล้ว
บทเรียนจากการเลือกตั้งหนก่อนที่พรรคซีพีพีของท่านฮุน เซนได้ที่นั่ง 68 ที่นั่ง ไม่ห่างมากจากพรรคกู้ชาติที่มี 55 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 123 ที่นั่ง น่าจะทำให้ท่านฮุน เซนส่ายหน้าว่าไม่เอาอีกแล้ว มันหวาดเสียวเกินไป
ถ้าเป็นเกมฟุตบอลต้องยิงให้ขาดชนิด 7-8 ลูก โดยไม่ต้องให้คู่แข่งยิงได้แม้แต่ประตูเดียว
ความคิดนี้น่าจะเป็นที่มาของฮุน เซนโมเดล ซึ่งกวาดที่นั่งทั้งหมดในสภา 125 ที่นั่งไปครอง นอกจากสานอำนาจไร้รอยต่อแล้ว ยังไม่มีสมาชิกฝ่ายค้านมาอภิปรายการตรวจสอบผลการทำงานในสภา จะออกกฎหมายอะไรก็ราบรื่น ขาเก้าอี้ผู้นำก็มั่นคงแข็งแรง
ความสำเร็จที่ดูดีไปโม้ดแบบนี้ จึงทำให้ผู้นิยมประชาธิปไตยใจไม่ดีนัก

ชัยชนะของนายฮุน เซนไม่เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก เพราะรู้ๆ กันว่าวิธีการปราบคู่แข่งให้เหี้ยนก่อนการเลือกตั้งนั้น มาจากการใช้อำนาจที่มีกฎหมายอยู่ในมือมากเกินไป
ถ้าเปรียบเทียบกับเกมฟุตบอล (อีกครั้ง) ก็เหมือนแจกใบแดงอย่างสนุกมือจนนักเตะทีมคู่แข่งทั้ง 11 ผู้เล่นถูกไล่ออกจากสนามไปหมด จากนั้นก็อ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคเล็กพรรคน้อยลงสนามถึง 19 พรรค ซึ่งเหมือนการเอาทีมดิวิชั่นห่างชั้นขึ้นมาดวลแข้งด้วยให้ตัวเองดูเก่งเลิศ
เงื่อนไขสำคัญอีกประการในโมเดลชนะขาดก็คือ ต่อให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่นิยมชมชอบรัฐบาลฮุน เซนมากแค่ไหน ก็ไม่มีฤทธิ์เดชเท่ากับความใกล้ชิดสนิทสนมที่รัฐบาลจีนมีให้นายฮุน เซน และคณะ
กัมพูชาแสดงตนเป็นมหามิตรของจีนในเวทีการประชุมอาเซียนอย่างชัดเจน เวลาเกิดข้อขัดแย้งการแย่งชิงกรรมสิทธิ์ดินแดนทางทะเล เช่น หมู่เกาะสแปรตลี และพื้นที่อื่นๆ ในทะเลจีนใต้
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กัมพูชาได้รับจากจีนจึงมีชัดเจนมากเช่นกัน
จากนี้ไปท่านฮุน เซนก็คงบริหารประเทศต่อได้อย่างสบายใจ และพร้อมจะเปิดบ้านกอดกับผู้นำไทยคนไหนก็ได้ที่จะชนะการเลือกตั้งในปี 2562
ไม่ว่าคนคนนั้นจะลอก “ฮุน เซนโมเดล” ไปใช้หรือไม่
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์