PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562

"หมอเจตน์"FBอธิบายรธน.เปิดช่อง250สว.และความชอบธรรมPopular voteของลุงตู่

การประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่30

รอกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.ที่คาดว่าจะเป็นวันที่9พค.62 เพื่อรอการพิจารณา
ใบเหลือง ใบแดง และใบส้มของกกต.ถ้าหากพบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
กกต.อาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยหรือทั้งเขตเลือกตั้ง ทำให้มีผลต่อคะแนนParty listที่จะเปลี่ยนไป จึงต้องรอจนกว่ากกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้อย่างน้อย95%เพื่อนำไปสู่การเปิดสภาเลือกประธานสภาและรองฯ แล้วจึงนัดหมายประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป

เมื่อตรวจดูการเสนอชื่อนายกฯในที่ประชุมสภาผู้แทนฯเมื่อ15ธค.2551 แทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรธน. วินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองพร้อมกรรมการบริหารพรรค5ปี นั้น

ในที่ประชุม มีการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวนสส.163คน แต่รวมเสียงได้235เสียง เอาชนะพล ตอ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่พรรคเพื่อไทย(สส.ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชน)ซึ่งมีเสียงสนับสนุน178เสียง และรวมเสียงได้198เสียง เนื่องจากนายเนวิน ชิดชอบ นำกลุ่มเพื่อนเนวิน22คนแยกตัวออกมาจากพรรคเพื่อไทย รวมทั้งมีงูเห่าเกิดขึ้นกับหลายพรรค ทั้งพรรคภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา รวมใจไทยชาติพัฒนาที่สส.แยกสนับสนุนทั้งอภิสิทธิ์และพล ตอ.ประชา แม้แต่พรรคเพื่อแผ่นดินเองเสียงก็ยังแตกกัน โดยมี12เสียงโหวตให้นายอภิสิทธิ์ แต่อีก9เสียงโหวตให้พล ตอ.ประชา

การรวมเสียงสนับสนุนในสภาจากพรรคที่มีสส.น้อยกว่าจึงถือเป็นเรื่องปรกติในสภา เพราะต้องถือเสียงรับรองของสส.ในสภา โดยเฉพาะม.114ของรธน.60ที่เขียนว่าสส.และสว.ต้องไม่อยู่ในอาณัติและความครอบงำใดๆ สส.ทุกคนจึงสามารถลงมติสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯที่ตนเองคิดว่าเหมาะสมในการบริหารประเทศต่อไป และยิ่งพรรคพปชร.มีคะแนนPopular voteมากกว่าพรรคเพื่อไทยเกือบ500,000คะแนน(ที่คะแนนนับได้94%) ก็ยิ่งถือเป็นความชอบธรรม

การโหวตลงมติโดยใช้เสียงสว.250คนร่วมด้วย จึงน่าจะเป็นคะแนนที่ท่วมท้นในการสนับสนุนพล อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯคนที่30ต่อไป ครับ

หญิงหน่อยปรี๊ด..ถาม เข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 แต่จะขอรับเหรียญทองบนแท่นที่ 1 #แบบนี้ก็ได้เหรอคะ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ โพส เฟส...วันนี้(26มี.ค.62)


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan
2 ชม.
พรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง 350 เขต แต่ได้จำนวน ส.ส.น้อยกว่าพรรคที่ลงสมัครแค่ 250 เขต แล้วออกมาบอกว่าตัวเองได้คะแนนนิยมจากคนทั้งประเทศมากกว่า ควรจะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ระบอบรัฐสภาไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ
ประเด็นแรก คือกติกาที่บิดเบี้ยว ตั้งใจออกแบบให้นำระบบส.ส.พึงมีมาคิด เพื่อตัดคะแนนพรรคที่คนนิยม และได้จำนวนส.ส.เขตมากที่สุด เพื่อทำให้ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยที่สุด
นี่คือกับดักอย่างหนึ่งที่จงใจให้เกิดความยากลำบากในการแข่งขัน เพราะ ไม่ต้องการให้พรรคที่มีคะแนนนิยมซึ่งแสดงผ่านจำนวนเขตที่มากเป็นพรรคที่แข็งแรงเกินไป
ประเด็นที่ 2 คือการโหวตในสภา เมื่อคิดจาก ส.ส. 1 คน มีคะแนนโหวตเท่ากัน 1 คะแนน
เสียงข้างมากในสภา จึงมีค่าเท่ากับ ส.ส.ที่โหวตเป็นจำนวนมากกว่าอีกฝ่าย ไม่ใช่การคิดคะแนนจาก ส.ส.คนไหนได้คะแนนเลือกตั้งมาเท่าไหร่แล้วจะกลายเป็นเสียงข้างมากนะคะ
แข่งขันในสนามเดียวกัน ออกแบบกติกาเอาเปรียบคนอื่นมากมายมหาศาล ตั้งแต่จุดสตาร์ทยันเส้นชัย แต่จำนวน ส.ส. ก็ยังแพ้อยู่ดี
เข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 แต่จะขอรับเหรียญทองบนแท่นที่ 1
#แบบนี้ก็ได้เหรอคะ

ฝันในอากาศ

ความฝัน บนอากาศ!

“บิ๊กตู่” สะกิด พวก ฝันในอากาศ  เปรียบเปรย  โยนความหวัง ความฝัน  ไปในอากาศ เหมือน ปล่อย”ว่าว” ไปในอากาศ ไม่มีทางรู้ว่า จะขึ้น หรือ ไปพันสายไฟ... ปัด ไม่เกี่ยวกับ การจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของนายกฯ

พลเอกประยุทธ์  ยกคำใน หนังสือเปรียบเปรย ชี้ การตั้งความหวัง ความฝันบนอากาศ ก็เหมือนกับ การปล่อยว่าว ไปในอากาศ ตัวหนึ่ง  

“เพิ่งอ่าน ในหนังสือ มาเมื่อเช้า ว่า  การ โยนความฝัน ความหวังไปในอากาศ ก็ไม่รู้ว่ามันจะนำอะไรกลับมา

เพราะฉะนั้น อยากได้อะไร ต้องทำเอง อยากได้อะไร ต้องทำเองก่อน จะเกิดอะไรหรือไม่เกิด หรือจะมีใครเข้ามาช่วย เหลือได้

แต่การปล่อยความฝันไปว่า มันจะดีอย่างนั้นอย่างนี้  มันก็เหมือนว่าว มันลอยไปไหนไม่รู้ บางทีมันก็ไม่ขึ้น 
บางทีมันก็ไป พันเสาไฟฟ้า” นายกฯกล่าว พร้อมถามว่า เข้าใจความหมายหรือไม่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าความฝันและความหวังนั้นเกี่ยวอะไรกับการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล. ยันไม่ใช่หน้าที่ของนายกฯ

ทั้งนี้ คาดว่าสิ่งที่ พลเอกประยุทธ์ เปรียบเปรย อาจจะเกี่ยวข้อง กับ การที่ เมื่อวานนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ได้พูดเรื่องความหวัง ในรายการ Good Monday ประกาศไม่ยอมแพ้ และจะต่อสู้ด้วยสติปัญญา

ยี่ห้อ"ลุงตู่"ต่อรองยาก

ไม้ล้มอย่าข้าม คนล้มอย่าซ้ำ

กับปรากฏการณ์ “สึนามิ” เลือกตั้งถล่มพรรคประชาธิปัตย์ โดนกวาดระเนระนาด กรุงเทพฯสูญพันธุ์ ฐานที่มั่นปักษ์ใต้โดนเจาะพรุน กลายเป็นพรรคต่ำร้อย แต้มน้อยสุดในประวัติศาสตร์พรรครอบ 40 กว่าปี

“เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนีความรับผิดชอบไม่พ้น ต้องประกาศไขก๊อกแม่ทัพ

ตามสภาพการณ์ธรรมชาติ เด็กรุ่นใหม่เจน Z “นิวโหวตเตอร์” 7 ล้านเสียงไม่รู้จักนักการเมืองรุ่นเก่า ยังไงก็ต้องเลือกคนรุ่นเดียวกัน จูนอารมณ์กันได้มากกว่า

เข้าจังหวะนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอสใหญ่ค่ายอนาคตใหม่ โคตรเซียนการตลาดเหลี่ยม “ทักษิณ”

ตีกินเลือกตั้งยุคโซเชียลมีเดีย “เจนอัลฟา” ใช้นิ้วขับเคลื่อนโลก

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ตามตัวเลขคะแนนดิบของพรรคพลังประชารัฐกว่า 8 ล้านเสียง มาอันดับหนึ่ง สะท้อนถึงมติมหาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะเจน X คนวัยทำงานและเจน baby boom ผู้อาวุโส ต่างช่วยกันออกมาเทคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช.

ตั้งใจเลือกความสงบจบที่ “ลุงตู่”

ต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า วัดจากรอบ 5 ปีที่ผ่านมาชั่วดีถี่ห่าง บวกลบคูณหารแล้ว มันเป็นอะไรที่สัมผัสจับต้องได้กับผลงานที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ประเทศชาติสงบ การพัฒนาการทางเศรษฐกิจรุดหน้า เทียบกับการต้องไปเสี่ยงกับการเปลี่ยนแปลงการเมือง

วนซ้ำวิกฤติ มันเป็นอะไรที่คิดง่าย

ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐที่ออกมาถล่มทลายเหนือการคาดหมาย แบบที่ครองแชมป์ในกรุงเทพฯ เจาะภาคใต้ ตีฐานอีสาน กวาดที่นั่งภาคเหนือ

คะแนนนิยมไหลมาแบบธรรมชาติครอบคลุมทั่วประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ มันยกระดับความชอบธรรม เพิ่มโอกาสจากกติการัฐธรรมนูญที่เอื้อให้อดีตผู้นำทหาร คสช. ตีตั๋วต่อนายกฯแบบสง่างามตามกติกาประชาธิปไตย

ท่ามกลางกระแสความหวั่นอกหวั่นใจ อาการผวา “เดดล็อก”

จากตัวเลขผลการเลือกตั้งที่ออกมาก้ำกึ่งสูสีระหว่างฝ่ายหนุน “ลุงตู่” กับพวกแท็กทีม

ไม่สังฆกรรม พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งกันไม่ขาด อาจเกิดปัญหาการวัดพลังเสียงในสภาผู้แทนราษฎร

แต่พวกเซียนเขี้ยวการเมืองมองขาด นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่อย่างใด

สถานการณ์แบบนี้มีมาตั้งแต่ยุค “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ หรือสมัยของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทั้งยุคของนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ และนายอภิสิทธิ์ เป็นผู้นำที่เสียงปริ่มน้ำ

แบบที่ ส.ส.ปวดขี้ปวดเยี่ยว ห้ามลุกเข้าห้องน้ำ ก็ผ่านมาได้

เหนืออื่นใด ตัวเลข ณ เวลานี้ ยังไม่นิ่งแต่อย่างใด เพราะตามปฏิทินการประกาศรับรองผล ส.ส.อย่างเป็นทางการมีเวลาอีก 60 วัน จะไปรู้กันชัดตอนต้นเดือนพฤษภาคม ระหว่างนี้ยังมีปรากฏการณ์ใบเหลือง ใบแดง กกต.จากการร้องเรียนทุจริตเลือกตั้ง

จุดพลิกผัน ตัวเลขแกว่งอีก 10-20 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย

แต่ที่ลุยไปก่อนล่วงหน้าตามธรรมชาติการเลือกตั้งก็คือการเจรจาฟอร์มรัฐบาล ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แบไต๋เป็นนัย ขยับกันแล้วตั้งแต่ปิดหีบเลือกตั้ง

ตามสูตรที่แทงหวยล่วงหน้า ไฮโลเปิดถ้วยแทงรัฐบาลผสม

ล็อกได้ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย บวกกับเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านพรรคเล็กพรรคน้อย

แถมมี “งูเห่า” รอให้ไล่ต้อนช้อนเสียงแน่นอนในสถานการณ์แบบนี้

เรื่องของเรื่อง จุดที่ซีเรียสๆจริงของ “นายกฯลุงตู่” และทีมจัดรัฐบาลน่าจะอยู่ที่การแบ่งโควตา จัดสรรปันส่วนเก้าอี้รัฐมนตรี แบ่งกระทรวงให้พรรคร่วมรัฐบาล

ในสถานการณ์ที่ตัวแปรอย่าง “ภูมิใจไทย” กับ “ประชาธิปัตย์” ถือไพ่ต่อรอง

แต่สำคัญเหนืออื่นใด ในจังหวะเลือกตั้งเปลี่ยนผ่าน ตามปรากฏการณ์ประชาชนแห่ออกมาไล่น้ำเน่าการเมืองเก่า รัฐบาลเลือกตั้งชุดแรกของการเปลี่ยนผ่านต้อง “หล่อ” หน่อย

ต้องคำนึงถึงภาพการยอมรับ โดยเฉพาะ “ปลอดเชื้อ” คอร์รัปชัน

นั่นหมายถึงต้องคุมเกมกันให้ดี ทั้งในทีมพลังประชารัฐที่ประกาศจองกระทรวงล่วงหน้าตอนหาเสียง

หรือกรณีพรรคภูมิใจไทยที่แว่วๆว่าจองกระทรวงคมนาคมตั้งแต่หัววัน นั่นก็จะเกิดภาพ “conflict of interest” ผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจยักษ์ก่อสร้างซิโน-ไทยฯ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นัวเนียเมกะโปรเจกต์หลายแสนล้าน

ตามสถานการณ์ที่สังคมไทยให้ความสำคัญ กับประกาศสำนักพระราชวังที่อัญเชิญพระบรมราโชวาทของ ร.9 “ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง”

ไม่ใช่แค่ลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ยังหมายรวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลบริหาร

เชื่อเถอะ “ลุงตู่” ไม่ยอมเสี่ยงท้ากระแสแค่แลกกับเสียงหนุนแน่.

ทีมข่าวการเมือง

เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง

เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง
โดย สิริอัญญา 
วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2562

การเลือกตั้งทั่วไปผ่านไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 แต่ยังไม่เสร็จ เพราะยังต้องมีกระบวนการต่าง ๆ อีกหลายกระบวนการ และเมื่อการเลือกตั้งแล้วเสร็จ กกต. ก็ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง โดยต้องมี ส.ส. ที่ผ่านการรับรองอย่างน้อย 95% ของจำนวน 500 คน 

ดังนั้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2562 ไปจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้ง จึงมีกระบวนการต่าง ๆ ที่สำคัญคือ การตรวจสอบไต่สวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีข้อกล่าวหาว่ามีการทำผิดกฎหมายในการเลือกตั้ง หรือมีการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งการจัดการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่ กกต. ต้องแจกใบเหลือง ใบแดง หรือในกรณีที่คะแนนเสียงในการโหวตโนมากกว่าจำนวนที่ผู้ชนะเลือกตั้งได้คะแนน 

ในห้วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงอาจเกิดความโกลาหลอลหม่านและมีการขัดแย้งหรือความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกพรรคทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดูแลแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงหรือความวุ่นวายเกิดขึ้น เพื่อป้องกันมิให้บ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตรอบใหม่ ดังที่มีการคาดหมายกันไว้ รวมทั้งดังที่มีการข่มขู่กันไว้ก่อนเลือกตั้ง 

ดังนั้นหลังวันที่ 24 มีนาคม 2562 ไปจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งจะทอดยาวไปจนถึงช่วงงานพระราชพิธีสำคัญของแผ่นดิน ซึ่งเป็นช่วงของการไต่สวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ และอาจเกิดความสับสน ความวุ่นวายเกิดขึ้นนั้น จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันดูแลแก้ไขอย่าให้เหตุการณ์เกิดความไม่สงบเกิดขึ้นเป็นอันขาด 

เพราะเมื่อย่างเข้าเดือนเมษายน ก็จะเป็นเขตการปฏิบัติงานหลายอย่างเพื่อเตรียมการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ความจริงควรเป็นห้วงเวลาแห่งความปลื้มปีติและความยินดีปรีดาของประชาชาติไทย แต่เมื่อใครก็ไม่รู้มาวางหมากวางกลเอาห้วงเวลาการชุลมุนอันเป็นผลต่อเนื่องจากการเลือกตั้งมาวางไว้ตรงนี้ ประชาชนไทยทั่วประเทศจึงต้องรู้เท่าทัน และต้องเตรียมจิตเตรียมใจเตรียมความอดทนความข่มใจเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายเกินกว่าที่จะพึงเป็น 

หากมีกรณีต้องแจกใบเหลือง ใบแดง หรือจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ก็ชอบที่ทุกฝ่ายจะดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ด้วยความสงบ และด้วยรักษาบรรยากาศแห่งความสามัคคีภายในชาติ เพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองมหามงคลสมัยที่ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ ซึ่งในชีวิตหนึ่งของคนไทยเราจะมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จึงต้องทำให้ความปรารถนาของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศที่รอคอยถวายความจงรักภักดีในมหามงคลสมัยนี้ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ที่สุด 

วันนี้เป็นวันหลังจากวันเลือกตั้งมาแล้วสองวัน แม้อาจจะคาดหมายผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการได้แล้ว แต่นั่นก็ยังไม่เป็นทางการ จึงต้องรอผลเลือกตั้งที่เป็นทางการจากการประกาศของ กกต. อีกครั้งหนึ่ง 

แต่ทว่าเพื่อเป็นทางแห่งความเข้าใจของประชาชนว่าเมื่อการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้นแล้ว กระบวนการทั้งหลายจะเป็นอย่างไร จึงขอสรุปโดยสังเขปเพื่อทราบและเข้าใจโดยทั่วกันดังนี้ 

ขั้นตอนที่หนึ่ง หลังจาก กกต. ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยมี ส.ส. ที่ได้รับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 95% ของจำนวน 500 คนแล้ว จากนั้น คสช. ก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งวุฒิสมาชิกจำนวน 250 คน ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดย คสช. ซึ่งทำหน้าที่สรรหาและคัดเลือกจะเป็นผู้นำความขึ้นกราบบังคมทูล 

ขั้นตอนที่สอง หลังจากขั้นตอนที่หนึ่งแล้ว จะมีการพระราชพิธีหรือที่บางครั้งก็เรียกว่ารัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก ซึ่งพระมหากษัตริย์จะเสด็จเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกนี้ตามประเพณีการปกครองที่มีมา 

ขั้นตอนที่สาม หลังจากพระมหากษัตริย์ทรงกระทำพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกแล้ว ก็จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก เพื่อทำการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามกฎหมายจะดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย 

ในการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรนี้ วุฒิสภาไม่เกี่ยวข้อง เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่จะประชุมเลือกตั้งกันเอง ดังนั้นพรรคการเมืองใดที่สามารถรวบรวมเสียงเกิน 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้ บุคคลที่พรรคการเมืองนั้นเสนอก็มีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร 

การตกลงกันกำหนดตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร หากเป็นอดีตก็จะเป็นสิ่งบอกเหตุสำคัญว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะในการหารือร่วมกันเพื่อคัดเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็จะมีการหารือไปพร้อมกันว่าใครจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

แต่ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ การเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องทำโดยการประชุมร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งจะต้องมีคะแนนเสียง 376 เสียงขึ้นไปจึงจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในจำนวนนี้ก็จะเป็นวุฒิสมาชิกถึง 250 คน  

ขั้นตอนที่สี่ เมื่อได้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นประธานรัฐสภาแล้ว ก็จะมีการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป 

ดังนั้นโดยรัฐธรรมนูญปัจจุบัน การจะเป็นนายกรัฐมนตรีและสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้จึงต้องมีเสียงข้างมากสองระยะ คือ 

ระยะแรก ต้องมีเสียงข้างมากในการประชุมรัฐสภา คือ 376 เสียงขึ้นไป 

ระยะที่สอง ต้องมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎร 251 เสียงขึ้นไป แต่ปกตินั้นก็ไม่พอ จะต้องมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรประมาณ 280 เสียงขึ้นไป จึงจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ราบรื่น 

ดังนั้นการจะเป็นรัฐบาลและบริหารราชการแผ่นดินได้ จึงต้องมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 251 เสียง และเมื่อรวมกับวุฒิสภาอีก 250 เสียงแล้วก็เท่ากับ 501 เสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายดายนัก และสี่ก็อาจจะเป็นต้นเหตุวิกฤตรัฐธรรมนูญต่อไป 

เห็นหรือยังว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ นอกจากมีปัญหาสับสนในเรื่องความหมายของบทบัญญัติแต่ละมาตราแล้ว ยังมีเงื่อนงำซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่พร้อมจะก่อวิกฤตให้กับบ้านเมืองได้เสมอ.

ยังกังกังขากกต.


/////


    กกต.เปิดผลนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นทางการ 95% ใน 350 เขตทั่วประเทศ "พท." คว้า  137 เก้าอี้ "พปชร." อันดับสอง 97 ที่นั่ง "ภท." ได้ 39 เขต เขี่ย "ปชป." ตกไปที่สี่ 33 เก้าอี้ "อนค." 30  ที่นั่ง "รองเลขาฯ กกต." แจง กม.ห้ามเปิดผล 100% โยนสื่อนำข้อมูลดิบคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ทำสังคมสับสน เผยประกาศรับรองทางการ 9 พ.ค.62 "พปชร.-อนค." ปลื้ม ปชช.ให้ความไว้ใจท่วมท้น 
    ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 25 มี.ค. เวลา 14.00 น. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. และนายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต.ร่วมกันแถลงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป
    นายณัฏฐ์กล่าวว่า ระเบียบ กกต.กำหนดให้ประกาศคะแนนอย่างไม่เป็นทางการร้อยละ 95 กกต.ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ เพราะตามกฎหมายจะให้รู้ 100 เปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้ การรายงานผลตามที่แต่ละสถานีข่าวอ้างว่าเสร็จหมดแล้วและนำไปคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ข้อเท็จจริงคือสำนักงานส่งข้อมูลดิบที่ได้รับรายงานจาก ผอ.หน่วยเลือกตั้งที่ส่งเข้ามาให้สถานีโทรทัศน์ดิจิตอลกว่า 30 ช่อง ซึ่งไม่มีการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ข้อมูลที่ออกมาจึงเป็นการคำนวณเองของแต่ละสถานี ทำให้ข้อมูลไม่เหมือนกันซึ่งต้องระวัง 
    "ไม่ได้หมายความว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลของสื่อจะถูกต้อง ขณะนี้ กกต.ได้ทำหนังสือถึงนายสุภาพ  คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย  ตอนนี้ขอให้ช่วยถามพวกเดียวกันเองก่อน เพราะเราไม่ได้กั๊กข้อมูล แต่สื่อเอาไปคำนวณกันเอง ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า กกต.จะสั่งเพิกถอนการสมัครในเขตใดบ้างหรือไม่ เพราะจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา" นายณัฏฐ์กล่าว
    รองเลขาฯ กกต.กล่าวว่า ภายในวันศุกร์ที่ 29 มี.ค.นี้จะได้รับรายงานครบจากทุกเขต แล้วจะเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าแต่ละเขตใครมีคะแนนอยู่ในอันดับที่ 1 ทั้ง 350 เขต เพราะไม่มีเหตุผลต้องปิดบัง แต่ถ้าไม่อยากรอให้ถึงวันศุกร์สามารถออกไปเก็บข้อมูลเองได้เลยจาก 350 เขตเลือกตั้ง แต่ต้องรับผิดชอบข้อมูลและข้อมูลที่จัดตั้งรัฐบาลกันเอง กกต.จะรับผิดชอบเมื่อคำนวณได้ที่ร้อยละ 95 หรือครบ  333 เขตแล้ว
    "ในการเลือกตั้งอยากตั้งคำถามอะไรก็ตั้ง แต่ผมอยู่ในกองการเลือกตั้ง กระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่ปี 29 การประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการส่วนใหญ่จะประกาศเฉพาะชื่ออันดับ 1 หรือแบบเดิมที่มีการเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ครั้งนี้คะแนนผูกโยงกัน ไม่สามารถคำนวณได้ในทันที เพื่อป้องกันการสับสน กฎหมายให้อำนาจ กกต.ประกาศผลที่ร้อยละ 95 ไม่ใช่การกั๊กข้อมูล ซึ่งกฎหมายก็ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประชาชนทุกคนควรต้องรู้" รองเลขาฯ กกต.ระบุ
    ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวเสริมว่า จากการตรวจไม่พบเขตเลือกตั้งใดมีคะแนนโหวตโนชนะผู้สมัคร  และมีเพียงพรรคการเมืองเดียวที่มีจำนวน ส.ส.เกินสัดส่วนพึงได้ (overhang) เบื้องต้น กกต.วางกรอบที่จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งอาจใช้เวลาเพียง 45 วันหลังการเลือกตั้ง  เพื่อจะครบพอดีเวลา 150 วันในการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จนับแต่วันที่มี พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.
    "ขณะนี้มีเพียงคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ นำมาคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ได้ สมมุติหาก  กกต.สั่งระงับสิทธิสมัคร หรือสั่งใบแดงให้มีการเลือกตั้งใหม่ ผลคะแนนอาจเปลี่ยนไปทั้งหมด การเผยแพร่ออกไปก่อนทำให้คะแนนไม่นิ่ง หรือแม้แต่เมื่อเป็น ส.ส.เข้าไปนั่งในสภาแล้ว แต่อยู่ในลำดับท้ายๆ  หาก กกต.แจกใบแดงเลือกตั้งใหม่และคำนวณคะแนนใหม่ คนที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์ในลำดับสุดท้ายก็อาจต้องหลุดออกไป กกต.จึงต้องเคลียร์สำนวนไต่สวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนให้เสร็จก่อนวันที่ 9 พ.ค." พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าว
ผลเลือกตั้ง 350 เขต
    ต่อมาเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ กกต.ได้ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ 95 เปอร์เซ็นต์ รวม 350 เขต 77 จังหวัด โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) 137 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้จำนวน ส.ส. 97 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 39 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  33 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) 30 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 6 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ (ปช.) 6 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) 1 ที่นั่ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) 1 ที่นั่ง
    โดยที่น่าสนใจ มีอาทิ กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 เขต ได้แก่ เขต 1 น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ  พลังประชารัฐ เขต 2 น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ พลังประชารัฐ เขต 3 น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน อนาคตใหม่ เขต 4 นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา พลังประชารัฐ เขต 5 นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ เพื่อไทย  เขต 6 น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ พลังประชารัฐ เขต 7 น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ พลังประชารัฐ เขต 8  นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ พลังประชารัฐ เขต 9 นายสิระ เจนจาคะ พลังประชารัฐ เขต 10 นายการุณ โหสกุล เพื่อไทย เขต 11 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เพื่อไทย เขต 12 นายอนุสรณ์ ปั้นทอง เพื่อไทย เขต 13 น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ พลังประชารัฐ เขต 14 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ เพื่อไทย เขต 15  นายชาญวิทย์ วิภูศิริ พลังประชารัฐ 
ลูกช้างผงาด ส.ส.ชุมพร
    เขต 16 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เพื่อไทย เขต 17 นายศิริพงษ์ รัสมี พลังประชารัฐ เขต 18 น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เพื่อไทย เขต 19 นายประสิทธิ์ มะหะหมัด พลังประชารัฐ เขต 20 นายมณฑล  โพธิ์คาย อนาคตใหม่ เขต 21 นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อนาคตใหม่ เขต 22 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร  อนาคตใหม่ เขต 23 นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี อนาคตใหม่ เขต 24 นายทศพร ทองศิริ อนาคตใหม่ เขต 25 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อนาคตใหม่ เขต 26 นายวัน อยู่บำรุง เพื่อไทย เขต 27 นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ อนาคตใหม่ เขต 28 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อนาคตใหม่ เขต 29 นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เพื่อไทย และเขต 30 นายจักรพันธ์ พรนิมิตร พลังประชารัฐ 
    จ.สมุทรปราการ 7 เขต ได้แก่ เขต 1 นายอัครวัฒน์ อัศวเหม พลังประชารัฐ  34,668 คะแนน เขต 2 นายยงยุทธ สุวรรณบุตร พลังประชารัฐ 35,707 คะแนน เขต 3 น.ส.ภริม พูลเจริญ พลังประชารัฐ  29,424 คะแนน เขต 4 นายวุฒินันท์ บุญชู อนาคตใหม่ 36,320 คะแนน เขต 5 นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก พลังประชารัฐ 41,745 คะแนน เขต 6 นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ พลังประชารัฐ 27,806 คะแนน เขต 7 น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ พลังประชารัฐ 27,875 คะแนน
    จ.ชัยนาท 2 เขต ได้แก่ เขต 1 นายอนุชา นาคาศัย พลังประชารัฐ 43,016 คะแนน เขต 2 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา พลังประชารัฐ 48,505 คะแนน 
    จ.ขอนแก่น 10 เขต ได้แก่ เขต 1 นายฐิตินันท์ แสงนาค อนาคตใหม่ 38,717 คะแนน เขต 2 นายวัฒนา ช่างเหลา พลังประชารัฐ 46,276 คะแนน เขต 3 นายจตุพร เจริญเชื้อ เพื่อไทย 31,640 คะแนน  เขต 4 นางมุกดา พงษ์สมบัติ เพื่อไทย 45,092 คะแนน เขต 5 นายภาควัต ศรีสุรพล เพื่อไทย 39,112  คะแนน เขต 6 นายสิงหภณ ดีนาง เพื่อไทย 32,751 คะแนน เขต 7 นายนวัธ เตาะเจริญสุข เพื่อไทย  29,710 คะแนน เขต 8 น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร เพื่อไทย 53,205 คะแนน เขต 9 นายวันนิวัติ สมบูรณ์ เพื่อไทย 51,843 คะแนน และเขต 10 นายบัลลังก์ อรรณนพพร เพื่อไทย 30,111 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 1,030,380 คน คิดเป็นร้อยละ 71.76 บัตรดี 964,604 ใบ, บัตรเสีย  55,021 ใบ และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 10,755 ใบ
    จ.พิจิตร 3 เขต ได้แก่ เขต 1 นายพรชัย อินทร์สุข พลังประชารัฐ 25,726 คะแนน เขต 2 นายภูดิท  อินสุวรรณ์ พลังประชารัฐ 22,587 คะแนน และเขต 3 นายสุรชาติ ศรีบุศกร หรือ ส.จ.ไก่ พลังประชารัฐ 31,716 คะแนน ผู้มาใช้สิทธิ์ 303,867 คน  คิดเป็นบัตรดี 274,202 ใบ บัตรเสีย 57,736 ใบ ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3,931 ใบ 
    จ.ตาก 3 เขต ได้แก่ เขต 1 นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ พลังประชารัฐ 40,600 คะแนน เขต 2 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ประชาธิปัตย์ 30,858 คะแนน เขต 3 นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข พลังประชารัฐ 20,043  คะแนน ส่วน จ.ระนอง 1 เขต ได้แก่ นายคมกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ หรือนายกเอ ภูมิใจไทย 28,565 คะแนน เอาชนะนายวิรัช ร่มเย็น ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแชมป์ 8 สมัยแบบขาดลอย
    จ.ชุมพร 3 เขต ได้แก่ เขต 1 นายชุมพล จุลใส ประชาธิปัตย์ 47,030 คะแนน เขต 2 นายสราวุธ  อ่อนละมัย ประชาธิปัตย์ 32,765 คะแนน และเขต 3 นายสุพล จุลใส รวมพลังประชาชาติไทย 45,881  คะแนน 
    นายสุพลหรือลูกช้างกล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเป็นนายก อบจ.ชุมพร ได้ลงพบปะกับชาวบ้านเข้าถึงทุกหย่อมหญ้าอย่างต่อเนื่อง รู้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านเป็นอย่างดี จนได้รับความไว้วางใจให้เป็น ส.ส.ครั้งนี้ ส่วนที่ถามว่าตนเป็น ส.ส.เขตเพียงหนึ่งเดียวของพรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้นตนไม่ทราบ  ต้องขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่เลือกตนและจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามตนได้บอกกับผู้สนับสนุนทุกคน จะไม่มีการกระแนะกระแหนหรือเหยียดหยามผู้ใด การแพ้ชนะเราต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬา จึงขอให้ทุกอย่างจบลงเพื่อทำตามหน้าที่เพื่อพัฒนาประเทศชาติของเราต่อไป
'พปชร.-อนค.' พอใจ
    จ.สงขลา 8 เขต ได้แก่ เขต 1 นายวันชัย ปริญญาศิริ พลังประชารัฐ 37,245 คะแนน ชนะอันดับ 2  นายสรรเพชญ บุญญามณี ประชาธิปัตย์ ที่ได้ 24,797 คะแนน เขต 2 นายศาสตรา ศรีปาน พลังประชารัฐ 33,656 คะแนน เขต 3 นายพยม พรหมเพชร พลังประชารัฐ 42,093 คะแนน ชนะนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ประชาธิปัตย์ ที่ได้ 22,646 คะแนน เขต 4 ร.ต.อรุณ สวัสดี พลังประชารัฐ 32,214 คะแนน เขต 5 นายเดชอิศม์ ขาวทอง ประชาธิปัตย์ 55,386 คะแนน เขต 6 นายถาวร เสนเนียม ประชาธิปัตย์ 37,329  คะแนน เขต 7 นายณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ภูมิใจไทย 31,286 คะแนน ชนะนายศิริโชค โสภา ประชาธิปัตย์ ที่ได้ 25,140 คะแนน และเขต 8 พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ประชาธิปัตย์ 52,167 คะแนน โดยมีผู้ใช้สิทธิ์ 823,836 คน บัตรดี 75,6700 ใบ บัตรเสีย 45,646 ใบ ไม่เลือกผู้ใด 21,490 ใบ เป็นต้น (รายละเอียดอ่านหน้า 4)
    ที่พรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค แถลงหลังประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่า ที่ประชุมรับทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. ซึ่งพรรค พปชร.ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยให้มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยได้รับคะแนนกว่า 7.9 ล้านเสียง สูงที่สุดในพรรคการเมืองที่ลงแข่งขัน 
    "พรรค พปชร.ได้รับการสนับสนุนในการเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขตทั่วทุกภาค ขอให้มั่นใจว่าพรรค พปชร.จะดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ให้ประเทศเดินหน้าและสงบสุข" นายอุตตมกล่าว
     นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค พปชร.กล่าวว่า ภาพรวมของผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่าน่าพอใจ ตรงกับความรู้สึกและกระแสของพรรคที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องก่อนการลงคะแนน เป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางเอาไว้ 
    "ในส่วน จ.สุโขทัยที่เราไม่ได้ยกทั้งจังหวัด ผมไม่ได้ผิดหวังอะไร เพราะในภาพรวมของภาคเหนือถือว่าพรรคเราทำได้ตามเป้าหมาย เราสามารถพาว่าที่ ส.ส.รุ่นใหม่เข้ามาได้ โดยเฉพาะในกลุ่มภาคเหนือตอนล่างที่เราได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ เช่น ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์  ต้องขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจและให้การสนับสนุนพรรค" นายสมศักดิ์กล่าว
    ที่พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่แสดงให้เห็นว่าเราเป็นพลังที่สำคัญของการเมืองไทยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พรรคเราจบการเลือกตั้งได้เป็นลำดับที่ 3  มีคนใช้สิทธิ์เลือกพรรคเรา 5.8 ล้านเสียงทั่วประเทศ ซึ่งเราต้องขอบคุณทั้ง 5.8 ล้านเสียงที่สนับสนุนเรา  จนถึงนาทีนี้พรรคอนาคตใหม่น่าจะได้จำนวน ส.ส.รวมทั้งหมดเกิน 80 ที่นั่ง 
    "พรรคของเราพูดหลายครั้งแล้วว่าจะมี ส.ส.เขตทุกภาค ซึ่งเราได้ทำได้จริงๆ เว้นแต่ภาคใต้ แต่มีหลายเขตที่คะแนนของเราใกล้เคียงและมีลุ้นชนะ แสดงว่าเราทำงานไม่หนักพอ รอบหน้าในการเลือกตั้ง เราต้องทำงานหนักแน่นกว่านี้ แต่อย่างน้อยเป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าเราไม่ใช่พรรคภูมิภาค แต่เป็นพรรคระดับประเทศ มากไปกว่านั้นใน กทม.ยังได้รับคะแนนนิยมที่เป็นคะแนนดิบเป็นอันดับ 1 ประมาณ  800,000 เสียง แม้จำนวน ส.ส.เขตจะไม่ได้อันดับ 1 แต่จำนวนคะแนนความนิยมพรรคเรามาเป็นอันดับ 1 ใน กทม." นายธนาธรกล่าว.

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

เลือกตั้งล็อกถล่ม! 'บิ๊กตู่' จ่อคัมแบ็กนายกฯ

ไทยโพสต์ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 00:01 น.

ผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 24 มีนาคม อย่างไม่เป็นทางการ จนถึงช่วงเวลา 20.30 ซึ่งยังไม่มีอะไรแน่นอน แต่พรรคที่มีผู้สมัคร ส.ส. ชนะการเลือกตั้งเขตอย่างไม่เป็นทางการมากที่สุดก็คือ พรรคเพื่อไทย ซึ่งสุดท้ายคาดว่าจนถึงช่วงกลางดึก ก็ได้รู้แล้วว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการจะออกมาอย่างไร จะมีปรากฏการณ์ ช้างล้ม ในหลายเขตเลือกตั้งอย่างที่หลายฝ่ายคาดการหรือไม่
      โดยเฉพาะ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจนถึงช่วงค่ำหลายเขตที่ ปชป.เคยเป็นแชมป์ ปรากฏว่าผู้สมัคร-อดีตส.ส.สอบตกอย่างคาดไม่ถึง ทั้งในกรุงเทพมหานคร-ภาคใต้ โดยเฉพาะ กทม.ที่ ปชป.เป็นแชมป์ในระยะหลัง ปรากฏว่าจนถึงช่วงค่ำวันที่  24 มี.ค. เกิด ล็อกถล่ม-สึนามิการเมือง ทำเอาอดีต ส.ส.กทม.ปชป.หลายคน อาจสอบตก แบบคาดไม่ถึง 
      ขณะเดียวกัน ผลการนับคะแนนที่ออกมาผ่านสื่อตลอดช่วงเย็นวันที่ 24 มีนาคม ก็มีหลายอย่างที่เรียกเสียงฮือฮาทางการเมืองอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์อนาคตใหม่ บนกระแส futurista ที่เป็นภาษาอิตาลี ซึ่งปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.ของอนาคตใหม่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ได้คะแนนมาแบบหลายคนคาดไม่ถึง ทั้งในภาคเหนือ-ภาคใต้-กทม. เป็นต้น ขณะที่คะแนนของบางพรรคก็ได้มาอย่างเหนือความคาดหมาย เช่น พรรคภูมิใจไทย เป็นต้น
      อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดก็ต้องรอดูผลการนับคะแนนออกมาอย่างเป็นทางการ ถึงจะพอเห็น-จับทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ และที่สำคัญ ผลการรับรองการเลือกตั้ง ส.ส.ของคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
      กระนั้น ด้วยคะแนนที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะที่หลายคนคาดไม่ถึงกับคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในหลายเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ผนวกกับพรรคที่ถูกมองว่าพร้อมหนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างภูมิใจไทย ก็ได้เสียง ส.ส.และคะแนนรวมออกมาตามเป้าที่แกนนำตั้งเป้าไว้ ตลอดจนกลไกต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ เช่น เสียง ส.ว. 250 เสียง ที่มาจากการคัดเลือกของ คสช. ที่จะไปร่วมโหวตเลือกนายกฯ ที่แน่นอนว่าต้องหนุน บิ๊กตู่ 
       ทำให้จนถึงช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม จึงทำให้บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเต็งหนึ่ง ที่จะได้คัมแบ็กกลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ
      เว้นแต่สถานการณ์พลิกผัน แต่เมื่อดูองค์ประกอบโดยรวมแล้ว โอกาสพลิกยาก ทำให้ บิ๊กตู่ มีโอกาสกลับตึกไทยคู่ฟ้าคำรบสองค่อนข้างสูง ขนาดที่แกนนำเพื่อไทยที่นั่งลุ้นผลการเลือกตั้งในวอร์รูม ชั้นสี่ ตึกพรรคเพื่อไทย ยังตะลึงกับผลเลือกตั้งที่ออกมา ที่พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.-คะแนน เข้าป้ายจำนวนมาก ชนิดแกนนำเพื่อไทยหลายคนคาดไม่ถึง ที่กระแส บิ๊กตู่-พปชร. จะปลุกพลังเงียบในช่วงโค้งสุดท้ายได้ถึงเพียงนี้
      อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่อจากนี้ยังต้องติดตามต่อไป กับการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ กกต.จะมีเวลา 60วัน แต่เบื้องต้น กกต.ประกาศว่า จะพยายามประกาศรับรองผลให้ได้ไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ภายในไม่เกิน  9 พ.ค.นี้ เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาฯ และจากนั้นเมื่อมีประธานสภาฯ ที่เป็นประธานรัฐสภาแล้ว ก็จะมีการนัดประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป และหลังได้นายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะนำไปสู่การฟอร์มรัฐบาล ตั้งคณะรัฐมนตรีต่อไป
      ผลการเลือกตั้งที่ออกมา เรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก และคงทำให้หลังจากนี้ ภูมิทัศน์การเมืองไทย ภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมือง ที่ทำให้บางพรรคการเมืองอย่าง พลังประชารัฐ-อนาคตใหม่ แจ้งเกิดได้สำเร็จ ขณะที่บางพรรคอย่างประชาธิปัตย์ พรรคใหญ่ พรรคเก่าแก่ รอบนี้เจอผลสะเทือนอย่างหนัก ชนิดแกนนำพรรคคาดไม่ถึง ตั้งรับไม่ทัน และหลังจากนี้คงถึงวันที่ ปชป.ต้องยกเครื่องพรรคครั้งใหญ่แน่นอน.

'แม้ว'โผล่กล่าวหากองทัพโกงเลือกตั้งเพื่อคุมอำนาจต่อไป!



25 มี.ค.62 -  นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพีจากฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม โดยตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษวิจารณ์การเลือกตั้งของไทยครั้งนี้ว่ามีความผิดปรกติและโกง เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพยังสามารถคุมอำนาจไว้ได้ต่อไป 
 "ทุกคนในไทยรู้ ทุกคนในต่างประเทศที่สังเกตการเลือกตั้งในไทยรู้ว่ามีความผิดปรกติเกิดขึ้น" นายทักษิณกล่าว และว่า เราเรียกว่าหรือควรเรียกว่ามีการเลือกตั้งที่ทุจริตที่นั่น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศไทย
 นายทักษิณยังกล่าววิจารณ์รัฐบาลทหารของไทยชุดนี้ด้วยว่าวางแผนจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งและใช้อุบายสกปรกในการลงคะแนนเสียง "เกมอะไรก็ตาม ถ้ากฎกติกาและกรรมการไม่ยุติธรรม ผลที่ออกมาจะไม่ได้รับการนับถือ" นายทักษิณกล่าว 
 เมื่อเอเอฟพีตั้งคำถามต่อว่า เขาคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกงหรือไม่ นายทักษิณตอบว่า แน่นอนที่สุด และเมื่อถูกซักไซ้ให้แสดงหลักฐาน อดีตนายกฯ หนีคดีรายนี้ก็อ้างถึงรายงานเรื่องจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนให้พรรคของทหารที่สูงอย่างน่าสงสัยในจังหวัดสำคัญๆ รวมไปถึงจำนวนบัตรเสียที่มีมหาศาล 
 "หากคุณดูที่จำนวนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งและจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ บัตรเลือกตั้งมีเกินจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิในหลายๆ จังหวัด" นายทักษิณกล่าว

พลังเงียบหลับสนิท!เปิดสถิติเลือกตั้งกร่อยผู้ใช้สิทธิน้อยสุดรอบ 23 ปี

25 มี.ค.62-  ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  โดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. แถลงภาพรวมจัดการเลือกตั้งว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการร้อยละ 90 พบว่า มีผู้มาใช้สิทธิ 65.96 % บัตรเสีย 5.6% โหวตโน 1.5 % จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51,205,624 คน 
เมื่อตรวจสอบการเลือกตั้งก่อนนี้ พบว่า การเลือกตั้งปี 2554 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิทั้งสิ้น 75.03%  นับเป็นการใช้สิทธิมากที่สุดเท่าที่มีการเลือกตั้งมา
ขณะที่จำนวนผู้ใช้สิทธิต่ำกว่า 66% หรือน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น ต้องย้อนกลับไปในการเลือกตั้งวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539    ครั้งนั้นมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 62.42%  เท่านั้น 
สำหรับการเลือกตั้งที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิน้อยที่สุดยังคงเป็นการเลือกตั้ง วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ครั้งนั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเพียง  24.27% . 

'เพื่อไทย'มึน'พปชร.-อนค.'แรงในพื้นที่กทม.'ผู้สมัครส.ส.'โวยพิรุธอื้อ

25 มี.ค.62-ที่พรรคเพื่อไทย(พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค เรียกผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยทั้ง 22 เขต มาหารือร่วมกัน เพื่อประเมินผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นพร้อมให้กำลังใจผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้ง 
มีรายงานว่า ในที่ประชุมต่างแปลกใจผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น เพราะต่างมองว่าคู่แข่งคนสำคัญในสนามเลือกตั้งกทม.คือ พรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมากลับกลายเป็นว่า พรรคพลังประชารัฐ และอนาคตใหม่ มีคะแนนนิยมมากกว่าทั้งที่ระหว่างการหาก็ไม่ได้มีกระแสเหมือนที่ออกมา
นายสุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครส.ส.เขต 9 หลักสี่ กทม.พรรคเพื่อไทย  ให้สัมภาษณ์เรียกร้องให้ กกต.ตอบคำถามสังคมให้ได้ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง เพราะเขตเลือกตั้งที่ 9 มีปัญหาบัตรเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์  เลือกตั้ง และปัญหาบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าของเขต 9 ถูกส่งไปนับคะแนนที่เขต1 จนส่งผลให้บัตรทั้งหมดกลายเป็นบัตรเสีย กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบกับคะแนนเสียงที่ออกมา 
"ขอเรียกร้องให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ในเขต 9 เพราะหากจะมีการนับคะแนนใหม่เพียงอย่างเดียวก็จะเกิดปัญหาเช่นเดิม เพราะบัตรถูกคละไปหมดแล้ว จะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไร หากพบว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตยุติธรรม"
เช่นเดียวกับ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ผู้สมัคร ส.ส.เขต1 กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กกต.เขต 1 ยอมรับว่ามีการส่งบัตรผิดพลาด แต่ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นต้องไปร้องต่อกกต.กลางเท่านั้น  ซึ่งทางพรรคจะรวบรวมหลักฐานเตรียมร้องขอความเป็นธรรมต่อไป โดย กกต. เขต 1 ก็พร้อมที่จะเป็นพยานให้

เพื่อไทยประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล!

25 มี.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะแกนนำ ผู้บริหารพรรคเพื่อไทย อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นายภูมิธรรม เวชชยชัย นายโภคิน พลกุล ร่วมแถลงข่าว หลังกกต.แถลงความคืบหน้าเรื่องผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ โดยคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชนมอบความไว้วางใจต่อพรรคเพื่อไทยมอบคะแนนส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งมากที่สุด ในลำดับหนึ่ง แม้จะส่งไม่ครบทั้ง350เขต โดยทุกคะแนนเสียงที่ได้ให้กับพรรคเพื่อไทย เราจะมุ่งมั่นทำงาน เพื่อที่จะทำให้การแก้ไขความทุกข์ ความยากจนให้หมดไป อย่างที่เราได้ให้คำมั่นไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
"ส่วนการเดินหน้าทางการเมืองจากนี้ไป จะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล อย่างที่พูดเอาไว้ว่า พรรคที่ได้ส.ส.มากที่สุด ถือเป็นผู้ได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชน พรรคจะเดินหน้ารวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลต่อไป พรรรคที่เราจะร่วมด้วย จะร่วมกับพรรคที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ เพื่อร่วมกับพรรคที่มีแนวทาง อุดมการณ์เดียวกัน ส่วนเรื่องสว.250คน ควรทำตามเสียงของประชาชน"คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว.

ส.ส.กทม.สูญพันธุ์ ประชาธิปัตย์เละ "มาร์ค" ออก (คลิป)

เพื่อไทยคว้าแชมป์! พลังประชารัฐอันดับ 2 อนาคตใหม่มาลำดับ 3

เลือกตั้ง 62 เพื่อไทยยังคงนำ ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ พลังประชารัฐนำคะแนนโหวต แต่ ส.ส.รวมได้อันดับ2 อนาคตใหม่แรงสะท้านใจ กวาดปาร์ตี้ลิสต์เป็นกระบุงโกย ตะลึงพรรคเก่าแก่ ประชาธิปัตย์พังพาบพ่ายยับเยินสนามเมืองหลวง ส่อสูญพันธุ์ไม่ได้ ส.ส.สักคน พลังประชารัฐ-อนาคตใหม่ ยึดเมืองหลวง เพื่อไทยก็ปาดเหงื่อเสียไปหลายเก้าอี้ เสาไฟฟ้าภาคใต้ล้มระเนนระนาด ประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคต่ำ 50 อีสาน เพื่อไทยยังแข็งแต่โดนเจาะรั่วโบ๋หลายจุด เหนือยิ่งแล้วใหญ่ พลังประชารัฐแทรกยกเค้าหลายจังหวัด ภาคกลางช้างล้มหลายเขต พลังประชารัฐแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่

การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนคนไทยเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ หลังห่างหายว่างเว้นจากการเลือกตั้งมาเกือบ 8 ปีเต็ม นับจากการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2554 ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวทางการเมืองด้วยสารพัดปัจจัย จนการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ออกมาใช้สิทธิอย่างถล่มทลาย สอดคล้องกับการเลือกตั้งจริงที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิล้นหลาม

เลขาธิการ กกต.แถลงปิดหีบร้อง 91 เรื่อง

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่สำนักงาน กกต. พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. แถลงความคืบหน้าหลังปิดหีบลงคะแนนทั่วประเทศในเวลา 17.00 น. ว่า มีเรื่องร้องเรียน 91 เรื่อง แบ่งเป็นการร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วย 33 เรื่องและร้องเรียนการกระทำของผู้สมัคร 58 เรื่อง ยังมีเรื่องที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งพบการกระทำความผิดรวม 7 เรื่อง แยกเป็นแจกเงินซื้อเสียง 4 เรื่อง ข่มขู่ให้ลงคะแนน จำหน่ายสุรา สวมสิทธิเลือกตั้ง อย่างละ 1 เรื่อง กรณีการฉีกบัตรพบ 21 เรื่อง ใน 20 จังหวัด ประกอบด้วย ลำพูน สมุทรสงคราม อยุธยา ยโสธร เชียงใหม่ ตาก กรุงเทพฯ ปทุมธานี นครศรีธรรมราช อ่างทอง สระบุรี อุบลราชธานี นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา นครนายก ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สกลนคร อุดรธานี ลำปาง เบื้องต้นไม่ได้มีสาเหตุจากการต่อต้านระบบ แต่เป็นลักษณะพลั้งเผลอและเมาสุรา ตำรวจจะสอบสวนเพื่อดูเจตนาการกระทำก่อนสรุปสำนวนคดี ส่วนการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วพบที่ชลบุรีและบุรีรัมย์ ซึ่งกฎหมายห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว แต่หากเป็นการถ่ายภาพบัตรโดยไม่เห็นผลคะแนนว่ากาให้กับผู้ใด ยังถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ ไม่ถือเป็นความผิด

นิวซีแลนด์บัตรเสีย 1,500 ใบมาไม่ทัน

พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า นอกจากนี้ กกต.ได้รับรายงานว่า บัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร จากประเทศนิวซีแลนด์ ประมาณ 1,500 ใบ ถูกส่งมาไม่ทันเวลา ตามกฎหมายต้องถือว่าเป็นบัตรเสีย แต่ต้องมีกระบวนการสั่งการ โดยในวัน 25 มี.ค.สำนักงานจะเสนอ กกต.ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาวินิจฉัย สำหรับสาเหตุล่าช้าเบื้องต้นทราบว่าเป็นการขนส่งโดยสายการบิน 3 สายการบิน ต้องต่อเครื่องและมีปัญหาเครื่องบินดีเลย์ โดยบัตรถูกจัดส่งออกมาพร้อมกับประเทศอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. ปกติต้องมาถึง 23 มี.ค. แต่ปรากฏว่าบัตรเพิ่งถูกส่งมาถึง 24 มี.ค. ทำให้ไม่สามารถจัดส่งไปนับคะแนนได้ ทั้งนี้ในอดีตก็เคยเกิดเหตุบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรส่งมาไม่ทันเวลา แต่ยืนยันว่า กกต.พยายามติดตามการขนส่งบัตรนอกราชอาณาจักรอยู่ตลอดเวลา ส่วนของจากประเทศอื่นๆถูกส่งมาตามกำหนดและส่งไปยังเขตเลือกตั้งทุกเขตทันนับคะแนน

ตั้งเป้าประกาศผล 9 พ.ค.กรอบ 150 วัน

พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า ส่วนของสำนักงานฯ ตั้งเป้าที่จะพิจารณาเรื่องร้องเรียน ร้องคัดค้านและเสนอ กกต.ให้ประกาศผลการเลือกตั้งร้อยละ 95 ภายในวันที่ 9 พ.ค. จะอยู่ในกรอบระยะเวลา 150 วันที่ กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 แต่ประเด็นระยะเวลา 150 วัน ยังมีความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน โดยเห็นว่าระยะเวลาที่ กกต.ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วันหลังการเลือกตั้ง ไม่รวมอยู่ในระยะเวลาดังกล่าวถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะครบระยะเวลาในวันที่ 23-24 พ.ค.ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต.ว่าจะมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร

เตรียมเลือกตั้งใหม่หากโหวตโนชนะ

เลขาธิการ กกต.ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งใหม่กรณีที่คะแนนโหวตโนชนะผู้ที่มีคะแนนสูงสุด ว่า สำนักงานได้เตรียมแผนรองรับเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งต้องเปิดรับผู้สมัครชุดใหม่ทั้งหมดตามกฎหมาย จึงต้องมีระยะเวลาในการเตรียมการ โดยวางแผนให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 28 เม.ย. แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่ กกต.เพิกถอนสิทธิสมัครชั่วคราว (ใบส้ม) หรือสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ที่ผู้สมัครยังเป็นชุดเดิมก็จะมีการเลือกตั้งก่อนเวลาดังกล่าว

ไม่รู้เรื่องทหารชะโงกดูกาบัตรกัน

ส่วนกรณีที่มีคลิปมีนายทหารเดินเข้าไปชะโงกดูการใช้สิทธิของทหารอีกราย ภายในหน่วยเลือกตั้งสนามเป้า พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่โดยหลักการการลงคะแนนต้องเป็นความลับ จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป ทั้งนี้ กกต.ต้องขอขอบคุณประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนถึงการตื่นตัวทางการเมือง คาดว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 80 ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยทั้ง 92,320 หน่วย สามารถปิดการลงคะแนนได้ตามเวลาเรียบร้อยทุกหน่วย

เอ็กซิทโพล พปชร.-อนค.กระฉูด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง สำนักโพลต่างๆ ทยอยรายงานผลเอ็กซิทโพล ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยยังคงครองแชมป์ได้ ส.ส.เขตราว 160-170 เขต ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เขตราว 70-80 เขต ขณะที่พรรคพลังประชารัฐมาแรงได้ทั้ง ส.ส.ระบบเขตและบัญชีรายชื่อรวมกันเกือบ 100 ที่นั่ง เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อสูงมากถึง 40-50 ที่นั่ง โดยสวนดุสิตโพลรายงานว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.173 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 96 ประชาธิปัตย์ 88 อนาคตใหม่ 49 ภูมิใจไทย 40 และเสรีรวมไทยก็ได้ ส.ส.ไปถึง 17 ที่นั่ง มาจากระบบบัญชีรายชื่อล้วนๆ

แยกรายเขต พท.ยังครองแชมป์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อจำแนกเป็นรายภาคแล้ว สวนดุสิตโพลระบุว่า ที่ภาคเหนือ 62 เขต พรรคเพื่อไทยได้ 42 ประชาธิปัตย์ 10 และพลังประชารัฐ 10 ที่นั่ง ภาคอีสาน 116 เขต พรรคเพื่อไทยได้ 87 พลังประชารัฐ 17 ภูมิใจไทย 11 และชาติไทยพัฒนา 1 คน ภาคกลาง 92 เขต พรรคเพื่อไทยได้ 29 ประชาธิปัตย์ 22 พลังประชารัฐ 23 ภูมิใจไทย 8 ชาติไทยพัฒนา 9 และอนาคตใหม่ 1 คน ภาคใต้ 50 เขต พรรคประชาธิปัตย์ได้ 44 ประชาชาติ 2 ภูมิใจไทย 2 พลังประชารัฐ 1 และรวมพลังประชาชาติไทย 1 คน ส่วนที่ กทม. 30 เขต พรรคเพื่อไทยได้ 15 ประชาธิปัตย์ 12 พลังประชารัฐ 2 คน และอนาคตใหม่ 1 คน

ตะลึง ปชป.จ่อสูญพันธุ์เมืองหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อการนับคะแนนเริ่มขึ้นปรากฏว่าในหลายๆเขตพรรคพลังประชารัฐกลับมีคะแนนพลิกแซงนำอดีต ส.ส.ตัวเต็งชื่อดังจากทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับอนาคตใหม่ที่มีคะแนนนำเป็นที่ 1 ในหลายเขตและเมื่อนับคะแนนไประยะหนึ่ง ปรากฏว่าที่ กทม.ในเขตชั้นใน หรือโซนไข่แดง ปรากฏว่าผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐมีคะแนนนำพรรคประชาธิปัตย์แทบทุกเขต ส่วนเขตพื้นที่ฝั่งธนฯกลับกลายเป็นพรรคอนาคตใหม่ที่ทำคะแนนฉีกนำพรรคประชาธิปัตย์ในหลายเขต ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็โดนแย่งเก้าอี้ไปไม่น้อย แต่ยังรักษาฐานเดิมไว้ได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แทบไม่มีเขตไหนที่มีคะแนนขึ้นนำเลย

ใต้ พปชร.โค่นเสาไฟฟ้ากระจุย

ส่วนที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ปรากฏว่าถูกตีแตกยับเยิน ไม่ว่าจะเป็นที่ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต ซึ่งผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐมีคะแนนนำเหนือผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ในหลายเขต และในบางเขตทิ้งห่างอย่างน่าตกใจ

ขณะที่ จ.สุราษฎร์ธานี พรรครวมพลังประชาชาติไทยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค เจาะพื้นที่บ้านเกิดตัวเองไม่เข้า พรรคประชาธิปัตย์ยังมีคะแนนนำยกจังหวัด อย่างไรก็ตามพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้ลุ้นที่ จ.ชุมพร ที่มีคะแนนนำอยู่ 1 ที่นั่ง จากสุพล จุลใส แต่จนถึงเวลา 20.50 น. ปรากฏว่าที่ จ.พัทลุง ตรัง สตูล นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ยังไม่มีรายงานคะแนนเข้ามา

อีสาน พท.ยังแข็งแต่ก็โดนเจาะรั่ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาพรวม ส.ส.เขตยังคงเป็นพรรคเพื่อไทยที่น่าจะกวาด ส.ส.ไปได้เยอะตามความคาดหมาย โดยคาดว่าจะได้ ส.ส.ยกจังหวัด อาทิ ที่ จ.อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู สกลนคร มหาสารคาม โดยมีพรรคพลังประชารัฐสร้างเซอร์ไพรส์มีคะแนนนำในหลายจังหวัด หลายเขต โดยเฉพาะที่ จ.นครราชสีมา อาจจะได้ถึง 6 จาก 14 ที่นั่ง ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่จะได้ ส.ส.สอดแทรกเข้ามา อาทิ จ.ศรีสะเกษ ขอนแก่น อุบลราชธานี ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ก็มีคะแนนไม่น้อย โดยสามารถยึดบุรีรัมย์ได้ทั้งจังหวัด และจะได้ที่นั่งใน จ.นครราชสีมาถึง 4 ที่นั่ง ส่วนจังหวัดอื่นๆ จะได้ที่ จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ก็มีคะแนนเป็นลำดับ 2-3 น่าจะได้แต้ม ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจำนวนมาก

พปชร.ฉลุยเมืองชลจ่อกวาดเรียบ

สำหรับภาคกลาง ยังเป็นพื้นที่ที่หลายพรรคได้ ส.ส. เมื่อนับคะแนนไประยะหนึ่งก็เริ่มเห็นชัดอย่าง จ.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนายังคงรักษาเก้าอี้ได้ทั้ง 4 เขต ส่วน จ.อ่างทอง และ จ.อุทัยธานี ที่พรรคภูมิใจไทยได้ตัวผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนาไปก็ได้ ส.ส.ยกทั้ง 2 จังหวัด ที่ จ.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐน่าจะได้ ส.ส.ทั้ง 2 เขต ส่วนที่ จ.ลพบุรี มีทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐที่มีคะแนนนำ ที่น่าสนใจที่ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี พรรคพลังประชารัฐ พรรคอนาคตใหม่มีคะแนนนำ เช่นเดียวกับที่ จ.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐคะแนนนำเกือบทุกเขต

แรงทั่วไทยภาคเหนือก็กวาดเรียบ

ขณะที่ภาคเหนือ ผู้สมัคร ส.ส.ที่มีคะแนนนำยังมาจากพรรคเพื่อไทย แต่สัดส่วนลดลงจากเมื่อการเลือกตั้ง 2554 อย่างชัดเจน ที่กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐสามารถทำแต้มขึ้นนำในทุกเขต หลังได้ผู้สมัครตัวแข็งๆจากกลุ่มชากังราว ที่มีนายวราเทพ รัตนากร อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย ไปแบบยกชุด เช่นเดียวกับที่ จ.เพชรบูรณ์ ภายใต้การนำของนายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปเช่นเดียวกัน ส่วนที่ จ.พิจิตรและ จ.พะเยา พรรคพลังประชารัฐก็กระแสแรงมีคะแนนถึง 2 จาก 3 เขต ขณะที่ จ.แพร่ ปรากฏว่าพรรคอนาคตใหม่มีคะแนนนำทั้ง 2 เขต ภายหลังจากผู้สมัครตัวเก็งจากพรรคไทยรักษาชาติถูกตัดสิทธิ์

ปชป.ช็อกแค่ข้ามคืนเป็นพรรคต่ำ 50

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาแถลงข่าวขอบคุณประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ กระทั่งเวลา 20.00 น. หลังทราบผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขต อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท และสมาชิกพรรคที่มาร่วมลุ้นการนับคะแนนที่ลานแม่พระธรณีฯ บรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบ ซึม ไม่คึกคักเหมือนตอนแรก หลังทราบผลคะแนน ส.ส.เขตของพรรคโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ผู้สมัครของพรรคซึ่งเคยเป็นเจ้าของพื้นที่สอบตกจำนวนมากกว่าที่คาดคิด โดยแฟนคลับของพรรคบางคนถึงกับลุกจากเก้าอี้นั่งลุ้นทยอยเดินทางกลับเหลืออยู่บางตาไม่ถึง 30 คน

สำหรับอดีต ส.ส.ที่คาดว่าคนสำคัญที่สอบตก อาทิ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าภาคใต้และผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง นายวิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส.ระนอง 8 สมัย นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมถึง 23 คนต่างสอบตกเกือบหมด อาจเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ โดยได้ ส.ส.ทั้งหมดเพียง 35 คนเท่านั้น

พปชร.แซงหน้าเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กกต. ว่า เมื่อเวลา 22.00 น. ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ 92% ปรากฏว่า คะแนนของพรรคประชารัฐได้คะแนนถึง 7.5 ล้านคะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 7 ล้านคะแนน ทั้งนี้ยังไม่รวมคะแนนจาก 6 จังหวัด ได้แก่ จ.พัทลุง ตรัง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสตูล รวมทั้งสิ้น 18 เขต ที่ กกต.ในพื้นที่ยังไม่ส่งผลคะแนนมายัง กกต.กลาง

พท.โกย ส.ส.เขต-พปชร.แชมป์แต้มรวม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเวลา 22.15 น. พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.เขต 99 คน คะแนนรวมทั้งประเทศ 6,808,068 คะแนน พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 124 คน คะแนนรวม 6,797,459 คะแนน พรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส.เขต 25 คน คะแนนรวม 4,160,991 คะแนน พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต 42 คน คะแนนรวม 2,619,831 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.เขต 31 คน คะแนนรวม 2,013,830 คะแนน พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.เขต 7 คน คะแนนรวม 473,520 คะแนน พรรคเพื่อนไทย ได้ ส.ส.เขต 3 คน คะแนนรวม 352,090 คะแนน พรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ ส.ส.เขต 4 คน คะแนนรวม 156,600 คะแนน

“อภิสิทธิ์” ขอโทษผู้สนับสนุนพรรค

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินลงจากห้องทำงานพร้อมคณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกผู้สมัคร ส.ส.พรรคจำนวนมาก โดยนายอภิสิทธิ์ แถลงว่า ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยวันนี้ ขอบคุณผู้ที่มอบคะแนนเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ผลการนับคะแนนยังไม่ยุติ แต่เป็นที่แน่ชัดว่าผลการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตนได้ตั้งไว้ ขอโทษผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนที่ไม่สามารถผลักดันแนวคิดของเราให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ ขออภัยเพื่อนๆผู้ร่วมอุดมการณ์ทุกคน ซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเป็นนักการเมืองคุณภาพทั้งที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคนที่มาสมัครเป็นครั้งแรก และคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจมาสืบสานอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้

ประกาศลาออกจากหัวหน้า ปชป.

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดผมต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าองค์กร ผมขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่บัดนี้ และตามข้อบังคับของพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยู่จะเป็นผู้รักษาการ กรรมการบริหารพรรคที่รักษาการอยู่นี้ รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้ง จะพิจารณาแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลตามข้อบังคับพรรคต่อไป กราบขอบพระคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนตลอดเวลา ขอเรียนว่าความตั้งใจในการทำงานให้ประชาชนและพรรคไม่มีเสื่อมคลาย เพราะหนึ่งในเรื่องที่ต้องสร้างให้ได้คือสัจจะของนักการเมือง ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจมาตลอด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

หลังการประกาศ นายอภิสิทธิ์เดินมาขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน โดยมีมวลสมาชิกพรรคเดินมาส่งถึงรถ มีแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์พรรค อาทิ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กอดคอร้องไห้กับสมาชิกพรรคด้วย

พื้นที่เมืองหลวงล็อกถล่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางด้านสนามเลือกตั้ง กทม.ครั้งนี้ ที่มี 30เขตเลือกตั้ง เป็นพื้นที่ที่มี 2 พรรคการเมือง เป็นเจ้าสนามเก่า โดยการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.กทม.ทั้งหมด 23 คน และพรรคเพื่อไทยได้ 10 คน จากจำนวนส.ส.ทั้งหมด 33 ที่นั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว 89 เปอร์เซ็นต์ จากยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,474,303 มีผู้มาแสดงตนใช้สิทธิ 2,221,784 คน เป็นบัตรดี 2,119,372 ใบ บัตรเสีย 62,148 ไม่ประสงค์ลงคะแนน 40,264 ใบ โดยในเบื้องต้น พรรคพลังประชารัฐมีคะแนนนำมา 549,733 คะแนน พรรคอนาคตใหม่ตามมาติดๆ 533,280 คะแนน ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 427,660 คะแนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบผลการเลือกตั้งในหลายเขต มีหลายพื้นที่มีโอกาสจะเกิดรายการล็อกถล่ม ชนิดที่ว่า สึนามิการเมืองเข้าทลายพรรคการเมืองที่เคยครองพื้นที่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ กลายเป็น 2 พรรคการเมือง ที่กวาดที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ กทม. ชนิดที่เรียกว่า “ล้มช้าง” โดยมีโอกาสกวาดที่นั่งได้เป็นกอบเป็นกำ

พปชร.มาแรงกวาดพื้นที่ชั้นใน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการนับคะแนนเมื่อเวลา 21.00 น. ปรากฏว่า ในเขตเลือกตั้งที่ 1 น.ส.กานกนิษฐ์ แห้วสันตติ จากพรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนน 22,371 ตามด้วย น.ส.นพมาศ การุญ จากพรรคอนาคตใหม่ที่ได้คะแนน 16,660 น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล พรรคเพื่อไทย 15,064 คะแนน

เขต 2 น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ หรือ “ดร.ส้ม” พรรคพลังประชารัฐ จ่อเข้าป้ายได้ 25,996 คะแนน น.ส.พัสวี ภัทรพุทธากร พรรคอนาคตใหม่ 24,882 คะแนน น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้แค่ 7,712 คะแนนเท่านั้น

ส่วนเขต 3 น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน พรรคอนาคตใหม่ 26,588 คะแนน ตามด้วยนายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ พรรคพลังประชารัฐ 24,244 คะแนน ส่วน ม.ล.อภิมงคล โสณกุล พรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาส สอบตกสูง เขต 4 น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนำ 15,699 คะแนน ขณะที่นายกรณ์ จตุวิมล พรรคอนาคตใหม่ ลุ้นเบียดมาที่ 13,387 คะแนน ส่วนนายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ ตามมาห่างลิบลิ่ว เขต 4 น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนำ 25,296 คะแนน ตามด้วยนายกรณ์ จตุวิมล พรรคอนาคตใหม่ 22,990 คะแนน ส่วนแชมป์เก่า นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ ส่อปิ๋ว

ปชป.สิ้นลายร่วงระนาวหลุดลุ่ย

เขต 5 นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ จากเพื่อไทย 25,925 คะแนน เบียดมา น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต พรรคพลังประชารัฐ 25,826 คะแนน ส่วนนายธนา ชีรวินิจ พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์เก่ากวด ขณะที่ในพื้นที่เขต 6 น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนำ 26,904 คะแนน นายคริส โปตระนันทน์ พรรคอนาคตใหม่ 21,498 คะแนน ส่วนแชมป์เก่า นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคประชาธิปัตย์ตามมาลิบๆ

ขณะที่เขต 7 น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนำ 20,697 คะแนน ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ พรรคเพื่อไทย 20,474 คะแนน ส่วนนางพิมพ์อร คงอุดม พรรคพลังท้องถิ่นไท และ “หมอเอ้ก” นายคณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ติดโผอีกตัวเต็ง ร่วงผล็อย

เขต 8 นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 27,048 คะแนน ตามด้วย ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง หรือ “หมวดเจี๊ยบ” จากพรรคเพื่อไทย หายใจรดต้นคอ 24,436 คะแนน ขณะที่นายสรรเสริญ สมะลาภา พรรคประชาธิปัตย์ ตามห่างๆ

โซนตะวันออกเมืองกรุง พท.หืดจับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขต 9 นายสิระ เจนจาคะ พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนน 33,112 คะแนน ตามมาด้วยนายสุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย 30,182 คะแนน ทางด้านเขต 10 นายการุณ โหสกุล พรรคเพื่อไทย มีคะแนนนำ 29,268 คะแนน ตามด้วยนางกนกนุช กลิ่นสังข์ พรรคพลังประชารัฐ 20,812 คะแนน เขต 11 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคเพื่อไทย 32,516 คะแนน นำนายสมชาย เวสารัชตระกูล พรรคประชาธิปัตย์ 23,277 คะแนน ส่วนเขต 12 นายอนุสรณ์ ปั้นทอง พรรคเพื่อไทย 27,336 คะแนน ตามมาด้วย ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น จากพลังประชารัฐ 24,863 คะแนน

เขต 13 น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ พรรคพลังประชารัฐ นำด้วยคะแนน 24,477 คะแนน ตามมาด้วนนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส พรรคเพื่อไทย 21,376 คะแนน ทางด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาธิปัตย์ หรือ “ไอติม” หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขต 14 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ พรรคเพื่อไทย ได้ 29,709 คะแนน นายณริช ผลานุรักษา พรรคพลังประชารัฐ 24,138 คะแนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขต 15 นายชาญวิทย์ วิภูศิริ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 30,555 คะแนน เฉือนนายวิชาญ มีนชัยนันท์ พรรคเพื่อไทย 28,833 คะแนน ขณะที่เขต 16 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกปากกล้าจากพรรคเพื่อไทย 28,822 คะแนน ตามมาติดๆ น.ส.เกศกานดา อินช่วย พรรคพลังประชารัฐ 26,951 คะแนน เขต 17 นายศิริพงษ์ รัสมี พรรคพลังประชารัฐ 24,618 คะแนน ตามด้วยนายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ พรรคเพื่อไทย 23,497 คะแนน เขต 18 น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ พรรคเพื่อไทย 32,277 คะแนน ตามด้วยนายเอกฤทธิ เจียกขจร พรรคอนาคตใหม่ 19,965 คะแนน นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ พรรคพลังประชารัฐ ต้องซดน้ำแห้ว

แชมป์เก่าประชาธิปัตย์จบเห่เป็นเบือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเขต 19 นายประสิทธิ์ มะหะหมัด พรรคพลังประชารัฐ 24,618 คะแนน ตามด้วยนายสุรกฤณ ลิมปรัทกาญจนา พรรคอนาคตใหม่ 19,937 ส่วนนางนาถยา แดงบุหงา พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์เก่าปิ๋ว เขต 20 มณฑล โพธิ์คาย พรรคอนาคตใหม่ 26,308 คะแนน ตามด้วยนายธันวา ไกรฤกษ์ พรรคพลังประชารัฐ 19,159 คะแนน ส่วนแชมป์เก่านายสามารถ มะลูลีม พรรคประชาธิปัตย์ จุกอกอีกราย

เขต 21 นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ พรรคอนาคตใหม่ เป็นว่าที่ ส.ส.หน้าใหม่ นำโด่งด้วยคะแนน 33,395 คะแนน ตามมาด้วย น.ส.จักรรีรัตน์ แสงราวี พรรคพลังประชารัฐ 27,387 คะแนน ส่วนแชมป์เก่านายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ พรรคประชาธิปัตย์ อกหัก

เขต 22 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร พรรคอนาคตใหม่ เติมแต้มให้ค่ายสีส้มได้ 30,015 คะแนน ตามด้วยนายศันสนะ สุริยะโยธิน พรรคพลังประชารัฐ 24,961 คะแนน ส่วน ท.พ.สุรันต์ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์เก่าหลุดวงโคจร เขต 23 นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี พรรคอนาคตใหม่ 25,019 คะแนน นางสาวทิพานัน ศิริชนะ พรรคพลังประชารัฐ 24,033 คะแนน ส่วนนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ พรรคภูมิใจไทย และนันทพร วีรกุลสุนทร พรรคประชาธิปัตย์ กอดคอกันอกหัก เขต 24 นายทศพร ทองศิริ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,066 คะแนน ตามด้วยนายไกรเสริม โตทับเที่ยง พรรคพลังประชารัฐ 27,364 คะแนน เขต 25 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ พรรคอนาคตใหม่ เข้าป้ายด้วยคะแนน 29,000 คะแนน ทิ้งห่างนายสากล ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์เก่า

“วัน ลูกเฉลิม” ลุ้นเฮ “เอกนัฏ” เศร้า

เขต 26 นายวัน อยู่บำรุง พรรคเพื่อไทย มีโอกาสเข้าสภาฯ 28,710 คะแนน นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ พรรคอนาคตใหม่24,748 คะแนน ส่วนพ.ต.อ.นพ.สามารถ ม่วงศิริ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วงเก้าอี้ เขต 27 นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ พรรคอนาคตใหม่ 26,876 คะแนน สูสี พ.ต.ท.วันชัย ฟักเอี้ยง พรรคเพื่อไทย 26,355 คะแนน ส่วนนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์เก่า น่าจะกวดเข้าเส้นชัยไม่ทัน เขต 28 ดร.กฤชนนท์ อัยยปัญญา พรรคพลังประชารัฐ ประเดิมการเมือง มีโอกาสเข้าป้ายที่ 21,228 คะแนน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคอนาคตใหม่ 20,797 คะแนน ส่วนอดีตรัฐมนตรีนายวัฒนา เมืองสุข พรรคเพื่อไทย 9,838 คะแนน และนางอรอนงค์ คล้ายนก พรรคประชาธิปัตย์ อกหักดังเป๊าะ เขต 29 นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา พรรคเพื่อไทย 26,860 คะแนน

ผศ.ดร.ณพงศ์ นพเกตุ พรรคพลังประชารัฐ 23,082 คะแนน ขณะที่มือปราบคอร์รัปชัน อย่างนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ เสี่ยงจะต้องออกไปลุยงานนอกสภาฯ เขต 30 นายจักรพันธ์ พรนิมิตร พรรคพลังประชารัฐ 29,573 คะแนน เฉือนนายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ พรรคเพื่อไทย 24,342 คะแนน โดยพื้นที่นี้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก พรรคประชาธิปัตย์ แชมป์เก่า กลายเป็นอดีตผู้แทนฯไป

พท.ยังแกร่งครองแชมป์ภาคอีสาน

ต่อมาเวลา 21.30 น. ที่สนามเลือกตั้งภาคอีสาน ที่มีชิงกันถึง 116 เก้าอี้ ภายหลังนับคะแนนไปได้ 90% ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยครองความเป็นแชมป์ภาคอีสานกวาด ส.ส.ยกจังหวัดได้หลายพื้นที่ ได้แก่ จ.อุดรธานี เมืองหลวงคนเสื้อแดง ที่พรรคเพื่อไทยกวาด ส.ส.ได้ครบ 8 ที่นั่ง รวมถึงจังหวัดในภาคอีสานอื่นๆที่พรรคเพื่อไทยกวาดได้ยกจังหวัด คือ จ.หนองคาย จ.หนองบัวลำภู จ.สกลนคร จ.มหาสารคาม จ.มุกดาหาร จ.ยโสธร จ.บึงกาฬ ส่วนที่ จ.นครราชสีมา 14 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐที่นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ หัวหน้าทีมภาคอีสาน นำทีมพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งมาได้ 6 เขต ได้แก่ เขต 1 นายเกษม ศุภรานนท์ เขต 4นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เขต 6 นายอธิรัช รัตนเศรษฐ เขต 7 นางทัศนียา รัตนเศรษฐ เขต 8 นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ และเขต 11 นายสมศักดิ์ พันธเกษม แบ่งให้พรรคภูมิใจไทย 4 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยเหลืออยู่ 3 ที่นั่ง

“ปรีชา” หมดรูปพาทีมร่วงเลย 3 เขต

ส่วนที่ จ.เลย ผลปรากฏว่า ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐพ่ายแพ้หมดรูปทั้ง 3 เขต โดยเขต 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล พรรคเพื่อไทย มีคะแนนมาเป็นที่ 1 ส่วนเขต 2 และ 3 ผู้ชนะตกเป็นของผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยคือ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ และนายธนยศ ทิมสุวรรณ โดยเฉพาะในเขต 3 นายปรีชาพ่ายแพ้อย่างหมดรูป มีคะแนนหล่นไปอยู่เป็นที่ 3

ศรีสะเกษ พท.ถูกเจาะฐานแตก

จ.ศรีสะเกษ มีให้ชิงกัน 8 ที่นั่ง ที่พรรคเพื่อไทยเคยครองความยิ่งใหญ่ แต่ในครั้งนี้ต้องสูญเสียที่นั่ง 3 เขตให้กับคู่แข่ง ได้แก่เขต 1 “เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ พรรคภูมิใจไทยที่ย้ายมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา โค่นแชมป์เก่า ธเนศ เครือรัตน์ พรรคเพื่อไทย เขต 4 นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ พรรคพลังประชารัฐ เฉือน นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ พรรคเพื่อไทย และเขต 7 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ พรรคภูมิใจไทย ก็ชนะเจ้าของที่นั่งครั้งที่แล้ว นายมานพ จรัสดำรงสถิตย์ พรรคเพื่อไทย ส่วนอีก 5 เขตพรรคเพื่อไทยยังป้องกันตำแหน่งแชมป์ได้ทั้งหมด

เช่นเดียวกับ จ.ขอนแก่น ที่พรรคเพื่อไทยผูกขาดมาตลอด มีโอกาสเสียถึง 3 นั่ง ที่เขต 1 ที่นายฐิตินันท์ แสงนาคา ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ส่อโค่นแชมป์เก่า นายจักริน พัฒนดำรงจิตร เขต 2 นายวัฒนา ช่างเหลา พรรคพลังประชารัฐ ก็เบียดนางอรอนงค์ สาระผล พรรคเพื่อไทย ที่ลงแทนนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่ติดคุกจากคดีจำนำข้าว และที่เขต 7 นายสมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ ที่ยังมีคะแนนนำนายนวัธ เตาะเจริญสุข พรรคเพื่อไทย อย่างคู่คี่ ส่วนที่เหลืออีก 7 เขต พรรคเพื่อไทยยังคงของฐานเสียงส่วนใหญ่ไว้ได้

“เนวิน” แกร่งกินรวบบุรีรัมย์

จ.บุรีรัมย์ ถิ่นของนายเนวิน ชิดชอบ ที่รอบที่แล้วพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถกวาด ส.ส.ได้ยกจังหวัด แบ่งให้พรรคเพื่อไทยไป 2 ที่นั่ง ปรากฏว่า ในรอบนี้ พรรคภูมิใจไทยกลับมาครองความยิ่งใหญ่เหมา ส.ส.ยกจังหวัดทั้ง 8 เขต โดยที่พรรคเพื่อไทย ไม่สามารถเจาะเข้ามาได้แม้แต่เขตเดียว

พท.ยังครองแชมป์เมืองอุบลฯ 6 ที่นั่ง

จ.อุบลราชธานี มี 9 เขตเลือกตั้ง ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐสามารถเข้าไปปักธงได้สำเร็จ 2 เขต ที่เขต 1 นายอดุลย์ นิลเปรม และเขต 6 นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังแข็งแกร่ง กวาดส่วนแบ่งไปได้มากที่สุด 6 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ 2 เขต ที่เขต 2 นายวุฒิพงษ์ นามบุตร และเขต 8 น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย

“เสี่ยแกละ” คัมแบ็กพา ชทพ.ซิวร้อยเอ็ด

จ.ร้อยเอ็ด ถิ่นที่พรรคเพื่อไทยเคยครองความยิ่งใหญ่ กวาดยกจังหวัดปี 2554 แต่รอบนี้พรรคเพื่อไทยถูกเจาะฐานแตกไป 2 เขต ได้แก่ เขต 1 นายอนุรักษ์ จุรีมาศ พรรคชาติไทยพัฒนา เอาชนะแชมป์เก่านายวราวงษ์ พันธ์ศิลา พรรคเพื่อไทยไปอย่างขาดลอย ส่วนที่เหลืออีก 6 เขต พรรคเพื่อไทยยังเหนียว รักษาเก้าอี้ได้ทั้งหมดที่เขต 2 นายฉลาด ขามช่วง เขต 3 นายนิรมิต สุจารี เขต 4 นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ เขต 5 น.ส.จิราพร สินธุไพร เขต 6 นายกิตติ สมทรัพย์ และเขต 7 นายศักดา กงเพชร และที่ จ.สุรินทร์ 7 เขต พรรคเพื่อไทย กวาดไปได้ 5 เขต โดยพรรคภูมิใจไทยยังคงรักษาที่นั่งเขต 1 ไว้ได้จากนายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ส่วนที่เขต 2 นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ พรรคพลังประชารัฐ พลิกล็อกชนะนายชูชัย มุ่งเจริญพร พรรคเพื่อไทย

เมืองกล้วยไข่ พปชร.กวาดเรียบ

สำหรับพื้นที่เลือกตั้งภาคเหนือ 16 จังหวัดอดีตพรรคเพื่อไทย ยึดเก้าอี้ ส.ส.มากที่สุดจาก 62 เก้าอี้ แต่ปรากฏว่าการเลือกตั้งครั้งนี้หลังอดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทยแห่ไปซบพรรคพลังประชารัฐ ทำให้สูญเสียเก้าอี้ให้แก่พรรคพลังประชารัฐพอสมควรซึ่งผลการนับคะแนน 85 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดเมื่อเวลา 20.46 น. ปรากฏว่า ที่ จ.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐนำโด่งกวาดเรียบ 4 เขต ในเขต 1 นายไผ่ ลิงค์ 25,527 คะแนน เขต 2 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ 32,181 คะแนน เขต 3 นายอนันต์ ผลอำนวย 28,649 คะแนน เขต 4 นายปริญญา ฤกษ์หร่าย 26,528 คะแนน และที่ จ.ตาก พรรคพลังประชารัฐ เขต 1 นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ 35,425 คะแนนเขต 2 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ประชาธิปัตย์ ได้ 21,839 คะแนน และเขต 3 นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข พรรคพลังประชารัฐ ได้ 13,846 คะแนน

เชียงใหม่ “เพื่อไทย” ชนะทุกเขต

ส่วนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แชมป์เก่าพรรคเพื่อไทยยังคงรักษาฐานที่มั่นเหนียวแน่นทั้ง 9 เขต ไม่ว่าจะเป็นเขต 1 นางทัศนีย์ บูรณปกรณ์ ได้ 28,739 คะแนน เขต 2 นายนพคุณ รัฐผไท 38,613 คะแนน เขต 3 นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม 56,339 คะแนน เขต 4 นายวิทยา ทรงคำ 28,460 คะแนน เขต 5 นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ 30,076 คะแนน เขต 6 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 19,078 คะแนน เขต 7 นายประสิทธิ วุฒินันชัย 22,541 คะแนน เขต 8 นายสุรพล เกียรติไชยากร 39,213 คะแนน เขต 9 นายศรีเรศ โกฎคำลือ ได้ 22,617 คะแนน

จ.เชียงราย พรรคพลังประชารัฐสามารถเจาะไข่แดงให้แก่นางรัตนา จงสุทธานามณี ได้ในเขต 1 ส่วนที่เหลือพรรคเพื่อไทยยังรักษาแชมป์ไว้ได้ทั้งในเขต 2 นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ 36,746 คะแนน เขต 3 นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ 47,291 คะแนนเขต 4 นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ 55,205 คะแนน เขต 5 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน 32,397 คะแนน เขต 6 นายอิทธิเดช แก้วหลวง 19,521 คะแนน และเขต 7 น.ส.ละออง ติยะไพรัช 25,867 คะแนน

“ปากน้ำโพ” พปชร.กวาด 4 เขต

ส่วน จ.นครสวรรค์พรรคพลังประชารัฐกวาดไป 4 เขตในเขต 1 นายภิญโญ นิโรจน์ ได้ 18,465 คะแนน เขต 2 นายวีระกร คำประกอบ 22,641 คะแนน เขต 3 นายสัญญา นิลสุพรรณ 30,701 คะแนน เขต 4 นายมานพ ศรีผึ้ง พรรคภูมิใจไทยได้ 30,337 คะแนน เขต 5 นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ พรรคเพื่อไทย 31,537 คะแนน เขต 6 นายนิโรธ สุนทรเลขา พรรคพลังประชารัฐ 23,609 คะแนน ส่วน จ.น่าน เพื่อไทยรักษาแชมป์ในเขต 1 นายสิรินทร รามสูต 29,586 คะแนน เขต 2 นายชลน่าน ศรีแก้ว 40,063 คะแนน เขต 3 นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ 25,209 คะแนน ส่วนที่ จ.พิจิตร เขต 1 นายพรชัย อินทร์สุข พรรคพลังประชารัฐ 22,394 คะแนนเขต2 นายภูดิท อินทสุวรรณ์ พรรคพลังประชารัฐ 18,977 คะแนน และเขต 3 นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ จากพรรคภูมิใจไทยสอดแทรกเข้ามาได้ 27,845 คะแนน

สองแควล้มช้าง “วรงค์” ร่วง

ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ปรากฏว่าในเขต 1 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ 24,124 คะแนน ทำให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แชมป์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ สอบตกอย่างไม่น่าเชื่อ เขต 2 นายนพพล เหลืองทองนารา พรรคเพื่อไทย 27,196 คะแนน เขต 3 นายพงษ์มนู ทองหนัก พรรคประชาธิปัตย์ 18,692 คะแนน เขต 4 นายนิยม ช่างพินิจ พรรคเพื่อไทย 32,136 คะแนน เขต 5 นายมานัส อ่อนอ้าย พรรคพลังประชารัฐ 22,864 คะแนน และที่ จ.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐยังกวาดเรียบทั้งในเขต 1 น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ 24,573 คะแนน เขต 2 นายจักรัตน์ พั้วช่วย 44,972 คะแนน เขต 3 นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ 39,459 คะแนน เขต 4 นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ 29,504 คะแนน เขต 5 นายเอี่ยม ทองใจสด 32,984 คะแนน ส่วน จ.แม่ฮ่องสอน เขต 1 นายปัญญา จีนาคำ พรรคพลังประชารัฐ 22,762 คะแนน

เมืองรถม้า ปท.ครองแชมป์

ส่วนในพื้นที่ จ.ลำปาง พรรคเพื่อไทยยังคงรักษาแชมป์เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นในเขต 1 นายกิตติกร โล่ห์สุนทร 28,020 คะแนน เขต 2 นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร 29,608 คะแนน เขต 3 นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ 41,771 คะแนน เขต 4 นายอินธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ 33,873 คะแนน รวมถึง จ.ลำพูน ยังกวาดมาได้ทั้งเขต 1 นายสงวน พงษ์มณี 43,390 คะแนน เขต 2 นายรังสรรค์ มณีรัตน์ 43,510 คะแนน

อนค.ส้มหล่นได้เทแต้มที่แพร่

จ.สุโขทัย เขต 1 นางพรรณศิริ กุลนาถศิริ พรรคพลังประชารัฐ 40,491 คะแนน เขต 2 นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง พรรคพลังประชารัฐ 37,454 คะแนน เขต 3 นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ พรรคภูมิใจไทย 33,450 คะแนน ในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทยชนะทั้งในเขต 1 นายกนก ลิ้มตระกูล 43,696 คะแนน เขต 2 นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ 43,908 คะแนน สำหรับ จ.พะเยา เขต 1 นายธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคพลังประชารัฐ 43,788 คะแนน เขต 2 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ พรรคเพื่อไทย 32,189 คะแนน เขต 3 นายจีรเดช ศรีวิราช พรรคพลังประชารัฐ 36,930 คะแนน ส่วน จ.แพร่ ในเขต 1 นายเอกการ ซื่อทรงธรรม พรรคอนาคตใหม่ 54,552 คะแนน และเขต 2 นายกฤติดนัย สันแก้ว พรรคอนาคตใหม่ 46,204 คะแนน โดยได้รับอานิสงส์จากการที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบและเทคะแนนให้

ภท.กวาดเรียบอุทัยธานี-อ่างทอง

เมื่อเวลา 20.00 น. การนับคะแนนยังคงดำเนินต่อไป ที่ จ.อุทัยธานี คะแนนตัวเต็งทั้งเขต 1 และเขต 2 มีคะแนนนำขาดลอย โดยเขต 1 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ หลานชายนายชาดา ไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนำนายกุลเดช พัวพัฒนกุล พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นแชมป์เก่าแบบไม่เห็นฝุ่น ส่วนเขต 2 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย แชมป์เก่าก็นำฉลุยตามที่คาด ส่วน จ.อ่างทอง มี 1 เขตเลือกตั้ง นายภราดร ปริศนานันทกุล พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนน 56,613 คะแนน นำคู่แข่ง พล.ต.ต.ประจวบ เปาอินทร์ พรรคเพื่อไทย ที่ได้ 41,591 คะแนน

ชทพ.เหมาเข่ง “สุพรรณบุรี”

เช่นเดียวกับ จ.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา เหมายกเข่งตั้งแต่เขต 1 นายสรชัด สุจิตต์ เขต 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เขต 3 นายประภัตร โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนากับนายจองชัย เที่ยงธรรม พรรคภูมิใจไทย สุดท้ายนายประภัตรก็กวาดคะแนนเข้าวิน เขต 4 นายเสมอกัน เที่ยงธรรม พรรคชาติไทยพัฒนาก็ล้มแชมป์เก่านายสหรัฐ กุลศรี พรรคเพื่อไทยด้วยคะแนนนำโด่ง ส่วน จ.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ กวาดเรียบทั้งสองเขต โดยเขต 1 นายอนุชา นาคาศัย พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนน 29,651 คะแนน นายพรหมมิน สีตบุตร พรรคเพื่อไทย ได้ราว 15,274 คะแนน เขต 2 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา พรรคพลังประชารัฐ โกยคะแนน 34,117 คะแนน เข้าวิน ส่วน จ.นครนายก แชมป์เก่า “เสี่ยอ๋า” นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีต ส.ส.จากภูมิใจไทย ที่เพิ่งย้ายไปพรรคเพื่อไทย ทำคะแนนได้กว่า 36,000 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสอง นายสมพงษ์ สายทอง พรรคพลังประชารัฐ ถึง 1 เท่าตัว

“สะสมทรัพย์” พ่ายเยินอนาคตใหม่

กระทั่งเวลา 20.45 น. ได้นับคะแนนไปแล้ว ร้อยละ 85 ที่ จ.นครปฐม ฐานที่มั่นของบ้าน “สะสมทรัพย์” ปรากฏว่า เขต 1 พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด 24,571 คะแนน นำ น.ส.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ จากพรรคอนาคตใหม่ ที่มีคะแนน 23,448 คะแนน เขต 2 นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้คะแนน 22,135 คะแนน เขต 3 น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา พรรคอนาคตใหม่ ผู้สมัครหน้าใหม่ ล้มแชมป์ที่ทำคะแนนสูงลิบถึง 25,987 คะแนน ขณะที่แชมป์เก่านายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร พรรคชาติไทยพัฒนา ได้เพียง 8,366 คะแนน เช่นเดียวกับเขต 4 ที่นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ พรรคพลังประชารัฐ เข้าวินด้วยคะแนนสูงถึง 24,382 คะแนน ขณะที่เจ้าถิ่นอย่างนายอนุชา สะสมทรัพย์ ของพรรคชาติไทยพัฒนา มาเป็นลำดับ 3 ด้วยคะแนน 17,820 คะแนน และเขต 5 นางจุมพิตา จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ ก็ม้ามืดเข้าวินเช่นกัน ด้วยคะแนน 25,689 คะแนน

ผู้สมัครหน้าใหม่เข้าวินสมุทรสาคร

ที่ จ.สมุทรสาคร เขต 1 นายทองแดง เบ็ญจะปัก พรรคอนาคตใหม่ ล้มแชมป์เจ้าถิ่นไปอีกเขต โดยนำอันดับ 1 ได้คะแนน 21,447 คะแนน เขต 2 นายสมัคร ป้องวงษ์ พรรคอนาคตใหม่ นำอันดับหนึ่ง 31,399 คะแนน เขต 3 น.ส.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคพลังประชารัฐ เบียดบี้สูสีกับนายปัญญา ชวนบุญ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ขณะที่ จ.สมุทรสงคราม ที่มี 1 เขตเลือกตั้ง น.ส.รังสิมา รอดรัศมี จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็รักษาฐานไว้ได้ด้วยคะแนน 21,792 คะแนน ส่วนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นับคะแนนไป 75% ปรากฏว่าเขต 1 นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร เจ้าถิ่นเดิมที่เพิ่งย้ายค่ายไปพรรคภูมิใจไทย ยังรักษาพื้นที่ไว้ได้ด้วยคะแนน 27,409 คะแนน เขต 2 นายนพ ชีวานันท์ พรรคเพื่อไทย เข้าวินไปมีคะแนนตุนไว้ 25,436 คะแนน เขต 3 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล พรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนำโด่งมาเป็นอันดับแรก 39,222 คะแนน เขต 4 นายจิรทัศ ไกรเดชา พรรคเพื่อไทย เข้าป้ายมีคะแนนไว้อุ่นใจ 38,433 คะแนน

ปากน้ำแชมป์เก่าโดน พปชร.สอย

เมื่อเวลา 20.00 น. จ.นนทบุรี เขต 1 นางเจริญ เรี่ยวแรง พรรคพลังประชารัฐ 15,311 คะแนน เขต 2 นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ พรรคเพื่อไทย 11,063 คะแนน เขต 3 นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ พรรคเพื่อไทย 19,975 คะแนน เขต 4 นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร พรรคเพื่อไทย 12,231 คะแนน เขต 5 นายทศพล เพ็งส้ม พรรคพลังประชารัฐ 17,259 คะแนน เขต 6 นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ พรรคเพื่อไทย 21,879 คะแนน จ.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ กวาด ส.ส.ไปยกจังหวัด ทำแชมป์เก่ากลายเป็น ส.ส.สอบตกเป็นแถว โดยเขต 1 นายอัครวัฒน์ อัศวเหม เขต 2 นายยงยุทธ สุวรรณบุตร เขต 3 น.ส.ภริม พูลเจริญ พรรคพลังประชารัฐ 26,363 คะแนน เขต 4 นายจาตุรนต์ นกขมิ้น 24,763 คะแนน เขต 5 นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก 35,568 คะแนน เขต 6 นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ 23,536 คะแนน เขต 7 น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ 23,765 คะแนน

“ป๋าเหนาะ” สิ้นมนต์ขลังที่สระแก้ว

ส่วน จ.จันทบุรี เขต 1 นายธวัชชัย อนามพงษ์ พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนนำ 21,782 คะแนน เขต 2 นายจารึก ศรีอ่อน 24,220 คะแนน พรรคอนาคตใหม่ มีคะแนนนำ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา พรรคพลังประชารัฐ 24,015 คะแนน เขต 3 น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน พรรคอนาคตใหม่ ได้ 25,041 คะแนน นำอันดับ 1 ที่ จ.ตราด เขต 1 นายศักดิ์ชัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ 29,397 คะแนน ล้มแชมป์เก่าตลอดกาล คือนายธีระ สลักเพชร จากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วน จ.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทยยังรักษาฐานเสียงไว้อย่างเหนียวแน่นทั้งสามเขตโดย เขต 1 นายอำนาจ วิลาวัลย์ 31,004 คะแนน เขต 2 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ 29,562 คะแนน เขต 3 นางสฤษดิ์ บุตรเนียร 28,062 คะแนน ขณะที่ จ.สระแก้ว ถิ่นของเจ้าพ่อวังน้ำเย็น นายเสนาะ เทียนทอง คราวนี้พรรคเพื่อไทยที่สระแก้วถึงคราวสูญพันธุ์ เมื่อพรรคพลังประชารัฐได้เก้าอี้ไปยกจังหวัด เขต 1 นายฐานิสร์ เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ 41,855 คะแนน เขต 2 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ 40,369 คะแนน เขต 3 นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ พรรคพลังประชารัฐ 30,589 คะแนน

ชลบุรี พปชร.กวาด อนค.แทรก

ขณะที่ จ.ชลบุรี เขต 1 นายสุชาติ ชมกลิ่น พรรคพลังประชารัฐ นำอยู่ เขต 2 ร.อ.จองชัย วงศ์ทรายทอง พรรคพลังประชารัฐ ก็นำเช่นกัน เขต 3 นายรณเทพ อนุวัฒน์ พรรคพลังประชารัฐ คะแนนเริ่มไหล เขต 4 นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ พรรคพลังประชารัฐ เป็นไปตามเป้า เขต 5 นายขวัญเลิศ พานิชมาท พรรคอนาคตใหม่ มาอันดับ 1 เขต 6 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ พรรคอนาคตใหม่ นำอยู่ นิดๆ เขต 7 น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ อนาคตใหม่ นำผู้สมัครจากพรรคอื่น เขต 8 นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ พรรคพลังประชารัฐ กำลังจะวิ่งเข้าวิน ส่วน จ.ระยอง เขต 1 นายสาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ 18,418 คะแนน เขต 2 นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์ 33,069 คะแนน เขต 3 นายธารา ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์ 21,880 คะแนน เขต 4 นายสมพงษ์ โสภณ พรรคพลังประชารัฐ 19,184 คะแนน จ.ฉะเชิงเทรา เขต 1 นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ พรรคอนาคตใหม่ 24,379 คะแนน เขต 2 นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ พรรคพลังประชารัฐ 39,322 คะแนน เขต 3 นายสุชาติ ตันเจริญ พรรคพลังประชารัฐ 22,611 คะแนน

ชุมพรเสียท่า ปชป.โดนเจาะ

ทางด้าน 14 จังหวัดภาคใต้ฐานเสียงสำคัญที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งครั้งนี้มี ส.ส. ได้ 50 คน จังหวัดที่ ส.ส.ลดลง คือ กระบี่ 2 คน เดิม 3 คน นครศรีธรรมราช 8 คน เดิม 9 คน ตรัง 3 คน เดิม 4 คน การเลือกตั้งปี 54 กวาดที่นั่ง ส.ส.ไปได้ถึง 50 ที่นั่งจากทั้งหมด 53 ที่นั่ง มีพรรคภูมิใจไทยที่ปัตตานี พรรคชาติไทยพัฒนาที่สตูล พรรคมาตุภูมิที่ปัตตานี สอดแทรกเข้ามาพรรคละ 1 คน ปรากฏการเลือกตั้งปี 62 ฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ถูกตีแตกยับเยินในหลายจังหวัด อาทิ เมื่อเวลา 20.50 น. ที่ จ.ชุมพร เขต 1 นายชุมพล จุลใส ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายชวลิต อาจหาญ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 นายสราวุธ อ่อนละมัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายสมบูรณ์ หนูนวล ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 3 นายสุพล จุลใส ผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมพลังประชาชาติไทย นำนายธีระชาติ ปางวิรุฬหรักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

นครศรีฯถูกทะลวงไส้เละ

ด้าน จ.นครศรีธรรมราช เขต 1 นายรงค์ บุญสวยขวัญ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำ น.ส.นริศา อดิเทพวรพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำ นายวิทยา แก้วภราดัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 4 นายประกอบ รัตนพันธ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำ นายภูมิไท ดีเป็นแก้ว ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 5 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายจอมไกร สวัสติวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา เขต 6 นายชัยชนะ เดชเดโช ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำ นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 7 นายสายัณห์ ยุติธรรม ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำนายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 8 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายจักรกฤช บริรักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

พปชร.-ภท.ตี ปชป.ยับที่สงขลา

ที่ จ.สงขลา เขต 1 นายวันชัย ปริญญาศิริ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำ นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 นายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำ นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 นายพยม พรหมเพชร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำนายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 5 นายเดชอิศม์ ขาวทอง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายสมชาย เล่งหลัก ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 6 นายถาวร เสนเนียม ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายสมปอง บริสุทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 7 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย คะแนนนำนายศิริโชค โสภา พรรคประชาธิปัตย์ เขต 8 พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายวสันต์ ชั่งหมาน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

“เทือกสุบรรณ” คอตกที่สุราษฎร์ฯ

ขณะที่ จ.สุราษฎร์ธานี เขต 1 นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนางจิรวรรณ สารสิทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ขณะที่นายธานี เทือกสุบรรณ ผู้สมัคร ส.ส. พรรครวมพลังประชาชาติไทย รั้งอันดับ 4 เขต 2 นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ เขต 3 น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายประเทือง มีแต้ม ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 4 นาย สมชาติ ประดิษฐพร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายเชน เทือกสุบรรณ ผู้สมัครรวมพลังประชาชาติไทย เขต 5 นายสินิตย์ เลิศไกร ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายปรีติ เชาวลิต ผู้สมัคร ส.ส.รวมพลังประชาชาติไทย เขต 6 นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำนายภูมิ เทือกสุบรรณ ผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมพลังประชาชาติไทย

เสาไฟฟ้าหักที่ภูเก็ต-ระนอง-กระบี่

ขณะที่ จ.ภูเก็ต เขต 1 นายสุทา ประทีป ณ ถลาง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำนายเรวัต อารีรอบ พรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 นายนัทธี ถิ่นสาคู ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ คะแนนนำนายชัยยศ ปัญญาไวย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนที่ จ.ระนอง นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย คะแนนนำนายพงศกร พรหมสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ขณะที่นายวิรัช ร่มเย็น ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาลำดับที่ 3 ที่ จ.พังงา นางกันตวรรณ ตันเถียร ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำคู่แข่ง ที่ จ.กระบี่ เขต 1 นายสาคร เกี่ยวข้อง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนนำคู่แข่ง เขต 2 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย คะแนนนำนายสุชีน เอ่งฉ้วน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

คาด พท.กวาด ส.ส.รวม 129 คน

ต่อมาเวลา 23.15 น. เพจรายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของ กกต.ได้รายงานจำนวน ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างไม่เป็นทางการของพรรคการเมืองต่างๆดังนี้ พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.เขต 129 คน คะแนนรวม 7,376,371 คะแนน ไม่ได้จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 129 คน พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 99 คน คะแนนรวม 7,593,495 คะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 18 คน รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 117 คน พรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส.เขต 26 คน คะแนนรวม 5,284,507 คะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 50 คน รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 76 คน

พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.เขต 36 คน คะแนนรวม 3,341,657 คะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 15 คน รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 51 คน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.เขต 29 คน คะแนนรวม 3,251,142 คะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 20 คน รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 49 คน พรรคเสรีรวมไทย ได้ ส.ส.เขต 1 คน คะแนน รวม 763,091 คะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 10 คน รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 11 คน พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.เขต 7 คน คะแนนรวม 733,514 คะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 4 คน รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 11 คน พรรคเพื่อชาติ ไม่ได้ ส.ส.เขต คะแนนรวม 385,129 คะแนน รวมได้ ส.ส.ทั้งหมด 6 คน นอกจากนี้ยังมีพรรคเล็กต่างๆที่ได้ ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างละเล็กน้อย ซึ่งอยู่ระหว่างรอรวบรวมและคำนวณคะแนนจาก กกต.อีกครั้ง