PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 4 ปีแกนนำนปช.ล้มประชุมอาเซียน-ออกหมายจับทันที


11 ก.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ ศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวรชัย เหมะ, นายพิเชฐ สุขจินดาทอง, นายศักดา นพสิทธิ์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายนพพร นามเชียงใต้, นายสำเริง ประจำเรือ, นายสมญศฆ์ พรหมมา, นพ.วัลลภ ยังตรง และนายสิงห์ทอง บัวชุม 
กรณีเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 พวกจำเลยนำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท ในช่วงที่กลุ่ม นปช. มีการชุมนุมใหญ่ปี 2552 ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้แจ้งข้อหาประกอบด้วย 1.ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งให้เลิกการมั่วสุม 
2.ข้อหาร่วมกันเดินแถวเป็นขบวน และกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร 3.ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 
4.มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้น และ 5.ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 358, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108, 114, 148 
ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยจำนวน 13 คน เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา
วันนี้มีเพียงนายศักดา นพสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ และเป็นจำเลยที่ 10 เดินทางมาศาลคนเดียว
ล่าสุดมีรายงานว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และให้ออกหมายจับ  ยกเว้นนายสมญศฆ์ พรหมมา ศาลยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมเท่านั้น.

คนเลี้ยงลิงถ่วงบิ๊กตู่

ลิง” ก็คือ “ลิง”

ในอารมณ์ของแหล่งข่าวประสงค์ปล่อยข่าวแต่ไม่กล้าออกนาม อ้างเป็นขุนศึก “จปร.14” ที่แอบอิงอยู่กับพรรคประชาธรรมไทย แสดงอาการฉุนกึกที่โดน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มือประสานงานรัฐบาลพลังประชารัฐ 

เปรียบเปรย “พรรคต่ำเอี่ยว” 1 เสียง 10 พรรคเล็ก

เหมือนลิงที่คนเลี้ยงป้อนกล้วยเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม

ล่าสุดพรรคประชาธรรมไทยเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคก่อนแถลงจุดยืนถอนตัวจากรัฐบาล

ออกลีลา “ตีกรรเชียง” แก้เขินไปพลางๆ

แต่จับทางจากที่ออกอาการเฮี้ยวเป็นพักๆ มาตั้งแต่ตอนฟอร์ม ครม.ต่อเนื่องถึงแย่งเก้าอี้ “เทกระโถน” เลขาฯ กุนซือรัฐมนตรี จนมาถึงรายการเทกระจาดเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการฯในสภา

ทำเป็นขู่ ออกลูกซ่า แต่แล้วก็เงียบไปดื้อๆ

อ่านไต๋ดักทางได้ ถ้าถอนสมอจากรัฐบาลจริงๆก็ต้องคืน “กล้วย” ที่ได้รับแจกไป ในอารมณ์ “คนเลี้ยงลิง” อย่าง “ผู้กองธรรมนัส” ดุแค่ไหนคงรู้กันดี อีกทั้งในสภาพของพรรค “ต่ำเอี่ยว” ที่ได้ปันส่วนที่นั่งในสภาเพราะสูตรการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์แบบพิสดาร

ถ้ารัฐบาลไปต่อไม่ได้ ต้องกดปุ่มยุบสภา

โดยสถานการณ์ที่รู้แก่ใจดี เลือกตั้งรอบต่อไปยากจะถูกหวยรางวัลที่ 1 ซ้อนกัน 2 งวดติด

ใครคิดทำลายโอกาสทองของตัวเอง ไม่บ้าก็เมา

มันก็แค่มุกการเมืองยุคพระเจ้าเหา การต่อรองผลประโยชน์ตามธรรมชาติรัฐบาลผสมร้อยพ่อพันแม่เกือบ 20 พรรค

อย่างไรเสียบทคนเลี้ยงลิงของ “ผู้กองธรรมนัส” ก็ยังต้องดำเนินต่อไป

ตราบใดที่ “ลิง” ยังเป็น “ลิง” ไม่กล้าหักด่านสิงห์แบบเสือ

แต่อีกบทที่หนักกว่า “คนเลี้ยงลิง” ตามสถานการณ์ที่ “ผู้กองธรรมนัส” โดนลากเข้าตำบลกระสุนตก

กับบท “เป้าล่อ” ของรัฐบาล

ตามสถานการณ์ที่สะท้อนอารมณ์ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชักสีหน้าเครียดทันที เมื่อถูกยิงคำถามกรณีสื่อออสซี ขุดคุ้ยปมฉาวในอดีตของ “ผู้กองธรรมนัส” เคยต้องโทษติดคุกในคดียาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย

สะท้อนภาวะ “ตอบยาก” เคลียร์ลำบาก

ในอารมณ์ที่บิ๊กๆในรัฐบาลไล่ตั้งแต่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พากัน “ติ๊ดชึ่ง” เด้งเชือก

โบ้ยเป็นประเด็นเก่า เรื่องส่วนตัวของ ร.อ.ธรรมนัสต้องตอบเอง

“พี่ป้อม-พี่ป๊อก” ยังอ้ำๆอึ้งๆไม่รับหน้าเสื่ออุ้ม “มือเคลียร์” คนสำคัญ

เรื่องของเรื่องโฟกัสการนำเสนอของสื่อออสซีที่ลงลึกรายละเอียด ย้อนไปขุดสำนวนการสืบสวนสอบสวนทางคดีแบบที่ล็อกด้วยข้อเท็จจริง จน “แก้ตัว” ลำบาก

จากรูปการณ์ ลำพังสื่อออสเตรเลียคงไม่ให้น้ำหนักกับรัฐมนตรีต่างชาติมากขนาดนี้

มันต้องมี “ล็อบบี้ยิสต์” เบื้องหลัง รายการ “สั่งทำ” แน่

และว่ากันว่า คนเขียนข่าวนี้ก็เคยสังกัดหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับใหญ่ในไทย

ที่แน่ๆตามฟอร์ม “ตัวจี๊ดทีมดูไบ” อย่าง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ดาหน้าโพสต์ทวิตเตอร์ ซัด พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคนเคยติดคุกเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร

จงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ไม่เว้นแม้แต่มวยมาดนิ่ม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ก็ออกลีลาแย็บใส่รัฐบาล โพสต์โซเชียลฯตั้งคำถาม นี่หรือรัฐมนตรีไทย

ลากโยงไปถึงความชอบธรรมของการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ มองยาว มองไกล หากมีคำปรามาสว่ารัฐมนตรีเมืองไทย ไม่ได้จำต้องเป็นคนดีอะไรมาก พัวพันยาเสพติดก็เป็นได้

รู้สึกอดสูและอับอายแทนอย่างยิ่ง

ฝ่ายค้าน ทีมดูไบ ล็อกเป้า “ผู้กองธรรมนัส” ตามเหลี่ยมเตะตัดขา สกัด “ตัวจี๊ด” ของ พปชร.

ลากออกมา “ขึงพืด” เป็น “เป้าล่อ” ประจานรัฐบาล

ไม่นับการไล่บี้ของสื่อ แถมด้วยขบวนการหมั่นไส้ โจทย์ทางการเมืองที่จ้องซ้ำ “ธรรมนัส”

โหลดน้ำหนัก ถ่วงคอ “บิ๊กตู่” เหนื่อยหนักเข้าไปอีก.

ทีมข่าวการเมือง

จับตาการอภิปรายปมถวายสัตย์ฯ

จับตาการอภิปรายปมถวายสัตย์ฯ
โดย สิริอัญญา 
วันพุธที่ 11 กันยายน 2562

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้เข้าชื่อกันเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในกรณีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเข้ารับตำแหน่งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 18 กันยายน ศกนี้ 

จากนั้นก็ถึงวาระปิดสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา ผลการอภิปรายเป็นอย่างไรจึงอยู่ในความสนใจของผู้คนจำนวนมาก 

เพราะเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เนื่องจากในอดีตตลอดมานั้นไม่เคยมีกรณีปรากฏว่านายกรัฐมนตรีจะนำคณะรัฐมนตรีกล่าวปฏิญาณเพื่อการเข้ารับตำแหน่งว่าไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เรื่องที่เกิดขึ้นตลอดจนผลที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นที่จับตามองกันอย่างกว้างขวาง 

แม้ว่าจะมีความพยายามมากหลายที่จะทำให้เรื่องนี้จบลงราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในที่สุดความพยายามเหล่านั้นก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะในที่สุดแล้วสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่อาจจบเรื่องนี้ลงได้ จึงต้องมีการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ และยังมีกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกันและมีการส่งเรื่องเดียวกันนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อีกด้วย 

เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไปจึงเป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ แต่ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวว่าข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอันยุติแล้วว่าที่นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น เป็นการกล่าวโดยมิได้ใช้ข้อความตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ คือมีการตัดข้อความที่รัฐธรรมนูญบัญญัติออก โดยเฉพาะคือข้อความที่ว่าจะปฏิบัติตามและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และได้เพิ่มข้อความอื่นนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ 

ดังนั้นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงเป็นอันยุติแล้วว่าการนำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ไม่ได้ใช้ข้อความตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ 

เฉพาะข้อความที่ตัดออกคือการปฏิญาณว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเนื้อหาสำคัญของการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการถวายสัตย์ปฏิญาณก็คือการให้คำมั่นสัญญาเป็นสัจวาจาว่าจะมีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญประการหนึ่ง และจะต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ให้มีผู้ใดละเมิดหรือฝ่าฝืนหรือล้มล้างอีกประการหนึ่ง 

ส่วนข้อความที่เติมขึ้นมิได้มีนัยยะสำคัญ อาจถือได้ว่าเป็นแค่อดิเรกคือข้อความประกอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องดำรงไว้ซึ่งความสัตย์สุจริต แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน 

เมื่อเป็นเช่นนี้การถวายสัตย์ปฏิญาณดังกล่าวนั้นจะมีผลอย่างไร 

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติให้รัฐบาลและคสช. อยู่ในตำแหน่งจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งทั่วไปได้เข้ารับตำแหน่งแล้ว นั่นหมายความว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง ก็ย่อมมีผลว่าคณะรัฐมนตรีชุดเดิมและ คสช. จะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป 

ดังนั้นถ้ามีกรณีใด ๆ ก็ตามที่ทำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งไม่ได้หรือยังไม่เข้ารับตำแหน่งก็จะมีผลตามรัฐธรรมนูญที่มีมาแต่เดิมว่ารัฐบาลเดิมและ คสช. จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป 

แต่ทว่ากรณีนี้ยังไม่มีองค์กรใดชี้ขาดว่าได้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ เพราะต่างคนต่างก็ออกความเห็นกันไป แม้จะเป็นความเห็นอย่างไรก็เป็นแค่ความเห็นของคนที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ จึงต้องอาศัยอำนาจองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาด หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรียอมรับเสียเองว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีผลเป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญ 

ถ้าเป็นเช่นนั้นรัฐบาลปัจจุบันก็ยังเข้ารับตำแหน่งไม่ได้ และการทั้งหลายที่ได้ทำมาก็จะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายที่อาจถูกยกเลิกเพิกถอนก็ได้ แต่ใช่ว่าจะไร้ทางออกเสียทีเดียว 

นั่นคือถ้าหากเกิดกรณีว่ารัฐบาลยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ รัฐบาลเก่าก็ยังอยู่ คสช.ก็ยังอยู่ อำนาจตามมาตรา 44 ก็ยังอยู่ แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือการกระทำทั้งหลายนับตั้งแต่วันถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นต้นมาถึงวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ทำหน้าที่มากหลายก็จะเป็นโมฆะ 

หากเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาและความเสียหายจำนวนมากเกิดขึ้น 

ดังนั้นถ้าหากมีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายังไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติก็ดี หรือคณะรัฐมนตรียอมรับเสียเองว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณยังมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังทำหน้าที่ไม่ได้ 

ถ้ายอมรับกันเช่นนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็สามารถแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวต่าง ๆ ได้ในประการดังต่อไปนี้ 

ประการแรก คือการแถลงยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรยังมีข้อติดใจว่ายังไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีก็เห็นชอบด้วย เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าวจึงยอมรับว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังปฏิบัติหน้าที่มิได้ 

ประการที่สอง เมื่อยอมรับในประการแรกแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ก็สามารถเรียกประชุม คสช. เพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องทั้งหลาย โดยเฉพาะการใช้อำนาจตามมาตรา 44 มีคำสั่งให้การปฏิบัติทั้งหลายตั้งแต่การถวายสัตย์ปฏิญาณและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีตลอดเวลาที่ผ่านมาให้ถือว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะทำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ 

และถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรขอพระบรมราชานุญาตเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ในทำนองกระทำสัตยาบันอีกครั้งหนึ่งก็จะเป็นสิริมงคลแก่รัฐบาล 

ประการที่สาม เนื่องจากปัญหาบางอย่างยังหมักหมมอยู่มาก โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณที่ล่าช้ากว่าปฏิทินงบประมาณมากว่า 3 เดือนแล้ว และมีข่าวว่ากว่าจะได้นำเสนอต่อรัฐสภาก็อาจล่วงเข้าเดือนตุลาคม 2562 ซึ่งกว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จก็จะเป็นช่วงปีใหม่ 

จะทำให้การบริหารงบประมาณล่าช้ากว่ากำหนด 3-4 เดือน ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง เพราะการใช้จ่ายเงินงบประมาณนั้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ใน 4 ประการ โดยเฉพาะคือเป็นกิจที่ต้องโหมกระหน่ำให้มีการใช้จ่ายงบประมาณในช่วง 3-4 เดือนแรกให้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว 

แต่ถ้าหากปล่อยให้ล่าช้าต่อไปจนถึงต้นปี 2563 ก็จะซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศให้หนักหน่วงสาหัสยิ่งขึ้น อาณาประชาราษฎรและทุกภาคส่วนก็จะได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น 

ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวก่อนที่จะมีคำสั่งตามมาตรา 44 ให้การกระทำทั้งหลายที่ผ่านมาชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 เสียก่อนอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือออกคำสั่งให้มีการใช้กฎหมายงบประมาณ 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป 

และหลังจากนั้นถ้าหากมีกรณีที่จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมแก้ไขกฎหมายงบประมาณ ก็สามารถทำเป็นร่างกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะไม่กระทบต่อการบริหารงบประมาณประจำปี 2563 และยังสามารถปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโดยร่างกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลจะเสนอต่อสภาเมื่อไหร่ก็ได้ตามความเหมาะสมและสมควร 

และไหน ๆ จะทำเรื่องที่แก้ไขปัญหาอันเป็นผลมาจากอภินิหารทางกฎหมายที่มีการแฝงฝังไว้ในรัฐธรรมนูญดังที่พรรณนามาแล้ว ก็พึงทำบุญคุณให้กับบ้านเมืองสักเรื่องหนึ่งที่จะบังเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศให้ได้แซ่ซ้องสาธุการ 

นั่นคือการใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมายยาเสพติด โดยมีบทบัญญัติสรุปว่าการปลูก การแปรรูป การครอบครอง การใช้ การจำหน่าย การนำเข้า การส่งออก ซึ่งกัญชา กัญชง และกระท่อม เพื่อการรักษาความเจ็บป่วย ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด แต่ให้ผู้ปลูก ผู้ครอบครอง ผู้ใช้ ผู้จำหน่าย ผู้นำเข้า และผู้ส่งออก รายงานให้เจ้าพนักงานทราบ 

และออกคำสั่งตามมาตรา 44 เฉพาะอีกเรื่องหนึ่ง ให้กรมการแพทย์แผนไทยเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการอนุมัติและรับขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณหรือยาแผนไทย รวมทั้งอาหารหรือเครื่องสำอางที่มีกัญชา กัญชง หรือกระท่อมเป็นส่วนประกอบ และไม่อยู่ในอำนาจหรือการบังคับของ อย. อีกต่อไป  

เท่านั้นแหละบ้านเมืองก็จะถึงซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ประเทศไทยจะหายจน ประชาชนจะหายป่วยอย่างแน่นอน.

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562

เกลือจิ้มเกลือ

รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ คสช. ทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่จริงหรือไม่??

คำถามนี้ มองได้ 3 มุม

ถ้ามองมุมแคบ รัฐธรรมนูญกับปัญหาเศรษฐกิจ ไม่เกี่ยวข้องกัน

ถ้ามองมุมกว้าง รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นอุปสรรค ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไม่เต็มเกียร์

ถ้ามองมุมลึก รัฐธรรมนูญกับเศรษฐกิจ มีผลบวกเชื่อมโยงถึงกันทั้งทางอ้อม และทางตรง

ใครอยากมองมุมไหน...เอาที่สบายใจก็แล้วกัน

เมื่อวานซืน “นิด้าโพล” สอบถามประชาชนเชื่อ หรือไม่เชื่อว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นจริง

ปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ 54 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่า “ไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่อ” ว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นเห็นผลทันตา

แต่ “แม่ลูกจันทร์” เชื่อ...เชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหารัฐธรรมนูญเป็น 2 ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย

เป็น “2 นโยบายเร่งด่วน” ที่รัฐบาลนายกฯลุงตู่ต้องเร่งดำเนินการใน 1 ปี

ข้อสำคัญ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จก่อน แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมา

ล่าสุด 7 พรรคฝ่ายค้าน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสังกัดฝ่ายรัฐบาล ได้เสนอญัตติด่วนขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับครึ่งใบ ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน

แต่ “แม่ลูกจันทร์” ฟันธงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ และ 7 พรรคฝ่ายค้านต้องติดไฟแดง!!

ติดเงื่อนไขต้องมี ส.ว.ลากตั้งโหวตสนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งสภา 250 คน

เป็นไปไม่ได้เลยที่ ส.ว.ลากตั้ง 84 คนจะกล้าแหกคอกโหวตเห็นชอบ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจตัวเอง

แต่...ยังมี “ทางด่วนสายใหม่” ที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทะลวงซอยตัน ทะลุเข้าเส้นชัยอย่างสะดวกโยธิน

“แม่ลูกจันทร์” ขอเสนอ “แผนเกลือจิ้มเกลือ” เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติดไฟแดง

ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ผ่านประชามติเห็นชอบ” จากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

จึงต้องจัดให้ประชาชนลงประชามติใหม่อีกครั้ง “ก่อน” เริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพื่อเอาประชามติใหม่ ไปลงล่าง ประชามติเดิม

สรุปย่อๆ ขอให้ประชาชนลงประชามติว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียง 2 ประเด็น

1, นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน

2, ส.ว.ลากตั้งยังอยู่ต่อไปจนครบเทอม แต่ยกเลิกบทเฉพาะกาลไม่ให้ ส.ว.ลากตั้งร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ถ้าผลประชามติ “เห็นด้วย” ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส.ว.ลากตั้งทั้งสภา 250 คนจะไม่กล้า “โหวตสวน” ประชามติประชาชน

การแก้รัฐธรรมนูญก็เดินหน้าได้โดยไม่ติดไฟแดง

นี่แหละ “แผนเกลือจิ้มเกลือ” ที่ “แม่ลูกจันทร์” เสนอให้พิจารณา

คืนอำนาจให้ประชาชนร่วมตัดสินใจด้วยตัวเอง.


“แม่ลูกจันทร์”

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562

สื่อออสเตรเลียเปิดเอกสารคดีธรรมนัส พบมีส่วนร่วมแต่ต้น ติดคุกจริง 4 ปี ไม่ใช่ 8 เดือน

The Sydney Morning Herald หนังสือพิมพ์ของออสเตรเลีย ได้ค้นเอกสารจากศาลคดียาเสพติดของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในปี 1993 (พ.ศ. 2536) พบรายละเอียดระบุว่ามีส่วนในการขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลียตั้งแต่ต้น  นอกจากนี้ยังพบว่า ร.อ.ธรรมนัส ติดคุกอยู่ที่ออสเตรเลีย 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 8 เดือนตามที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอ้าง
วันนี้ (9 ก.ย.) หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ของออสเตรเลีย ได้ตีพิมพ์บทความลงในเว็บไซต์ข่าวของตัวเองในชื่อ “From sinister to minister: politician’s drug trafficking jail time revealed” โดยระบุว่าหนังสือพิมพ์ฯ ได้สืบค้นจนพบคำพิพากษาคดียาเสพติดของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ออสเตรเลียในปี 1993 และพบว่ารายละเอียดหลายอย่างไม่ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ระบุแก่สาธารณชนในช่วงหลายเดือนมานี้
ในคำพิพากษาระบุว่าในขณะนั้น ร.อ.ธรรมนัส ยังใช้ชื่อว่า “มนัส” อยู่ (ชื่อและนามสกุลตามที่ระบุในสื่อของออสเตรเลียคือ Manat Bophlom) โดยสื่อของออสเตรเลียระบุว่านายมนัสในขณะนั้นเป็นบุคคลสำคัญในกระบวนการขนยาเสพติดมาที่ประเทศออสเตรเลีย
เอกสารจากศาลออสเตรเลียระบุว่า นายมนัสได้ไปพบกับผู้มีอิทธิพลใต้ดินในไทยและผู้ร่วมขบวนการชาวออสเตรเลีย ที่กรุงเทพฯ ก่อนเริ่มดำเนินการ นอกจากนั้นยังเป็นผู้จัดหาวีซ่าและซื้อตั๋วเครื่องบินสายการบิน Qantas ให้กับผู้หญิงที่ชื่อ “ภา” (Pa) ซึ่งเป็นคนลักลอบขนเฮโรอีนจากไทยไปยังออสเตรเลียด้วย
นอกจากนี้ในเอกสารของศาลยังมีบันทึกด้วยว่า นายมนัสพูดว่าอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่ผู้หญิงที่ชื่อภาบรรจุยาเสพติดดังกล่าวลงในกระเป๋าเดินทาง รวมถึงมีส่วนช่วยเหลือในการขนกระเป๋าที่มียาเสพติดดังกล่าวข้ามเมืองไปให้ผู้ซื้อที่โรงแรมใกล้หาด Bondi ในออสเตรเลียด้วย
ทั้งนี้ ในขณะที่นายมนัสถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำ Parramatta เพื่อรอคำพิพากษาอยู่นั้น เขาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขบวนการขนยาเสพติดในครั้งนี้เพื่อแลกกับโทษที่เบาลง รวมถึงบอกด้วยว่ามีอดีตทหารที่ชื่อ วีระ มานพ และไพศาล เกี่ยวข้องในขบวนการขนยาเสพติดครั้งนี้ด้วย โดยรายละเอียดทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารของศาลออสเตรเลีย
ในเอกสารจากศาลออสเตรเลียยังได้ระบุรายละเอียดของการขนยาเสพติดครั้งนี้ไว้ด้วยว่า เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 1992 เมื่อนายศรศาสตร์ (Sorasat) พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของนายมนัส ได้มาพูดคุยกับนายมนัสว่าอยากจะส่งคนไปที่ประเทศออสเตรเลียเนื่องจากอยากเริ่มกิจการนำเข้า “มะพร้าวอ่อน” (young coconut)  ต่อมาในเดือนมกราคม 1993 นายศรศาสตร์ได้ขอให้นายมนัสช่วยจัดหาวีซ่าออสเตรเลียให้กับผู้หญิงที่ชื่อภา จากนั้นทั้งคู่ได้ไปพบผู้หญิงที่ชื่อภาและผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อไพศาลในร้านกาแฟใกล้สถานทูตออสเตรเลียเก่าในกรุงเทพฯ และวันต่อมานายศรศาสตร์ก็ได้ยื่นตั๋วเครื่องบินที่นายธรรมนัสเป็นผู้ซื้อให้กับผู้หญิงที่ชื่อภา
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 1993 อดีตทหารที่ชื่อวีระ ได้พานายศรศาสตร์ไปพบกับผู้ร่วมขบวนการชาวออสเตรเลียทั้ง 2 คนเป็นครั้งแรก นั่นคือ นาย Sam Calabrese และนาย Mario Constantino  หลังจากนั้นนายศรศาสตร์ก็ได้พบกับ 2 คนนี้อีกหลายครั้ง
จากบันทึกของศาล นายมนัสระบุว่า แม้นายศรศาสตร์จะไม่ได้บอกเขาตรงๆ ว่าสิ่งที่จะขนไปออสเตรเลียนั้นเป็นเฮโรอีน แต่เขาก็ยอมรับว่าสงสัยว่าของที่จะส่งไปออสเตรเลียนั้นผิดกฎหมาย “แม้ว่าเขา (ศรศาสตร์) จะไม่ได้บอกผมตรงๆ ว่ามันคือเฮโรอีน แต่ผมก็สงสัยว่าสิ่งที่เขากำลังจะส่งไปออสเตรเลียนั้นผิดกฎหมาย” นอกจากนั้นนายมนัสยังได้บอกตำรวจเพิ่มเติมด้วยว่า “ผมรู้ว่าวีระเป็นพวกลักลอบขนของผิดกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย”
ด้านกระบวนการลักลอบขนยาเสพติดครั้งดังกล่าว หนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald ได้นำรายละเอียดที่ได้จากเอกสารของศาลออสเตรเลียมาเขียนไว้อย่างละเอียด
เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 1993 นายศรศาสตร์บินไปซิดนีย์เป็นคนแรก แล้วเช็กอินที่ห้องหมายเลข 1011 ของโรงแรม Palang บริเวณหาด Bondi  หลังจากนั้นอีก 2 วันให้หลัง ผู้หญิงที่ชื่อภาก็บินออกจากกรุงเทพฯ โดยมีบันทึกระบุว่านายมนัสบอกกับนายศรศาสตร์ว่าในคืนก่อนที่ภาจะขึ้นบิน เธออยู่กับนายมนัส
โดยหลักฐานจากตำรวจกลางออสเตรเลียระบุว่า นายมนัสได้พูดว่า “คืนนั้นเราไม่ปล่อยให้เธอคลาดสายตา เธออยู่ใต้การจับตาของเราตลอดตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงตีห้าครึ่ง”  นอกจากนี้นายมนัสยังระบุด้วยว่า เขาอยู่ที่นั่นด้วยในขณะที่ภานำสิ่งของบางอย่างใส่ไปในกระเป๋าเดินทาง
แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายที่ออสเตรเลีย ซึ่งนายศรศาสตร์และนาย Constantino ต้องไปรับตัวผู้หญิงที่ชื่อภาจากสนามบินซิดนีย์ เธอกลับไม่อยู่ที่นั่นตามนัดหมาย รายละเอียดในเอกสารจากศาลออสเตรเลียระบุว่า นายศรศาสตร์ต้องโทรกลับไปประเทศไทย และนายมนัสก็โมโหมาก โดยบอกกับนายศรศาสตร์ว่า “คุณทำงานไม่ได้อย่างที่ผมต้องการ”
ต่อมาผู้หญิงที่ชื่อภาไปปรากฎตัวที่โรงแรม Gazebo Hotel ในย่านคิงสครอส โดยทิ้งเฮโรอีนไว้ในห้องหมายเลข 713 ของโรงแรม Parkroyal ใกล้กับท่าเรือดาร์ลิง ในช่วงเวลานี้เองที่เปิดโอกาสให้ตำรวจกลางออสเตรเลียได้สับเปลี่ยนยา และติดตั้งเครื่องดักฟัง
ต่อมานายศรศาสตร์ตามตัวผู้หญิงที่ชื่อภาจนเจอที่โรงแรม Gazebo เธอให้กุญแจห้องหมายเลข 713 กับนายศรศาสตร์ รวมถึงกล่องไม้ขีดไฟที่มีที่รายละเอียดโรงแรม Parkroyal อยู่ด้วย
และจากเหตุการณ์ที่ภาไม่ปรากฏตัวที่สนามบินในซิดนีย์ตามแผน ทำให้ผู้ร่วมขบวนการอีกคนที่ชื่อมานพตัดสินใจไม่บินจากไทยไปที่ออสเตรเลีย ดังนั้นนายมนัสจึงต้องบินไปออสเตรเลียตามลำพัง
นายมนัสเดินทางถึงออสเตรเลียเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1993 เวลา 20.18 น. โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียจับตาและดักฟังอยู่ เอกสารบันทึกข้อเท็จจริงของตำรวจที่ประกอบคดีระบุว่านายมนัสและนายศรศาสตร์ออกจากโรงแรม Palang โดยหอบกระเป๋าเดินทางขึ้นแท็กซี่ไปยังโรงแรม Parkroyal
เมื่อถึงโรงแรม Parkroyal นายศรศาสตร์ได้เช็กอินเข้าห้องหมายเลข 609 และมอบกุญแจห้อง 713 (ซึ่งเป็นห้องที่ผู้หญิงชื่อภาทิ้งเฮโรอีนเอาไว้) ให้นายมนัส เพื่อให้นายมนัสไปเอาของที่ถูกซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา  ต่อมานายศรศาสตร์ได้เอาบรรจุภัณฑ์สีน้ำตาลไปใส่ไว้ในกระเป๋าเอกสารสีดำ และนำกลับไปที่โรงแรม Palang ที่บริเวณหาด Bondi  ในเอกสารจากศาลออสเตรเลียยังมีการระบุด้วยว่าพวกเขาทั้งสองแวะที่ร้านฮอทด็อกในย่านแคมป์เบล พาเรด และทานอาหารเย็นที่ร้านชื่อตุ๊กตุ๊กเรสเทอรอง
เมื่อกลับถึงห้องที่โรงแรม Palang ในขณะที่รอผู้ร่วมขบวนการชาวออสเตรเลียมารับของอยู่นั้น นายมนัสกล่าวกับนายศรศาสตร์ว่า “ของอยู่กับเรานานๆ แบบนี้ไม่ดีแน่”
ชาวออสเตรเลียที่ร่วมขบวนการที่เดินทางมาถึงก่อนคือนาย Constantino จากนั้นนาย Calabrese จึงตามมาสมทบ
ต่อมาในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนไม่นาน (ช่วงเริ่มต้นของวันที่ 15 เมษายน 1993) ซึ่งนับแล้วก็เป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นายมนัสเดินทางถึงออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่จากหน่วย Operation Drover ที่สะกดรอยตามคนกลุ่มนี้เป็นเวลาเกือบสัปดาห์ก็บุกเข้าไปในห้อง ทั้งสี่คนถูกจับด้วยข้อหาสมคบคิดกันนำเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย และไม่มีใครได้รับการประกันตัว
นายศรศาสตร์รับสารภาพเป็นคนแรก ส่วนนายมนัสยืนยันจะสู้คดี และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 1993 ศาลก็บอกกับนายมนัสว่าเขาจะถูกจำคุก 9 ปี  หลังจากนั้นนายมนัสก็เริ่มให้การเป็นคุณแก่ตำรวจและรับสารภาพในที่สุด ในการสอบสวนครั้งหนึ่งนายมนัสสัญญาว่าจะ “บอกเรื่องของวีระให้หมดทุกเรื่อง” รวมถึงเรื่องที่เขาสั่งให้ฆ่าคนด้วย นอกจากนี้ ทางตำรวจยังอ้างว่านายมนัสได้ให้ข้อมูล ว่าพวกคนลับลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลียนั้น ใช้วิธีการใส่ยาไว้ในถุงยางอนามัยและกลืนลงท้อง
นายมนัสและนายศรศาสตร์ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามปล่อยตัวก่อนครบกำหนด 4 ปี
นายมนัสและนายศรศาสตร์ได้ขออุทธรณ์ให้ลดโทษพวกเขาลง หลังจากที่นาย Constantino ได้รับโทษเพียงขั้นต่ำด้วยการจำคุก 2 ปีครึ่ง แต่ศาลปฏิเสธการอุทธรณ์ดังกล่าว
สุดท้ายแล้วทั้งนายมนัสและนายศรศาสตร์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 14 เมษายน 1997 หรือคิดเป็นระยะเวลา 4 ปีถ้วน นับแต่ถูกควบคุมตัวครั้งแรกช่วงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 15 เมษายน 1993  และหลังจากถูกปล่อยตัว เขาทั้งสองถูกส่งตัวกลับไทยทันที
รายละเอียดจากเอกสารของศาลออสเตรเลียที่หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald นำมาเสนอดังกล่าวนี้ มีหลายส่วนที่ไม่ตรงหรือขัดแย้งกับคำให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  โดยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส ได้แถลงข่าวที่รัฐสภาชั่วคราว อาคารทีโอที ยืนยันว่าตนไม่เคยนำเข้า ผลิต หรือจำหน่ายยาเสพติดใดๆ แต่ “เป็นเรื่องโอละพ่อ” ที่ทำให้ถูกดำเนินคดีข้อหารู้ว่ามีการค้ายาเสพติดแต่ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งที่แท้จริงตนไม่รู้ ทำให้ต้องโทษจำคุก 8 เดือนและออกมาใช้ชีวิตอีก 4 ปีที่ซิดนีย์ ก่อนถูกส่งกลับมาไทยโดยไม่มีคดีติดตัว
“หลักฐานเหล่านี้สามารถไปตรวจสอบจากศาลของประเทศอสเตรเลีย ณ นครซิดนีย์ได้ว่าที่ผมพูดวันนี้เป็นความจริงไหม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562

นายกบอกเคยคุยกับทรัมป์เรื่องซื้ออาวุธ

ฮั่นแน่!! “นายกฯ” เผย คุย “Donald Trump” 

เจรจาต่อรอง ซื้ออาวุธ ยัน ซื้อ แต่ขอมีเงินก่อน  ชี้ก็ต้อง ต่างตอบแทนกันอยู่แบบนี้ ผมต้องเจรจากับเขาให้ดี  ไม่เช่นนั้น เราอาจผิดพลาด

ฝังใจ เรือรบไทย ไปอวดธงสวนสนาม ที่รัสเซีย เรือเก่า  ไปก็อายเขา เพราะมัน”บุโรทั่ง “มาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม  กล่าวกับ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 61 ถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคง ว่า กองทัพที่ต้องมีศักยภาพ ทั้งคนและเครื่องมือ เป็นกองทัพชั้นนำ อุปกรณ์ต้องทันสมัยพอสมควร ไม่ใช่เอา “บุโรทั่ง” ไปสู้ ไปอวด เขามันไม่ได้ 

วันน้ัน ทหารเรือไทยไปถึงโซเวียต ถ้าเป็นเรือเก่ามาก. ไปก็อายเขา เวลาไปเสียระหว่างทาง เขานัด 3 เดือน แต่ 5 เดือน ยังเดินทางไปไม่ถึง มันไม่ได้

 จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าผมอยากซื้อ ถ้ามันไม่ต้องซื้อ ได้ก็ดี 

อย่าง เครื่องบิน ลองไปขึ้นกันดูบ้างสิ เว้นเครื่องบินของ ตาหนู (อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ ) เนี่ย ปลอดภัย 

แต่เครื่องบินที่มีอยู่ 20-30 ปี ที่ตกกันบ่อยๆ แล้วก็มาเสียใจกัน ทุกคนต้องนึกถึงชีวิตของคนที่ใช้สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบนบก ทะเล อากาศ บางทีนายสั่งลูกน้องก็ไม่อยากไป เพราะอายเขา เพราะมันเก่าบุโรทั่ง มาก 

วันนี้เราต้องดูส่วนนี้ให้เหมาะสม และจำเป็นจริงๆ แต่ไม่ใช่ซื้อกันเกลื่อน ไม่มีเงินขนาดนั้น ซึ่งเราต้องขายของให้มากขึ้น 

“เวลาใครจะมาขายของ ผม ถามว่าคุณจะซื้อของเรามากขึ้นหรือเปล่า ถ้าคุณซื้อสินค้าเกษตรของเรามากขึ้น เราก็จะซื้อเรือของเขามากขึ้น  เพราะ เวลาซื้อเรือลำหนึ่ง เครื่องบินลำหนึ่ง ต้องแลกข้าวหมดไปไม่รู้เท่าไหร่ 

“ผม ได้พูดกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปด้วย ว่าพร้อมซื้อ แต่ขอมีเงินก่อน ก็เป็นการกดดัน ต่อรอง ต่างตอบแทนกันอยู่แบบนี้ ตนก็ต้องเจรจากับเขาให้ดี  ไม่เช่นนั้นเราอาจผิดพลาด”

หลายคนอาจบอกว่าวันนี้ไม่มีการรบกันแล้ว ซึ่งวันนี้ไม่ได้รบกันแบบขนาดใหญ่ แต่รบกันตามแนวชายแดนที่มีความขัดแย้ง รบในพื้นที่จำกัด ถ้ารบกันรุนแรงก็จะหยุดเจรจา 

ถ้าเราหยุดไม่ได้แต่แรก หรือสู้เขาไม่ได้ เขตชายแดนที่เคยเกิดปัญหา ไม่มีทางที่จะต่อรองเขาได้ ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มีไว้ให้เกิดความเกรงใจ ถ้ารบเราต้องเหนือกว่า ถ้ามันจำเป็น เราไม่ได้อยากรบกับใครอยู่แล้ว“

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562

ชะตากำหนดมา !!

ชะตากำหนดมา !!
“บิ๊กตู่” ลั่น ผมไม่กลัว ปม “ถวายสัตย์ฯ” ยัน จิตใจบริสุทธิ์ อยู่เพื่อทำงาน ไม่ใช่เพื่ออำนาจ ชี้อายุ65 แล้ว อยากพัก แต่พักไม่ได้ ชะตากำหนดมา
“บิ๊กตู่” ถาม “แล้วใครลงพระปรมาภิไธย รธน....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จบแล้วใช่ไหม”...ถาม ทำไมต้องเริ่มต้นใหม่ ในเมื่อทำมาตามขั้นตอน สมบูรณ์แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่ง ในการลงพื้นที่ ที่พิษณุโลก ถึงเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ ว่า
“ไม่ต้องกลัว ผมไม่กลัวเพราะมีจิตใจบริสุทธิ์ ที่จะทำทุกอย่างเพื่อพวกเรา
และที่อยู่มาถึงวันนี้ อยู่เพื่อต้องการทำงาน ไม่ใช่อยู่เพื่อหาอำนาจ อยากเป็นใหญ่ อยากเป็นนายกฯ ไม่เคยคิด แต่ชะตากำหนดมาให้ถึงวันนี้ ผมก็ไม่รู้ทำอย่างไร แทนที่ไปพักผ่อนอายุ 65 แล้ว แต่ผมเห็นพวกเราทุกคนก็ทิ้งไม่ได้ ไม่มีความสุขตราบใดที่ยังมีรายได้น้อยกันแบบนี้
"ผมเข้าใจระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีผิดจากรัฐธรรมนูญ เคยอ่านรัฐธรรมนูญกันไหม เถียงกันจังเลยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมก็ปฏิบัติตามทุกอย่าง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของปวงชนชาวไทย แล้วใครลงพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จบแล้วใช่ไหม ปวงชนชาวไทย และพระองค์ท่านทรงรับสั่งว่าอย่างไร มีพระปฐมบรมราชโองการ ว่าเราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนใช่ไหม มันสมบูรณ์แล้ว ผมถวายสัตย์สมบูรณ์ไหม ไปบอกให้ผมหน่อย”
“วันนี้ขอให้ทุกคนหาความรู้จากโทรศัพท์ให้มากขึ้น แต่ข่าวที่ทะเลาะกันอย่าไปฟังมากนัก เอานายกฯไปตอบเติบอะไร ปล่อยไปเถอะ ผมก็จะทำตามกระบวนการ ถ้าทำแต่พิธีนี้. ต่อไปมันก็ทำอะไรไม่ได้แล้วทำไมต้องเริ่มต้นใหม่ในเมื่อเราทำมาถึงเวลานี้ตามขั้นตอน ทุกอย่างเดินมาตามขั้นตอน “

"ผมเข้าใจระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีผิด จากรัฐธรรมนูญ

แล้วใครลงพระปรมาภิไธย ?!!
"ผมเข้าใจระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีผิด จากรัฐธรรมนูญ
เคยอ่านรัฐธรรมนูญกันมั้ย เถียงกันจังเลย เรื่องไม่เป็นเรื่อง
ผมก็ปฏิบัติตามทุกอย่าง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของปวงชนชาวไทย
แล้วใครลงพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จบแล้วใช่มั้ย ปวงชนชาวไทย
และพระองค์ท่านทรงรับสั่งว่าอย่างไร มีพระปฐมบรมราชโองการ ว่าเราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนใช่มั้ย
มันสมบูรณ์แล้ว ผมถวายสัตย์สมบูรณ์มั้ย ไปบอกให้ผมหน่อย” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 4กย.2562
พิษณุโลก

“ถ้าทำไม่ดี แม้จะเป็นพี่ รักมากเพียงใด ก็ไม่ให้..”

“ถ้าทำไม่ดี แม้จะเป็นพี่ รักมากเพียงใด ก็ไม่ให้..”
“บิ๊กตู่” รำลึกความหลัง พี่น้องทหารเสือฯ ร.21รอ. “พี่ป้อม-พี่ป๊อก” นอนบ้านหลังเดียวกัน ลั่น ผมมีวันนี้ได้เพราะพี่ สอนผมมา ไม่มีใครเข้าใจเราหรอก อยู่ชายแดนด้วยกันมา ยัน ไม่ใช่เรื่องตอบแทน ไม่ใช่เรื่องผล ประโยชน์ ถ้าทำไม่ดี แม้จะเป็นพี่ รักมากเพียงใด ก็ไม่ให้..”
เผยวันแรก เป็น ร้อยตรีไปรายงานตัวกับ พี่ป้อม เป็น ผบ.ร้อย สมาร์ท เห็นเราเดินส่ายอาดๆๆ ก็คงจะคิดว่า มึงแน่แค่ไหนวะเนี่ย ต้องดูกันอีกนาน กว่าท่านจะไว้ใจผม ยัน ไม่ใช่เรื่องตอบแทน ไม่ใช่เรื่องผล ประโยชน์ ถ้าถ้าทำไม่ดี แม้จะเป็นพี่ รักมากเพียงใด ก็ไม่ให้..”
นายกฯตอกย้ำสัมพันธ์ 3 ป. ร่วมชะตากรรม ตั้งแต่รับราชการวันแรก อยู่ด้วยกัน มากกว่า 40 ปี ไม่มีใครเข้าใจ บอกแม้เป็นพี่และรักมาก หากทำไม่ดีก็ไม่ได้ เตือนระวังบริวาร หากถูกแอบอ้างขอให้มาถามทั้งสามคน
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่ง ระหว่างรับฟังการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 61 วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 60 วิทยาลัยการทัพบกรุ่นที่ 64 วิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 51 และวิทยาลัยทัพอากาศรุ่นที่ 53 โดยมีพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พลเอกชัญชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกห.ผบ.สา. เข้าร่วมรับฟัง ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
โดยเล่าถึง ความสัมพันธ์ 3 ป. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพลเอกอนุพง ษ์เผ่าจินดา รมว. กลาโหม ว่า ไม่มีเข้าใจ ซึ่งตนเองอยู่ชายแดนมาด้วยกันมีความห่วงใย และร่วมชะตากรรมกันมา
“เป็นทหารบรรจุราชการครั้งแรก ในยศร้อยตรี ไปรายงานตัวกับพลเอกประวิตร ซึ่งตอนนั้นยังสมาร์ทอยู่
คงคืดว่า ไอ้คนนี้เป็นใคร เดินส่ายอาดๆๆ แน่แค่ไหน ก็ต้องพิสูจน์ตนเองกว่าจะได้รับความไว้วางใจ
ผม โตมาแบบนี้ กับพลเอกประวิตร และพลเอกอนุงพงษ์ ก็อยู่และนอนบ้านเดียวกันมาโดยตลอด ดังนั้นความสัมพันธ์ มีมากกว่า 40 ปี ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์
แต่ตนเองมีหลักการในการทำงาน ถ้าทำดีต้องได้ดี แต่ถ้าทำไม่ดี แม้จะเป็นพี่รักมากเพียงใด ก็ไม่ให้ทุกคนต้องรู้หน้าที่และวางบทบาทตัวเองให้ชัดเจน
พร้อมยกตัวอย่างคนที่นำนามสกุลจันทร์โอชา ไปแอบอ้าง ขายนาฬิกา ยืนยันว่าส่วนตัวไม่เคยรู้จัก หรือเป็นญาติกัน ซึ่งคนที่แอบอ้างนายกฯเป็นจำนวนมาก ยืนยันว่าตนเองไม่เคยสั่ง ดังนั้นหากใครอ้างก็จะถูกเล่นงาน และเมื่อมีข้อสงสัย ให้สอบถามทั้งสามคนได้
ที่ มีการซื้อตำแหน่งในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงตำแหน่งละ 600ล้านบาท โดยขอให้ไปสอบสวนก่อน และส่วนตัวไม่ทราบมาก่อนมีการซื้อขายกันขนาดนี้ ดังนั้นต้องไปสอบสวนมา และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เช่นเดียวกับการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ที่ยังเป็นหนังหน้าไฟอยู่

นายกฯยันไปชี้แจงปมถวายสัตย์ต่อสภาฯ

“วิญญูชน ควรรู้ว่าอะไรเป็นอะไร“ ปม ”ถวายสัตย์ฯ”

“บิ๊กตู่” ชี้ ลงพระปรมาภิไธย จบแล้ว ถ้าเคารพรัฐธรรมนูญ ไม่ลำบากใจ พูดเกร่ยวกับสถาบันฯ แต่จะต้องไปพูดคุยกันก่อนว่า จะสามารถพูดได้แค่ไหนอย่างไร หากพูดแล้วมีผลกระทบ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวเมื่อถูกถามว่า นายกฯอาจมีความลำบากใจในการชี้แจงที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 18 ก.ย. ในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตน หากต้องมีการพูดถึงสถาบันว่า ผมไม่รู้สึกลำบากใจ แต่จะต้องไปพูดคุยกันก่อนว่า จะสามารถพูดได้แค่ไหนอย่างไร หากพูดแล้วมีผลกระทบ

เมื่อถามว่าในวันเดียวกันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพิจารณาเรื่องคุณสมบัติประเด็นเจ้าหน้าที่รัฐของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ว่ากันไป ถือเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องแยกแยะให้ออก
โดยตนได้ส่งฝ่ายกฎหมายของตนไป

ส่วนที่ฝ่ายค้านแสดงความกังวลว่านายกรัฐมนตรีอาจหยิบมาเป็นประเด็นจะไม่เดินทางเข้ามาที่ประชุมรัฐสภาในวันดังกล่าว คงไม่เกี่ยวกัน ถ้าตนไปได้ตนก็ไป ซึ่งทุกวันนี้ก็มีงาน 4-5งาน ทั้งช่วงบ่ายและช่วงเย็น ทุกๆวันจะเป็นอย่างนี้

ขอให้เห็นใจผมบ้าง ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรคืออะไร แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะทำให้เกิดความสับสน ซึ่งตนก็ต้องหาข้อยุติให้ได้

ทั้งนี้ ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ผมก็มีงานที่ต้องทำอยู่เหมือนกัน แต่ผมยืนยันว่าจะเข้าไปฟัง แต่หากมีภารกิจผมก็ต้องออกมาบ้าง แล้วจะกลับไปฟังใหม่ คงต้องเป็นแบบนี้ จะไม่ให้ผมทำงานอย่างอื่นเลยหรือ

เมื่อถามว่านายกฯไม่ได้เคลียร์งานเอาไว้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ผมจะเคลียร์ ได้อย่างไร
เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านบอกว่าเวลามีอยู่อย่างจำกัด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “จะพูดกันนานแค่ไหน 3-5 วันเลยหรืออย่างไร กับเรื่องการถวายสัตย์ฯ ซึ่งก็มีอยู่เรื่องเดียว ผมก็รู้อยู่แล้วว่าเขาก็พูดเหมือนเดิม “

เมื่อถามว่าควรจะอภิปรายเพียงแค่ครึ่งวันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้เหมือนกันแล้วแต่วิปรัฐบาล

ส่วนที่ฝ่ายค้านจะบอกว่าจะลากเวลาถึงเวลา 24.00 น. ตนมองว่าเท่าไหร่ก็เท่านั้น ก็แล้วแต่ ซึ่งคำชี้แจงต่างๆอยู่ในหัวของตนหมดแล้ว

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องมีองรักษ์พิทักษ์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่าองครักษ์ของผมเป็นใคร หากเป็นส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐก็เป็นเรื่องของส.ส. ถ้าพูดนอกประเด็น เขาก็มีสิทธิ์ เช่นเดียวกับที่ฝ่ายรัฐบาลพูดอะไรไปฝ่ายค้านก็มีสิทธิ์ที่จะพูด นี่คือสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน จะไปบังคับใครได้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯไปพูดระหว่างลงพื้นที่จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ระบุว่าเรื่องนี้ได้มีการลงพระปรมาภิไธยไปแล้วถือว่าจบแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่จะคิด และควรรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเป็นวิญญูชน และการอภิปรายครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการลงมติ ซึ่งตนก็จะชี้แจงเท่าที่ชี้แจงได้ และทำอย่างไรไม่ให้ก้าวล่วงไปถึงสถาบัน ซึ่งก็เห็นบทบัญญัติอยู่แล้ว แต่ก็เป็นประเด็น
แต่ถ้าบอกว่าเคารพรัฐธรรมนูญ แล้วที่ผ่านมาที่ว่าเคารพและธรรมนูญมันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

เมื่อถามว่า นายกฯสบายใจแล้ว หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยู่ที่สื่อ แต่ผมก็สบายใจทุกวัน

จี้รัฐบาลลาออก หากพรก.ชะลอกฎหมายครอบครัวไม่ผ่านสภา

ประธานวิปฝ่ายค้าน จี้รัฐบาลลาออก ตามประเพณีปฏิบัติ หากพ.ร.ก.ชะลอกฎหมายครอบครัวไม่ผ่านสภา ชี้เป็นพฤติกรรมบกพร่อง-ลุอำนาจชัดเจน
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 เพราะเป็นการเสนอ พ.ร.ก. เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลลุแก่อำนาจ และเป็นความบกพร่องที่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นที่ออก พ.ร.ก. เพื่อมีผลกระทบต่อพ.ร.บ. อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่าการเสนอ พ.ร.ก. ให้เข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามมติของวิปรัฐบาล ในวันนี้ ( 4 กันยายน) เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่าเมื่อรัฐบาล ออก พ.ร.ก. แล้ว ต้องนำมาให้ที่ประชุมสภาฯ พิจารณาในการประชุมนัดแรกทันที แต่พรรคฝ่ายค้านล่าสุดได้ยื่นเรื่องต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความชอบของการตรา พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว จึงทำให้เป็นประเด็นที่การพิจารณาเรื่องดังกล่าวต้องชะลอออกไป แต่บุคคลที่จะสั่งให้ชะลอหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับนายชวน ไม่ใช่วิปรัฐบาลจะใช้มติให้ชะลอหรือถอนเรื่องออกจากการพิจารณา ขณะที่ผลการบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว ยอมรับว่ามีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้นการชะลอ พ.ร.บ.คุ้มครองสถาบันครอบครัวจึงมีผลต่อไป
นายสุทิน กล่าวด้วยว่าในอดีต หาก สภาฯ ซึ่งพิจารณาพ.ร.ก. แล้วไม่เห็นชอบ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง แต่ปัจจุบันต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลมีพฤติกรรมลุแก่อำนาจและเป็นการกระทำที่บกพร่องชัดเจน
เมื่อถามว่าข้อเรียกร้องให้ลาออก ทั้งที่ พ.ร.ก.ชะลอพ.ร.บ.ครอบครัว ไม่ใช่กฎหมายการเงิน ตามเงื่อนไขใหม่ของรัฐธรรมนูญ จะสมเหตุผลหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า แม้ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยการเงิน แต่เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบตามประเพณีปฏิบัติ

ฝ่ายค้านจ้องขย่มในสภา!แพร่ พ.ร.ก.ชะลอ กม. ส่งเสริมสถาบันครอบครัวฯ พม.อ้างคนไม่พร้อม

ราชกิจจานุเบกษาแพร่ พ.ร.ก.ชะลอบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาคุ้มครองสถาบันครอบครัวปี’62 หลังมีผลเมื่อ 20 ส.ค. 62 โดยจะบังคับใช้ได้ต้องตราเป็น พ.ร.ฎ. อ้างเหตุผล ยังไม่มีความพร้อมด้านบุคลากร อาจก่อให้เกิดผลร้ายแก่สังคม เลขาฯรมว.พม.แจงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน รบ. ขอเบรกไว้ก่อน 1 ปีเพื่อปรับปรุงแก้ปัญหา วิจารณ์แซ่ด! ทำไม่ได้ เหตุไม่ใช่กรณีฉุกเฉินตาม รธน. ม.172 ฝ่ายค้านเตรียมขย่มในสภา
PIC prk 26 8 62 777
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2562 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองและสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 โดยมีสาระสำคัญคือให้ชะลอการใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2562 เป็นจะบังคับใช้เมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (มาตรา 3)
ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวฯให้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 (ที่ถูกยกเลิกไปโดยพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวฯ )ยังคงมีผลใช้บังคับ (มาตรา 4)
นอกจากนั้นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งเตรียมการรองรับและดำเนินการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย เกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรการ และกลไกที่เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยเร็ว (มาตรา 6)
(อ่าน พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองและสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/092/T_0001.PDF)
ขณะที่หมายเหตุในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้คือ โดยปัจจุบันได้มีการตรา พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวฯ มีการกำหนดมาตรการในการลดการกระทำความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งปรับปรุงกลไก บทบาท อำนาจ และหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในระดับหน่วยปฏิบัติ และปรับปรุงการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนไปจนถึงกระบวนการในชั้นศาล การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นอย่ายิ่งที่ต้องอาศัยความพร้อมในด้านความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความพร้อมในด้านบุคลากร
แต่โดยที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวฯ พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับในวันที่ 20 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา และปรากฎข้อเท็จจริงว่าหน่วยงานที่จะเป็นผู้ปฏิบัติการหรือบังคับการตามกฎหมายยังมีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับความพร้อมด้านบุคลากรและขั้นตอนการปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นที่ต้องขยายกำหนดระยะเวลาในการมีผลใช้บังคับของ พ.ร.บ.นี้ออกไปก่อน เนื่องจากหากมีการใช้บังคับตามกำหนดเวลาเดิมในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมอาจเกิดผลร้ายต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง และสมควรให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสวัสดิภาพในครอบครัวฉบับเดิมมาใช้บังคับต่อไปก่อนเป็นการชั่วคราว กรณีดังกล่าวจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางสังคม อันจะส่งผลถึงความปลอดภัยสาธารณะและความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.นี้
PIC เหตผลพรกเบรกพรบครอบครว 1
วันเดียวกัน น.ต.สุธรรม ระหงษ์ เลขานุการของนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงเหตุผลในการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา เมื่อ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้ไปนั้น ปรากฏว่ามีประเด็นในเรื่องของความไม่พร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ประกอบกับช่วงนี้ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทำให้การดำเนินการตามกฎหมายต่าง ๆ ที่มีความใหม่ของหน่วยงานต่าง ๆ นั้นอาจจะมีความไม่พร้อมตามมาด้วย จึงเป็นสาเหตุทำให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงต้องออก พ.ร.ก.ดังกล่าวออกมา โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อต้องการที่จะมีการชะลอ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวฯออกไปก่อนเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยช่วง 1 ปีหลังจากนี้ ทางกระทรวงก็จะมีการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาในหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีความพร้อมกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวฯฉบับใหม่ให้มากกว่านี้
น.ต.สุธรรม กล่าวอีกว่า นายจุติเข้าใจในประเด็นเรื่องปัญหาเหล่านี้ว่าจะถูกทางด้านของฝ่ายค้านนำมาเป็นประเด็นซักถามในรัฐสภา ขณะนี้จึงเตรียมข้อชี้แจงต่าง ๆ โดยละเอียดเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.เพื่อเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวฯแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดีกรณีนี้ถูกนักกฎหมายที่ศึกษา พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาสถาบันครอบครัวฯ วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า การออก พ.ร.ก.เพื่อชะลอการบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฯ ครั้งนี้ อาจไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.ไว้ว่า ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่กรณีนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด เป็นการบริหารงานผิดพลาดของฝ่ายรัฐบาลเอง ขณะเดียวกันได้รับการติดต่อขอข้อมูลจากฝ่ายค้านเพื่อเตรียมนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภาแล้ว
สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 บัญญัติว่า ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะพระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้
การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่งให้กระทําได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา โดยไม่ชักช้า ถ้าอยู่นอกสมัยประชุมและการรอการเปิดสมัยประชุมสามัญจะเป็นการชักช้า คณะรัฐมนตรี ต้องดําเนินการให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนดโดยเร็ว ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกําหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกําหนดนั้น
หากพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่งมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดและพระราชกําหนดนั้นต้องตกไปตามวรรคสาม ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใช้บังคับต่อไปนับแต่วันที่การไม่อนุมัติพระราชกําหนดนั้นมีผล
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกําหนดนั้น หรือถ้าวุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้พระราชกําหนดนั้นมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป
การอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนด ให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาในกรณีไม่อนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การพิจารณาพระราชกําหนดของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภา และการยืนยันการอนุมัติพระราชกําหนด จะต้องกระทําในโอกาสแรกที่มีการประชุมสภานั้น ๆ