PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เสียงเตือนจาก"สมเกียรติ"ถึง"สุเทพ"อย่าพามวลมหาชนข้ามเส้น"อหิงสา"


เขียนวันที่
วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2556 เวลา 10:41 น.
เขียนโดย
isranews
"..คำถามที่น่าสนใจต่อมาคือ หลังจากการทำกิจกรรมเคลื่อนขบวน 13 เส้นทางจบสิ้นลงแล้ว กิจกรรมต่อไปของ ผู้ชุมนุมภายใต้การนำของนายสุเทพ และอดีตนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ คือ อะไร?.."
vvbvbvvbbvvbvbbv
พลันที่ "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะแกนนำคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและกำจัดระบอบทักษิณ ประกาศมติแกนนำให้ผู้ชุมนุมบนถนนราชดำเนิน รับทราบถึงมติแกนนำว่า ในช่วงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 จะแบ่งขบวนมหาประชาชน ออกเป็น 13 กลุ่ม เพื่อเคลื่อนขบวนไปตาม 13 เส้นทาง ตามสถานีที่ต่างๆ อาทิ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานราชการ รวมถึงสื่อฟรีทีวีต่างๆ 
พร้อมระบุว่า จะเดินขบวนไปแบบ "สุภาพชน" จะเดินแบบสงบสันติอหิงสา เมื่อไปถึงก็ไม่ต้องทำอะไร นำนกหวีด ดอกไม้ ธงชาติไปให้ แล้วถามว่าจะมาอยู่ข้างประชาชนหรือไม่ 
แต่ดูเหมือนว่า มติแกนนำที่ออกมาจะทำให้ "นายสมเกียรติ อ่อนวิมล" นักสื่อสารมวลชนชื่อดัง ไม่ค่อยสบายใจนัก
และออกมาแสดงความเห็นคัดค้านอย่างรุนแรง ถึงขนาดเสนอให้ "มวลมหาประชาชน" เปลี่ยนม้ากลางศึก หาผู้นำใหม่ที่รักสันติสุภาพเข้มแข็งอดทน ให้การทำงานโปร่งใส ให้มวลชนมีส่วนร่วมตรวจสอบได้ มาทำหน้าที่แทน 
อะไรคือสาเหตุทำให้ นายสมเกียรติ ซึ่งประกาศตนว่าอยู่ตรงข้ามกับระบอบทักษิณ อย่างชัดเจนคนหนึ่ง ถึงออกมาแสดงความเห็นในลักษณะนี้ 
ย้อนหลังกลับไปหลังจากที่นายสุเทพ ขึ้นประกาศมติแกนนำบนเวทีปราศรัยราชดำเนิน ช่วงเวลา ประมาณ 22.00 น. ของคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา
นายสมเกียรติ ได้เริ่มต้นโพสต์ข้อความแสดงความเห็นส่วนตัว ผ่านทางทวิสเตอร์ ที่ใช้ชื่อว่า Somkiat Onwimon ‏ทันที
โดยระบุว่า “ขอคัดค้านการที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะนำมวลเดินแยกสายไปกดดันข่มขู่สื่อมวลชนและส่วนราชการต่างๆทั่วกรุงฯ ถือเป็นการใช้ความรุนแรงขัดหลักอหิงสา”
ก่อนจะตามมาด้วยข้อความจำนวนมาก ดังนี้ 
“มวลมหาประชาชนฯควรทำ"อารยะขัดขืน"ไม่ร่วมมือกับคุณสุเทพและคณะที่จะพาเดินไปกดดันสื่อมวลชนที่คุณสุเทพไม่ชอบและส่วนราชการที่คุณสุเทพเห็นเป็นเป้า”
"ผมเห็นด้วยกับการล้มระบอบทักษิณ แต่ต้องเป็นวิธีประชาธิปไตยและไม่ใช้ความรุนแรง ประชาชนและข้าราชการต้องใช้เวลาเรียนรู้เรื่องการปฏิรูปประเทศไทย"
"วิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็คือให้รัฐบาลยุบสภา นายกลาออก เลือกตั้งใหม่ ใครแพ้ใครชนะก็ต้องยอมรับ ระบอบทักษิณจะกลับมาก็ต้องรับ จะสู้กันใหม่ก็สู้"
"การพามวลชนตระเวนข่มขู่สื่อมวลชนและหน่วยราชการเป็นความรุนแรงในตัวอยู่แล้ว และจะเสี่ยงต่อการปะทะเกิดบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้นไปอีก ต้องอารยะขัดขืน"
"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยเราก็ต้องยึดหลักประชาธิปไตย ถึงอย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้ง เราต้องเร่งให้การศึกษาเรื่องผลร้ายจากระบอบทักษิณ"
"หากพรรคการเมืองเก่าและใหม่จะเอาชนะระบอบทักษิณได้ก็ต้องด้วยการให้การศึกษาเปลี่ยนความคิดประชาชนจนชนะเลือกตั้งใน 4 ปี 8 ปี 12 ปี กี่ปีก็ต้องยอม"
"ฟังคุณสุเทพปราศรัยคืนนี้แล้วพบว่าคุณสุเทพใช้อหิงสาแบบไม่เข้าใจ จะใช้เป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราวอีกสองวัน หากกดดันไม่สำเร็จจะใช้วิธีอื่น"
"อหิงสาต้องทำโดยผู้เข้มแข็งอดทนมีวินัย ที่คุณสุเทพประกาศจะหยุดอหิงสาในสองวันถ้าไม่ได้อย่างใจ จึงเป็นอหิงสาของผู้อ่อนแอ ล้มเหลวพ่ายแพ้ต่อกิเลส"
"การที่คุณสุเทพจะไปกดดันทีวีช่อง 3 และช่อง 7 เพราะไม่ชอบการทำข่าวของเขาเพราะเขารายงานไม่ถูกใจ ก็ผิด Blue Sky / T-News ก็ลำเอียงข้างเดียวตลอด"
"ประเทศไทยวันนี้เต็มไปด้วยสื่อเลือกข้างประชาชนจะต้องรู้จักเลือกดู จะกดดันกันด้วยกำลังรุนแรงไม่ได้ แสดงความเห็นติเตียนได้ ไม่ชอบก็ปิดไม่ต้องดู"
"คุณสุเทพจะต้องรับผิดชอบถ้าพามวลมหาชนไปสู่ความรุนแรง และความรุนแรงรับประกันความพ่ายแพ้แน่นอน"
"การปราศรัยของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ทั้งเนื้อหาและอารมณ์ พบว่าคุณสุเทพฯเป็นคนรุนแรงไม่ใช่นักอหิงสาที่แท้จริง ไม่ควรจะให้นำมวลมหาประชาชนต่อไป"
"ถึงเวลาที่"มวลมหาประชาชน" จะต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก หาผู้นำใหม่ที่รักสันติสุภาพเข้มแข็งอดทน ให้การทำงานโปร่งใส ให้มวลชนมีส่วนร่วมตรวจสอบได้"
"อหิงสา" คือ"ความไม่รุนแรง"การที่มวลมหาประชาชนเดินขบวนไปสร้างแรงกดดันผู้อื่นที่ตนถือเป็นฝ่ายตรงข้ามเป็นความรุนแรง เป็น"หิงสา" ไม่ใช่"อหิงสา"
"คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่มีความรู้ไม่เข้าใจอหิงสา ยืมคำว่าอหิงสามาลองใช้เป็นเครื่องมือชั่วคราว หากไม่สำเร็จก็จะใช้วิธีอื่นดังที่บอกเมื่อคืน"
"คุณสุเทพเป็นคนรุนแรง ใจก็คิดรุนแรง วาจาก็แสดงออกรุนแรง กายก็มีอาการรุนแรง ดังที่เห็นในการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่าานมา นักอหิงสา จะไม่เป็นแบบนี้"
"คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำอหิงสาไม่ได้ หลวงปู่พุทธะอิสระ ก็เช่นกัน เป็นนักอหิงสาไม่ได้ เป็นผู้นำมวลชนทำกิจกรรมการเมืองแบบรุนแรง อาจพอได้"
"วิธีการต่อสู้ของนักสัตยาเคราะห์แบบอหิงสาที่แท้จริงต้องสู้โดยทำให้ทุกข์ทรมานตกอยู่กับตนเองเท่านั้น แล้วแผ่เมตตาให้ฝ่ายตรงข้าม"
"นักสัตยาเคราะห์แบบอหิงสาจะต่อต้านต่อการกระทำที่ชั่วร้ายเท่านั้น ไม่ต่อต้านคนที่กระทำชั่วร้าย จะเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร จะไม่ทำลายศัตรู"
"หากการต่อต้านศัตรูวิธีอื่นทำทุกวิธีจนหมดหนทางแล้วยังไม่สำเร็จ วิธีสุดท้ายของนักอหิงสา ตามคำสอนของมหาตมะ คานธี คือวิธีประท้วงด้วยการอดอาหาร"
"ดังนั้นถ้าจะใช้อหิงสาวิธีสุดท้าย ขอให้มวลมหาประชาชนนั่งอยู่กับที่กลางถนนราชดำเนิน อย่าเคลื่อนย้ายไปกดดันให้ทุกข์กับใคร แล้วเริ่มการอดอาหาร"
"อาจเริ่มทำอหิงสา-สัตยาเคราะห์ โดยการอดอาหาร โดยคุณสุเทพทำคนเดียวก่อน หรือคณะกรรมการแกนนำทั้งหมดทำทั้งคณะก็ได้ ส่วนมวลชนอยู่ที่เดิมตามปกติ"
"หากการอดอาหารโดยคณะผู้นำไม่เป็นผล คุณสุเทพ และคณะผู้นำมวลชนตายหมดแล้ว ให้มวลมหาประชาชนเริ่มอดอาหารต่อ จนกว่ารัฐบาลจะเข้าใจทุกข์ยากของประชาชน"
"ที่ผมอธิบายแนะนำมาทั้งหมดนี้คืออหิงสาตามแบบมหาตมะ คานธี ที่แท้จริง หากไม่รู้ ไม่เข้าใจอหิงสา ประท้วงไปแล้วความพ่ายแพ้จะมิใช่ความผิดของอหิงสา"
"อหิงสา" เพียงต้องการประกาศความจริงคือความเป็นบาปหยาบช้าของศัตรูให้รับรู้กันทั่ว "อหิงสา"สร้างมิตร ไม่ทำลายศัตรู แต่เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร"
"ผมให้ความรู้เรื่องอหิงสาด้วยความเป็นมิตรกับมวลมหาประชาชนไทยเพื่อล้มระบอบทักษิณ เป็นมิตรกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ยิ่งลักษณ์ และทักษิณ ชินวัตร"
"ที่ผมอธิบายแนะนำมาทั้งหมดนี้คืออหิงสาตามแบบมหาตมะ คานธี ที่แท้จริง หากไม่รู้ ไม่เข้าใจอหิงสา ประท้วงไปแล้วความพ่ายแพ้จะมิใช่ความผิดของอหิงสา"
แต่ดูเหมือนว่าเสียงเตือนของ นายสมเกียรติ อาจจะเบาและไร้น้ำหนัก ในมุมมองของนายสุเทพ และแกนนำ
เพราะทันทีที่ถึงเวลานัดหมายในช่วง 08.00 น.ของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 กลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 13 เส้นทาง ได้เคลื่อนขบวนออกจากถนนราชดำเนินไปตามสถานที่ต่างๆ ที่แกนนำกำลังไว้ โดยพร้อมเพรียง 
ขณะที่ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายสุเทพ ได้โพสต์ข้อความแจ้งกำหนดการและเหตุผลการเคลื่อนขบวนทั้ง 13 เส้นทางว่า 
"ผมตัวแทนคณะแกนนำ ประกาศให้ "ขี้ข้า" ทักษิณทราบ พรุ่งนี้ ขบวนเราจะแบ่งเป็น 13 เส้นทาง
1.ไปกองบัญชาการทหารสูงสุด แจ้งวัฒนะ มีคุณนายสกลธี ภัททิยกุลนำไป เจอกันที่นั่นเลย ไม่ต้องเดินไปเพราะไกลเกิน
2.ไปกองบัญชาการกองทัพอากาศดอนเมือง มีคุณวิทยา แก้วภราดัย นำไป
3.ไปกองทัพบก ไปหาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเป็นแม่ทัพบก เราจะไปแบบผู้น้อม ในเอกนัฐ พร้อมพันธุ์นำไป
4.ไปกองบัญชาการกองทัพเรือ ผบ.น่ารักมาก เป็นผบ.คนเดียวใน 3 เหล่าทัพที่บอกว่ากำลังพลมาร่วมชุมนุมได้นอกราชการ จะให้คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม นำไป
5.ไปสำนักงานตร.แห่งชาติ ไปพบพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ให้ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นำไป อยากจะขอเชิญพี่น้องนักธุรกิจ แถวราชประสงค์-สีลม นักศึกษาจุฬาฯไปร่วมกันเยอะๆครับ เพราะพวกนี้คุยยากหน่อย
6.ไปกองบัญชาการตำรวจนครบาล ไปพบคนที่ได้ดีเพราะพี่มันให้ ให้ชุมพล จุลใส นำไป พี่น้องช่วยไปสมทบกันเยอะๆนะครับ
7.ไปช่อง 3 ผมกราบเรียนพี่น้อง เมื่อปี 53 เสื้อแดงไปเผาช่อง 3 ผมเป็นคนสั่งตำรวจที่ไว้ใจไปช่วย และให้นำฮ.ไปรับผู้บริหาร มันถึงตอบแทนเราอยู่ทุกวันนี้ มี ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นำไป
8.ไปช่อง 5 ในฟรีทีวีมีช่อง 5 ที่ยังพอรายงานข่าวเรา ว่าผมพูดอะไรบ้าง ให้ อิสสระ สมชัย นำไป
9.ไปช่อง 7 วันนี้เกือบโดนไปแล้ว เรามอบ ชาญวิทย์ วิภูศิริ นำไป
10.ไปช่อง 9 แดนสนธยา ให้ถนอม อ่อนเกตุพล นำไป
11.ไปช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ให้ถาวร เสนเนียม นำทีม
12.ไปกระทรวงมหาดไทย เราจะให้สมาชิกอบต.ทั้งคณะ นำมวลชนไปทวงเงินงบประมาณที่สัญญาว่าจะให้ท้องถิ่น
13.ไปสำนักงบประมาณ ไปบอกเค้าว่า หยุดจ่ายเงินให้อี..เอาไปผลาญได้แล้ว ผมจะนำทีมเอง!!
ทุกขบวน (ยกเว้นขบวนที่ 1.) ตั้งขบวน 8 โมงเช้าที่ท้องสนามหลวง"
ooo
ส่วนภาพรวมในการเคลื่อนขบวนในช่วงเช้าที่ผ่านมา (เวลา 10.00 น.) ยังเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีการปัญหาความรุงแรงหรือเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด โดยแกนนำที่นำขบวนไปในแต่ละเส้นทางได้ประกาศแจ้งผู้ชุมนุมอยู่เป็นระยะๆ ใช้ความระมัดระวังตัวในการเคลื่อนขบวน อยู่ในความสงบ ป้องกันมือที่สาม ไม่ให้เข้ามาสร้างสถานการณ์
พร้อมมีการมอบหมายให้ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิงนำดอกไม้ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 
ขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมหลายคน ก็ยืนยันว่า การเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้นำชุมนุมครั้งนี้ ทำได้ เป็นไปตามแนวทางอสิงหา เป็นการเชิญชวนประชาชนตามสถานที่ต่างๆ ให้มาเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้น เป็นการเคลื่อนขบวนอย่างงดงาม 
dsdddseewwe
อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าใจต่อมาคือ หลังจากการทำกิจกรรมเคลื่อนขบวน 13 เส้นทางจบสิ้นลงแล้ว กิจกรรมต่อไปของ ผู้ชุมนุมภายใต้การนำของนายสุเทพ และอดีตนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ คือ อะไร?
จะยึดแนวทางต่อสู้แบบอหิงสาต่อไป หรือ จะยกระดับ "กิจกรรม" ให้มี "ความรุนแรง" มากยิ่งขึ้น เพื่อเผด็จศึก "รัฐบาล" ให้ได้ ก่อนที่พลังของมวลชนจะลด น้อยลง ตามที่หลายฝ่ายประเมินกันไว้หรือไม่?
หลังจากที่ฝั่งรัฐบาล เลือกที่จะเล่นเกม"เงียบ"เน้นการ "ตั้งรับ"แบบมี "นัยยะ" ตามที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้  

แถลงการณ์ เรื่อง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง



ตามที่ได้มีการจัดชุมนุมทางการเมือง และมีมวลชนเข้าร่วมการชุมนุมเพิ่มมากขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในการชุมนุมของแต่ละฝ่ายแต่ละเวที แต่ทั้งนี้ในการชุมนุมดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวการชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน ในคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ตลอดจนถึงคำประกาศของแกนนำการชุมนุมที่จะยกระดับการชุมนุม โดยการเคลื่อนขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมไปยังสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 , 5, 7, 9 และ NBT และสถานที่ราชการต่างๆ นั้น

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอเรียกร้องต่อแกนนำและผู้เข้าร่วมชุมนุมให้เข้าใจการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้สามารถทำหน้าที่การนำเสนอข่าวได้อย่างอิสระ อันจะสามารถนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่การรายงานข่าวสารข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุดเพื่อประกอบการตัดสินใจใดๆ

ทั้งนี้การนำเสนอข่าวการชุมนุมทางการเมืองอาจไม่เป็นที่พอใจต่อผู้ชุมนุมแต่ละฝ่าย อันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อาจไม่เป็นไปตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมคาดหวัง ซึ่งในเรื่องนี้เราขอยืนยันว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลได้พยายามสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์อย่างถึงที่สุด เพราะเราตระหนักอยู่เสมอว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในภาคสนามคือผู้ที่อยู่ใกล้ข้อเท็จจริงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมิสามารถบิดเบือนเป็นอื่นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสื่อมวลชนเองก็ตระหนักว่าการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการตัดสินใจ เป็นสิทธิการเลือกรับข่าวสารของประชาชน

ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอสนับสนุนให้สื่อมวลชนทำหน้าที่โดยยึดมั่นในกรอบจริยธรรมวิชาชีพของสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน และขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ใช้สื่อของรัฐปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ซึ่งต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้ต่อสาธารณะ

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไท
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คำสั่งลับ“ศอ.รส” คุมเข้มรักษาความสงบ"ม็อบราชดำเนิน"อารักขาบ้านบุคคคสำคัญ

เปิดคำสั่งลับ“ศอ.รส”คุมเข้มร่วมชุมนุมราชดำเนิน-อารักขา"บุคคลสำคัญ"

เขียนวันที่
วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2556 เวลา 13:30 น.
เขียนโดย
isranews
เปิดคำสั่งลับ “ศอ.รส” คุมเข้มรักษาความสงบ"ม็อบราชดำเนิน" เกาะติดความเคลื่อนไหวแกนนำ ตั้งจุดคัดกรองบุคคล ตรวจค้น "ยุทธปัจจัย" ใช้ก่อเหตุรุนแรง -อารักขาความปลอดภัย สถานที่สัญลักษณ์การเมือง “บุคคลสำคัญ” ใกล้ชิด
eeweedeweded
บรรยากาศการนัดชุมนุมใหญ่ที่ถนนราชดำเนิน เพื่อต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้าถึงเที่ยงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 เป็นไปอย่างคึกคัก!!
“ประชาชน” จากหลายส่วนหลายพื้นที่ ต่างทยอยเดินทางเข้ามาร่วมตัวกันตามคำนัดหมายตั้งแต่ช่วงเช้าอย่างต่อเนื่อง จนถึงเที่ยง และลากยาวต่อมาถึงช่วงบ่าย จนทำให้พื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินดูแคบลงไปถนัดตา
ถึงขนาดแกนนำคนสำคัญอย่าง "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" ต้องขึ้นเวทีเพื่อออกคำสั่งจัดระเบียบการเจรจรในพื้นที่การชุมนุมด้วยตนเองอยู่เป็นระยะๆ
ท่ามกลางเสียงเตือนจากคนใน"รัฐบาล"ว่าอาจจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุม มีการเตรียมคนขน และอาวุธเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ 
ขณะที่แกนนำการชุมนุม ได้ขึ้นประกาศบนเวที ว่า ผู้ชุมนุมหลายจังหวัดถูก สกัดกั้นไม่ให้เดินทางการชุมนุม ด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ 
น่าสนใจว่า ความเคลื่อนไหวที่แท้จริงในส่วนของหน่วยงานรัฐบาลที่มีหน้าที่กำกับดูแลความสงบเรียบร้อยครั้งนี้ อย่าง ศอ.รส. เป็นอย่างไรบ้าง?
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้รับมอบเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับคำสั่งของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ให้ควบคุมกำกับดูแลการชุมนุมให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย 

โดยเอกสารดังกล่าว ระบุเนื้อหาสำคัญว่า ตามที่ ศอ.รส. จัดให้มีการประชุมระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2556 เวลา 08.00 น. โดย ผบ.ตร./ผอ.ศอ.รศ. ได้สั่งการกำชับการปฏิบัติให้ทุกหน่วยในสังกัด รักษาความสงบเรียบร้อย การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มมวลชนต่างๆ ทั้งในเขตพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นั้น
ดังนั้น เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมเรียกร้อง การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ของ ภ.1 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงกำชับและเน้นย้ำการปฏิบัติตามคำสั่งของ ผอ.ศอ.รศ. ให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการ ดังนี้
1.ให้เพิ่มความเข้มในการสืบสวนหาข่าว เฝ้าฟัง และติดตามสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มมวลชนต่างๆ ทุกกลุ่ม ในเขตพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด หากพบความเคลื่อนไหวให้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานและติดตามแกนนำกลุ่มมวลชนต่างๆ ทั้งในกรณีชุมนุมในเขตพื้นที่และ/หรือเดินทางไปร่วมชุมนุมในเขตพื้นที่ กทม. อย่างใกล้ชิด จนกว่าจะเสร็จสิ้นการชุมนุมหรือเดินทางไปร่วมชุมนุมอีกส่วนหนึ่ง ด้วย 
2. ให้เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจ เพื่อประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อเท็จจริงของสถานการณ์และกฎหมายให้แก่ประชาชนทั่วไป และผู้ที่จะเดินทางเข้าร่วมชุมนุมได้รับทราบ และเพื่อตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมายตามเส้นทางสายหลัก-รอง ในเส้นทางขาเข้ากทม. เน้นการตรวจค้น/คัดกรอง บุคคลยานพาหนะ ต้องสงสัย เพื่อตรวจยึดอาวุธ วัตถุระเบิด หรือสิ่งของต่างๆ ที่นำมาเป็นยุทธปัจจัยใช้ก่อเหตุรุนแรงในสถานที่ชุมนุม รวมทั้งสิ่งของต่างๆ ที่อาจนำมาประกอบ เป็นวัตถุระเบิดได้ หากตรวจพบให้บังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด 
3. ให้เพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการสำคัญ บ้านพักบุคคลสำคัญ และสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เน้นการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและการตั้งจุดตรวจเพื่อคัดกรองบุคคลหรือยานพาหนะบริเวณโดยรอบสถานที่ ทั้งนี้ ให้ประสานการปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานที่และบุคคลสำคัญ อย่างใกล้ชิดอีกส่วนหนึ่งด้วย 
4.กรณีพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งในกรณีจากการสืบสวนหาข่าวการเฝ้าระวัง การรักษาความสงบเรียบร้อยในที่ชุมนุม และการตั้งจุดตรวจ กำชับให้รายงานสถานการณ์ตามข้อข่าวสารที่กำหนดไว้ให้ ศปก.ภ.3 ทราบทันที 
จึงแจ้งมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด
พล.ต.ต. กรเอก เพชรไชยเวส 
รองผบช.ฯ ปรท.ผบช.ภ.1
dsdsdsdsdsdsdsds23
 

โรยตะปูเรือใบสกัดรถขนผู้ชุมนุมเข้ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่ ตำรวจ

"..เรื่องโรยตะปูเรือใบสกัดรถขนผู้ชุมนุมเข้ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่ ตำรวจไม่ทำแน่นอน เป็นเพียงลูกไม้ตื้น ๆ ที่ทำกันเอง ตนอยากถาม ว่า มีตำรวจที่ไหนอยากให้บ้านเมืองไม่สงบ

ส่วนที่ตำรวจต้องไปเฝ้าอยู่บนจุดสูงเพราะกลัวใครจะมาแอบยิงนายสุเทพ เพราะมีเรื่องส่วนตัวเยอะ ไม่ได้คิดไปยิง ไประวังให้ แต่ไปออกข่าวด่าตนสาดเสียเทเสีย ตนไม่โกรธ แต่ที่นายสุเทพประกาศล้มรัฐบาล ไล่นายกฯ จะปลดนายกฯ ไล่ตระกูลชินวัตร จะโค่นระบอบทักษิณ ถือว่าเป็นกบฏในราชอาณาจักร ความผิดครบ สุดท้ายนายสุเทพ จะมีความผิด และถูกจับเพียงคนเดียว 

ขอให้มั่นใจว่านายกฯ ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก เพราะมาตามระบอบประชาธิปไตย แต่หากขั้นตอนทางการเมืองไปถึงจุด ๆ หนึ่งก็เลือกตั้งกันใหม่ พรรคเพื่อไทยก็จะชนะอีกเหมือนเดิม ครั้งนี้ 265 เสียง ครั้งหน้าจะได้ถึง 300 พรรคประชาธิปัตย์ แค่หวังส้มหล่นเหมือนครั้งที่แล้ว ที่เอานายเนวิน ชินชอบ ไปอยู่ฝ่ายเดียวกัน..

พวกผมไม่มีใครไม่จงรักภักดี ครั้งหนึ่งก็เคยรับราชการ ได้ถวายสัตย์ 8 ครั้ง รัฐบาลชุดนี้จับเว็บหมิ่นสถาบันมากที่สุด แต่ผู้ใหญ่ข้างในบอกว่า อย่าแถลงได้ไหม ก็บอกว่าได้ครับ วันนี้ก็ยังทำงานอยู่ พูดได้อย่างไร ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่จงรักภักดี ผมป่วยอยู่นะ ยังไม่ค่อยไหว แต่รัฐบาลมอบหมายให้มาช่วย

ที่เป็นห่วงเพราะ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ และผมได้กล่าวตรงกันว่า จะมีคนกลุ่มหนึ่งเอาอาวุธสงครามมาก่อเหตุในระหว่างการชุมนุม ประชาชนจะได้รับอันตราย จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ สังคม ความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะนายสุเทพ คนเดียวที่ก่อเรื่อง

คนที่จะมาก่อเหตุก็ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน มีการย้ายอาวุธจากที่ซ่อนตอนตี 2 เมื่อคืนนี้ ไปไว้อีกที่หนึ่งเพื่อก่อเหตุ บอกตำรวจแล้วให้ขอหมายเข้าไปตรวจค้น ผมเชื่อว่า ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ไม่ทำเรื่องรุนแรง แต่ให้เฝ้าระวัง 24 ชม..."


นายกฯยิ่งลักษณ์แนะทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนการชุมนุมของประชาชนที่สะท้อนแนวคิดหลากหลาย ที่หาข้อยุติไม่ได้จึงทำให้เกิดความกังวลต่อเรื่องดังกล่าว ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ยืนยันที่จะรักษากติกา และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทุกเสียง เพื่อร่วมกันหาแนวทางออกของปัญหาร่วมกัน ดิฉันเชื่อว่าในความเป็นคนไทยมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เหมือนกันทุกคน ดิฉันขอเรียกร้องความสามัคคี สมานฉันท์ สงบสุข และเคารพในหลักนิติรัฐ ในฐานะรัฐบาลไม่ต้องการเห็นภาพของการทะเลาะเบาะแว้งจนนำไปสู่ความรุนแรง การเสียเลือดเสียชีวิตที่ไม่มีใครอยากเห็น

การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ละเมิดกฎหมาย สามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น รัฐบาลจึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดูแลความสงบเรียบร้อย บริหารจัดการด้วยความละมุนละม่อม และเป็นไปตามขั้นตอน วิธีการของมาตรฐานสากล เพื่อให้การแสดงออกของผู้ชุมนุมไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย และไม่เป็นเหยื่อของมือที่สามที่จะใช้ความรุนแรง ไม่เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะทำให้เกิดการสูญเสีย เพื่อเป็นเงื่อนไขแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ชอบธรรมนั้น ดิฉันเชื่อมั่นว่าประเทศชาติจะไม่ถึงทางตันหากกระบวนการต่างๆ ยังยึดหลักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และหากทุกคนหันหน้าเข้าหากัน ใช้เหตุใช้ผล เปิดกว้าง ไม่ใช้อารมณ์ ลดการเผชิญหน้า ใช้การพูดคุยด้วยวิถีแห่งสันติ ซึ่งเวทีปฏิรูปการเมืองเพื่อหาทางออกของประเทศที่รัฐบาลได้ริเริ่มไว้ยังเปิดกว้างที่จะให้ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และมาถกเถียงแนวทางการแก้ปัญหาของชาติเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้ในอีกไม่กี่วันก็จะมีตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามแนวทางของรัฐสภา สุดท้ายนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงและสงบสุข เพื่อความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันปกป้องรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักของเราทุกคน
229

กทม.สั่งปิดโรงเรียน 24 แห่ง ในเขตพระนคร ดุสิต และป้อมปราบศัตรูพ่าย วันที่ 25-26 พ.ย.นี้

เขตพระนคร 11 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนราชบพิธ 2.โรงเรียนวัดตรีทศเทพ 3.โรงเรียนวัดพระเชตุพน 4.โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม 5.โรงเรียนวัดมหรรณพ์ 6.โรงเรียนวัดมหาธาตุ 7.โรงเรียนวัดราชนัดดา 8.โรงเรียนวัดราชบูรณะ 9.โรงเรียนวัดสุทัศน์ 10.โรงเรียนวัดใหม่อมตรส และ 11.โรงเรียนวัดอินทรวิหาร

เขตดุสิต 9 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร 2.โรงเรียนวัดจันทรสโมสร 3.โรงเรียนวัดเทวราชกุญชร 4.โรงเรียนวัดธรรมาภิรตาราม 5.โรงเรียนวัดประชาระบือธรรม 6.โรงเรียนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม 7.โรงเรียนวัดราชผาติการาม 8.โรงเรียนวัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว) และ 9.โรงเรียนสุโขทัย

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 4 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดคณิกาผล 2.โรงเรียนวัดดิสานุการาม 3.โรงเรียนวัดพระพิเรนทร์ และ 4.โรงเรียนวัดสิตาราม #FM.91 Trafficpro

ส่อแรง ???? รบ.ใช้บริการตชด.พรึ่บ ล่าสุดมุ่งหน้าไปสยามแล้ว

ชักบานปลาย ??? รัฐบาลขนรถตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งมุ่งหน้าไปที่สยามแล้ว เมื่อเวลาบ่าย 2 โมง

วันนี้ ( 24 พ.ย.56) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. กล่าวยืนยันว่า ศอ.รส. มีมาตรการในการรับมือการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพยายามคลี่คลายสถานการณ์ โดยใช้ความอดทนอดกลั้น หลีกเลี่ยงการปะทะ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายใด ๆ เกิดขึ้น ขณะที่การดำเนินคดีกับบุคลที่กระทำผิดกฎหมายนั้น ได้กำชับให้ฝ่ายสืบสวน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวป้องกันจุดต่าง ๆ บันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆไว้ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีภายหลัง พร้อมระบุ ศอ.รส. มีความกังวล และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น โดยเฉพาะความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมการชุมนุม เนื่องจากอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้พร้อมเตือนให้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างมีสติ ขณะเดียวกัน ได้ฝากเตือนไปยังประชาชนให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดหลีกเลี่ยงเส้นทางใกล้กับพื้นที่การชุมนุม


อย่างไรก็ตาม ในเวลา 17.00 น. วันนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติที่ทำการส่วนหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ด้วย

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.40 น. ในเพจ "สายตรงภาคสนาม" ได้แชร์ภาพรถตำรวจตระเวนชายแดนจำนวนมาก อยู่ที่บริเวณหน้าสยามเรียบร้อยแล้ว


นพดล ปัทมะ:อย่าใช้ประเด็นสถาบันมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

คำแถลงนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องเรียกร้องผู้ชุมนุมอย่าใช้ประเด็นสถาบันมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมของม็อบนายสุเทพ ตอนแรกบอกว่าต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่พอ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลประกาศไม่เดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ นายสุเทพและพวกก็เดินหน้าล้มรัฐบาล โดยแอบแฝง ใช้คำว่าล้มระบอบทักษิณ ตนขอถามว่านายสุเทพจะชุมนุมไปจนกว่านายอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกใช่หรือไม่ และขณะนี้ดูเหมือนจะใช้สงครามจิตวิทยามวลชนทุกรูปแบบ แม้กระทั้งความเท็จก็นำมาใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม เพื่อวาดภาพให้ดูน่าเกลียดน่ากลัว ใช้วาทกรรมอำพรางรูปแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ในอดีต เช่น ในอดีตมีคนไปตะโกนในโรงหนัง หรือวาทกรรมจำลองพาคนไปตาย และในขณะนี้ก็ใส่ร้ายด้วยความเท็จว่านักการเมืองฝ่ายตรงข้ามพวกตนไม่จงรักภักดี ไม่รักชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านายสุเทพและพวกหมดประเด็นที่จะเล่นแล้ว ถึงขนาดยอมนำความเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ตนรู้สึกสงสารประเทศไทย ที่มีคนพยายามแบ่งแยกคนไทย ตนเห็นว่าคนไทย ไม่ว่าจะนามสกุลอะไร ยากดีมีจน ก็ล้วนรักชาติ รักสถาบัน ไม่น้อยไปกว่านายสุเทพและพวก 
“นักการเมืองจะแย่งชิงอำนาจกัน ก็ควรเป็นไปตามวิธีทางประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่เมื่อประชาชนไม่เลือกแล้วก็จะมาจ้องล้มรัฐบาล สมมติว่านายสุเทพล้มรัฐบาลนี้สำเร็จ ไม่คิดหรือว่าประชาชนที่ไม่พอใจก็จะมาล้มรัฐบาลของนายสุเทพบ้าง ดังนั้นเราควรยุติวงจรอุบาทว์ทางการเมืองได้แล้ว ปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยได้ขับเคลื่อน ดีกว่าที่จะใช้ระบบม็อบจัดตั้งมาล้มรัฐบาล เพราะเศรษฐกิจและประเทศเสียหาย และท้ายที่สุดคนไทยทุกคนก็จะเป็นคนแพ้ ไม่มีคนชนะ”นายนพดล กล่าว

24 พฤศจิกายน 2556

‘สุเทพ’ลั่นเปลี่ยนแปลงประเทศ “ปกครองด้วยระบอบพระมหากษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง”

Sun, 2013-11-24 10:30

สุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นกล่าวปราศรัยเวที คปท. แยกนางเลิ้ง ประกาศปณิธานขจัดระบอบทักษิณ เปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทย ให้เป็นประเทศไทยที่ปกครองด้วยระบอบพระมหากษัตริย์ ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 พ.ย.2556 สุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นกล่าวปราศรัย เวทีเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ที่สี่แยกนางเลิ้ง ว่า “พี่น้องผู้รักชาติรักแผ่นดินที่เคารพทุกท่านครับ เกิดมาทั้งทีชีวิตหนึ่ง มีครั้งนี้ที่เราจะได้เสียสละทุ่มเทเพื่อประเทศไทยและอนาคตของลูกหลานไทยทุกคน ผมปลื้มใจและภาคภูมิใจเป็นที่สุดที่ได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้เพื่อประเทศไทยร่วมกับมวลมหาประชาชนและบรรดาแกนนำของทุนกลุ่มทุกองค์กรครับ”
สุเทพ กล่าวอีกว่า“ผมขอให้คำมั่นสัญญาแทนเพื่อนๆผู้เป็นคณะกรรมการแกนนำที่ราชดำเนินว่าพวกเราจะยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านจนกว่าชัยชนะจะเป็นของประชาชนครับ และขอกราบเรียนยืนยันกับพี่น้องทั้งหลายว่าการต่อสู้ของพวกเราครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เราผนึกหัวใจสู้เพื่อประชาชนคนไทยและแผ่นดินไทยครับพี่น้องครับ”
“ข้อที่ 1 เราต้องร่วมใจกันขจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซากพ้นแผ่นดินไทย และข้อที่ 2 เราจะหลอมหัวในด้วยกันเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทย ให้เป็นประเทศไทยที่ปกครองด้วยระบอบพระมหากษัตริย์ ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง นั่นคือปณิธานของเราของคนไทยทุกคนที่หลอมดวงใจต่อสู้ในคราวนี้” สุเทพ กล่าวทิ้งท้าย
โดยสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว กล่าวยืนยันด้วยว่า “ผมเชื่อเหลือเกินว่าบทปราศรัยของคุณสุเทพสั่นๆเมื่อตะกี้เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการได้ยินและได้ฟังมากที่สุด”


วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผัดไทยข้างถนนLAทายาท“ชูชัย พระขรรค์ชัย“อดีตเทพเจ้าสังเวียน

ที่มา : http://www.siamtownus.com/New-1311000222-1.aspx#.Uo8WOO1xR44.facebook

ความเคลื่อนไหวในแวดวงอาหาร หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า “Food Scene” ของเมืองลอส แอนเจลิส นั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้คนให้ความสนใจกันมาก เห็นได้จากการพูดหรือเขียนถึงของบรรดาสื่อแทบทุกประเภท ทั้งสื่อใหญ่-สื่อเล็ก เพื่อให้บรรดานักชิมทั้งหลายได้ทราบถึง “เทรนด์” ด้านอาหารการกินของผู้คนในเมือง ที่ถือว่า “ฮิป” ที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกาแห่งนี้

และหนึ่งในความเคลื่อนไหวของ “ฟู้ดซีน” แอลเอ ที่บรรดาสื่อต่างๆ ให้ความสนใจในช่วงประมาณหนึ่งหรือสองเดือนที่ผ่านมาก็คือ “ผัดไทยข้างถนน” ที่เปิดขายแบบ pop-up หน้าบาร์หรือสถานที่เที่ยวกลางคืนต่างๆ บอกว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะทำให้บรรดานักเที่ยว มีตัวเลือกมากกว่าฮอทดอกพันเบคอนจากรถเข็นคันเล็กๆ หรือรถทรัคส์ขายอาหารเม็กซิกันที่จอดขายอยู่ข้างทาง เหมือนที่ผ่านๆ มา

แถมร้านผัดไทยริมถนนที่แขวนป้ายชื่อว่า “ประนม” (Panom) นี้ ผู้ซื้อยังสามารถจ่ายเงินค่า “ผัดไทยไก่” (หรือเต้าหู้) กล่องละแปดดอลลาร์ได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิตอีกด้วย...

ฟาร์เลย์ อีเลียตต์ นักเขียนของแอลเอวีคลีย์ คือหนึ่งในบรรดาคอลัมนิสต์ด้านอาหาร ที่ไปคุยกับพ่อค้าผัดไทยคนนี้ ที่หน้า “4100 บาร์” (1087 Manzanita St. LA) เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยบอกว่าร้านขายผัดไทยริมถนนแห่งนี้ นอกเหนือจากวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว ก็มีเพียงโต๊ะแบบพับได้สองสามตัว พร้อมกับเตาแก๊สและกระทะสีดำเท่านั้นที่เป็นต้นทุน

เขาบอกด้วยว่า ร้านผัดไทยริมถนนร้านแรกของเมืองแอลเอ (หรืออาจจะเป็นร้านแรกของแคลิฟอร์เนีย หรือกระทั่งของอเมริกาก็เป็นได้) เป็นของ ดรีม เกษตรทัต นักแสดงตัวเล็กๆ คนหนึ่งในฮอลลีวูด ที่บอกว่า เขาว่ามี “ผัดไทย” อยู่ในสายเลือด...

“นี่คือสูตรของครอบครัวผม” เขาคุยกับนักเขียนแอลเอวีคลีย์ ขณะโยนถั่วงอกลงไปในกระทะทรงกลม ที่เส้นผัดไทย เนื้อไก่ และกุ้งแห้งกำลังร้อนฉู่ฉ่าอยู่...

กลายเป็นว่า หนุ่มไทยคนนี้เติบโตขึ้นมาในร้านอาหารไทยในเมืองลับบ็อค รัฐเท็กซัส ที่ปู่ย่า ไล่ลงมาถึงพ่อแม่เป็นเจ้าของ แต่ด้วยความที่อยากเป็นนักแสดง จึงดั้นด้นไปร่ำเรียนวิชาการละครที่เอ็นวายยู ก่อนจะพกความฝันเดินทางมาแอลเอเมื่อหลายปีก่อน โดยที่ผ่านมา เขาก็มีบทเล็กๆ ในหนังและซีรีย์หลายเรื่อง รวมถึงเป็นผู้ให้กำเนิดเทศกาลหนังสั้นที่เรียกว่า Tight Shortz Film, Music, and Art Festival ที่จัดขึ้นในย่านดาวน์ทาวน์แอลเอ เมื่อปี 2010 ด้วย

แต่ชีวิตของ ดรีม ถึงจุดเปลี่ยนตอนอายุ 30 หลังจากที่ต้องเผชิญปัญหาสารพัดเรียงหน้าเข้ามาหา

“มันเหมือนเพลงคันทรีเลย พออายุสามสิบ ผมตกงาน เลิกกับแฟน ทุกอย่างเลย ก็เลยเริ่มขายอาหารริมถนนตรงโน้นตรงนี้ เพราะอย่างน้อยผมก็ยังรู้วิธีทำอาหาร...​ผัดไทยทำให้ผมมีหลังคาคุ้มหัวอยู่
ตอนนี้”

จากการเริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อน วันนี้ ร้าน “ประนม” ผัดไทยแบบ pop-up ข้างถนนกลายเป็นที่รู้จักของบรรดานักชิมในเมืองแอลเอพอสมควร รวมถึงกลายเป็น “พาร์ทเนอร์ชั่วคราว” กับธุรกิจอื่นๆ

ที่ยกร้านให้เขาใช้ในวันหยุดด้วย เช่นที่ร้านขนม บิสกิต คาเฟ่ ในย่านเวสท์ ฮอลลีวูด หรือที่ร้าน เดอะ ชาร์เลสตัน ในซานตามอนิก้า ของทูตอาหารไทย เจ็ต ติลา ก็เคย

แอลเอวีคลีย์ บอกว่ายังมีร้านอาหารหรูๆ อีกหลายแห่งที่อยากได้ร้านผัดไทย “ประนม” ไปโผล่แบบ “ป๊อป-อัพ” ในร้านของพวกเขา เช่น ร้านวิลเชอร์ ในซานตามอนิก้า และ แองเจิล ซิตี บรูวิ่ง ในอาร์ต
ดีสทริค ฯลฯ แต่ช่วงนี้ ดรีม เกษตรทัต ยังคงควงตะหลิวขายผัดไทยของเขาอยู่ริมถนน โดยเปลี่ยนจุดขายไปเรื่อยๆ เช่นวันจันทร์​จะขายที่หน้าบาร์ ฮาร์วาร์ดแอนด์สโตน ถนนฮอลลีวูด, อังคารจะขายที่หน้าบาร์ 4100, วันพุธขายที่หน้าบาร์ Lubitsch ถนนซานตามอนิก้า ในเวสท์ฮอลลีวูด โดยบรรดา “นักชิมตามเทรนด์” สามารถติดตามผัดไทยป๊อปอัพของเขาได้จากทวิตเตอร์ pranompopup

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือเรื่องราว ผัดไทยริมถนน ของ ดรีม เกษตรทัต เท่าที่แอลเอวีคลีย์ บอกเอาไว้ แต่เมื่อเราลองค้นต่อไปถึงเรื่องราวของหนุ่มไทยคนนี้ ก็พบว่ายังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกเยอะ... โดย
เฉพาะกับคนไทยรุ่นใหญ่ ที่รู้จัก “ชูชัย พระขรรค์ชัย” อดีตนักมวยไทยรูปหล่อเจ้าของฉายา “เทพบุตรสังเวียน” ผู้คว่ำ สุข ปราสาทหินพิมาย ฉายา “ยักษ์ผีขโมด” เมื่อปี 2494 ที่เวทีราชดำเนิน และเป็นนักมวยไทยคนแรกที่ผันตัวเองมาเป็น “พระเอกหนังไทย” มีผลงานหลายเรื่อง เช่น พันท้ายนรสิงห์ (คู่กับ สุพรรณ บูรณพิมพ์), นเรศวรมหาราช เป็นต้น

ด้วยว่า ดรีม เกษตรทัต ผู้นี้คือ “หลานตา” แท้ๆ ของพระเอก “ชูชัย พระขรรค์ชัย” ที่ประวัติของเขาในวิกิพีเดีย มีถึงแค่เพียงปี 1982 อันเป็นปีที่เขาพาครอบครัวอพยพย้ายถิ่นมาอยู่ที่อเมริกาเท่านั้น...

การค้นหาข้อมูลของ ชูชัย พระขรรค์ชัย หรือชื่อจริงว่า ชูชัย ฤทธิลือชัย ทำให้ได้ข่าวที่น่าเสียดายว่า พระเอกรุ่นปู่คนนี้ ได้เสียชีวิตแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2004 ขณะมีอายุได้ 78 ปี

จากบทความอาลัย หรือ obituary ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองลับบ็อค รัฐเท็กซัส ที่เราค้นพบ ได้บรรยายเล่าถึงชีวประวัติของ ชูชัย พระขรรค์ชัย ต่อจากปี 1982 ได้ค่อนข้างละเอียด โดยบอกว่าเขาเคยเป็นนักมวยระดับแชมป์โลก (น่าจะหมายถึงแชมป์เกียรติยศของเวทีราชดำเนิน) เป็นดารานักบู๊ชื่อดังที่มีผลงานเจ็ดเรื่อง เป็นนักเขียนของ นสพ.สยามรัฐ เป็นประติมากร และว่าเขาและภรรยา “ประนม” เดินทางมาอเมริกาเพราะต้องการอยู่ใกล้ลูกๆ ทั้งห้าคน

ประวัติบอกต่อไปว่า ชูชัย ฤทธิลือชัย ได้เปิดร้านอาหารไทยแห่งแรกขึ้นในเมืองลับบ็อค ชื่อว่า “ชาวไทยคูซีน” ในปี 1983 ก่อนจะมีร้านอื่นๆ ตามมา เช่นร้าน ชูชัยไทยทูเดย์, ชูชัย ไทยคูซีน และ ไทยไทย ที่บรรดาลูกๆ หลานๆ ช่วยกันดูแล

บทความบอกด้วยว่า ชูชัย พระขรรค์ชัย ได้สูญเสียลูกสาวไปก่อนหน้านี้หนึ่งคน ชื่อ อดิศัย เกษตรทัต ซึ่งน่าจะเป็นแม่ของพ่อค้าผัดไทย ดรีม เกษตรทัต ผู้เป็นต้นเรื่องของบทความนี้

บทความที่เขียนตั้งแต่ปี 2004 บอกว่า ชูชัย พระขรรค์ชัย มีหลานหกคน เป็นหลานปู่สี่ และหลานตาอีกสอง คือ เดียร์ และดรีม เกษตรทัต

เรื่องราว “ผัดไทย ป๊อปอัพ” ของ ดรีม เกษตรทัต ยังถูกเขียนถึงโดยบล็อคเกอร์อีกหลายคน เช่น เคลลี่ เพจ เขียนไว้บนเว็บ tastingpage.com ในช่วงที่ ดรีม เกษตรทัต ไปทำร้านผัดไทย “ประนม ป๊อป-อัพ” ที่ร้านเบเกอรี่ บิสกิต คาเฟ่ เมื่อราวเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยบอกว่า ดรีม ได้รับอิทธิพลจากคุณตาของเขามาก ทั้งในแง่ของการเป็นนักมวยไทยและในแง่ของการเป็นนักแสดง โดยก่อนที่จะเดินทางไปเรียนการละครที่ เอ็นวายยู ตอนอายุ 21 ปีนั้น เขาได้ฝึกมวยไทยกับคุณตา จนถึงขั้นใช้การได้ ดังนั้นหลังจากที่เดินทางมาแอลเอ ในปี 2004 เขาได้ใช้วิชามวยไทยที่ติดตัวมายึดอาชีพ “เทรนเนอร์” ให้กับผู้สนใจเป็นอาชีพเสริมด้วย

บทความของ เคลลี่ เพจ ทำให้เราเห็น “จุดเริ่มต้น” ของร้านผัดไทยริมถนนแห่งแรกในเมืองแอลเอ ได้ชัดขึ้น โดยบอกว่าหลังจากถึงจุดเปลี่ยนตอนอายุ 30 ดังที่ แอลเอวีคลีย์ บอกไปแล้วนั้น คุณยายประนมของเขา เป็นคนสนับสนุนให้หลานชายทำผัดไทยขาย โดยส่งกะทะ และเครื่องครัวอื่นๆ มาให้เขาถึงแอลเอ ซึ่งนั่นคงเป็นที่มาของชื่อร้านผัดไทยของเขา...

โดยในชั้นแรกนั้น ดรีม เกษตรทัต ทำผัดไทยใส่กล่องไปขายเพื่อนตามสำนักงานต่างๆ ที่เคยติดต่อพูดคุยกันก่อน โดยยุคนั้น ผัดไทยของเขามีเพียงสองชนิด คือผัดไทยไก่ และผัดไทยเต้าหู้ จนเริ่มมีลูกค้าประจำ รวมถึงได้เป็น “ครัวอาหารไทย” ให้กับบาร์เล็กๆ ข้างอพาร์ทเมนท์ของเขา ที่ไม่สามารถปรุงผัดไทยเสิร์ฟลูกค้าในบาร์ของตัวเองได้ด้วย

ดรีม เกษตรทัต บอกกับ เคลลี่ เพจ ถึงสาเหตุของการทำร้านผัดไทยสไตล์ “ป๊อปอัพ” ว่าเป็นเพราะยังไม่พร้อมที่จะเปิดร้านอาหารของตัวเอง และไม่อยากทำงานอื่น ดังนั้นจึงลงตัวกันการขายผัดไทยข้างถนน และขายผัดไทยแบบ “ป๊อปอัพ” ที่นั่นที่นี่ แล้วแต่โอกาสจะอำนวย...

และนี่คือเรื่องราวของ ดรีม เกษตรทัต ผู้ริเริ่มขายผัดไทยริมถนนเป็นคนแรก (ในอเมริกา) และกำลังสร้าง “เทรนส์” อาหารไทยริมถนนให้แพร่หลายมากขึ้น...

จำชื่อหนุ่มไทยคนนี้เอาไว้ให้ดี... ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน หลานตาของ “ชูชัย พระขรรค์ชัย” คนนี้ อาจจะกลายเป็น “เซเลบริตีเชฟ” เชื้อสายไทยในอเมริกาอีกคนก็ได้... ใครจะรู้...

////////////////////////
ชูชัย พระขรรค์ชัย อดีตนักมวยไทยชื่อดังและอดีตนักแสดงชาวไทยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 เจ้าของฉายา เทพบุตรสังเวียน จากการที่เป็นนักมวยที่มีหน้าตาดี ได้ชื่อว่าเป็นนักมวยที่หมัดหนักโดยเฉพาะ หมัดขวา

ประวัติ

ชูชัยเกิดวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดเชียงใหม่ หัดมวยครั้งแรกกับครูปูน พระขรรค์ชัย ที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร ขึ้นชกครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ที่เวทีราชดำเนิน ด้วยความเป็นมวยคู่ชกประกอบรายการ สามารถประเดิมการชกครั้งแรกได้ด้วยการชนะน็อกในยกที่ 3 ด้วยหมัดขวา จากนั้นก็ได้ขึ้นชกอย่างสม่ำเสมอสั่งสมประสบการณ์และความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียง

เมื่อไม่มีคู่ชกแล้ว ชูชัยจึงแขวนนวมหันไปทำงานหนังสือพิมพ์สังกัดสยามรัฐ จากการชักชวนของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เจ้าของและบรรณาธิการ

ชูชัยแขวนนวมเป็นระยะเวลา 2 ปี ก็กลับมาชกมวยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2488 จากการตามตัวของโปรโมเตอร์ เนื่องจากเสียงเรียกร้องของแฟนมวย จนโปรโมเตอร์ผู้จัดเสนอเงินค่าตัวให้เป็นจำนวนถึง
17,000 บาท เพื่อให้กลับมาชกกับยอดนักมวยไทยอีกรายในยุคเดียวกันนั้น คือ สุข ปราสาทหินพิมาย เจ้าของฉายา ยักษ์สุข หรือ ยักษ์ผีโขมด

การชกกับสุข ปราสาทหินพิมาย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ที่เวทีราชดำเนิน ปรากฏว่าตั้งแต่ยกแรกจนถึงยกที่ 4 ชูชัยเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ชมเพราะคิดว่าชูชัยกลัวสุข แต่พอขึ้นยก 5 อันเป็นยกสุดท้าย ชูชัยได้เร่งระดมชกเข้าที่ใบหน้าของสุข จนโอนเอนไปมา จนนั่งพิงเชือก เป็นฝ่ายแพ้น็อกไปในยกนี้เอง

ซึ่งชูชัยได้กล่าวภายหลังว่า เป็นแผนการชกของตน เพราะเกรงว่าในยกต้น ๆ จะไม่อาจทนแรงบุกของสุข ซึ่งเป็นนักมวยรูปร่างใหญ่ได้ จึงเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว รอโอกาสให้สุขหมดแรงจึงโหมแรงในยกสุดท้าย จนชนะในที่สุด

จากนั้นแล้ว ชูชัยเสมือนว่าได้กลับมาอย่างสง่าในวงการมวยอีกครั้ง จึงมีการประกบคู่ให้พบกับ สุรชัย ลูกสุรินทร์ เจ้าของฉายา เสือสำอางค์ ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าที่ชูชัยเคยเอาชนะได้แล้ว แต่พอถึงใกล้วันชก การตรวจร่างกายแพทย์สนามพบว่าชูชัยป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรง ห้ามขึ้นชก ชูชัยจึงประกาศแขวนนวมไปในขณะนั้น ซึ่งมีอายุได้เพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น

หลังจากนั้นชื่อเสียงของชูชัยก็ค่อย ๆ เงียบหายไปในวงการมวย แต่อีก 23 ปีต่อมา ชูชัยก็กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งเมื่อกลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง เมื่ออายุถึง 49 ปีแล้ว โดยถูกประกบคู่ให้ชกกับ ฮิเดโอะ อาซาโน่ นักมวยคาราเต้ชาวญี่ปุ่น ชูชัยแม้จะมีอายุในวัยกลางคนแล้ว แต่สภาพร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่เนื่องจากดูแลสุขภาพร่างกายมาตลอด การชกปรากฏว่า ชูชัยเป็นฝ่ายชกอาซาโน่อย่างเดียวในยก 2 ถึงกับล้มไป 3 ครั้งในยกเดียว แต่กรรมการก็ไม่จับแพ้ ขณะที่ชูชัยเองก็กำลังจะหมดแรงแล้ว ขึ้นยก 3 ชูชัยจึงเร่งชกอีกครั้ง กรรมการจึงจับอาชาโน่แพ้น็อกไป ขณะที่ชูชัยกำลังจะหมดแรงพอดี และหลังจากนั้นชูชัยก็มิได้หวนกลับมาชกมวยอีกเลย

จากประวัติเหล่านี้ ทำให้ ชูชัย พระขรรค์ชัย ได้รับการขนานนามว่า เป็นนักมวยที่มาแล้วไปพร้อมกับชัยชนะ ซึ่งแตกต่างจากนักมวยรายอื่น ๆ ส่วนใหญ่ เมื่อกลับมาชกมวยอีกครั้งในขณะที่อายุมากขึ้นจะเป็นฝ่ายแพ้อย่างยับเยิน[1]

ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ทางเวทีราชดำเนินได้จัดอันดับ 10 ยอดนักมวยเกียรติยศของเวที ก็มีชื่อของชูชัยบรรจุรวมอยู่ด้วย

หลังแขวนนวมแล้ว ชูชัยได้เปลี่ยนชื่อจริงเป็น ชูชัย ฤทธิลือชัย และย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2525 โดยเปิดร้านอาหารไทย ชีวิตครอบครัวสมรสกับภรรยาชาวไทย ซึ่งเป็น
น้องสาวของ ป. อินทรปาลิต นักเขียนชื่อดัง ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 5 คน

นอกจากนี้แล้ว ระหว่างที่มีชื่อเสียงนั้น ชูชัยถือได้ว่าเป็นนักมวยที่มีหน้าตาดีประกอบกับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง จึงได้มีโอกาสแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ในปี พ.ศ. 2493 กำกับโดย มารุต และอำนวยการสร้างโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และอีกหลายเรื่องต่อมาด้วยกัน เช่น นเรศวรมหาราช ในปี พ.ศ. 2500, อำนาจกับอำนาจ ในปี พ.ศ. 2501 เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักมวยคนแรกที่แสดงในภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ก่อนจะมีนักมวยที่มีชื่อเสียงในรุ่นหลังแสดงแบบเดียวกันตามมา

กองทัพ ฉะขัดแย้งการเมืองทำลายความมั่นคงชาติ หวั่นคำตัดสินศาลยิ่งเพิ่มปัญหา

กองทัพ ฉะขัดแย้งการเมืองทำลายความมั่นคงชาติ เตือนคนไทยแตกสามัคคีระวังชาติย่อยยับ หวั่นคำตัดสินศาลยิ่งเพิ่มปัญหา อัดสื่อแบ่งข้าง-อคติเพิ่มความแตกแยก จี้หยุดเกลียดชัง-หยุดทำร้ายประเทศ คืนความสุขให้แผ่นดินไทย

ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าประชาสัมพันธ์ส่วนประชาสัมพันธ์ และสารสนเทศ สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า สัปดาห์นี้สถานการณ์การเมืองมีความเข้มข้นมากขึ้น หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินในประเด็นการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ทำให้เกิดประเด็นปัญหาทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น สร้างความยุ่งยากและความลำบากในการที่จะก้าวข้าม หรือผ่านพ้นวิกฤติต่าง ๆ นี้ไปได้ ทั้งนี้สถานการณ์การเมืองเกิดความแตกแยกและซึมลึกไปทั่วทุกองค์กร เกิดการแบ่งฝ่าย สื่อมวลชนก็แบ่งข้าง ข่าวแถลงเรื่องเดียวกันแต่เสนอไปกันคนละด้าน โดยปรุงแต่งด้วยการใช้ความเชื่อ และความอคติของตนเองไม่ยอมรับความเห็นของกันและกัน เอาชนะคะคานทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มและพวกพ้องมีแนวโน้มที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าห่วงใยต่อบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง บรรยากาศความแตกแยกได้เกิดขึ้นและพัฒนามาตามลำดับมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ควรพอกันได้หรือยัง ควรยุติกันดีหรือไม่ ควรจะมีการพูดคุยกันดีกว่า เพราะทุกคนต่างรักและหวังดีต่อประเทศไทย

“ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้บันทึกไว้ว่าเมื่อยามใดที่คนไทยแตกความสามัคคีและเกิดการช่วงชิงอำนาจ ความพินาศย่อยยับจะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง และคนไทยทุกคนเมื่อนั้น ประเทศไทยได้รับการขนานนามจากชาติตะวันตกว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีรอยยิ้มมีมิตรไมตรีมีน้ำใจที่ดีงาม ซึ่งเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยที่คนทั้งโลกชื่นชม แต่ถามว่าขณะนี้ความดีงามเหล่านี้ยังคงมีอยู่ให้กันในฐานะคนไทยด้วยกันหรือไม่ สถานการณ์การเมืองปัจจุบันทำให้เกิดการกัดเซาะ ผุกร่อนความมั่นคงของชาติ เพราะความมั่นคงของชาติคือการอยู่รอดปลอดภัยประชาชนกินดีอยู่ดี ประเทศชาติมีความปลอดภัยและพัฒนาอย่างยั่งยืนผมจึงอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกคนร่วมมือช่วยกันเป็นพลังที่มีประสิทธิภาพและเป็นกระบอกเสียงให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันพูดคุยด้วยเหตุและผล ยึดถือประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมาย โดยระวางประโยชน์แห่งตน และพวกพ้อง สถานการณ์บ้านเมืองมาถึงจุดที่ประชาชนต้องร่วมกันแสดงออกเป็นเสียงเดียวกัน เป็นพลังที่บริสุทธิ์ด้วยการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความเกลียดชัง หยุดทำร้ายประเทศไทย ถึงเวลาคืนความสุขให้กับสังคมไทย ถึงเวลาหันหน้าเข้าหากัน เราต่างรักสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ขอให้ทุกคนลงมือทำทันทีก่อนที่จะสายเกินไป หากเราทำเมื่อไหร่ความเป็นปกติสุขก็จะเกิดขึ้นกับคนไทยและสังคมไทย แผ่นดินไทยก็จะร่มเย็น