PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หนุน"ปฏิรูป"ก่อนเลือกตั้ง

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ :อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย อดีตขุนคลังออกมาสนับสนุนการปฏิรูปอย่างหนักแน่นมั่นคง ไม่ควรรอช้าอีกต่อไป ขอนักการเมืองอย่าทำร้ายประเทศไทยอีกเลย

"นาทีนี้คนไทยจะต้องให้ความสำคัญสูงสุดต่อการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง ไม่ใช่เลือกตั้ง เนื่องจากเรามีปัญหาสั่งสมมาในอดีตที่ี่มิได้แก้ไข เพราะสถาพการเมืองในปัจจุบันมุ่งเน้นที่การให้ได้มาซึ่งอำนาจ และใช้อำนาจที่ได้มานั้นเพื่อจรรโลงอำนาจ แทนที่จะใช้อำนาจนั้นเพื่อพัฒนาบ้านเมืองอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ประเทศเสื่อมถอยลงทั้งเศรษฐกิจสังคม การเมือง ท่่ามกลางความรุดหน้าของชาติเพื่อนบ้านที่เคยมองดูเราด้วยความอิจฉา"

"วันนี้คนไทยตื่นตัวแม้จะดูเหมือนว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงและแตกร้าว แต่เชื่อว่าในหัวใจของคนไทยทุกคนล้วนรักและไม่อยากทำร้ายประเทศไทย"
"เราคนไทยจะต้องไม่ใช้ความตื่นตัวนั้นไปในทางการต่อสู้ฟาดฟันเพื่อเอาชนะในทางตรงข้าม เราทุกฝ่ายต้องส่งเสริมพลังที่ไม่เคยเกิดขึ้นนี้ ผลักดันร่วมกันในทางบวก ให้เกิดการปฏิรูปในบ้านเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปในด้านอื่นอย่างสันติ อย่างมีสติ อย่างใช้ปัญญาร่วมกัน"
"หากคนไทยละทิ้งโอกาสนี้ คิดถึงแต่อำนาจและชัยชนะทางการเมือง คงยากที่จะสร้างไทยให้สมบูรณ์รุดหน้าได้อีกแล้ว"
"นาทีนี้เราคิดว่าไม่ใช่นาทีแห่งการเลือกตั้งเพียงเพื่อรักษาเปลือกที่ผุกร่อนของประชาธิปไตย แต่เป็นนาทีที่ทุกฝ่ายต้องละทิ้งเป้าหมายส่วนตน และหันมาร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเพื่อสร้างแก่นแท้แห่งประชาธิปไตยที่แท้จริงให้จงได้"
เสื้อแดง ถ้าคิดทำประโยชน์ให้ส่วนรวมจริง และไม่คิดทำร้ายประเทศไทย ขอให้สลัดทักษิณทิ้งไป และมาร่วมกันสร้างระบบการเมืองที่ดีกว่าเดิม ไม่ใช่รอการเลือกตั้งที่เป็นแค่เปลือกอันผุกร่อนของประชาธิปไตยเท่านั้น


ความเป็นวัตถุวิสัย vs ความเป็นกลาง?

Time Chuastapanasiri

มีหลายท่านชอบพูดว่าสื่อมวลชนต้องเป็นกลาง หรือบางท่านพูดว่าสื่อมวลชนเป็นกลางไม่ได้
ผมเคยเขียนไปแล้วครั้งหนึ่งอธิบายเรื่องความเป็นกลางว่า "เราไม่ได้ใช้คำนี้ในทางวารสารศาสตร์" (journalism) แต่เราใช้คำว่า "ความเป็นวัตถุวิสัย" ซึ่งอธิบายว่าการรายงานข่าวตามสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นอย่างไม่สอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวลงไป

อย่างไรก็ตาม "ก็พอจะอนุโลมจะให้ใช้ได้" สำหรับคนทั่วไปที่จะพูดว่าสื่อเป็นกลางหรือไม่นั้น ในสายตา มุมมองของคนทั่วไปก็จะมองว่า สื่อควรต้องเป็นกลาง

การนิยามความหมายของ “ความเป็นวัตถุวิสัย” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Westerstahl ได้นิยามความหมายของความเป็นวัตถุวิสัยในมิติที่เชื่อมโยงกับค่านิยมและข้อเท็จจริง โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวหมายถึงรูปแบบการรายงานเหตุการณ์และถ้อยแถลงซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากแหล่งข่าวต่างๆ แล้วจึงนำมารายงายโดยปราศจากการใส่ความคิดเห็นใดๆ ลงไป

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังเชื่อมโยงกับความสมบูรณ์ ความถูกต้องของข้อมูล และความมุ่งหมายที่จะไม่ชี้นำหรือปิดกั้นข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องด้วย หลักการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องยากที่จะก่อให้เกิดความเป็นวัตถุวิสัยซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการคัดสรรมากกว่ารูปแบบการนำเสนอ และกระบวนการคัดสรรนั้นก็จะต้องยืนอยู่บนหลักการที่ยึดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้รับสารเป้าหมายหรือสังคมโดยรวม กล่าวโดยรวมก็คือ สิ่งที่กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก ในช่วงเวลาแบบฉับพลัน และมีผลกระทบรุนแรงก็ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันสูง (แม้ว่าผลประโยชน์ในการรับรู้ของสาธารณชนอาจแตกต่างจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญก็ตาม)

ตามหลักการของ Westerstahl ความไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจะก่อให้เกิดทัศนคติที่เป็นกลางซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการผสมผสานระหว่างความสมดุล (ความเท่าเทียมทั้งในแง่ของเวลา พื้นที่และการให้น้ำหนักความสำคัญ) ของกลุ่มคน เหตุการณ์ และมุมมองความเห็นที่ขัดแย้งกัน และความเป็นกลางในการนำเสนอ

ภาพนี้แสดงอองค์ประกอบของความเป็นวัตถุวิสัย (Westerstahl)

จากภาพที่ 1 จะพบองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการของความเป็นวัตถุวิสัยนั่นก็คือ คุณภาพของข้อมูลข่าวสาร (Informativeness) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้รับสารได้รับข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจและจดจำได้มากยิ่งขึ้น ปัจจัยที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารมีคุณภาพมีดังนี้

• สื่อมวลชนควรจะรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านอีกทั้งนำเสนอภูมิหลังเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

• ข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอควรมีความเป็นวัตถุวิสัยในแง่ของความถูกต้อง ซื่อตรง สมบูรณ์เพียงพอ ตรงตามความเป็นจริง และไว้วางใจได้ในแง่ที่สามารถตรวจสอบได้และแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น

• นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสมดุลและเป็นธรรม (ไม่โอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) รายงานข่าวในแง่มุมที่ต่างออกไป รวมทั้งตีความโดยปราศจากการใช้อารมณ์หรืออคติให้ได้มากที่สุด

ข้อจำกัดของความเป็นวัตถุวิสัย

แนวคิดเรื่องความเป็นวัตถุวิสัยข้างต้นนำมาซึ่งความยุ่งยากหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ชัดเจนถึงขอบเขตของปริมาณข้อมูลที่เพียงพอและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่นำเสนอ อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงด้วยว่า การยึดเอาหลักการของความเป็นวัตถุวิสัยอาจนำมาซึ่งอคติรูปใหม่ๆ ที่แนบเนียนกว่าเดิมด้วย


โดยสรุปก็คือ คำว่าเป็นกลาง เราอาจใช้ในความหมายของคำว่า "neutrality" ที่หมายถึง "พอสมสัดส่วนพื้นที่ในการรายงานข่าว" ดังนั้น พื้นที่ข่าวที่ใกล้เคียงกัน สมดุลพอสมน้ำสมเนื้อกัน จึงช่วยข่าวสารนั้น ดูจะเป็นกลางขึ้นมาได้

แต่มันยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดทางการเมือง ไม่สอดแทรกความคิดเห็นในรายงานข่าวหรืออคติส่วนตัวลงไป


กปปส.บุก สตช. จี้ลากคอมือฆ่า น.ศ.ราม

เมื่อเวลา 10.40 น.วันนี้ 18 ธ.ค.56 ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 ว่า นายถาวร เสนเนียม พร้อมนายอิสระ สมชัย แกนนำ กปปส.นำมวลชนมาชุมนุมหน้า สตช.ถ.พระราม1เพื่อยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.ผ่าน พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดีนายทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองภายในมหาวิทยาลัยฯ ช่วงกลางดึกวันที่ 31 พ.ย. ที่ผ่านมา
หลังจากที่ กปปส.ได้ยื่นหนังสือให้ จนท.ตร.สืบสวนสอบสวนจับกุม ผู้ต้องหามาดำเนินคดีให้ได้ภายใน 7วัน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าของคดี พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ จนท.ตร.ที่มีมาตรฐานต่างกันกรณีคดีเผารถทัวร์ของกลุ่ม นปช.ที่เกิดเหตุในช่ววเวลาเดียวกัน ที่ จนท.สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้

ทั้งนี้นายนรามเศวร์ ธีระรังสิกุล ผู้เชียวชาญด้านบริหาร กรมทรัพยากรธรณี และ ดร.สุรีย์ ธีระรังสิกุล ผอ.พิพิธภัณฑ์สิรินธร จ.กาฬสินธ์บิดามารดาของนายทวีศักดิ์ ผู้เสียชีวิตได้ขึ้นเวทีเคลื่อนที่หน้า สตช.เพื่อขอให้ จนท.เร่งรัดดำเนินคดี โดยนายนราเมศร์ กล่าวว่า ตนเป็นผู้สูญเสียและขอพูดเป็นกลางๆซึ่งอยากให้เร่งรัดดำเนินคดีตามกฎหมายของบ้านเมือง

ด้าน ดร.สุรีย์ กล่าวว่า อยากให้นำคนผิดมาลงโทษให้ได้ ซึ่งหากการเสียชีวิตของน้องก่อให้เกิดความสงบสุขของประเทศตนจะดีใจมาก

ขณะเดียวกัน ระหว่างที่ พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ศอ.รส.ออกมาเยี่ยมเยียนผู้ชุมนุม บริเวณด้านหน้า สตช.นั้น ได้มีรุ่นพี่ผู้ได้รับบาดเจ็บได้ออกมาต่อว่าการทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา จนทำให้รุ่นน้องได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง โดยไม่มีตำรวจเข้าไประงับเหตุ โดยพล.ต.ต.อนุชา กล่าวขอโทษ

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่ สตช.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้ชุมนุมไม่ได้บุกเข้ามาภายในบริเวณ สตช. ขณะเดียวกัน จนท.ก็ไม่ได้ปิดประตู หรือนำกำลังมายืนเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม


"เพื่อไทย"ปูด 22 ธ.ค.ขนนักรบภาคใต้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

พท.ปูด22ธ.ค.ขนนักรบภาคใต้ป่วน!

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย
0
 
0
 
TOOLS
"เพื่อไทย"ปูด 22 ธ.ค.ขนนักรบภาคใต้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง หวังขัดขวางเลือกตั้ง 2 ก.พ.57
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่กปปส.นัดระดมพลในวันที่ 22 ธ.ค.และส่งผู้ชุมนุมหญิงบุกบ้านพักน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 - 20 ธ.ค.ว่า การเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.และพวกตีบตันและหมดมุกลงไปเรื่อยๆ เพราะถ้าหยุดก็โดนจับ แต่ละวันพูดวกวนซ้ำไปซ้ำมาหาทางลงไม่ได้ หวังทหารปฏวัติก็เหลือแค่ลุ้นปาฏิหาริย์ที่ไม่มีอยู่จริง ขณะนี้คนไทยไม่ว่ากลุ่มไหนก็ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองและระบบราชการ ซึ่งนายกฯ ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด กลับกันยังสนับสนุนทุกๆ การเปิดเวทีปฏิรูปของทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่
"ถ้านายสุเทพมีพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศจริงก็เสนอได้เลย แต่เพราะนายสุเทพไม่เคยมีพิมพ์เขียว ไม่เคยมีแม้แต่ความจริงใจต่อบ้านเมือง จึงหาเรื่องก่อเหตุยกระดับความปั่นป่วนวุ่นวายรายวัน ยกระดับขับไล่นายกฯ พร่ำเพรื่อ ทั้งๆ ที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ ทำไมนายสุเทพไม่เรียกร้องสิ่งที่เข้าใจง่าย ทำได้จริง ประเทศชาติเดินหน้าหรือเสียหายน้อยที่สุด เช่น ให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันร่วมกัน ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ปลอดการซื้อเสียง ไม่ว่าพรรคไหนฝ่ายไหนชนะการเลือกตั้งต้องได้เป็นรัฐบาล อีกฝ่ายต้องไม่ไปทำการเมืองข้างถนนมาขับไล่ ต้องปฏิรูปประเทศให้เสร็จภายในระยะเวลา 1 ปีหรือ 1 ปีครึ่ง เสร็จแล้วให้ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ นี่เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ แต่นายสุเทพคิดแบบนี้ไม่เป็น เอะอะก็ต้องให้นายกฯ ลาออก ต้องปฏิรูปก่อน ทั้งนี้ ในวันที่22 ธ.ค. สายข่าวหลายสายรายงานตรงกันว่า มีการเตรียมนำนักรบในพื้นที่ภาคใต้มาสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ขัดขวางการเลือกตั้ง อาจจะต้องการให้ถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย เพราะนั่นคือเป้าหมายสุดท้ายของนายสุเทพใช่หรือไม่"

คำถามจากมวลมหาประชาชนถึงประชาธิปัตย์

พี่มาร์ค ..ได้รับเลือกเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย มี จุติ ไกรฤกษ์ เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ..

ทว่า ข่าวนี้กลับไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ หรือ เป็นที่ฮือฮามากนัก เพราะว่าที่ กระแสสังคมตอนนี้ จับตาไปที่ ท่าทีของยิ่งลักษณ์ กับ เวทีประท้วงของ กลุ่ม กปปส. เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ ทีเด็ดของ พ่อกำนันสุเทพ..ที่กำลัง ไล่ต้อน ไล่ตื๊บ ระบอบทักษิณ อย่างเมามันส์ ขนะใจคนดู กองเชียร์ กองทัพนกหวีด ทั่วบ้านทั่วเมือง..

ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ชาวบ้านชาวเมืองเขาจึงสนใจกันเพียงแค่ การรอคอยข่าวสารสำคัญที่ว่า ..พี่มาร์ค และ พลพรรคประชาธิปัตย์ จะตัดสินใจ อนาคตทางการเมืองของพวกเขาอย่างไร ?? ..จะลงเลือกตั้งเพื่ออยู่กับ ระบอบทักษิณต่อไป หรือ ไม่ลงเลือกตั้งแล้วถอดหัวโขนนักการเมือง ออกมาเป็น ประชาชน มาเดินเคียงข้างประชาชน ..เพื่อ ปฏิรูปประเทศก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้งรอบใหม่ ??..

แน่นอนว่า ..ตอนนี้เหตุผลข้ออ้าง ของ พรรคประชาธิปัตย์ มีออกมาสารพัด บ้างก็ว่าอย่าเอาพรรคประชาธิปัตย์ไปผูกติดกับ การชุมนุมของ พี่น้อง มวลมหาประชาชน กปปส. บ้างก็ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ลงเลือกตั้งก็ตาย ไม่ลงเลือกตั้งก็พิการ บ้างก็ว่า หากไม่ลงเลือกตั้งก็จะเสียหลักการ หากลงเลือกตั้งก็จะเสียมวลชน หรือ บางคนก็ไปไกลถึงขั้นที่ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์เว้นวรรคทางการเมือง ก็จะทำให้ เสียพื้นที่ และ อาจจะโดนพรรคเพื่อไทยเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ไปครองแทน ไปโน่นเลย ..

พรรคการเมืองที่ไม่แคร์ ฐานเสียงมวลชน บอกได้เลยว่า ..อนาคตไม่เจริญแน่นอน ต่อให้ไปสร้างภาพปฏิรูปพรรคอย่างไร ก็ไม่ได้ใจประชาชนอีกต่อไป ผลเสียหาย ต่อ พรรคประชาธิปัตย์ จะมากมายเกินกว่าคนในพรรคคาดการณ์กันเอาไว้อย่างคนละฟ้ากับหุบเหวแน่ๆ หากว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ..พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจ ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นตรายางฟอกบาปให้กับ ..ระบอบทักษิณ !!

1. พรรคประชาธิปัตย์ อย่าลืมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ มันมีที่มาจาก ความผิดพลาดของ ระบบการเมืองในรัฐสภา ที่ พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ผิดพลาดนี้ ที่มันพัฒนาการไปในทางเสื่อมสุดๆ จนกลายมาเป็น ..สภาทาส หรือ สภาขี้ข้า ของ ระบอบทักษิณ

2. พรรคประชาธิปัตย์ อย่าลืมว่า คนที่ต้องออกมารับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์ความผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งหมด ควรจะเป็น ตัวบุคคล ทั้งในส่วนของ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และ ผู้แทนราษฎร ในสภา ไม่ใช่มายุบสภา แล้วผลักภาระไปให้กับ ประชาชนทั้งประเทศ เพื่อที่จะเอาเงินงบประมาณกว่า 3,900 ล้านบาท ไปละลายน้ำเล่นกับ ..การเลือกตั้ง ที่ไร้อนาคต !!

3. พรรคประชาธิปัตย์ ต้องตอบคำถามว่า ในความเป็นจริง พวกคุณต่อต้าน และ ต้องการจะหยุดวงจรอุบาทว์ของระบอบทักษิณ หรือไม่ ? หรือ ในหัวใจของคุณ คุณคิดแค่ว่า คุณขอเป็นแค่นักการเมืองต่อไปตราบจนวันตาย .. จะเป็นฝ่ายรัฐบาล จะเป็นฝ่ายค้านก็ได้ ..ไม่สนใจอะไรไปมากกว่านี้ ..ขอแค่ทำหน้าที่ของ นักการเมือง เพราะว่านี่คือ สิ่งที่คุณทำได้ ??..

4. พรรคประชาธิปัตย์ ต้องตอบคำถามว่า .. หากคุณลงเลือกตั้ง คุณคิดว่า ..พฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม อันธพาล ของ ฝ่ายตรงข้าม กับ การให้ กลุ่มคนเสื้อแดง คอยทำลายป้ายหาเสียงบ้าง ขู่ฆ่า ขู่บุกทำลายเวทีหาเสียง หรือ ป่วนเวทีหาเสียง ของ พรรคประชาธิปัตย์ จะยังมีอยู่หรือไม่ ? .. หากมันยังมีอยู่ คุณจะทำอย่างไร ? ตะโกนบอกให้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ บอก ก.ก.ต.รับผิดชอบ หรือ ฟ้องประชาชนเหมือนที่ผ่านมา โดยที่ไม่สามารถไปแก้ไขอะไรได้..หรือเปล่า ??..

5. พรรคประชาธิปัตย์ ต้องถามตัวเองบ่อยๆว่า อะไร คือ ความยุติธรรมในการเลือกตั้ง ? และ หลังการเลือกตั้ง จะยุติปัญหาต่างๆได้ไหม ?? .. อะไร คือ ความยุติธรรม ของ ระบอบทักษิณ ??.. ที่ผ่านมามันเคยมีหรือไม่ ?? .. และ คุณยังจะเดินตามหาความยุติธรรม กับ ระบอบทักษิณ นี้ต่อไป โดยเพิกเฉยต่อการต่อสู้เรียกร้อง เพื่อขอให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน อย่างนั้นหรือ ??

6. พรรคประชาธิปัตย์ ต้องถามตัวเองว่า .. หากสมมติคุณชนะการเลือกตั้ง แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง หากว่า ..การยอมรับผลชนะนั้น มันไม่มีในกลุ่มคนรักทักษิณ คนเสื้อแดง รวมถึง กองทัพนกหวีด ในอนาคต ..ที่หากจินตนาการเห็นชัยชนะของ พรรคประชาธิปัตย์แล้ว ..น่าหวาดเสียว และ วุ่นวายกว่า ชัยชนะของ พรรคเพื่อไทยขี้ข้าทักษิณเสียอีก ..เพราะพรรคประชาธิปัตย์ จะโดน ทั้งขึ้น ทั้งล่อง !!..

7. พรรคประชาธิปัตย์ ต้องกลับไปถามตัวเองถึงบทบาทที่ผ่านมา ว่าทำไมกระแสตอบรับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เป็นที่ ฮือฮา หรือ ไม่เป็นที่น่าสนใจใดๆ .. ไม่ว่าจะเรื่อง การปฏิรูปพรรค หรือ การลาออกยกพรรค ที่ชาวบ้านชาวเมืองเขามองว่า .. มันมาช้ากว่า..กาลเวลา .. มันไมมันส์สะเด็ด..เหมือนทีเด็ด..พ่อกำนัน ??..

เอาแค่นี้ก่อน ..คำถามของ มวลมหาประชาชน ตอนนี้เยอะมากๆ กับ ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ เยอะจนขี้เกียจอ่าน..

ตอนนี้ อารมณ์ ของคนรอฟัง มันก็เปรียบเสมือนกับ ผัว กับ เมีย ที่รอหย่าขาด ..ขอแค่ความชัดเจน !!

บ่องตง ..ตอนนี้มี มวลมหาประชาชน รอหย่าขาด กับ พรรคประชาธิปัตย์ ..เพียบจริงๆ ..

หาก พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจทำในสิ่งที่เรียกว่า ..ฆ่าตัวตาย !!!


วินเซนต์ 18 ธันวาคม 2556


เรียนจากคนที่เราไม่อยากเรียน

จักรภพ เพ็ญแข
December 18, 2013
วันนี้มีเหตุให้ชมเชยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการชมจริงๆ ไม่ใช่ประชดประเทียด จึงต้องขอเตือนทุกๆ ท่านที่เกลียดพรรคประชาธิปัตย์อย่างเข้ากระดูกดำเอาไว้เสียก่อน ผมเองก็รังเกียจทัศนะและพฤติกรรมการเมืองของพลพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อยไปกว่าใคร และแลเห็นพรรคนี้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย แต่เรื่องที่จะชมวันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อตัวเราเอง และสมควรจะนำเรื่องนี้มาคิดอย่างแยบคาย ผมอ่านข่าวการประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์และผลสรุปเกี่ยวกับโครงสร้างพรรคที่ปรากฏขึ้นแล้ว ก็นึกอยู่ในใจว่าระบบพรรคของเขา หรืออาจเรียกในภาพใหญ่ว่าความเป็นพรรคของเขา ดีกว่าของเรา การขยายฐานะและบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) มาเป็นคณะกรรมการกลาง การนำตัวแทนของท้องถิ่นและสาขาพรรค เข้ามาร่วมตัดสินใจโดยตรง จนเกิดเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคในแต่ละสมัย ตลอดจนการเลือกรองหัวหน้าพรรคประจำภูมิภาคจากผู้แทนสาขาพรรคโดยตรงจนครบทุกภูมิภาค ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ส่วนพฤติกรรมการเมืองเจ้าเล่ห์เพทุบาย กะล่อนลื่นไถล ทำตัวเป็นร่างทรงของเจ้าของระบอบ ทำเป็นแต่การทำลายล้างไม่รู้จักความสร้างสรรค์อย่างมนุษย์นั้น นับเป็นปกติของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ แต่เราควรแยกออกจากระบบพรรคของเขาให้ได้ เผื่อฝ่ายเราจะได้คิดอะไรของเราเองขึ้นมาบ้าง

พรรคไทยรักไทยเริ่มต้นด้วยระบบพรรคที่ดีมาก นำเอาข้อเด่นและข้อด้อยของพรรคการเมืองทั่วโลกมาปรับและประยุกต์ใช้ จนเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่มีเหตุผล ๒ ประการทำให้คุณภาพที่เคยมีลดลงอย่างรวดเร็วน่ากังวล หนึ่งคือการถูกทำลายอย่างเป็นระบบจากฝ่ายตรงข้าม ตั้งแต่การรัฐประหารถึงการยุบพรรค สิ่งที่เหลือจึงไม่เท่าเดิม และพยายามประติดประต่อขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง มองในมุมนี้ก็ออกจะน่าเห็นใจอยู่ เหตุผลที่สองเป็นปัญหาของเราเองโดยแท้จริง นั่นคือ ผู้มีอำนาจในพรรคมองพรรคว่าเป็นแค่นั่งร้านที่นำไปสู่ความเป็นรัฐบาล เมื่อสร้างบ้านเสร็จ นั่นคือได้เป็นรัฐบาลสมใจแล้ว ก็รื้อนั่งร้านนั้นออกไปเลยทีเดียว ความจริงพรรคไม่ใช่นั่งร้าน แต่เป็นฐานรากของความเป็นรัฐบาล ในวันนี้เรารู้สึกกันแล้วมิใช่หรือว่า อุตส่าห์ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนจนได้เสียงข้างมากมาแล้ว ๔ รอบ เหล่ามารแห่งระบอบเก่าก็ยังหน้าด้านกรูเข้ามาปฏิบัติการแย่งชิงอำนาจรัฐเอาดื้อๆ อย่างนี้ได้ โดยไม่เกรงใจประชาชนเสียงข้างมากเลยแม้แต่น้อย เราจึงต้องหวนกลับไปแก้ปัญหาที่ฐานรากของระบบเลือกตั้ง นั่นคือทำพรรคให้มีความเข้มแข็งมั่นคงขนาดที่จะช่วยในการระดมมวลชน ประสานความร่วมมือในปฏิบัติการต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สร้างความเข้าใจทางการเมือง และขยายอุดมการณ์ของเรา ไปจนถึงหน่วยที่เล็กที่สุดคือหมู่บ้านและลูกบ้านแต่ละคน เพราะนั่นล่ะครับคือสิ่งที่ฝ่ายเขาทำมาตลอดและยังทำอย่างเต็มที่อยู่ แถมยังทำด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเรามาก เราต้องยอมรับว่า ความเป็นพรรคของเราลดลงในเชิงคุณภาพและประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ตามแผนที่เขาต้องการทำลายเรา ถึงความสามารถในอันที่จะชนะการเลือกตั้งยังคงมีมาก แต่ถ้าเราไม่อาจสร้างระบบป้องกันเสียงข้างมากและชัยชนะนั้นๆ โดยผ่านระบบพรรคของเราได้ สุดท้ายเราก็จะถูกปล้นกลับไปได้อีกโดยง่าย เหมือนที่นายสุเทพฯ และพวกพยายามกระทำอยู่ในขณะนี้ ระบบพรรคประชาธิปัตย์มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ถึงขนาดแบ่งบทเล่นได้ระหว่างผู้ร้ายหมายเลข ๑, ๒, ๓ และเรื่อยไป โดยเอาพรรคเป็นกลไกกลางผสมผสานกิจกรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน แถมยังสร้างความภักดีจากสมาชิกพรรคจนถึงขั้นต้องเลือกพรรคของตนเท่านั้น ไม่ว่าการกระทำจะเลวร้ายถึงแก่นอย่างไรก็ตาม นี่คือความแข็งแกร่งของระบบพรรค

สรุปแล้วพรรคเพื่อไทยดูแบบอย่างจากศัตรูได้ในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้

๑. ขยายฐาน บริหารฐาน และบริหารสาขาพรรคและสมาชิกพรรคอย่างจริงจัง
๒. ใช้เงินให้น้อยลงในระบบรองรับการระดมมวลชน แต่กดดันให้ ส.ส. และผู้สมัครฯ แสดงฝีมือในการจัดการจัดตั้งให้มากขึ้น (ความจริงเขาก็ใช้ถึงวันละ ๔๐ ล้านบาทในขณะนี้ ซึ่งแสดงว่าเขาก็หย่อนความสามารถทางธรรมชาติอยู่มากเหมือนกัน)

๓. ยึดพรรคเป็นเวทีกลางระหว่างคนของพรรคโดยตรง และแนวร่วม เพื่อแสวงหานโยบายและท่าทีที่ดีมาผลักดันเป็นเรื่องสาธารณะต่อไป พูดง่ายๆ ทำพรรคให้เปิดกว้าง และทำบรรยากาศให้คนเก่งกล้าซึ่งเห็นด้วยกับการต่อสู้ของเราอยากเดินเข้าพรรคเพื่อไทยมากยิ่งขึ้น

๔. อย่าหมกมุ่นเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ควรตั้งเป้าหมายที่การจัดตั้งรัฐทั้งรัฐทีเดียว.

*******************************************
2

แม่คะนิ้ง หรือ "เหมยขาบ" ที่อ่างขาง

ปรากฏการณ์แม่คะนิ้ง หรือ "เหมยขาบ"  หรือ น้ำค้างแข็งคลุมพื้นหญ้า ภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหหวัดเชียงใหม่ เป็นบริเวณกว้าง   เมื่อช่วงเช้า(18ธ.ค.56)ที่ผ่านมา   หลังพบว่า สภาพอากาศหนาวจัด  อุณหภูมิติดลบ  เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1387343072&grpid=02&catid=19&subcatid=1906





รุมทำร้ายพี่ชาย ผบก.น.7ที่เชียงรายเหตุคล้องนกหวีด


เพจของฟ้า พรทิวา โพสข้อความวันนี้(18ธ.ค.56)ว่า 

หลังจากเสร็จจากรวมกลุ่มของ คอ-นก-หวีด บริเวณ 5 แยกในจ.ลำปาง ได้แวะไปนั่งทานอาหาร โดยได้คล้องนกหวีดไว้ จากนั้นมีชายคนหนึ่งมากับผู้หญิง ได้เดินมาทำร้ายร่างกายโดยที่ไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และชายคนนั้นได้ให้ผู้หญิงที่มาด้วยไปสตาร์ทรถรอ แล้วทำร้ายร่างกาย โดยการเอาชกเข้าที่ใบหน้าและศรีษะ จนพี่เทพล้มจากเก้าอี้ แฟนพี่เทพจึงมาห้ามและดึงตัวชายที่ทำร้ายออกแต่ไม่เป็นผล แถมชายคนนั้นยังเอาเท้าเตะและกระทืบหัวของพี่เทพอยู่ครับ พร้อมกับพูดอีกว่า"ถ้ากูมีปืนนะ กูยิงมึงแล้ว!!"แล้วขึ้นรถทะเบียน"กฉ 8119 จ.ลำปาง" หลบหนีไป

ผู้บาดเจ็บที่ถูกทำร้ายชื่อ นายกฤษณะ ต๊ะวิชัย (เทพ) ซึ่งเป็นพี่ชายของ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.น.7 ที่เป็นข่าวถูกเด้งโดยผบช.น.ข้อหาละเลยการปฎิบัติหน้าที่ช่วงมีเหตุการการชุมนุม

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ปชป.เลือก"อภิสิทธิ์"เป็นหัวหน้าพรรค สมัยที่4

(17ธ.ค.56) ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประกาศผลการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวม 98.06 % ถือว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อีกครั้งเป็นสมัยที่4

ส่วน ผลการเลือกตั้งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (10 ตำแหน่ง)ประกอบด้วย

1.นายเกียรติ สิทธีอมร (ฝ่ายเศรษฐกิจ)
2.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (ฝ่ายนโยบาย)
3.นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ (ฝ่ายการเมือง)
4.ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร (ฝ่ายท้องถิ่น)
5.นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน (ฝ่ายยุทธศาสตร์)
6.นายอัศวิน วิภูศิริ (ภาคเหนือ)
7.ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช (ภาคอีสาน)
8.นายสาธิต ปิตุเตชะ (ภาคกลาง)
9.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ (ภาคใต้)
10.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ (กรุงเทพมหานคร)



แถลงข่าว ศอรส.17/12/56

สรุปประเด็นแถลงข่าว ของทีม โฆษก ตร.ประจำวันที่ 17 ธ.ค.2556 เวลา 13.00น.
ผู้แถลง คือ
1.พล.ต.ต.ปิยะ. อุทาโย โฆษก ตร.
2.พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษก ตร.
3. พ.ต.อ.หญิงวิชญ์ชยากร ณิชาบวร รองโฆษก ตร.
4.พ.ต.ท.กฤษณะ พัฒนเจริญ. รองโฆษก ตร.(ต่างประเทศ)
5.พ.ต.ท.หญิง แพทย์หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษก ตร.

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวถึงผลการบริหารประจำสัปดาห์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งในที่ประชุม พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ฝากขอบคุณไปยังทุกหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่มีส่วนช่วยเหลือในการดูแลความสงบเรียบร้อยจากการชุมนุมทั่วประเทศในการประคับประคองให้สถานการณ์เป็นไปด้วยดี ซึ่งสถานการณ์จะยังคงตัวแบบนี้ไปสักระยะหนึ่ง พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และมองผู้ชุมนุมทุกคนล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน นอกจากนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำภารกิจ 4 ประการ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายจะต้องเร่งดำเนินการภายในเดือนนี้ คือ 1. การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่พี่น้องประชาชนทุกคน รวมถึงธนาคาร ร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ 2. การดูแลป้องกันอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และการจราจรช่วงเทศกาลปีใหม่ 3. การเตรียมความพร้อมที่จะดูแลและอำนวยความสะดวกการเลือกตั้ง ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พลตำรวจโท อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4. การเน้นพัฒนาบุคลากรและสร้างขวัญกำลังใจ โดยให้ปรับปรุงวัสดุอุปกรร์ในการทำงาน การอบรมบุคลากรให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้ในที่ประชุมบริหารประจำสัปดาห์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในที่ประชุมได้วางมาตรการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุในช่วงปีใหม่ ซึ่งสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ที่ผ่านมา พบว่า ในช่วง 7 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2555 – วันที่ 2 มกราคม 2556 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งสิ้น 3,176 ครั้ง ซึ่งเพิ่มจากปีใหม่ 2555 จำนวน 83 ครั้ง โดยจังหวัดเชียงใหม่มีสถิติเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด 141 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุดคือ นครปฐม จำนวน 18 ราย ยานพาหนะที่เกิดอุบัติสูงที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ สาเหตุการเกิดอุบัติมากที่สุดคือ เมาแล้วขับ ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด และยานพาหนะไม่ปลอดภัยหรือไม่สวมหมวกนิรภัย ตามลำดับ โดยเกิดอุบัติเหตุตามถนนที่เชื่อมต่อระหว่างอำเภอกับอำเภอ หรือจังหวัดกับจังหวัด มากที่สุด ร้อยละ 62.59 ขณะที่เกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงเพียงร้อยละ 37.41 และช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือช่วง 16.00 – 20.00 น. ร้อยละ 30.64 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุ จะได้นำข้อมูลสถิติเหล่านี้ ประกอบการพิจารณาในการวางแผนป้องกัน โดยในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้สโลแกนในการรรงค์ป้องกันอุบัติเหตุว่า “ปีใหม่สัญจรปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุ” ซึ่งในช่วงวันที่ 1-30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเป็นการเตรียมความพร้อมสำรวจอุปกรณ์ต่างๆ และในช่วงวันที่ 1-26 ธันวาคม จะเป็นช่วงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุ โดยเน้นเรื่องการขับขี่ การดูแลรถ การประสานงานกับหน่วยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลเส้นทาง และช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2556 – 2 มกราคม 2557 จะมีการใช้มาตรการต่างๆ การอำนวยความสะดวกการจราจร การบังคับใช้กฎหมาย และการเข้มงวดเรื่องการดื่มสุรา

ะเปิดเผยว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทย สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ การเมา ซึ่งนำมาสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ตลอดจนเพื่อนร่วมทาง โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจทุกจุดทุกที่ หากพบว่ามีปริมาณแอลกอฮล์สูงเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีโทษตามกฎหมาย ซึ่งหากดื่มเบียร์ไม่เกิน 1 กระป๋อง ปริมาณแอลกอฮล์ที่ตรวจพบจะไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า หากจะต้องขับรถควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด นอกจากนี้การที่มีผู้โดยสารในรถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮล์ ก็ถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน พร้อมฝากประชาชนหากพบเห็นการดื่มสุราแล้วขับรถยนต์ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการตั้งจุดตรวจเป็นระยะๆ ในช่วง 7 วันอันตราย เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน จากการเมาแล้วขับและการขับรถเร็วกว่ากฎหมายกำหนด หากพี่น้องประชาชนท่านใดมีปัญหาจากการเดินทางสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดตรวจได้ตลอดเวลาเช่นกัน

พลตำรวจตรี อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวกการจราจรและความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว ตำรวจยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง คือ มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไว้ 2 มาตรการด้วยกัน ประกอบด้วย 1. ให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ธันวาคม 2556 โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการ ในเรื่องคดีชีวิต ร่างกาย และเพศ การประทุษร้ายต่อทรัพย์ อาวุธปืน อาวุธสงคราม ยาเสพติด และบุคคลตามหมายจับ โดยเน้นสถานีขนส่ง ที่พักผู้โดยสาร หรือสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวสถานบริการและแหล่งอบายมุขต่างๆ รวมถึงทางสาธารณะที่มีการแข่งรถ โดยจะใช้วิธีการปฏิบัติปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด รวมถึงการถ่ายรูปทำประวัติบุคคลกลุ่มเสี่ยง การขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้า รวมถึงโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ ซึ่งจะดำเนินการในวันที่ 25 ธันวาคม 2556 – 2 มกราคม 2557 และอีกมาตรการคือ การป้องกันการก่อความไม่สงบในพื้นที่ โดยจะเพิ่มความเข้มในการป้องกันความปลอดภัยการจัดงานที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ การดำเนินการข่าวเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีและมือที่สาม นอกจากนี้ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะได้ตรวจสอบบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจะได้สนับสนุนทีมชุดตรวจพิสูจน์เก็บกู้วัตถุระเบิด รวมถึงสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ได้เตรียมชุดเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ โดยการดำเนินการทั้งสองมาตรการ ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม จะเป็นผู้รับผิดชอบ และจะมีการรายงานผลในวันที่ 3 มกราคม 2557 สำหรับปีนี้จุดที่จะจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร คือ บริเวณเซ็นทรัลเวิร์ลด์ เอเชียธีค ส่วนภูมิภาคจะมีที่ พัทยา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก ภูเก็ต สงขลา โดยทางตำรวจจได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อป้องกัน ระงับยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์ ได้แก่ การป้องกันการประทุษร้ายต่อทรัพย์ การป้องกันอุบุติภัยจากพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง การรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุ การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน และเครื่องดื่มแอลกอฮล์

พันตำรวจเอกหญิง วิชญ์ชยากร ณิชาบวร รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประชุมบริหารประจำสัปดาห์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงประเด็น คดีคนร้ายฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 6 ขวบ ซึ่งตอนนี้สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว โดยจากคำรับสารภาพของผู้ต้องหา ให้การว่าเคยก่อเหตุไว้หลายสถานที่ โดยผู้บังคับบัญชาสายป้องกันและปราบปรามทั้ง พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พลตำรวจเอก จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษาสัญญาบัตร10 ได้ให้ความสำคัญกับคดีดังกล่าว พร้อมสั่งการให้ทุกพื้นที่ ที่เกี่ยวเนื่องกับคำรับสารภาพให้ไปขยายผลของทุกคดี ที่เกี่ยวเนื่องกัน นอกจากนี้ พลตำรวจเอก จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษาสัญญาบัตร10 ในฐานะหัวหน้าศูนย์บริหารคนหาย หรือ ศปคน. ชี้แจงว่า แม้ว่าทางกฎหมายจะให้รับแจ้งคนหายภายใน 24 ชั่วโมง แต่ขอให้ทุกสถานีตำรวจให้ความสนใจกับเรื่องนี้ รับแจ้งความทุกราย และไปดำเนินการเร่งรีบ สืบสวน หาข่าวเรื่องคนหายทันที นอกจากนี้ศูนย์บริหารคนหาย หรือ ศปคน. ได้เปิดเลขสายด่วน 1599 เพื่อรับแจ้งการพบศพนิรนาม หรือบุคคลสูญหาย

พลตำรวจตรี ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเช้านี้ ในที่ประชุมบริหารประจำสัปดาห์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงความพร้อมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการดูแลอำนวยความสะดวกในกรณีที่จะมีการรับสมัครการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไป รวมถึงความพร้อมด้านต่างๆ การดูแลการหาเสียง รวมถึงการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูแลเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งจากที่มีข่าวทางสื่อมวลชนบางสำนักเสนอข่าวไปว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เสนอว่า เนื่องจากยังคงมีการชุมนุมอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครอยู่ จะเลื่อนการเลือกตั้ง ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด


“นิวยอร์กไทม์ส” วิเคราะห์ตื้นบอก "ไทย" ประท้วงแปลก! “ต่อต้านประชาธิปไตย”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์17 ธันวาคม 2556 15:56 น.
“นิวยอร์กไทม์ส” วิเคราะห์ตื้นบอก ไทย ประท้วงแปลก!  “ต่อต้านประชาธิปไตย”
       นิวยอร์กไทม์ส – หนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทม์ส ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำของสหรัฐฯ เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมในไทยวานนี้(16) โดยข้อสังเกตว่า กรณีของไทยนั้นผิดแปลกจากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นอาหรับสปริงในตะวันออกกลาง, การปฏิวัติผ้าเหลืองในพม่า หรือการปฏิวัติสีส้มในยูเครน เพราะผู้ประท้วงไทยนั้นต้องการให้ประเทศ “ลด” ความเป็นประชาธิปไตยลงจากเดิม
     
       กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งปักหลักอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยต้องการให้ระบบรัฐสภาถูกแทนที่ด้วย “สภาประชาชน” ซึ่งเป็นการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากสาขาอาชีพเข้ามาทำหน้าที่ โดยไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งทั่วไป
     
       อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์นี้ละเลยที่จะอธิบายต่อว่า สภาประชาชนจะทำหน้าที่เพียงชั่วคราว เพื่อจัดทำแนวทางการปฏิรูปประเทศ แล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง
     
       นิวยอร์กไทมส์ ระบุอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์เพื่อสลายความขัดแย้ง แต่ทางออกดังกล่าวก็ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของผู้ชุมนุม
     
       “ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่จะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสละตำแหน่งทางการเมืองเพื่อมาทำหน้าที่แกนนำขับไล่รัฐบาล กล่าวต่อกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว(12) พร้อมยอมรับว่า การประท้วงที่ยืดเยื้อ “อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจบ้าง” แต่ก็ใน “ระยะสั้น” เท่านั้น
     
       ท่ามกลางสภาพสังคมไทยที่แตกแยก คนส่วนใหญ่ต้องการเห็นประเทศมีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ทว่ายังมีคนกลุ่มเล็กๆโดยเฉพาะบรรดาเศรษฐีและผู้มีอำนาจที่ “หวาดหวั่น” สภาวการณ์เช่นนั้น
“นิวยอร์กไทม์ส” วิเคราะห์ตื้นบอก ไทย ประท้วงแปลก!  “ต่อต้านประชาธิปไตย”
       เนื่องจากแกนนำผู้ประท้วงบางคนมาจากตระกูลที่ร่ำรวย ผู้สังเกตการณ์จึงเปรียบเทียบการชุมนุมในไทยครั้งนี้ว่าเป็น “ภาพแย้ง” ของขบวนการ “อ็อคคิวพาย วอลล์สตรีท” ในสหรัฐฯ เพราะครั้งนี้คนไทย 1% กำลังลุกฮือต่อต้านคนอีก 99% ที่เหลือ
     
       อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงอาจจะสลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้น เพราะผู้ที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลมีทั้งคนรวยและคนจน ทั้งชาวกรุงเทพฯและคนจากจังหวัดภาคใต้ที่ไม่นิยมพรรคเพื่อไทย สิ่งที่เหนี่ยวนำพวกเขาเข้าไว้ด้วยกันก็คือเจตนารมณ์ที่จะโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือจะกล่าวให้ชัดก็คือ “พรรคของทักษิณ” ที่ชนะเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2001
     
       การที่กระแส “ต่อต้านประชาธิปไตย”ปรากฏขึ้นในเมืองไทยถือว่าน่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะไทยเป็นประเทศแรกๆในเอเชียที่เปลี่ยนมาสู่ระบอบประชาธิปไตย พลเมืองไทยทั้งชายและหญิงมีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี 1897 (พ.ศ. 2440) หรือกว่า 20 ปีก่อนที่สหรัฐฯจะแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 19 เพื่อห้ามการกีดกันทางเพศในการเลือกตั้งเสียอีก
     
       การชุมนุมต่อต้านประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยยังก่อให้เกิดคำถามว่า เมื่อประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นก็ย่อมต้องการความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจริงหรือไม่? เพราะทุกวันนี้สังคมไทยมั่งคั่งกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน แต่คนกลับมีความคิดแตกแยกกันมากขึ้น
     
       แก่นแท้ของการชุมนุมดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนส่วนใหญ่กับคนส่วนน้อยที่เหลือจะทนกับความพ่ายแพ้ซ้ำซากในศึกเลือกตั้ง ซึ่งทำให้พวกเขาไม่มีอำนาจกำหนดนโยบายใดๆในระบบการเมืองแบบ “ผู้ชนะกินเรียบ” ที่เมืองไทยกำลังเป็นอยู่
“นิวยอร์กไทม์ส” วิเคราะห์ตื้นบอก ไทย ประท้วงแปลก!  “ต่อต้านประชาธิปไตย”
       อย่างไรก็ตาม วิกฤตการเมืองไทยมีหลากหลายแง่มุม และผูกพันอย่างแยกไม่ออกกับความศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเด็นสำคัญที่ปลุกเร้าให้คนไทยนับล้านๆ คนออกมาขับไล่รัฐบาลชุดนี้ก็คือความรู้สึกที่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันเบื้องสูงกำลังถูกดูหมิ่นทำลายโดยกระแสนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นผู้นำตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ
     
       เกษตรกรปลูกข้าวโพดวัย 64 ปีซึ่งมีนามว่า “หมวย” ให้สัมภาษณ์ระหว่างออกมาร่วมชุมนุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว(12)ว่า “นี่เป็นสงครามระหว่างทักษิณกับในหลวง... ทักษิณมันจาบจ้วงพระองค์ท่านมานานเกินไปแล้ว”
     
       แม้ตัว ทักษิณ เองจะไม่เคยให้ร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ทว่าพรรคพวกของเขาหลายคนก็ต้องคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง
     
       การที่กองทัพก่อรัฐประหารโค่นรัฐบาลทักษิณลงในปี 2006 กลับทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองเขาเป็นวีรบุรุษที่ถูกทำร้ายโดย “ระบอบอำมาตย์” และหันมาเชิดชูทักษิณโดยไม่ใส่ใจพฤติกรรมทุจริตฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในสมัยที่เขายังเรืองอำนาจ หรือแม้กระทั่งผลของ “สงครามต่อต้านยาเสพติด” ที่ทำให้มีการฆ่าตัดตอนเกิดขึ้นถึง 2,800 ราย ในเวลาเพียง 3 เดือน
“นิวยอร์กไทม์ส” วิเคราะห์ตื้นบอก ไทย ประท้วงแปลก!  “ต่อต้านประชาธิปไตย”
       ดร.วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย ซึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองไทยว่า กลุ่มผู้มีอำนาจและบุคคลใกล้ชิดสถาบันเกรงจะถูกแทนที่โดย “ขั้วอำนาจใหม่” ซึ่งมีบุคคลอย่าง ทักษิณ เป็นสัญลักษณ์
     
       ดร.วีรพัฒน์ ยังอ้างถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ว่าเป็นองค์กรที่ครอบครองที่ดินในกรุงเทพมหานครมากที่สุด และถือหุ้นอยู่ในบริษัทใหญ่ๆหลายแห่ง ซึ่งผู้จัดการทรัพย์สินเหล่านี้เองเป็นกลุ่มหนึ่งที่ “อยู่เบื้องหลัง” การชุมนุม
     
       ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสถาบันกษัตริย์ไทย เสนอข้อคิดว่า วิกฤตการเมืองไทยเวลานี้ถูกกระตุ้นโดยการสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างระหว่างพระมหากษัตริย์ซึ่งถูกยกย่องเป็นดั่งสมมติเทพ กับนักการเมืองที่สกปรกและฉ้อโกง
     
       “เรามีภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สะอาดบริสุทธิ์ไร้ที่ติในทุกๆด้าน... ก็ถ้าเราไม่สร้างภาพลักษณ์อย่างนี้ขึ้นมาเสียแต่ต้น สังคมจะไม่เกิดปัญหา และไม่มีการประณามด่าว่านักการเมืองมากมายเช่นนี้” สมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2010
     
       ช่วงไม่กี่วันมานี้ โฆษกผู้ประท้วงบางคนกล่าวว่า การที่ไทยยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปในปี 1932 ถือเป็น “ความผิดพลาด” ขณะที่แกนนำก็เรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานเพื่อคลี่คลายวิกฤตชาติ
     
       อนุชิต สพันธุ์พงษ์ หรือ “โอ อนุชิต” นักแสดงชื่อดังของไทย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อเร็วๆนี้ว่า ตนเกลียดชังนักการเมืองฉ้อโกงเสียจนอยากกลับไปเกิดในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์
     
       “ผมว่าเวลานี้เรายังไม่เหมาะกับระบอบประชาธิปไตย... เรายังไม่เข้าใจประชาธิปไตยดีพอ แม้กระทั่งตัวผมเอง”

สหภาพระดมพลชุมนุมใหญ่เสริมกำลังกปปส.พรุ่งนี้

แถลงการณ์ ด่วนที่สุด !!!

"ร่วมสร้างประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงประเทศไทย"

(17ธ.ค.56Xด้วยสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และ กปปส. ได้จัดคาราวาน รณรงค์เพื่อทำความเข้าใจกับพนักงานรัฐวิสาหกิจ กรณี "ปฏิรูปประเทศไทยก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง" ในวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2556 โดยนัดรวมเวลา 09.00-09.30 น. หน้าบริษัทการบินไทย สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีฯ

ขบวนคาราวานจะเริ่มที่หน้าบริษัทการบินไทย สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีฯ ต่อจากนั้นจะเคลื่อนขบวนต่อไปยังการประปาส่วนภูมิภาค TOT CAT บ.ไปรษณีย์ไทย การประปานครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และสิ้นสุดที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (บางกรวย)

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพนักงานการบินไทย และรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ทุกคน ที่มีความรักชาติบ้านเมือง ต้องการให้บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงพ้นจากระบอบทักษิณที่เกาะกินประเทศ และการบินไทย รวมถึงรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์สร้างประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงประเทศไทย และรับเอกสารโดยพร้อมเพรียงกันที่บริเวณ บริษัท การบินไทย สำนักใหญ่ ถ.วิภาวดีฯ

ด้วยจิตคารวะ

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย