PR
วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557
ด่วน! ... ผู้บัญชาการทหารบกสั่งให้กำลังพลทุกหน่วยห้ามใครมาปิดทางเข้า-ออกกองทัพ
มีรายงานข่าวว่าเมื่อวานนี้ (8 มกราคม 2557) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยและกำลังพลทุกคนของกองทัพห้ามไม่ให้ใครหรือหน่วยงานไหนปิดทางเข้า-ออก หน่วยของกองทัพเป็นอันขาด เผยป้องกันแผนอุบาทว์ที่เคยทดสอบปิดทางเข้า-ออกกองทัพ เมื่อครั้งม็อบ เสธ.อ้าย มาแล้ว ประชาชนหนุนทหารช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับมวลมหาประชาชน
แหล่งข่าวระบุว่า ได้มีการเผยแพร่คำสั่งของผู้บัญชาการทหารบกไปยังทุกหน่วยงานของกองทัพบกเพื่อให้ระมัดระวังและห้ามไม่ให้ใครหรือหน่วยใดๆ มาปิดทางเข้า-ออก ของกองทัพบกทุกหน่วยเป็นอันขาด โดยในการเผยแพร่คำสั่งนั้นมิได้มีการแสดงเหตุผลแต่ประการใด
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กองทัพบกจำเป็นต้องป้องกันมิให้หน่วยงานหรือบุคคลใด ๆ มาปิดทางเข้า-ออกของหน่วยงานของกองทัพบก เพราะที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนมาแล้วในกรณีม็อบเสธ.อ้าย ที่มีการระดมตำรวจเข้ามาในกรุงเทพฯ ถึง 75,000 คน เกินกว่าความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังขนาดนั้น มีลักษณะเป็นการทดสอบบางอย่างที่ผิดสังเกต และได้มีการนำเอารถขนผู้ต้องหาและรถขนส่งต่าง ๆ มาจอดปิดทางเข้า-ออก ของกองทัพบก ของกองทัพภาคที่ 1 ของกองพลที่ 1 และปิดทางเข้า-ออกของหน่วยทหารอีกหลายหน่วย ทำให้ทหารไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกหน่วย และกำลังพลจำนวนมากก็รู้สึกว่าเป็นการหยามน้ำหน้ากองทัพ ซึ่งไม่เป็นผลดี ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก เพราะไม่เพียงแต่เรื่องความสะดวกกำลังพลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทหารยังมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรและการปกป้องคุ้มครองประชาชน หากมีการปิดกั้นทางเข้า-ออกจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จะทำให้การทำงานไม่ได้รับความสะดวก
จากการสอบถามไปยังผู้ประสานงานของ กปปส. และแกนนำประชาชน ได้รับคำตอบอย่างเดียวกันว่ามวลมหาประชาชนสนับสนุนการสั่งการของผู้บัญชาการทหารบกดังกล่าว เพราะประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพ เคารพในหน้าที่ของทหาร และมั่นใจว่าทหารจะปกป้องคุ้มครองประชาชน ดังนั้นทหารกับประชาชนย่อมร่วมมือกันเพื่อชาติบ้านเมือง และมีความเห็นว่าขณะนี้ขบวนการคางคก นกแสก ได้ปลุกระดมให้มวลชนเสื้อแดงปิดล้อมหน่วยทหาร ในขณะที่รัฐมนตรีถั่งเช่าก็แย้มว่า อาจมีการปฏิวัติ จึงสงสัยว่าระบอบทักษิณจะปฏิวัติตัวเอง จึงอยากฝากเตือนผู้บัญชาการทหารบกและบรรดาทหารที่รักชาติรักแผ่นดินให้ระมัดระวัง ทั้งนี้มวลมหาประชาชนพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับกองทัพและเหล่าทหารอย่างเต็มที่.
http://www.paisalvision.com/news/paisal-new/10931-2014-01-09-08-15-37.html
แหล่งข่าวระบุว่า ได้มีการเผยแพร่คำสั่งของผู้บัญชาการทหารบกไปยังทุกหน่วยงานของกองทัพบกเพื่อให้ระมัดระวังและห้ามไม่ให้ใครหรือหน่วยใดๆ มาปิดทางเข้า-ออก ของกองทัพบกทุกหน่วยเป็นอันขาด โดยในการเผยแพร่คำสั่งนั้นมิได้มีการแสดงเหตุผลแต่ประการใด
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กองทัพบกจำเป็นต้องป้องกันมิให้หน่วยงานหรือบุคคลใด ๆ มาปิดทางเข้า-ออกของหน่วยงานของกองทัพบก เพราะที่ผ่านมาเคยมีบทเรียนมาแล้วในกรณีม็อบเสธ.อ้าย ที่มีการระดมตำรวจเข้ามาในกรุงเทพฯ ถึง 75,000 คน เกินกว่าความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังขนาดนั้น มีลักษณะเป็นการทดสอบบางอย่างที่ผิดสังเกต และได้มีการนำเอารถขนผู้ต้องหาและรถขนส่งต่าง ๆ มาจอดปิดทางเข้า-ออก ของกองทัพบก ของกองทัพภาคที่ 1 ของกองพลที่ 1 และปิดทางเข้า-ออกของหน่วยทหารอีกหลายหน่วย ทำให้ทหารไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกหน่วย และกำลังพลจำนวนมากก็รู้สึกว่าเป็นการหยามน้ำหน้ากองทัพ ซึ่งไม่เป็นผลดี ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก เพราะไม่เพียงแต่เรื่องความสะดวกกำลังพลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทหารยังมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรและการปกป้องคุ้มครองประชาชน หากมีการปิดกั้นทางเข้า-ออกจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จะทำให้การทำงานไม่ได้รับความสะดวก
จากการสอบถามไปยังผู้ประสานงานของ กปปส. และแกนนำประชาชน ได้รับคำตอบอย่างเดียวกันว่ามวลมหาประชาชนสนับสนุนการสั่งการของผู้บัญชาการทหารบกดังกล่าว เพราะประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพ เคารพในหน้าที่ของทหาร และมั่นใจว่าทหารจะปกป้องคุ้มครองประชาชน ดังนั้นทหารกับประชาชนย่อมร่วมมือกันเพื่อชาติบ้านเมือง และมีความเห็นว่าขณะนี้ขบวนการคางคก นกแสก ได้ปลุกระดมให้มวลชนเสื้อแดงปิดล้อมหน่วยทหาร ในขณะที่รัฐมนตรีถั่งเช่าก็แย้มว่า อาจมีการปฏิวัติ จึงสงสัยว่าระบอบทักษิณจะปฏิวัติตัวเอง จึงอยากฝากเตือนผู้บัญชาการทหารบกและบรรดาทหารที่รักชาติรักแผ่นดินให้ระมัดระวัง ทั้งนี้มวลมหาประชาชนพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับกองทัพและเหล่าทหารอย่างเต็มที่.
http://www.paisalvision.com/news/paisal-new/10931-2014-01-09-08-15-37.html
191แชร์ผ่านไลน์แผนก่อการร้ายกปปส.
9ม.ค.2557
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สงครามข่าวป่วนม็อบ ล่าสุดมีรายงานว่าตำรวจ"191"แชร์ผ่านไลน์" แผนก่อการร้าย กปปส. ส่งต่อทั่ว"นครบาล"
รายงานข่าวแจ้งว่า มีการแชร์ข้อมูลผ่านระบบไลน์ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ191และตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมในพื้นที่กทม.ลักษณะกล่าวให้ร้ายกับผู้ชุมนุมว่า มีการเตรียมการก่อการร้ายโดยซุกซ่อนอาวุธในคนใส่ผ้าเหลืองมีรายละเอียดระบุว่า
"แจ้งด่วน! ม็อบ"กปปส."เล่นสกปรกเอาผ้าเหลืองมาบังหน้าเพื่อก่อการร้าย! "สายข่าวแจ้งให้ทราบเมื่อสักครู่ว่า ขณะนี้ มีม็อบกปปส.ไปขอซื้อจีวรพระในราคาถูกจำนวนมากหลายพื้นที่ จนที่เป็นที่สงสัย สืบไปสืบมาได้ความว่า พวกนี้จะนำจีวรไปให้พวกม็อบฮาร์ดคอร์ใส่เพื่อปลอมบวชเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการก่อการร้าย
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกโรฮินยาที่เทือกเลี้ยงเอาไว้ในสวนปาล์ม สังเกตให้ดีนะครับ พวกนี้มาในคราบนักบวชแต่หน้าตาไม่ค่อยเหมือนคนไทยออกไปทางแขก แผนของเขาก็คือพวกนักบวชเหล่านี้จะพวกพาพกอาวุธหนักไว้ในย่ามสามารถก่อการร้ายได้ทุกที่โดยคนไม่สงสัย เมื่อมีเหตุปะทะกัน จะใช้นักบวชนำหน้า เมื่อมีเหตุผิดพลาดก็จะลงข่าวว่า ตำรวจทำร้ายพระสงฆ์ ฝากเพื่อนๆช่วยแชร์แผนการชั่วช้าของม๊อบกปปส."ใช้ชื่อผู้โพลต์ว่า ตะวัน...191
ด้านกลุ่มเครือข่ายรถตู้กรุงเทพเคลื่อนขบวนรถตู้ 300 คันจากสนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดงมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อเวลา 09.00น.ที่ผ่านมาแสดงสัญลักษณ์คัดค้านการปิดกรุงเทพฯเนื่องจากผู้ประกอบการและผู้เช่าขับได้รับผลกระทบความเดือดร้อนอย่างหนักเพราะการจราจรติดขัดประชาชนไม่สามารถเข้ามาใช้บริการรถตู้สาธารณะในท่าจอดรถได้ทำให้ประสบภาวะขาดทุนขาดรายได้เป็นจำนวนมาก
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สงครามข่าวป่วนม็อบ ล่าสุดมีรายงานว่าตำรวจ"191"แชร์ผ่านไลน์" แผนก่อการร้าย กปปส. ส่งต่อทั่ว"นครบาล"
รายงานข่าวแจ้งว่า มีการแชร์ข้อมูลผ่านระบบไลน์ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ191และตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมในพื้นที่กทม.ลักษณะกล่าวให้ร้ายกับผู้ชุมนุมว่า มีการเตรียมการก่อการร้ายโดยซุกซ่อนอาวุธในคนใส่ผ้าเหลืองมีรายละเอียดระบุว่า
"แจ้งด่วน! ม็อบ"กปปส."เล่นสกปรกเอาผ้าเหลืองมาบังหน้าเพื่อก่อการร้าย! "สายข่าวแจ้งให้ทราบเมื่อสักครู่ว่า ขณะนี้ มีม็อบกปปส.ไปขอซื้อจีวรพระในราคาถูกจำนวนมากหลายพื้นที่ จนที่เป็นที่สงสัย สืบไปสืบมาได้ความว่า พวกนี้จะนำจีวรไปให้พวกม็อบฮาร์ดคอร์ใส่เพื่อปลอมบวชเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการก่อการร้าย
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกโรฮินยาที่เทือกเลี้ยงเอาไว้ในสวนปาล์ม สังเกตให้ดีนะครับ พวกนี้มาในคราบนักบวชแต่หน้าตาไม่ค่อยเหมือนคนไทยออกไปทางแขก แผนของเขาก็คือพวกนักบวชเหล่านี้จะพวกพาพกอาวุธหนักไว้ในย่ามสามารถก่อการร้ายได้ทุกที่โดยคนไม่สงสัย เมื่อมีเหตุปะทะกัน จะใช้นักบวชนำหน้า เมื่อมีเหตุผิดพลาดก็จะลงข่าวว่า ตำรวจทำร้ายพระสงฆ์ ฝากเพื่อนๆช่วยแชร์แผนการชั่วช้าของม๊อบกปปส."ใช้ชื่อผู้โพลต์ว่า ตะวัน...191
ด้านกลุ่มเครือข่ายรถตู้กรุงเทพเคลื่อนขบวนรถตู้ 300 คันจากสนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดงมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อเวลา 09.00น.ที่ผ่านมาแสดงสัญลักษณ์คัดค้านการปิดกรุงเทพฯเนื่องจากผู้ประกอบการและผู้เช่าขับได้รับผลกระทบความเดือดร้อนอย่างหนักเพราะการจราจรติดขัดประชาชนไม่สามารถเข้ามาใช้บริการรถตู้สาธารณะในท่าจอดรถได้ทำให้ประสบภาวะขาดทุนขาดรายได้เป็นจำนวนมาก
คมนาคม เตรียมที่จอดรถจำนวน 36 จุด ในพื้นที่ 5 โซน รับมือชัตดาวน์กรุงเทพฯ 13 ม.ค
จุดจอดรถ 36 จุด วันที่ 13 ม.ค.เพื่อใช้บริการรถสาธารณะเข้า กทม. ดังนี้
1.สถานีรถไฟศาลายา100คัน
2.สถานีคู่ขนานลอยฟ้า (อู่บรมราชชนนี)300คัน
3.สถานีรถไฟตลิ่งชัน110คัน
4.สถานีรถไฟบางบำหรุ120คัน
5.ท่าเรือสะพานพระราม 5 50คัน
6.สถานีรถไฟบางซ่อน200คัน
7.บิ๊กซีเคหะธนบุรี00คัน
8.ทางด่วนด่านรัชดาภิเษก 40 คัน
9.ที่จอดรถสถานีลาดพร้าว 2,200 คัน
10.ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ (วัชรพล) 70 คัน
11.สนามกีฬาการเคหะคลองจั่น 200 คัน
12.ฉลองกรุงพลาซ่า 200 คัน
13.เดอะมอลล์ บางแค 300 คัน
14.เซ็นทรัล พระราม 2 3,200 คัน
15.บิ๊กซี ราษฎร์บูรณะ 300 คัน
16.การทางบางขุนเทียน 50 คัน
17.ศูนย์ควบคุมฉลองรัช 120 คัน
18.พื้นที่ รฟม. พระราม 9 1,000 คัน
19.สนามกีฬาราชมังคลาฯ 2,000 คัน
20.สถานีรถไฟหัวหมาก 120 คัน
21.สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ลาดกระบัง 500 คัน
22.หมู่บ้านมณสินี 500 คัน
23.ตลาดสุวรรณภูมิ 200 คัน
24.สถานีรถไฟหัวตะเข้ 230 คัน
25.สนามบินสุวรรณภูมิ 3,575 คัน
26.ต่างระดับศรีนครินทร์ 80 คัน
27.เมกาบางนา
28.ด่านบางเมือง
29.ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 500 คัน
30.สถานีรถไฟรังสิต 350 คัน
31.บขส.รังสิต 100 คัน
32.ท่าอากาศยานดอนเมือง 2,000 คัน
33.ทางด่วนรังสิต 100 คัน
34.ทางด่วนแจ้งวัฒนะ 50 คัน
35.แอร์พอร์ตลิงค์มักกะสัน
1.สถานีรถไฟศาลายา100คัน
2.สถานีคู่ขนานลอยฟ้า (อู่บรมราชชนนี)300คัน
3.สถานีรถไฟตลิ่งชัน110คัน
4.สถานีรถไฟบางบำหรุ120คัน
5.ท่าเรือสะพานพระราม 5 50คัน
6.สถานีรถไฟบางซ่อน200คัน
7.บิ๊กซีเคหะธนบุรี00คัน
8.ทางด่วนด่านรัชดาภิเษก 40 คัน
9.ที่จอดรถสถานีลาดพร้าว 2,200 คัน
10.ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ (วัชรพล) 70 คัน
11.สนามกีฬาการเคหะคลองจั่น 200 คัน
12.ฉลองกรุงพลาซ่า 200 คัน
13.เดอะมอลล์ บางแค 300 คัน
14.เซ็นทรัล พระราม 2 3,200 คัน
15.บิ๊กซี ราษฎร์บูรณะ 300 คัน
16.การทางบางขุนเทียน 50 คัน
17.ศูนย์ควบคุมฉลองรัช 120 คัน
18.พื้นที่ รฟม. พระราม 9 1,000 คัน
19.สนามกีฬาราชมังคลาฯ 2,000 คัน
20.สถานีรถไฟหัวหมาก 120 คัน
21.สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ลาดกระบัง 500 คัน
22.หมู่บ้านมณสินี 500 คัน
23.ตลาดสุวรรณภูมิ 200 คัน
24.สถานีรถไฟหัวตะเข้ 230 คัน
25.สนามบินสุวรรณภูมิ 3,575 คัน
26.ต่างระดับศรีนครินทร์ 80 คัน
27.เมกาบางนา
28.ด่านบางเมือง
29.ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 500 คัน
30.สถานีรถไฟรังสิต 350 คัน
31.บขส.รังสิต 100 คัน
32.ท่าอากาศยานดอนเมือง 2,000 คัน
33.ทางด่วนรังสิต 100 คัน
34.ทางด่วนแจ้งวัฒนะ 50 คัน
35.แอร์พอร์ตลิงค์มักกะสัน
ผบทบ. ไม่ได้เลือกข้าง หรือรอจังหวะ ก่อรัฐประหาร เตือนอย่าบีบบังคับทหารเลือกข้าง
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา · 109,394 คนถูกใจสิ่งนี้
34 นาทีที่แล้ว · ผบทบ. ไม่ได้เลือกข้าง หรือรอจังหวะ ก่อรัฐประหาร เตือนอย่าบีบบังคับทหารเลือกข้าง ยันผบทบ.มีมารยาท ไม่ก้าวล่วงฝ่ายใด ไม่ละเมิดคนอื่น ยันทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด อย่าพยายามยั่วยุ ใส่ร้ายป้ายสีกันและกัน เพิ่มความขัดแย้ง ทุกอย่างอาจสายเกินไปห่วงสถานการณ์ เตือนผู้ชุมนุมใช้สันติวิธี หวั่นนำไปสู่ "กับดักของความรุนแรง "วอนอ่านข่าง-social network ใช้วิจารณญาณ ยอมรับมีปัญหาคอรัปชั่น ระบบราชการ การเข้าสู่และการใช้อำนาจรัฐความชอบธรรม ความเชื่อมั่นและศรัทธา การบังคับใช้กม.การปฏิบัติงานของจนท.รัฐ ที่ต้องทำความเขัาใจกัน เผย การเปลี่ยนแปลง ก็สำคัญเท่าการรักษากติกา ยันทหารจะตัองดูแลปชช.ให้ปลอดภัย
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก ทบ.ชี้แจงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ห่วงสถานการณ์ ยิ่งในช่วงนี้ ที่มีปรากฏข่าวจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่พยายามกล่าวถึง ผบ.ทบ. และกองทัพบก ในลักษณะสร้าง ให้สังคมเกิดความรู้สึกขัดแย้ง สับสน และวิตกกังวล
"ยืนยันว่ากองทัพบกพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนปลอดภัย พยายามกำหนดจุดยืนและวางบทบาทให้เหมาะสมต่อสถานการณ์อย่างดีที่สุดมาตลอด มิใช่มีการเลือกข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือคอยโอกาส เพื่อที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่มีบางกลุ่มกล่าวอ้าง กองทัพบกเป็นขอประเทศชาติและประชาชนโดยรวม"
"ปัจจุบันกองทัพบกยังคงทำหน้าที่ตามพันธกิจภายใต้กรอบกฎหมายทุกประการ ไม่ควรกล่าวเชิงบีบบังคับว่ากองทัพต้องเลือกข้างใคร เพราะกองทัพมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือประชาชนต้องปลอดภัย "
เรื่องใดที่เป็นความขัดแย้ง หรือเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาดูแลรับผิดชอบ จะถูกผิดทุกฝ่ายควรยอมรับในกติกา หากยังคงมีการทำลายความเชื่อมั่นในกฎหมาย อาจเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นระหว่างกัน จนนำมาซึ่งความสูญเสียต่อบุคคลในครอบครัวของประชาชนซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์
ขอให้เข้าใจการกระทำใด ๆ ของกองทัพบกในปัจจุบัน พยายามจะหลีกเลี่ยงความรุนแรง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกประเด็น
หากทุกฝ่ายยังมีการใส่ร้ายป้ายสีกันและกันจะทำให้ความเกลียดชังรุนแรงมากขี้นอย่างที่ไม่ควรจะเป็น
"สิ่งที่กองทัพยึดมั่นอยู่เสมอคือ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ตราบใดที่ทั้ง 4 สถาบันหลัก ยังไม่ถูกทำลาย โดยคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด กองทัพก็จะยังคงเป็นกองทัพที่มีระเบียบ วินัย อยู่เสมอ และจะปกป้องประชาชนคนไทยทุกคน พยายามจะไม่เข้าไปก้าวล่วงผู้หนึ่งผู้ใด หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ด้วยความมีมารยาท พยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด พร้อมที่จะเป็นที่พึ่งของประชาชน ประเทศชาติ ในทุกโอกาส ดำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง ชอบธรรม รักษากฎกติกา ของสังคม เช่นดังอาณาอารยะประเทศ ในสังคมโลกปัจจุบัน
ปัญหาของคนไทยต้องแก้โดยคนไทย ทหารยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ เพื่อที่จะรักษาผืนแผ่นดินไทยและคนไทยไว้ เหมือนบรรพบุรุษไทยในอดีต จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำลายได้โดยเด็ดขาด หากทุกพวกทุกฝ่าย ไม่หยุดการทำลายล้างซึ่งกันและกัน กองทัพบกพร้อมที่จะปกป้องไว้ด้วยชีวิต หากฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมาย อีกฝ่ายก็จะทำผิดกฎหมายด้วย และใช้วิธีการตอบโต้ด้วยความรุนแรง สุดท้ายประเทศชาติจะเสียหาย ซึ่งคนไทยทุกคน และทหารคงยอมรับไม่ได้
ขอให้เข้าใจว่าว่า ทหารทุกคนก็มีสถานะเป็นประชาชน เป็นพี่น้องลูกหลานของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะกลุ่มไหนฝ่ายใด อย่ามองทหารเป็นศัตรู ตลอดระยะเวลาหลายปีที่มีความขัดแย้ง กองทัพก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ทุกคนทำหน้าที่ โดยไม่เลือกข้าง มาวันนี้ เหตุใดจึงจะพยายามแบ่งทหารออกเป็นพวกเป็นฝ่าย ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ข้อมูลข่าวสารจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่แพร่หลายอยู่ในสื่อ ในโซเชียลมีเดีย ขอให้ประชาชนได้ไตร่ตรองใช้เหตุผลตามข้อเท็จจริง อย่าผลักให้ประเทศชาติและประชาชนต้องถูกแบ่งเป็นพวกเป็นฝ่าย มิฉะนั้นแล้วในอนาคตจะไม่สามารถหยุดผลกระทบความแตกแยกที่เกิดขึ้นในวงกว้างได้
ขอให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหากันด้วยสันติวิธีตามกระบวนการที่เป็นไปได้ วันนี้สังคมถูกแบ่งเป็นพวกเป็นฝ่ายในทุกระดับ นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทหารจะไม่ยอมให้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายใด เพราะทหารจะต้องเป็นผู้รักษากฎ ระเบียบ กติกาของสังคม และหยุดความแตกแยกให้ได้ เพื่อนำพาประเทศชาติให้ปลอดภัย
ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศขณะนี้คือ : การคอรัปชั่น ระบบราชการ การเข้าสู่และการใช้อำนาจรัฐความชอบธรรม ความเชื่อมั่นและศรัทธา การบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ จะถูกต้อง ไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ต้องทำความเข้าใจกันให้ได้ ให้ทุกพวกทุกฝ่ายพอใจ เพื่อยุติปัญหาเหล่านั้นให้ได้อย่างสิ้นเชิงทั้งในปัจจุบันและอนาคต และ การเคลื่อนไหวของกปปส.และกลุ่มอื่น ๆ
หลายพวกหลายฝ่ายมองว่าจะการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือการพยายามรักษากติกาของสังคม มีความจำเป็นด้วยกันทั้งคู่ แต่หากทุกคนลองนึกย้อนเปรียบดูว่าถ้ามีการสูญเสียเกิดขึ้นกับ ลูกหลาน พ่อแม่ หรือคนในครอบครัวของตนเอง ผู้พูด ผู้คิด ผู้กระทำ จะรู้สึกอย่างไร
ขอให้การเคลื่อนไหว หรือการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างสันติวิธี ไม่ต้องการให้ทุกพวกทุกฝ่าย ก้าวไปสู่กับดักของความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
"ผู้บัญชาการทหารบก จะไม่นำสถาบันทหารลงไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และกองทัพบกมีมารยาทพอที่จะไม่ไปละเมิดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้เป็นปัญหาเพิ่มขึ้นอีก ขอให้ทุกพวกทุกฝ่ายพึงรักษามารยาทที่ดีต่อกันไว้ด้วย อย่าพยายามยั่วยุ ใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน"
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่คนไทยเคารพนับถือ ได้ปกป้อง รักษาประเทศไทย ประชาชนคนไทย ให้มี ชีวิตรอด ปลอดภัย อย่ามีอันตรายใด ๆ มาแผ้วพาล ในห้วงเวลาอันน่าเป็นห่วงนี้ ขอให้ประเทศไทยได้ก้าวสู่ความก้าวหน้า สง่างาม ได้อีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ป่วน! วางวัตถุต้องสงสัยริมถนนพระราม 9
วันที่ 9 มกราคม 2557 12:13
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ป่วนกรุงก่อนม็อบชัตดาวน์ 13 ม.ค. คนร้ายลอบวางวัตถุต้องสงสัยริมถนนพระราม 9
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2557 เวลา 09.30 น.ร.ต.ต.สุทธิพงษ์ ยานุพรม รองสวป. สน.หัวหมาก ขณะนำกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบวัตถุต้องสงสัย วางไว้ที่ริมฟุตปาธ ถ.พระราม 9 ฝั่งขาเข้า ใกล้กับปากซอย 62 แขวงและเขตสวนหลวง กทม. จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกับกั้นพื้นที่ นำยางรถยนต์ 2 เส้นมาครอบไว้เพื่อความปลอดภัย แล้วประสานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือหน่วยอีโอดี มาตรวจสอบวัตถุดังกล่าว
ที่เกิดเหตุอยู่ด้านหน้าบริษัทแห่งหนึ่งก่อนถึงปากซอย 62 ประมาณ 30 เมตร เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ พันทับด้วยเทปใส่อย่างแน่นหนา ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ วางอยู่โคนต้นไม้บนฟุตปาธริมถนน จากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยอีโอดีได้ทำการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เมื่อแกะเทปใสและกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ห่อออกพบว่ามีถุงพลาสติกสีแดงห่ออีกชั้น ซึ่งพบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นเพียงอิฐตัวหนอน 1 ก้อนเท่านั้น
ร.ต.
ต.สุทธิพงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีนางอัญชัน เคล้าละม่อม มีอาชีพเก็บของเก่าขาย พักอาสัยอยู่ใกล้ สน.คลองตัน ระหว่างที่ขับรถซาเล้งผ่านจุดเกิดเหตุก็เห็นห่อกระดาษดังกล่าวจึงจอดรถลงมาดู พร้อมกับเรียกคนที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาซึ่งเป็นช่างร้านซ่อม จยย.อยู่ฝั่งตรงข้ามมาช่วยดู เมื่อจับวัตถุดังกล่าวรู้สึกกลัวจะเป็นระเบิด เพราะมีน้ำหนักพอสมควร จึงรีบวางลงแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ภายหลังการตรวจสอบพบเป็นเพียงการห่ออิฐตัวหนอน คาดว่าคนที่ทำต้องการป่วน สร้างสถานการณ์ให้ตื่นตกใจ
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บวัตถุดังกล่าวส่งให้พนักงานสอบสวนสน.หัวหมาก ทำการลงบันทึกประจำวัน และสอบถามเจ้าของบริษัทที่ตั้งอยู่ตรงจุดที่พบวัตถุดังกล่าวว่ามีเรื่องขัดแย้งอะไรกับใครหรือใหม่
เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ป่วนกรุงก่อนม็อบชัตดาวน์ 13 ม.ค. คนร้ายลอบวางวัตถุต้องสงสัยริมถนนพระราม 9
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2557 เวลา 09.30 น.ร.ต.ต.สุทธิพงษ์ ยานุพรม รองสวป. สน.หัวหมาก ขณะนำกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบวัตถุต้องสงสัย วางไว้ที่ริมฟุตปาธ ถ.พระราม 9 ฝั่งขาเข้า ใกล้กับปากซอย 62 แขวงและเขตสวนหลวง กทม. จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกับกั้นพื้นที่ นำยางรถยนต์ 2 เส้นมาครอบไว้เพื่อความปลอดภัย แล้วประสานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือหน่วยอีโอดี มาตรวจสอบวัตถุดังกล่าว
ที่เกิดเหตุอยู่ด้านหน้าบริษัทแห่งหนึ่งก่อนถึงปากซอย 62 ประมาณ 30 เมตร เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ พันทับด้วยเทปใส่อย่างแน่นหนา ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ วางอยู่โคนต้นไม้บนฟุตปาธริมถนน จากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยอีโอดีได้ทำการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เมื่อแกะเทปใสและกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ห่อออกพบว่ามีถุงพลาสติกสีแดงห่ออีกชั้น ซึ่งพบว่าวัตถุดังกล่าวเป็นเพียงอิฐตัวหนอน 1 ก้อนเท่านั้น
ร.ต.
ต.สุทธิพงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีนางอัญชัน เคล้าละม่อม มีอาชีพเก็บของเก่าขาย พักอาสัยอยู่ใกล้ สน.คลองตัน ระหว่างที่ขับรถซาเล้งผ่านจุดเกิดเหตุก็เห็นห่อกระดาษดังกล่าวจึงจอดรถลงมาดู พร้อมกับเรียกคนที่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาซึ่งเป็นช่างร้านซ่อม จยย.อยู่ฝั่งตรงข้ามมาช่วยดู เมื่อจับวัตถุดังกล่าวรู้สึกกลัวจะเป็นระเบิด เพราะมีน้ำหนักพอสมควร จึงรีบวางลงแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ภายหลังการตรวจสอบพบเป็นเพียงการห่ออิฐตัวหนอน คาดว่าคนที่ทำต้องการป่วน สร้างสถานการณ์ให้ตื่นตกใจ
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บวัตถุดังกล่าวส่งให้พนักงานสอบสวนสน.หัวหมาก ทำการลงบันทึกประจำวัน และสอบถามเจ้าของบริษัทที่ตั้งอยู่ตรงจุดที่พบวัตถุดังกล่าวว่ามีเรื่องขัดแย้งอะไรกับใครหรือใหม่
เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป
ข่าวลือว่อน 'ผบ.ทบ.' จ่อขึ้นแท่นนายกฯ
http://link.ohozaa.com/U2qq
วันที่ 9 ม.ค. 57 เฟซบุ๊ก Sermsuk Kasitipradit ซึ่งเป็นเฟชบุ๊คส่วนตัวของนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โพสต์ข้อความ ปฏิบัติการข่าวปล่อย Information operation ว่อนในสังคมออนไลน์ ทั้งจากคนของรัฐและกลุ่มสนับสนุนรัฐให้เลือกตั้งก่อนปฏิรูป ไม่น่าจะเป็นอะไรอย่างที่ลือ รัฐบาลขาลง (เหว) รออีกไม่กี่ดอกเก็บของได้เลย...
...ด่วนที่สุด...จากงานข่าวฯ.. 1.จะมีการจับตัวนายกยิ่งลักษณ์ 2.คนที่จะเป็นนายกแทนคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 3หน่วยทหราที่จะออกมาคือ ร.1,ร11,ร21 เพราะสามหน่วยนี้ขึ้นตรงกับแม่ทัพภาคทีหนึ่ง จะมี พล9 กาญจนบุรีเป็นกำลังหนุน 3.เหตุการที่จะทำให้ทหารออกมาปฏิวัติได้ก็คือ มีการเตรียมให้กลุ่ม กปปส เข้าปปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่สถานการตอนนี้ก็ต้องเช็คกันวันต่อวันครับ คนที่จะเสียชีวิตมากที่สุดตอนนี้ไม่ใช่คนเสื้อแดงครับแต่จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ตรวจสอบด้วยครับ)
นอกจากนี้ นายเสริมสุข ยังโพสต์ในคอมเมนท์ตอบเพิ่มเติมอีกว่า "ที่เอามาปะให้อ่านเป็นข่าวลือปล่อยในสังคมออนไลน์..คุยกับคนในกองทัพยังเชื่อว่าสถานการณ์จะขยับเดินหน้าไปเรื่อยๆ ทั้งกกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ..ก่อนเลือกตั้งภาพจะชัดเจนขึ้น..อดีตเสนาบดีใหญ่ที่เคยบอกไม่มีเลือกตั้งแน่นอนมาย้ำอีก"นายดูไปเรื่อยๆ เป๊ปซี่..จะเป็นอย่างที่บอกไป รับรองว่าไม่มีเลือกตั้ง"
ไล่ล่าแม่มด.."นโม ตัสสะ"
เริ่มมีปฏิบัติการ ไล่ล่าแม่มด ขึ้นอีกแล้ว โดยฝั่ง สนับสนุน ม็อบกำนัน เปิดหน้าชื่อจริง และ ที่อยู่ รวมถึงรถยนต์ทะเบียนของ ของ"นโม ตัสสะ "ที่เคลื่อนไหวผ่านเฟสบุ๊ค เปิดเผยข้อมูลตรงข้าม กับ กปปส.
////
////
เจ้าของเฟส.นโม. ตัสสะ.
สปายเสื้อแดงที่ส่งเข้ามาหาข่าว
ใน..ราชดำเนิน..
ใครพบเห็น..แจ้งกราด์ราชดำเนิน
ด่วน!!!!!
(เราก็จะดู..มรึงตาย..เหมือนกัน)
Cr : Sasaki Anchalee
สปายเสื้อแดงที่ส่งเข้ามาหาข่าว
ใน..ราชดำเนิน..
ใครพบเห็น..แจ้งกราด์ราชดำเนิน
ด่วน!!!!!
(เราก็จะดู..มรึงตาย..เหมือนกัน)
Cr : Sasaki Anchalee
แกะรอย ที่ตั้ง “วอร์รูมรัฐบาล" วันรับมือ กปปส.ชัตดาวน์ กทม.
เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 09 มกราคม 2557 เวลา 12:00 น.
ยิ่งใกล้ถึงวันนัดหมาย “ปิดกรุงเทพฯ” ของ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในวันที่ 13 มกราคม 2557 เท่าไร “รัฐบาล” ยิ่งเพิ่มความพร้อมในการรับมือมากขึ้น
แผนการรับมือ “กปปส.” ทั้งจากตำรวจ-ทหาร-ข่าวกรอง ส่งถึงมือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้รับทราบพร้อมอนุมัติแผนไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2557
โดย “ศูนย์อำนวยความสงบเรียบร้อย” (ศอ.รส.) ยังคงใช้ “ตำรวจ” เป็นกำลังหลักในการควบคุมสถานการณ์ในภาพรวม รักษาพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ “กปปส.” นำไปกล่าวอ้างได้ว่า “รัฐบาล” หมดความชอบธรรมในการบริหารบ้านเมือง
ส่วน “ทหาร” แม้พักหลังบทบาทของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้ับัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ถูกมองว่าปันใจออกห่าง “รัฐบาล” แต่ก็จะนำกำลังมารักษาพื้นที่ “ราชการ” สำคัญ
แต่จะเป็นการนำกำลัง “ทหาร” เข้าไปอยู่ในสถานที่ราชการเท่านั้น ไม่มีการปะทะหรือเผชิญหน้ากับ “กปปส.” อย่างแน่นอน
เมื่อแผนยุทธศาสตร์-แผนยุทธการพร้อม คงหลงเหลือแค่ “วอร์รูมบัญชาการ” ที่ฝากฝั่ง “รัฐบาล” อาจจะจำเป็นต้องย้ายออกจาก “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” (สตช.) เพราะถือเป็นสถานที่ที่ล่อแหลมยั่วให้ “กปปส.” นำมวลชนมาปิดล้อมได้
“พล.ท.ภราดร พัฒนถาบตร” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยอมรับว่า ต้องย้ายศอ.รส.ออกจากสตช.แน่นอน และจากการคาดการณ์ศอ.รส.อาจจะอยู่ในพื้นที่กทม.ไม่ได้ เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะถูกยึด
โดย “ยิ่งลักษณ์” ได้มอบหมายให้ “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” (ผบ.ตร.) จัดเตรียมหาสถานที่ที่เหมาะสมในการตั้ง “วอร์รูมบัญชาการ” ที่ใหม่
ตัวเลือกที่ “อดุลย์” คิดไว้ในใจมี 4 แห่ง ซึ่ง “อดุลย์” ขออุบไต๋ไว้ก่อน แม้แต่คนใกล้ชิด-มือทำงานในศอ.รส. ยังไม่มีใครรู้ว่า “วอร์รูมบัญชาการ” แห่งใหม่ จะย้ายไปตั้งกันที่ไหน
นั่นเพราะ “อดุลย์” ไม่ต้องการให้ความลับหลุดออกไปก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายกับศอ.รส.เอง
ซึ่ง “วอร์รูมบัญชาการ” แห่งใหม่ มีสเปคที่กำหนดกันเอาไว้ดังนี้ 4 ข้อ
1.ต้องอยู่ห่างใกล้สถานที่ชุมนุมของ “กปปส.” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกมาล้อม
2.ต้องมีทางเข้า-ออก หลายทิศทาง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
3.สามารถรองรับการประชุมผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เร้นซ์ได้
และ 4.สามารถรับประกันความปลอดภัยของบุคคลวีไอพีได้ในระดับสูงสุด
นี่คือโจทย์ของ “อดุลย์” ในการหาสถานที่แห่งใหม่
และหากย้อนไปสถานที่ที่ “รัฐบาล” เคยใช้จัดประชุม-วอร์รูม เช่น สตช.-สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี-สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี-กองบัญชาการกองทัพอากาศ เป็นต้น ทั้งหมดยังไม่มีที่ใดตอบโจทย์ที่วางเอาไว้ได้เลย
ในสถานการณ์ที่ “สุเทพ” ยังไม่ระบุเส้นทาง-สถานที่ ที่ “กปปส.” จะยึดไว้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับ “รัฐบาล-ศอ.รส” ที่เก็บตัวเตรียมแผน-เตรียมสถานที่ กันอย่างเงียบๆ เสมือนทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ
เพราะในเกมที่สู้กันหนักเทกันหมดหน้าตักฝั่งไหนเผย “ความลับ” ออกมาก่อน อาจจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทันลงแข่ง ทุกสรรพกำลังรอวัดฝีมือ-วัดกึ๋น-วัดใจ-วัดดวง กันในวันที่ 13 มกราคม เท่านั้น
มีการเข้าไปโจมตี เพจศาล รธน.หลัง ตลก.แนะทำถนนลูกรังให้หมด ก่อนทำรถไฟความเร็วสูง
วันที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2557 เวลา 11:10:14 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน วันที่ 8 มกราคม ในคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือไม่
โดยระหว่างการไต่สวน นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.บ.กู้เงินฉบับดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความเห็นส่วนตัวแสดงความเป็นห่วงถึงการกู้เงิน อาจเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับลูกหลาน และยังเห็นว่ารถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับไทย และเป็นไปได้ควรทำให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศก่อน
จากการข้อซักถามและการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระหว่างการไต่สวน ได้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะในเพจที่ชื่อว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" (http://www.facebook.com/constitutionalcourt.thai) เป็นเพจที่ไว้สำหรับเผยแพร่คำวินิจฉัย รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่า มีประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อความเห็นส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนถึงหน้าเพจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกลิ้งเว็บไซต์ข่าวที่นำรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่ระบุว่า ลาวลงนามข้อตกลง 4 พันล้านดอลล์ สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมประเทศเวียดนาม เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางรถไฟเชื่อมภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยด้วย ไปแปะไว้ที่หน้าเพจดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน วันที่ 8 มกราคม ในคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือไม่
โดยระหว่างการไต่สวน นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.บ.กู้เงินฉบับดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความเห็นส่วนตัวแสดงความเป็นห่วงถึงการกู้เงิน อาจเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับลูกหลาน และยังเห็นว่ารถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับไทย และเป็นไปได้ควรทำให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศก่อน
จากการข้อซักถามและการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระหว่างการไต่สวน ได้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะในเพจที่ชื่อว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" (http://www.facebook.com/constitutionalcourt.thai) เป็นเพจที่ไว้สำหรับเผยแพร่คำวินิจฉัย รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่า มีประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อความเห็นส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนถึงหน้าเพจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกลิ้งเว็บไซต์ข่าวที่นำรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่ระบุว่า ลาวลงนามข้อตกลง 4 พันล้านดอลล์ สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมประเทศเวียดนาม เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางรถไฟเชื่อมภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยด้วย ไปแปะไว้ที่หน้าเพจดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน
"บิ๊กแจ๊ด"เบรค ขรก.ตร.นัดชุมนุมยื่นข้อเสนอ ผบ.แนะให้ส่งตัวแทนมา
"ชีวิตที่ถวายเป็นราชพลี" มีหรือกล้าทำร้ายลูกหลานแผ่นดิน......"
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้แจ้งข้อความถึงผู้ใต้บังคับบัญชา ระบุว่า ตามที่มีข้อความส่งต่อในไลน์ของกลุ่มต่างๆ เพื่อเชิญชวนข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล และสังกัดต่างๆ รวมตัวกันเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตำรวจที่ถูกกระทำจากผู้ชุมนุมในขณะปฏิบัติการตาามหน้าที่ โดยข้าราชการตำรวจที่ควบคุมฝูงชนไม่สามารถปกป้องตนเอง เพราะจากการได้รับคำสั่งไม่ให้ตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้ข้าราชการตำรวจเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงจะมีการรวมตัวกันเพื่อยื่นข้อเสนอต่อผู้บังคับบัญชานั้น การแสดงออกดังกล่าวเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ และเป็นการแสดงออกที่ผิดวินัยตำรวจ เพราะเราเป็นผู้รักษากฎหมาย และเป็นตำรวจของประชาชน
ดังนั้น จึงแจ้งมายังผู้บังคับบัญชา เพื่อแจ้งผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับทราบว่า หากจะดำเนินการดังกล่าว ขอให้ส่งตัวแทนเพื่อมาพบผู้บังคับบัญชาในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป
อนึ่ง ข้อความที่มีการส่งต่อผ่านเครือข่ายไลน์ ระบุว่า "แจ้งข่าว พรุ่งนี้วันที่ 30 ธ.ค.56 เวลา 12.00 น.กลุ่ม ขรก.ตร.88 สน.นัดชุมนุมแสดงพลังปกป้องศักดิ์ศรี ตร. ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า แต่งเครื่องแบบ พกพาอาวุธ ฝ่ายสืบสวนชุดไปรเวท คฝ.2 กองร้อย วัตถุประสงค์เรียกร้องต่อ ผบ.ฯ และสังคม ดังนี้ 1. ต้องมีการจับกุมดำเนินคดีคนที่ทำร้าย ตร. 2. ตร.ที่ปฏิบัติหน้าที่ร้องได้รับความคุ้มครองจาก กม.และผู้บังคับบัญชา"
พิจารณาคดีครั้งสุดท้าย ตุลาการผู้แถลงคดีชี้แผนจัดการน้ำเป็นนโยบายบริหารไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง
วันนี้ ( 9 ม.ค.57) เวลา 9.30 น. ศาลปกครองสูงสุด นั่งพิจาราณาคดีเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ที่คู่กรณีทั้งคู่อุทธรณ์ต่อศาล โดยการพิจารณาคดีครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
คดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1103/2556 ระหว่าง ผู้ฟ้องคดีคือสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ 1 และนางรตยา จันทรเทียร ที่ 2 กับพวกรวม 45 คน กับผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
ขณะบรรยากาศภายนอกมีกลุ่มประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเดินทางมาชูป้ายให้กำลังใจศาลปกครองอย่างคับคั่ง
ในการพิจารณาคดี นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน แถลงด้วยวาจาในฐานะผู้ฟ้อง ส่วนนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงด้วยวาจาในฐานะตัวแทนผู้ถูกฟ้องที่ 3 และ 4
ด้านนายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการผู้แถลงคดี แถลงความเห็นส่วนตัวแก่องค์คณะตุลาการ โดยสรุปว่า เห็นควรให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาดังนี้ 1.ไม่รับคำร้องขอให้เพิกถอนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2.ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องที่ 1 2 และ 3
3.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 นำแผนปฏิบัติการและดำเนินการจัดการน้ำและอุทกภัยในโมดุล A1-A6 และ B1-B4 ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน พ.ศ.2548
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวภายหลังการพิจารณาคดีว่า สิ่งที่ตุลาการผู้แถลงคดีแถลงเป็นไปตามความคาดหมาย แต่คำตัดสินคดีที่จะมีขึ้นต่อไปจะสอดคล้องหรือไม่ต้องรอติดตาม
ส่วนนายประเชิญ คนเทศที่ปรึกษาชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กล่าวว่าหากเท่าที่ฟังรู้สึกเหมือนเป็นการยื้อเวลา ศาลไม่มีอำนาจหยุดยับยั้งโครงการฯ และชาวบ้านคนต้องเหนื่อยกันอีกแล้ว
คดีดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1103/2556 ระหว่าง ผู้ฟ้องคดีคือสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ 1 และนางรตยา จันทรเทียร ที่ 2 กับพวกรวม 45 คน กับผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)
ขณะบรรยากาศภายนอกมีกลุ่มประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเดินทางมาชูป้ายให้กำลังใจศาลปกครองอย่างคับคั่ง
ในการพิจารณาคดี นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน แถลงด้วยวาจาในฐานะผู้ฟ้อง ส่วนนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงด้วยวาจาในฐานะตัวแทนผู้ถูกฟ้องที่ 3 และ 4
ด้านนายภานุพันธ์ ชัยรัต ตุลาการผู้แถลงคดี แถลงความเห็นส่วนตัวแก่องค์คณะตุลาการ โดยสรุปว่า เห็นควรให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาดังนี้ 1.ไม่รับคำร้องขอให้เพิกถอนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2.ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องที่ 1 2 และ 3
3.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 นำแผนปฏิบัติการและดำเนินการจัดการน้ำและอุทกภัยในโมดุล A1-A6 และ B1-B4 ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน พ.ศ.2548
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวภายหลังการพิจารณาคดีว่า สิ่งที่ตุลาการผู้แถลงคดีแถลงเป็นไปตามความคาดหมาย แต่คำตัดสินคดีที่จะมีขึ้นต่อไปจะสอดคล้องหรือไม่ต้องรอติดตาม
ส่วนนายประเชิญ คนเทศที่ปรึกษาชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กล่าวว่าหากเท่าที่ฟังรู้สึกเหมือนเป็นการยื้อเวลา ศาลไม่มีอำนาจหยุดยับยั้งโครงการฯ และชาวบ้านคนต้องเหนื่อยกันอีกแล้ว
คำถามของสายลม : ไกรภพ จันทร์ดี(กบ ไมโคร)
กบ ไมโคร "หรือไกรภพ จันทร์ดี โพส เพลง"คำถามของสายลม"ที่แต่งทั้ง เนื้อร้องทำนองพร้อมภาพประกอบ ความขัดแย้งระหว่างสีเหลือง-แดง ในยูทูฟ8/1/57 โดยเขียนทิ้งท้ายว่า เพลงนี้ไม่ได้ทำเพื่อการค้า หวังให้คนไทยผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งนี้ไปได้
ลือ “แจ๊ด”ลาออกราชการตำรวจทนแรงด่าไม่ไหว คุณแม่ขอร้อง
|
| ||||
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











