PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ไขปริศนา..ที่แท้รัฐบาลเผาไทย เวนคืนวังสระปทุมพระเทพฯ ทำทางด่วน


ที่มา FB: Tee Terapong 
วันที่ 27 มิ.ย.57 ไขปริศนา..ที่แท้รัฐบาลเผาไทยปูเน่า เวนคืนวังสระปทุมพระเทพฯ ทำทางด่วน
พลันที่ พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือ ท่านใหม่ ผู้ซึ่งเป็นพระโอรสลำดับที่ 4 ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เผยแพร่ข้อความผ่านโซเชี่ยลเน็ตเวร์ค ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงปลูกบ้าน โดยเป็นการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการซื้อที่ดินแปลงนี้
ข้อความดังกล่าว ความว่า “ ผมได้รับทราบเรื่องจากผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระเทพฯ มาว่า ท่านทรงซื้อที่ดินแปลงเล็ก ในจังหวัดเชียงใหม่ และท่านทรงรับสั่งว่า จะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ , ขอย้ำนะครับ ปลูกบ้าน ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว จึงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเอง , เหตุที่สมเด็จพระเทพฯ ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดิน ท่านรับสั่งว่าเขาจะได้มายึดไม่ได้ ผมได้ฟังแล้วรู้สึกตีบตันในลำคอ ขอบตาร้อนผ่าว
สงสารท่านเหลือเกินแล้ว พระบิดาทรงงานหนักเพื่อชาติและประชาชนมาตลอด แต่สุดท้ายจะไม่มีอะไรเหลือ ผมในฐานะปวงชนชาวไทย ขอกล่าวคำสัตย์สาบาน ด้วยชีวิต ณ ที่นี้ว่า ผมจะไม่ยอมให้มัน ไอ้ อี ผู้ใด มากระทำต่อพระองค์เยี่ยงนั้นได้ สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องธำรงอยู่คู่ประเทศไทย ตราบนานเท่านาน..ใครเล่าเหวยจะร่วมสู้กับกูบ้าง “..
ก็เกิดคำถามขึ้นในใจคนไทยทุกคน ว่าที่มาที่ไปเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ใครกลุ่มไหนกัน ที่กล้าอาจหาญกระทำการมิบังควรเช่นนี้ ก่อนจะมีคำเฉลยปริศนานี้ มาดูประวัติความเป็นมา “ วังสระสระปทุม “ ที่เป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อนว่ามีความสำคัญต่ออารยธรรมประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างไร
วังสระปทุม ตั้งอยู่บริเวณ ถ.พระรามที่ 1 และถนนพญาไท กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บริเวณเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยอาณาเขตทางด้านทิศเหนือ ติดคลองแสนแสบ ทิศตะวันออกติดคลองอรชร ริมวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทิศใต้ติด ถ.พระรามที่ 1 และทิศตะวันตกติดถนนพญาไท ปัจจุบันอยู่กลางย่านเศรษฐกิจที่คึกคัก ในเขตปทุมวัน
สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีพระราชดำริ จะพระราชทานที่ดินบริเวณถนนปทุมวัน หรือถนนพระรามที่ 1 ให้เป็นสถานที่สร้างวัง ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ พระราชโอรสซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
แต่เนื่องจากในขณะนั้นพระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา จึงยังไม่มีการสร้างพระตำหนักขึ้น ตราบกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) จึงได้พระราชทานสิทธิ์ในที่ดินให้เป็นของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ในเวลาต่อมา
หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าได้เสด็จออกมาประทับภายนอก พระบรมมหาราชวัง พระองค์โปรดฯ ที่ดินบริเวณนี้มาก ถึงแม้ว่าในขณะนั้นบริเวณประทุมวัน ถือว่าเป็นที่ดินที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญ รวมทั้งการคมนาคมก็ลำบากมาก
พระองค์ทรงเตรียมการปลูกพระตำหนัก เพื่อจะเสด็จมาประทับอยู่เป็นการถาวร โดยพระองค์ทรงคิดผังพระตำหนักเอง ทั้งเรื่องทิศทางการวางตำแหน่งของอาคาร เนื่องจากทรงมีความรู้เรื่องทิศทางลมและฤดูกาลเป็นอย่างดี ทรงใช้ก้านไม้ขีด หางพลูเรียงเป็นรูปร่างห้อง และให้หม่อมเจ้าจันทรนิภา เทวกุล เขียนร่างเอาไว้ และส่งให้สถาปนิกออกแบบถวายตามพระราชประสงค์
พระตำหนักใหญ่นี้จึงได้รับแสงแดดและมีการถ่ายเทอากาศได้ดี ห้องทุกห้องได้รับลมเสมอกัน ในระหว่างการก่อสร้างพระตำหนักนั้น พระองค์ได้เสด็จมาประทับ ณ พลับพลาไม้ริมคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นที่ประทับชั่วคราวบ่อย ๆ เมื่อพระตำหนักสร้างเสร็จแล้ว สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าได้เสด็จเข้าประทับ ณ วังสระปทุมเป็นการถาวรตราบจนเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2498
บริเวณโดยรอบวังในสมัยนั้นเดิมเป็นที่สวน สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดให้ปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น กล้วย มะม่วง ขนุน เป็นต้น โดยทรงนำผลผลิตต่าง ๆ ที่ได้นั้นสำหรับตั้งโต๊ะเสวย รวมทั้งพระราชทานผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นไปยังวังเจ้านายต่าง ๆ ส่วนที่เหลือ เช่น ใบตอง เชือกกล้วย กล้วยสุก ได้นำออกจำหน่ายได้รายได้ปีหนึ่ง ๆ เป็นเงินหลายร้อยบาท โดยส่วนหนึ่งพระองค์ ทรงใช้สำหรับเลี้ยงดูข้าราชบริพารและทะนุบำรุงวังสระปทุม
หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงสำเร็จการศึกษากลับมายังประเทศไทยแล้ว สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โปรดให้สร้างพระตำหนักขึ้นอีกหลังเพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระราชโอรส โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ได้ประทับอยู่พระตำหนักนี้จนสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2472
วังสระปทุมยังคงใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เรื่อยมาจนกระทั่งพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2538 หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสระปทุมให้เป็นที่ประทับของ “ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “ จนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน พื้นที่ของวังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกเป็นพื้นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นที่สงบเงียบ ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชนิด ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ให้เช่าทำศูนย์การค้าห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เช่น สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ สยามเซ็นเตอร์ และสยามพารากอน สำหรับพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพฯ นั้น ประกอบด้วยพระตำหนักและเรือนต่าง ๆ ดังนี้
พระตำหนักใหญ่เป็นตำหนัก 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน ทาสีเหลืองทั้งองค์พระตำหนัก โดยมีลักษณะเด่นอยู่ที่ฝาผนังใกล้เพดานชั้นบนซึ่งเป็นปูนปั้นรูปดอกไม้ ตั้งอยู่เกือบกลางของวังสระปทุม สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระตำหนักเขียว เป็นพระตำหนักแรก ที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับภายในวังสระปทุม สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2459 พระองค์จึงได้เสด็จประทับ ณ พระตำหนักแห่งนี้ พระตำหนักเขียวตั้งอยู่บริเวณริมคลองแสนแสบ เป็นพระตำหนักก่ออิฐถือปูน ทาสีเขียว เคยใช้เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์
เช่น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระมเหสีและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาประทับเมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดียังทรงพระเยาว์
พระตำหนักใหม่ หรือ พระตำหนักสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์
หลังจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่วังสระปทุมเป็นการถาวร ดังนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดให้สร้างพระตำหนักแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระราชโอรส
โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ทรงให้หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากรซึ่งทรงเคยรู้จักเมื่อประทับอยู่ต่างประเทศเป็นสถาปนิก โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2467 รูปแบบของพระตำหนักมีลักษณะเป็นแบบอังกฤษ สร้างอย่างประณีตและอยู่สบาย
พิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ (พระยศขณะนั้น) และคุณสังวาลย์ ตะละภัฏ (พระยศขณะนั้น) จัดขึ้น ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานและพระราชทานน้ำสังข์ นอกจากนี้ ยังมีการจดทะเบียนเป็นหลักฐานตามแบบแผนของทางการราชสำนักด้วย
หลังจากนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จออกในพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทรงรดน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรขึ้นเป็น "สมเด็จพระราชินี"
หลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จประทับ ณ วังสระปทุมแล้ว พระองค์ทรงระลึกถึงพระราชปรารภ แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชดำริว่าวังสระปทุมเป็นสถานที่สำคัญแห่งพระราชวงศ์และชาติ สมควรที่จะจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์จึงทรงจัดตั้ง "พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า" ขึ้นภายในวังสระปทุม
เพื่อเป็นแหล่งศึกษาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าอย่างถูกต้อง และครบถ้วน โดยทรงใช้พระตำหนักใหญ่ เป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ โดยสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการเปิด “พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551
ภายใน “พระตำหนักใหญ่” หรือ “พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” ได้จัดแสดงเป็นห้องต่างๆ ไว้เป็น 3 ช่วงเวลา ห้อง “ยุววัฒน์รัชกรณีย์” ภายในจัดแสดงอ่างสรงของในหลวง ที่ใช้สรงเมื่อทรงพระเยาว์ จดหมายลายพระหัตถ์ของพระบรมราชชนก จดหมายของสมเด็จย่า โทรเลขของสมเด็จพระพันวัสสา เป็นต้น
ต่อมาเป็นห้องที่จัดแสดงถึงช่วงแรก ซึ่งเป็นช่วงของการสร้างพระตำหนักแล้วเสร็จ และสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จฯ กลับจากต่างประเทศมาประทับอยู่ ซึ่งจัดแสดงใน “ห้องพิธี” และ “ห้องรับแขก” โดยในช่วงนี้ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอันเป็นมงคลยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ห้องที่จัดแสดงในช่วงที่สอง “ราชประดิพัทธภิษิต” เป็นช่วงที่สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงเสกสมรสและมีพระราชธิดาแล้วหนึ่งพระองค์ ทรงพาครอบครัวเสด็จฯ กลับจากประเทศอังกฤษและมาประทับอยู่ที่วังสระปทุมอีกวาระหนึ่ง การจัดสิ่งของเครื่องใช้ในห้องแสดงของพิพิธภัณฑ์ในช่วงนี้ ได้แก่ “ห้องเทา” และ “ห้องทรงพระอักษร”
ส่วนจัดแสดงในช่วงสุดท้าย “ราชกฤตย์กตัญญุตา” จัดแสดงใน “ห้องทรงพระสำราญ” “ห้องทรงนมัสการ” และ “ห้องพระบรรทม” เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระบรมราชชนกมีพระราชโอรสเพิ่มขึ้นอีก 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาแพทย์ เสด็จกลับจากสหรัฐอเมริกาพร้อมครอบครัว
นอกจากนี้บริเวณ “เฉลียงพระตำหนักใหญ่ชั้นบน” ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดที่จะประทับตรงเฉลียงบนหน้าห้องพระบรรทม ซึ่งปัจจุบันจัดเป็นห้องทรงนมัสการ เมื่อทรงตื่นบรรทมแล้วจะเสด็จออกมาประทับที่เฉลียงตลอดทั้งวัน และเสวยพระกระยาหาร ณ ที่นี่ด้วย ซึ่งบริเวณนี้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างยิ่ง
เนื่องจากเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีอันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า คือ ทรงเป็นประธานในพิธีราชาภิเษกสมรสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ทรงรับดอกไม้ธูปเทียนแพ และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์ และเจิมพระนลาฏแก่ทั้งสองพระองค์ ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ในทะเบียนสมรสและโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรลงนามในทะเบียนนั้น
ตรงข้ามวังสระปทุม เคยมีวังกลางทุ่ง หรือ วังวินเซอร์สยาม โดยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 กลุ่มคณะราษฎร ได้ตั้งใจทุบทำลายวังกลางทุ่งทิ้ง เพียงเพื่อต้องการสร้างสนามกีฬา ทั้งที่ห่างออกไปอีกไม่มากเป็นทุ่งนาแต่หลวงศุภ ไม่ยอม จงใจจะเอาวังนี้ให้ได้ สร้างความโทมนัส แก่พระพันวัสสาฯ ยิ่งนัก
ด้วยวังนี้ถือเป็นตัวแทนของพระราชโอรสของพระองค์ที่สวรรณคตขณะยังทรงพระเยาว์ พระองค์ได้ยินเสียงทุบวังทุกวัน ทุบวังก็เหมือนทุบตี รังแกหัวใจของพระองค์ จะเห็นได้ว่าภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นต้นมา นักการเมืองมีแต่รังแกเชื้อพระวงศ์ตลอดมา
แต่แล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันในยุคนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก เมื่อการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในสมัยรัฐบาลเลือกตั้งที่แล้ว มีการอ้างว่า เคยมีกรณีพิพาทกันตั้งแต่สมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2536 โดยในสมัย นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2539 ได้มีการจัดทํา ประชาพิจารณ์
เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ของรัฐกับประชาชนชุมชนบ้านครัว อันเนื่องมาจากโครงการทางด่วนแยกอุรุพงษ์ – ราชดำริ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยชาวชุมชนบ้านครัวได้ร่วมกับชุมชนเพื่อนบ้านใกล้เคียง ต่อสู้คัดค้านโครงการดังกล่าวมานานตั้งแต่สมัยที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ให้ใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อพิจารณาถึงความสมประโยชน์และความจำเป็นของโครงการ เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2536 โดยให้ตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นชุดหนึ่ง ทําหน้าที่ดำเนินการไต่สวนหา ข้อเท็จจริง และให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ประกาศชี้แจงแผนงาน เอกสารข้อเท็จจริง พร้อมทั้งขอมีส่วนร่วมในการไต่ถามและเสนอพยานหลักฐานและข้อมูลโต้แย้ง ตลอดจนให้การดำเนินการดังกล่าวกระทํา โดยเปิดเผยต่อสาธารณชน
หลังจากนั้น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 243/2536 ลงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2536 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาประโยชน์ของถนนรวมและกระจายการจราจรต่อระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ขึ้น โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วย 27 คณะกรรมการชุดนี้ได้ได้สรุปผลส่ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2536
โดยคณะกรรมการมีมติชี้ขาดว่า โครงการดังกล่าว “ ไม่เป็นประโยชน์กับการจราจร และไม่เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนบ้านครัว โดยภาระที่เกิดจะตกแก่ชุมชนบ้านครัวมากจนไม่เป็นธรรม “
ที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ยอมรับความเห็นของคณะกรรมการ โดยอ้างว่าข้อมูลที่คณะกรรมการนำมาพิจารณาเป็นข้อมูลเก่า จากข้อขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลให้ไม่สามารถหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าวได้ ทําให้ต้องมีการรับ ฟังความคิดเห็นรอบที่ 2 คณะกรรมการได้ยืนยันในมติเดิมว่า “ ควรยกเลิกโครงการ”
แต่คณะรัฐมนตรี กลับมีมติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2538 ให้ก่อสร้างต่อไปได้ โดยเลี่ยงลงไปในคลองเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด แม้ว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ รัฐบาลจะมีมติแย้งกับความเห็นของคณะกรรมการ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 สมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการดำเนินการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการรับ ฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีประชาพิจารณ์
มอบให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) ร่วมกับเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีการปรับปรุงชื่อเสียใหม่เป็น “ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับ ฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. ….” มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539
ระเบียบฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังการแสดงความคิดเห็นในปัญหา สำคัญของชาติที่มีข้อโต้เถียงหลายฝ่าย สำหรับ เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของรัฐในการดำเนินงาน อันมีผลกระทบต่อประชาชนและยังไม่มีข้อยุติ
และเรื่องดังกล่าวก็ชะลอเงียบหายไป 16 ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล จนต่อมาจู่ๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 สมัยรัฐบาลที่แล้วที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ได้ฉวยโอกาสช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ต่อเนื่องปี 2555 ที่ประชาชนกำลังสาละวนกับความเดือดร้อนน้ำท่วม แอบให้สภาออกกฎหมายเวณคืนที่ดิน โดยได้ออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ว่านั้น คือ เนื่องจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจเขตที่ดินเพื่อเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2550 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ – บางโคล่ ยังไม่แล้วเสร็จ
สมควรกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจและเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา บทบัญญัติและ มาตราสำคัญ มีดังนี้
มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554 ”
มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป
มาตรา 3 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้มีกำหนดสี่ปี
มาตรา 4 ที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการสร้างทางพิเศษ สายแจ้งวัฒนะ – บางโคล่
มาตรา 5 ให้ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตาม พระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา 6 เขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้ อยู่ในท้องที่เขตราชเทวีและเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มีส่วนแคบที่สุดสามร้อยห้าสิบเมตร และส่วนกว้างที่สุดหกร้อยเมตร ทั้งนี้ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
โอ้..อะไรนี้รัฐบาลประชาธิปไตย อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง แอบงุบงิบออกกฎหมายเวณคืนที่ดิน ไม่เว้นแม้แต่วังสระปทุม ของสมเด็จพระเทพฯ เป็นที่ดินพระราชทานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)
วังที่เคยประกอบพิธีทางประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึก เช่น พิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ (พระยศขณะนั้น) และคุณสังวาลย์ ตะละภัฏ (พระยศขณะนั้น) เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานและพระราชทานน้ำสังข์
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พระยศขณะนั้น) และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร (พระยศขณะนั้น) จัดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 โดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นองค์ประธาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ในทะเบียนสมรส และโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรลงนามในทะเบียนนั้น
เป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ในราชวงศ์จักรี และปัจจุบันยังเป็นที่ตั้ง “พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา อีกด้วย
นี่ยังไม่นับประวัติศาสตร์ทางความทรงจำ ที่ทรงคุณค่าต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีนาถ และเชื้อพระวงศ์อีกมากมาย ที่มิอาจพระเมินคุณค่าได้ ที่พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกายมาตลอด เพื่ออุทิศทรงงานให้กับราษฎร์ของพระองค์กว่า 64 ปี
จู่ๆ รัฐบาลเผาไทย ออกกฎหมายฉบับเดียว เพื่อเวณคืนวังสระปทุมเก่าแก่ และสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนอีกจำนวนมาก เพียงแค่เอาไปสร้างทางด่วนให้รถวิ่ง ให้กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ดำเนินการ เป็นการรังแกเบื้องสูงที่ทรงงานหนักเพื่อราษฏรมาทั้งชีวิต
แม้จะเปลี่ยนแนวทางด่วนก็ยังมิบังควรเลย และจริงๆ ไม่ควรเฉียดใกล้แต่แรกด้วยซ้ำ แล้วรัฐบาลที่อ้างว่ามาจากเลือกตั้งจากประชาชน กระทำมิบังควรกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแบบนี้ มันดีตรงไหน ?
@ เสธ น้ำเงิน3
https://www.facebook.com/topsecretthai
หมายเหตุ โปรดงดโพสลิ้งใดๆ ทุกชนิด / บทความจากแหล่งอื่นที่ทำให้เกิดความสับสนในเนื้อหากับผู้อ่าน / ออกความเห็นในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความตอนนี้ / โพสคำหยาบและภาพที่เกิดความแตกแยก / ให้ร้าย คสช./ นำข่าวลือจากที่อื่นมาโพส ฯลฯ ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาบล็อคเข้าเพจนี้

เบื้องหลัง"ท่านใหม่"'ไขปมรับสั่ง'พระเทพฯ' แฉหลักฐานเหตุ'เขาไม่ให้อยู่วัง'

ท่านใหม่'ไขปมรับสั่ง'พระเทพฯ' แฉหลักฐานเหตุ'เขาไม่ให้อยู่วัง'

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557, 18.31 น.

27 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือพระนามลำลองว่า “ท่านใหม่” เป็นพระโอรสลำดับที่ 4 ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา ทวิตข้อความผ่านทวีตเตอร์ชื่อ "@cyugala" จำนวน 6 ข้อความ กรณีที่ได้ทวิตข้อความเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงปลูกบ้าน โดยเป็นการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินแปลงนี้ ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว จึงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเองนั้น





ล่าสุดเมื่อประมาณ 45 นาทีที่ผ่านมา “ท่านใหม่” ได้ทวิตข้อความอีก 6 ข้อความสั้นๆ และซ้ำๆ กันว่า หลายคนคงสงสัยกรณีที่ทวิตข้อความเกี่ยวกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซื้อที่ดินเพราะเขาไล่ฉันไม่ให้อยู่วังว่า คนที่ไล่ไม่ให้อยู่วังนั้นเป็นใคร จึงขอไขปริศนาเรื่องนี้ และนี่คือสาเหตุที่สมเด็จพระเทพฯ มีรับสั่งจะปลูกบ้านโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

รายงานระบุว่า พล.ต.ม.จ.จุลเจิมได้นำเอกสารหลักฐานมาเผยแพร่ประกอบการทวิตข้อความหลายชิ้น พร้อมระบุว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชน

ข้อความที่พล.ต.ม.จ.จุลเจิมทวิตผ่านทวีตเตอร์

หลายท่านกังขาเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระเทพฯ ที่ผมนำมากล่าวถึงเมื่อวาน ว่า เขา ที่ผมพูดถึงเป็นใคร วันนี้ผมจะไขปริศนาให้ท่านหายกังขาครับ

เขาเป็นใคร ดูเองเถิดครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่านนะครับ

นี่คือสาเหตุที่ท่านมีรับสั่ง จะปลูกบ้าน โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และแม้ ณ วันนี้จะยกเลิกการเวนคืนดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม

เกี่ยวกับแนวเวนคืนที่ดินดังกล่าวเพื่อสร้างทางด่วน จำเป็นด้วยหรือครับที่จะต้องกำหนดให้ใกล้เขตพระราชฐาน โดยเฉพาะ วังสระปทุม

http://www.naewna.com/politic/110090
///////////////////
Poramate Minsiri
27มิ.ย.57 ·
ข้อความที่พล.ต.ม.จ.จุลเจิมทวิตผ่านทวิตเตอร์ ล่าสุด
=====================================
หลายท่านกังขาเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระเทพฯ ที่ผมนำมากล่าวถึงเมื่อวาน ว่า เขา ที่ผมพูดถึงเป็นใคร วันนี้ผมจะไขปริศนาให้ท่านหายกังขาครับ
เขาเป็นใคร ดูเองเถิดครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่านนะครับ
นี่คือสาเหตุที่ท่านมีรับสั่ง จะปลูกบ้าน โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และแม้ ณ วันนี้จะยกเลิกการเวนคืนดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม
เกี่ยวกับแนวเวนคืนที่ดินดังกล่าวเพื่อสร้างทางด่วน จำเป็นด้วยหรือครับที่จะต้องกำหนดให้ใกล้เขตพระราชฐาน โดยเฉพาะ วังสระปทุม
http://www.naewna.com/politic/110090
======================================
ประเด็นคือ
1. พระราชบัญญัติฉบับนี้ นส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
2. การเวนคืนต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ให้ในหลวงทรงโปรดเกล้า
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2554/A/096/13.PDF
3. ม.จ.จุลเจิม ยุคล เขียนมาล่าสุดนี้ ท่านทราบว่าการเวนคืนนี้ใกล้เขตพระราชฐาน แต่ไม่ได้เวนคืนวังสระปทุม สอดคล้องกับที่การทางพิเศษเคยให้ข่าวไว้ทั้งแต่ปี 2555
กทพ.ชี้การต่อ พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดิน ราชเทวี-ปทุมวัน เพื่อสร้างทางลงราชดำริเป็นขั้นตอนปกติ ยันไม่กระทบ วังสระปทุม-สยามพารากอน-เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 3 มกราคม 2555 http://bit.ly/tLoPdH
4. ม.จ.จุลเจิม ยุคล ไม่ได้เฉลยตรงๆว่า "เขา" คือใคร ให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณเอาเอง...
ผมพยายามจะคิดว่า เขา คือใคร แต่ยิ่งคิดยิ่งสับสนครับ แต่ก็ยังดีที่ท่านแง้มมาแล้วว่าเป็นประเด็นไหน
ฝากท่านช่วยบอกให้ชัดๆเลยได้ไหมครับว่า เขา คือ ใคร? ผมคิดไป(แดน)ไกล แล้วนะ


////////////
เวนคืนวังสระปทุมมีผลวันนี้ นายกปูแดงลงนามรับสนองฯ
1 มกราคม 2012 โดย แคน ไทเมือง

ผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันนี้  ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๔

มีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจเขตที่ดินเพื่อเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน

ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ – บางโคล่ ยังไม่แล้วเสร็จ
สมควรกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจและเพื่อ

ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่แน่นอน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

บทบัญญัติและ มาตราสำคัญ มีดังนี้

 มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

มาตรา ๓ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับได้มีกำหนดสี่ปี

มาตรา ๔ ที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการสร้างทางพิเศษ สายแจ้งวัฒนะ – บางโคล่

มาตรา ๕ ให้ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตาม พระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา ๖ เขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้ อยู่ในท้องที่เขตราชเทวีและเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มีส่วนแคบที่สุดสามร้อยห้าสิบเมตร และส่วนกว้างที่สุดหกร้อยเมตร ทั้งนี้

ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา ๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี


ประกาศในราชกิจานุเบกษา (คลิก)

เรืองเดิม

อ้างมา

ทางด่วนเวนคืนที่ดินกลางกรุง ราชเทวี-ปทุมวัน ชุมชนบ้านครัวโดนด้วย
การทางพิเศษแห่งประเทศไทยรับ ผิดชอบการเวนคืนที่ดินบริเวณเขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ สร้างทางด่วยสายแจ้งวัฒนะ- บางโคล่ เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค.นี้ ผ่านซอยพญานาคซึ่งเป็นที่ตั้ง

ของชุมชนบ้านครัวผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2551 กำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่เขตราชเทวี และเขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เพื่อสร้างทาง

การพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ มีผลเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 ใช้บังคับนาน 4 ปี โดยให้ผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน มีส่วนที่แคบที่สุดสามร้อยห้าสิบเมตรและ

ส่วนที่กว้างที่สุดหกร้อยเมตร โดยพื้นที่ที่ถูกเวนคืนเริ่มตั้งแต่ ถ.พระราม 6 ตัดตรงผ่านซ.พญานาค ทะลุถ.ราชปรารภบรรจบทางพิเศษเฉลิมมหา นคร บริเวณถนนเพลินจิตตัดกับถนนวิทยุสำหรับ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เนื่องจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยไห้ทํา การสำรวจเขตที่ดินเพื่อเวนคืนตามพ.ร.ก. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตราช

เทวีและเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2546 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ- บางโคล่ ยังไม่แล้วเสร็จ สมควรกำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตราชเทวีและเขตปทุมวัน

กรุงเทพฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับ มอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทําการสำรวจเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จะต้องเวนคืนที่แน่นอน จึงจำเป็นต้องตราพ.ร.ก.นี้

รายงานข่าวว่าการเวนคืนที่ดินสร้างทางพิเศษยังครอบคลุมพื้นที่ชุมชนบ้านครัว ซึ่งเคยมีกรณีพิพาทกันตั้งแต่สมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2536 โดยในสมัย นายชวน

หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2539 ได้มีการจัดทํา ประชาพิจารณ์ เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ของรัฐกับประชาชนชุมชนบ้านครัว อันเนื่องมาจากโครงการทางด่วนแยกอุรุพงษ์ –

ราชดำริ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยชาวชุมชนบ้านครัวได้ร่วมกับชุมชนเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่อสู้คัดค้านโครงการดังกล่าวมานานกว่า 16 ปีตั้งแต่สมัยที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งรับผิดชอบการทางพิเศษแห่งประเทศไทยให้ใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อพิจารณาถึงความสมประโยชน์และความจำเป็นของโครงการ เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.

2536 โดยเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นชุดหนึ่ง ทําหน้าที่ดำเนินการไต่สวนหา ข้อเท็จจริง และให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประกาศชี้แจงแผนงาน เอกสารข้อเท็จจริง พร้อมทั้ง

ขอมีส่วนร่วมในการไต่ถามและเสนอพยานหลักฐานและข้อมูลโต้แย้ง ตลอดจนให้การดำเนินการดังกล่าวกระทํา โดยเปิดเผยต่อสาธารณชน และเสนอผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือ

รัฐบาลตัดสินชี้ขาดอีกครั้ง โดยไม่ผูกพันตามความคิดเห็นของฝ่ายใด แต่ให้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนและครบถ้วน

หลังจากนั้น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 243/2536 ลงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2536 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาประโยชน์ของถนนรวมและกระจายการจราจรต่อ

ระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ขึ้น โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วย27คณะกรรมการชุดนี้ได้ได้สรุปผลส่ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2536 โดยคณะกรรมการมีมติชี้ขาดว่า

โครงการดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์กับการจราจร และไม่เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนบ้านครัว โดยภาระที่เกิดจะตกแก่ชุมชนบ้านครัวมากจนไม่

เป็นธรรม แต่เงื่อนไขของโครงการนี้คือ หากรัฐบาลตัดสินใจไม่สร้างจะต้องเจรจาขอแก้ไขสัญญากับบริษัททางด่วนกรุงเทพจำกัด (มหา ชน) (BECL) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่รัฐทํา สัญญาด้วยเสียก่อน

จึงทําให้ฝ่ายการเมืองตัดสินใจใด ๆ ออกมา ในขณะที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไม่ยอมรับความเห็นของคณะกรรมการ โดยอ้างว่าข้อมูลที่คณะกรรมการนำมาพิจารณาเป็นข้อมูลเก่าจากข้อขัด

แย้งดังกล่าวส่งผลให้ไม่สามารถหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าวได้ ทําให้ต้องมีการรับ ฟังความคิดเห็นรอบที่ 2 คณะกรรมการได้ยืนยันในมติเดิมว่าควรยกเลิกโครงการ แต่คณะรัฐมนตรีกลับมีมติเมื่อวันที่

28 มีนาคม พ.ศ. 2538 ให้ก่อสร้างต่อไปได้ โดยเลี่ยงลงไปในคลองเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด แม้ว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ รัฐบาลจะมีมติแย้งกับ

ความเห็นของคณะกรรมการ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ได้มีการดำเนินการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการรับ ฟังความคิดเห็นของ

ประชาชนโดยวิธีประชาพิจารณ์ ระเบียบฉบับนี้มีที่มาจากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

ได้แต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับ ปรุงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการเมือง”ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้พิจารณา

และอนุมัติหลักการร่างระเบียบดังกล่าว และมอบให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) ร่วมกับเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาในรายละเอียด ทั้งสองท่านได้พิจารณา

ร่างระเบียบและได้ปรับปรุงชื่อเสียใหม่เป็น “ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับ ฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. ….” หลังจากนั้นสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้

นำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 ระเบียบฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังการแสดงความคิดเห็นในปัญหา สำคัญของชาติที่มีข้อโต้เถียงหลายฝ่าย สำหรับ เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของรัฐในการดำเนินงาน อันมีผลกระทบต่อ

ประชาชนและยังไม่มีข้อยุติ

'ท่านใหม่'ไขปมรับสั่ง'พระเทพฯ' แฉหลักฐานเหตุ'เขาไม่ให้อยู่วัง'

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557, 18.31 น.
27 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล หรือพระนามลำลองว่า “ท่านใหม่” เป็นพระโอรสลำดับที่ 4 ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา ทวิตข้อความผ่านทวีตเตอร์ชื่อ "@cyugala" จำนวน 6 ข้อความ กรณีที่ได้ทวิตข้อความเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงปลูกบ้าน โดยเป็นการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินแปลงนี้ ท่านรับสั่งว่า ไม่ปลูกวัง เพราะต่อไปเขา ( เขา??? ) จะไล่ฉัน ไม่ให้อยู่วังแล้ว จึงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อเองนั้น
ล่าสุดเมื่อประมาณ 45 นาทีที่ผ่านมา “ท่านใหม่” ได้ทวิตข้อความอีก 6 ข้อความสั้นๆ และซ้ำๆ กันว่า หลายคนคงสงสัยกรณีที่ทวิตข้อความเกี่ยวกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซื้อที่ดินเพราะเขาไล่ฉันไม่ให้อยู่วังว่า คนที่ไล่ไม่ให้อยู่วังนั้นเป็นใคร จึงขอไขปริศนาเรื่องนี้ และนี่คือสาเหตุที่สมเด็จพระเทพฯ มีรับสั่งจะปลูกบ้านโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
รายงานระบุว่า พล.ต.ม.จ.จุลเจิมได้นำเอกสารหลักฐานมาเผยแพร่ประกอบการทวิตข้อความหลายชิ้น พร้อมระบุว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชน
ข้อความที่พล.ต.ม.จ.จุลเจิมทวิตผ่านทวีตเตอร์
หลายท่านกังขาเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระเทพฯ ที่ผมนำมากล่าวถึงเมื่อวาน ว่า เขา ที่ผมพูดถึงเป็นใคร วันนี้ผมจะไขปริศนาให้ท่านหายกังขาครับ
เขาเป็นใคร ดูเองเถิดครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่านนะครับ
นี่คือสาเหตุที่ท่านมีรับสั่ง จะปลูกบ้าน โดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และแม้ ณ วันนี้จะยกเลิกการเวนคืนดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม
เกี่ยวกับแนวเวนคืนที่ดินดังกล่าวเพื่อสร้างทางด่วน จำเป็นด้วยหรือครับที่จะต้องกำหนดให้ใกล้เขตพระราชฐาน โดยเฉพาะ วังสระปทุม

////////

ข้าวหายที่ปทุมธานี

ข้าวร้อนๆ.....
วันนี้ ในขณะที่ ทหารและทีมตรวจสอบสต๊อกข้าว กำลังอบรม อยู่ที่มณฑลทหารบกที่ ๑๓ ลพบุรี อยู่ เพราะสัปดาห์หน้า ทหารที่ได้รับการอบรม นี้จะออกตรวจสอบ โกดังข้าว ทั่วประเทษ ตามคำสั่ง คสช.แล้ว....แต่ก็มีเรื่องข้าวร้อนๆ ขึ้นที่ปทุมธานี เมื่อ กรมทหารราบที่๒ รักษาพระองค์( ร.๒รอ.) หน่วยบูรพาพยัคฆ์ ที่ได้รับมอบหมายจาก กกล.รส. ให้ดูแลพื้นที่ จ.ปทุมธานี ที่สามารถทำงานมวลชนได้สำเร็จ เข้าไปอยู่กับชาวบ้าน สร้างสัมพันธ์ ความเข้าใจ จนที่สุด ชาวบ้านก็ แจ้งให้ทราบว่า ข้าวในโกดัง หายไป เพราะแอบมีการขนออกไป ในช่วง ๒สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เพราะรู้ว่าทหารจะมาตรวจสต๊อกข้าว และจะยึดไว้ทั้งหมด จนบ่ายวันนี้ ผู้การโต พันเอก สุขสรรค์ หนองบัวล่าง ผบ.ร.๒รอ. ได้นำกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกเข้าตรวจสอบโกดัง ของบริษัท ฟีนิกซ์ อะกริเทค ฯ ที่ ต.บางกระดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี
พันเอก สุขสรรค์ ระบุว่า ได้รับการแจ้งข่าวจากชาวบ้าน จึงเข้ามาตรวจสอบ แล้วพบว่า ข้าวที่มีราว ๑.๓ แสนกระสอบ หายไป ๙.๑ หมื่นกระสอบ โดยมีการใช้นั่งร้าน มาบัง อำพราง ตบตาไว้ และจากการตรวจสอบ พบว่าเป็นข้าวคุณภาพต่ำ โดยในสัปดาห์หน้าจะมีทีมงานตรวจสอบที่มีความรู้ต่างๆมาตรวจสอบโดยเฉพาะ เพราะต้องมาดู คุณภาพของข้าว กับราคาที่รับจำนา และตรวจสอบทุกกระสอบเลยว่า เป็นข้าวสาร หรือไม่ หรือว่า อาจจะเป็นทรายผสมหรือไม่
“ทางตำรวจก็ต้องสืบสวนสอบสวน และร่วมกับทางบริษัท ว่า จะตามหา คนที่ขโมยนำข้าวออกไปเป็นใคร เพราะมีรายงานว่า มีการนำออกไป ก่อนที่จะมีการจัดระเบียบข้าว ของคสช. ที่มีการประกาศจะให้ทหารมาตรวจสต๊อกข้าว ซึ่งก็มีพยานและหลักฐาน” ผบ.ร.๒รอ. กล่าว

ปปง.บุกยึดอายัดทรัพย์700ล้านโกงภาษีแวต

วันที่ 27 มิถุนายน 2557 เวลา 09.00 น. พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. แถลงข่าวการยึดและอายัดทรัพย์สินคดีฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีการยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 780 ล้านบาท ภายหลังนำพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. เข้าตรวจค้นบ้านพักซึ่งตั้งอยู่ที่ ซอยแจ้งวัฒนะ 10 หลักสี่ กรุงเทพฯ บ้านพักซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแกรนด์บางกอกบูเลอวาร์ด จังหวัดนนทบุรี ห้องชุดซึ่งตั้งอยู่ที่เกรสไอวอรี่ สาทร กรุงเทพฯ และ โรงแรมเดอะฮิลล์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

แม่สุทินยื่นหนังสือเร่งรัดคดีตายต่อรองผบ.ตร.

นางสาโรจ ธราทิน มารดาของ นายสุทิน ธราทิน แกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน (กคป.)
เดินทางมาเข้าพบ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.(ปป) เพื่อยื่นหนังสือสอบถามความคืบหน้าถึงคดีที่คนร้ายใช้อาวุธปืนสังหารบุตรชาย บริเวณหน้าวัดศรีเอี่ยม เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา
เนื่องจากคดีไม่มีความคืบหน้า หลังเกิดเหตุมากว่า 6 เดือน โดย พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า พร้อมเร่งรัดคดีดังกล่าว..
ซึ่งในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดชุดลงไปดูแลคดีนี้โดยเฉพาะ โดยมอบให้ พล.ต.ท.ชัยยง กีรติขจร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ลงไปสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม และให้ พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ลงไปดูสำนวนการสอบสวนที่ทำไว้
แต่ยืนยันว่า การทำสำนวนคดีที่ผ่านมา ครบถ้วนสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง มีแนวทางการสืบสวนชัดเจนถึงกลุ่มคนที่ก่อเหตุจำนวนมาก
แต่ในส่วนของที่มาและผู้ที่อยู่เบื้องหลัง จะต้องใช้เวลาในการสืบสวน
ทั้งนี้ จะมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ในเส้นทางที่กลุ่มคนร้ายก่อเหตุ และจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง
Cr@Newsorry Chabushi @innews.

จาตุรนต์ ฉายแสง:ความเห็นสืบเนื่องจากการเสวนาที่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ


ความเห็นสืบเนื่องจากการเสวนาที่เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ
สวัสดีครับ เห็นข่าวการเสวนาทางวิชาการที่สถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้นเมื่อวานนี้ในหัวข้อ"นำเสนอประเด็นการอภิปราย การปฏิรูปประเทศไทย: ดุลแห่งอำนาจ"เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตและเมื่อเห็นเนื้อหาโดยย่อที่พูดกันแล้ว รู้สึกว่าน่าสนใจจนต้องขอพักการพูดเรื่องการปฏิรูปประเทศโดยรวมไว้ชั่วคราวก่อนเพื่อจะได้แสดงความเห็นในเรื่องที่เขาเสวนากันนี้เสียสักหน่อย
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความชื่นชมที่ได้มีการเสวนาในครั้งนี้ขึ้นเพราะทำให้มีบรรยากาศทางวิชาการเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว เนื้อหาที่พูดกันก็เป็นเนื้อหาที่ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์ อย่าน้อยที่สุดก็จะเป็นการจุดประกายความคิดและเป็นการเปิดประเด็นให้สังคมไทยโดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง สนใจได้คิดกันต่อไป
แต่ที่มากกว่านั้นก็คือรู้สึกแปลกใจที่สถาบันพระปกเกล้าฯเชิญนักวิชาการที่พูดอะไรอย่างตรงไปตรงมาและมีสาระดีมากมาพูดเสวนากันในโอกาสอย่างนี้ที่หลายคนคงคาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะประเด็นที่วิทยากรเหล่านั้นพูดกันล้วนเป็นประเด็นที่แหลมคมสอดคล้องกับปัญหาที่สังคมไทยเผชิญมาและจะต้องขบคิดกันต่อไป
มีประเด็นหลายประเด็นที่น่าสนใจที่พูดกันเช่นเรื่องของดุลอำนาจระหว่างฝ่าายต่างๆรวมทั้งองค์กรอิสระ ปัญหาที่แท้จริงและทางออก
ความจำเป็นที่จะต้องเปิดรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง มีคำถามตรงไปตรงมาจากวิทยากรบางท่านว่าจะเอาประชาธิปไตยกันหรือไม่และยังมีข้อเสนอให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ช้อเสนอที่พอได้ยินกันมาบ้างแล้วและได้นำมาเสนอในครั้งนี้อย่างน่าสนใจคือการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ระหว่างสส.กับรมต.รวมทั้งข้อเสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง กับข้อเสนอที่ต้องถือว่าเป็นยาแรงเลยทีเดียวคือข้อเสนอให้โละศาลรัฐธรรมนูญออกไป
เสียดายที่ผมไม่ได้ไปฟังการเสวนาครั้งนี้ด้วยจึงไม่ทราบสาระรายละเอียด แต่ก็จะพยายามขอข้อมูลที่ฝ่ายจัดการเสวนาได้จดบันทึกไว้เพื่อจะได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องเหล่านี้ต่อไป
แต่เนื่องจากการเสวนาครั้งนี้ดูจะเน้นในเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็น ผมจึงจะขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้บ้างเพื่อให้ผู้สนใจได้นำไปคคิดและแลกเปลี่ยนกันต่อไป
ผมคิดว่าในการจะคิดกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีเนื้อหาอย่างไร เราควรจะทำความเข้าใจสถานะล่าสุดของรัฐธรรมนูญปี 50 ก่อนที่จะถูกยกเลิกไปกันสักหน่อย รัฐธรรมนูญปี 50 นี้ร่างขึ้นมาโดยเนติบริกรที่คณะรัฐประหารเมื่อปี 49 ได้ตั้งขึ้น เนื้อหาสำคัญคือการเพิ่มบทบาทของฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระซึ่งก็มีที่มาจากคณะรัฐประหารบ้าง ฝ่ายตุลาการบ้าง กลไกเหล่านี้มีอำนาจและบทบาทอย่างสำคัญในการถ่วงดุลกับอำนาจของประชาชนที่ใช้อำนาจของตนในการเลือกตั้ง นั่นก็คือการตัดสินของประชาชนจากการเลือกตั้งมักถูกหักล้างไปโดยง่ายโดยกลไกตามรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรงต่อเนื่องกันมา
ฝ่ายที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญอย่างนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยก็พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็พยายามปกป้องรักษารัฐธรรมนูญไว้ไม่ให้ใครแก้ได้ ในกระบวนการที่มีการยื้อยุดกันไปมาเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญนี้ องค์กรที่มีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องและกำหนดเรื่องทั้งหมดอย่างมากก็คือศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยหลายครั้งจนมีผลเป็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นรายมาตราหรือทั้งฉบับไม่สามารถทำได้ ไม่เพียงเท่านั้นการพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแท้ๆยังถูกวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันเป็นขบถ เป็นการล้มล้างการปกครองฯและเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามาบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ยิ่งไปกว่านั้นการวินจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในตอนท้ายๆก่อนที่รัฐธรรมนูญจะถูกยกเลิกไปยังมีผลทำให้คณะรัฐมนตรีเกือบจะทำอะไรไม่ได้ จะทำอะไรก็อาจจะกลายเป็นผิดกฎหมายร่วมกันไปหมด
ส่วนรัฐสภาก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันหรืออาจพูดได้ว่าแย่ยิ่งกว่านั้นไปอีกคือแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ เสนอกฎหมายบางประเภทไม่ได้ การประชุมก็ไม่สามารถใช้ข้อบังคับของตนเองได้อย่างเป็นอิสระ ทั้งประธานสภาและสมาชิกสภาจะไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรทำได้ ไม่ได้และจะถูกถอดถอนกันเมื่อไรทั้งที่ก็ประชุมกันตามข้อบังคับและประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ผู้ที่วิเคราะห์ปัญหาของรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้จะเห็นว่าไม่มีทางทำอะไรกับรัฐธรรมานูญปี 50 นี้เสียแล้ว เมื่อจะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ก็คงจะมีความเห็นจำนวนมากที่พร้อมจะเสนอดังเช่นที่วิทยากรในการเสวนาได้เสนอไปบ้างแล้ว
ถ้าจะสรุปสั้นๆ ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ลดทอนอำนาจของประชาชนไปอย่างมากมายเหมือนรัฐธรรมนูญปี 50
ให้มีการถ่วงดุลอำนาจกันอย่างเหมาะสมระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสามและโดยเฉพาะจะต้องกำหนดที่มาและจัดวางอำนาจหน้าที่และบทบาทขององค์กรอิสระอย่างเหมาเละสมกว่าที่ผ่านมา
ที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคือการเลือกตั้งที่จะจัดให้มีขึ้น จะต้องเป็นการเป็นการเลือกตั้งที่มีผลทางปฏิบัติจริง มีความหมายอย่างการเลือกตั้งในอารยะประเทศจริงๆ ไม่ใช่เป็นการเลือกตั้งแบบสักแต่พอให้มีเป็นพิธี
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ายังมีความเห็นแตกต่างของอีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่มักปกป้องรัฐธรรมนูญปี 50 ขณะเดียวกันก็เสนอปัญหาของรัฐธรรมนูญหรือระบบการปกครองที่เป็นมาก่อนการรัฐประหาร ถึงขั้นที่เสนอให้มีการปฏิรูปกฎกติกาต่างๆเกี่ยวกับการเลือกตั้งเสียใหม่บ้าง ให้ปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งบ้างหรือกระทั่งเสนอให้ปฏิรูปประเทศในทุกด้านเสียก่อนจึงค่อยให้มีการเลือกตั้ง
ตัวอย่างแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอมาเป็นระยะๆก็คือระบบรัฐสภาที่จะให้มีสส.มาจากการแต่งตั้ง หรือจะให้มีสว.จากการแต่งตั้งทั้งหมด แล้วให้สว.เหล่านั้นสามารถลงมติในเรื่องสำคัญๆร่วมกับสส.ได้ด้วย ซึ่งก็จะหมายความว่าการเลือกตั้งจะไม่มีผลในทางที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นรัฐบาลอีกต่อไป
กล่าวได้ว่าผู้ที่มีความเห็นไปในทางนี้ต้องการแก้รัฐธรรมนูญไปในอีกทิศทางหนึ่งและเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับฝ่ายที่ผมใช้คำว่าฝ่ายประชาธิปไตยนั่นเอง
จะเห็นได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้กำลังจะเริ่มจากจุดที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางความคิดอยางชนิดที่เรียกว่าสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
ณ เวลานี้ ผมคงยังไม่เน้นที่จะเสนอว่ารัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นอย่างไร แต่ที่อยากจะเสนอก็คือในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถ้าเราต้องการให้ได้รัฐธรรนูญที่ดี ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่จะเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งในสังคมอย่างที่ผ่านมาในอดีตแล้ว จำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการที่เปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็จากทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง ในเรื่องสำคัญๆบางเรื่องที่เห็นต่างกันมากๆ บางทีเราอาจต้องนำเอากลไกการลงประชามติมาใช้เพื่อหาข้อยุติไปตามเสียงข้างมากของสังคมก็น่าจะเป็นประโยชน์
ส่วนข้อเสนอจากการเสวนาหลายข้อล้วนน่ารับฟัง ที่อยากนำมาย้ำก็คือเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ควรจะจัดให้มีการลงประชามติทั่วประเทศ
ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับควรทำประชมมติ คำวินิจฉัยนั้นก็ยังอยู่ และศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือครับ
ว่าจะพยายามไม่เขียนอะไรยาว แต่เรื่องที่เขียนไปนี้ ถ้าสั้นก็ไม่ได้ใจความครับ

2 องค์กรวิชาชีพสื่อยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่องความห่วงใยในคำสั่ง เรื่อง การติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ ต่อ คสช.

(27/6/57) 2 องค์กรวิชาชีพสื่อยื่นจดหมายเปิดผนึก เรื่องความห่วงใยในคำสั่ง เรื่อง การติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ ต่อ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ และประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ
องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ และประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ เรื่อง ความห่วงใยในคำสั่ง เรื่อง การติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ โดยมีรายละเอียดดังนี้
จดหมายเปิดผนึก
เรื่อง ความห่วงใยในคำสั่ง เรื่อง การติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ
เรียน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ
และประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ
ตามที่ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ ให้มีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง ติดตาม และตรวจสอบ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีการบิดเบือน ยุยง ปลุกปั่น อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ อีกทั้งระงับยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใด ๆ อันเป็นเท็จ หรือส่อไปในทางหมิ่นประมาท หรือสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์รัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พร้อมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน และสื่อสารมวลชนประเภทต่าง ๆ ให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ และการดำเนินการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามที่ปรากฎเป็นข่าวแล้วนั้น
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มีความเห็นและข้อเสนอแนะต่อหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คสช. ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ ดังนี้
1 . ข่าวสารข้อมูลตามคำสั่ง คสช. (เฉพาะ) ที่ 12/2557 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ที่คณะกรรมการฯ นำมาใช้เป็นอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง ติดตาม และตรวจสอบนั้น สมาคมนักข่าวฯทั้ง 2 สมาคมขอแจ้งว่า เป็นเรื่องที่องค์กรสื่อ โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ประพฤติปฏิบัติอยู่แล้วตามธรรมนูญและข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สมาคมนักข่าวฯ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ รวมทั้งข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ตลอดจนแนวปฏิบัติขององค์กรสื่อแต่ละองค์กรอยู่แล้ว
2. สิ่งที่สมาคมนักข่าวฯทั้ง 2 สมาคมมีความห่วงใย คือแนวทางปฏิบัติของผู้นำคำสั่งของคณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารฯ ไปดำเนินการยังขาดความชัดเจน ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คมชัดลึก และสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย ได้มีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเข้าไปในกองบรรณาธิการ เพื่อสั่งระงับยับยั้งการนำเสนอข่าวของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ประกาศก่อตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ทั้งนี้เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้ จากการนำเสนอข่าวเรื่องนี้ของสื่อมวลชน ได้ทำให้สังคมรับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้องและมีข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์ของขบวนการเสรีไทย อันเป็นการย้ำถึงวิจารณญาณของประชาชนโดยส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี
3. ด้วยเหตุนี้ สมาคมนักข่าวฯทั้ง 2 สมาคม จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารฯ จัดทำแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจนร่วมทั้งแนวทางการกำกับดูแล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสมแก่สภาพการณ์ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อแสดงการเคารพต่อวิจารณญาณของประชาชนคนไทยโดยส่วนใหญ่
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
27 มิถุนายน 2557

รายการ The Great Seminar โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวข้อ " เดินหน้า...



รายการ The Great Seminar โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวข้อ " เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย " ต้องแก้คอร์รัปชั่น-การศึกษา-โครงสร้างเศร­ษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก กับ ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้อีกไกลหรือไม่ ออกอากาศเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.57 เวลา 20.00-21.00 น. ทางช่อง Smart SME ช่อง True 49,72 และ PSI True Tv 49

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ : เอาความสุข ของ "ประชาชน" คืนมา...!!

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ : เอาความสุข ของ "ประชาชน" คืนมา...!!

วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 11:08:24 น.

ภาพ : dusit.ac.th 




หลายปีที่ผ่านมาคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า "ความสุขที่แท้จริง" ของคนไทยไม่มีใครได้เห็นเลย...!! โดยเฉพาะความสุขจากการได้เห็นบ้านเมืองอยู่อย่างสงบสุข คนไทยมีความรักความสามัคคีกัน เพราะความสุขดังกล่าวนั้นได้ถูกการเมืองปล้นชิงไป "จนความสุขเหือดหายไปจากสังคม" บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้งแตกแยก ประชาชนต้องทนทุกข์ ต้องทนเห็นเพื่อนร่วมชาติต่อสู้ แก่งแย่ง ชิงอำนาจของนักการเมือง โดยเอาประชาชนเป็น "ตัวประกัน" มาอย่างยาวนาน

แต่การตัดสินใจทำรัฐประหารของ คสช.นั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้การเมืองที่สับสนวุ่นวายยุติลงเท่านั้น ยังอาสาเอาความสุขที่เหือดหายไปจากสังคมกลับคืนมาอีกด้วย แต่จะเป็น "ความสุขเฉพาะหน้า"...หรือ "ความสุขที่ยั่งยืน" ก็ต้องดูกันยาวๆ ต่อไป

ตลอดเวลาที่ คสช.เข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่การประกาศกฎอัยการศึก จนถึงการรัฐประหาร แม้ว่าจะเป็นการดำเนินการที่ได้รับทั้งการชื่นชมและต่อต้าน แต่จากพื้นฐานความสัมพันธ์ดั้งเดิมระหว่าง "ทหารและสังคม" ที่ดูเหมือนจะมีความใกล้ชิดสนิทสนม โดยเฉพาะทหารเกณฑ์ซึ่งเป็นลูกหลานชาวบ้าน ยิ่งทำให้ทหารกลายเป็นเนื้อเดียวกับประชาชนคนไทยอย่างแนบแน่น

การปฏิบัติหน้าที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพแก่พี่น้องประชาชนในถิ่นกันดารห่างไกลจากสถานพยาบาล ภารกิจของเหล่าทหารแพทย์ หรือ "หมอทหาร" ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลจากแพทย์-พยาบาลในหน่วยงานสาธารณสุขได้ การช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประเทศประสบวิกฤตปัญหาต่างๆ เช่น น้ำท่วม หรือแม้แต่การช่วยเหลือสังคมในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ตามนโยบายกองทัพ เช่น การขุดลอกคูคลอง ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจ เชื่อใจต่อทหาร ในฐานะที่พึ่งของสังคมอีกมิติหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อทหารอาสาเป็นตัวตั้งตัวตีในการขับเคลื่อนประเทศโดยการรัฐประหาร เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการดูแลประเทศ ย่อมทำให้แม้จะเกิดแรงต่อต้าน แต่ก็มีแรงหนุนที่ทำให้ ณ วันนี้ คสช.สามารถขับเคลื่อนประเทศจนสามารถสร้างความสงบและความสุขให้แก่สังคมไทยได้ แม้จะยังไม่เต็ม 100 แต่ก็พอทำให้คนในสังคมพอจะ "ยิ้มออก" ไม่ต้อง "ยิ้มทั้งน้ำตา...ยิ้มแบบกล้ำกลืน" อันเป็นรอยยิ้มประทับอยู่บนใบหน้าคนไทยตลอด "ห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางการเมือง"
(คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้ประเทศเต็มไปด้วยปัญหาอื่นๆ เป็นสิ่งที่ฉุดคร่าความสุขในการดำรงชีวิตโดยตรง เพราะเมื่อทุกอย่างมีแต่ปัญหา ความสุขหายไป หมดไป ที่ผ่านมาใครเอา "ความสุข" ไปหมด ก็คงไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาว)

ภารกิจในการบริหารประเทศ ภายใต้แนวคิด "คืนความสุขให้กับประชาชน" จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ คสช.ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวที่เน้นการวางนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งแก้ปัญหาที่ค้างคา การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การปราบปรามกลุ่มอิทธิพล ยาเสพติด การพนัน หวยและโต๊ะบอลเถื่อน ที่จะทำให้เกิดความสงบสุขของสังคม รวมถึงการจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ล้วนเป็นแนวทางที่ตรงกับนิสัยพื้นฐานของคนไทยที่ดำเนินชีวิตโดยคำนึงถึงความสุขเป็นที่ตั้ง ภาพสะท้อนที่เกือบหายไปคือ "ยิ้มสยาม" ก็กลับคืนมาอีกครั้ง

เมื่อแนวคิด "คืนความสุขให้กับประชาชน" เป็นสิ่งที่ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของคนไทย จึงทำให้ได้รับการตอบรับจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี จะเห็นได้จากการได้รับการตอบรับจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเต้นรำ ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง ร้องเต้นเล่นระบำ จิบกาแฟ หรือแม้แต่การผูกเสี่ยว (ผูกเพื่อนของชาวอีสาน) ที่เรียกตามภาษานักการสื่อสารตลาดว่า "อีเวนต์คืนความสุขสู่ความปรองดอง" ล้วนได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง กลุ่มต่อต้านทหาร โดยร่วมทำกิจกรรมต่างๆ กันอย่างสนุกสนาน

ภาพสะท้อนของกระแสตอบรับในเชิงบวกที่มีต่อแนวคิดการคืนความสุขให้แก่สังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมคงหนีไม่พ้นการสำรวจความคิดเห็น และตรวจสอบความสุขที่ประชาชนได้รับจาก คสช. โดย "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ทำให้พบว่าการมอบของขวัญ คืนความสุขให้ประชาชน ดูฟุตบอลโลก ดูหนังพระนเรศวรฟรี และการจัดกิจกรรมคืนความสุขให้ประชาชนกระจายไปทุกจังหวัด เป็นหนึ่งใน 10 ความสุขที่ประชาชนได้รับจาก คสช.

นอกจากนั้น การชุมนุมของฝ่ายต่างๆ ที่ยุติ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข นโยบายลดค่าครองชีพ ชะลอการขึ้นราคาพลังงาน รวมถึงการจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนา ล้วนเป็นนโยบายที่ได้รับกระแสตอบรับเชิงบวกทั้งสิ้น

ณ วันนี้ เมื่อคนไทยมีความสุข ก็จะลืมความทุกข์ ลืมความโกรธ ความเจ็บแค้นในอดีต และทำให้ความสมานฉันท์ (อันเป็นสิ่งที่หลายฝ่าย "วาดหวัง" ว่าจะเป็นปลายทางของการคืนความสุข) ดังนั้น การคืนความสุขให้แก่สังคมไทย จึงเปรียบเสมือนเป็น "ใบเบิกทาง" ที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดอง และยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ในที่สุด ความรัก การให้อภัย เห็นอกเห็นใจ จะกลับมาสู่สังคมไทยที่เป็นรูปธรรม

การคืนความสุขที่สร้างกระแสให้สังคม น่าจะทำให้คนไทยได้สัมผัสกับความสุขขึ้นมาบ้าง แต่ความสุขที่ได้รับนั้น จะเป็น "ความสุขเฉพาะหน้า" หรือ "ความสุขที่ยั่งยืน" คงจะฝากความหวังไว้ที่ คสช.เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับคนไทยทุกคนที่จะต้องลืมความขัดแย้ง แล้วกลับมารักใคร่กลมเกลียว คำนึงถึงความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมชาติเฉกเช่นในอดีต...หรือไม่?

ความสุขที่ประชาชนสะท้อนออกมา ไม่ได้เกิดขึ้นจากการได้ดูหนัง ฟังเพลง ดูฟุตบอลโลกเท่านั้น แต่เป็นความสุขจากความตั้งใจจริง การพูดจริง จริงใจ ไม่เสแสร้ง ซึ่งจะเป็นความสุขที่ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง แล้วจะทำให้สังคมไทยเกิดความสุข...(ที่แท้จริง!!) ได้

ความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ผ่านมานั้นทำให้ความสุขของคนไทยลดลง จนส่งผลต่อการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขในปี 2556 ที่ผ่านมา ตกต่ำลงไปอยู่อันดับที่ 126 จากทั้งหมด 162 ประเทศ แต่ถ้าในช่วงเวลานี้มีการจัดลำดับใหม่ อันดับก็น่าจะกระเตื้องขึ้นแน่นอน

หากวันเวลาผ่านไปจน "นักการเมืองตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตัว" ก็ไม่รู้ว่าความสงบสุขจะคงอยู่เช่นเดิมหรือไม่? ที่พูดอาจจะดูเหมือนมอง "นักการเมือง" เชิงลบเกินไป แต่ก็น่าจะรู้ๆ อยู่ว่า ที่ผ่านมาใคร!! เอาความสุขของประชาชนไป...กันแน่!!? แล้วเมื่อได้ความสุขกลับมา หากปล่อยให้ถูกปล้นชิงไปอีก ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครอาสาเอาความสุขกลับมาให้...

เมื่อได้ความสุขมาก็อยากให้เห็นคุณค่าของความสุข? แล้วช่วยกันรักษาความสุขนี้ไว้ให้จงได้...!! อย่าลืมนะ! กว่าจะได้ความสุขกลับคืนมาน่ะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยใช่ไหม?


โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต