PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

วงค์ตาวัน: ตำนานตบเท้าเข้าบ้านสี่เสา

วันเสาร์, กันยายน 06, 2557
วงค์ตาวัน: ตำนานตบเท้าเข้าบ้านสี่เสา

ชกคาดเชือก
มติชนสุดสัปดาห์ 29 สิงหาคม - 4 กันยายน 2557

ปกติบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล. อ. เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรี จะเปิดรับการตบเท้าเข้าอวยพรของผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ ไปจนถึงข้าราชการกระทรวงสำคัญ ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอถึงปีละ 3 ครั้ง

คือวันปีใหม่ วันสงกรานต์และ วันเกิด 26 สิงหาคม

มาในปีนี้วันเกิดครบ 94 ปี กลายเป็นข่าวที่เป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง เมื่อป๋าเปรมประกาศงดเปิดบ้านให้เข้าอวยพร โดยนายทหารคนสนิทเป็นผู้แจ้งข่าวพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลว่า"ไม่อยากรบกวนพล. อ. ประยุทธ์จันทร์โอชาและผบ. เหล่าทัพเห็นว่ากำลังยุ่ง มีภารกิจมากมายในการบริหารประเทศเวลานี้ "

นี่จึงนำมาสู่ข้อสงสัยมากมาย

เพราะธรรมเนียมปฏิบัติเข้าบ้านป๋าปีละ3 ครั้งดำเนินต่อเนื่องมาทุกปี

ผู้นำเหล่าทัพทุกยุคล้วนยึดถือปฏิบัติมากว่า 30 ปีแล้ว

จู่ๆป๋ามาสั่งงดย่อมเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์!!

เกิดกระแสข่าว 2 กระแสที่บ่งชี้เบื้องหลัง

กระแสหนึ่งระบุว่าการที่คนสนิทป๋าเปรมให้เหตุผลว่าเห็น พล. อ. ประยุทธ์และผบ. เหล่าทัพกำลังยุ่งเพราะกำลังมีภารกิจบริหารประเทศจึงไม่อยากรวบกวนเวลานั้น

ภารกิจที่กำลังยุ่งก็คือ การควบคุมการปกครองประเทศและกำลังตั้งรัฐบาลที่มี พล. อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ

ดังนั้นทุกฝ่ายจึงเห็นพ้องต้องกันว่าหากพล. อ. ประยุทธ์และคณะนายทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจตบเท้าเข้าอวยพรป๋าเปรมจะทำให้เกิดภาพไม่ดีกับป๋า เหมือนไปดึงป๋าเข้ามาเกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจหนนี้

เกรงจะทำให้ป๋าเปรมตกเป็นเป้าหมายถูกโจมตีในทางการเมืองได้

การที่ป๋างดเปิดบ้านและการที่ผบ.เหล่าทัพไม่ได้เข้าบ้าน จึงมีเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้ป๋าต้องเสียหายในห้วงของการปฏิวัติรัฐประหารนี่เอง

แต่มีอีกกระแสข่าวระบุว่าก่อนและหลังการยึดอำนาจหนนี้ พล. อ. ประยุทธ์และแกนนำคสช พยายามระมัดระวังอย่างสูง เพื่อไม่ให้ป๋าเปรมต้องมีภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

เนื่องจากมีสถานะเป็นถึงประธานองคมนตรี ย่อมต้องปกป้องไม่ให้ถูกลากไปโจมตีได้

คณะคสช จึงไม่ได้ติดต่อประสานกับป๋าเปรมมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติแม้แต่วันลงมือยึดอำนาจไปจนถึงหลังจากนั้น ได้ป้องกันเต็มที่ไม่ให้มีภาพป๋าเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย

ข่าวกระแสนี้ระบุว่าการที่ป๋าเปรมปิดบ้านสี่เสาไม่ให้ใครเข้าอวยพรเป็นการตอกย้ำความเป็นจริงที่ว่า บ้านสี่เสามีระยะห่างจากคณะนายทหารยุคนี้อย่างชัดเจนเป็นสำคัญ! 
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ายึดอำนาจของคสช เมื่อ 22 พฤษภาคมนั้น เป็นผลมาจากขบวนการวางแผนชัตดาวน์ประเทศ ทำทุกอย่างเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลายเป็นรัฐล้มเหลว

ขบวนการเคลื่อนไหวซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายหลายส่วนมีทั้งกลุ่มอำนาจ มีทั้งพรรคการเมือง มีทั้งกลุ่มคนที่มีความคิดต้องการสังคมแนวอนุรักษนิยม

ทำทุกอย่างเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้าไปไม่ได้เพื่อกดดันให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจ

แต่เราจะพบว่า การชุมนุมประท้วงขับไล่ยิ่งลักษณ์นั้นยืดเยื้อยาวนานจนแทบหมดเรี่ยวหมดแรงหมดทุนรอน

เพราะพล. อ. ประยุทธ์สงบนิ่งมาตลอด! 
คงเพราะไม่ต้องการเป็นหมากในกลเกมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อีกทั้งเพื่อแสดงให้เห็นความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูง 

แม้กระทั่งวันที่ตัดสินใจยึดอำนาจ ก็เชื่อกันว่าเป็นการตัดสินใจตามจังหวะเวลาของผู้นำกองทัพเอง

ไม่ได้ตัดสินใจไปตามแผนที่คนอื่นวางเอาไว้เพื่อให้เป็นแค่คนออกมาปิดจ๊อบ
จึงน่าสนใจเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังมีการชุมนุมชัตดาวน์อย่างยืดเยื้อ

ในวันที่ 14 มีนาคมพล. อ. เปรมเดินทางไปเปิดอนุสาวรีย์พล. อ. กฤษณ์สีวะรา ในฐานะเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ที่ค่ายกฤษณ์สีวะราจังหวัดทหารบกสกลนครอำเภอเมืองจังหวัดสกลนคร

ขณะที่พล. อ. เปรม เดินนำคณะนายทหารดูบริเวณอนุสาวรีย์ดังกล่าว ได้หยุดอ่านข้อความที่บันทึกไว้ใต้ฐานรูปปั้น แล้วหันมากล่าวกับคณะนายทหารว่า "จะไปบอก ผบ.ทบ. ให้มาอ่านดูตรงนี้"

ทั้งนี้ป้ายข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของพล. อ. กฤษณ์ที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า

"ทหารเรายืนอยู่บนเกียรติอันสูงส่ง ที่ประชาชนคนไทยหวังเป็นที่พึ่งขั้นสุดท้ายของเขา" 
ท่าทีและคำพูดของป๋าเปรมในวันนั้นผนวกกับความหมายของข้อความดังกล่าว ทำให้ถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง

ในวันรุ่งขึ้นนักข่าวสอบถามพล. อ. ประยุทธ์ทันทีได้รับคำตอบว่าเป็นเพียงเรื่องภายในพล. อ. เปรมคงจะพูดในทำนองว่าอยากให้มาดูอนุสาวรีย์ที่สร้างใหม่ซึ่งหลายส่วนยังไม่เรียบร้อย

"ไม่มีการส่งสัญญาณ และผมเองไม่เคยรับสัญญาณใครทั้งนั้น" 
พล. อ. ประยุทธ์ย้ำด้วยว่าประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นผู้มีเกียรติเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองไม่ทำอะไรให้เกิดปัญหา และคงไม่ต้องฝากอะไรมาถึงตนเองเพราะก็คุยกันตลอด

จากวันที่ 14 มีนาคมทิ้งช่วงอีกกว่า 2 เดือนจึงเกิดเหตุ 22 พฤษภาคม

คสช เข้าควบคุมการปกครองมากว่า 3 เดือน และกำลังเข้าสู่ช่วงของการเข้าเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ จะพบว่าได้พยายามมาตลอด เพื่อจะให้เห็นว่าเข้ามาทำหน้าที่กรรมการกลาง ยุติความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วให้หมดสิ้นไป

ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมากลายเป็นว่าฝ่ายทักษิณพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงสงบเงียบเป็นส่วนใหญ่ 
โดยเชื่อว่า ฝ่ายนี้ต้องการให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี เพื่อวันเลือกตั้งที่คสช กำหนดเอาไว้คือเดือนตุลาคม 2558 จะไม่ต้องเลื่อนออกไปอีก

ไปๆมาๆกลายเป็นว่า กลุ่มคนที่ร่วมขบวนการชัตดาวน์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งอาจจะรู้สึกเสมือนว่าเป็นคนกันเองกับผู้นำกองทัพและ คสช เริ่มหงุดหงิดและเริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับคสช หลาย ๆ ประการ 
ม็อบสวนยางปักษ์ใต้เริ่มขยับตัว กลุ่มเคลื่อนไหวด้านพลังงานเริ่มเดินขบวน 
เร็ว ๆ นี้โฉมหน้าของสภาปฏิรูปแห่งชาติจะปรากฏออกมา และจะเริ่มเห็นแนวทางการวางกรอบการเมืองใหม่ว่าเป็นเช่นไร

เป็นไปตามฝ่ายต่อต้านทักษิณต้องการหรือไม่หรือ คสช จะทำให้ออกมาตามแนวของตัวเองไม่ยึดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นั่นจะเป็นคำตอบว่า สถานการณ์ในภายภาคหน้าของรัฐบาลประยุทธ์ จะต้องเผชิญกับคลื่นใต้น้ำจากฝ่ายไหนกันแน่

แต่วันนี้พล. อ. ประยุทธ์และคสชนี้จะพบว่าพล เดินตามแนวทางที่เป็นตัวของตัวเองอย่างสูง

ยึดอำนาจด้วยการตัดสินใจจังหวะเวลาเอง แล้วเป็นนายกฯ เอง ตั้งรัฐบาลประกอบด้วยคณะทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจเอง

กระนั้นก็ตามส่วนหนึ่งที่พล. อ. ประยุทธ์มีความมั่นใจในตัวเองสูง เพราะฐานกำลังในกองทัพนั้นค่อนข้างเหนียวแน่น

ถ้าหากการแต่งตั้ง ผบ.ทบ. และระดับ 5 เสือที่กำลังจะลงมือในอีกไม่กี่วันนี้ วางคนที่ไว้วางใจได้คุมอย่างครบถ้วน

พล. อ. ประยุทธ์ ก็คงยังมั่นใจสูงที่จะเดินหน้าทำงานตามแนวทางของตนเอง โดยไม่ต้องให้ใครมานำหรือกำหนด

แม้แต่กับป๋าเปรมก็น่าจะรักษาระยะห่างเอาไว้ เพื่อไม่ให้ฐานะประธานองคมนตรีต้องถูกโจมตีเสียหาย

แต่ยังไม่รู้ว่า จะมีผลให้ตำนานการตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาที่ยาวนานมากว่า 30 ปี

ต้องแปรเปลี่ยนไปในที่สุดหรือไม่?

รูปภาพ : วันเสาร์, กันยายน 06, 2557
วงค์ตาวัน: ตำนานตบเท้าเข้าบ้านสี่เสา

ชกคาดเชือก 
มติชนสุดสัปดาห์ 29 สิงหาคม - 4 กันยายน 2557 

ปกติบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของพล. อ. เปรมติณสูลานนท์ประธานองคมนตรี จะเปิดรับการตบเท้าเข้าอวยพรของผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ ไปจนถึงข้าราชการกระทรวงสำคัญ ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอถึงปีละ 3 ครั้ง 

คือวันปีใหม่วันสงกรานต์และวันเกิด 26 สิงหาคม 

มาในปีนี้วันเกิดครบ 94 ปี กลายเป็นข่าวที่เป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง เมื่อป๋าเปรมประกาศงดเปิดบ้านให้เข้าอวยพร โดยนายทหารคนสนิทเป็นผู้แจ้งข่าวพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลว่าไม่อยากรบกวนพล. อ. ประยุทธ์จันทร์โอชาและผบ. เหล่าทัพเห็นว่ากำลังยุ่ง มีภารกิจมากมายในการบริหารประเทศเวลานี้ 

นี่จึงนำมาสู่ข้อสงสัยมากมาย 

เพราะธรรมเนียมปฏิบัติเข้าบ้านป๋าปีละ3 ครั้งดำเนินต่อเนื่องมาทุกปี 

ผู้นำเหล่าทัพทุกยุคล้วนยึดถือปฏิบัติมากว่า 30 ปีแล้ว 

จู่ๆป๋ามาสั่งงดย่อมเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์!! 

เกิดกระแสข่าว 2 กระแสที่บ่งชี้เบื้องหลัง 

กระแสหนึ่งระบุว่าการที่คนสนิทป๋าเปรมให้เหตุผลว่าเห็นพล. อ. ประยุทธ์และผบ. เหล่าทัพกำลังยุ่งเพราะกำลังมีภารกิจบริหารประเทศจึงไม่อยากรวบกวนเวลานั้น 

ภารกิจที่กำลังยุ่งก็คือ การควบคุมการปกครองประเทศและกำลังตั้งรัฐบาลที่มี พล. อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ 

ดังนั้นทุกฝ่ายจึงเห็นพ้องต้องกันว่าหากพล. อ. ประยุทธ์และคณะนายทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจตบเท้าเข้าอวยพรป๋าเปรมจะทำให้เกิดภาพไม่ดีกับป๋า เหมือนไปดึงป๋าเข้ามาเกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจหนนี้ 

เกรงจะทำให้ป๋าเปรมตกเป็นเป้าหมายถูกโจมตีในทางการเมืองได้ 

การที่ป๋างดเปิดบ้านและการที่ผบ.เหล่าทัพไม่ได้เข้าบ้าน จึงมีเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้ป๋าต้องเสียหายในห้วงของการปฏิวัติรัฐประหารนี่เอง 

แต่มีอีกกระแสข่าวระบุว่าก่อนและหลังการยึดอำนาจหนนี้ พล. อ. ประยุทธ์และแกนนำคสช พยายามระมัดระวังอย่างสูง เพื่อไม่ให้ป๋าเปรมต้องมีภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง 

เนื่องจากมีสถานะเป็นถึงประธานองคมนตรี ย่อมต้องปกป้องไม่ให้ถูกลากไปโจมตีได้ 

คณะคสช จึงไม่ได้ติดต่อประสานกับป๋าเปรมมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติแม้แต่วันลงมือยึดอำนาจไปจนถึงหลังจากนั้น ได้ป้องกันเต็มที่ไม่ให้มีภาพป๋าเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย 

ข่าวกระแสนี้ระบุว่าการที่ป๋าเปรมปิดบ้านสี่เสาไม่ให้ใครเข้าอวยพรเป็นการตอกย้ำความเป็นจริงที่ว่า บ้านสี่เสามีระยะห่างจากคณะนายทหารยุคนี้อย่างชัดเจนเป็นสำคัญ! 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ายึดอำนาจของคสช เมื่อ 22 พฤษภาคมนั้น เป็นผลมาจากขบวนการวางแผนชัตดาวน์ประเทศ ทำทุกอย่างเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลายเป็นรัฐล้มเหลว 

ขบวนการเคลื่อนไหวซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายหลายส่วนมีทั้งกลุ่มอำนาจ มีทั้งพรรคการเมือง มีทั้งกลุ่มคนที่มีความคิดต้องการสังคมแนวอนุรักษนิยม

ทำทุกอย่างเพื่อให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้าไปไม่ได้เพื่อกดดันให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจ 

แต่เราจะพบว่า การชุมนุมประท้วงขับไล่ยิ่งลักษณ์นั้นยืดเยื้อยาวนานจนแทบหมดเรี่ยวหมดแรงหมดทุนรอน 

เพราะพล. อ. ประยุทธ์สงบนิ่งมาตลอด! 

คงเพราะไม่ต้องการเป็นหมากในกลเกมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อีกทั้งเพื่อแสดงให้เห็นความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูง 

แม้กระทั่งวันที่ตัดสินใจยึดอำนาจ ก็เชื่อกันว่าเป็นการตัดสินใจตามจังหวะเวลาของผู้นำกองทัพเอง 

ไม่ได้ตัดสินใจไปตามแผนที่คนอื่นวางเอาไว้เพื่อให้เป็นแค่คนออกมาปิดจ๊อบ 

จึงน่าสนใจเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังมีการชุมนุมชัตดาวน์อย่างยืดเยื้อ 

ในวันที่ 14 มีนาคมพล. อ. เปรมเดินทางไปเปิดอนุสาวรีย์พล. อ. กฤษณ์สีวะรา ในฐานะเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ที่ค่ายกฤษณ์สีวะราจังหวัดทหารบกสกลนครอำเภอเมืองจังหวัดสกลนคร 

ขณะที่พล. อ. เปรม เดินนำคณะนายทหารดูบริเวณอนุสาวรีย์ดังกล่าว ได้หยุดอ่านข้อความที่บันทึกไว้ใต้ฐานรูปปั้น แล้วหันมากล่าวกับคณะนายทหารว่า "จะไปบอก ผบ.ทบ. ให้มาอ่านดูตรงนี้" 

ทั้งนี้ป้ายข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของพล. อ. กฤษณ์ที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า 

"ทหารเรายืนอยู่บนเกียรติอันสูงส่ง ที่ประชาชนคนไทยหวังเป็นที่พึ่งขั้นสุดท้ายของเขา" 

ท่าทีและคำพูดของป๋าเปรมในวันนั้นผนวกกับความหมายของข้อความดังกล่าว ทำให้ถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง 

ในวันรุ่งขึ้นนักข่าวสอบถามพล. อ. ประยุทธ์ทันทีได้รับคำตอบว่าเป็นเพียงเรื่องภายในพล. อ. เปรมคงจะพูดในทำนองว่าอยากให้มาดูอนุสาวรีย์ที่สร้างใหม่ซึ่งหลายส่วนยังไม่เรียบร้อย 

"ไม่มีการส่งสัญญาณ และผมเองไม่เคยรับสัญญาณใครทั้งนั้น" 

พล. อ. ประยุทธ์ย้ำด้วยว่าประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นผู้มีเกียรติเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองไม่ทำอะไรให้เกิดปัญหา และคงไม่ต้องฝากอะไรมาถึงตนเองเพราะก็คุยกันตลอด 

จากวันที่ 14 มีนาคมทิ้งช่วงอีกกว่า 2 เดือนจึงเกิดเหตุ 22 พฤษภาคม 

คสช เข้าควบคุมการปกครองมากว่า 3 เดือน และกำลังเข้าสู่ช่วงของการเข้าเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ จะพบว่าได้พยายามมาตลอด เพื่อจะให้เห็นว่าเข้ามาทำหน้าที่กรรมการกลาง ยุติความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วให้หมดสิ้นไป 

ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมากลายเป็นว่าฝ่ายทักษิณพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงสงบเงียบเป็นส่วนใหญ่ 

โดยเชื่อว่า ฝ่ายนี้ต้องการให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี เพื่อวันเลือกตั้งที่คสช กำหนดเอาไว้คือเดือนตุลาคม 2558 จะไม่ต้องเลื่อนออกไปอีก 

ไปๆมาๆกลายเป็นว่า กลุ่มคนที่ร่วมขบวนการชัตดาวน์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งอาจจะรู้สึกเสมือนว่าเป็นคนกันเองกับผู้นำกองทัพและ คสช เริ่มหงุดหงิดและเริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับคสช หลาย ๆ ประการ 

ม็อบสวนยางปักษ์ใต้เริ่มขยับตัว กลุ่มเคลื่อนไหวด้านพลังงานเริ่มเดินขบวน 

เร็ว ๆ นี้โฉมหน้าของสภาปฏิรูปแห่งชาติจะปรากฏออกมา และจะเริ่มเห็นแนวทางการวางกรอบการเมืองใหม่ว่าเป็นเช่นไร 

เป็นไปตามฝ่ายต่อต้านทักษิณต้องการหรือไม่หรือ คสช จะทำให้ออกมาตามแนวของตัวเองไม่ยึดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

นั่นจะเป็นคำตอบว่า สถานการณ์ในภายภาคหน้าของรัฐบาลประยุทธ์ จะต้องเผชิญกับคลื่นใต้น้ำจากฝ่ายไหนกันแน่ 

แต่วัน. อ. ประยุทธ์และคสชนี้จะพบว่าพล เดินตามแนวทางที่เป็นตัวของตัวเองอย่างสูง 

ยึดอำนาจด้วยการตัดสินใจจังหวะเวลาเอง แล้วเป็นนายกฯ เอง ตั้งรัฐบาลประกอบด้วยคณะทหารที่ร่วมกันยึดอำนาจเอง 

กระนั้นก็ตามส่วนหนึ่งที่พล. อ. ประยุทธ์มีความมั่นใจในตัวเองสูง เพราะฐานกำลังในกองทัพนั้นค่อนข้างเหนียวแน่น 

ถ้าหากการแต่งตั้ง ผบ.ทบ. และระดับ 5 เสือที่กำลังจะลงมือในอีกไม่กี่วันนี้ วางคนที่ไว้วางใจได้คุมอย่างครบถ้วน 

พล. อ. ประยุทธ์ ก็คงยังมั่นใจสูงที่จะเดินหน้าทำงานตามแนวทางของตนเอง โดยไม่ต้องให้ใครมานำหรือกำหนด 

แม้แต่กับป๋าเปรมก็น่าจะรักษาระยะห่างเอาไว้ เพื่อไม่ให้ฐานะประธานองคมนตรีต้องถูกโจมตีเสียหาย 

แต่ยังไม่รู้ว่า จะมีผลให้ตำนานการตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาที่ยาวนานมากว่า 30 ปี 

ต้องแปรเปลี่ยนไปในที่สุดหรือไม่?

งปปช ไม่ควรอ้างถึงงานวิชาการของทีดีอาร์ไอในฐานะที่เป็น "หลักฐาน" ในการตัดสินกล่าวโทษผู้ใด

ป ธ . ทีดีอาร์ไอสมเกียรติตั้งกิจวานิชย์ติงปปช ไม่ควรอ้างถึงงานวิชาการของทีดีอาร์ไอในฐานะที่เป็น "หลักฐาน" ในการตัดสินกล่าวโทษผู้ใด

ที่มา FB สมเกียรติตั้งกิจวานิชย์ 

มีการวิพากษ์วิจารณ์ และมีการสอบถามกันเข้ามาพอสมควรต่อเรื่องที่ ปปช อ้างงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ ในการกล่าวโทษอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในโครงการจำนำข้าว โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อความเห็นที่แตกต่างระหว่างอัยการสูงสุด กับปปช ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่

อันที่จริงอาจารย์นิพนธ์พัวพงศกรเพื่อนร่วมงานของผมที่ทีดีอาร์ไอซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวและเป็นเจ้าของงานวิจัยดังกล่าว ก็กำลังเตรียมที่จะชี้แจงเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะอยู่ แต่ผมเห็นว่าการอภิปรายกันในสังคม โดยเฉพาะในโลกออนไลน์เริ่มจะสับสนมากขึ้น โดยเนื้อหาบางส่วนก็พาดพิงมาถึงทีดีอาร์ไอในแง่มุมต่างๆ ผมจึงอยากอธิบายสั้น ๆ กับเพื่อน ๆ ว่าทีดีอาร์ไอทำอะไรเพื่ออะไร และอธิบายว่างานวิชาการแตกต่างจากงานไต่สวนอย่างไร

ก่อนอื่นผมขอแจ้งให้ทราบก่อนว่าโดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับอาจารย์นิพนธ์อย่างยิ่งว่า นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายที่มีปัญหามาก เพราะไม่ได้ช่วยคนจนอย่างตรงจุด ทำลายกลไกตลาดค้าข้าวซึ่งทำงานได้ดีพอใช้จนแทบจะเสียหายไปหมด และทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นในวงกว้าง ซึ่งปปช ควรต้องไต่สวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ 

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากสื่อสารก็คือ ทีดีอาร์ไอเป็นสถาบันวิจัยด้านนโยบาย หน้าที่ของเราคือ การวิจัยที่มุ่งให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขนโยบายที่มีปัญหา เป้าหมายของทีดีอาร์ไอแตกต่างจากของ ปปช ที่ต้องไต่สวนเอาผิดกับผู้ทุจริตคอรัปชั่นหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ผมจึงคิดว่าปปช ไม่ควรอ้างถึงงานวิชาการของทีดีอาร์ไอในฐานะที่เป็น "หลักฐาน" ในการตัดสินกล่าวโทษผู้ใด เพราะพยานหลักฐานทางวิชาการย่อมมีลักษณะแตกต่างจากพยานหลักฐานในคดีอาญาหรือคดีการเมืองในความรับผิดชอบของ ปปช 
ในความเห็นของผม งานวิชาการอาจจะมีประโยชน์บ้างในการเป็นจุดเริ่มต้นหรือช่วยวางกรอบความคิดในเรื่องซับซ้อนที่ ปปช ต้องไต่สวน แต่หลักฐานที่จะใช้ได้ในคดีความนั้น ก็เป็นหลักฐานซึ่งมีมาตรฐานในการพิสูจน์คนละอย่างจากหลักฐานทางวิชาการ เช่น งานวิชาการอาจใช้หลักสถิติในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน ในขณะที่การพิสูจน์การกระทำผิดทางกฎหมาย ก็มีมาตรฐานในกฎหมายกำหนดอยู่เช่นต้องมีเจตนาหรือประมาทเลินเล่อเป็นต้นซึ่งทางวิชาการมักจะไม่สนใจเพราะไม่ได้พุ่งเป้าที่จะเอาผิดใคร

ด้วยอำนาจตามกฎหมายและทรัพยากรที่มีอยู่ ผมเชื่อว่าปปช สามารถหาพยานหลักฐานต่างๆ หาตัวคนผิดในโครงการจำนำข้าวมาดำเนินคดีได้ ในขณะที่นักวิชาการไม่ว่าที่ทีดีอาร์ไอ หรือที่ไหน ๆ ก็ไม่มีอำนาจไปเรียกใครมาให้ปากคำ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะมุ่งดำเนินคดีกับใคร

ปปช เป็นหน่วยงานสำคัญของประเทศ และมีบทบาทหลักในการป้องปรามการทุจริตคอรัปชั่น ผมอยากจะเห็นปปช ทำงานอย่างรัดกุมและสื่อสารกับสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถและทรัพยากรที่ปปช มีอยู่

ส่งรายชื่อให้กรรมการสรรหา สปช.11ด้านพรุ่งนี้

ที่สำนักงาน กกต. บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะการตรวจสอบคุณสมบัติดำเนินแล้วกว่า 80% คาดส่งให้ คกก.สรรหา ได้ในวันพรุ่งนี้


ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ (10 ก.ย.) บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และภายหลังการปิดรับการเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ทั้ง 11 ด้าน รวมถึงในส่วนของจังหวัด ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่เสนอชื่อรับการสรรหา ตามปฏิทินงานการสรรหา โดยขณะนี้ก็ได้มีการดำเนินการตรวตสอบคุณสมบัติแล้วกว่า 80% ของจำนวนทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะทยอยส่งรายชื่อบุคคลให้กับคณะกรรมการสรรหาได้ ทั้ง 11 ด้าน ในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ย.)

พร้อมกันนี้ มีการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นำโดย นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการ กกต. ผู้บริหารสำนักงาน กกต. และรองเลขาธิการ กกต. เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมสำนักงาน กกต. ชั้น 8



สนช.กับหน้าที่ถอดถอน นับหนึ่งปฏิรูปการเมือง

สนช.กับหน้าที่ถอดถอน นับหนึ่งปฏิรูปการเมือง
สารส้ม แนวหน้า 10ก.ย.57


          แค่เพียงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินหน้าจัดทำข้อบังคับการประชุมเรื่อง “การถอดถอนบุคคลและให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง” ก็ปรากฏว่า มีผีห่าซาตานออกมาร้องโหยหวน

          สงสัยกลัวจะถูกถ่วงหม้อลงไห ปิดผ้ายันต์ ฝังดิน ไม่ได้ผุดได้เกิด

          อ้างว่า รัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติรองรับเรื่องการถอดถอนนักการเมืองเอาไว้

          อ้างว่า จะทำให้เสียบรรยากาศการปรองดองสมานฉันท์

          ข่มขู่ว่า จะมีประชาชนออกมาต่อต้าน ฯลฯ

          สารพัดข้ออ้างที่นักการเมืองผู้มีชนักติดหลัง เหมือนวัวสันหลังหวะ ขุดสันดอนขึ้นมาอ้าง เพื่อหวังใช้เป็นโล่กำบัง มิให้ตนและพรรคพวกที่กระทำผิดถูกดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่ง อันอาจจะมีผลต่อการกลับเข้ามาเล่นการเมืองในอนาคต

          1) รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันกำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

           มาตรา 6 บัญญัติให้ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา”

           มาตรา 13 กำหนดให้สภานิติบัญญัติมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติต่างๆ เช่น วิธีการประชุม การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ ฯลฯ “...และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่”

           เมื่อวุฒิสภาเดิมนั้น มีหน้าที่สำคัญในการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ด้วย สนช.ก็จึงต้องทำหน้าที่พิจารณาถอดถอนนักการเมืองด้วย เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ ด้วยสามัญสำนึก

            2) ข้อบังคับในการถอดถอนของ สนช. ก็ล้อกันมากับที่ข้อบังคับการถอดถอนของวุฒิสภาเดิม ไม่ว่าจะเป็น บุคคลที่อยู่ในข่ายถูกถอดถอน ขั้นตอน ระยะเวลาดำเนินการถอดถอน ไม่ปรากฏเจตนาพิเศษอะไรเลย

           เหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง

           ในเมื่อหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของวุฒิสภาคือการพิจารณาถอดถอน และรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่วุฒิสภา แล้วจะให้ สนช.ละเว้น ไม่ทำหน้าที่ถอดถอน เพียงเพราะถูกขัดขวางอย่างไร้ยางอายโดยกลุ่มนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมาย ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว แบบนี้มันจะไหวหรือ?

           3) ข้ออ้างของกลุ่มนักการเมืองที่ไม่ต้องการให้ สนช.ถอดถอนผู้กระทำผิด เช่น

           3.1 อ้างว่า ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ไม่มีมาตราใดที่ว่าไว้ถึงกระบวนการถอดถอนโดยตรง เพราะฉะนั้น จึงตีความว่า สนช.ไม่มีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว

           ถ้าคิดแบบนี้ สนช.ก็คงทำอะไรไม่ได้เลย

           หรืออย่างคำสั่งแต่งตั้งบุคคลให้ไปปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ที่เขียนไว้แค่เพียงว่าให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดอำนาจหน้าที่และการใช้อำนาจเอาไว้ในคำสั่งด้วย ก็แสดงว่า
จะไปทำอะไรไม่ได้เลยอีกเหมือนกัน เพราะในคำสั่งไม่ระบุกระบวนการใช้อำนาจไว้ชัดๆ

           นี่เป็นตรรกวิบัติ ตะแบงจนไร้สติ

           แต่ในความเป็นจริง ลองกลับไปอ่าน ข้อ 1) จะเข้าใจชัดว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติครอบคลุมไว้แล้วว่าให้ สนช.ทำหน้าที่ของวุฒิสภา อันหมายรวมครอบคลุมถึงหน้าที่ถอดถอนที่เป็นของวุฒิสภามาแต่เดิมด้วย

           3.2 อ้างว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิกไปแล้ว พวกตนถูก ป.ป.ช.ชี้มูลตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องจบไปด้วย!!!

           อ้างแบบนี้เท่ากับจะตีความเพื่อนิรโทษกรรม ล้างผิด ล้างคดีให้กับตนเองไปโดยปริยาย

          เรียกว่า กะมั่วนิ่มไปเลย!!!

          เพียงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ การกระทำผิดของพวกคนเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนรัฐประหาร ถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร และพฤติกรรมความผิดนั้นอุกอาจ ชัดเจน ไร้ยางอาย

          ถ้าอ้างแบบนี้ได้ บรรดาผู้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร ไม่ว่าจะทุจริตโกงกิน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติร้ายแรงอย่างไรก็สามารถจะอ้างกันได้หมดว่า ตนเองถูกดำเนินคดีภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 แต่บัดนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิกแล้ว การทำหน้าที่ของอัยการ ป.ป.ช. องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ฯลฯ ก็จะต้องล้มเลิกไปด้วย ซึ่งมิใช่เช่นนั้น

          4) สำหรับกรณีถอดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมาย ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.ชี้มูลบุคคลใด สังกัดพรรคการเมืองใดๆ ส่งมาให้ สนช.ดำเนินการถอดถอน สนช.ก็จะต้องดำเนินการ ไม่มีเลือกที่รักมักที่ชัง

         ขณะนี้ มีเรื่องที่ส่งไปถึงวุฒิสภาแล้ว ค้างอยู่ในการพิจารณาของวุฒิสภา ตั้งแต่ก่อนจะมีการรัฐประหาร

         หมายความว่า หากไม่มีรัฐประหาร คนพวกนี้ก็จะต้องถูกดำเนินการถอดถอนโดยวุฒิสภาอยู่แล้ว เช่น

         ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ กรณีร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว.

         ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กรณีแก้รัฐธรรมนูญ

         ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด สว. 36 คน ร่วมเสนอร่างกฎหมาย แปรญัตติ ลงมติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ

         เรื่องพวกนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร ป.ป.ช.ชี้มูลตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร และได้ส่งไปรอให้วุฒิสภาถอดถอนอยู่ก่อนแล้ว

          นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริต ป.ป.ช.ก็ชี้มูลมาก่อนแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ส่งเรื่องไปที่วุฒิสภา เพราะรอความชัดเจนว่า สนช.จะดำเนินการกรณีถอดถอนอย่างไรเท่านั้นเอง

          ส่วนกรณีอื่นๆ ที่ยังอยู่ในการไต่สวนของ ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้วว่าเข้าข่ายถอดถอน ก็จะต้องส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการพิจารณาถอดถอนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหน้าไหน

          ประเทศชาติกำลังเดินหน้าจะปฏิรูป... เมื่อเห็นข่าวว่า บรรดานักการเมืองที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด มีเรื่องถอดถอนค้างที่วุฒิสภาอยู่แล้ว ดาหน้าออกมาคัดค้าน ไม่อยากให้ สนช.ทำหน้าที่เหมือนวุฒิสภาในการพิจารณาถอดถอน ก็ได้แต่รู้สึกสังเวช อิดหนาระอาใจ และแผ่เมตตาให้กับนักการเมืองสันหลังหวะที่ไร้ยางอายขนาดนั้น

          วัวควายที่ถูกลากไปขึ้นโรงเชือดแล้วดิ้นรนหนีตาย ยังน่าเห็นใจกว่า

          เพราะวัวควายพวกนั้นไม่ได้ทำผิดอะไร

          แต่นักการเมืองพวกนี้ กระทำผิดอุกอาจ ข่มขืนสภา ลักหลับออกกฎหมาย ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก กระทั่งถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว ยังหน้าด้านออกมาดิ้นหนีกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้

          สนับสนุนให้ สนช.นับหนึ่งการปฏิรูปการเมือง ถอดถอนนักการเมืองน้ำเน่าให้สูญพันธุ์ไปเสียที!

ข้อบังคับประชุม สนช.ถอดถอนนักการเมืองชี้ชะตา ปู-นิคม-สมศักดิ์ !!

ข้อบังคับประชุม สนช.ถอดถอนนักการเมืองชี้ชะตา ปู-นิคม-สมศักดิ์ !!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กันยายน 2557 06:28 น.  


ผ่าประเด็นร้อน
     
       เก็บอาการไม่อยู่ต้องออกมาดักคออ้างเหตุผลเรื่อง “ความปรองดอง” นำหน้าขึ้นมาก่อนสำหรับ นิคม ไวรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง
ชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดฐานกระทำผิดต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 2 และมาตรา 291 เป็นมูลเหตุให้ต้องถอดถอนพ้นจากตำแหน่ง กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่
เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. โดยล่าสุดเขาคัดค้านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากจะออกข้อบังคับที่ประชุม สนช. เกี่ยวกับการถอดถอนในหมวดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยย้ำว่ารัฐ
ธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2557 ไม่ได้กำหนดเอาไว้
     
       ก่อนหน้านี้ นอกจาก นิคม แล้ว ยังมี สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และมีอดีต ส.ส. และ ส.ว. อีกกว่า 300 คนที่กระทำความผิดในเรื่องเดียวกัน และกำลังเข้าสู่กระบวนถอดถอนของวุฒิสภา รวมไปถึง
กรณีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติถอดถอนพ้นจากตำแหน่งด้วย จากกรณีความผิดโครงการรับจำนำข้าว แต่เกิดการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นมาเสียก่อน และมีการยุบวุฒิสภา ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี เมื่อมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557( ฉบับชั่วคราว) มี สนช. ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญให้ทำหน้าที่เป็น ส.ส. และ ส.ว. และกำลังมีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมขึ้นมาซึ่งกรรมาธิการได้ยกร่างเสร็จแล้วมีกำหนดเข้าพิจารณาในวาระแรกวันที่ 11 กันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดว่าใช้เวลาในการพิจารณาทั้งหมดไม่เกิน 10 วัน
     
       ที่น่าสนใจก็คือ มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลายคนได้ออกมาสนับสนุนให้มีการแปรญัตติในหมวดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. เนื่องจากเห็นว่า สนช. ทำหน้าที่ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ในคราวเดียวกัน และในเรื่องการถอดถอนการอนุมัติแต่งตั้งเมื่อมาสิ้นสุดที่ สนช. กระบวนการที่เคยดำเนินการในวุฒิสภาก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกัน โดยการออกเป็นข้อบังคับการประชุมขึ้นมา หรือมี สนช. แปรญัตติขึ้นมาให้ครอบคลุมในหมวดดังกล่าว
     
       น่าหวาดเสียวก็คือ หากข้อบังคับการประชุม สนช. ออกมาบังคับใช้ ก็มีผลต่ออนาคตทางการเมืองของคนพวกนี้แบบซ้ำเติมลงไปอีก โดยพิจารณากันทีละเรื่อง เรื่องแรกเอาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ
ข้อบังคับการประชุม สนช. ให้มีการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แม้ว่าในความเป็นจริงมันไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ในยุคที่สภามีเสียงเป็น “เอกภาพ” และไม่ต้องใช้เสียง 3 ใน 5
เหมือนในวุฒิสภาในอดีต ดังนั้น เมื่อเป็นแบบนี้มันก็เสี่ยงสูง
     
       เรื่องที่สองก็ถือว่าเป็นผลต่อเนื่องโดยตรงจากเรื่องแรกๆ นั่นคือจากมติ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิด คนพวกนี้ทั้งหมด รวมไปถึงคำสั่งศาล ย่อมมีผลไปถึงอนาคตทางการเมืองแบบที่กำหนดเอาไว้
ล่วงหน้าในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 มาตรา 8 (4) ที่กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามว่า “เคยถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง” ซึ่งในประเด็นนี้อาจยังไม่กระทบโดยตรง
     
       แต่ในมาตราต่อมาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเอาไว้ในมาตรา 35 ที่เรียกว่า “บัญญัติ 10 ประการ” เพราะมีอยู่ใน 10 อนุมาตรา
     
       โดยเฉพาะในมาตรา 35 (4) ที่กำหนดรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2558 เอาไว้ดังนี้
     
       “กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่
สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด”
     
       เมื่อเขียนล็อกเอาไว้ชัดเจนแบบนี้ จึงมองไม่เห็นทางว่าจะบิดไปทางไหนได้ ซึ่งที่ผ่านมา บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้สมัครสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านกฎหมายตัวเต็งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็เคยชี้ให้ดูมาตราดังกล่าวมาแล้ว ความหมายก็คือในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะต้องมีบทบัญญัติคุณสมบัติต้องห้ามแบบนี้แน่นอน
     
       ถามว่ามติชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. คำพิพากษาของศาล หรือหากรวมถึงมติถอดถอนของ สนช. เป็นคำพิพากษาและคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
     
       ดังนั้น อย่าได้แปลกใจที่คนพวกนี้จะอกสั่นขวัญเสีย โวยวายออกมาก่อน เพราะมันหมายถึงอนาคตของพวกเขา เป็นการตัดหนทางเข้าสู่อำนาจการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งนี่คือ “โรดแมป” ที่วางไว้ล่วงหน้า เว้นแต่มีการแก้ไขโดย “ผู้มีอำนาจกว่า” โดยอ้าง “ปรองดองนำหน้า” อย่างนั้นถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ที่คาดเดายากเช่นเดียวกัน !!

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

โปรดเกล้าฯ โผทหารรับราชการ ประจำปี 2557

(8 ก.ย.2557) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๗๖ ง ได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหาร เป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม
พลเอก วิชิต ศรีประเสริฐ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม
พลโท พันลึก สุวรรณทัต หัวหน้าสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (น้องชาย พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต อดีต รมช.คมนาคม)
กองบัญชาการกองทัพไทย
พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รมว.ยุติธรรม)
พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ เสนาธิการทหารเรือ เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
พลอากาศเอก พลเทพ โหมดสุวรรณ ผู้บัญชาการกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศเป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
พลเอก สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็น เสนาธิการทหาร
พลเอก ทวีป เนตรนิยม หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
พลเอก สุรพันธ์ วงศ์ไทย ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เป็น ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
พลโท วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ ๔ เป็น รองเสนาธิการทหาร
กองทัพบก
พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก เป็น ผู้บัญชาการทหารบก (รมช.กลาโหม)
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็น รองผู้บัญชาการทหารบก (รมว.พาณิชย์)
พลเอก อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก เป็น ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก
พลโท ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ ๑ เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
พลโท ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ ๓ เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (น้องชายพลเอกประยุทธ์)
พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสนาธิการทหารบก เป็น เสนาธิการทหารบก
พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รองเสนาธิการทหารบก เป็น หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา (รมช.ศึกษาธิการ)
พลโท สุชาติ หนองบัว ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายกำลังพล เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก (อัตรา พลเอก)
พลโท ภาณุวัชร นาควงษม์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายกิจการพลเรือน เป็นรองเสนาธิการทหารบก
พลโท พิสิทธิ์ สิทธิสาร แม่ทัพน้อยที่ ๑ เป็น รองเสนาธิการทหารบก
พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ เป็น แม่ทัพภาคที่ ๑
พลโท สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพน้อยที่ ๓ เป็น แม่ทัพภาคที่ ๓
พลโท ทลวงรณ วรชาติ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน
พลตรี วิวรรธน์ สุชาติ เจ้ากรมยุทธโยธาทหารบก เป็น รองเสนาธิการทหารบก
พลตรี เทียนชัย รับพร รองปลัดบัญชีทหารบก เป็น ปลัดบัญชีทหารบก
พลตรี สุรเดช เฟื่องเจริญ เจ้ากรมกำลังพลทหารบก เป็น เจ้ากรมกำลังพลทหารบก(อัตรา พลโท)
พลตรี ปณต แสงเทียน เจ้ากรมข่าวทหารบก เป็น เจ้ากรมข่าวทหารบก (อัตรา พลโท)
พลตรี สสิน ทองภักดี เจ้ากรมยุทธการทหารบก เป็น เจ้ากรมยุทธการทหารบก(อัตรา พลโท)
พลตรี สมชาย ยังพิทักษ์ เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก เป็น เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก (อัตรา พลโท)
พลตรี พลาวุฒิ กลับเจริญ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก เป็น เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก (อัตรา พลโท)
พลตรี ธวัช สุกปลั่ง รองแม่ทัพภาคที่ ๒ เป็น แม่ทัพภาคที่ ๒
พลตรี ปราการ ชลยุทธ รองแม่ทัพภาคที่ ๔ เป็น แม่ทัพภาคที่ ๔
พลตรี เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รองแม่ทัพภาคที่ ๑ เป็น แม่ทัพน้อยที่ ๑
พลตรี อาชาไนย ศรีสุข รองแม่ทัพภาคที่ ๒ เป็น แม่ทัพน้อยที่ ๒
พลตรี สุชาติ ผ่องพุฒิ รองเจ้ากรมการทหารสื่อสาร เป็น เจ้ากรมการทหารสื่อสาร
พลตรี บุณยรักษ์ พูนชัย รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก เป็น เจ้ากรมแพทย์ทหารบก
พลตรี กฤษฎา อารีรัชชกุล รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก
พลตรี ชาญชัย ยศสุนทร รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
พลตรี อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ เป็น รองแม่ทัพภาคที่ ๑
พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเอง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๙ เป็น รองแม่ทัพภาคที่ ๑
พลตรี ณัฐ อินทรเจริญ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๑๔ เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๙
พลตรี ชาตชาย วัฒน์ธนนันท์ เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ ๑
พลตรี บุญธัม สามปรุ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน
พลตรี วิบูล ขยันกิจ เสนาธิการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก เป็นผู้บัญชาการศูนย์ต่อสู้ป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก
พลตรี วิบูลย์พงศ์ อินทะพงษ์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี เป็น ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า
พลตรี สุรินทร์ แพโต ผู้บัญชาการกองพลทหารพัฒนาที่ ๑ เป็น ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ ๑
พลตรี จักรชัย โมกขะสมิต ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารพัฒนาที่ ๑
พลตรี ธัญญพรหม อัศวจินดา ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารพัฒนาที่ ๓
พันเอก พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ เป็น ผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์
พันเอก กฤต ผิวเงิน เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๓
พันเอก นพพร เรือนจันทร์ เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๔
พันเอก คุณวุฒิ หมอแก้ว เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๕
พันเอก สุริศร์ สุขชุ่ม เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๑๑
พันเอก ธนิสร วงษ์กล้าหาญ เป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่
พันเอก ธรรมนูญ วิถี เป็น ผู้ชำนาญการกองทัพบก
พันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็น ผู้ชำนาญการกองทัพบก (อดีต โฆษก ศอฉ.)
พันเอก ศตวรรษ รามดิษฐ์ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
พันเอก ศรีศักดิ์ พูนประสิทธิ์ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
พันเอก บุญชู กลิ่นสาคร เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
พันเอก หม่อมหลวงกุลชาต ดิศกุล เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
กองทัพเรือ
พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทหารเรือ
พลเรือเอก พจนา เผือกผ่อง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ เป็น รองผู้บัญชาการทหารเรือ
พลเรือเอก อภิชัย อมาตยกุล ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็น ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ
พลเรือเอก อิทธิคมน์ ภมรสูต รองเสนาธิการทหาร เป็น ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ
พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ
พลเรือเอก ธนะรัตน์ อุบล ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็น เสนาธิการทหารเรือ
พลเรือโท พลเดช เจริญพูล ผู้ช่วยเสนาธิการทหารเรือฝ่ายยุทธบริการ เป็น รองเสนาธิการทหารเรือ
พลเรือโท พงษ์เทพ หนูเทพ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารเรือฝ่ายยุทธการ เป็น ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ
พลเรือตรี ธนะกาญจน์ ใคร่ครวญ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน
พลเรือตรี พิทักษ์ พิบูลทิพย์ รองเจ้ากรมอู่ทหารเรือ เป็น รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ
พลเรือตรี นริส ประทุมสุวรรณ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๑ เป็น ผู้บัญชาการทัพเรือ
พลเรือตรี ไพฑูรย์ ประสพสิน ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ เป็น รองเสนาธิการทหารเรือ
พลเรือตรีหญิง พัฒนทวิ ศรีสมวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทันตกรรม กรมแพทย์ทหารเรือเป็น รองเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ
กองทัพอากาศ
กองทัพอากาศ
พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง เสนาธิการทหารอากาศ เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ
พลอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็น รองผู้บัญชาการทหารอากาศ
พลอากาศเอก วรฉัตร ธารีฉัตร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ เป็น ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ
พลอากาศเอก ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ
พลอากาศเอก สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ
พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง รองเสนาธิการทหารอากาศ เป็น เสนาธิการทหารอากาศ
พลอากาศตรี ชาญฤทธิ์ พลิกานนท์ ผู้บัญชาการโรงเรียนการบิน เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน

.. งานนี้ปปช. ศพไม่สวย !!! ...

วันอังคาร, 09 กันยายน 2557
... งานนี้ปปช. ศพไม่สวย !!! ...
เลอะเทอะเละเทะไปกันใหญ่โต หลังจากอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องยิ่งลักษณ์ในคดีจำนำข้าว ที่ปปช. ส่งให้โดยคำชี้แจงที่ชัดเจน 3 ข้อสรุปคือ "ปปช. ไม่มีหลักฐานอะไรเลย" มี แต่ปกหน้า และคำนำผลวิจัยของทีดีอาร์ไอแนบคำฟ้องมา จนต่อมาทำให้คน "ศาสตราจารย์" อย่างนายวิชามหาคุณออกมา "ข่มขู่" อัยการว่า "ง่อนแง่น" ระดับ อาจถูกปลดเหมือนอัยการคนก่อน..นั่นแน่ !
ชั่วไม่ทันหม้อข้าวเดือดเท่านั้นชาวเน็ตก็ผลุดหลักฐาน “ผลวิจัยคดีจำนำข้าวของทีดีอาร์ไอที่ ปปช. แนบเรื่องให้อสส ". กันว่อนคนทั่วไปจึงได้เห็นว่าสิ่งที่ปปช. นำไปใช้ในการฟ้องยิ่งลักษณ์นั้นเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ตุลาคม 2554 ขณะที่ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ตายละซิปปช ... โอละพ่อ!
พระเดชพระคุณเอ๊ยผลการวิจัยฉบับนี้มันทำมาตั้งแต่ปี 48 / 49- สมัยรัฐบาลทักษิณจนมาถึงปี 52 ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้วอยู่ก็โผล่มาในปีเดือนตุลาคม 54 เมื่อยิ่งลักษณ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงไม่ถึง 2 เดือน.. อะไรกัน!
สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งแต่ปี 50-53 ใช้นโยบาย "ประกันราคาข้าว" ส่วนยุคยิ่งลักษณ์ประกาศใช้นโยบายจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท แต่เริ่มจริงๆเมื่อเดือนกันยายน 54 ก็แล้วผลวิจัยฉบับนี้มันมาได้อย่างไรโผล่มาในเดือนตุลาคม 2554 จากคนวิจัยชื่อนิพนธ์พัวพงศกรและจิตกรจารุพงศ์ที่ทำวิจัยมาตั้งแต่ปี 48 .. คนเดียวกัน!
ที่ร้ายที่สุดคือ ปปช.ได้นำเอาผลวิจัยของทีดีอาร์ไอฉบับนี้เป็น "ตัวตั้ง" แนบปกกับคำนำเป็นหลักฐานให้อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องเอาผิดยิ่งลักษณ์ข้อหาทุจริตจำนำข้าว..พระเจ้า !!
ถามว่าทำไมปปช. ถึงไม่เอาผลวิจัยทีดีอาร์ไอปี 54/55 หรือ 55/56 หรือ 56/57 ที่ยิ่งลักษณ์ทำเอามาตัดสินละครับทำไมกลับไปหยิบเอาผลวิจัยของตุลาคม 54 ที่ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ทำอะไรเลยมาตัดสิน หรือหยิบผิดหรือไม่มีหรือยังก็อปปี้ไม่ทันต้องรีบฟ้องชนิดเร่งด่วน.. บอกหน่อย ???
โลกนี้ทำไมซับซ้อนมันเป็นไปได้หรือ ?? ที่ยิ่งลักษณ์เริ่มทุจริตจำนำข้าวมาตั้งแต่ปี 48-49 ต่อเรื่อยมาจนถึงปี 54 เป็นเหตุให้ปปช. ของ "นายวิชา มหาคุณ”นำมาเป็นมูลเหตุฟ้องเอาผิดในปี 57 .. โอ๊ยยจะบ้าตาย!
ถ้ายิ่งย้อนไปดูคำตัดสินชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 7 กค 57. จนทำให้ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกฯนั้น ปปช.ได้นำเอาผลจากการวิจัยของทีดีอาร์ไอเป็นหลัก จนคณะปปช. ทั้ง 7 คนตัดสิน 7-0 ให้ยิ่งลักษณ์มีความผิดพ้นจากรักษาการณ์นายกฯ และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 4 กันยาที่ผ่านมา.. มันคืออะไร?
เฮ้ยปปช วันนั้นที่ชี้มูลยิ่งลักษณ์เห็นผลัดกันนั่งอ่านสคริปจ๋อยๆบอกยิ่งลักษณ์ผิดยังงั้นผิดยังงี้ทำให้คนไม่ได้เงินค่าข้าวจนผูกคอตายเพราะโกง 5 แสนล้านจนเงินไม่มีเหลือนั้นพวกคุณเอา หลักฐานอะไรที่ไหนมาตัดสิน.. พ่อคู๊ ณ ณ ณ ??
วันนั้นกลุ่มพวกคุณที่เรียกว่าปปช. เอาผิดยิ่งลักษณ์ด้วยหลักฐานบ้าบอปัญญาอ่อนชิ้นนี้ เพราะเป็นกลุ่มแก๊งค์ของพวกคุณกันเอง แต่มาวันนี้ จะข้ามกลุ่มเอาผิดด้วยหลักฐานที่พวกคุณใช้กันเอง หวังให้อัยการสูงสุดเห็นว่าหลักฐานปัญญาอ่อนนี้..แต่เขาไม่ปัญญาอ่อนด้วย !
ยิ่งวันนี้เห็นชัดเจนตามที่ PERC วิเคราะห์ว่าปปช. แบบไทย ๆ ออกกฎหมายเพื่อจะเอาผิดฝ่ายการเมืองพรรคตรงกันข้าม และเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองฝ่ายตนเองเท่านั้น .. เขาเลยโห่ไล "บู่ว์" สิ้นดี!
เดาได้เลยว่าวันที่ตัดสินชี้มูลยิ่งลักษณ์เมื่อวันที่ 7 กค. ที่ผ่านมาน่ะคำตัดสินที่ปปช. ใช้กับ "ลอก" เอามาจากหนังสือยิ่งลักษณ์ก็คง “มหากาพย์โกงจำนำข้าว”ของหมอวรงค์จอมบิดเบือน "ศัตรูของชาวนา" คนนั้นแหละลำพังพวกตาแก่กลุ่มปปช. ถ้าไม่หน้าด้านจริงๆ คงไม่มีปัญญาที่จะเอาหลักฐานตั้งแต่ตุลาคม 54 ที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย มาตัดสินชี้ผิดแบบด้านๆอย่างนี้หรอก รับรองงานนี้ศพไม่สวยครับปปช ... เชื่อผม !!!
ที่มา แผนสนทนาพันทิป

"ชูวิทย์"เสียดเย้ย"ไมค์ทองคำ"

ไมค์ทองคำ
สมัยก่อนเมื่อผมอยู่ในสภาก็เคยพูดเรื่องนาฬิกาเรือนละเจ็ดหมื่นห้า ตู้น้ำราคาเกือบแสน เก้าอี้หลุยส์ราคาเป็นล้าน เหตุผลเพราะการจัดซื้อจัดจ้างของระบบราชการไทยต้องมีเปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำชา เบี้ยบ้ายรายทาง
วิธีการที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ
1.ล็อคเสปคให้กับบริษัทเอกชนที่เจรจาต้าอ่วยกันมาแล้ว จากสิบเจ้าเหลืออยู่ไม่ถึงสามเจ้า คู่แข่งโนเนมเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาอย่าหวังจะได้เกิด
2.บริษัทเอกชนต้องมีเส้นสายคอนเน็คชั่น เข้าหาผู้ใหญ่ที่มีอำนาจอนุมัติ ของไม่ดีกลายเป็นของดี ของดีกลายเป็นของแพง
3.ระเบียบหยุมหยิมตามประสาราชการที่จะต้องเรียนรู้ บริษัทยักษ์ใหญ่อาจตกม้าตาย แพ้บริษัทตึกแถว ที่พวกหัวใสไปจัดตั้งไว้ล่วงหน้า
4.เรื่องซ่อมบำรุง ประกัน จะต้องมี เพราะบางหน่วยงานซื้อมาแล้วของยังไม่ทันใช้ หมดเงินเป็นพันๆล้านก็เคยเห็นมาแล้ว เช่น มอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ของตำรวจ หรือ รถดับเพลิงของกทม.
ไม่รู้ว่าไมค์ราคาแสนสี่มันจะเสียงดีสักแค่ไหน? พูดออกมาแล้วเสียงทุ้มเหมือนกลั้วฟองเบียร์ เอาไปร้องเพลงในรายการเดอะวอยซ์กรรมการต้องแย่งกันกดปุ่มหรือเปล่า? สรุปจะพูดเอาเนื้อหาสาระหรือจะเอาเสียงใส?
ถึงขนาดนี้ควรจะดูตัวเองแล้วเปรียบเทียบถึงความเดือนร้อนของชาวบ้าน คงไม่ต้องใช้ไมค์ถึงตัวละแสนสี่ เพราะเสียงที่ดีคือเสียงที่สะท้อนปัญหาของประชาชน ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าไมค์โครโฟน
ใช้เงินแบบนี้เดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็น "สามล้อถูกหวย"
เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยยังยึดติดกับวิธีการเดิมๆ แค่เริ่มต้นก็เจอปัญหาเดิมๆเสียแล้ว นี่สิครับควรปฏิรูป เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นและสัมผัสได้
ส่วนหม่อมหลวงปนัดดา แรกๆพูดออกไมค์เสียงนุ่มทุ้มว่าไมค์ตัวนี้แจ๋ว เสียงดี มาตรฐานโอบาม่าใช้ หลังๆกลายเป็นเสียงอ้อมแอ้ม โยนไปโยนมาว่ายังไม่ได้จัดซื้อ สงสัยบริษัทนำมาให้ใช้ก่อน
สักพักคงกลายเป็นเสียงเงียบ คราวนี้ต่อให้เอาไมค์ราคาเป็นล้านมาจ่อปาก เสียงคงไม่ดัง
ไอ้ผมก็ขอเป็นฝ่ายค้านนอกสภาแล้วกัน ติเพื่อก่อ บางคนบอกให้ผมเงียบ ผมจะเงียบทำไมล่ะครับ? เมื่อผมมีปากไว้พูด และที่ผมพูดไป หากไม่ใช่เรื่องจริง ก็ช่วยบอกผมหน่อย

ผบ.4เหล่าทัพใหม่แกะกล่องทั้ง4


(8ส.ค.57)มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ ตำแหน่งสำคัญมีดังนี้

พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหาร เป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม
พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
พลเอก อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก เป็น ผู้บัญชาการทหารบก
พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ
พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง เสนาธิการทหารอากาศ เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ

"ประยุทธ"ย้ำให้ ครม.ยึดค่านิยม12ประการ และปฏิบัติตามการถวายสัตย์ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และยึดผลประโยชน์ของประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
*** ว่า วันนี้ถือเป็นวันดีที่ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างครม. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งจะเน้นความโปร่งใส สร้างค่านิยม 12 ประการให้กับคนในชาติ และขอให้ครม.ปฏิบัติตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอาไว้คือ การซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และยึดผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมกันนี้จะมีการรับทราบถึงผลการดำเนินงานของคสช. และจะหารือถึงข้อสรุปในการทำงานร่วมกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ได้รับการยืนยันแล้วว่า จะมีการแถลงนโยบายต่อสนช.ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ โดยครม.จะปฏิบัติหน้าที่หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบาย

อุกกาบาตตกในนิการากัว ทำเกิดหลุมกว้าง 12 เมตร

อุกกาบาตตกในนิการากัว ทำเกิดหลุมกว้าง 12 เมตร
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2557 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดระเบิดปริศนาขึ้นในนิการากัว ทิ้งร่องรอยเป็นหลุมกว้างขนาด 12 เมตร ทางการชี้เป็นอุกกาบาตตก และโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา บริเวณชานเมืองมานากัว ใกล้กับสนามบิน เมื่อมีแรงระเบิดปริศนาปะทะกับพื้นดิน จนทำให้มีหลุมไม่ลึกมาก กว้างประมาณ 12 เมตร ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ มีการตรวจพบแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวบริเวณดังกล่าว ทำให้คาดเดาว่าเป็นเหตุอุกกาบาตตกบนพื้นโลกนั่นเอง
โดยทางด้านนายโฮเซ มิลแลน จากสถาบันวิจัยธรณีวิทยาในนิการากัว ได้เปิดเผยว่า "จากหลักฐานที่เราพบ เราขอยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีรูปแบบที่เหมือนกับอุกกาบาตตก ไม่มีความเป็นไปได้เลยว่าจะเป็นปรากฏการณ์อื่น และเราต้องขอบคุณพระเจ้าที่อุกกาบาตได้ตกในพื้นที่รกร้างห่างที่อยู่อาศัย ทำให้ไม่สร้างอันตรายต่อประชาชน"
อย่างไรก็ดีทางการนิการากัวได้ขอความช่วยเหลือไปทางสหรัฐอเมริกาให้เข้ามาช่วยตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย เพื่อยืนยันว่าเป็นอุกกาบาตอย่างที่คาดไว้หรือไม่
ทั้งนี้นิการากัวเป็นประเทศที่มีภูเขาไฟกว่า 20 แห่ง และมักจะเกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงคิดว่าเสียงระเบิดที่พวกเขาได้ยินนั้นมาจากแผ่นดินไหว ก่อนที่ทางการจะออกมาชี้แจงว่าเป็นอุกกาบาตดังกล่าว

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

จากตำราอาวุธแป๊ะเฮียวเซ็งถึงโซเชียลมีเดีย : ระวังมรณกรรมของผู้ส่งข่าวสาร

จากตำราอาวุธแป๊ะเฮียวเซ็งถึงโซเชียลมีเดีย : ระวังมรณกรรมของผู้ส่งข่าวสาร

โดย โกศล อนุสิม28 กรกฎาคม 2556 22:40 น.
นิยายกำลังภายในของโกวเล้ง เรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น และ เหยี่ยวเดือนเก้า ได้กล่าวถึงตำราสุดยอดอาวุธในยุทธจักรที่ แป๊ะเฮียวเซ็ง (ซึ่งเป็นบัณฑิตผู้รู้ที่โกวเล้งสร้างสรรค์ขึ้นในโลกนิยากำลังภายใน อาจเปรียบได้กับกูรู หรือนักวิชาการในโลกความจริง) ได้ค้นคว้า รวบรวม ประมวลผล และเรียบเรียงจัดลำดับอาวุธจากยอดฝีมือนับหมื่นคนเหลือเพียง 100 คน และที่เป็นสุดยอดของบรรดายอดฝีมือทั้งหลายก็คือ อันดับ 1-10 อาทิ อันดับ 1 กระบองฟ้าเทียนกี ของผู้เฒ่าแซ่ซุน อันดับ 2 ห่วงหงส์มังกร ของ เซี่ยงกัวกิมฮ้ง อันดับ 3 มีดบิน ของ ลี้คิมฮวง อันดับ 4 กระบี่เหล็กซงเอี้ยง ของก้วยซงเอี้ยง อันดับ 5 หอกเงิน ของลู่ฮงเชย เป็นต้น
      
        เมื่อข้อมูลการจัดอันดับสุดยอดอาวุธจากตำราอาวุธของแป๊ะเฮียวเซ็งเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนก็กระจายไปอย่างรวดเร็วแบบปากต่อปากเหมือนไฟลามทุ่ง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากผู้ที่ได้รับข้อมูลอันได้แก่บรรดาผู้ฝึกฝีมือทั้งหลาย ทั้งที่มีอันดับและไม่มีอันดับ ทั้งที่เป็นสุดยอดฝีมือและไร้ฝีมือ โดยต่างสงสัยใคร่รู้ว่าการจัดอันดับสุดยอดอาวุธที่แป๊ะเฮียวเซ็งทำไว้นั้น จะเป็นความจริงหรือไม่เพียงใด วิธีที่จะพิสูจน์ก็คือ การประลองฝีมือเพื่อสร้างอันดับและไต่อันดับ อันเป็นการพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่า อันดับตามตำราดังกล่าวนั้นแท้แล้วจริงเท็จแค่ไหน หากผู้อยู่ในอันดับตำกว่าสามารถโค่นผู้มีอันดับสูงกว่าได้ ก็แสดงว่าการประเมินของแป๊ะเฮียวเซ็งอาจผิดพลาด อีกทั้งผู้ที่สามารถโค่นล้มผู้ที่อยู่อันดับสูงกว่าตนได้ ย่อมได้รับการเลื่อนอันดับขึ้นแทนที่โดยปริยาย มีเกียรติภูมิ ชื่อเสียง บารมีเพิ่มขึ้นด้วย
      
        การจัดทำตำราอาวุธของแป๊ะเฮียวเซ็ง เรียกได้ว่าเขาทำงานในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาค้นคว้าหาความจริงแล้วนำความจริงนั้นมาเผยแพร่แก่สาธารณชน แต่งานวิชาการของแป๊ะเฮียวเซ็งก่อให้เกิดผลที่ตามมาอย่างที่เขาก็ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน นั่นคือ ไปกระตุ้นต่อมความอยาก ความอิจฉาริษยา การชิงดีชิงเด่น อันเป็นธรรมชาติของบรรดาผู้ฝึกฝีมือทั้งหลาย ทำให้เกิดการไล่ล่าฆ่าฟันเพื่อไต่อันดับและพิสูจน์ความจริงตามตำรา แน่นอนว่า นอกจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคือผู้ฝึกฝีมือทั้งหลายล้มตายแล้ว ยังมีผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมากที่โดนลูกหลงตาย และได้รับผลระทบทางอ้อมอีกเป็นจำนวนไม่น้อย
      
        การจัดทำตำราอาวุธของแป๊ะเฮียวเซ็ง การเผยแพร่สู่สาธารณชนและปฏิกิริยาของผู้ที่ได้รับข้อมูลเรื่องอาวุธดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นไปตามทฤษฎีการสื่อสารของ เดวิด เค. เบอร์โล (David K. Berlo) นักวิชาการด้านการสื่อสารชาวอเมริกัน ที่ได้นำเสนอทฤษฎีการสื่อสารขั้นพื้นฐานที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้าง ว่า กระบวนการสื่อสารนั้นประกอบด้วย ผู้ส่งสาร (Source หรือ Sender) ข้อมูลข่าวสาร (Message) ช่องทางการสื่อสาร (Channel) และผู้รับสาร (Receiver) หรือที่จำกันได้ง่ายๆว่า SMCR
      
        อธิบายง่ายๆว่า แป๊ะเฮียวเซ็ง คือผู้ผลิตสารและส่งข่าวสาร (S) ข่าวสาร (M) คือลำดับอาวุธและผู้ใช้อาวุธในยุทธจักร แล้วข่าวสารออกสู่สาธารณชนผ่านช่องทางการสื่อสาร (C) คือตำราอาวุธ ไปถึงผู้รับสาร (R) คือบรรดาผู้ฝึกฝีมือทั้งหลาย และเมื่อผู้รับสารได้รับแล้วก็บอกต่อกันไปปากต่อปาก ข่าวสารจึงแพร่กระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็วแบบปากต่อปาก ซึ่งในกรณีนี้ผู้รับสารกลายเป็นผู้ส่งสาร (M) อีกทอดหนึ่ง ผ่านการสื่อสารระหว่างบุคคลคือการบอกเล่ากันต่อๆไปแบบปากต่อปาก (C) ก่อให้เกิดปฏิกิริยาของผู้รับสารคือการตามล่าหาอันดับและไต่อันดับโดยการประลองฝีมือกันนั่นเอง จะเห็นว่ากระบวนการสื่อสารตามทฤษฎี ของ เบอร์โลดังกล่าว ได้เริ่มกระบวนการใหม่ตามลำดับ SMCR ไปเป็นทอดๆ จนเกิดการรับรู้ข่าวสารและมีปฏิกิริยาของผู้รับสารแบบเป็นลูกโซ่ และผลที่ตามมาก็คือเกิดการฆ่าฟันเพื่อชิงอันดับกันอย่างใหญ่โตมโหฬารขนาดที่เรียกว่า “มรสุมการฆ่าฟัน” ขึ้นในยุทธจักร
      
        นี่คือผลจากข้อมูลข่าวสารที่เกิดจากผู้ผลิตและส่งข่าวสารคือแป๊ะเฮ๊ยวเซ็ง ซึ่งคงไม่ได้คาดหมายว่าข่าวสารที่ตนส่งออกไปนั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงเยี่ยงนี้ การเผยแพร่ตำราอาวุธของแป๊ะเฮียวเซ็งในดลกนิยายกำลังภายในดังกล่าว ก็ไม่ต่างจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในโลกความเป็นจริงในหลายๆกรณีที่เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะปัจจุบันที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายจนใครก็ได้สามารถที่จะเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งสารผ่านช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่มากมาย โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียเช่น ทวีตเตอร์ (Tweetter) และเฟสบุ๊ค (Facebook) ที่ผู้ส่งข่าวสาร (S) ส่งข่าวสาร (M) ที่ตนผลิตขึ้น ผ่านช่องทาง (C) คือ ทวีตเตอร์หรือเฟสบุ๊ค ไปสู่ผู้รับสาร (R) คือบรรดาผู้ติดตามของตน จากนั้นข่าวสารก็จะถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ ผ่านการ Retweet และ Share ซึ่งไม่ต่างจากการบอกเล่ากันแบบปากต่อปาก เกิดผลกระทบในวงกว้าง กลายเป็นกระแสสังคมในโลกเชียลมีเดีย ที่เรียกกันว่าโลกเสมือน หลายกรณีได้ก้าวพ้นจากโซเชียลมีเดียเข้ามาในโลกความเป็นจริง เช่น กรณีการเผยแพร่ข้อมูลเรื่องข้าวบรรจุถุงปนเปื้อนสารพิษของ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ พิธีกรรายการโทรทัศน์ ค้นค้นคน อันโด่งดัง แล้วเกิดการแชร์ต่อกันไปอย่างกว้างขวาง เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข่าวสารที่สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ส่งออกไปคือผู้ผลิตข้าวถุงจำหน่ายในท้องตลาด ที่ออกมาโต้แย้งว่าไม่เป็นความจริง ยืนยันในความสะอาดปราศจากอันตรายของข้าวถุงที่ตนผลิตจำหน่าย ถึงขนาดขู่จะฟ้องร้องเอาผิตผู้เผยแพร่ข้าวสารที่สร้างความเสียหายแก่ผลิตภัณฑ์ข้าวถุงของตน นับได้ว่า ข่าวสารที่สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ เผยแพร่ไปนั้น เกิดผลกระทบในวงกว้างเกินที่ผู้เผยแพร่จะคาดคิดไว้ก่อน ทั้งยังย้อนกลับมาทำลายตัวผู้เผยแพร่ข่าวสารนั้นด้วย นั่นคือ การถูกขู่จะฟ้องร้องเอาผิดจากผู้ประกอบการข้าวถุงที่ถูกระบุว่ามีสารพิษปนเปื้อน ทั้งยังเรื่องชื่อเสียงความน่าเชื่อถือที่ถูกตรวจสอบตั้งคำถามอีกด้วยว่า ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือรองรับข่าวสารที่ตนเผยแพร่ออกไป ผู้รับข่าวสารแบ่งเป็นสองฝ่าย คือผู้ที่เห็นด้วยกับสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ และผู้ที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งต่างก็ระดมข้อมูลข่าวสารออกมาคัดง้างกันอย่างขนานใหญ่ สภาพไม่ต่างจาก “มรสุมการฆ่าฟัน” อันเกิดขึ้นในยุทธจักรเพราะตำราอาวุธของแปะเฮียวเซ็งแต่อย่างใด
      
        ข่าวสารที่สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ เผยแพร่ออกไปแล้วย้อนกลับมาทำร้ายผู้เผยแพร่เองนั้น คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นกับแป๊ะเฮียวเซ็ง ผู้เขียนตำราอาวุธในนิยายกำลังภายในเรื่องฤทธิ์มีดสั้น นั่นคือ ข่าวสารของแป๊ะเฮียวเซ็งก่อผลกระทบมหาศาลในยุทธจักร ทำให้แป๊ะเฮียวเซ็งต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในยุทธจักรในฐานะผู้ร้ายจนต้องตายด้วยมีดสั้นของลี้คิมฮวงที่ตนจัดให้อยู่ในอันดับที่สามของยอดอาวุธ ซึ่งหากแป๊ะเฮียวเซ็งไม่เขียนตำราหรือเขียนแล้วแต่ไม่เผยแพร่ ก็ไม่ต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องราวในยุทธจักรจนทำให้ตัวเองตายอย่างน่าอนาถ ดังนั้น มีดสั้นของลี้คิมฮวงในกรณีของแป๊ะเฮียวเซ็ง ก็คล้ายกับข้าวสารถุงในกรณีของสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ
      
        การตายของแป๊ะเฮียวเซ็งกับการถูกขู่จะฟ้องร้องเอาผิดจากผู้ประกอบการข้าวถุงของสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ แม้จะมีเงื่อนไขรายละเอียดที่แตกต่างกันก็จริง แต่เหตุก็เกิดขึ้นจากสิ่งเดียวกัน นั่นคือ การเผยแพร่ข่าวสารออกสู่สาธารณะ ในที่นี้จะไม่ขอตัดสินว่าข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปนั้นถูกหรือผิด เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แต่จะชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบจากข่าวสารนั้นมีมาก ทั้งในด้านดีและด้านร้าย ทั้งต่อผู้รับข่าวสาร ต่อสังคม และต่อผู้เผยแพร่ข่าวสารเอง
      
        เมื่อเป็นดังนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างก็คือ ผู้ส่งข่าวสาร (Sender/Source) ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งสาร จะต้องระมัดระวังในการส่งข่าวสารออกสู่สาธารณะ เช่น ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร หากมีข้อบกพร่องใดที่ยังไม่สามารถพิสูจน์หรือเติมเต็มได้ก็ต้องระบุไปด้วย หากนำมาจากแหล่งข้อมูลอื่นใดก็ต้องแจ้งแหล่งที่มานั้นด้วยเพื่อให้คนอ่านสามารถสืบค้นไปถึงต้นตอได้ เป็นต้น เพราะเมื่อเผยแพร่ข่าวสารผ่านช่องทางะควบคุมได้ โดยเฉพาะช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น ทวีตเตอร์และเฟสบุ๊คนั้น มีการกระจายข่าวสารไปได้อย่างรวดเร็ว ผู้รับข่าวสารที่อยู่ในฐานะผู้ส่งด้วยนั้นเป็นอิสระโดยแท้จริง สามารถที่จะรับและส่งข่าวสารต่อไปได้อย่างเสรีและรวดเร็ว โดยผู้ส่งข่าวสารที่เป็นเจ้าของข่าวสารไม่อาจที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายของข่าวสารนั้นได้เลย เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้ผลิตข่าวสารนั้น ดังกรณีของ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ เป็นตัวอย่าง
      
        ในส่วนของผู้รับข่าวสาร (Receiver) ก็ต้องระมัดระวังในการรับและส่งข่าวสารเช่นกัน ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าข่าวสารที่ได้รับนั้นจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ก่อนที่จะส่งต่อ เมื่อส่งไปแล้วจะเกิดความเสียหายแก่ใคร และจะเป็นประโยชน์แก่ใคร หรือไม่ เพียงใด หากส่งต่อไปโดยไม่ระวัดระวังแล้วอาจเกิดความเสียหายต่อทั้งบุคคล กลุ่มบุคคล และสังคมได้
      
        กล่าวโดยสรุป กระบวนการสื่อสารตามทฤษฎี SMCR ของเบอร์โลดังที่กล่าวมานี้ ผู้ส่งสาร (S) สำคัญที่สุด เพราะเป็นผู้ผลิตและส่งข่าวสาร คุณภาพของข่าวสารจะดีจะเลวอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับผู้ส่งสารที่เป็นต้นตอของข่าวสารนี่เอง ดังนั้น ผู้ส่งสารจึงต้องมีคุณธรรมจริยธรรมกำกับ ทั้งผู้ส่งสารที่เป็นสื่อและปัจเจกบุคคล หาไม่แล้ว ข่าวสารที่ส่งออกไปอาจทำร้ายและทำลายผู้คนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งวกกลับมาทำร้ายตัวเองได้ กรณีที่ไม่ร้ายแรงมากก็เป็นเช่นที่สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ได้ประสบมาในโลกความเป็นจริง ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดก็ถึงแก่กาลมรณะของผู้ส่งสารดังเช่นที่ แป๊ะเฮียวเซ็งได้ประสบในนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง แต่ไม่ว่าในโลกนิยาย โลกเสมือน หรือโลกแห่งความเป็นจริง แม้ผู้ส่งสารจะเป็นบัณฑิต ผู้รู้ กูรูระดับใดก็ตาม หากไม่ระมัดระวังแล้ว มรณกรรมของผู้ส่งข่าวสารที่มีสาเหตุจากข่าวสารที่ตัวเองส่งออกไปก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่ากัน.
      
       โกศล อนุสิม
       ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖