PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เปลว สีเงิน:เมื่อยืนอยู่ศัตรูก็คืนมิตร


09062558 เมื่อ 'ยืนอยู่' ศัตรูก็คืนมิตร เปลว สีเงิน

วันนี้พี่เปลว นำข้อเขียนของอาจารย์ "สมเกียรติ โอสถสภา" 
ที่โพสต์ fb ทำให้รู้โลก-รู้เขา-รู้เรา หูตาผมฟรุ้งฟริ้งขึ้น 
ก็อยากให้ได้อ่านกันบ้าง

อย่าไปว่า "คุณชายสุขุมพันธุ์" ท่านเลย เดี๋ยวท่านเครียด แล้วดวดไวน์ดับเครียดทั้งวัน-ทั้งคืน ก็จะไม่มีเวลาออกมาถลกขากางเกงลุยน้ำให้เห็นว่า รัก กทม.-ห่วง กทม.ทุกลมหายใจ

ใครว่าไงก็ช่าง สำหรับผม ขอบพระคุณฝนคืนวานซืนมาก เพราะฝนเทกรุงนี่แหละ นอกจากน้ำท่วม-ขยะลอยอุดท่อแล้ว ทำให้นึกได้ว่า

กทม.มีผู้ว่าฯ ชื่อ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร"!

วันนี้ไม่ไถล เพราะเมื่อคืนอ่านที่อาจารย์ "สมเกียรติ โอสถสภา" โพสต์ fb ทำให้รู้โลก-รู้เขา-รู้เรา หูตาผมฟรุ้งฟริ้งขึ้น ก็อยากให้ได้อ่านกันบ้าง

เนื้อที่น้อย อ่านประเภท Behind the Scene ที่อาจารย์สมเกียรติโพสต์ไว้ดีกว่า ผมขออนุญาต "ลอก" เพื่อชาติอีกครั้งนะครับอาจารย์

Somkiat Osotsapa

"ทำไมท่าทีของประเทศตะวันตกต่อไทยจึงอ่อนลง"

สองสัปดาห์หลังการเปลี่ยนอำนาจในไทย ท่าทีของต่างประเทศอ่อนลง เงียบมาก ข่าวการเปลี่ยนอำนาจในไทยหาไม่เจอแล้ววันนี้ในข่าวด่วนรายวัน

ทำไมท่าทีจึงเปลี่ยนไป?

วอชิงตัน ดีซี

หนึ่ง บุคคลสำคัญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศของอเมริกาต่างออกมาให้สัมภาษณ์เตือนสติรัฐบาลอเมริกันว่า อย่าทำอะไรให้คนไทยโกรธ เสียหน้าเพิ่มอีกเป็นอันขาด เพราะอเมริกาจะเสียมิตรสำคัญที่สุดนอกนาโตไป
อเมริกาถือว่ามิตรสำคัญในเอเชียมีสองประเทศคือ ไทย ฟิลิปปินส์ ในตะวันออกกลางคืออียิปต์

เขาเตือนว่า ไทยพิสูจน์ความเป็นเพื่อนมาแล้วในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามกัมพูชา ยาวนานหลายสิบปี

สอง มือเก๋าด้านเอเชีย ต่างออกมาโจมตีนายชัค ฮาเกล รัฐมนตรีว่าการกลาโหมว่า โฉ่งฉ่าง ไม่มีมารยาท ไม่รู้จักวัฒนธรรมเอเชียที่คำนึงเรื่องหน้าตา วิธีพูด ชั้นเชิงการทูต

"การทูตผ่านสื่อมันไม่ดี"

แล้วยังช่วยกันโจมตีว่า นายชัค คุณสมบัติไม่ถึง เคยเป็นดีเจวิทยุมาก่อน จึงพูดในเวทีระหว่างประเทศเหมือนขวัญชัย

แล้วมาทำอาชีพล้อบบี้อิสท์ให้บริษัทยางรถยนต์ ไฟร์สโตน

เคยมารบเวียดนามปีเดียว แล้วโดนยิงเจ็บกลับไป ไม่รู้จักเอเชียเหมือน Timothy Geithner ที่เคยเรียนหนังสือที่กรุงเทพ และปักกิ่ง เดิมนายทิมตั้งใจจะมาคุม pivot policy

ที่ได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม เพราะเคยขายโทรศัพท์จนร่ำรวย ล้อบบี้ในสภาเก่ง หาเงินให้พรรคมาก

นายจอห์น เคอรี่ ก็โดนเหมือนกัน ถูกหาว่าเอาใจ NGO และหาเสียงมากไป จนทำให้อเมริกาอ่อนแอ เสียมิตรร่วมรบอย่างไทย

สาม ประธานาธิบดีโอบามา ถูกโจมตีหนักว่า ทำให้อเมริกาอ่อนแอลงทุกด้าน คะแนนนิยมเหลือแค่ 40% ทำให้อเมริกาอ่อนแอในทุกภูมิภาค กำลังจะถอนทหารจากอัฟกานิสถาน ตะวันออกกลาง มาเอเชีย

รัสเซียก็ขู่ จีนก็เอาเรื่อง ในเอเชียมีมิตรน้อย

การมาเล่นงานไทยทำให้ถูกอัดจากทุกฝ่าย ว่าทำให้ประเทศอ่อนแอมากขื้น โดนจัดหนัก

สี่ ที่สำคัญที่สุด มือยุทธศาสตร์ ส.ส.วุฒิ ต่างออกมาเตือนกันว่า อย่าให้เสียไทยไปเป็นอันขาด เพราะสำคัญมากต่อนโยบายบุกเอเชีย ล้อมจีน pivot policy เพราะประเทศไทยสำคัญมากที่สุด

มือเก๋าพวกนี้ยังเตือนความจำด้วยว่า อเมริกาเคยทิ้งไทยหนีกลับบ้านในสงครามเวียดนาม น่าอายมาก

ตอนไทยเจอวิกฤติ อเมริกามีท่าทีเย็นชา ไม่ให้ยืมตังค์แม้แต่หนึ่งเหรียญ แต่หันไปช่วยเม็กซิโก 57 พันล้านเหรียญ

แล้วบริษัทของอเมริกายังหาเงินไปซื้อทรัพย์สินราคาถูกในประเทศไทย ทำกำไรอีกมหาศาล คนไทยเห็นอเมริกาเป็นโจร

แล้วตอนนี้ยังจะไปเล่นงานเขาอีก

ห้า โดนโจมตีหนัก ฝ่ายโอบามาเถียงว่า ต้องทำตาม Technical Assistance Act 1961 แล้วบอกฝ่ายที่โจมตีว่า

อ้าว ถ้าไม่อยากให้มีเรื่องกับไทย

หนึ่ง ทำไมรัฐสภาไม่ออกกฎหมายให้มีข้อยกเว้น ว่า

"ถ้าการเปลี่ยนอำนาจนั้น ทำเพื่อขับไล่รัฐบาลที่ถูกคุมโดยแก๊งอาชญากรรม ขบวนการหัวรุนแรง หรือเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมือง หรือสอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงของอเมริกา"

ไม่ต้องตัดความช่วยเหลือทางการทหาร แก้กฎหมายมาซี จะยกเว้นทันที

แล้วย้ำว่า "ที่ตัดไปน้อยมาก ไทยไม่กระทบกระเทือน"

สอง ฝ่ายโอบามาโต้ว่า ประธานาธิบดีไม่ต้องการทำ เพราะเกิดผลเสียมาก แม้ต้องทำตามกฎหมาย แต่ประธานาธิบดีใช้การติดต่อส่วนตัวเป็นการทูตทางลับ private contact diplomacy กับไทยตลอด

สาม ฝ่ายโอบามาบอกว่า แม้จะเสียงดังไปหน่อย แต่การฝึก cobra gold และหลักสูตรอื่นๆ ส่วนใหญ่เหมือนเดิม อเมริกามีการซ้อมรบกับไทยร่วม 40 ครั้งต่อปี

"ทำแค่ให้ถูกกฎหมายเท่านั้นเอง"

สี่ เมื่อตอนรัฐมนตรีช่วยกลาโหมมาเยือนไทย คุยกับฝ่ายไทยแล้วว่า...............

ห้า ฝ่ายโอบามาย้ำไปด้วยว่า ไทยคงยอมให้ใช้สนามบินอู่ตะเภาเหมือนเดิม ให้เรือรบแวะจอดเหมือนเดิม ไม่ต้องห่วง ยังดีกันอยู่ ว่างั้น

สิ่งที่อเมริกาตระหนกมาก คือการเพิ่มความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับไทยในช่วงนี้

มีคนเตือนว่า ไทยอาจเปลี่ยนจุดยืนได้ ถ้าอเมริกาทำอะไรรุนแรงมากกว่านี้ ไทยเป็นประเทศที่เปลี่ยนนโยบายได้กะทันหันเสมอในยามจวนตัว 

และคนไทยเป็นตัวของตัวเอง เราไม่เข้าใจหรอกว่า ที่เขายิ้ม แปลว่าอะไร

จดหมายต่างๆ จากประเทศไทย ความคิดเห็นของคนไทย ไปถึงฝั่งอเมริกาหมด

ต่อรองด้วยความแข็งแกร่ง มีเหตุผล bargain with strength ทำกันดีมาก

ถ้าอเมริกายังอยากรักษามิตรภาพไว้ ควรหันมาเพิ่มความร่วมมือด้าน การศึกษา การค้า การลงทุน การเชื่อมต่อระหว่างบริษัท การร่วมมือผ่านมหาวิทยาลัย ราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน

ทำแบบนี้ไม่ผิดกฎหมาย

@ออสเตรเลีย

มีเสียงจากแคนเบอร์รา ออสเตรเลียคล้ายๆ กัน เสียงบ่นว่า ทำไมประท้วงเบาจัง

แต่ผมไม่เอามาใส่ใจ พูดถึง เพราะ Australia, You have been weighed, You have been measured, You have been found wanting.

แปลว่า ลองพิจารณาประเทศนี้แล้ว น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความสำคัญในวงการต่างประเทศ การทหาร การทูต ที่จะมาส่งเสียงดัง

เป็นเพียงพวกพูดมาก พูดเยอะ พูดเร็ว พูดเอาดัง อยากให้โลกรู้ว่ามีออสเตรเลียอยู่ในโลก พูดเอาตังค์ พูดอยากได้อำนาจ เท่านั้น

ปล่อยให้ผู้ใหญ่เขาคุยกันดีกว่ามั้ง

เรื่องลับๆ ยูไม่รู้หรอกว่าเขาแอบคุยอะไรกัน

มันเฉิ่มนะ pigmies intellectuals of NLP of Australia

@ปักกิ่ง

เมื่อเกิดการเปลี่ยนอำนาจในไทย หนังสือพิมพ์เสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน พาดหัวว่า Western Democracy Fails in Thailand ประชาธิปไตยแบบตะวันตกล้มเหลวในประเทศไทย แล้วอธิบายยืดยาวว่า ระบบแบบตะวันตกใช้กับประเทศในเอเชียลำบาก ในเอเชียพื้นฐานต้องสร้างระเบียบ วินัยกันทั้งสิ้น

เรื่องของไทยไปถึงโปลิตบูโร

ยืนยันคำพูดเดิมของนายเหวิน เจินเป่า ว่า จีนกับไทยคือญาติกัน และเป็นญาติที่มีมิตรภาพต่อกันอย่างดีมาก

ภาพการจับมือระหว่าง ผบ.ทบ.ของสองประเทศไปทั่วโลก จีน พม่า เวียดนาม มีน้ำหนักสูงมากในด้านการทหาร

จีนเสนอจัดการซ้อมรบระหว่างจีนกับไทยระดับคอบรา โกลด์ โดยจีนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด มีโครงการมากมาย นี่ก็ฝึกร่วมกันมาเยอะแล้ว, คนไม่ค่อยรู้

ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจของไทยมีเงื่อนไขที่ดี

รายงานข่าวตอนเที่ยง ก่อนจะมาบอกว่า "ไทยรุ่งเรืองแน่นอน"

Bon Appetite ครับ.

อาจารย์สมเกียรติจบแค่นี้ ผมขอตอดนิดนึง.........

ไทยจะรุ่งเรืองได้สะเด็ดน้ำ นอกจากก้าวข้ามระบอบทักษิณแล้ว ต้องก้าวข้าม "การเมืองขยะ" และ intellectuals สวะอุดท่อสังคมด้วย.

'

นายกฯปลุกต้านคอรัปชั่น ตัวอย่างโกงจำนำข้าว


09062558 "ประยุทธ์"ปลุกต้านคอร์รัปชัน ลั่นคนโกงจำนำข้าวต้องรับผิด!
การทุจริตมีผลเสียหายต่อการประกอบการทุกเรื่อง ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นายกฯและหัวหน้าคสช. ปลุกต้านคอร์รัปชัน ชี้ทำลายความน่าเชื่อถือทุกระบบ - อัด2ปีโครงการรับจำนำข้าว ไม่โปร่งใสขาดทุนยับ 2 แสนล้านต่อปี ลั่นคนผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย

วันนี้(8มิถุนายน) ที่ตึกสันติไมตรี(หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกาศเจตนารมณ์ ”ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง” โดยมี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ เอกอัครราชฑูต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคมและเยาวชนเข้าร่วม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ประเทศไทย เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านประเทศเพื่อไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน การบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมามักไม่ได้ผลเพราะจิตสำนึกของคนไม่ยอมรับ ทำให้ระบบราชการเสียหายตาม ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง ซึ่งเราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมโดยรวมให้ได้ ข้าราชการมีหน้าที่ดูและประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

"เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันก็นับเป็นเรื่องสำคัญและมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น การรับเงิน การละเมิดระเบียบราชการ หาประโยชน์ส่วนตัว รบกวนเวลา การแซงคิว ตนไม่มั่นใจจะแก้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็แก้ได้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาอยู่ที่คน ผมคาดหวังเยาวชนที่มาในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตและเป็นความหวังของผม พวกเราต้องประคับประคอง อำนวยความสะดวกให้เด็กเหล่านี้โตขึ้นไปให้ได้"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าการทุจริตมีผลเสียหายต่อการประกอบการทุกเรื่อง ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่มีกฎหมายฉบับไหนที่ระบุว่าต้องมีการจ่ายค่าอำนวยความสะดวก หากพบว่ามีการทุจริตขอให้แจ้งศูนย์ดำรงธรรม วันนี้โลกเจริญพัฒนาอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีก้าวไกล แต่จิตใจมนุษย์ยังอยู่ที่เดิม เราต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวยมาก รวยปานกลางและคนจน ต้องนำแนวทางความพอเพียงมาใช้ วันนี้เรามีคนรวยเยอะ ติดอันดับโลกหลายคน แต่คนที่จนแบบไม่มีตัวตนก็เยอะเช่นกัน

"2 ปีที่ผ่านมามีการบริหารผิดพลาดเกี่ยวกับข้าว ไม่โปร่งใส ไร้ประสิทธิภาพ จากที่ทาง TDRI ประเมินมาทำให้ขาดทุนประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการแต่ต้องเสียค่าบริหารจัดการอื่นๆเช่น ค่ารักษา ปรับปรุง รวมแล้วเป็นราคาตันละกว่า 20,000 บาท แต่เราก็ขายได้เพียงแค่ราคาตลาดเท่านั้น ก็ต้องไปว่ามา ว่าใครผิดถูก ทุกวันนี้หากใครยอมรับผิดก็หลุดจากโทษได้เพราะมีการอภัยโทษ แต่ต้องรับโทษก่อน ไม่มียกโทษ ต้องให้รู้ว่าใครผิดถูกและนำสู่กระบวนการยุติธรรมตัดสิน จึงไปสู่การอภัยโทษ อย่าใช้วิธีการใดๆกดดัน ทำผิดก็ต้องกล้ารับผิด"นายกฯและหัวหน้าคสช.ระบุ.

  • 3 คน ถูกใจสิ่งนี้
  • Sakda Ji
    เขียนความคิดเห็น

ประยุทธบอกโกงยอมรับผิดอภัยโทษ


09062558 โกงยอมรับผิดได้อภัยโทษ

พูดไม่หมด กล่าวไม่ครบ จะผิดพลาด
โกงยอมรับผิด ติดคุก คลายเงินที่อมไปคืนชาติ 500,000 ล้าน จึ่งจะพิจารณา
อ้อ ...... ต้องกล่าวขออภัยทั่วไทย ที่พี่และตัวเอง ได้ทำไป
จะไม่ทำอีกแล้ว หากทำอีกต้องตกนรก ทั้งตระกูล

"บิ๊กตู่" เปิดงานปราบโกง ลั่นใครยอมรับผิดก็หลุดจากโทษเพราะมีการอภัยโทษ แต่ต้องรับโทษก่อน ไม่มียกโทษ ฮึ่ม! อย่าใช้วิธีการใดๆ กดดัน ทำผิดต้องกล้ารับผิด สับจำนำข้าว-รถคันแรก ตัวฉุดเศรษฐกิจทรุด ครวญปราบทุจริตสีเทาก็ถูกบ่นทำเศรษฐกิจแย่ เพราะธุรกิจสีเทามีเงินหมุนเวียนถึงเดือนละ 2 หมื่นล้านบาท

ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกาศเจตนารมณ์ "ต่อต้านการทุจริตสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง" โดยมีคณะรัฐมนตรี, ข้าราชการ, เอกอัครราชทูต, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, องค์การระหว่างประเทศ, ภาคประชาสังคมและเยาวชนเข้าร่วมงาน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนับเป็นเรื่องสำคัญและมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการรับเงิน, การละเมิดระเบียบราชการ, หาประโยชน์ส่วนตัว, รบกวนเวลา, การแซงคิว ตนไม่มั่นใจจะแก้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็แก้ได้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาอยู่ที่คน คาดหวังเยาวชนที่มาในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตและเป็นความหวัง พวกเราต้องประคับประคอง อำนวยความสะดวกให้เด็กเหล่านี้โตขึ้นไปให้ได้

นายกฯ กล่าวว่า การทุจริตมีผลเสียหายต่อการประกอบการทุกเรื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่มีกฎหมายฉบับไหนที่ระบุว่าต้องมีการจ่ายค่าอำนวยความสะดวก หากพบว่ามีการทุจริตขอให้แจ้งศูนย์ดำรงธรรม วันนี้โลกเจริญพัฒนาอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีก้าวไกล แต่จิตใจมนุษย์ยังอยู่ที่เดิม เราต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวยมาก รวยปานกลางและคนจน ต้องนำแนวทางความพอเพียงมาใช้ วันนี้เรามีคนรวยเยอะ ติดอันดับโลกหลายคน แต่คนที่จนแบบไม่มีตัวตนก็เยอะเช่นกัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า 2 ปีที่ผ่านมามีการบริหารผิดพลาดเกี่ยวกับข้าว ไม่โปร่งใส ไร้ประสิทธิภาพ จากที่ TDRI ประเมินมาทำให้ขาดทุนประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการแต่ต้องเสียค่าบริหารจัดการอื่นๆ เช่น ค่ารักษา ปรับปรุง รวมแล้วเป็นราคาตันละกว่า 20,000 บาท แต่เราก็ขายได้เพียงแค่ราคาตลาดเท่านั้น ก็ต้องไปว่ามาว่าใครผิดถูก 

"ทุกวันนี้หากใครยอมรับผิดก็หลุดจากโทษได้เพราะมีการอภัยโทษ แต่ต้องรับโทษก่อน ไม่มียกโทษ ต้องให้รู้ว่าใครผิดถูกและนำสู่กระบวนการยุติธรรมตัดสิน จึงไปสู่การอภัยโทษ อย่าใช้วิธีการใดๆ กดดัน ทำผิดก็ต้องกล้ารับผิด"

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องธุรกิจสีเทาก็เช่นกัน เมื่อมีคนโกงก็ต้องนำเงินเหล่านี้ออกมาใช้จ่าย พอวันนี้หยุดทั้งหมด บ่อน, รถผิดกฎหมาย, ขายของผิดที่ ทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำเวลานี้ โดยเงินหมุนเวียนจากธุรกิจสีเทาประมาณเดือนละ 2 หมื่นล้านจากการวิจัย ซึ่งเงินเหล่านี้เป็นเงินผิดทั้งหมด 

"เมื่อผมเข้ามาแก้ปัญหาทำให้เงินตรงนี้ลดลง แล้วก็มาโทษว่าผมทำให้เศรษฐกิจแย่ลง แต่ผมก็ต้องทำ ผมไม่ต้องการคะแนนเสียง แต่ต้องการความเข้าใจ ไม่ได้ต้องการให้คนมาต่อต้าน ผมรู้หมดว่าใครจะนำประท้วง"

ซัดรถคันแรก

เขากล่าวว่าเรื่องรถยนต์ก็เช่นกัน กำลังซื้อลดลงเพราะดีมานด์เทียม ทุกคนต้องการเงินแสนเพื่อนำไปดาวน์ลดคันแรก รถยังผ่อนไม่ได้ บางคนก็ขับรถไม่เป็น ทำให้ตลาดรถมือสองตกลงไปอีก แล้วกลับมาโทษตนว่าทำให้ทุกอย่างแย่ลง 

"ระบบโซเชียลมีเดียทำให้คนไม่มีโอกาสแก้ตัวหากทำผิด ต้องมีการสร้างความเข้าใจของสื่อ บางคนอยากเป็นพระเอก สร้างวาทกรรมที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เป็นโรคจิตหรือเปล่า คนพวกนี้ไม่กล้าจริง ถ้ากล้าจริงมาหาผมนี่"

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้เลือกข้าง ที่มีแต่คนบางกลุ่มติดคุกเพราะคนเหล่านี้ทำความผิด แต่อีกพวกที่ทำความผิดแต่รับผิดมอบตัว ซึ่งต่างกับอีกพวกไม่ยอมรับผิด ถ้าผิดคือผิด อย่าไปยุ่งกับเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เอามวลชนมาล้อม ตนยืนอยู่ข้างประเทศไทย สิบปีที่แล้วตนไม่เห็นว่าประเทศไทยจะมีความขัดแย้ง ตนไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไรหรือใคร ผิดกฎหมายหรือไม่

"โทร.ไปหาพี่ๆ เขาก็ไม่คุยด้วยเพราะกลัวสั่งงาน ทุกท่านทำงานกันไม่หยุด ทุกกระทรวง ผมเป็นคนไปเชิญท่านมา ต้องทำให้ดี เพราะชาตินี้หรือชาติหน้าไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกแล้ว ทั้งหมดที่เป็นทหารอยู่กับทุกรัฐบาลมาแล้ว ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากทุกคน อย่าคิดว่าเราจะวิเศษ หากท่านทำได้นั่นคือประสบความสำเร็จ"

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า วันนี้เรามีทั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.), คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.), ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) และองค์กรภาคเอกชน ร่วมมือกันทั้งหมด มีคณะทำงานถึง 3-4 ระดับ ส่วนของกลุ่มยุติธรรมมีรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับ 3-4 หน่วยงาน ทั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งต้องคุยกันทำงานร่วมกัน ถ้าต่างคนต่างทำก็รวนไปหมด จัดลำดับไม่ได้ ทำไม่เสร็จซักอัน วันนี้ต้องทำเท่าที่ทำได้และมีหลักฐานชัดเจนก่อน บ้านเมืองก็ต้องเป็นอย่างนั้น อย่าทำงานอะไรด้วยความรู้สึกอย่างเดียว ควรให้โอกาสเขาบ้าง ถ้ามันไม่ใช่แล้วรับผิดชอบแทนเขาได้หรือไม่ แต่ถ้าผิดก็ว่าไปเลย สาเหตุของการทุจริตทั้งหมดนั้นสามารถแก้ได้ด้วยใจ ต้องแก้ให้ได้ 

อย่าโทษ ขรก.

นายกฯ กล่าวถึงปัญหาข้าราชการทุจริตคอร์รัปชันว่า วันนี้มีทุกภาค ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน อย่ามาโทษภาคราชการอย่างเดียว ฉะนั้นจะลงโทษทั้งคู่ ถือเป็นการสมยอม แต่จะโทษข้าราชการอย่างเดียวไม่ได้ ตนก็เป็นข้าราชการ คนดีๆ ก็มีอยู่ วันนี้ชอบพูดนักทหาร ตำรวจ ข้าราชการ แล้วคนดีๆ เขาอยู่ไหน ลูกเต้าเขาอยู่ไหน ครอบครัวเขาอยู่ที่ไหน มันเลวทั้งหมดหรืออย่างไร เขียนให้ดีบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า รายชื่อข้าราชการทุจริตถึงมือหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า "ถึงนานแล้ว แล้วทำไมจะให้ฆ่าทั้งหมดทั้งร้อยกว่าคนเลยหรืออย่างไร ก็กำลังดำเนินการอยู่ บุคคลใดอยู่ในตำแหน่งหน้าที่หลักก็เอาออกมาและสอบสวนลงโทษ

เมื่อถามว่าทั้งหมด 152 รายชื่อใช่หรือไม่ เขาตอบว่าการดำเนินการตรวจสอบ 152 รายชื่อ มีขั้นตอนในการทำงาน แต่การตรวจสอบมันง่ายนักหรือไง ทำไมจะต้องไปเร่งกฎหมายว่าต้องเสร็จวันนู้น วันนี้ มันได้อะไรขึ้นมา ความเสียหายที่เกิดอยู่ได้อะไรจากตรงนี้หรือไม่ คนผิดก็เอาเข้าคุกตรวจสอบไป ถ้าถูกก็เอาออกมา มันไม่เห็นจะเป็นจะตายอะไรหนักหนา ต้องทำอย่างไรให้คนอยู่ทำงานได้ รัฐบาลที่แล้วทำไมไม่ไปไล่เขาทำบ้าง แต่ทำไมเหลือมาถึงวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีตอบคำถามผู้สื่อข่าวนั้น ได้แสดงความหงุดหงิดในทุกคำถาม และตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะตัดบทให้เป็นคำถามต่อไป

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างยาปราบศัตรูพืชที่แพงเกินจริง กรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินช่วงปี 2554 ว่า ถ้าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยก็มาพิจารณาทางวินัยได้ทันที แต่ถ้าเรื่องใดบุคคลใดที่หน่วยเกี่ยวข้องส่งมาเป็นรายชื่อ ยังไม่ได้ดำเนินการ ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วแต่ระดับ เช่น ข้าราชการระดับสูงซี 10 ขึ้นไป จะต้องเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการ ถ้าต่ำกว่านั้นกระทรวงมหาดไทยสามารถตั้งสอบสวนเองได้

"ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้รายงานมายังผมว่าสอบสวนไปถึงใคร มีเสร็จเพียงชุดที่แล้ว และลงโทษไปตามมติของอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย"

ไม่พบ 'บิ๊ก ขรก.' โกง!

เขาบอกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเรียกร้องให้ 2 สมาชิก สนช.ที่เคยเป็นอดีตผู้ว่าราชการ จ.มุกดาหาร และ จ.เลยลาออก โดยอ้างว่าเข้าไปเกี่ยวของกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างยาปราบศัตรูพืชดังกล่าวนั้น หลังจากเกษียณจากตำแหน่งผู้ว่าฯ แล้ว ถ้า สตง.ยังไม่ได้ดำเนินการภายใน 180 วัน ก็ต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ดำเนินการพิจารณาเพื่อไต่สวนลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญาได้

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ สนช.ที่เป็นอดีตผู้ว่าฯ ทั้ง 2 รายลาออก รมว.มหาดไทย ตอบว่า เรื่องดังกล่าวมันเกิดมาตั้งแต่ปี 2555 ในส่วนของเราก็ดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด ขณะที่มีการเรียกร้องให้ลาออกนั้นคงต้องไปถามนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.

"มีข้าราชการระดับท้องถิ่นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทุจริตก็ดำเนินการแล้ว แต่ในระดับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ยังไม่มีการตรวจสอบพบการทุจริตแต่อย่างใด" รมว.มหาดไทยกล่าว 

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีหลายคำร้องเข้ามา อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ที่ไต่สวนเรื่องดังกล่าวอยู่ ขอไปสอบถามในรายละเอียดก่อน

ส่วนการถอดถอน 2 อดีตผู้ว่าฯ ที่เป็น สนช.นั้น กรรมการ ป.ป.ช.ผู้นี้ระบุว่า มีกระบวนการอยู่ว่าสนช.ต้องเข้าชื่อกัน 1 ใน 4 ยื่นมาที่ ป.ป.ช. หรือประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 20,000 คนเข้าชื่อและร้องมา ป.ป.ช.ถึงจะทำได้ หากไม่มีก็ทำไม่ได้ หรืออีกทางหนึ่งต้องดำเนินคดีอาญาไปจนจบเสียก่อน แล้ว ป.ป.ช.จึงจะส่งให้ สนช.ดำเนินการถอดถอนได้ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า กรณีอาญากับกรณีถอดถอนนั้นไม่เหมือนกัน เพราะการถอดถอนในกฎหมายระบุเพียงว่า มีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริต ส่อว่าประพฤติมิชอบ หรือร่ำรวยผิดปรกติ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการสนองนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันว่า ถือเป็นวาระแห่งชาติที่กองทัพบกดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้สั่งการว่าในทางปฏิบัติทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามระเบียบ ถูกต้อง โปร่งใส และได้เน้นย้ำในหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ว่าถือเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องสนองตอบให้ได้ โดย ทบ.ต้องทำเป็นตัวอย่าง เชื่อว่าทุกคนเข้าใจและทำทุกอย่างให้เรียบร้อย สุจริต ยุติธรรม ในส่วนราชการที่ทหารเข้าไปสนับสนุนก็เข้าใจว่าคงมองเรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ.

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รวบกลุ่มดาวดินประท้วงอนุสาวรีย์ปชต.ข่อนแก่น

กลุ่มประชาธิปไตยใหม่พันผ้าลายพรางที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้รัฐเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน
8 มิถุนายน 2558 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น นัด 7 นักศึกษากลุ่มดาวดินที่ฝ่าฝืนประกาศห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เข้ารายงานตัว แต่กลุ่มดาวดินเห็นว่าการถูกจับกุมและดำเนินคดีดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบธรรม จึงประกาศจะอารยะขัดขืนต่อการจับกุมดำเนินคดี และจัดกิจกรรมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่น แทนการเข้ารายงานตัว
การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันของนักศึกษากลุ่มดาวดิน และชาวบ้านที่นักศึกษากลุ่มนี้เคยรวมการเคลื่อนไหวรณรงค์ด้วย เช่น ชาวบ้านวังสะพุง จ.เลย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ ชาวบ้านนามูล-ดูนสาด จ.ขอนแก่น และชาวบ้านหนองแซง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะปิโตรเลียม ทั้งหมดรวมตัวกันในชื่อกลุ่มประชาธิปไตยใหม่
กลุ่มประชาธิปไตยใหม่รวมตัวกันที่บ้านดาวดิน เพื่อเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จังหวัดขอนแก่น ก่อน 10.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเคลื่อนขบวน ปรากฏว่ารถบัสของชาวบ้าน อ.วังสะพุง จ.เลย ถูกทหารกักไว้ที่บริเวณค่ายสีหราชเดโชไชย เมื่อรถบัสถูกกัก รถคันอื่นๆ ที่กำลังมุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงต้องหยุดเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมาสถานการณ์คลี่คลายเมื่อมีการเจรจา และทหารอนุญาตให้รถบัสเคลื่อนต่อไปได้
ประมาณ 11.00 น. ขบวนรถซึ่งเคลื่อนมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ต้องหยุดลงอีกครั้ง เพราะทหารเข้ามากักรถบัสคันเดิม ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เคลื่อนขบวนผ่านหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่นไปประมาณ 500 เมตร ก็หยุดรถและเดินเท้ากลับมารับชาวบ้านที่อยู่บนรถบัสซึ่งถูกกักไว้ที่หน้ามหาวิทยาลัย เมื่อเห็นชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเดินมารับ ชาวบ้านที่อยู่บนรถบัสจึงลงจากรถบัสก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเท้าไปด้วยกัน
เมื่อขบวนเดินมาถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลกรุงเทพ จังหวัดขอนแก่น ชาวบ้านก็ต่อรองกับทหารที่เดินตามมาว่าขอขึ้นรถไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซึ่งทหารก็ไม่ได้ขัดขวาง ขบวนของชาวบ้านและนักศึกษามาถึงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขอนแก่นประมาณ 12.00 น. เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงก็พบว่ามีทหารในเครื่องแบบ 30-40 นาย ตรึงพื้นที่รออยู่แล้ว
ชาวบ้านรวมตัวกันรอบๆ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมีการหยิบป้ายผ้าออกมา ทหารเห็นว่ามีการหยิบป้ายผ้าออกมาจึงพยายามที่จะใช้กำลังยื้อแย่ง แต่กลุ่มนักศึกษาที่อยู่ตรงนั้นก็คล้องแขนกันไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาแย่งป้ายผ้าจนท้ายที่สุดทหารต้องยอมถอยออกไป
ระหว่างนั้นมีทหารระดับสูงคนหนึ่งเข้ามาขอเจรจา แต่เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ๆ ก็ปรากฏว่าฝ่ายนักศึกษาและชาวบ้านยังไม่ส่งตัวแทนขึ้นมา จนสถานการณ์ตรึงเครียดไปชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะมีการส่งนักศึกษาหญิง 2 คนออกมาเจรจา ซึ่งนักศึกษาแจ้งกับทหารว่านอกจากนักศึกษาแล้วก็มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในประเด็นทรัพยากรออกมาทำกิจกรรมด้วย เพราะปัญหาของเขายังไม่ได้รับการแก้ไข และหลังรัฐประหารสถานการณ์ในพื้นที่ก็เลวร้ายลงเมื่อทหารเข้ามาในพื้นที่ แต่ทหารที่เจรจาด้วยบอกว่าไม่เกี่ยวกัน และบอกกับนักศึกษาว่า หากจัดกิจกรรมทำบายศรีก็ไม่เป็นไรแต่การโชว์ป้ายผ้าอาจจะไม่เหมาะสม
หลังการเจรจา ทหารยอมให้นักศึกษาและชาวบ้านทำกิจกรรมที่เตรียมมา มีการร้องเพลง แสดงละครสะท้อนปัญหาของชาวบ้าน รวมทั้งทำพิธีช้อนขวัญและผูกข้อมือบายศรีให้นักศึกษา 7 คนที่ถูกดำเนินคดี ต่อมามีการอ่านแถลงการณ์โดยมีใจความสำคัญว่า ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนอ้างตัวว่าจะมาแก้วิกฤตให้ประเทศ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง นักศึกษาและประชาชนในนามกลุ่มประชาธิปไตยใหม่จึงมีข้อเรียกร้อง ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราว ยุติการร่างรัฐธรรมนูญที่อาจนำไปสู่การสืบทอดอำนาจ และรัฐต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน
หลังการอ่านแถลงการณ์ก็มีการคลี่ป้ายผ้าที่มีข้อความ เช่น "หยุดเผาก๊าซ" หรือ "หยุดเหมืองทองคำ" และมีการนำผ้าลายพรางไปพันรอบอนุสาวรีย์ กิจกรรมของนักศึกษาและชาวบ้านดำเนินไปถึงประมาณ 13.00 น. จึงยุติลง นักศึกษาและชาวบ้านเกาะกลุ่มกันเดินออกจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อขึ้นรถไปยังมหาวิทยาลัยขอนแก่น เท่าที่ทราบไม่มีรายงานการจับกุมผู้ร่วมกิจกรรม ขณะที่นักศึกษาที่ต้องไปรายงานตัวที่ สภ.ขอนแก่นก็ยังไม่ได้เดินทางไปรายงานตัวแต่อย่างใด

บรรยง พงษ์พานิช : ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง...ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง...ทำได้จริงหรือ?.

ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง...ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง...ทำได้จริงหรือ?....(7 มิย.2558)
สองประโยคข้างบนนั้น เราได้ยินกันจนเบื่อ ...ตั้งแต่ปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาถึงเดือน พค. 2557 ท่านกำนันนำตะโกนก้องเรียกร้องปฏิรูปตามท้องถนนเสียจนได้รับการประทาน"ปฏิวัติ"มาให้แทน ...เค้าว่าปฏิวัติเพื่อมาปฏิรูป สร้างแม้นำ้ห้าสาย วางRoad Map ชัดเจนว่า จะใช้เวลาปีเศษ ไม่เกินสองปี วาง"แนว"ปฏิรูป แล้วเราก็จะได้กลับสู่"ประชาธิปไตย"(ในรูปแบบอ่อนแก่ตามที่แม่นำ้จะวางไว้ให้) แต่อย่างน้อยก็จะมีการเลือกตั้งผู้ที่จะมาบริหารประเทศเสียที
ล่วงเลยมาได้ปีเศษ ถนนทำท่าจะไม่ราบรื่นตามที่เคยวาดฝัน แม่นำ้ไหลไม่ราบเรียบ ก็เลยมีผู้รวมกลุ่มกันเสนอว่า น่าจะต่ออายุการสร้างถนนไปอีกสักสองปี โดยใช้เหตุผลอ้างว่าควรรอให้การปฏิรูปเสร็จลุล่วงเสียก่อน เสียงเรียกร้องตะโกนก้อง ให้"ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง"จึงกลับมาดังกระหึ่มเมืองอีกครั้งหนึ่ง
ผมไม่อยากคาดเดากล่าวหาว่า ผู้ที่ลุกขึ้นมาริเริ่มเรื่องนี้มีประโยชน์ทับซ้อนใดๆหรือไม่ ท่านได้รับประโยชน์จากระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จนถวิลหาไม่อยากให้สิ้นสุดไปเร็วๆ หรือว่า ท่านหวังดีต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง จึงยอมที่จะเหนื่อยที่จะสละเวลามานั่งเป็น สนช. สปช.กันต่ออีกตั้งสองปี ...เอาเป็นว่า ผมเชื่อว่าเป็นอย่างหลัง คือ เจตนาดีจริงๆ
แต่ผมอยากจะถามว่า ...ที่เรียกว่า "ปฏิรูปให้เสร็จ"นั้น หมายความว่าอย่างไร ...ปฏิรูปแปลว่าอะไร ...จะปฏิรูปอะไรบ้าง ด้านไหนบ้าง ...แล้วทำไปถึงไหน วัดผลแค่ไหน ท่านถึงจะเรียกว่า"เสร็จ" ...เพราะถ้าไม่นิยามให้ชัด มันก็เป็นแค่วาทกรรมที่มีเจตนาแอบแฝง หามีความหมายใดๆไม่
ขออธิบายคำว่า"ปฏิรูป"อีกสักครั้งนะครับ (อธิบายหลายครั้งแล้ว) ...อันคำว่า"การปฏิรูป"ซึ่งแปลมาจากคำว่า Reform นั้น มันเป็นคำกลาง ที่อยู่ระหว่าง "พัฒนา"(Development) กับ "ปฏิวัติ"(Revolution) 
...อันว่า"พัฒนา"นั้น ก็หมายถึง สร้างสิ่งที่ควรมีให้มี ปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งๆขึ้นไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ง่ายกว่า เพราะสามารถมีสภาพWin-Winได้ เพราะว่าจะมีผลิตภาพเพิ่มที่จะไปแบ่งปันกัน ...แต่การ"ปฏิรูป"นั้น มันหมายถึงว่า สิ่งที่มี สิ่งที่เป็นอยู่นั้น มันไม่เหมาะสม ครั้งหนึ่งอาจจะเคยดี เคยwork แต่มาวันนี้มันต้องปรับใหม่ มันต้องเปลี่ยน ต้องวางกรอบกันใหม่ ซึ่ง การปรับใหม่ ก็เลยมักจะทำให้เกิด"การแบ่งใหม่"ไปด้วย เลยทำให้มีคนได้ มีคนเสีย ไม่เกิดสภาพWin-Win เลยเป็นเรื่องยากกว่า ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ต้องสร้างกระบวนการให้มีการต่อรอง ต้องใช้เวลา ...ในขณะที่การ"ปฏิวัติ"นั้น หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนราก ถอนโคน อย่างฉับพลันทันใด เข้าสู่สิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง (ผมหมายถึง การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบ-Revolution นะครับ ไม่ใช่ปฏิวัติรัฐประหาร-Coup)
ประวัติศาสตร์บอกว่า"การปฏิวัติ"นั้นมักมีต้นทุนที่สูงมาก(การพัฒนาประเทศอาจชะงักงันไปได้เป็นช่วงอายุคนเลยทีเดียว) เพราะต้องทำลายรากฐานเดิมๆลงไป เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติบอลเชวิคของรัสเซีย การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตุง การปฏิวัติเวียตนาม เขมร หรือพวกอาหรับสปริงส์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ...ดังนั้น "การปฏิรูป"จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการเปลี่ยนแปลง
อย่างที่บอกแหละครับว่า การ"ปฏิรูป"นั้น มันเป็นกระบวนการ มันควรจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้องได้เสียมีส่วนร่วม มันต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องไปตลอด ยิ่งในโลกปัจจุบันซึ่งมีพลวัตสูง แทบจะบอกได้เลยว่า"การปฏิรูป"นั้นต้องทำต่อเนื่องไปตลอด ...แล้วมันจะเสร็จได้อย่างไรล่ะครับ ...แล้วเมื่อไหร่จะได้เลือกตั้งกัน ...จอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ใช้เวลา 12 ปี ร่างรธน.ให้เราได้เลือกตั้งกัน คราวนี้ท่าทางจะนานกว่านั้น
เอาเข้าจริงแล้ว "การปฏิรูป"ที่ดี ในความหมายที่เราควรทำในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น มันเป็นแค่การวางกรอบ วางกติกา วางแนวทาง กับริเริ่มเพื่อให้มันเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่ต้องการ ไม่ให้มีการบิดเบือน บิดเบี้ยวในสิ่งที่ไม่ต้องการได้อีก ...และเนื่องจากเราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้องไปทั้งหมด กรอบ กติกา แนวทางที่ว่านั้น ก็ต้องมีความยืดหยุ่นให้ผู้คนในอนาคตสามารถปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันคืออนาคตเขา ไม่ใช่อนาคตเรา ...ยังจำรธน.50ได้ไหมครับ เค้าบังคับให้ถ้ายุบสภาต้องเลือกตั้งใหม่ใน30วัน เลยไม่ให้รัฐบาลรักษาการณ์มีอำนาจ ทำอะไรไม่ได้เลย เจตนานั้นดี แต่พอเอาเข้าจริงจัดเลือกตั้งไม่ได้ ประเทศเลยเป็นอัมพาต พิการไปเกือบครึ่งปี เสียหายมากมาย
แล้วเราจะปฏิรูปด้านไหนบ้างล่ะครับ ...ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านประสิทธิภาพรัฐ ด้านต่อต้านคอร์รัปชั่นฯลฯ หลายสิบด้าน จาระไนไม่หมด ...แล้วจะทำให้เสร็จได้อย่างไร
ในความเห็นของผม ...การปฏิรูปที่สำคัญที่สุด ก็คือด้านการเมือง แต่ผลที่ออกมาได้ ก็จะเป็นเพียงกฎกติกา การเข้าสู่อำนาจรัฐ กรอบในการใช้อำนาจรัฐ และกลไกตรวจสอบคานอำนาจต่างๆ ...ผมเห็นด้วยว่าเราต้องวางกรอบ ไม่ยอมให้ผู้มีอำนาจนำเอาทรัพยากรอนาคตของลูกหลานมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยไร้เหตุผล มาทำประชานิยมซื้อเสียงระยะสั้น ...ผมเห็นด้วยว่าเราต้องวางกฎ วางระบบ ให้การโกงกิน การคอร์รัปชั่นเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกนั้น จะทำไม่ได้ง่ายๆอีกต่อไป ...ผมเห็นด้วยว่า เราต้องจำกัดขนาด บทบาท และอำนาจรัฐลง. แต่การจะใส่กรอบ ใส่กฎ ใส่กลไกคาน มากจนเกินไป ย่อมเกิดต้นทุนอนาคต ขาดความยืดหยุ่นในการบริหาร ยิ่งร่างรธน.บางส่วน ยังแทบจะไปคาดการณ์วางนโยบายบริหารให้อนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
อย่างเรื่องสองเรื่อง ที่ผมไปช่วยทำอยู่ คือ เรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ กับการออกมาตรการป้องกันคอร์รัปชั่นนั้น ขอเรียนยืนยันความเห็นว่า ไม่ได้ต้องการเวลาเพิ่มเลย มาตรการที่เตรียมไว้ ถ้าไม่ได้ทำ ไม่ได้เริ่มในปีนี้ ก็คงไม่ได้ทำตลอดกาลอยู่ดี แถมมาตรการที่ว่าก็เป็นเพียง การวางกรอบ วางระเบียบ วางองค์กร ที่จะใช้ปฏิรูปไปเรื่อยๆภายใต้ระบอบปชต.ปกติ ซึ่งหมายถึงเลือกตั้งเมื่อไร ระบบก็ควรจะยังคงอยู่ต่อไป และเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีเหตุผลอันสมควร
ประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ได้สอนเราว่า การปฏิรูปที่ดีนั้น เกิดขึ้นได้ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบบที่สามารถสร้างกลไกที่จะกดดัน ส่งเสริม สนับสนุน และควบคุมการปฏิรูปให้ประโยชน์ตกกับคนส่วนใหญ่ได้ดีที่สุด
ที่น่ากังวลสำหรับผม...มีคนไม่น้อย ที่พยายามชี้นำว่า ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งนั้น ไม่เหมาะกับประเทศไทย เนื่องจากว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เพียงพอ
ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วจะให้เป็นอะไรล่ะครับ...
โลกมีการปกครอง 4 แบบ ราชาธิปไตย เผด็จการเบ็ดเสร็จ(ที่เราเป็นอยู่วันนี้) คณาธิปไตย และประชาธิปไตย แต่ละอย่างก็มีดีกรีอ่อนแก่ไม่เท่ากันอีก
อย่างประชาธิปไตย ซึ่งตามนิยามของลินคอล์น ก็คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ก็มีหลักการสำคัญที่สุด คือ เสรีภาพ และ เสมอภาค ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ในระยะยาว จะนำความเจริญ มั่งคั่ง มั่นคง และสงบสุข มาให้เหนือกว่าระบบอื่นๆ
ถ้าท่านนำ ดรรชนี 3 ตัว มาเรียงกัน คือ ดรรชนีความมั่งคั่งที่วัดโดย per capita GDP ดรรชนีความโปร่งใสที่วัดโดย Corruption Perception Index และดรรชนีความเป็นประชาธิปไตยที่วัดโดย Democracy Index ของทุกประเทศในโลกมาพลอตกราฟด้วยกัน ก็จะเห็นความสัมพันธ์(Correlation)กันอย่างสูงของทั้งสามดรรชนี ซึ่งหมายความว่า ประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ก็ย่อมมีการคดโกงน้อย และมีความมั่งคั่งสูงตามไปด้วย อย่างเช่น นอร์เวย์ ซึ่งเป็นอันดับ1 ด้านการเป็นปชต. ก็รำ่รวยอันดับ6ของโลก และมีคอร์รัปชั่นน้อยเป็นอันดับ6 เช่นเดียวกัน ...มีข้อยกเว้นไม่กี่ประเทศเท่านั้น เช่น ในจำนวนประเทศที่รำ่รวยและโกงน้อยที่สุด22 แห่ง มีแค่สองประเทศเท่านั้น ที่มีระดับความเป็นประชาธิปไตยตำ่ คือ สิงคโปร์ กับ ฮ่องกง (ซึ่งเราไม่มีทางเอาแบบอย่างได้ ผมว่าถ้า ลี กวน ยู มาเกิดเมืองไทย ท่านก็ยากที่จะได้รับความสำเร็จอย่างนี้) ...กับมีบางประเทศที่รำ่รวยทั้งๆที่ไม่เป็นปชต.กับยังมีโกงกิน แต่ก็เป็นเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เช่น ประเทศนำ้มันแถบตะวันออกกลาง แต่สมบัติส่วนใหญ่ก็เป็นของชีค ไม่ได้เป็นของประชาชน
ระบบที่อาจยังมีผู้เรียกร้อง ก็คือระบบ คณาธิปไตย หรือเรียกอีกอย่างว่า Aristocracy ซึ่งแปลตรงๆได้ว่า Rule of the Best หมายความว่า ให้คนดีเท่านั้นได้โอกาสปกครอง ...ปัญหามันอยู่ที่ว่า "กลุ่มคนดี"นั้น จะคัดสรรจัดหามาได้อย่างไร จะให้ใครมีสิทธิ์ ใครไม่มีสิทธิ์ ...จะเอาสายเลือดชาติตระกูลอย่างกรีกโบราณก็ไม่น่าจะใช้ได้แล้ว ...จะเอาระดับการศึกษาก็เป็นเรื่องวัดไม่ได้แล้ว(ผมเห็นนักการเมืองที่พวกท่านเกลียดก็จบดอกเตร์กันเป็นแถว เช่น ดร.ฉ. ดร.ท.) ...จะเอาระดับจ่ายภาษีก็เป็นเรื่องเลือกคนรวยและก็ผิดหลักการภาษีนั่นเอง ...เอาตำแหน่งราชการก็ห่วยแน่ๆ ...หรือจะเอาระดับคุณธรรมยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเห็นคนโกงแล้วไปสร้างวัด ไปไหนพระสงฆ์องคเจ้าท่านก็นับหน้าถือตาให้นั่งแถวหน้าเวลาทำบุญทุกที
...นี่แหละที่พัฒนาไปพัฒนามาก็เลยมาลงเอยที่"ประชาธิปไตย" คือ ให้ทุกคนเลือกโดยมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน จะผิดจะพลาดไปบ้างบางเวลา ก็ยังมีเสรีภาพที่จะส่งเสียง ที่จะชักชวนกันแก้ไขในคราวหน้า ถ้ากลัวประชาชนยังไม่มีความรู้ ก็มาแก้กันที่การให้ความรู้ ...ถ้าเราบอกว่า เขาไม่รู้เลยต้องให้เราปกครอง รับรองว่าจะมีคนพยายามทำให้เขาไม่รู้ตลอดไป
เขียนยืดยาว คงต้องขอสรุปเสียที ....ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ที่ทำได้และควรทำ คือ วางกรอบ วางแนว วางระบบ ที่จะให้การปฏิรูปเร่ิมต้นและจะพัฒนาต่อได้ น่าจะรีบๆแก้วิกฤติการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วกลับมาสู่Road Map กรอบเวลาเดิมให้ได้ ..."ทำให้น้อย แล้วถอยให้เร็ว"นี่เป็นทางที่จะได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อท่านผู้นำเอง และต่อประเทศชาติ ...อย่าไขว้เขวไปกับเสียงเรียกร้องให้อยู่ต่อนะครับ พิจารณาให้ดีนะครับ ว่าเขาเรียกร้องเพื่อท่าน เพื่อชาติ หรือ เพื่อสนองประโยชน์ของเหล่าผู้เรียกร้องเอง

แห่ศพลูก บุกร้อง “บิ๊กตู่“ ปมตำรวจประตูน้ำจุฬาฯ ยิงดับคาโรงพัก

พ่อแม่ สุดคาใจ !
แห่ศพลูก บุกร้อง “บิ๊กตู่“ ปมตำรวจประตูน้ำจุฬาฯ ยิงดับคาโรงพัก
หลังจากกรณีเกิดเหตุชายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิต ที่สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ตร.เผยนาทีหนุ่มถือมีดบุกโรงพัก บอก"จะมาฆ่าคน")
ในวันนี้ (8 มิ.ย.) นายกิตติศักดิ์ ขุนทองไทย อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี พร้อมด้วยจีระพงษ์ เจริญวินิช บิดาพร้อมภรรยาและญาติ ได้นำศพบุตรชายนาย อัศนีย์ชัยพล เจริญวานิช เข้าร้องเรียนถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์บริการประชาชน ฝั่งกพ. เพื่อขอความเป็นธรรม
โดยระบุว่าได้ขอตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดในเวลาเกิดเหตุ แต่ได้การปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม อีกทั้งยังติดใจที่ผู้เสียชีวิตถูกยิงใกล้จุดสำคัญ เหมือนเป็นการยิงจงใจเพื่อหวังผล มากกว่าที่จะเป็นการยิงระงับยับยั้งเหตุ เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ
พร้อมกันนี้นายกิตติศักดิ์ ยังระบุว่าผู้เสียชีวิต ไม่มีอาการทางประสาทตามที่เป็นข่าว และยังติดใจกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ผู้เสียชีวิตได้พกมีดเข้าไปอาละวาดบนโรงพัก เพราะผู้เสียชีวิตเป็นคนดีมีการศึกษา อีกทั้งที่ไปโรงพักเพื่อต้องการร้องทุกข์ และเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะเป็นผู้ระงับเหตุ มากกว่าเป็นผู้ก่อเหตุ


วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์" ร่ายเหตุผลนายกที่มาจากรัฐประหาร



"พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์" ร่ายเหตุผลนายกที่มาจากรัฐประหารตั้งแต่สมัย "ถนอม กิตติขจร" จนมาถึง "สุจินดา คราประยูร"

 วันนี้ (5 มิ.ย.) รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงยังเฟซบุ๊คส่วนตัว "พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์" โดยระบุข้อความว่าบทเรียนในอดีตแสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหาร โดยมีเครือญาติมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก เพื่อให้อุ่นใจนั้น ไม่ได้ให้ผลดีกับตัวนายกฯคนนั้นเลย
 ถนอม กิตติขจร ขึ้นเป็นนายกฯต่อจากสฤษดิ์ปลายปี 2506 พอปีต่อมา ประภาส จารุเสถียร ก็ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก และอยู่ยาวจนปลดเกษียณก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เพียงไม่กี่วัน ทั้งสองเกี่ยวดองเป็นญาติกันผ่านณรงค์ กิตติขจร ที่สมรสกับบุตรสาวของประภาส
 สุจินดา คราประยูร อยู่ในคณะ รสช. ที่ล้มรัฐบาลชาติชายปี 2534 และหลังเลือกตั้งปี 2535 ก็ขึ้นเป็นนายกฯ "คนนอก" โดยมี อิสระพงศ์ หนุนภักดี เป็น ผบ.ทบ. อิสระพงศ์เป็น "พี่เขย" ของสุจินดา

นายกไม่ขัดหากปชช.ให้อยู่ต่อ2ปี


นายกฯไม่ขัดหากประชาชนให้อยู่ต่อ 2 ปี แต่ต้องสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ พร้อมโยนถาม กกต.ทำประชามติได้หรือไม่

http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14334778681433477886l.jpg

5 มิ.ย.- พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงข้อเสนอของ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางส่วนที่เสนอให้ทำประชามติ ให้นายกรัฐมนตรีอยู่ต่ออีก 2 ปีเพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง ว่า สปช.เป็นเพียงประชาชนส่วนหนึ่ง ซึ่งจะต้องถามประชาชนอีก กว่า 60 ล้านคน ว่าต้องการให้อยู่ต่อหรือไม่ และต้องไปถาม กกต.ด้วยว่า สามารถทำประชามติในประเด็นนี้ได้หรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้ระบุไว้ ทั้งนี้หากเป็นความต้องการของประชาชนก็ไม่ขัดข้อง

สำหรับการตอบคำถามต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวานนี้ตนไม่ได้ตอบรับหรือยินดีแต่เป็นการให้เกียรติในฐานะผู้นำซึ่งการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งหากจะให้ตนอยู่ตนต้องไปหาวิธีการและทำอย่างไรให้ชาวต่างชาติยอมรับ

แต่ส่วนตัวยืนยันว่าจะทำทุกวันนี้ที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุดแต่บางอย่างต้องใช้เวลาตนไม่คิดที่จะผูกขาดอำนาจ โดยได้เขียนแผนการบริหารประเทศไว้แล้ว และรอรัฐบาลใหม่มาสานต่อ

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่าขณะนี้ไม่เครียดกับกระแสการอยู่บริหารประเทศต่อแต่เครียดเรื่องการแก้ปัญหาของประเทศหรือการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งหากไม่ผ่านก็ต้องปล่อยไปตามครรลองและเริ่มใหม่ และได้กล่าวติงการทำงานของสื่อว่ายังติดกับดักทางการเมือง ที่มุ่งแต่จะขายข่าว โดยนำเอาความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองต่างๆมาทำให้เกิดประเด็นจึงขออย่าให้สื่อก้าวข้ามให้พ้น และอย่าไปกดดันกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ระบุถึงการแก้ปัญหาการประมงของไทย ว่าที่ผ่านมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะได้รับการปรับอันดับที่ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้ประเทศปลอดภัย และแม้จะเห็นใจชาวประมงแต่ก็ไม่ควรเอาความยากจนมาเป็นข้ออ้างในการทำผิดกฎหมาย

‘พุทธะอิสระ’ จ่อล่าชื่อ หนุน’บิ๊กตู่’อยู่ 2 ปี

‘พระพุทธะอิสระ’ ยื่นหนังสือ กมธ.ยกร่าง รธน. ค้านถอนร่าง สมัชชาพลเมืองฯ จ่อล่าชื่อทำประชามติ เปิดทาง ‘บิ๊กตู่’ อยู่ปฏิรูปต่อ 2ปี ก่อนเลือกตั้ง

วันที่ 5 มิ.ย.58 พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย เดินทางยืนหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คัดค้านการถอนร่าง สมัชชาพลเมืองแห่งชาติ และสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติออกจากร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอให้มีการปฏิรูปเสร็จสิ้นก่อนให้มีการจัดการเลือกตั้ง โดยมีนายมานิจ สุขสมจิต รองประธานกรรมาธิการยกร่างฯ คนที่ 2 เป็นผู้แทนมารับหนังสือ

พระพุทธอิสระ กล่าวว่า ขอให้คงไว้ให้สมัชชาประจำจังหวัด และสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อให้อำนาจโดยตรงประชาชน มีส่วนร่วมชี้นำชุมชน ชี้นำชนบท ชี้นำประเทศ แม้จะมีเสียงคัดค้านบ้าง เพื่อแก้ไขการทำงานของรัฐและฝ่ายการเมืองทุจริต ซึ่งทำให้บ้านเมืองเสียหาย โดยภาคประชาชนสามารถตรวจสอบและแจ้งความร้องทุกข์ได้
อีกทั้งขอสนับสนุนการปฏิรูปให้สำเร็จก่อนการจัดการเลือกตั้ง โดยจะรวบรวมรายชื่อให้ได้ 50,000 รายชื่อ ให้ได้ก่อนวันที่ 10 มิ.ย.นี้ เพื่อให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญ และทำประชามติ เกิดการปฏิรูป แล้วมีการเลือกตั้ง ดังนั้นต้องทำประชามติเรื่องการปฏิรูปให้เสร็จสิ้นแล้วเลือกตั้ง เพื่อให้ คสช. ได้อยู่ได้นาน สัก1-2 ปี เชื่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกแก้ไขไปได้ เพราะพิสูจน์ได้แล้วว่า คสช.มีความจริงใจต่อบ้านเมืองนี้


วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปฏิวัติ เป็นบุญประเทศ....!! เป็นบุญที่หยุดความสูญเสียได้

ปฏิวัติ เป็นบุญประเทศ....!! เป็นบุญที่หยุดความสูญเสียได้
"เป็นการดีที่ นายกฯ ซึ่งตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ.ตัดสินใจออกมา ผมถือว่าไม่ได้เป็นการปฏิวัติ แต่เป็นการมาหยุดความขัดแย้งที่รุนแรง เป็นบุญที่สามารถหยุดไม่ให้มีคนเสียชีวิตได้ และเป็นบุญของประเทศชาติด้วย": พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม 4 มิถุนายน2558 รัฐสภา
ตั้งแต่ปี 2552-2553 ความขัดแย้งในประเทศค่อนข้างรุนแรง มีการใช้อาวุธสงคราม การเสียชีวิต ต่อสู้กันอย่างมากมาย จนมาถึงปี2557 ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องการโกรธ เกลียด แต่เป็นเรื่องทางการเมืองที่เกิดความไม่เข้าใจ มีการยกคนแต่ละพวกเข้ามา
"ผมเฝ้าดูสถานการณ์ และได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ว่าสถานการณ์ลำบาก ถ้าปล่อยไปแบบนี้ เราจะเป็นตะวันออกกลางหรือไม่ หรือจะเป็นแบบประเทศซีเรียหรือไม่ ที่ต้องมาสู้รบกันเอง เพราะรัฐบาลในขณะนั้นไม่มีอำนาจสั่งการประเทศ แก้ปัญหาในตอนนั้น มีเพียงเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้ามาดูแลเรื่องความสงบสุข การบริหารราชการแผ่นดินตอนนั้นเป็นสูญญากาศ
"ผมเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ตัดสินใจออกมา ตนถือว่าไม่ได้เป็นการปฏิวัติ แต่เป็นการมาหยุดความขัดแย้งที่รุนแรง เป็นบุญที่สามารถหยุดไม่ให้มีคนเสียชีวิตได้ และเป็นบุญของประเทศชาติด้วย"


'พล.ท.มนัส' วืดประกันศาล ถอดเครื่องแบบเข้าเรือนจำ

'พล.ท.มนัส' วืดประกันศาล ถอดเครื่องแบบเข้าเรือนจำ 
Cr:เดลินิวส์
เมื่อเวลา 10.45น.วันที่ 4 มิ.ย. พนักงานสอบสวน สภ.ปาดังเบซาร์ ได้เดินทางมารับตัว พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก หนึ่งในผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า ไปฝากขังที่ ศาลจังหวัดนาทวีแล้ว โดยมีการจัดขบวนรถพิเศษ ซึ่งประกอบด้วย กำลังเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธร จ.สงขลา ตำรวจ สภ.หาดใหญ่ ดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ สภ.หาดใหญ่ จนถึงศาลจังหวัดนาทวี ระยะทาง 60 กิโลเมตร หลังจากที่เสร็จสิ้นขบวนการสอบสวนเมื่อคืนนี้ และครบกำหนดการควบคุมตัวภายใน 48 ชั่วโมง โดย พล.ท.มนัส ยังคงปฏิเสธ ทั้ง 13 ข้อกล่าวหา และถูกคัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ระหว่างการควบคุมตัวไปยังศาลจังหวัดนาทวี พล.ท.มนัส ยังคงสวมเครื่องแบบทหารเต็มยศ ใบหน้าเคร่งขรึม และไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ โดยมีนายทหารพระธรรมนูญ และ สห.จาก มทบ.42 มาเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะคงคัดค้านการประกันตัวในชั้นศาลต่อไป ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ผู้ต้องหาคนสำคัญคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล แต่ศาลพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ พล.ท.มนัส ขณะนี้ต้องถอดชุดเครื่องแบบทหารและถูกควบคุมตัวไปยัง เรือนจำอำเภอนาทวี เพื่อฝากขังแล้ว“