PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รู้จักรึยังผบ.ตร.คนที่11จักรทิพย์ ชัยจินดา

11.40น.มติกตช.เอกฉันท์ตั้งจักรทิพย์ชัยจินดานั่งผบ.ตร.คนใหม่รอทูลเกล้าฯ-sms inn

////

รู้จัก สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา/แป๊ะ8กก./น.1อีซี่พาส/ จักรทิพย์ชัยจินดา ผบ.ตร.คนที่11คนตัวเล็กเมียรวยอีกแล้ว ทรัพย์สินเป็นพันล้าน
///

นักเลงเรียกเฮีย มาเฟียเรียกพี่ “พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา” แบเบอร์ ผบ.ตร. คนที่11


12ตุลาคม2557ผู้จัดการ

เขาได้รับการสนับสนุนจากพี่ๆทั้งสายทหาร สายตำรวจอีกทั้งปีกการเมืองสายบุรีรัมย์อันเป็นต้นตำรับกลุ่ม “สีน้ำเงิน”ก้าวขึ้นมาเป็น รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง และบริหาร 1 ทำท่าจะสืบต่อเป็น ผบ.ตร.อันดับที่ 11 ในปีหน้า...โดยใครก็ขวางไม่อยู่ เพราะเขาเป็นน้องรัก “พี่ป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ”ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนี้
       
       ยามนี้ถ้าตัดพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร.ออกไปพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รรท.รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคงและบริหาร 1 เป็นตำรวจที่ถูกสังคมไทยจับจ้องมากที่สุด
       
       ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ซึ่งมีทรัพย์สินมากกมายกว่า 900 ล้านบาท หรือการลงไปคุมคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
       
       เขา-พล.ต.ท.จักรทิพย์ มาจากไหน เส้นทางเติบโตในราชการตำรวจต้องฟันฝ่าอะไรมาบ้างรวมทั้งคำถมที่ว่าเขาร่ำรวยมาจากอะไร วันนี้ลองมาทำความรู้จักกับนายตำรวจผู้นี้ในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบ
       
       พล.ต.ท.จักรทิพย์ มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี บิดาคือนายประณีต ชัยจินดา นักธุรกิจคนดังแห่งอ่างศิลา ชลบุรีมีกิจการค้าอาหารทะเลและนายหน้าค้าที่ดินระดับ วีไอพี.แห่งภาคตะวันออก จักรทิพย์มีภรรยาชื่อ ดร.บุษบา ชัยจินดา ทายาทเจ้าของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ฐานะความเป็นอยู่จึงเข้าขั้นมีอันจะกิน ส่วนที่มีทรัพย์สินเฉียดพันล้านบาทนั้น ใครคิดว่าปกติหรือไม่ปกติก็แล้วแต่ใครจะคิด
       
       เส้นทางการศึกษาเมื่อจบจากวชิราวุธวิทยาลัย เข้าสอบเตรียมทหารแต่ไม่ติดจึงเอนทรานซ์เข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ปรากฏว่าติดทั้งจุฬาฯและสามพรานแต่เลือกเป็นตำรวจโดยจบนักเรียนนายร้อยรุ่น36 มีเพื่อนประจำรุ่นคนดังก็คือ พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ พล.ต.ต.ณรัชต์ เศวตนันท์ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงศ์ปิ่น พล.ต.ต.อิทธิพล ภิริยะภิญโญ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า และพล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช เป็นต้น
       
       ในระหว่างรับราชการยังหาทางก้าวหน้าเรียนต่อปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจ จากสหรัฐอเมริกา ศึกษาเพิ่มเติมหลักสูตรการสอบสวนเหตุระเบิดและหลักสูตร เอฟบีไอ.เส้นทางรับราชการส่วนใหญ่อยู่ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ถือเป็นลูกหม้อคนหนึ่งและด้วยอุปนิสัยที่สุขุมรุ่มลึก พูดน้อย กับอ่อนน้อมถ่อมตน มีจิตใจนักเลงแถมยังกล้าได้กล้าเสียจนเป็นที่เข้าตาถูกใจนายตำรวจรุ่นพี่ๆและในระดับผู้บังคับบัญชาเขาจึงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
       
       จนมาถึงยุค “ได้เสีย”นั่นคือสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดความวุ่นวายตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปีพ.ศ.2549 และได้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งในขณะนั้นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ก็ได้รับความไว้วางใจเลื่อนชั้นจากตำแหน่งรอง ผบก.จ.สมุทรสงคราม เป็นเป็น ผบก.สตม.ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ ดังปรากฏหลักฐานในการสัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งโดยเปรียบตัวเองว่าเป็นนักกีฬามีรัฐบาลเป็นโค้ช เมื่อโค้ชสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตามนั้นและเมื่อหมดเวลาเขาสั่งให้ออกจากสนามก็ต้องออก
       
       “ผมเคยทำงานกับท่านทักษิณ มาก่อนรวมทั้งท่านนายกฯอภิสิทธิ์ ด้วยมาถึงสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ก็ยังทำหน้าที่แต่ไม่รู้จะอยู่ได้แค่ไหน”พล.ต.ท.จักรทิพย์ กล่าวในตอนหนึ่ง
       
       เมื่อย้อนกลับไปยังเหตุการณ์การเมืองช่วงปี 2551 อันเป็นยุครัฐบาล “นอมินี”เป็นช่วงที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีซึ้งในขณะนั้น พล.ต.ท.จักรทิพย์ รับตำแหน่งเป็นผบก.สปพ.(191)มีพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เป็นผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้วเป็นผบช.น. รัฐบาลถูกต่อต้านจากพันธมิตรและประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางจนเกิดเหตุการณ์ถึงขั้นเสียเลือดเนื้อ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตากระหน่ำยิงใส่ประชาชนอย่างไม่ยั้งเป็นผลให้ “น้องโบว์”น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ถูกกระสุนแก๊สน้ำตาเข้าที่อกเสียชีวิตและยังมีผู้ร่วมอุดมการณ์ล้มตายอีกนับสิบ
       
       ในช่วงนั้นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ขยับขึ้นมาเป็นรองผบช.น.โดยมีพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล(ยศในขณะนั้น)เข้ามาทำหน้าที่แทนซึ่งหากพอจำกันได้มีภาพพล.ต.ท.จักรทิพย์ กำลังเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่โดนระเบิดขาขาดด้วยการถอดเสื้อช่วยมัดห้ามเลือดให้ ต่อมาผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรมได้ตั้งฉายาให้เป็น “สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา”
       
       นั่นคือจุดเริ่มต้นต่อการก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของนายตำรวจผู้นี้อย่างแท้จริง ลองติดตามต่อไปว่าแท้จริงตัวตนของนายตำรวจผู้นี้เขาซ่อนอะไรอยู่ เป็นนักกีฬาทำตามคำสั่งโค้ชอย่างนั้น หรืออ่านเกมใช้ความพริ้วพลิกเข้าหาขั้วอำนาจเพื่อชิงความก้าวหน้า ในห้วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จากรัฐบาลนายสมชาย มาเป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ เข้ามารักษาการณ์แทนพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ซึ่งโดนแรงกดดันจากการออกคำสั่งสลายม็อบ พร้อมๆกับการขยับขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าของพล.ต.ท.จักรทิพย์ โดยได้รับการเสนอชื่อจากพล.ต.อ.ประทีป ให้เป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และปี 2553 ขึ้นมาเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล”สืบต่อจากพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ 
       
       นับเป็นจังหวะชีวิตที่สู่ความรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง ทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียงและกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ไปด้วยก็คือบรรดาเพื่อนฝูงนักเรียนนายร้อยตำรวจร่วมรุ่น 36 และยังรวมไปถึงสายพ่อค้านักธุรกิจอันมีทั้ง “สีขาว สีเทา” ซึ่งถือว่าเป็นธรรมดาของตำรวจที่สั่งสมบารมีมานานว่ากันว่าบรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่หรือกลุ่มแก๊งมาเฟียต่างๆล้วนสยบอย่างราบคาบ
       
       จนเข้าสู่ยุค “คืนอำนาจ”ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เมื่อยุบสภาฯเข้าสู่โหมตการเลือกตั้งจนได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะรองนายกฯดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ออกมาแฉอภิมหาบ่อนแห่งหนึ่งในนามบ่อนพระราม 9 พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ในฐานะผู้รับผิดชอบและมีภาพชัดว่าอยู่เคียงข้างพรรคประชาธิปัตย์ จึงถูกบีบและย้ายไปเป็น ผบช.ภ.9 มีพล.ต.ท.วินัย ทองสอง หลานเขยพ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมารับตำแหน่ง น.1 แทน
       
       ในระหว่างการบริหารงานของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”สังคมตำรวจมองว่าพล.ต.ท.จักรทิพย์ คงไปไม่ถึงดวงดวงเพราะมองไม่เห็นทางเลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะกลับมาสู่อำนาจได้อีก ในระหว่างนั้นมีข่าวเช่นกันว่าพล.ต.ท.จักรทิพย์ มิได้อยู่งอมืองอเท้ายอมรับชะตากรรมอยู่เฉยๆ
       
       กระแสหนึ่งระบุว่าเขาได้เดินทางไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบโดยผ่านไปทางตำรวจยศพ.ต.อ. เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”เจ้าของสโลแกน “ได้ครับพี่...ดีครับผม...เหมาะสมครับท่าน” ซึ่งเป็นบุตรชายของคนใก้ลชิดพล.ต.อ.เสมอ ดามาพงษ์ พ่อตาอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้งสองโดยเที่ยวแรกพ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธให้พบแต่เที่ยวสุดท้ายสามารถเข้าไปเคลียร์ปัญหาคาใจกันได้
       
       เวลาต่อมาในการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2555 ก็ได้เลื่อนมาเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.ท่ามกลางความงุนงงของบุคคลในแวดวงสีกากี เพราะสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ไม่น่าจะรอดจากการถูกดองเค็มไปได้
       
       เมื่อการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่เครือข่าย “ทักษิณ”เต็มรูปแบบอีกครั้งอีกครั้ง ข่าวคราวของพล.ต.ท.จักรทิพย์ ค่อยๆหายไปแต่หายไปเพียง “ชื่อ”ส่วน “ชั้น”ยังไม่ลดเพดานบินแม้แต่น้อย ยังคง“จ่อคิว”พร้อมเข้าช่วงชิงตำแหน่งสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ทุกขณะ ขอ เพียงแค่ได้รับการสนับสนุนอีกครั้งให้เป็นระดับ รองผบ.ตร.การก้าวสู่ดวงดาวในตำแหน่ง ผบ.ตร.โดยไม่ยากเย็นพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา โผล่มาอีกครั้งเมื่อตอนปลายรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”เช่นการมอบหมายจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะ ผอ.ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.)ให้เป็นหัวหน้าชุดเจรจาขอคืนพื้นที่กระทรวงมหาดไทยจาก กปปส.
       
       หลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะทหารยึดอำนาจ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รักษาการณ์ ผบช.น.แทนพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคงได้ออกคำสั่งให้พล.ต.ท.จักรทิพย์ จัดชุดเฉพาะกิจตามล่าพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เป็นการประเดิม
       
       การแต่งตั้งโยกยายนายตำรวจประจำปีที่ผ่านมาเขาได้รับการสนับสนุนจากพี่ๆทั้งสายทหาร สายตำรวจอีกทั้งปีกการเมืองสายบุรีรัมย์อันเป็นต้นตำรับกลุ่ม “สีน้ำเงิน”ก้าวขึ้นมาเป็น รองผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง และบริหาร 1
       
       ทำท่าจะสืบต่อเป็น ผบ.ตร.อันดับที่ 11 ในปีหน้า...โดยใครก็ขวางไม่อยู่ เพราะเขาเป็นน้องรัก “พี่ป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ”ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนี้
////
จับตาดาวรุ่งยุทธจักรสีกากี อนาคตผงาด ‘ผบ.ตร.’ 

| เดลินิวส์
16กันยายน2557
หมวด: ออนไลน์ คำสำคัญ: สกู๊ปพิเศษ แต่งตั้งโยกย้าย 

ในที่สุด ก.ตร.ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ได้แต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ “รอง ผบ.ตร.-ผบช.” ทั่วประเทศทั้งหมด 57 ตำแหน่ง 

ท่ามกลางการลุ้นระทึกของยุทธจักรสีกากี เมื่อตรวจแถวรายชื่อ ให้จับตาไปที่ระดับ รอง ผบ.ตร.งวดนี้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน (นรต.35) จเรตำรวจแห่งชาติ สไลด์ออกมานั่งรอง ผบ.ตร.เกษียณอายุราชการ ปี 2562 พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา (นรต.36) ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่จะเกษียณปี 2563 พุ่งพรวดขึ้นมาเป็นรอง ผบ.ตร.ตัวหลัก ส่วน พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ (กอส.รุ่น 3) ได้นั่งตำแหน่งรองผบ.ตร.ตามที่ศาลปกครองสั่งเยียวยาไปก่อนหน้านี้ จะเกษียณปี 2560  ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ขยับขึ้นเป็น ที่ปรึกษา สบ 10 ติดยศ “พล.ต.อ.” ในอนาคตได้ลุ้นเข้าไลน์ตัวหลักรอง ผบ.ตร.อาทิ พล.ต.ท.ชัยยง กีรติขจร (นรต.32) และ พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล (นรต.34)  ระดับ ผบช.ที่ก้าวขึ้นมานั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.และมีสิทธิ์จะก้าวขึ้นไปชิงดำ ผบ.ตร.ในอนาคต น่าจะเป็น พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ดาวรุ่งนรต.37 ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.แซงเพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ที่โดนไปนั่งจเรตำรวจ (สบ 8)  สำหรับตำแหน่งระดับ ผบช.งวดนี้ต้องยอมรับว่า “เด็กขั้วอำนาจเก่า” โดนย้ายเข้ากรุแทบทุกคน พร้อมกับส่ง “เด็กในคาถา” เป็นที่ไว้วางใจ ของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อนของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นรต.31 ว่าที่ ผบ.ตร.เข้าไปนั่งบัญชาการแม่ทัพภาค ซึ่งมีหลายตำแหน่งที่โผมาพลิกในวินาทีสุดท้าย 

ในการประชุม ก.ตร.ครั้งนี้ โฟกัสไปยัง ผบช.คนใหม่ ที่อนาคตอาจได้ลุ้นเก้าอี้ ผบ.ตร.ที่ยุทธจักรสีกากีหลายคนใฝ่ฝัน  เริ่มตั้งแต่ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล (นรต.35) ว่าที่แม่ทัพนครบาลคนใหม่ พล.ต.ต. มนู เมฆหมอก (นรต.38) อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร.งวดนี้ขยับเป็น ผบช.สพฐ.ตำรวจ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ (นรต.38) รองผบช.ภ.5 ก้าวขึ้นมาเป็น ผบช.สกพ.(สำนักงานกำลังพล)  

วันที่ 1 ต.ค.นี้ พล.ต.อ.สมยศ จะก้าวขึ้นนั่ง ผบ.ตร.คนที่ 10 อย่างเต็มตัว จากนั้นต้องแบ่งงานให้ระดับ รองผบ.ตร.เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ที่ได้ให้ “สัญญาประชาคม” ไว้ตอนที่ได้รับการคัดเลือก เป็น ผบ.ตร.ที่ประกาศว่า “ทำให้ประชาชนรักตำรวจ” ดังนั้นยุทธศาสตร์ดังกล่าว ต้องเร่งขับเคลื่อนทันที พร้อมกับงานความมั่นคง งานฝ่ายปราบปราม ทาง พล.ต.อ.สมยศ จะเลือกใช้รองผบ.ตร.คนใด ยุทธจักรสีกากีทุกคนกำลังจับตา  

อย่าลืมว่า พล.ต.อ.สมยศ นั่ง ผบ.ตร.แค่ปีเดียว หลังจากปี 2558 จะเกษียณอายุราชการ ดังนั้นรอง ผบ.ตร.คนใดที่ยังไม่เกษียณอายุภายในปี 2558 ได้ลุ้นตำแหน่ง ผบ.ตร.ในอนาคตทันที เพราะ พล.ต.อ.สมยศ คือคนที่จะเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนต่อไป  

เมื่อตรวจดูชื่อรอง ผบ.ตร.ที่เป็นแคนดิเดต ผบ.ตร. ต่อจาก พล.ต.อ.สมยศ น่าจะถึงคิว พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ (นบ.รบ.7) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เพื่อนร่วมรุ่น นรต.31 ของ พล.ต.อ.สมยศ 

แต่ให้จับตา พล.ต.ท.จักรทิพย์ ที่จะเกษียณปี 2563 โผนี้ผงาดขึ้นมาเป็นรอง ผบ.ตร.ชนิดอะไรก็ขวางไม่อยู่ อีกคนก็ไม่ธรรมดา พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ที่จะเกษียณปี 2562 ส่วน พล.ต.อ.วุฒิ ที่จะเกษียณปี 2560 ก็ยังได้ลุ้นเช่นกัน  

ส่วนดาวรุ่งที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นคลื่นลูกใหม่ของยุทธจักรสีกากีในอนาคต ให้จับตา พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก และ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ เพราะยังเหลืออายุราชการอีกหลายปี ที่สำคัญได้ลุ้นเก้าอี้ ผบ.ตร. แต่จะถึงฝั่งฝันหรือไม่ อยู่ที่ปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวชี้วัด วงการยุทธจักรสีกากีไม่มีอะไรแน่นอน. ทีมข่าวหน้า1-รายงาน“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/266778
////

พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา (ชื่อเล่น: แป๊ะ) รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2502 จบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย, โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 36 (นรต.36) ปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาเพิ่มเติมหลักสูตรการสอบสวน (ATF-ILEA) และ หลักสูตร FBIรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

รับราชการโดยเริ่มต้นจากตำแหน่ง นายเวรผู้บังคับการประจำกรมตำรวจ สำนักงานกำลังพล และ สารวัตรแผนกสายตรวจรถยนต์และรถจักรยานยนต์ กองกำกับการสายตรวจ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2537-พ.ศ. 2538 ได้ย้ายเข้าสู่กองปราบปรามในตำแหน่งรองผู้กำกับ ในปี พ.ศ. 2539 ได้เป็นนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ (พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา) จากนั้นได้ทำงานในตำแหน่งงานด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะงานด้านปราบปราม เช่น รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม, รองผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ, รองผู้บังคับการกองปราบปราม, ผู้บังคับการกองตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานแห่งชาติ (ผบก.ตม.ทอช.) เป็นต้น

โดย พล.ต.ท.จักรทิพย์ได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบอีกคนหนึ่ง มีผลงานสำคัญ ๆ เช่น เป็นผู้เจรจาให้ปล่อยตัวประกันซึ่งเป็นผู้บัญชาการเรือนจำสมุทรสาคร กับกลุ่มนักโทษแหกคุกชาวพม่า ในปลายปี พ.ศ. 2543 ร่วมกับ พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผู้ช่วย ผบช.ภาค 7-ตำแหน่งและยศในขณะนั้น) เป็นต้น

ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งในอีก 6 วันต่อมา คือ ในวันที่ 7 ตุลาคม นั้นก็ได้เกิดเหตุการการสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาขึ้น โดยเป็นการสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการชุมนุม 193 วัน โดยตำรวจ ซึ่งในเหตุการครั้งนี้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ได้แสดงความมีมนุษยธรรมโดยการถอดเสื้อของตนเองเข้าพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นฝ่ายพันธมิตรฯด้วย จนได้รับฉายาว่า "สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา"[1]

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2552 ได้ย้ายเป็นรักษาการ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ก่อนจะได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 สืบต่อจาก พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์

นอกเหนือจากการรับราชการตำรวจแล้ว พล.ต.ท.จักรทิพย์ ยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) อีกด้วย

ข้อมูลส่วนตัว พล.ต.ท.จักรทิพย์ เป็นคนที่ส่วนสูงเพียง 165 เซนติเมตร หนักประมาณ 65 กิโลกรัม ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลรูปร่างเล็ก แต่ทว่าเมื่อแต่งเครื่องแบบแล้วจะพกพาอาวุธปืนขนาดต่าง ๆ พร้อมแม็กกาซีนบรรจุกระสุนและอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กุญแจมือหรือไฟฉาย ติดตัวไว้เสมอ ซึ่งรวมกันทั้งหมดมีน้ำหนักประมาณ 8 กิโลกรัม จนได้รับฉายาจากบุคคลใกล้ชิดว่า "แป๊ะ 8 กิโล"[2] และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนเมื่อปลายปี พ.ศ. 2553 ว่า "น.1 อีซี่พาส" เนื่องจากติดยศ พลตำรวจโท (พล.ต.ท.) อย่างรวดเร็วและเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทั้ง ๆ ที่เพื่อนร่วมรุ่นบางคนยังเป็นแค่สารวัตรเท่านั้น จึงคาดหมายว่าในอนาคต อาจจะได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะมีอายุราชการนานถึง 10 ปี[3]

ต่อมาในรัฐบาลที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พล.ต.ท.จักรทิพย์ ได้ถูกโยกย้ายไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค (ผบช.ภาค 9) โดยมี พล.ต.ท.วินัย ทองสอง เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน[4]

หลังจากรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ในวันที่ 24 พฤษภาคม ปีเดียวกัน ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แทนที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ศูนย์ราชการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ[5]

ในปี พ.ศ. 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ[6]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

    ///

    ยลโฉมบ้าน 150 ล.“จักรทิพย์-เมีย”สะสมภาพวาด-ปืน 70 ล.-รวย 968 ล.


    วันอังคาร ที่ 07 ตุลาคม 2557 เวลา 20:00 






    ยลโฉมบ้าน 150 ล้าน “จักรทิพย์ ชัยจินดา” รอง ผบ.ตร. สนช.ปี 57 พกปืน 45 กระบอก 4.4 ล้าน สะสมภาพวาดสีอาจารย์ดังอื้อ 66 ล้าน มีบัญชีเงินฝาก “แบงก์ ออฟ อเมริกา” 4 หมื่นดอลลาร์ – ขายพระเครื่อง 4 ล้าน ที่ปรึกษาบริษัท 4.8 แสน - รวยเบ็ดเสร็จ 968 ล้าน

    นอกเหนือจากงบราชการลับ 7.2 แสนบาทของ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ช่วงรับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2557 โดยระบุว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดงบลับดังกล่าวได้แล้วนั้น

    (อ่านประกอบ : “จักรทิพย์”โชว์เงินราชการลับ 7.2 แสนในบัญชี ป.ป.ช.-ปัดแจงรายละเอียด)

    พล.ต.ท.จักรทิพย์ ยังครอบครองปืนอีก 45 กระบอก มูลค่ารวมกว่า 4.4 ล้านบาท และพักอาศัยในบ้านของคู่สมรส มูลค่า 150 ล้านบาทอีกด้วย

    สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สนช. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 แจ้งว่า ดร.บุษบา ชัยจินดา คู่สมรส ครอบครองบ้านเลขที่ 99 หมู่ 5 แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดิน 3 แปลง ได้มาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2543 มูลค่า 150 ล้านบาท


    นอกจากนี้ยังแจ้งครอบครองปืนจำนวน 45 กระบอก มูลค่า 4,406,000 บาท แบ่งเป็น

    1.ยี่ห้อ วันซูสท์ เดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 ได้มาวันที่ 15 ต.ค. 2530 50,000 บาท 2.ยี่ห้อ โคลท์ ออโตเมติก ขนาด .45 ได้มาวันที่ 15 ต.ค. 2530 80,000 บาท 3.ยี่ห้อ โคลท์ ออโตเมติก ขนาด .45 ได้มาวันที่ 24 เม.ย. 2532 80,000 บาท 4.ยี่ห้อ สมิธแอนด์เวสสัน รีวอลเวอร์ ขนาด .357 ได้มาวันที่ 6 ก.ย. 2536 40,000 บาท 5.ยี่ห้อ เรมิงตัน เดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 ได้มาวันที่ 9 ก.พ. 2537 50,000 บาท 6.ยี่ห้อ มาลิน เดี่ยวไรเฟิล ขนาด .357 ได้มาวันที่ 27 ส.ค. 2538 50,000 บาท 7.ยี่ห้อ มาลิน เดี่ยวไรเฟิล ขนาด .44 ได้มาวันที่ 17 ส.ค. 2538 50,000 บาท 8.ยี่ห้อ เบรานิงค์ ออโตเมติก ขนาด 6.35 ได้มาวันที่ 17 ส.ค. 2538 1.5 แสนบาท 9.ยี่ห้อ ซีแซด ออโตเมติก ขนาด 9 มม. ได้มาวันที่ 10 ต.ค. 2538 70,000 บาท 10.ยี่ห้อ เบลนาลี เดี่ยวลูกซอง 8 นัด ขนาด 12 ได้มาวันที่ 27 ก.ย. 2538 90,000 บาท

    11.ยี่ห้อ อันชูสท์ เดี่ยวลูกกรด ขนาด .22 ได้มาวันที่ 5 ก.ค. 2538 40,000 บาท 12.ยี่ห้อ เรมิงตัน เดี่ยวลูกซอง 8 นัด ขนาด 12 ได้มาวันที่ 20 พ.ค. 2538 60,000 บาท 13.ยี่ห้อ สมิท รีวอลเวอร์ ขนาด .357 ได้มาวันที่ 13 มิ.ย. 2539 40,000 บาท 14.ยี่ห้อ เอชเค ออโตเมติก ขนาด 9 มม. ได้มาวันที่ 22 ต.ค. 2543 85,000 บาท 15.ยี่ห้อ โคลท์ ออโตเมติก ขนาด .45 ได้มาวันที่ 16 ก.ค. 2542 70,000 บาท 16.ยี่ห้อ โคลท์ ออโตเมติก ขนาด .45 ได้มาวันที่ 5 ม.ค. 2543 70,000 บาท 17.ยี่ห้อ พาราฯ ออโตเมติก ขนาด 9 มม. ได้มาวันที่ 2 สิงหาคม 2543 70,000 บาท 18.ยี่ห้อ สมิธแอนด์เวสสัน รีวอลเวอร์ .357 ได้มาวันที่ 22 พ.ค. 2545 50,000 บาท 19.ยี่ห้อ รูเกอร์ รีวอลเวอร์ ขนาด .357 ได้มาวันที่ 5 สิงหาคม 2545 50,000 บาท 20.ยี่ห้อ คาร์ ออโตเมติก ขนาด 9 มม. ได้มาวันที่ 8 ต.ค. 2545 50,000 บาท

    21.ยี่ห้อ เอส ที ไอ ออโตเมติก ขนาด 9 มม. 16 พ.ค. 2546 2 แสนบาท 22.ยี่ห้อ เอส ที ไอ ออโตเมติก ขนาด .40 ได้มาวันที่ 16 พ.ค. 2546 2 แสนบาท 23.ยี่ห้อ กล็อค ออโตเมติก ขนาด 9 มม. ได้มาวันที่ 11 ม.ค. 2548 70,000 บาท 24.ยี่ห้อ โคลท์ ปืนสั้น กึ่งอัติโนมัติ .45 มม. ได้มาวันที่ 10 พ.ย. 2552 70,000 บาท 25.ยี่ห้อ ทึกก้า เดี่ยวไรเฟิล ขนาด .223 ได้มาวันที่ 11 ธ.ค. 2552 2.5 แสนบาท 26.ยี่ห้อ เรมิงตัน เดี่ยวไรเฟิล ขนาด .223 ได้มาวันที่ 30 มิ.ย. 2553 90,000 บาท 27.ยี่ห้อ เอส ที ไอ ปืนสั้งกึ่งอัติโนมัติ .45 ได้มาวันที่ 23 เม.ย.2553 1.3 แสนบาท 28.ยี่ห้อ เรมิงตัน เดี่ยวไรเฟิล ขนาด .223 ได้มาวันที่ 28 ก.ค. 2553 90,000 บาท 29.ยี่ห้อ โคลท์ ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ .45 ได้มาวันที่ 2 พ.ย. 2553 90,000 บาท 30.ยี่ห้อ กล็อค ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ ขนาด .45 ได้มาวันที่ 17 มี.ค. 2554 1.5 แสนบาท

    31.ยี่ห้อ ซิกซาวเออร์ ปืนยาวลูกกรด .22 ได้มาวันที่ 28 มี.ค. 2554 30,000 บาท 32.ยี่ห้อ อินฟีนิตี้ ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ ขนาด .45 ได้มาวันที่ 25 ก.พ. 2554 2.4 แสนบาท 33.ยี่ห้อ อินฟินีตี้ ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ .45 ได้มาวันที่ 25 ก.พ. 2.4 แสนบาท 34.ยี่ห้อ สมิทแอนด์เวสสัน รีวอลเวอร์ .357 ได้มาวันที่ 26 พ.ค. 2554 1 แสนบาท 35.ยี่ห้อ กล็อค ออโตเมติก ขนาด 9 มม. ได้มาวันที่ 23 พ.ค. 2554 1.6 แสนบาท 36.ยี่ห้อ วอลควอทเซ่น เดี่ยวไรเฟิล .17 ได้มาวันที่ 29 เม.ย. 2554 98,000 บาท 37.ยี่ห้อ เรมิงตัน เดี่ยวไรเฟิล .308 ได้มาวันที่ 10 มี.ค. 2552 60,000 บาท 38.ยี่ห้อ เฮนรี่ ปืนยาวลูกกรด .22 ได้มาวันที่ 21 พ.ย. 2555 38,000 บาท 39.ยี่ห้อ มิตเชล์ ปืนยาวลูกกรด .22 ได้มาวันที่ 26 มิ.ย. 2551 58,000 บาท 40. ยี่ห้อ เอสทีไอ ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ .45 ได้มาวันที่ 9 ต.ค. 2555 2.2 แสนบาท

    41.ยี่ห้อ เอสทีไอ ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ 9 มม. ได้มาวันที่ 9 ต.ค. 2555 89,000 บาท 42.ยี่ห้อ กล็อค ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ 9 มม. ได้มาวันที่ 9 ส.ค. 2548 48,000 บาท 43.ยี่ห้อ กล็อค ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ 9 มม. ได้มาวันที่ 18 มิ.ย. 2557 90,000 บาท 44.ยี่ห้อง กล็อค ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ 9 มม. ได้มาวันที่ 18 พ.ค. 2557 90,000 บาท 45.ยี่ห้อ อินฟินีตี้ ปืนสั้นกึ่งอัติโนมัติ .45 มม. ได้มาวันที่ 26 มี.ค. 2557 2.1 แสนบาท

    นอกจากบรรดาปืน 45 กระบอกแล้ว พล.ต.ท.จักรทิพย์ ยังสะสมภาพเขียนสีของอาจารย์ด้านศิลปะเป็นจำนวนมาก รวมมูลค่ากว่า 66,490,000 บาท และมีพระบูชาและรูปหล่อหลายองค์ มูลค่ารวม 6.5 แสนบาท

    ทั้งนี้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ แจ้งว่า มีรายได้ทั้งหมด 15,396,307 บาท 

    แบ่งเป็นของ พล.ต.ท.จักรทิพย์ 6,520,120 บาท (เงินเดือน 810,720 บาท, เงินตำแหน่ง 509,400 บาท, เงินราชการลับ 7.2 แสนบาท, รายได้จากการจำหน่ายพระเครื่อง 4 ล้านบาท, เงินค่าที่ปรึกษา ม.ศรีปทุม + บริษัทเอกชนอื่น ๆ 4.8 แสนบาท) 

    ของ ดร.บุษบา ชัยจินดา คู่สมรส (รองอธิการบดี ฝ่ายบริหาร ม.ศรีปทุม) 8,876,187 บาท (เงินเดือน 1,737,663 บาท, เงินตำแหน่ง 144,000 บาท, เงินคืนประกันชีวิต (คู่สมรส) 2 ล้านบาท, ค่าเช่าที่ดิน 2,112,000 บาท, เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 134,524 บาท, ดอกเบี้ยหุ้นกู้,สถาบันการเงิน,หุ้นสามัญ 3 ล้านบาท)

    มีรายจ่ายทั้งหมด 10,290,780 บาท 

    แบ่งเป็นของ พล.ต.ท.จักรทิพย์ 1,760,000 บาท (ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 1,320,000 บาท, ค่าอุปการะบิดามารดา 6 แสนบาท, ค่าต่อทะเบียน,ประกันภัยรถยนต์/จักรยานยนต์ 1.4 แสนบาท) ของ ดร.บุษบา 8,530,780 บาท (ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 2,640,000 บาท, ค่าเล่าเรียนบุตร 8.5 แสนบาท, เงินผ่อนต่าง ๆ 1,534,219 บาท, ค่าต่อทะเบียนฯ 506,561 บาท, ค่าเบี้ยประกันชีวิต 3 ล้านบาท)

    มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 968,370,064 บาท

    แบ่งเป็นของ พล.ต.ท.จักรทิพย์ 87,467,441 บาท (เงินสด 1 ล้านบาท, เงินฝาก 6 บัญชี 3,719,441 บาท (บัญชีแบงก์ออฟอเมริกา 2 บัญชี รวม 4 หมื่นดอลลาร์), เงินลงทุน 2 แห่ง (บมจ.การบินไทย 2 พันบาท, บจ.อุบลชาติ 5 แสนบาท) 502,000 บาท, ที่ดิน 2 แปลง (จ.ระยอง 10 ล้าน ได้มา 4 ส.ค. 57) 14 ล้านบาท, ยานพาหนะ 5 คัน 7,350,000 บาท, ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 70,896,000 บาท

    ของ ดร.บุษบา 870,902,622 บาท (เงินสด 6 ล้านบาท, เงินฝาก 24 บัญชี 89,826,585 บาท, เงินลงทุน 38 แห่ง 175,172,975 บาท, ที่ดิน 84 แปลง 365,218,805 บาท, โรงเรือนฯ 17 หลัง 197,894,257 บาท (บ้านเขตสายไหม จ.กรุงเทพ 150 ล้านบาท), ยานพาหนะ 9 คัน 31.2 ล้านบาท, ทรัพย์สินอื่นฯ 5.5 ล้านบาท (นาฬิกา 3 เรือน))

    มีหนี้สินทั้งสิ้น 6,302,541 บาท เป็นเงินกู้จากธนาคารของ ดร.บุษบา ทั้งหมด

    มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 962,067,522 บาท

    อ่านประกอบ : ป.ป.ช.เล็งสอบ“จักรทิพย์”แจ้งรายได้งบลับ-โชว์สมบัติ“ครม.บิ๊กตู่” 31 ต.ค.

    จับตาคู่ชิง ผบ.ตร.คนใหม่ พรุ่งนี้รู้ชัดใครอยู่ในใจนายกฯ

    กทม. 13 ส.ค. – การประชุม ก.ต.ช.พรุ่งนี้ (14 ส.ค.) จับตา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทั้งสองนายมีโอกาสมากสุดที่จะได้รับคัดเลือกเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในใจนายกรัฐมนตรี ติดตามจากรายงานของทีมข่าวอาชญากรรม
    13-8-2558 19-44-35
    พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโส อันดับ 1 วันนี้ยังปฏิบัติหน้าที่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายประชุมคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา รองเอกถูกจับตามีโอกาสถูกเสนอชื่อเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ แต่มีกระแสข่าวว่าถูกเสนอชื่อไปเป็นปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
    พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อาวุโสอันดับ 5 ช่วง 2-33 วันนี้ ชื่อรองจักรทิพย์ ถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ผบ.ตร.คนใหม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่าพร้อมทำหน้าที่ เนื่องจากมีความรู้ความสามารถ แต่ยอมรับเรื่องอาวุโสน้อยอาจเป็นอุปสรรค
    นอกจากนี้ยังมีรอง ผบ.ตร.อีก 3 คน คือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ และ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน เป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ปีนี้ด้วย
    การประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) พรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วาระสำคัญคือคัดเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ จับตา พล.ต.อ.จักรทิพย์ หรือบิ๊กแป๊ะ ตำรวจสายบู๊ ที่มีแรงสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและฝ่ายการเมือง มีผลงานสำคัญ เช่น คดีคาร์บอมบ์เกาะสมุย ฆ่านักท่องเที่ยวเกาะเต่า และฆ่าพระหมอที่อุดรธานี รองจักรทิพย์ได้รับการขนานนามเป็น “มือประสาน 10 ทิศ” ติดตรงมีอาวุโสน้อยสุด  และเหลืออายุราชการมากถึง 5 ปี
    13-8-2558 19-47-26
    รองเอก เคยเป็นคู่แคนดิเดต กับ พล.ต.อ.สมยศ แต่พลาด จนมีข่าวลืออาจสลับกันเป็น  ผบ.ตร.คนละปี วันนี้ ถูกจับตาเพราะอาวุโสอันดับ 1 ตอกย้ำด้วยเป็นรุ่นน้องโรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนเดียวกับนายกรัฐมนตรี แต่จุดสะดุดคือ ไม่ได้เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ
    นาทีนี้เทียบชั้นเชิง รองเอก กับรองจักรทิพย์ ถือว่าสูสี อยู่ที่ใครจะอยู่ในใจนายกรัฐมนตรี คว้าตำแหน่ง ผบ.ตร.คนที่ 11. – สำนักข่าวไทย

    วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

    "หนึ่งปี สนช.: การพิจารณากฎหมายในสภา"

    หนึ่งปีที่ผ่าน มีร่างกฎหมายที่ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของสนช. 130 ฉบับ (ไม่รวม พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2557 และ พ.ศ.2558) เป็นกฎหมายที่เสนอโดย ครม.มากที่สุดคือ 105 ฉบับ โดย คสช. 21 ฉบับ สมาชิก สนช. 3 ฉบับ และประธาน ป.ป.ช. 1 ฉบับ

    ขณะที่กฎหมายที่ผ่านการพิจารณาแล้วจำนวน 108 ฉบับ ถูกเสนอโดย 23 หน่วยงาน กระทรวงการคลังเสนอมากที่สุดอย่างน้อย 18 ฉบับ รองลงมาคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างน้อย 9 ฉบับ กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงคมนาคมเสนอกฎหมายไปอย่างน้อย 7 ฉบับ

    ในบรรดากฎหมายทั้ง 108 ฉบับ เป็น "กฎหมายในประเด็นเทคนิค" ที่ไม่ได้มีเนื้อหาใหม่มากนัก แต่มุ่งเน้นการปรับปรุงในประเด็นที่กฎหมายเดิมอาจล้าสมัยไปแล้ว โดยไม่กระทบต่อสิทธิหน้าที่ของประชาชนหรือหน่วยงานของรัฐมากนัก ซึ่งมีอยู่ 14 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.ยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น, พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 63) เป็นต้น

    เป็น "กฎหมายที่แก้ไขจากกฎหมายเดิม" มีจำนวน 77 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์, พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เป็นต้น

    และเป็น "กฎหมายที่ออกใหม่" ที่ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายในประเด็นนี้มาก่อน จำนวน 17 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์, พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก, พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ เป็นต้น

    ในแง่กระบวนการออกกฎหมาย พบว่า จากการประชุมเต็มคณะรวมทั้งสิ้น 80 ครั้ง สามารถออกกฎหมายได้ 108 ฉบับ เฉลี่ยแล้วการประชุม 1 ครั้ง จะผ่านกฎหมายได้ 1.35 ฉบับ และหากคิดจากการทำงานที่ผ่านมา 12 เดือน เท่ากับ สนช. ผ่านกฎหมายเฉลี่ยเดือนละ 9 ฉบับ โดยที่ไม่เคยมีกฎหมายฉบับใดที่เมื่อ สนช. รับหลักการในวาระที่ 1 แล้วต่อมาถูกโหวตให้ตกไปเลยแม้แต่ฉบับเดียว

    เมื่อพิจารณาระยะเวลาในการออกฎหมายของ สนช. พบว่า ร่างกฎหมายที่พิจารณานานที่สุดคือ ร่างพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน การพิจารณานับตั้งแต่เข้าวาระแรกจนผ่านวาระที่ 3 ใช้เวลาไป 202 วัน หรือเกือบ 7 เดือน ส่วนร่างกฎหมายที่พิจารณาเร็วที่สุด พิจารณา 3 วาระรวดภายใน 1 วัน มีจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 63), ร่าง พ.ร.บ.กองอาสารักษาดินแดน และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม (องค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการยุติธรรม) ซึ่งยังไม่รวมถึงการแก้เพิ่มเติมไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่ผ่านสามวาระรวดเช่นเดียวกัน

    กระบวนการพิจารณากฎหมายของ สนช. เป็นไปอย่างรวดเร็ว และยังเป็นที่รับรู้ของประชาชนไม่มากนัก ทำให้มีกฎหมายหลายฉบับส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งมีกฎหมายมากกว่า 10 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาในขณะที่ยังเป็นข้อถกเถียงในสังคม เช่น พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เป็นต้น
    ติดตามเพิ่มเติมที่นี่
    +รายงานหนึ่งปี สนช. 1/3 : การพิจารณากฎหมายในสภา
    http://ilaw.or.th/node/3800
    +รายงานหนึ่งปี สนช. 2/3: การแต่งตั้ง-ถอดถอน
    http://ilaw.or.th/node/3798
    +รายงานหนึ่งปี สนช. 3/3: การใช้งบประมาณพิจารณากฎหมาย
    http://ilaw.or.th/node/3799

    โชว์ 3 คลิป "คุยมันส์ทันข่าว" ชนวนเหตุ เอเอสทีวี จ่อถูกพักใบอนุญาต ตามรอย "พีซทีวี"?

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม 2558 เวลา 14:47 น.

    isranews



    "...มีเสียงดังลอยมาตามลมว่า เรื่องนี้ควรทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะก่อนหน้านี้ กสท. ก็เคยสั่งลงโทษ บริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์พีซทีวี  ตั้งแต่สั่งพักใบอนุญาต จนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว (ปัจจุบันศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว) บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด ก็ควรจะต้องโดนเหมือนกัน..."
    pyyeeeeeee
    กำลังจะถูกเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เพื่อสั่งพักใบอนุญาตการแพร่ภาพออกอากาศเป็นระยะเวลา 15 วัน อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้  สำหรับ บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด 
    เนื่องจาก คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการที่มีพล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. เป็นประธาน  ได้พิจารณาเนื้อหารายการ "คุยมันส์ทันข่าว" ที่ออกอากาศทางช่องรายการ NEWS 1 แล้ว พบว่า มีเนื้อไม่เหมาะสม มีลักษณะที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่น ให้เกิดความขัดแย้ง และสร้างให้เกิดความแตกแยก รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

    (อ่านประกอบ : "เอเอสทีวี"ระทึก!อนุฯผังรายการชงกสท. สั่งพักใบอนุญาต15 วัน วิจารณ์ "บิ๊กตู่")

    ขณะที่มีเสียงดังลอยมาตามลมจากห้องประชุมว่า "เรื่องนี้ กสท.ควรทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะก่อนหน้านี้ กสท. ก็เคยสั่งลงโทษ บริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์พีซทีวี  ตั้งแต่สั่งพักใบอนุญาต จนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว (ปัจจุบันศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว) บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด ก็ควรจะต้องโดนเหมือนกัน
    ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า เนื้อหารายการ "คุยมันส์ทันข่าว" ที่คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการที่มีพล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ เป็นประธาน นำมาใช้ประกอบการพิจารณาการจะลงมติว่ามีเนื้อหาไม่เหมาะสม มีอยู่จำนวน 3 คลิป ด้วยกัน 
    คลิปแรก วันที่ 19 มิ.ย.2558 
    cippp2
     ฟังเนื้อหาในคลิป https://drive.google.com/file/d/0B92NuK5YL-eCRDZEdkIzQ3VndVE/view?pli=1
    คลิปสอง วันที่ 26 มิ.ย.2558 
    cipp1
     (ฟังเนื้อหาในคลิปhttps://drive.google.com/file/d/0B92NuK5YL-eCMkhHNGxkY0ZHSHc/view?pli=1)
    คลิปสาม 14 ก.ค.2558
    picgdgddddd
    ฟังเนื้อหาในคลิป https://drive.google.com/file/d/0B92NuK5YL-eCLTRpQzBwaDRVczQ/view?pli=1)
    จากการตรวจสอบเนื้อหาในคลิปทั้ง 3 คลิป ส่วนใหญ่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ตำรวจ เป็นหลัก รวมถึงการบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
    สำหรับผู้ดำเนินรายการตัวหลัก คือ "โสภณ องค์การณ์" และ "สุนันท์ ศรีจันทรา" 
    ขณะที่กรณีการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ของ บริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด เกิดขึ้นเมื่อวันที่  27 เมษายน 2558  โดย พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ “Dr.Natee Sukonrat @DrNateeDigital” ถึงมติให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์บริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด (เจ้าของสถานีโทรทัศน์พีซทีวี)
    พ.อ.ดร.นที ระบุว่า ในการประชุม กสท. ได้มีมติให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์บริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2558 ให้พักใบอนุญาตมาแล้วเป็นเวลา 7 วัน ทั้งนี้ เมื่อได้พิจารณาข้อร้องเรียนช่องพีซ ทีวี ซึ่งเป็นการพิจารณาตามบันทึกข้อตกที่ทางบริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ได้มีช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียมจำนวนหนึ่ง ถูกยุติการออกอากาศตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น เนื่องจากช่องรายการเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศโดยต่อเนื่อง
    “ต่อมาช่องรายการเหล่านี้ได้รับการอนุญาตให้ออกอากาศอีกครั้งโดยจะต้องมีการยอมรับข้อตกลงกับทาง กสทช. ในการระมัดระวังการออกอากาศโดยช่องรายการตกลงที่จะไม่ออกอากาศเนื้อหาที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่น ให้เกิดความขัดแย้ง และสร้างให้เกิดความแตกแยก” พ.อ.ดร. นที ระบุ
    พ.อ.ดร. นที ระบุอีกว่า กรณีของช่องรายการพีซ ทีวี เป็นช่องหนึ่งที่ได้ทำข้อตกลงดังกล่าว และได้มีข้อร้องเรียนการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อตกลงมาตามลำดับ ได้มีการตักเตือน ทำความเข้าใจ ในระดับของอนุกรรมการด้านเนื้อหารายการของ กสทช. หลายครั้ง หลายวาระด้วยกัน ตั้งแต่ ต.ค. 2557 แต่พีซ ทีวี ยังคงนำเสนอเนื้อหาในลักษณะเช่นเดิม จนอนุกรรมการฯได้เสนอ กสท. เพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนของ พีซ ทีวี เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2558 โดย กสท. ได้มีมติให้ตักเตือน พีซ ทีวี เป็นลายลักษณ์อักษรให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และที่กำหนดในข้อตกลง
    “ต่อมา พีซ ทีวี ยังคงออกอากาศรายการที่ยังขัดต่อข้อตกลงดังกล่าวอีก จนกระทั่ง กสท. ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2558 ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการดังกล่าวส่งผลให้ พีซ ทีวี ต้องยุติการออกอากาศเนื้อหารายการตั้งแต่ 10 เม.ย. 2558 จนถึง 17 เม.ย. 2558” พ.อ.ดร.นที ระบุ
    พ.อ.ดร.นที ระบุว่า เมื่อ พีซ ทีวี ออกอากาศอีกครั้งในวันที่ 18 เม.ย. 2558 ได้ออกอากาศมีเนื้อหาละเมิดต่อข้อตกลง ในลักษณะเช่นเดิม ดังนั้นสำนักงาน กสทช.ได้นำเสนอวาระต่อที่ประชุม กสท. เพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว ที่ประชุมจึงได้มีมติให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ซึ่งมติดังกล่าว กสท. เป็นการพิจารณาตามกระบวนการมาเป็นลำดับ ด้วยการทำความเข้าใจ แจ้งเตือน พักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการฯ
    “เมื่อ กสท. ได้พิจารณาถึงการกระทำโดยถี่ถ้วนว่าเป็นลักษณะเข้าข่ายการกระทำที่เป็นความผิดซ้ำซาก ที่ประชุมจึงได้มีมติใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มาตรา 37 ” พ.อ.ดร.นที ระบุ 
    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม PEACE TV ถูกมองว่าเป็นช่องดาวเทียมของกลุ่มคนเสื้อแดง และในการแพร่ภาพออกอากาศก็มีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างน้อย 4 ราย ที่ร่วมเป็นพิธีกร/ผู้ดำเนินรายการ อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ผู้ดำเนินรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” นพ.เหวง โตจิราการ ผู้ดำเนินรายการ “เดินหน้าต่อไป” นายนิสิต สินธุไพร ผู้ดำเนินรายการ “เปิดปมสู่ปฏิรูป” นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ผู้ดำเนินรายการ “คิดรอบด้าน”
    ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยออกมาตั้งข้อสังเกตกรณีที่ กสท.มีมติให้พีชทีวีและทีวี24 งดออกอากาศ 7 วัน ก่อนหน้านี้ ว่า "นี่ถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งว่า ฝ่ายรัฐเลือกที่จะใช้อำนาจจัดการทุกอย่าง แทนที่จะเปิดช่องให้คนเห็นต่างได้สื่อสารบ้างเพื่อคลายความกดดัน" 
    ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาล โดยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2558 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม พีซทีวี (PEACE TV) ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทำให้ปัจจุบัน พีซทีวี สามารถออกอากาศได้ตามปกติ
    ส่วนการพิจารณาบทลงโทษ ของ บริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งถูกระบุว่าสถานีโทรทัศน์ของกลุ่มคนเสื้อเหลือง ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะซ้ำรอยถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล เหมือนกรณี "พีซทีวี" หรือไม่ 
    โปรดจับจองมองดู "หน้าจอทีวี" อย่างใกล้ชิด!

    สหรัฐฯรับลูก UN ร่วมประณามศาลไทยเอาผิดสถานหนักพวกหมิ่นสถาบัน


    สหรัฐฯรับลูก UN ร่วมประณามศาลไทยเอาผิดสถานหนักพวกหมิ่นสถาบัน

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
    13 สิงหาคม 2558 05:44 น. (แก้ไขล่าสุด 13 สิงหาคม 2558 08:00 น.)
    สหรัฐฯรับลูก UN ร่วมประณามศาลไทยเอาผิดสถานหนักพวกหมิ่นสถาบัน
    เมื่อวันศุกร์ (7 ส.ค.) ศาลทหารไทยสั่งลงโทษจำคุกผู้ต้องหาชายคนหนึ่ง ในฐานความผิดล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเวลา 30 ปี และในวันเดียวกันผู้ต้องหาหญิงอีกคนก็ถูกจำคุกเป็นเวลา 28 ปี จากความผิดโพสต์หมิ่นสถาบันบนสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน
            รอยเตอร์/เอเอฟพี - สหรัฐฯเมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อคำตัดสินระวางโทษยาวนานของศาลทหารไทยต่อผู้ต้องหา 2 คน ที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานฐานหมิ่นสถาบัน ระบุไม่มีใครควรโดนคุมขังจากการแสดงออกอย่างสันติ
          
           เมื่อวันศุกร์ (7 ส.ค.) ศาลทหารไทยสั่งลงโทษจำคุกผู้ต้องหาชายคนหนึ่ง ในฐานความผิดล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเวลา 30 ปี ถือเป็นการลงระวางโทษหนักหน่วงที่สุดสำหรับข้อหานี้ แม้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย และในวันเดียวกัน ผู้ต้องหาหญิงอีกคนก็ถูกจำคุกเป็นเวลา 28 ปี จากความผิดโพสต์หมิ่นสถาบันบนสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน
          
           “เรากังวลอย่างยิ่งต่อคำพิพากษาระวางโทษจำคุกที่ยาวนานของศาลทหารไทยต่อประชาชน 2 คนที่ละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย” มาร์ค โทเนอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุ “ไม่มีใครควรถูกจำคุกจากการแสดงมุมมองอย่างสันติ”
          
           โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า “เราเรียกร้องเจ้าหน้าที่ไทยเป็นประจำทั้งอย่างลับ ๆ และแบบเปิดเผย ให้รับประกันว่าสิทธิการแสดงออกไม่ใช่อาชญากรรม และควรได้รับการปกป้องตามพันธกิจและพันธสัญญาระหว่างประเทศของไทย” โทเนอร์ กล่าว “และผมอยากบอกด้วยว่าสหรัฐฯก็ให้การเคารพอย่างที่สุดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเช่่นกัน”
          
           ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) สหประชาชาติ ประณามคำพิพากษาระวางโทษยาวนานอย่างน่าตกใจของศาลทหารไทยที่กำหนดต่อผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นสถาบัน พร้อมเรียกร้องแก้ไขกฎหมายและปล่อยตัวผู้ต้องโทษเหล่านั้น
          
           สหประชาชาติระบุว่า นายพงษ์ศักดิ์ ศรีบุญเพ็ง อายุ 48 ปี ถูกพิพากษาจำคุก 60 ปี ในฐานความผิดพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 6 กรรม จากการโพสต์เฟซบุ๊กระหว่างปี 2013 - 2014 แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 30 ปี ส่วน นางศศิวิมล ปฐมวงษ์ฟ้างาม อายุ 34 ปี ถูกพิพากษาจำคุก 56 ปี แต่ศาลลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง หลังรับสารภาพโพสต์เฟซบุ๊กดูหมิ่นสถาบัน 7 กรรม
          
           สหรัฐฯเป็นพันธมิตรที่ยาวนานของไทย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติเสื่อมทรามลงนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน โดยวอชิงตันระงับเงินช่วยเหลือและยกเลิกความร่วมมือด้านความมั่นคงบางอย่างเป็นการตอบโต้

    วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

    บทวิเคราะห์ "ดิโพลแมต" ถ้าไทยยื้อเลือกตั้งอีก สหรัฐคงจะตอบโต้หนักกว่าเดิม

    วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 08:45:00 น

    วันที่ 11 ส.ค. เดอะดิโพลแมต เว็บไซต์ข่าววิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ เผยแพร่บทความวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยนายชอว์น ดับเบิลยู. คริสพิน ว่า ภายหลังมีสัญญาณว่าการเลือกตั้งของไทยมีแนวโน้มจะเลื่อนจากปี 2559 ไปเป็นปี 2560 อาจทำให้สหรัฐอเมริกาตอบโต้ไทยหนักกว่าการคว่ำบาตรความร่วมมือและความช่วยเหลือด้านการทหาร รวมถึงการทูต จากกรณีก่อการรัฐประหาร

    ดิโพลแมตตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากวุฒิสภาสหรัฐเพิ่งลงมติรับรองการแต่งตั้งนายเกล็น เดวีส์ อดีตผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือ เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน มีความเป็นไปได้ว่า การส่งทูตมาไทยไม่ใช่การลดความตึงเครียด แต่จะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลไทยเร่งคืนอำนาจแก่ประชาชน
     
    ท่าทีนี้จะไม่เหมือนในยุคที่นายราล์ฟบอยซ์เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย และมีสัมพันธ์อันดีกับกองทัพและกลุ่มชนชั้นสูง ที่ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านการรัฐประหารในปี 2549

    สำหรับยุคของนางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตหญิงสหรัฐ เห็นได้ชัดถึงการยึดแบบแผนตามระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับความชื่นชมที่มีต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาการเลือกตั้ง จึงไม่แปลกที่นางเคนนีย์ปฏิเสธการเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในช่วงแรก แม้ต่อมาจะเข้าหารือกับบุคคลอื่นในรัฐบาล แต่เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่มีกับไทยมากกว่า ในฐานะที่ไทยเป็นพันธมิตรหลักของนโยบายต่อสู้กับการก่อการร้าย

    นายเมอร์เรย์ ฮีเบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (ซีเอสไอเอส) เสนอแนะต่อคณะอนุกรรมาธิการสภาผู้แทนสหรัฐเมื่อเดือนมิ.ย. ว่า หากการเลือกตั้งของไทยเลื่อนออกไปจากเดือนก.ย.2560 รัฐบาลควรย้ายจุดศูนย์กลางที่ตั้งของหน่วยงานการพัฒนาระหว่างประเทศ หน่วยสอบสวนกลาง และศูนย์บัญชาการปฏิบัติการต่อต้านการค้ายาเสพติด ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังชาติอื่นในอาเซียน รวมถึงแต่งตั้งทูตพิเศษว่าด้วยกิจการในไทย แยกกับตำแหน่งเอกอัครราชทูต เพื่อหารือและเป็นตัวกลางเจรจากับรัฐบาลทหารไทยโดยตรง ซึ่งนายราล์ฟ บอยซ์อาจเหมาะสมกับหน้าที่นี้ที่สุด

    นายเดสมอนต์ วอลเตอร์ ผู้แทนอาวุโสกระทรวงกลาโหมสหรัฐระหว่างปี 2555-2558 ระบุว่า เพนตากอนต้องการใช้การทูตเพื่อยุติความขัดแย้งกับกองทัพไทยเช่นกัน หลังจากความพยายามกดดันให้รัฐบาลทหารคืนอำนาจแก่ประชาชน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการทางความมั่นคงของทั้งสองประเทศ เมื่อไทยหันไปสานสัมพันธ์ทางทหารกับจีน

    กรณีที่รัฐบาลไทยจะซื้อเรือดำน้ำมูลค่า 36,000 ล้านบาทจากจีนนั้น นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การให้บริการหลังการขายและการซ่อมบำรุงเรือดำน้ำจะเป็นช่องทางให้จีนพัฒนายุทธศาสตร์เข้าถึงฐานทัพเรือสัตหีบและอ่าวไทยมากขึ้นขณะที่คำสั่งระงับซื้อเรือดำน้ำชั่วคราวของพล.อ.ประยุทธ์อาจเกิดจากการเล็งเห็นความกังวลของสหรัฐในจุดนี้แต่ถ้าถูกคว่ำบาตรอีกอาจผลักดันให้รัฐบาลทหารยิ่งถลำลึกไปตามกลยุทธ์ของจีน

    ที่มา ข่าวสดออนไลน์

    สาเหตุน้ำมันขึ้นรอบที่สองในเดือนนี้



    สาเหตุน้ำมันขึ้นรอบที่สองในเดือนนี้
    ----------
    วันก่อนพึ่งจะลุ้นให้ราคาน้ำมันดิ่งลงใกล้จะแตะ 42 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลแล้วเชียว พอแวะเข้าไปดูกราฟราคาน้ำดิบทั่วโลก กลับพบว่าชี้โด่งขึ้นมาอีกครั้งแล้ว เกิดอะไรขึ้น? ขนาดสหรัฐฯประกาศเพิ่มแซงชั่นบริษัทน้ำมันและแก๊สของรัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อนก็ยังไม่ขึ้นเลย สงครามในเยเมนมีความตึงเครียดมากขึ้น ก็ยังไม่ขึ้น สหรัฐฯเปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มไอซิสและตุรกีถล่มชาวเคิร์ดตั้งหลายรอบก็ไม่ขึ้น ก็เลยลองค้นหาข่าวเพิ่มเติมจากสื่อฯหลายสำนัก โป๊ะเชะ! ไปเจอคำตอบจากสื่อฯจีนวันนี้นี่เอง จีนบอกว่าที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ก็เพราะจีนนี่แหละ จริงดิ? (อ๊ะๆ! อ่านให้จบก่อนนะครับ)
    วันนี้ (11 ส.ค.58) สำนักข่าว People's Daily Online ของจีนอ้างสำนักข่าว Xinhua โดยพาดหัวข่าวว่า "Global oil prices rise on back of record high import by China" (ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมีสาเหตุมาจากจีนเพิ่มปริมาณนำเข้ามากขึ้น) ส่วน Xinhua พาดหัวข่าวว่า "Oil prices rise amid more China imports" (ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างจีนนำเข้ามากขึ้น) อ้อ… อย่างนี้นี่เอง คราวนี้มาอ่านเนื้อข่าวบ้างนะ
    รายงานข่าวบอกว่าจีนนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณ 30.71 ล้านตันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบปีนี้ จากการเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาโดยศุลกากรของจีน ข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าของจีนพบว่า มีการนำเข้าน้ำมันสูงกว่าสินค้าอย่างอื่น ซึ่งได้หนุนให้ตลาดน้ำมันดิบให้ดีขึ้น
    ราคาน้ำมันดิบได้รับการสนับสนุนจากตลาดทุน หุ้นของสหรัฐฯมีการซื้อขายในระดับสูงเมื่อวันจันทร์นี้ ซึ่งฟื้นตัวจากการซบเซาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
    เงินดอลล่าสหรัฐฯอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆในวันจันทร์หลังจากที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 4 เดือนในช่วงก่อนหน้านี้ รายงานข่าวบอกว่า การที่เงินดอนล่าร์อ่อนค่าลงทำให้ราคาน้ำมันดิบที่อิงดอลล่าร์ถูกลงตามไปด้วย และยิ่งดึงดูดผู้ซื้อให้หันไปถือสกุลเงินอื่นๆแทนเพิ่มมากขึ้น (ก็เงินหยวนไงครับ)
    (เมื่อเช้านี้ธนาคารกลางของจีนประกาศปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนเทียบกับดอลล่าสหรัฐฯครั้งใหม่ เป็น USD 1/ RMB 6.2298 จากวันจันทร์อยู่ที่ USD 1/ RMB 6.1162 รายงานข่าวบอกว่าส่งผลให้ค่าเงินหยวนของจีนตกลงไป 1.4% มาอยู่ที่ 6.2980 ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ณ เวลา 11:12 am ตามเวลาเซี่ยงไฮ้)
    ส่วนอีกข่าวหนึ่งเกี่ยวกับกระแสความนิยมในเงินหยวนของจีนในปัจจุบันนี้ก็คือที่แอฟริกาใต้ สำนักข่าว People's Daily Online ของจีนรายงานว่า การใช้สกุลเงิน RMB ของจีนในแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้น 33% เมื่อปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นเป็น 191% ในสองปีที่ผ่านมาก รายงานจาก Worldwide Interbank Financial Telecommunications (SWIFT)
    เมื่อเดือนมิถุนายน 2015 หนึ่งในสามของการชำระเงินระหว่างแอฟริกาใต้กับจีนแผ่นดินใหญ่ แอฟริกาใต้กับฮ่องกง ใช้สกุลเงินหยวนของจีน นอกจากนี้แล้วธนาคารกลางของเคนย่าพึ่งจะเปิดสาขาใหม่ซึ่งจะใช้เป็นศูนย์เคลียริ่งเงินหยวนของจีนในเมือง Nairobi เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ในเดือนเดียวกันนี้ธนาคารกลางของจีนก็ได้กำหนดให้สาขาของธนาคารกลางในเมือง Johannesburg เป็นธนาคารเคลียริ่งเงินหยวนขึ้นมาเป็นแห่งแรกในแอฟริกาด้วย
    นาย Munir Ahmed CEO ของธนาคารแห่งขาติของแคนยากล่าวว่าขณะนี้เงินหยวน (RMB) ของจีนได้กลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในโลก รัฐบาลและธนาคารแห่งชาติบางประเทศในแอฟริกาได้ซื้อพันธบัตร RMB ไว้เป็นทุนสำรองแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จาก 24 ประเทศที่ประกาศว่าได้ถือเงินหยวนของจีนไว้ มี 6 ประเทศจากแอฟริกาคือ Nigeria, South Africa, Kenya, Ghana, Angola, and Tanzania (หยวนไปโลดหละงานนี้ ดอลล่าร์สหรัฐฯก็แก่ชราไปตามกาลเวลา)

    หน่วยงานที่เข้าถึงสถานที่เกิดเหตุ 9/11 ในสหรัฐฯต่างก็เป็นโรคมะเร็งเกือบ 4,000 คน

    หน่วยงานที่เข้าถึงสถานที่เกิดเหตุ 9/11 ในสหรัฐฯต่างก็เป็นโรคมะเร็งเกือบ 4,000 คน
    -----------
    เอาแล้วไงความจริงค่อยๆถูกเปิดเผยออกมาเรื่อยๆแล้ว วันนี้ (12 ส.ค.58) สำนักข่าว Sputnik news อ้างรายงานข่าวจาก New York Post ของสหรัฐฯว่าเจ้าหน้าที่ที่เข้าถึงสถานที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2001 ซึ่ง (รัฐบาลสหรัฐฯอ้างว่า) เกิดจากการก่อการร้ายที่ตึก World Trade Center ในนคร New York City ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งถึง 3,700 คน (มันจะเป็นไปได้อย่างไร? เครื่องบินของผู้ก่อการร้ายตาลีบันที่นำโดยบินลาเดน บรรทุกระเบิดนิวเคลียร์หรือวัตถุที่มีกัมภาพรังสีสามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งไปด้วยหรือไง? นั่นสิ แต่รัฐบาลจักรวรรดิเฮเก้ไม่ได้บอกว่าบนเครื่องบินลำนั้นมีวัตถุลักษณะนั้นอยู่ด้วยนะ)

    รายงานข่าวบอกว่าบรรดาผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งได้รับการรับรองจากรัฐบาลกลางของสหรัฐฯว่ารวมอยู่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกของกรมดับเพลิงนิวยอร์ก (New York Fire Department) (จำนวน 1,100 คน) เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เข้าตรวจสอบสถานที่ Ground Zero (จุดศูนย์กลางของการระเบิดที่ร้ายแรง เช่นจุดศูนย์กลางการระเบิดนิวเคลียร์) (จำนวน 2,134) ผู้ลอดชีวิตเช่นคนงานในเขตเมืองและผู้อยู่อาศัย (จำนวน 467 คน)

    Dr. David Prezant หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของ FDNY กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยมากกว่า 2,100 คนได้ลาออกจากงาน เหตุขาดความสามารถ (disability) เนื่องจากความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับ World Trade Center

    Dr. David Prezant กล่าวในแถลงการณ์กับหนังสือพิมพ์ New York Post ว่า "สืบเนื่องจากลักษณะทางกายภาพในงานของพวกเขา ความป่วยไข้เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อสมาชิกของพวกเราและครอบครัวของพวกเขาเป็นอย่างมาก"

    รายงานข่าวบอกอีกว่า "ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ดูแลรับผิดชอบจาก FDNY จำนวน 109 คนซึ่งเสียชีวิตจากความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับจุด Ground Zero ด้วย ในจำนวนนั้นมี 44 คนเป็นโรคมะเร็ง"

    โฆษกของ FDNY กล่าวว่า "การวิจัยได้ตรวจพบมะเร็งในไทรอยด์ ลำไส้ ต่อมลูกหมาก ในเม็ดเลือดแพร่หลายอยู่ในกลุ่มสมาชิกของ FDNY ซึ่งเข้าไปทำงานอยู่ ณ จุด Ground Zero มากกว่าคนที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ ณ จุดนั้น" (กรรม!)

    Thomas Riley รองหัวหน้าของ FDNY อายุ 58 ปีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (non-Hodgkin's lymphoma) และมะเร็งเม็ดเลือด (blood cancer) มีเนื้องอกปรากฎขึ้นด้านหลังตาขวาของเขาด้วย เขาบอกกับหนังสือพิมพ์ฯว่า "นั่นมันช็อกเข้าไส้เลยหละ" (That was a shock to the gut)

    ในเหตุการณ์ 9/11 ครั้งนั้น Thomas Riley รีบเร่งออกจากบ้านของเขาบนเกาะ Long Island ไปที่สถานีดับเพลิง Jackson Heights และให้เพื่อนๆนักผจญเพลิงของเขาเข้าไปยังจุด Ground Zero ณ ที่ตรงนั้นบรรดานักดับเพลิงต่างก็พากันขุดหาผู้รอดชีวิตจนกระทั่งถึงตีสาม และกลับเข้าไปอีกทุกๆเช้าตลอดสัปดาห์
    Thomas Riley ผู้ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาสิ่งที่หลงเหลือในซากปรักหักพังกล่าวว่า "มันเป็นวันที่ยาวนานทุกวัน คุณมีเศษซากเครื่องบินลอยอยู่ในสายตาคุณ คุณต้องล้างตาคุณอย่างต่อเนื่อง" (เขาถูกส่งเข้าไป โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังเผชิญอยู่กับอะไร)

    แน่นอนว่าเป็นธรรมดาของสื่อฯสหรัฐฯและตะวันตกอยู่แล้ว หากมีใครออกมาเรียกร้องหรือทำให้รัฐบาลกลางเสียหน้าเขาจะตบท้ายข่าวในทางดิสเครดิตหรือทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้น หรือทำให้สังคมคิดว่ามีบางอย่างอยู่เบื้องหลังของการเคลื่อนไหวของบุคคลบางคนในครั้งนี้

    และแล้ว New York Post ก็ตบท้่ายว่า Thomas Riley ได้ล็อบบี้สภาคองเกรสให้ขยายกองทุนชดเชยเหยื่อในเหตุการณ์ 9/11 ออกไปอีก ซึ่งเสนอให้มีการรักษาทางการแพทย์ สำหรับผู้ที่เข้าอยู่ ณ จุด Ground Zero กองทุนดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือนตุลาคมปี 2016

    จบเลย การนำเสนอข่าวแบบนี้บอกได้ว่าเป็นการชี้นำเพื่อให้สังคมมองว่าคำพูดและการเรียกร้องของ Thomas Riley หรือคนอื่นๆ ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเขากำลังเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง แม้ว่าสมัยก่อนคนเหล่านี้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่ของชาวอเมริกัน ถึงกับมีการสร้างหนังฮอลลีวูดออกมาหลายเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการเหลียวแลอีกซะแล้ว ก็คงจะใกล้สมัยเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือใกล้วันครบรอบเหตุการณ์ 9/11 ที่จะถึงในเดือนหน้านี้แหละถึงจะมีการพูดถึงเรื่องนี้กันอีกครั้ง แทนที่สังคมจะตั้งคำถามกับ Ground Zero และนิวเคลียร์หรือสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย สื่อฯสหรัฐฯกับทำให้สังคมตั้งคำถามกับเหยื่อว่าต้องการอะไรอีก? ซะงั้น

    ศาลอินโดฯสั่งครอบครัว'ซูฮาร์โต'คืนเงินหลวง1.1หมื่นล้าน



    ศาลอินโดฯสั่งครอบครัว'ซูฮาร์โต'คืนเงินหลวง1.1หมื่นล้าน
    Cr:ผู้จัดการ
    เอเอฟพี - ศาลอินโดนีเซียสั่งให้กองทุนแห่งหนึ่งซึ่งก่อตั้งโดยนายซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการของอินโดนีเซีย จ่ายเงินคืนจำนวน 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ราว11,000ล้านบาท) ที่ฉ้อโกงกองทุนรัฐไป เจ้าหน้าที่เปิดเผยในวันอังคาร(11ส.ค.)

    ซูฮาดี โฆษกของศาลระบุว่าศาลฎีกาพิพากษาว่ากองทุนด้านการศึกษาแห่งหนึ่งซึ่งดูแลโดยครอบครัวของนายซูฮาร์โต ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวกลับเข้ารัฐ
    นายพลซูฮาร์โต ปกครองอินโดนีเซีย ด้วยระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ จนกระทั่งเขาถูกโค่นล้มจากการประท้วงของประชาชนในปี 1998
    องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ซึ่งเฝ้าระวังด้านคอรัปชัน ตราหน้าว่านายซูฮาร์โต เป็นผู้นำทุจริตที่สุดตลอดกาล โดยอ้างว่าเขาปล้นเงินประเทศระหว่างที่เขายังเรืองอำนาจราว 1,500 ล้านดอลลาร์(ราว52,000ล้านบาท) ถึง 3,500 ล้านดอลลาร์(ราว 122,425ล้านบาท)
    โฆษกของศาลเผยต่อว่าคำพิพากษาของศาลซึ่งมีคำตัดสินตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่เพิ่งเปิดเผยต่อสาธารณชนในสัปดาห์นี้ เกี่ยวข้องกับกองทุนซูเปอร์เซมา โดยกองทุนแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อมอบทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแก่เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน แต่ในคำฟ้องทางแพ่งที่ยื่นโดยอัยการสูงสุดกล่าวหาว่าครอบครัวของนายซูฮาร์โต ใช้กองทุนดังกล่าวยักยอกเงินรัฐ
    รายงานของหนังสือพิมพ์จาการ์ตา โกลบ ระบุว่าคำพิพากษาล่าสุดนี้ถือเป็นการกลับคำตัดสินเมื่อปี 2010 ที่ศาลเคยมีคำสั่งให้กองเงินจ่ายเงินคืนแก่รัฐเพียงเล็กน้อย แค่ 320,000 ดอลลาร์(ราว 11 ล้านบาท)
    ฮวน เฟลิกซ์ ทัมบูโพโลน ทนายความครอบครัวซูฮาร์โต บอกว่าทีมกฎหมายยังไม่ได้รับคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างเป็นทางการ และจะตัดสินใจอีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากได้เห็นเอกสารคำตัดสินแล้ว
    ซูฮาร์โต เสียชีวิตด้วยสาเหตุทางธรรมชาติในปี 2008 แต่ยังคงมีความโกรธแค้นสุมอยู่ในอกของชาวอินโดนีเซีย ต่อการปกครองของเขาในช่วงท้ายและครอบครัวของอดีตผู้นำจอมเผด็จการรายนี้ โดยลูกๆของเขา 6 คนต่างถูกกล่าวหากอบโกยความมั่งคั่ง จากการได้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงธุรกิจที่มีผลกำไร ในช่วง 3 ทศวรรษที่เขาปกครองประเทศ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร