PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

ฟัง บิ๊กตู่ นินทา อ.น้อง....ตามประสา คนเกรงใจเมีย

ฟัง บิ๊กตู่ นินทา อ.น้อง....ตามประสา คนเกรงใจเมีย....ใครที่ดุกว่า บิ๊กตู่ และคำยืนยัน ที่จะไม่กลับมาเป็นนายกฯอีก และเชื่อ ไม่มีปฏิวัติอีก
นายก” ร่วมทานข้าวกับสื่อฯทำเนียบฯ ขอบคุณที่ลงข่าวเต็มที่ ยอมรับเป็นคนใจร้อน เกรงใจเมีย เผยพร้อมคุย สื่อต่างประเทศ ถ้าสื่อนอก อยากพบตอนไปประชุม UN ให้ทำเรื่องมา แต่ไม่รู้เวลาให้ไหม ได้ข่าวว่ามีติดต่อมาเหมือนกัน ระบุอยากให้ประเทศสงบ ยันไม่เป็นนายกแล้ว นายกคนนอกก็ไม่เอา เผยยังไม่มีชื่อประธานกรธ.
ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบฯ
โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พูดคุยและสัมภาษณ์ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 4หลังเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
สำหรับอาหารกลางวันในครั้งนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้จัดเตรียม ข้าวเหนียว -ไก่ย่างเขาสวนกวาง ข้าวขาหมูตรอกซุง ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟวัดแขก ขนมจีนแกงเขียวหวานปลากรายป้าน้อย ถนนดินสอ ลอดช่องวัดเจษ ไอกรีมมหาชัย ผลไม้ เป็นต้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างร่วมรับประทานอาหารตอนหนึ่งว่า "วันนี้อยากทานอะไรเปรี้ยวๆ และเป็นคนที่ทานอะไรง่ายๆ เวลาทำงานอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้าก็จะสั่งอาหารย่านตลาดนางเลิ้ง ข้าวแกงบ้าง ก๋วยเตี๋ยวบ้าง เพราะเป็นคนทานง่าย
บิ๊กตู่ เผย วัยเด็ก พ่อสอนให้ทำทุกอย่าง รีดผ้า พ่อเราเย็บเสื้อก็ได้ เย็บจักรก็เป็น เย็บกระดุมเสื้อได้ ทำกับข้าวก็เก่ง สอนเราทุกอย่าง ช่วงเด็กๆทำเอง "เด็กๆผมต้องทำทุกอย่างเอง รีดผ้า พ่อสอนทำหมด แต่วันนี้มีคนมาคอยดูแลให้จะได้มีแรงที่จะมาทำงานต่างๆ ให้กับประเทศ"เผย คุณพ่อเป็นคนดุ ผมก็ถูกตี ถ้าไม่ดุป่านนี้เสียคนไปแล้ว ถ้าทำผิดก็ตี ส่วนคุณแม่ใจดี ซึ่งตอนนี้พ่อก็ป่วยซึ่งก็เป็นไปตามวัยอายุ 92แล้ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างร่วมรับประทานอาหารตอนหนึ่งว่า "วันนี้อยากทานอะไรเปรี้ยวๆ และเป็นคนที่ทานอะไรง่ายๆ เวลาทำงานอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้าก็จะสั่งอาหารย่านตลาดนางเลิ้ง ข้าวแกงบ้าง ก๋วยเตี๋ยวบ้าง เพราะเป็นคนทานง่าย
พลเอกประยุทธ์ เผยว่า ตั้งแต่เด็ก พันเอกประพัฒน์ คุณพ่อผมสอนให้ทำทุกอย่าง พ่อเราเย็บเสื้อก็ได้ เย็บจักรก็เป็น เย็บกระดุมเสื้อก็ทำได้ ทำกับข้าวก็เก่ง สอนเราทุกอย่าง ช่วงเด็กๆ ลำบากไม่มีใครมาทำอะไรให้ ต้องทำทุกอย่างเองตั้งแต่รีดผ้า
แต่วันนี้ก็มีคนมาคอยดูแลให้ก็จะได้มีแรงที่จะมาทำงานต่างๆ ให้กับประเทศ ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง
ยอมรับว่าคุณพ่อเป็นคนดุ ถ้าไม่ดุป่านนี้เสียคนไปแล้ว ถ้าทำผิดก็ตี ส่วนคุณแม่ใจดี ซึ่งตอนนี้ท่านก็ป่วยซึ่งก็เป็นไปตามวัยอายุ 92 ปีแล้วก็ต้องอ่อนแรงลงไป ความจำต่างๆ ก็ไม่ค่อยดีแล้ว แต่เรื่องเก่าๆ จะจำได้แม่น
"สำหรับผมสอนลูกก็มีตีบ้าง ถ้าทำผิดใช้มือตี แต่ตอนนี้โตแล้ว ไม่ตีแล้ว ช่วงเด็กๆ ก็มีดื้อบ้าง ซึ่งก็เป็นการสอนเราไปในตัวและทบทวนด้วยว่าขนาดลูกยังคิดไม่เหมือนเรา แล้วจะมาให้คนอื่นมาคิดแบบเราทั้งหมดคงไม่ได้ อยู่ที่ว่าจะร่วมมือกันได้ตรงไหน"
สิ่งที่เราพูดและรัฐบาลทำมาอาจจะไม่ถูกใจใครก็ได้ มีอะไรก็ให้เสนอเข้ามาไม่ใช่มาติทั้งหมดทั้งกระบวน ทุกคนก็รู้ปัญหาดังนั้นถ้าอยากได้อะไร แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ร่วมมือแล้วมันจะได้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก็ต้องไปหาทางออกมา เพราะปัญหามันผูกพันกับคนทั้งประเทศ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง ป่านนี้ไปได้ตั้งนานแล้ว อย่ามัวแต่คิดแต่เรื่องของตัวเอง แต่ก็โทษไม่ได้ เพราะเขายังยากจนอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องปวดหัวให้ทั้งผมและคุณสมคิด มานั่งคิดแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้ คิดตลอดวัน ตลอดคืน จนท่านสมคิดเป็นห่วง ไม่อยากให้เครียด แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากก็คือเวลาข่าวออกไปต่างประเทศแล้วมันแก้ลำบาก ในความเป็นจริงเราควรจะแก้ปัญหาของเรา"นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าวันนี้เกือบจะไม่ได้ลงมาร่วมทานอาหารด้วยแล้วเพราะยังรู้สึกงอนๆ อยู่ แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก ถ้าไม่ได้พูด ไม่เห็นหน้ากันก็คิดถึง เรามันคู่กันต่างคนต่างขาดกันไม่ได้ ถ้าไม่ได้พูดหรือโต้เถียงกันก็ปวดท้อง แต่ถ้าให้โมโหมากๆ เส้นโลหิตในสมองก็แตก
แต่โชคดีที่คนข้างๆ ผมทั้งท่านสมคิด พล.อ.สุรศักดิ์และพล.อ.วิลาส อรุณศรี เลขาฯ นายกรัฐมนตรี เป็นคนใจเย็น มีตนใจร้อนอยู่คนเดียว
เมื่อถามว่า เวลานายกฯ ใจร้อนและเผลอหลุดคำพูดต่างๆ ออกมา ภริยาดุหรือตำหนิบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า "ผมดุก่อน แต่พอเขาดุมา ผมก็สู้ไม่ได้ เขาเป็นอาจารย์ ผมเป็นลูกศิษย์ พอเวลาภรรยาผมดุ ผมก็เงียบ" ผู้สื่อข่าวชายจึงกระเซ้าว่า เจอแล้วคนที่นายกฯ กลัวที่สุดในประเทศ ทำให้นายกฯ หันย้อนถามกลับว่า "แล้วไม่กลัวหรือ ต้องเกรงใจด้วยนะ คือในบ้านมันควรจะไม่มีอะไร โมโหก็ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งวันนี้เราโมโหอะไรไม่ได้เลย พอเข้าบ้านเราอยากให้บ้านเราสงบสุขสบายใจ"
ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนว่าต้องขอบคุณทุกคนที่เสนอข่าวและลงความเห็นของตนเกือบทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจเพราะไม่เช่นนั้น คนเพียงไม่กี่คนก็มาสร้างความวุ่นวายซึ่งตนก็รู้สึกเบื่อหน่าย ยิ่งสื่อไปเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้ประชาชนก็จะเกิดความเข้าใจผิด และตั้งแต่ช่วงที่ตนเข้ามาทำงานเป็นนายกฯ ทำให้หนังสือพิมพ์ขายดีกว่าช่วงอื่นๆ เพราะคนชอบอ่านสิ่งที่พวกสื่อนำเสนอ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในงานการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ในวันที่ 23 กันยายน – 1ตุลาคมที่จะถึงนี้ ว่าจะมีการไปพบสื่อต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า เขาจะมาพบตนหรือไม่เล่า ถ้าพบได้ก็จะพบ ให้เขาทำเรื่องมาซิ ถ้าพบก็พบ แต่ไม่รู้จะมีเวลาหรือเปลา ตนไม่เคยกลัวนักข่าวอยู่แล้ว ส่วนหัวข้อที่จะไปพูดที่การประชุมยูเอ็นนั้น เขามีให้มา 4-5 ข้อ แต่ตนได้เลือก 2หัวข้อที่ตรงกับของเรา คือเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน และ ความยั่งยืน

เมื่อถามว่า มีหัวข้อเรื่องความยั่งยืน 15 ปี ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ใช่ มันตรงกับของเรา ซึ่งเราก็พูดในวาระของยูเอ็น ในห้วง 2015เป็นต้นไป 15 ปี ใน 4 เสาหลัก แล้วเขาจะแบ่งย่อยออกมาที่ตนให้ร่างไว้ว่าประเทศของเรามีอะไรขึ้นมา ซึ่งตนพูดในนามของประชาคม พูดประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเราไปในนามของเวทีโลก ต้องพูดให้คนอื่นเขา แล้วเราค่อยยกตัวอย่างของเราว่ากำลังทำอย่างนี้อยู่ อย่างแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทุกคนชอบหมด คราวก่อนที่ให้รองนายกฯไปยังประเทศฟิจิ ทางนั้นก็พอใจ
เมื่อถามว่า เรื่องการเดินหน้าตามโรดแมปของเราจะมีการพูดให้ประชาคมโลกฟังในเวทียูเอ็นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาไม่ได้อยู่ในวาระ จะพูดได้อย่างไรเล่า จะพูด 2-3ประโยคก็ไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในวาระ ซึ่งเราก็พูดเพียงแค่ว่า เราทำเต็มที่ในการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้ไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป ทำไมต้องไปอธิบายให้เขาเยอะ ทำไมต้องไปอธิบายเดือนไหน ปีไหน เมื่อไหร่ มันได้ก็ได้ ตนไม่ได้อยากจะครองอำนาจอะไรนักหนา วันนี้ไปดูว่ามีอะไรดีขึ้นมาบ้าง อย่าไปทบทวนว่าตนมาอย่างไร
“ผมมาทำให้ใครเล่า เพื่อนผมก็มาลำบากกับผมด้วย รัฐมนตรีทุกคนเขาก็ไม่ได้มาขอผมเป็นซักคน ผมเป็นคนเลือกเขาเอง ไม่มีใครมาวิ่งเต้นกับผม ผมก็ดูว่าใครดีก็ไปเชิญเขามา ที่ผ่านมาชุดที่แล้วเขาก็ทำในเรื่องแก้ปัญหาเดิม ออกกฎหมาย ก็ว่าไป แต่วันนี้จะมาลงในรายละเอียด ดูในเรื่องเล็กๆ และเรื่องใหญ่ไปด้วย ที่ผ่านมาปัญหามันเยอะ วันนี้ก็ยังเยอะอยู่ ลงไปจับข้างล่างก็เยอะกว่าเดิมอีก”
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีที่ยืนในเวทีโลก ให้เขาเห็นประเทศไทย เห็นคนไทย เป็นเมืองแห่งการเจริญเติบโต ไม่ใช่ประเทศที่มีความขัดแย้ง เราไม่ใช่ประเทศที่รบกันทุกวัน เราอยากจะเป็นแบบนั้นหรือ ถ้าไม่แก้เราก็จะเป็นแบบนั้น ตนบอกไว้เลย ตนไม่อยากจะพูดว่ามันเลวร้ายหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมทางการเมืองของเรา ที่ไม่เหมือนเขา ของเราจะมีอารมณ์เยอะหน่อย มีอารมณ์ โกรธ เกลียด รักเยอะ เลยทำให้ไม่มองเห็นในส่วนที่ควรจะเป็น ทุกคนก็ต้องทำตามใจตัวเองหมด ถึงตนจะดูแบบนี้ แต่ก็เป็นคนที่รับฟังหมด คุณไม่รู้หรือว่าบางอย่างนั้นตนแก้ไปตั้งเยอะ

นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับสื่อมวลชนว่า อยากให้บ้านเราสงบสุข กลับไปนั่งดูทีวีอย่างสบายใจ เพราะทุกวันนี้ดูทีวีไปก็เขียนงานไป เพราะกลัวว่าจะลืมไม่อย่างนั้นไม่ทันเวลา ต้องการให้ดูว่าเราทำงานให้เร็ว ให้เสร็จ
"ถ้าอยากให้อยู่ในอำนาจนาน ก็ทำไปเรื่อยๆ ทำติ๊งต๊องไปเรื่อยๆ วันๆไม่ต้องมทำอะไรมาก ไม่ต้องสั่งมาก ประชุมครม. ชั่วโมงเดียวก็เสร็จแล้ว นี่พูด 3-4 ชั่วโมง เริ่มเป็นร้อยเรื่องให้ไปถามข้าราชการดู ว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ต่างกันหรือไม่ ผมไม่ได้ว่าใครดีไม่ดี ผมขี้เกียจทะเลาะกับคนแล้ว ทันเหมาะสมกับสถานการณ์บางสถานการณ์ แต่ละประเทศ อย่างเช่นของผมอาจเหมาะสมกับสถานการณ์แบบนี้ เหมือนการตั้งคนต้องดูสถานการณ์วันนี้ว่าไปไหวไหม ส่วนตัวไม่ได้รังเกียจรังงอนใคร ไม่คิดไปสร้างฐานอำนาจ"นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวชี้แจงถึงการแต่งตั้งเลขาฯ สมช. ว่า ในเรื่องของรองเลขาฯสมช. ตนก็ได้ดูแล เรื่องก็จบแล้ว ซึ่งท่านก็เป็นภรรยาพี่ของตน เราต้องอย่าสอนให้คนมุ่งหวังแต่อำนาจ เพราะพอมีอำนาจทุกคนก็จะสั่งนู้นสั่งนี่คนไทยส่วนใหญ่อยากมีอำนาจ แล้วก็ใช้ไม่เป็นใช้ไม่ถูกต้อง ใช้ไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์ เลยทำให้เกิดไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ
"อยากให้คนไทยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันให้ได้ ถ้าเชื่อใจให้ผมทำ ก็ได้ทำงานของผมแต่ถ้าไม่เชื่อใจกันก็เปล่าประโยชน์ มีปัญหาไปหมด วันนี้อย่าไปแยก เว้นแต่เขาจะแยกตัวออกไป มีแต่เขามาแตะผมก่อน ผมบอกผมไม่ทะเลาะกับใคร ก็ยังพยายามมาเล่นงานผมอยู่ได้ทุกวัน อาจารย์สมคิดก็บอกผมว่าอย่าไปสนใจเลยครับ พอไม่สนใจหลก็เลยมาโมโหสื่อแทน แต่ผมก็รู้ ต้องให้กำลังใจกัน ทิ้งกันไม่ได้อยู่แล้ว ไม่มีช่วงไหนหนังสือพิมพ์จะขายดีเท่ากับตอนผมอยู่ส่วนหนังสือพิมพ์ไหนขอบมากๆ ก็อ่านก่อน ชอบน้อยก็อ่านทีหลัง ผมอ่านทุกคอลัมน์ รู้หมดใครเขียนอะไร คิดอย่างไร มีทั้งสองข้าง ไอ้สะเก็ดไฟตัวดี"นายกฯ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าไปจีบนายสมคิด อย่างไรจึงยอมมาร่วมงานด้วย นายกฯ กล่าวว่า ไปบอกท่านว่ามาทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อตนหรือ คสช. ก่อนที่ตนจะสร้างความไว้วาวใจกับประชาชน ก็ต้องสร้างความไว้วางใจกับพี่ๆ ที่มาร่วมงานก่อน อธิบายให้ฟังว่าเข้ามาเพื่ออะไร จำเป็นต้องมีทหารอยู่เพื่ออะไร เพราะบางกระทรวงต้องเร่งงาน วันนี้จึงต้องปรับวิถีการทำงานของข้าราช ให้บูรณาการมากขึ้น เห็นได้ว่ากระทรวงหลักๆต้องให้ทหารลงไป ส่วนกระทรวงที่ต้องเร่งรัดด้านเศรษฐกิจก็ต้องให้อาจารย์สมคิดไปดูแล
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวหันไปสอบถามนายสมคิดว่ากังวลหรือไม่ที่เข้ามาในช่วงนี้ นายสมคิด กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเข้ามาทำเพื่อประเทศชาติ และเพื่อนายกฯ
เมื่อถามถึงกรณีการปล่อยตัวกลุ่มนักการเมือง หลังคสช. เรียกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ นายกฯ กล่าวว่า หลังจากนี้สัญญาอะไรก็ต้องทำตามสัญญากันบ้าง เขาบริหารราชการมาด้วยกัน แล้ววันนี้ประเทศชาติมีปัญหา เขาก็ต้องเวลาไปแก้ปัญหาในช่วงเวลาของเขา วันนี้ไม่ใช่เวลาของเขา ไม่ใช่วันที่เลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งชนะก็เข้ามา แล้วจะมาพูดทำนองให้ร้ายรัฐบาลไม่ได้ เพราะตนไม่ห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ห่วงว่าประชาชนจะตื่นตระหนก ถามว่าจะทำง่ายๆ แจกเงินแล้วก็เลิก มานั่งคอย แล้วแจกใหม่อีก ตนไม่ได้ทำงานแบบนั้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่าระยะกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ยังมีงานอะไรที่ติดขัดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีเรื่องเศรษฐกิจ เพราะไม่ใช่ซื้อของขายของธรรมดา แต่มีความผูกพันกับต่างประเทศ และสิ่งท้าทายต้องปรับปรุงใหม่อีกมาก ต้องไปด้วยกัน ซึ่งเราจะมีมาตรการช่วยเหลือ แรงจูงใจและแนะนำภาคอุตสาหกรรมเข้าครม. ในสัปดาห์หน้า ส่วนมาตรการที่ให้คนกล้าใช้เงินก็อยู่ที่สื่ออย่าเขียนให้สร้างความเสียหาย โจมตีให้เศรษฐกิจตกต่ำ สื่อสารกันแบบนี้ทุกวัน คนจนก็ยิ่งไม่กล้าใช้ คนกลางๆ ก็ไม่กล้าใช้ไปด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า อีก 20 เดือน คนจะเบื่อนายกฯ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องมาเบื่อตน เพราะทุกวันนี้ก็เบื่อตัวเองอยู่แล้ว บอกแล้วว่าอยู่มากอยู่น้อยก็แล้วแต่ แต่ถามว่าวันเวลาที่อยู่วันนี้คุ้มกับที่อยู่หรือไม่ ทุกวันนี้ปัญหาทับซ้อน เราก็พร้อมส่งต่อให้คนในวันหน้า แต่ต้องถามว่าเขาจะทำหรือไม่
เมื่อถามว่าถ้าได้นักการเมืองหน้าเดิมกลับมาจะทำอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า จะให้ทำอย่างไรอำนาจเป็นของทุกคนในการเลือกตั้ง เมื่อถามย้ำว่า ทหารจะเข้ามาอีกในอนาคตหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีแล้ว เพราะสถานการณ์เปลี่ยน โลกล้อมประเทศอยู่ใครจะเข้ามาก็ต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก หากเกิดสถานการณ์เหมือนเดิมอีกก็ไม่เกี่ยว กลับบ้านแล้ว เรื่องทุกอย่างขึ้นอยู่กับทุกคน ไม่ต้องมากลัวนายกฯคนนอก ตนไม่เป็นแน่นอน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีประชาชนเรียกร้อง นายกฯ กล่าวว่า ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตนรู้ทำอะไรได้แค่ไหน ฉะนั้นถ้าตนทำสำเสร็จมันก็จบในห้วงที่ตนอยู่ ถ้าไม่เสร็จก็หาคนมาทำใหม่
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการเลื่อนระยะเวลาโรดแมป 6-4-6-4 ว่า เป็นสิ่งที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯประเมินให้ฟังในฐานะนักกฎหมาย ตนไม่สามารถพูดแทนได้ เมื่อนักกฎหมายประเมินมาว่าลดได้แค่ไหน เราก็บอกไปว่าลดได้ก็ลด ซึ่งจากที่นายวิษณุบอกมาว่าสามารถลดได้ก็จะเป็นประมาณนี้ จากที่ข่าวออกมา ไม่ใช่ตนไปสั่ง ก็บอกแล้วว่า 20 เดือนก็ 20เดือน รัฐธรรมนูญประกาศใช้ออกไปได้ก็ 20เดือน หรือน้อยกว่านั้น แต่ถ้าประเด็นรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ตนคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร 

เมื่อถามว่า ถ้า 20 เดือน ตามโรดแมป จะมีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2560ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มั้ง จำไม่ได้แล้ว ก็นับไปซิ 20 เดือน เขากำหนดไว้แล้ว กรกฎาคม 2560ถ้ามันเร็วกว่านั้นได้ในการตัดทอนแต่ละขั้น
ลดไปได้อย่างละครึ่งเดือนบ้าง รวมกันกี่เดือนตนก็ไม่รู้
เมื่อถามว่าโควตาสัดส่วน สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.) เป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนปรับทุกวัน ส่วนชื่อประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตอนนี้ยังไม่มี

ปล่อยตัว "ประวิตร โรจนพฤกษ์" นักข่าวอาวุโส แล้ว หลังทหารคุมตัว ปรับทัศนคติ


http://www.matichon.co.th/online/2015/09/14423098921442318830l.jpg

(Crมติชน)วันที่ 15 กันยายน 2558ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสเครือเดอะเนชั่น ซึ่งถูกทหารควบคุมตัวตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ (13 ก.ย.) ที่ผ่านมา โดยไม่ทราบสถานที่และระยะเวลาควบคุมตัว และไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ติดต่อนายประวิตร เพื่อขอเชิญไปพบที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน เวลา 15.30 น. ก่อนจะถูกนำตัวออกจากกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 โดยไม่ทราบว่าถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. นายประวิตร ได้รับการปล่อยตัว ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 โดยเขากล่าวเพียงสั้นๆว่า “โอเค” ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในระหว่างควบคุมตัว เขาตอบแต่เพียงว่าต่างไปจากครั้งแรกที่ถูกควบคุมตัว และครั้งนี้เขาไม่รู้ว่าถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่ใด

ทั้งนี้เมื่อถามถึงสาเหตุของการถูกควบคุม เขาตอบว่าตามเข้าใจของเขาน่าจะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทความบางชิ้นที่วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานความมั่นคงซึ่งเขายืนยันได้ว่าเขาไม่ได้เป็นผู้เขียนและไม่ใช่ประเด็นที่เขาสนใจและอีกสาเหตุหนึ่งก็อาจเกี่ยวข้องกับข้อความที่เขาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียบางข้อความ อย่างไรก็ตามในส่วนการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์นั้นเขาตอบว่าในเบื้องต้นไม่มีการห้าม หรือขอให้เขายุติการแสดงความเห็นแต่อย่างใด จากนี้พร้อมกลับไปทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวตามปกติ (อ้าง : บีบีซีไทย) 

ก่อนหน้านี้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวถึงกรณีที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เชิญ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์เนชั่นว่า ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามแนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อย  ซึ่งในช่วงหลังเริ่มพบบ่อยครั้ง  โดยบางครั้งอาจมีเนื้อหาที่มีลักษณะเข้าข่ายไปพาดพิงบุคคลหรือองค์กรอื่น หรือในเนื้อหาที่อาจส่งผลให้สังคมสับสนเข้าใจผิดได้  โดยเฉพาะในบางสิ่งบางอย่างพบว่ายังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้คงอยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ส่วนจะใช้เวลาเท่าไรต้องขึ้นอยู่กับผลสอบสวน การให้ความร่วมมือ และหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีอยู่

พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าทุกขั้นตอนทางเจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเป็นไปตามพยานหลักฐานที่พบอย่างมีเหตุมีผล ทั้งนี้เพื่อให้การนำเสนอข้อมูลต่างๆ ไม่นำไปสู่ความสับสนหรือเกิดความขัดแย้งของบุคคล กลุ่มหรือองค์กรต่างๆ ในสังคม ทาง คสช.จำเป็นต้องขอความร่วมมือทุกส่วน  อะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยขึ้นในสังคม ยังคงต้องระมัดระวังให้มาก  เพื่อให้สังคมมีความเรียบร้อย และสนับสนุนกระบวนการเดินหน้าประเทศมีความต่อเนื่อง

ขณะที่ สมาคมนักข่าวฯ ได้มีการออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ เรียกร้อง ให้รัฐบาล และ คสช. ให้รายละเอียดที่ชัดจันต่อประเด็นดังกล่าว เพราะทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

"บิ๊กตู่" ไม่กังวลมีคนต่อต้านที่อเมริกา - ซัด "พวกเฮงซวย" จะกลัวทำไม !!

"บิ๊กตู่" ไม่กังวลมีคนต่อต้านที่อเมริกา - ซัด "พวกเฮงซวย" จะกลัวทำไม !!
Cr:ทีนิวส์
วันนี้ (15 ก.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมครม.คสช.ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดถึงงานในงานด้านการต่างประเทศ ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งไม่กังวลหากไปต่างประเทศแล้วมีคนมาต่อต้าน เพราะทุกประเทศมีมาตรการของเขาอยู่แล้ว แล้วคนที่มาต่อต้าน ก็ต้องไปช่วยสร้างความรับรู้ว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า ที่จะไปร่วมประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์คนี้จะมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ?
นายกรัฐมนตรี ตอบด้วยเสียงดังอย่างมีอารมณ์โมโหว่า "กลัวอะไร ก็พูดอยู่เมื่อกี้ก็บอกเขาอย่าทำซิ แล้วมาถามผมกลัวไหม ผมไม่กลัวใครทั้งนั้นล่ะ"

ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวกับนายกรัฐมนตรีว่า ได้ถามว่าเตรียมตัวอย่างไร ?
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ว่า "ก็เตรียมตัวไปแสดงความคิดของผม ผมไม่ได้กลัวไอ้คนเฮงซวยแบบนั้น เข้าใจหรือยัง เธอเฮงซวยแบบเขาหรือเปล่า"

เปิดข้อมูล 22 ผู้ต้องหา-เส้นทางหลบหนี "คดีบึ้มกรุง"

เปิดข้อมูล 22 ผู้ต้องหา-เส้นทางหลบหนี "คดีบึ้มกรุง"

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2558 เวลา 11:29 น.
เขียนโดย
ทีมข่าวอิศรา
ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงไทย สรุปจำนวนผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด 2 จุดกลางกรุงเทพฯ ว่า มีบุคคลหลักๆ ทั้งสิ้น 22 คน โดยหนึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้สั่งการใหญ่ที่สุดเหนือ นายอิซาน ชาวจีนวัย 27 ปีซึ่งเป็นเพียงหัวหน้าทีมปฏิบัติการลอบวางระเบิด 
team1
          ส่วนที่เหลืออีก 21 คนแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม คือ
          กลุ่มที่ 1 ทีมปฏิบัติการ 6 คน ได้แก่ นายอิซาน อายุ 27 ปี สัญชาติจีน เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการ, ชายเสื้อเหลือง เป็นมือวางระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์, ชายเสื้อสีฟ้า คือ นายซูบาร์ อับดุลลาห์ เป็นผู้วางระเบิดที่ท่าเรือสาทร มีรายงานว่าหลังเกิดเหตุหนีข้ามไปยังประเทศมาเลเซีย
          นายเมอไรลี่ ยูซูฟู เป็นผู้จัดหาสารเคมี และประกอบระเบิด ถูกจับเมื่อวันที่ 1 กันยายน ขณะกำลังหนีข้ามแดนไปกัมพูชา,นายอาเดม คาราดัก หรือ นายบิลลาล เติร์ก มูฮำหมัด ทำหน้าที่คุ้มกัน จัดหาสารประกอบระเบิด ถูกจับได้ที่พูลอนันต์อพาร์ทเมนท์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม และชายไม่ทราบชื่อ ซึ่งพบหลักฐานเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่ท่าเรือสาทร
          กลุ่มที่ 2 กลุ่มสนับสนุน / เปิดห้องพัก มี 3 คน คือ นางสาววรรณา สวนสัน ชาวจังหวัดพังงา กับ นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู สามีชาวตุรกี ร่วมกันเปิดห้องพักที่ไมมูณาการ์เด้นโฮม ซึ่งเจ้าหน้าที่พบสารตั้งต้นและอุปกรณ์ที่สามารถนำไปประกอบเป็นระเบิดได้ อีกคนหนึ่ง คือ นายอาห์เม็ด โบซองแลน เปิดห้องพักที่พูลอนันต์อพาร์ทเมนท์ จุดที่จับกุมนายอาเดม คาราดัก และยึดอุปกรณ์ประกอบระเบิดล็อตใหญ่
          กลุ่มที่ 3 ผู้สนับสนุนด้านการเงิน มี 3 คน ได้แก่ ชายชาวตะวันออกกลาง 1 คน , ชายชาวตุรกี 1 คน  และ นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู สามีของนางสาววรรณา เป็นตัวกลางรับเงินจาก 2 คนแรกส่งให้ทีมปฏิบัติการในประเทศไทย
          กลุ่มที่ 4 ผู้สนับสนุนเรื่องวีซ่าและพาสปอร์ต มี 2 คน เป็นชายชาวต่างชาติทั้ง 2 คน เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศescape
          กลุ่มที่ 5 ทีมพามือระเบิดหลบหนี มี 7 คน แยกเป็น ผู้จ้างวานและจ่ายเงิน มี 2 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งคู่ หนึ่งในนั้นถือสัญชาติปากีสถาน,  ทีมเคลื่อนย้ายและพาหนี มี 3 คน เป็นคนไทยทั้งหมด คาดว่าถูกจับหมดแล้ว หนึ่งในนั้นคือ นายกามารุเด็ง สาเหาะ ชาวจังหวัดนราธิวาส และทีมพาข้ามชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นคนไทย 1 คนถูกจับกุมแล้ว ทราบชื่อคือ นายเปาะเดะ และชาวมาเลย์อีก 1 คน ทราบชื่อแล้วเช่นกัน

          สำหรับเส้นทางทั้งก่อนเข้าประเทศไทย และหลบหนีหลังเกิดระเบิดของทีมปฏิบัติการ มีดังนี้
          1.นายอิซาน ยังไม่ชัดว่าเดินทางมาจากที่ไหนก่อนเข้าไทย แต่เขาเดินทางออกจากไทยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก่อนเกิดระเบิดเพียง 1 วัน คือ วันที่ 16 สิงหาคม โดยมุ่งหน้าไปยังกรุงธากา ประเทศบังคลาเทศ พำนักอยู่ที่นั่นราวครึ่งเดือน และเดินทางออกจากบังคลาเทศไปเปลี่ยนเครื่องที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ทีแรกไม่ทราบจุดหมายปลายทาง แต่ล่าสุดทางการบังคลาเทศยืนยันมาที่ไทยแล้ว่วา นายอิซานบินต่อไปที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตุรกี โดยมีการซื้อตั๋วเครื่องบินอำพรางว่าจะกลับจีน
          2.ชายเสื้อสีฟ้า มือระเบิดที่ท่าเรือสาทร เดินทางจากประเทศลาวเข้ามายังประเทศไทย จากนั้นได้นำระเบิดไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าเรือสาทร คาดว่าเป็นระเบิดลูกที่ 2 ที่ทำสำรองไว้หากลูกแรกพลาด แต่เมื่อลูกแรกที่สี่แยกราชประสงค์ประสบผลรุนแรงเกินคาด จึงนำระเบิดลูกที่ 2 ไปทิ้ง
          หลังจากนั้นช่วงปลายเดือนสิงหาคม เขาเดินทางออกจากประเทศไทยทางจังหวัดนราธิวาส เข้าไปยังมาเลเซีย ไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านบูกิต บินตัง ย่านกินเที่ยวที่ผู้คนพลุกพล่านในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ก่อนหลบหนีต่อ ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าออกจากมาเลเซียไปแล้วหรือไม่
          3.นายเมอไรลี่ ยูซูฟู ที่ทางการไทยเชื่อว่าเป็นมือประกอบระเบิด กับ นายอาเดม คาราดัก หรือ นายบิลาล เติร์ก มูฮำหมัด ที่ถูกจับพร้อมอุปกรณ์ประกอบระเบิดที่พูลอนันต์อพาร์ทเมนท์ย่านหนองจอก เดินทางมาจากประเทศลาว ก่อนเข้าไทย
          เมื่อเกิดระเบิดขึ้น นายอาเดม ยังคงซ่อนตัวอยู่ในที่พัก ขณะที่ นายยูซูฟู พยายามหลบหนีข้ามฝั่งไปกัมพูชาด้านอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แต่ถูกทหารกองกำลังบูรพาจับกุมได้เสียก่อน
          4.ชายเสื้อเหลือง มือระเบิดราชประสงค์ มีรายงานว่าหนีข้ามไปมาเลเซียเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

พายุแรงที่มักกะอฺ เครนล้มทับผู้กำลังฏอวาฟเสียชีวิตหลายสิบคน



ข่าวด่วน!! เกิดฝนตกและมีพายุแรงที่มักกะอฺ เครนล้มทับผู้กำลังฏอวาฟเสียชีวิตหลายราย


0
2306
ข่าวด่วน!! เมื่อช่วงของมักริบของวันนี้ (11 ก.ย.58) เวลาท้องถิ่นของซาอุดิอาราเบีย ได้เกิดฝนตกและมีพายุแรงที่มหานครมักกะห์ ส่งผลให้ มีเครนล้มจากพายุที่แรงล้มทับผู้กำลังต่อวาฟเสียชีวิตหลายราย เบิ้องต้นยังไม่พบว่าผู้เสียชีวิวิตเป็นฮุจญาจไทย…
รายละเอียดอื่นจะนำเสนออีกต่อไป….. ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 62 ศพ
S__64831497S__64831496S__64831495S__64831494S__64831493S__16457807S__16457808
S__6422559S__6422558S__6422556S__6422555
ภาพและรายละเอียดจากกลุ่มไลน์ ว.สถานการณ์โลกมุสลิม / โพสต์โดยคุณ Ahmadpun

พายุแรงที่มักกะอฺ เครนล้มทับผู้กำลังฏอวาฟเสียชีวิตหลายสิบคน


ข่าวด่วน!! เกิดฝนตกและมีพายุแรงที่มักกะอฺ เครนล้มทับผู้กำลังฏอวาฟเสียชีวิตหลายราย


0
2306
ข่าวด่วน!! เมื่อช่วงของมักริบของวันนี้ (11 ก.ย.58) เวลาท้องถิ่นของซาอุดิอาราเบีย ได้เกิดฝนตกและมีพายุแรงที่มหานครมักกะห์ ส่งผลให้ มีเครนล้มจากพายุที่แรงล้มทับผู้กำลังต่อวาฟเสียชีวิตหลายราย เบิ้องต้นยังไม่พบว่าผู้เสียชีวิวิตเป็นฮุจญาจไทย…
รายละเอียดอื่นจะนำเสนออีกต่อไป….. ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 62 ศพ
S__64831497S__64831496S__64831495S__64831494S__64831493S__16457807S__16457808
S__6422559S__6422558S__6422556S__6422555
ภาพและรายละเอียดจากกลุ่มไลน์ ว.สถานการณ์โลกมุสลิม / โพสต์โดยคุณ Ahmadpun

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

ใครชนะ คอลัมน์ ใบตองแห้ง



วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558 เวลา 14:24 น.
จำนวนคนอ่านล่าสุด 2639 คน
อยู่ประเทศนี้ พ.ศ.นี้ มีเรื่องฮาได้ฮาดีไม่หยุดหย่อน กับความถดแถยอกย้อนของคนชั้นกลางระดับบน คนมั่งมี ผู้มีการศึกษา


ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน พากันใส่เกียร์ห้าเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญ แต่พอแพ้มติถูกคว่ำ หงายเงิบ ปากอ้า ก็ยังพลิกหาคำอธิบายได้ว่า อ้าว นี่มันเกมหลอกให้นักการเมืองชั่วต่อต้านนี่หว่า คว่ำร่างรัฐธรรมนูญเสีย คสช.ก็อยู่นาน


คิดได้ดังนั้นก็หัวเราะกันคิกคัก ขวัญเอ๊ยขวัญมา ที่แท้เราเป็นผู้ชนะ (เพิ่งรู้นะนี่) ต้องเอาอย่างพระอาจารย์พุทธอิสระ ลืมซะว่าเคยด่าทนายวันชัยไว้อย่างไร ไปขอบคุณทนายวันชัยดีกว่า


ก็เอาที่สบายใจเลย ยังไงพวกเรียกร้องประชาธิปไตยก็แพ้อยู่ดี เพราะถ้าทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็แปลว่าคน 20 ล้านอยากให้คสช.อยู่ต่อ พวกที่อยากเลือกตั้งคงมีแค่ 4-5 ล้านคน


ส่วนที่ "ลุงกำนัน" ออกมาเชียร์ก็คงสับขาหลอก แต่ไม่ยักบอก 105 สปช. ที่มีหลายคนเคยขึ้นเวทีกปปส. เคยอยู่กลุ่ม 40 ส.ว. เคยต่อสู้มาด้วยกัน ปล่อยให้ยกมือ "เอาเลือกตั้ง" ซะงั้น


โหคนดีๆ ทั้งนั้นนะครับที่ยกมือรับร่างรัฐธรรมนูญ เช่นท่าน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป, คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา, คุณประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น, อ.ปราโมทย์ ไม้กลัด, คณผาณิต นิติทัณฑ์ประภาส ฯลฯ พร้อมทั้งนักวิชาการ สื่อ NGO ภาคประชาสังคมจำนวนมาก ตั้งแต่หมอพลเดช ปิ่นประทีป, คุณรสนา โตสิตระกูล, คุณสารี อ๋องสมหวัง ไปกระทั่งคุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี พ่อน้องตั๊น


ถ้านี่เป็นการ "จัดฉาก" ก็ไม่ยักบอกกันบ้างเลย ปล่อยให้พระนางรำออกมาค้างอยู่กลางฉาก


ผมก็ไม่ได้อยากคุยหรอกว่ายกนี้ใครชนะ อยากให้มองแบบ Win-Win มากกว่า เพราะถ้าเปรียบเป็นสงครามก็เหมือนแม่ทัพใหญ่ส่งกองหน้ามาชิมลาง ส่งโหราจารย์มาทำพิธีบวงสรวง แต่ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นท่าไม่ดี ถ้ายกพลโจมตีก็สูญเสียทั้งสองฝ่ายโดยไม่จำเป็น จึงถอยทัพกลับไป ตั้งหลัก โดยยังคุมความได้เปรียบ ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำซักหน่อย แค่ยอมสละโหราจารย์กับหัวหมู่ทะลวงฟันไม่กี่คน (ขออโหสิกรรม)


เพียงแต่นี่ไม่ใช่สงคราม ฉะนั้นมองอีกด้านก็เห็นนิมิตหมายที่ดี ใครก็ตามที่สั่งรั้งม้าริมผา รู้ว่าดันทุรังไม่ได้ ถึงแม้เจตนาไม่ต้องการให้ตัวเองเพลี่ยงพล้ำ แต่ถ้าตกเหว สังคมไทยก็ตกไปด้วยกัน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปสู่การทำประชามติก็เกิดการประจันหน้า หรือถ้าผ่านไปบังคับใช้ก็จะเป็นระเบิดเวลา นี่แสดงว่าแม้อยู่ข้างไหนก็เข้าใจสถานการณ์ตรงกัน


ฉะนั้นถ้า มองให้กว้าง ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ความมีสติ ความมีเหตุผล ความเติบโตของสังคม และหลักการประชาธิปไตย คือผู้ชนะ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่เพื่อไทย ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เพราะร่างรัฐธรรมนูญถูกโหวตคว่ำโดยสปช.ต่างจังหวัด สปช.สายทหาร ข้าราชการ เห็นกันชัดๆ (ไม่เกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร ซักหน่อย)


มันสะท้อนว่าแม้ในกลุ่มผู้มีอำนาจ ก็ยังมีสติ มีเหตุผล พอจะตระหนักว่าประชาชนไม่ยอมรับ (ไม่ยักเป็นไปตามโพล) ประชาชนไม่ได้โง่ ไม่สามารถยัดเยียดระบอบที่ถอยหลังไปห้าสิบปี


ตรงข้ามกับพวก ดึงดันจะเอา "อภิรัฐบาล" ซึ่ง Ultra ยิ่งกว่าทหาร อาจเป็นเพราะทหารยังเรียนตำราพิชัยสงคราม รู้จังหวะรุกถอย รู้ประเมินสถานการณ์ แต่พวกเคยผ่าน 14 ตุลา พฤษภา 35 มาแท้ๆ กลับจะเอาระบอบปูลิตบูโรมาขี่คอชาวบ้าน


ไม่อยากพูดเลยว่าพวก นี้ต่างหากคือผู้แพ้ที่แท้จริง บางคนแพ้แล้วยังโวย ประกาศจะไม่เป็นเครื่องมือให้รัฐบาลต่อไป "ภาคประชาสังคมผิดหวังและถอยตัวออกห่าง" (ขอให้แน่ซักราย)


"ทัพ ใหญ่" ไม่ได้แพ้ แค่ถอยไปตั้งหลักใหม่ ขอคารวะในฐานะที่ใส่สลักเองแล้วถอดสลักเอง กระนั้นก็ใช่ว่ารอบหน้าจะมีโอกาสแก้ตัวใหม่ เพราะนั่งทับเงื่อนเวลาที่เร่งเร้าให้ต้องกลับสู่เลือกตั้ง ต้องเร่งหา "ทางลง" ที่สังคมยอมรับร่วมกัน


ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างที่สื่อ เที่ยวไปจิ้มชื่อใครต่อใครเป็นประธานยกร่างฯ สังคมไทยวันนี้ เนติบริกรหน้าไหนมา แค่อ้าปากก็รู้ทัน ช่วงเวลา "6-4-6-4" คนพูดก็รู้ดีว่าเงื่อนเวลาไม่เปิดโอกาสให้ยืดยาดปานนั้น ถ้าทอดได้ "หกสี่เอี่ยว" ก็ว่าไปอย่าง เจ้ามือกินรอบวง

ฑูตอังกฤษประจำประเทศไทยไบรอัน จอห์น เดวิดสัน รับตำแหน่งฉลองแต่งงานครบ ๑ ปีกับชายชาวจีน



Pat Hemasuk

ข่าวออกมาหลายวันแล้วครับ อังกฤษแต่งตั้ง นายไบรอัน จอห์น เดวิดสัน เป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยคนใหม่โดยจะเข้ารับตำแหน่งเดือนกันยายน นี้ แต่สิ่งที่หลายๆ คนหลังไมค์มาถามผมในบางเรื่องนั้น ผมขอเขียนให้อ่านเลยดีกว่าครับ
นายไบรอัน เดวิดสัน นั้นเกิดที่ไอร์แลนด์ 1964 มาเรียนจนจบกฎหมายจากทรีนิตี้ แคมบริจ ก่อนที่จะมาทำงานกับกระทรงต่างประเทศในปี 1985 โดยเริ่มทำงานในตำแหน่งนั่งโต๊ะธรรมดาๆ รับเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศยุโรปตะวันออก และเข้าเรียนภาษาจีนที่สถาบันตะวันออกและอัฟริกันศึกษาไปด้วย ในปี 1988 ก็ถูกย้ายมาทำงานที่สถานทูตปักกิ่งในอีกสามปีต่อมาในตำแหน่งนักวิเคราะห์การก่อการร้ายและความมั่นคงระหว่างประเทศ ก่อนจะได้เลื่อนขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของแผนก ประเทศจีนและตะวันออกไกล-แปซิฟิกจนถึงปี 1996 หลังจากนั้นก็เลื่อนเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยรับตำแหน่งที่ ออสเตรเลีย ลิทัวเนีย จนถึงปี 2006ก็เลื่อนมารับตำแหน่ง สถาบันบริการการเงินระหว่างประเทศที่ลอนดอนและกลับไปจีนอีกรอบในปีเดียวกัน โดยเป็นกงศุลที่กว่างโจว จนถึงปี 2011ก็มารับตำแหน่งกงศุลที่เซี่ยงไฮ้

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วนี้เอง นายไบรอัน เดวิดสัน ได้แต่งงานกับ นายสก็อต เคลลี่ ชาง ที่ประเทศจีนโดยอำนาจทางกฎหมายอังกฤษโดยทูตอังกฤษประจำประเทศจีน เพราะว่าที่จีนยังไม่มีกฎหมายแต่งงานเพศเดีวยกัน

นายไบรอัน จอห์น เดวิดสัน จะเข้ามารับตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยจะเข้ารับตำแหน่งเดือนกันยายน นี้ถือว่าฉลองแต่งงานครบรอบปี และอัพเกรดตำแหน่งจากกงศุลมาเป็นทูตเต็มตัวที่เมืองไทยก็ว่าได้

ใครมีเพลง I Will Survive ของ Gloria Gaynor ฉบับของแท้ เปิดฟังประกอบการอ่านบทความนี้จะได้อรรถรสเพิ่มขึ้นครับ
เครดิตภาพ พิงค์นิวส์ ยูเค

รปภ.นายกฯรวบ"พริษฐ์ ชิวารักษ์"นักเรียนชูป้าย




(6ก.ย.58)สงสัยจะเป็นเพราะ ทีม รปภ.นายกฯ เคยเจอแต่นศ.ชู3นิ้ว ประท้วงหน้านายกฯ มาก่อน แถมช่วงนี้ มีประท้วงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และ เพิ่งใช้ มาตรา44 ถอดยศ พันตำรวจโท "ทักษิณ ชินวัตร" ไปหมาดๆ... ในงานวันต้านคอรัปชั่น ที่ โรงแรมเซนทารา แกรนด์ เมื่อเช้านี้ พอนายกฯ ปาฐกถาพิเศษ เปิดงานจบ ก็เปิดโอกาสให้ถาม "ใครมีอะไรจะถามมั่ย"

น้องนักเรียน ม.5 คนนี้ ก็ยกมือ เตรียมที่จะตะโกนบอก ว่า"นายกฯรับหนังสือผมด้วย" พร้อมมีป้ายกระดาษ เขียนด้วยลายมือมาด้วย เพื่อให้ นายกฯเห็นในระยะไกล
แค่นั้น ทีมรปภ.ก็เข้าถึงตัวเลย และพาตัวออกไป โดยไม่ดูเลยว่า ป้ายที่เขียนมา ก็ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องข้อเสนอแนะในการเรียนการสอน
ถึงขั้นต้องพาตัวน้องไป สอบสวนที่ สน.ปทุมวัน...แทนที่จะเอามาถาม นอกห้องก่อนก็ได้ มาแค่คนเดียว แถมเป็นเด็กนักเรียน

ทั้งนี้ น้องคนนี้ ทราบชื่อว่า นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นักเรียนมัธยมศึกษาและเป็นเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทย ซึ่งได้ลุกขึ้นเดินไปหน้าเวทีชูป้ายพร้อมกับตะโกนถามนายกฯ เพื่อขอคำอธิบายและเรียกร้องให้ลดการเรียนการสอนเรื่องหน้าที่พลเมืองลงและขอให้เพิ่มการสอนวิชาปรัชญาแนวคิด รวมถึงเสนอให้สอนวิชาประวัติศาสตร์ด้วยเนื้อหาที่หลากหลาย ไม่เน้นชาตินิยม
โดยขณะที่ ทีม รปภ.รีบเข้าไปล็อกตัวเอาไว้ทันที

นายกฯ ได้พูดบนเวทีบอกกับทีม รปภ.ว่า “ให้ใจเย็นๆ เขายังเด็กอยู่ ดูแลเขาด้วย” พร้อมกับถามว่าเขาร้องเรื่องอะไร ให้รับเรื่องไว้ แล้วยังกล่าวทีเล่นทีจริงด้วยว่า “ใช่พวกเราหรือเปล่า “เฮ้ย รปภ.ถ้าเป็นพวกเรา ดูแลเขาดีๆ” ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมที่กำลังตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครึกครื้นและมีเสียงหัวเราะขึ้นมา

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวปิดท้ายบนเวทีอีกว่า “เราอย่าแก้ปัญหาหนึ่งไปสู่ปัญหาหนึ่ง ไม่อย่างนั้นจะอยู่อย่างนี้ ไปไม่ได้ ค่อยๆ ลดบรรเทาไปเรื่อยๆ แล้วมันจะดีด้วยความร่วมมือร่วมใจของเราทุกคน แล้วกลับสู่ประชาธิปไตย ไม่ขัดแย้ง ไม่ขัดแข้ง ผมไม่บ้า ไม่เผด็จการ”

แต่ในที่สุด เมื่อช่วงเที่ยง ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า นักเรียนชายคนดังกล่าวถูกนำตัวไปอยู่ที่สน.ปทุมวัน ต่อมาผู้ปกครองของนักเรียนชายคนดังกล่าวได้มาพบกับเจ้าหน้าที่ ตำรวจสน.ปทุมวันเพื่อรับทราบข้อมูลและรับตัวกลับ โดยทางตำรวจไม่ได้มีการแจ้งข้อหาหรือลงบันทึกประจำวันไว้แต่อย่างใด

นักเรียนชายคนดังกล่าว เปิดเผยว่า ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะมากล่าวต้านโกง ซึ่งเห็นว่าเรื่องการต้านทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ ทุกรัฐบาลทำมาหลายครั้งแต่ไม่เห็นผลจริงจัง จึงตั้งใจจะมายื่นหนังสือให้ถึงมือนายกฯ เพราะถ้ายื่นตามขั้นตอนไม่ทราบว่าจะถึงมือนายกฯโดยตรงหรือไม่

นักเรียนชายคนนี้ ยังระบุว่า ตัวจดหมายที่ยื่นนี้ คือข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีว่า ถ้าจะสร้างปลูกฝังการต้านโกงที่แท้จริง คือ การสอนวิชาปรัชญาและจริยศาสตร์ แทนวิชาหน้าที่พลเมือง เพราะวิชาหน้าที่พลเมือง ส่วนมากมันถูกกำหนดแล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี พลเมืองมีหน้าที่อะไร ซึ่งข้ามขั้นตอนว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมทำอย่างนี้ ไม่ได้สร้างระบบคิด จึงควรปลูกฝังวิธีคิดอย่างจิตสำนึก

นักเรียนชาย ยืนยันว่า มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ป้ายข้อความไม่ได้มีเนื้อหารุนแรงหรือต่อต้านรัฐบาล หรือโจมตีใคร แต่มาเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ไม่ควรถูกคุมตัว เพราะตั้งใจจะยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่กลายเป็นยื่นให้ตัวแทนนายกฯ
(ภาพจาก-ไทยรัฐ)

ประยุทธ กับนักข่าว



ตบจูบ.....เมื่อวาน นายกฯ หยอก นักข่าว "เดี๋ยวเตะ เลยนี่" เพราะย้อนศรถามว่า นายกฯจะนั่งประธาน กก.ร่างรธน.เองเลยจริงปะ หลังนายกฯบอก "ฉั้น จะเขียนเอง"....มาวันนี้ นายกฯ หยอกอีก" ก็ถามแล้ว ตอบไปแล้วนี่ เดี๋ยวชกเลย ไอ้นี่ " หลังนักข่าวถามซ้ำ คุย ครม.-คสช. ได้ กรธ.22กย.แน่นอนใช่มั้ยคะ?....พอก่อนขึ้นรถกลับ นายกฯถาม..."ฉั้นไปต่างประเทศ.พวกเธอจะคิดถึงฉั้นมั้ย ถ้าเธอไม่อยากให้ไป ฉันก็จะไป ถ้าเธออยากให้ไป ฉันก็จะอยู่"55 ....นักข่าว เลยบอกว่า ดีใจ ไปนานๆเลย อเมริกา พวกเราจะได้ปิดเทอม"..... เพราะทุกวันนี้ กลับบ้านกันทุ่มสองทุ่ม วันไหน นายกฯให้สัมภาษณ์ตอนเย็น กว่าจะพิมพ์ข่าวเสร็จ ก็2-3ทุ่ม...นายกฯเลยบอก ฉั้นไปอเมริกา หลายวัน แต่คนอื่นก็ยังทำงานกันอยู่ แต่ ยกเลิกไปจีน 17-18 กย. นี้แล้ว

หัวอก เลขาฯสมช..,.

หัวอก เลขาฯสมช..,.
เพราะเป็นทั้ง เพื่อน และผู้บังคับบัญชา ของ คุณพี่ กนกทิพย์ รชตะนันท์ และเป็น ผู้ใต้บังคับบัญชา ของ บิ๊กๆในรัฐบาล ต่อเริ่องการลาออก ของ รองเลขาฯกนกทิพย์ เพราะรัฐบาล เลือกทหาร เลือกคนนอกมาเสียบแทน ตนเองที่อาวุโสสุด และเป็นลูกหม้อ สมช. เลยทำให้ คุณอนุสิษฐ์ คุณากร เงขาฯสมล. ที่กำลัง เค้าท์ดาวน์จะเกษียณ อีกไม่กี่วัน ต้องมาโดนกระหน่ำ พูดไรไป มีแต่เข้าตัว เพื่อนอาจโกรธ ลูกน้องในสมช.ก็งอน ...หรือถ้าพูดอีกอย่าง นาย อาจไม่พอใจ เลขาฯแจงที่บอกว่า "ผู้ใหญ่ ยึดชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ในการพิจารณาเลือก สมช"นั้น ไม่ได้ตำหนิ ใคร เพราะ คุณกนกทิพย์ ถือว่า มีความสามารถ / เผย ยังไม่อนุมติ “กนกทิพย์"รองเลขาฯ” ลาออก เชื่อ” เข้าใจ วอน เลิกถาม-ไม่มีประโยชน์ต่อการทำงาน
นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวถึงกรณีที่นางกนกทิพย์ รชตะนันท์ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ว่า ยังไม่ได้อนุมัติ และได้คุยกับนางกนกทิพย์แล้วว่า อยากให้ความรู้ความสามารถที่ท่านมีอยู่มากมาย ได้มีโอกาสช่วยงานด้านความมั่นคง
“ผมไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวเรื่องนี้แล้ว เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาฯสมช. ที่ท่านถาม ขอให้ยุติแล้วกัน เพราะเรากำลังทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด
ท่านรองเลขาฯเอง ก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี ผมไม่พูดแล้ว ไม่มีประโยชน์ต่อการที่จะพูดต่อไป” นายอนุสิษฐ กล่าว