PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"บิ๊กตู่" ตอกเจ็บ !! ภัยจำนำข้าว พาชาติเจอภัยแล้ง

"บิ๊กตู่" ตอกเจ็บ !! ภัยจำนำข้าว พาชาติเจอภัยแล้ง
2015-11-05 15:31:55
"พล.อ.ประยุทธ์" แจงปัญหาภัยแล้ง ส่วนหนึ่งมาจากชาวนาที่ละเลยปัญหา เตือนอย่าปลูกนาปรัง กลับไม่ฟัง สุดท้ายน้ำไม่มีในเขื่อน ก็ดูแลไม่ได้ -ย้ำ อีกปัญหามาจากปี 55 ปล่อยน้ำจนเหลือเฟือ หวังเอาใจชาวนา ที่เฮโลโครงการจำนำข้าว
วันนี้ ( 5 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งว่า เรื่องน้ำแต่ละเขื่อน ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานตัวเลขกับตนตลอด ส่วนบางพื้นที่ที่ชาวนายังปลูกข้าวนาปรัง ทั้งๆ ที่ภาครัฐขอความร่วมมือไม่ให้ปลูกนั้นจะให้ตนทำอย่างไร จะให้ไปจับชาวนาติดคุกเอาไหม ตรงนี้จะให้ทำอย่างไร ซึ่งตนบอกไปแล้วว่าพยายามอย่าทำนาปรัง ก็แค่นั้นใช้น้ำให้ประหยัด หันไปปลูกพืชชนิดอื่น ก็มีการแนะนำตลอด สื่อก็ต้องบอกชาวนาแบบนี้ ไม่ใช่มาบอกว่าน้ำไม่มีแล้วรัฐบาลต้องรับผิดชอบต้องหาวิธีการหาเงินชดเชย
"เรื่องทำข้าวนาปรัง ผมห้ามก็ไม่เชื่อ ผมก็บอกว่าถ้าทำแล้วเสียหาย ไม่มีน้ำผมก็ไม่ดูแล ดูแลไม่ได้ เพราะเตือนแล้ว ก็เห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี 4 เขื่อนมีน้ำ 4 พันกว่าลูกบาศก์เมตร ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบรายงานตัวเลขผมอยู่ทุกวัน ซึ่งมีการรายงานทั้งน้ำในเขื่อนนอกเขื่อน ปีที่แล้วคาดการณ์ก่อนฝนเข้ามีปริมาณน้ำ 3,600 ลูกบาศก์เมตร แต่หลังจากพายุเข้า ปริมาณน้ำ เป็น 4,100 ลูกบาศก์เมตร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำนาปรังได้ ซึ่งน้ำที่มีถ้าหารแล้วจะอยู่ได้ไม่กี่เดือน น้ำก็จะหมดจากเขื่อน ก็จะไม่มีน้ำประปากิน ดังนั้นอยากให้ชาวนาเชื่อภาครัฐที่แนะนำให้ปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน และอยากให้สื่อช่วยตรงนี้ด้วยทั้งชาวนาและชาวสวนยาง พูดจนปากจะฉีกอยู่แล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า เมื่อสื่อลงไปทำข่าวก็ควรจะไปแนะนำชาวนา ให้ไปหาผู้ว่าฯ แต่ไปถามข้อมูลจากชาวนาเขาก็ไม่รู้เรื่อง เสร็จแล้วก็เป็นเหยื่อเขา ที่เรียกร้องเรื่องการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งมาแล้วจะดีกว่านี้ จะขายข้าวได้ราคามากกว่านี้
"น้ำวันนี้มันพร่องเพราะอะไร ลองตอบมาสิ น้ำในเขื่อนน้อยเพราะอะไร ซึ่งต้องไปดูว่าน้ำรองเขื่อนมีเท่าไหร่ น้ำรองเขื่อนต่ำมาตั้งแต่ปี 2555 เพราะปล่อยน้ำมาทำนาจนเหลือเฟือ เพราะมันจำนำข้าวไงเล่า ก็ปลูกให้มากเข้าไปสิ เอาน้ำไปใช้ให้หมด น้ำที่ควรจะอยู่รองก้นเขื่อน พอฝนตกมาก็จะเติมน้ำในเขื่อน แต่วันนี้น้ำในเขื่อนต่ำลงกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ปี 2555 ทั้งกลัวเรื่องน้ำท่วมและปล่อยน้ำมาปลูกข้าว เมื่อฝนตกมาน้อย น้ำรองเขื่อนก็เตี้ยอยู่อย่างนี้ แล้วน้ำรองเขื่อนมันจะไปไหนได้คิดให้เป็นบ้าง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ นายกฯ ยังเปิดเผยด้วยว่า วันนี้มีบางกลุ่มไปบอกชาวนา ให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว ปลูกข้าวไปก่อนเดี๋ยวกลับมาจะทำแบบเดิมให้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีพื้นที่ไหนบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ไปหามาสิ เขียนให้ดีนะ อารมณ์ไม่ได้เสียนะ

บิ๊กป้อม โวยลั่น ยันไม่มีทหารคนไหน โดนหมายจับ-หมายเรียก โยงคดี ม.112

บิ๊กป้อม โวยลั่น ยันไม่มีทหารคนไหน โดนหมายจับ-หมายเรียก โยงคดี ม.112 ยันผมต้องรู้ ฉะสื่อเสนอข่าวมั่ว50ทหาร เอี่ยว เผยตร.จะฟ้อง เตือนสื่อเสนอข่าวระวัง
พลเอกประวิตร รองนายกฯ/รมว.กลาโหม ยืนยันเสียงแข็ง ไม่มีทหารจะโดนออกหมายจับ หรือแม้แต่หมายเรียก หรือเกี่ยวข้อง คดี"หมอหยอง" ปิด ม.112 หลังมีข่าว พลตรี-พันเอก ถูกพาดพิง
โวยสื่อเสนอข่าวโยง50ทหาร ไม่มีทหารเกี่ยว ก็จะให้มี เผยคุย"ศรีวราห์" แล้ว ยันไม่มี แล้วเขาจะฟ้องสื่อเสนอข่าวมั่ว 
ส่วนที่อาจมีเชิญทหารบางคนไปสอบถาม นั้น พลเอกประวิตร บอก ไม่ตนไม่รู้ อาจมีการประสานโดยตรง ไปที่ตัวทหารคนไหน เพื่อขอข้อมูล เป็นการส่วนตัวนั้น ตนไม่ทราบ

ิตร บอก ไม่ตนไม่รู้ อาจมีการประสานโดยตรง ไปที่ตัวทหารคนไหน เพื่อขอข้อมูล เป็นการส่วนตัวนั้น ตนไม่ทราบ
แต่ถ้ามีทหารเกี่ยว ผมต้องรู้ ผบตร. ต้องรายงานผมก่อน นี่ผบตร.ไม่เห็นรายงานผมสักคำ แต่ถ้าทหารคนไหนเกี่ยวข้อง เราก็ไม่ปกป้องอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ ยังไม่มีทหารคนไหน ไปเกี่ยวข้อง ใครเกี่ยวก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับกองทัพ บ่นสื่อไม่มีก็จะให้มี เตือนสื่อเสนอข่าวระวัง
ส่วนพันเอก ที่ออกนอกประเทศ ทางชายแดน นั่น พลเอกประวิตร กล่าวว่า เขาคงไปเรื่องส่วนตัวเขา

โปรดเกล้า"ประวุฒิ"พ้น ตร.

โปรดเกล้าฯ "พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ" ออกจากราชการตำรวจ แล้ว "พลเอกประวิตร" ลงนามรับสนองฯ 5พย.2558
ด้วยสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้มีคําสั่งอนุญาตให้ พลตํารวจเอก ประวุฒิ ถาวรศิริ ข้าราชการตํารวจ ตําแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ ๑๐) ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ และได้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พ้นจากตําแหน่งต่อไปแล้วบัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตําแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ ๑๐) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ประกาศ ณ วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

"บิ๊กป้อม"บ่นเหนื่อย

บิ๊กป้อม บ่น "ยืนยันว่าผมเหนื่อยมาก ไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้ แต่รับปาก ช่วยนายกฯทำงานแล้ว ก็ต้องช่วยกันต่อไป
พลเอกประวิตร รองนายกฯ/รมว.กลาโหม /รองหน.คสช. บอก
ไม่ใช่แค่นายกฯ เหนื่อย ผมก็เหนื่อย ทำงานมา40-50ปี เป็นทหารลงไปทุกพื้นที่ รบราฆ่าฟันมาเยอะแยะ ไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้เลย ผมยืนยันว่า ผมเหนื่อย
"นายกฯว่าไง ผมก็ตามนายกฯ อ่ะ ต้องช่วย นายกฯต่อ เพราะรับปากกันไว้แล้ว ว่าจะช่วยกัน ก็ตัองทำให้ดีที่สุด ทุกเรื่อง ทำด้วยความตั้งใจ โดยไม่มีนัยะเคลือบแฝง"
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ถ้าเข้าใจรัฐบาล ก็จะไม่มีหรอก พลเมืองโต้กลับ แม้เราไม่ได้เป็นรัฐบาลถาวร เป็นแค่รัฐบาลชั่วคราว แต่เราตั้งใจให้กับประชาชน

ยุทธการปราบมาเฟีย"บิ๊กป้อม"

ยุทธการปราบมาเฟีย.....
"พลเอกประวิตร" kick off ยุทธการปราบมาเฟีย เผย กห.-คสช-กอ.รมน-ศปป-สขช.เริ่มงานทันที ตั้ง"คณะทำงานเพื่อบูรณาการงานด้านการข่าว" ของทุกส่วน ลงเอ็กซเรย์พื้นที่ ส่งเจ้าหน้าที่ลงทุกพื้นที่ เน้นงานการข่าว ไม่ใช่ออกไปตรวจค้น จับกุม ยัน ไม่มี blacklist ให้จนท.ลงพื้นที่ไปพูดคุย ทำงานการข่าว ไม่บอก จะใช้ ไม้นวม หรือไม้แข็ง ก่อน ยันทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องการทำให้พื้นที่สงบ ประชาชนปลอดภัย ยันรัฐบาลเอาจริงกับการแก้ปัญหาอิทธิพลท้องถิ่น เพื่อชีวิตที่ปลอดภัยและปกติสุขของประชาชน
ที่กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.และรมว.กห. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ที่ กระทรวงกลาโหม โดยมี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้องของหน่วยงานหลัก อันได้แก่ คสช. กอ.รมน. กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมเป็นกรรมการ
พลเอกประวิตร กล่าวว่า ในการประชุม กรรมการปราบมาเฟีย เผย กห.-คสช-กอ.รมน-ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป)-สำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) เริ่มงานทันที ส่งเจ้าหน้าที่ลงทุกพื้นที่
"การทำงานของเรา เน้นงานการข่าว ไม่ใช่ออกไปตรวจค้น จับกุม และยืนยัน ไม่มี blacklist ให้จนท.ลงพื้นที่ไปพูดคุย ทำงานการข่าว"
ส่วน จะใช้ ไม้นวม หรือไม้แข็ง ก่อนนั่น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ให้จนท. เขาทำงานไป แต่ทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องการทำให้พื้นที่สงบ ประชาชนปลอดภัย
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวมนที่ประชุมย้ำถึงความตั้งใจของรัฐบาล ที่ต้องการให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขร่วมกันทั่วประเทศ โดยปราศจากการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่จากกลุ่มที่กระทำผิดกฎหมายรวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะการมีและใช้อาวุธสงครามในครอบครอง
ทั้งนี้ในขั้นต้น ได้มอบหมายให้จัดตั้ง "คณะทำงานเพื่อบูรณาการงานด้านการข่าว" ของทุกส่วนราชการร่วมกันอย่างเข้มข้นและจริงจัง ในทุกพื้นที่ถึงระดับตำบลและหมู่บ้านทั่วประเทศ
หลังจากนั้นจะใช้วิธีการและมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อกลุ่มเป้าหมาย อย่างเด็ดขาดและจริงจังต่อไป เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของสังคมให้ได้
พร้อมทั้งกล่าวขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ได้ร่วมกันอย่างกว้างขวาง ในการเปิดเผยและให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกัน เพื่อร่วมกันหยุดยั้งพฤติกรรมของผู้มีอิทธิพลและลดความรุนแรงทางสังคมที่เกิดขึ้นให้จงได้

จู่ ปรี๊ดสื่อห่วย อัดนักการเมืองกัดกัน

ขอปริ๊ดดดด สักที.....ด่าสื่อห่วย เหน็บนักการเมือง "กัดกันอย่างกับหมา"
"บิ๊กตู่" ปรี๊ดแตก ซัดสื่อเขียนเชียร์ ฝ่ายตรงข้ามอยู่นั่นแหล่ะ ห่วยสร้างความแตกแยก บ่อนทำลายชาติ ขู่ประจานชื่อหากประเทศล่มสลาย เหน็บนักการเมือง "กัดกันอย่างกับหมา" เชิญสื่อมาทำความเข้าใจก๋หาว่าละเมิดสิทธิ บางพวกรับปาก แต่ก็ทำอีก เสนอร่างรธน.จะต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 4 ปี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
กล่าวถึงการติดตามร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ได้ติดตามอยู่เพราะตนก็เป็นผู้ที่ตีกรอบไปเอง ส่วนข้อเสนอในวิธีการการเลือกตั้งแบบใหม่นั้นตนเคยบอกแล้วว่าถ้ามองว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นไฮไลท์ของทั้งหมดประเทศไทยก็กลับไปที่เดิมเท่านั้นเอง มันไปอย่างอื่นไม่ได้
อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องคุยกันว่าทำอย่างไรประเทศชาติจะปลอดภัยและเป็นประชาธิปไตยที่ต่างชาติยอมรับได้ด้วย ทุกวันนี้เขาก็คิดกันหัวจะผุอยู่แล้ว
"คนที่จะไม่รับกติกาใหม่ๆ อะไร ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองทั้งสิ้น ยอมรับไม่ได้เพราะทุกอย่างจะทำให้ยากในการเข้าสู่กระบวนการ สู่การมีอำนาจ หรือการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่างเขาเลยต้องการเหมือนเดิมเพราะต้องการที่จะได้คะแนนนิยมจำนวนมากๆ เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม
ผมบอกมาหลายครั้งแล้วว่าสังคมและประเทศมันเกิดอะไรขึ้น วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดมันคงไม่ได้แก้ด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นักการเมือง ผม หรือการรัฐประหารเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้หรอก ทุกอย่างมันต้องแก้ด้วยจิตสำนึกของทุกคนว่าจะช่วยให้ประเทศชาติปลอดภัยอย่างไร ผมบอกมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่าความจริงไม่ต้องไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่มาให้ยากหรอก ถ้าทุกคนยอมรับกติกาว่าจะให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลง
"ง่ายที่สุดคือรัฐธรรมนูญเก่าเลยก็ได้ อันนี้ผมสมมตินะ แต่จะต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 4 ปีแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่เช่นนั้นถ้าไม่คิด 4 ปีข้างหน้าก็จะกลับมาเหมือนเดิมหมด ไม่อย่างงั้นไม่ต้องรอถึง 4 ปี ปีเดียวก็กลับมาหมดแล้ว ใช่หรือไม่
สื่อเองก็ไม่มีคำตอบตรงนี้เพราะอ้างแต่ว่าจะเสนอข่าวตรงกลางเพียงอย่างเดียว ใครมันจะเสนอซ้ายเสนอขวาก็ไม่สนใจ จะเสนอแต่ตรงกลางอย่างเดียว แล้วมันก็กัดกันเป็นหมาอยู่ทุกวันนี้ ชอบให้ผมพูดแบบนี้ใช่หรือไม่แล้วเดี๋ยวถ้าใครเอาคำของผมไปพาดหัว ไม่ต้องมาพูดกับผมแล้วนะ ชอบแบบนี้ ชอบสร้างความขัดแย้งให้กับผม" ทำอย่างไรสังคมมันจะสงบ ไม่ใช่อะไรก็จะทำให้ผมอารมณ์เสีย แล้วก็มาบอกว่าเป็นนายกฯ ต้องอดทนแล้วผมจะอดทนไปทำไมเล่า จะอดทนไปทำไม อดทนแล้วให้ทุกคนขัดแย้งกันแบบนี้หรือ ผมไม่อดทนหรอก ทุกวันนี้ทำแทบตายไม่ต้องมาบอกผมก็ทำให้อยู่แล้ว แต่ยังมาทำกับผมเหมือนกับคนอื่นทั่วๆไป มันไม่ใช่ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น คิดทุกวันทำทุกนาทียังไม่ช่วยกันเลย" นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญจะออกอะไรออกมาถามว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเอาอย่างไร เมื่อเดินไปตามขั้นตอนอีกสักพักก็จะมีการทำประชามติ แต่ถ้าประชาชนออกมาประชามติแล้วเสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่เอา แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป จะเลือกตั้งกันให้ได้อย่างนั้นหรือ วันนี้ก็ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นเช่นนี้ เหตุผลของการคัดสรรในเรื่องต่างๆ เข้ามาเพราะอะไรถ้าชี้แจงแบบนี้ประชาชนก็น่าจะเข้าใจ แต่ถ้ามัวไปชี้แจงว่าคัดสรรเข้ามาเพื่อการมีอำนาจ พูดแต่เรื่องของอำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่เห็นพูดกันว่าจะทำอย่างไรกันบ้าง ที่เถียงกันอยู่ทั้งหมดสื่อก็ขยายความออกไปเรื่อยๆ ประเทศไทยก็กลับที่เดิมคือการเลือกตั้งส่วนจะได้ใครกลับมาก็ไม่รู้ ประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้าได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ สื่อทำกันแบบนี้แล้วก็มากล่าวหาว่าตนโทษแต่สื่อ
"สื่อรู้กันทั้งหมด แต่ไม่ยอมเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ถ้าเผื่อประเทศต้องมีปัญหา ต้องล่มลงไปเศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ เกิดความขัดแย้ง เกิดการจราจลกันทั้งเมือง ใครจะมารับผิดชอบร่วมกับผม แต่ก็ยังเขียนทุกเรื่องที่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวในสนามผมถือว่าโอเค ผมรู้เพราะอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่ผมรังเกียจไอ้เจ้าของสำนักพิมพ์บางสำนักพิมพ์จะว่าผมแรงก็ต้องแรงนะจะบอกให้ ไม่มีเลิกตอนที่มีเรื่องมันอยู่ไหน เขียนเชียร์เขาอยู่นั่นแหละทุกวันนี้ก็ยังเชียร์อยู่ คนบังคับใช้กฎหมาย คนทำงานเดือดร้อน รู้อยู่แล้วนะว่าใครไม่ต้องเอ่ยชื่อ ไม่ได้ขู่ด้วย ผมสามารถชี้แจงกับคนอื่นได้ว่าทำไมผมถึงทำแบบนี้ ถ้าผมจะต้องทำกับไอ้บางคนซึ่งจะทำตามกฎหมาย อย่าหาว่าผมไปรังแกสื่ออะไรทั้งสิ้น แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าสื่อ สร้างความแตกแยก" นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่าแสดงว่านายกฯ กำลังคิดจะทำอะไรอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ผมพูดให้ฟังทำไมหรือจะไปเขียนกันว่า นายกฯ จะเริ่มควบคุมสื่อ ละเมิดจรรยาบรรณสื่อ
"โธ่ !! ไอ้ห่วยแบบนี้เขาไม่เรียกสื่อหรอก พวกท่านก็ค้านเขาไม่ได้ เพราะทุกคนทุกสำนักพิมพ์ต้องการรายได้ ไม่สนใจว่าประเทศมันจะเสียหายตรงไหน ไม่สนใจเลย แข่งกันสิ แข่งกันขายกันเท่านั้น เล่มเท่านี้เล่ม เอาเงินที่ขายเอามากิน ก็ใช่มันเป็นความจำเป็น แต่มันทำลายประเทศไปด้วย
ผมอยากจะบอกคำนี้ บางคอลัมน์ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น พอผมถามกลับไปก็ตอบกลับมาว่าคุมไม่ได้ครับ พอเรียกมาก็เป็นอย่างนี้หมด เชิญมาพบไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ เรียกมาคุยตั้งโต๊ะคุยดีๆ ในห้องแอร์ ถามว่าเขียนอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรก็บอกว่า อ๋อ เดี๋ยวผมจะแก้ไข ผมจะปรับปรุงครั้งหน้า รับรองไม่มีครับ มันก็มีอีก เรียกมาครั้งที่ 2 ก็ขอโทษครับมันเป็นแบบนี้ครับ ผมยังคุมคนเหล่านี้ไม่ได้ เดี๋ยววันหน้าผมจะแก้ไขพูดอย่างนี้มา 7-8 ครั้ง
แล้ว ไอ้คนแบบนี้ถ้าประเทศนี้มันล่มสลายจะขึ้นชื่อให้ดูทั้งหมดว่าใครบ้าง ไม่รู้จักอับอายคนเขาบ้าง หากินบนความเดือดร้อน บนความสูญเสียของคนอื่นบ่อนทำลายชาติ ความจริงตั้งใจจะพูดแต่สิ่งดีๆ ไปซะแล้ว"

บิ๊กตู่ เตือนสื่อ อย่าคุ้ย คดี ม.112 มากนัก



บิ๊กตู่ เตือนสื่อ อย่าคุ้ย คดี ม.112 มากนัก แนะถามให้สร้างสรรค์ ชี้ปมโยง50 ทหาร พูดกันไปมา ไม่มีหลักฐาน อย่าบอกว่าใครผิด โยนสื่อมาถามผม ก็ตอบแค่ว่า ใครบ้าง ถ้าผิดก็ลงโทษ ออกตัวลูกน้องใคร ก็รู้จักกันหมด
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เปิดเผยถึงกรณี ความคืบหน้าหลังมีรายงานข่าวระบุว่า มีทหารกว่า 50 นาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 ว่า เมื่อวานนี้ตนเห็น พล.ต.อ จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกมาพูดแล้ว ว่าทหารกี่นาย ก็พูดกันไปพูดกันมาแต่ละคนก็มีลูกน้องกี่คนละ แต่มันมีหลักฐานว่าทุจริตหรือละเมิดม.112 หรือยัง ถ้ายังไม่มีการฟ้อง ก็เป็นเพียงคำพูดออกมาแค่นั้นเอง อย่าไปขุดคุ้ยให้มันมากมาย มันก็เสียไปทุกเรื่อง ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ผมบอกไปแล้วว่าอะไรที่ยังไม่ชัดเจนก็อย่าพูดออกมา
“บางครั้งเป็นเพราะพวกท่านถามไง ถามละเอียดไปซะทุกเรื่อง ไอ้คนตอบบางทีก็เป็นแบบผมนี่แหละ ตอบไปเรื่อย บางทีมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นคำถามขอให้มันสร้างสรรค์หน่อยแล้วกัน พอบอกว่า 50คน ก็เอาละ ใครบ้าง ขอชื่อมา ลงโทษเมื่อไหร่ มันไม่ใช่นะ ถ้าจะถามเกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้อง คนมันรู้จักกันหมดนั่นแหละ ลูกน้องทุกคนก็มีหมด เอาหลักฐานมาสิ ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าไปว่าเขาว่าเขาผิด เอาแค่คำถามของท่านก็จบแค่นั้น จบได้แล้ว มันไม่ดีเลย ไม่ดีต่อม.112 ด้วย เพราะ ม.112 มีไว้ถวายให้ท่าน ไม่ได้มีไว้ให้คนอื่น ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

บิ๊กตู่ พร้อมไป อุบลฯ 12 พย. ไม่มองเป็นถิ่นเสื้อแดง


บิ๊กตู่ พร้อมไป อุบลฯ 12 พย. ไม่มองเป็นถิ่นเสื้อแดง บอกคนไทยด้วยกันไปได้ทุกที่ ไม่มีแบ่งสี แย้มรอบหน้าอาจหมุนไปใต้ รอฝ่ายมั่นคงดู ตรงไหนไปได้ ตรงไหนไปไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่ววถึงการเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ว่า เป็นการไปดูงาน ติดตามความก้าวหน้าของงาน ไปเยี่ยมเยือนประชาชน และไปถ่ายทอดสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ ไปตอบคำถามที่ประชาชนมีข้อสงสัย และทำความเข้าใจถึงสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศ
เมื่อถามว่า จะมีการติดตามเรื่องกองทุนหมู่บ้านด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวเขาจะมาสรุปให้ฟังเอง ว่ากองทุนหมู่บ้านมีกี่กองทุน ได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร ประชาชนพึงพอใจหรือไม่ พบทุจริตหรือไม่จะมีการรายงานมา
ถามว่า เหตุใดจึงการเลือกลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ไปดูอุทกภัยอีสานไง
"ทำไม หรือไปดูพื้นที่เสื้อแดง ก็มองอยู่แค่นี้ แล้วเมื่อไหร่จะเลิกสีกันเล่า ก็ถามให้มันเป็นเรื่องไง ผมก็รู้คำถามคุณอยู่แล้ว ก็ไปทุกที่ จะสีอะไรผมไม่สนใจ เขาเป็นคนไทยหรือเปล่าล่ะ เป็นประชาชนหรือเปล่า เขารู้รึเปล่า ใครพูดจาอะไรยังไง แล้วมันน่าเชื่อถือกันแค่ไหน ยังไง วันหน้ามันจะได้เข้าใจกันสักที ผมก็จะไปทำให้เขานั่นแหละ”
เมื่อถามว่า หลังจากลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว เตรียมไปจังหวัดไหนอีก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่รู้ เดี๋ยวทีมงานจะวางแผนไว้ว่าจะไปไหน ก็อาจจะหมุนไปภาคใต้บ้างหรือเปล่า
" ฝ่ายมั่นคงก็ต้องไปดูว่าตรงไหนไปได้ ตรงไหนไปไม่ได้ มันพร้อมหรือไม่ กิจกรรมมีการขับเคลื่อนไปบ้างหรือยัง ตอนนี้เขากำลังไปไล่ทุกจังหวัด เราก็ต้องจัดเป็นกลุ่ม เป็นภูมิภาค ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก เขากำลังตามลำดับความเร่งด่วนและความจำเป็น ทุกคนเขาทำงานอยู่แล้ว
ไม่ใช่นายกฯไป เขาถึงจะทำงานเมื่อไหร่เล่า เขาทำมาตลอด ตนไม่เห็นด้วยตา แต่เขาก็มีการรายงานเป็นเอกสาร มีการถ่ายรูปมา ตนก็อ่านทุกวัน ทุกงานเขารายงานตนหมด เว้นแต่ว่าอะไรที่มันยังไม่ถึงก็อย่ามาถามตน แต่ส่วนใหญ่ตนก็ตอบได้หมดอยู่แล้ว

'บิ๊กตู่'ของขึ้น!! จวกสื่อ 'ห่วย'บ่อนทำลายชาติ | เดลินิวส์



'บิ๊กตู่'ของขึ้น!! จวกสื่อ 'ห่วย'บ่อนทำลายชาติ | เดลินิวส์

พฤศจิกายน 2558 เวลา 12:54 น.เดลินิวส์


"บิ๊กตู่"ซัดนักการเมือง ยอมรับกติกาใหม่ไม่ได้ เหตุเข้าสู่อำนาจ-ใช้งบ ยาก ปรี๊ดแตก!! จวกสื่อห่วย สร้างความแตกแยก บ่อนทำลายชาติ ขู่ขุดชื่อประจาน หากประเทศล่มสลาย วันพฤหัสที่ 5

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ตนติดตามอยู่ เพราะเป็นผู้ที่ตีกรอบ ส่วนข้อเสนอการเลือกตั้งแบบใหม่นั้น เคยบอกแล้วว่าถ้ามองว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นไฮไลท์ ประเทศไทยก็จะกลับไปที่เดิมอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องคุยกันว่าทำอย่างไรประเทศชาติถึงปลอดภัยและเป็นประชาธิปไตยที่ต่างชาติยอมรับได้ด้วย "คนที่จะไม่รับกติกาใหม่ ๆ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง ที่ยอมรับไม่ได้ เพราะจะทำให้ยากในการเข้าสู่กระบวนการมีอำนาจ หรือการใช้จ่ายงบประมาณ เขาเลยต้องการเหมือนเดิม เพราะต้องการคะแนนนิยมมาก ๆ ปัญหาต่าง ๆ แก้ด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นักการเมือง ผม หรือการรัฐประหารเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้ ทุกอย่างมันต้องแก้ด้วยจิตสำนึกของทุกคน ว่าจะช่วยให้ประเทศชาติปลอดภัยอย่างไร ความจริงไม่ต้องไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่มาให้ยาก ถ้าทุกคนยอมรับกติกาว่าจะให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลง ง่ายที่สุดคือรัฐธรรมนูญเก่าเลยก็ได้ อันนี้ผมสมมตินะ แต่จะต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 4 ปี แล้วจะเป็นอย่างไร ไม่เช่นนั้นจะกลับมาเหมือนเดิมหมด ไม่ต้องรอถึง 4 ปี ปีเดียวก็กลับมาหมดแล้ว ใช่หรือไม่ สื่อเองก็ไม่มีคำตอบตรงนี้เพราะอ้างแต่ว่าจะเสนอข่าวตรงกลางเพียงอย่างเดียว ใครมันจะเสนอซ้าย เสนอขวาก็ไม่สนใจ แล้วมันก็กัดกันเป็นหมาอยู่ทุกวันนี้ ชอบให้ผมพูดแบบนี้ใช่หรือไม่ แล้วเดี๋ยวถ้าใครเอาคำของผมไปพาดหัว ไม่ต้องมาพูดกับผมแล้วนะ ชอบแบบนี้ ชอบสร้างความขัดแย้ง ทำอย่างไรสังคมมันจะสงบ ไม่ใช่อะไรก็จะทำให้ผมอารมณ์เสีย แล้วก็มาบอกว่าเป็นนายกฯ ต้องอดทน ผมจะอดทนไปทำไม อดทนแล้วให้ทุกคนขัดแย้งกันแบบนี้หรือ ผมไม่อดทนหรอก ทุกวันนี้ทำแทบตาย ไม่ต้องมาบอกผมก็ทำให้อยู่แล้ว แต่ยังมาทำกับผมเหมือนกับคนอื่นทั่ว ๆ ไป มันไม่ใช่ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น คิดทุกวัน ทำทุกนาที ยังไม่ช่วยกันเลย" นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ต้องถามประชาชนตามขั้นตอนที่จะมีการทำประชามติ แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่เอา แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป จะเลือกตั้งกันให้ได้อย่างนั้นหรือ วันนี้ก็ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นเช่นนี้ เหตุผลของการคัดสรรในเรื่องต่างๆ เข้ามาเพราะอะไร ถ้าชี้แจงแบบนี้ประชาชนก็น่าจะเข้าใจ แต่ถ้ามัวไปชี้แจงว่าคัดสรรเข้ามาเพื่อการมีอำนาจ พูดแต่เรื่องของอำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่เห็นพูดกันว่าจะทำอย่างไรกันบ้าง ที่เถียงกันอยู่ทั้งหมดสื่อก็ขยายความออกไปเรื่อยๆ ประเทศไทยก็กลับที่เดิมคือการเลือกตั้ง ส่วนจะได้ใครกลับมาก็ไม่รู้ ประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้าได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ สื่อทำกันแบบนี้ แล้วก็มากล่าวหาว่าตนโทษแต่สื่อ "สื่อรู้กันทั้งหมด แต่ไม่ยอมเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ถ้าประเทศมีปัญหาล่มลงไป เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ เกิดความขัดแย้ง เกิดการจลาจลทั้งเมือง ใครจะมารับผิดชอบร่วมกับผม แต่ก็ยังเขียนทุกเรื่องที่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวในสนามผมถือว่าโอเค อยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่ผมรังเกียจไอ้เจ้าของสำนักพิมพ์บางฉบับ จะว่าผมแรงก็ต้องแรงจะบอกให้ ไม่มีเลิก ตอนที่มีเรื่องมันอยู่ไหน เขียนเชียร์เขาอยู่นั้นแหละ ทุกวันนี้ก็ยังเชียร์อยู่ คนบังคับใช้กฎหมาย คนทำงานเดือดร้อน รู้อยู่แล้วนะว่าใครไม่ต้องเอ่ยชื่อ ไม่ได้ขู่ด้วย ผมสามารถชี้แจงกับคนอื่นได้ว่าทำไมผมถึงทำแบบนี้ ถ้าผมจะต้องทำกับไอ้บางคนซึ่งจะทำตามกฎหมาย อย่าหาว่าผมไปรังแกสื่ออะไรทั้งสิ้น แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าสื่อ สร้างความแตกแยก" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว เมื่อถามว่าแสดงว่านายกฯ กำลังคิดจะทำอะไรอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมพูดให้ฟังทำไมหรือจะไปเขียนกันว่า นายกฯ จะเริ่มควบคุมสื่อ ละเมิดจรรยาบรรณสื่อ โถ่ ไอ้ห่วยแบบนี้เขาไม่เรียกสื่อหรอก พวกท่านก็ค้านเขาไม่ได้ เพราะทุกคน ทุกสำนักพิมพ์ต้องการรายได้ ไม่สนใจว่าประเทศมันจะเสียหายตรงไหน เอาเงินที่ขายเอามากิน ก็ใช่มันเป็นความจำเป็น แต่มันทำลายประเทศไปด้วย ผมอยากจะบอกคำนี้ บางคอลัมน์ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น พอผมถามกลับไปก็ตอบกลับมาว่าคุมไม่ได้ครับ พอเรียกมาก็เป็นอย่างนี้หมด เชิญมาพบไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ เรียกมาคุย ตั้งโต๊ะคุยดี ๆ ในห้องแอร์ถามว่าเขียนอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ก็บอกว่าเดี๋ยวจะแก้ไข จะปรับปรุง ครั้งหน้ารับรองไม่มีครับ มันก็มีอีก เรียกมาครั้งที่ 2 ก็ขอโทษครับมันเป็นแบบนี้ครับ ผมยังคุมคนเหล่านี้ไม่ได้ เดี๋ยววันหน้าผมจะแก้ไข พูดอย่างนี้มา 7-8 ครั้งแล้ว ไอ้คนแบบนี้ถ้าประเทศนี้มันล่มสลายจะขึ้นชื่อให้ดูทั้งหมดว่าใครบ้าง ไม่รู้จักอับอายคนเขาบ้าง หากินบนความเดือดร้อน บนความสูญเสียของคนอื่นบ่อนทำลายชาติ ความจริงตั้งใจจะพูดแต่สิ่งดี ๆ ไปซะแล้ว".“

บิ๊กป้อม โวยสื่อ ยังไม่มีทหาร คนไหน โดนหมายจับ-หมายเรียก โยงคดี112 ขออย่าตื่นเต้น




http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14466945591446694575l.jpg

5 พ.ย. - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาอิทธิพลท้องถิ่น ถึงกรณีกระเเสข่าวมีนายทหารกว่า 50 คนเกี่ยวข้องคดี ม.112 ว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการรายงานเรื่องดังกล่าวมาที่ตน หากจะต้องรายงานตนทราบก่อน ขอสื่ออย่าเพิ่งตื่นเต้น โวยลั่น ยังไม่มีทหารคนไหน โดนหมายจับ-หมายเรียก โยงคดี ม.112  สื่อเสนอข่าวโยง 50 ทหาร ไม่มีทหารเกี่ยว ก็จะให้มี เผยคุย"ศรีวราห์" แล้ว ยันไม่มี แล้วเขาจะฟ้องสื่อเสนอข่าวมั่ว

ส่วนที่อาจมีเชิญทหารบางคนไปสอบถาม นั้น พล.อ.ประวิตร บอก ไม่ตนไม่รู้ อาจมีการประสานโดยตรง ไปที่ตัวทหารคนไหน เพื่อขอข้อมูล เป็นการส่วนตัวนั้น ตนไม่ทราบ

แต่ถ้ามีทหารเกี่ยว ผมต้องรู้ ผบ.ตร. ต้องรายงานผมก่อน นี่ผบ.ตร.ไม่เห็นรายงานผมสักคำ แต่ถ้าทหารคนไหนเกี่ยวข้อง เราก็ไม่ปกป้องอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ ยังไม่มีทหารคนไหน ไปเกี่ยวข้อง ใครเกี่ยวก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับกองทัพ บ่นสื่อไม่มีก็จะให้มี เตือนสื่อเสนอข่าวระวัง

ทั้งนี้กรณีที่มีภาพนายทหารยศพันเอกที่เกี่ยวข้อง ม.112 เดินทางออกนอกประเทศเพื่อนบ้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของตัวบุคคล ก็แล้วแต่บุคคล เพราะเขาอาจมีเรื่องที่ต้องเดินทางออกไป อีกทั้งกรณีที่มีนายทหารถูกพาดพิงถือเป็นเรื่องส่วนตัว ยืนยันว่ากองทัพจะไม่มีการปกป้อง ผิดว่าไปตามผิด โดยขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับทหาร

นอกจากนี้กรณีที่ผบ.ทบ.ปฏิเสธที่จะให้ข่าวคดี ม.112 จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยนั้น พล.อ.ประวิตร ระบุ ไม่มี เพราะตนก็ออกมาให้ข่าวอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่มีหมายจับเพราะตนดูแลทั้งตำรวจและทหาร และปฏิเสธอีกว่าขณะนี้ยังไม่ได้เชิญตัวทหารไปสอบสวน แต่อาจจะมีการสืบสวนรายบุคคล ที่ทางเจ้าหน้าที่มีการประสานงานกันโดยตรง อีกทั้งคดีดังกล่าวไม่ได้ทำให้กองทัพหวั่นไหว เพราะเป็นเรื่องของตัวบุคคล ที่อาจมีการรู้จักกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องในคดีเป็นการส่วนตัว อีกทั้งเพราะตัวเลขที่ออกมา 50 คนนั้นไม่เป็นเรื่องจริง จึงไม่กระทบกับภาพลักษณ์ของกองทัพ

สำหรับการประชุมคณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาอิทธิพลท้องถิ่นนั้นพล.อ.ประวิตรระบุจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องทำร่วมกัน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย คสช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ใช่การตรวจค้นหรือจับกุม แต่ต้องการลงพื้นที่ในด้านการข่าวในทุกพื้นที่ จึงจะเริ่มดำเนินการได้ ยืนยันไม่มีแบล็กลิสต์รายชื่อของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ การปราบผู้มีอิทธิพลในครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย ทำมาหากินได้อย่างเรียบร้อย

กรณีพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์คัดค้านการใช้มาตรา 44 ในการดำเนินการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในคดีรับจำนำข้าว พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ความจริงแล้วรัฐบาลไม่ต้องออกคำสั่งมาตรา 44 ก็ได้ แต่ที่ออกมาก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมีความอุ่นใจ ปลอดภัย มีกำลังใจในการทำงาน ซึ่งความจริงแล้วการตรวจสอบคดีจำนำข้าว มีกฎหมายที่คุ้มครองอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามกล่าวถึงกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ขึ้นศาลทหาร กรุงเทพ วันนี้ ว่า ขอให้ทุกคนเข้าใจรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชั่วคราว ไม่ใช่รัฐบาลถาวร ซึ่งตั้งใจแก้ปัญหาให้กับประชาชนโดยตรง

"ผมก็เหนื่อยนะ ไม่ใช่ไม่เหนื่อย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ทำงานมา 40-50 ปี ไม่เคยเหนื่อยอย่างนี้ สมัยเป็นทหารไปทุกพื้นที่ รบราฆ่าฟันมาเยอะเเยะ ก็ไม่เหนื่อย แต่นี่เหนื่อยเหลือเกิน ผมยืนยันว่าผมเหนื่อย ผมก็ต้องตามนายกฯ ทำไงได้ รับปากช่วยกัน ก็ต้องช่วยๆกันไป พยายามทำให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง ทุกอย่างทำไปด้วยความมั่นใจ ไม่มีเรื่องเคลือบแฝงหรือนัยยะ ผมทำ ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ได้ไปซ่อนไปทับอะไรไว้"

ส่วนกรณีที่มีพระสงฆ์โพสต์เฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าหากมีการฆ่าพระสงฆ์ 1 รูป ก็ให้เผามัสยิด 1 แห่ง นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่สามารถทำได้ ต้องทำความเข้าใจกับพระที่โพสต์ ตนยังไม่เห็นข้อความดังกล่าว เพราะไม่ได้ติดตามข่าวในโซเชียลทุกวัน บางครั้งก็เป็นเรื่องจริงและไม่จริง ใครคิดอย่างไรก็เขียนลงไป เป็นเรื่องของตัวบุคคล

ขอสื่อ อย่าคุ้ยปม112 บิ๊กตู่ ชี้ ทุกคนมีลูกน้อง-รู้จักกัน ไม่มีหลักฐานอย่าว่าเขาผิด




http://www.matichon.co.th/online/2015/11/14467125071446712525l.jpg

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ทำเทียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณี ความคืบหน้าหลังมีรายงานข่าวระบุว่า มีทหารกว่า 50 นาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ว่าเมื่อวานนี้ ผมเห็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกมาพูดแล้ว ว่าทหารกี่นาย ก็พูดกันไปพูดกันมา แต่ละคนก็มีลูกน้องกี่คนละ แต่มันมีหลักฐานว่าทุจริตหรือละเมิดม.112 หรือยัง ถ้ายังไม่มีการฟ้อง ก็เป็นเพียงคำพูดออกมาแค่นั้นเอง อย่าไปขุดคุ้ยให้มันมากมาย มันก็เสียไปทุกเรื่อง ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ตนบอกไปแล้วว่าอะไรที่ยังไม่ชัดเจนก็อย่าพูดออกมา“บางครั้งเป็นเพราะพวกท่านถามไง ถามละเอียดไปซะทุกเรื่อง ไอ้คนตอบบางทีก็เป็นแบบผมนี่แหละ ตอบไปเรื่อย บางทีมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นคำถามขอให้มันสร้างสรรค์หน่อยแล้วกัน พอบอกว่า ห้าสิบคน ก็เอาละ ใครบ้าง ขอชื่อมา ลงโทษเมื่อไหร่ มันไม่ใช่นะ ถ้าจะถามเกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้อง คนมันรู้จักกันหมดนั่นแหละ ลูกน้องทุกคนก็มีหมด เอาหลักฐานมาสิ ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าไปว่าเขาว่าเขาผิด เอาแค่คำถามของท่านก็จบแค่นั้น จบได้แล้ว มันไม่ดีเลย ไม่ดีต่อม.112 ด้วย เพราะม.112 มีไว้ถวายให้ท่าน ไม่ได้มีไว้ให้คนอื่น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

"สมคิด"ปฏิรูปประเทศไม่ทำใน1ปีครึ่งจะไม่มีเวลาทำอีกเลย

“ผมอยากจะเรียนว่า กระทรวงการคลังกับผม  เวลาจะทำอะไรรับรองว่า รอบคอบ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เราไม่ใช่นักการเมือง ไม่ต้องมีหน้าที่เอาใจใคร และมีอายุขนาดนี้แล้ว และดูถี่ถ้วนแล้วว่า ต้องไม่ให้ฐานะการคลังถูกกระทบ”
somkit041158
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558  บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยประชาชาติธุรกิจ จัดสัมมนา Thailand 2016 อนาคตเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี 
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า การมางานครั้งนี้เป็นหนทางเดียวที่จะสื่อความสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมทำ ให้กับศาสนชนได้เต็มที่ ไม่มีข้อบิดเบือน ในยุคที่สังคมข่าวสารเต็มไปด้วยข่าว โดยในยุคที่ผมเรียนการตลาดในต่างประเทศ มีคนบอกว่า ‘เสียง’ เป็นสิ่งสำคัญมาก 
เสียงในที่นี้ หมายถึง เสียงของข้อมูลข่าวสาร ถ้าคุณไม่สามารถเจาะทะลุเสียงนี้ได้ สิ่งที่สังคมได้รับรู้กับสิ่งที่คุณคิดและทำ สามารถแปรสภาพได้มโหฬาร
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า  ปลายปีนี้จะครบเวลา 3 เดือนที่ผมเข้ามา ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ได้คิดว่าต้องเข้ามา และไม่เคยคิดจะเข้ามา โดยในสมัยเป็นที่ปรึกษคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. ) ตั้งใจช่วยงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว บางครั้งก็นึกอยู่ในใจเป็นผลจากการบนบานศาลกล่าวสมัยเป็นนักศึกษาหรือไม่
ครั้งนั้นได้สอบชิงทุน ก.พ.ไปเรียนต่างประเทศ ผมจำได้ว่า ได้กราบอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ ข้างทำเนียบรัฐบาล โดยบอกว่า ถ้าเสด็จพ่อให้ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ  กลับมาผมจะทำทุกอย่างเพื่อประเทศ รู้สึกจะบนบานเสียงดังไปหน่อย เลยได้มาสองรอบ 
รอบหลังนี้ไม่เหมือนรอบแรก รอบแรกหนักหน่วงมาก แต่ในยุคนั้นผมยังหนุ่มแน่น แต่ด้อยประสบการณ์ ได้เข้าไปมีโอกาสทำงาน เรียนรู้ ในที่สุดโชคดีพอทุกอย่างผ่านพ้นไป จำได้ว่าปี 2548 ตัวเลขดัชนีวัดไม่เคยมีครั้งใดจะดีเท่าปีนั้น ทุกมิติ พอถึงรอบนี้ ถึงแม้จะหนัก แต่เมื่อโจทย์เลขที่เราเห็นชัด 
ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเห็นภาพชัดเจนว่า อะไรคือปัญหา และจะแก้ไขอย่างไร  ประเด็นสำคัญอยู่ที่การขับเคลื่อนไปให้ได้ในสิ่งที่เราคิดและต้องการ 
“ข้อวิจารณ์ต่าง ๆ ของสื่อมวลชนนั้น ผมรับรู้หมด สิ่งใดเป็นประโยชน์จะนำไปใช้  ใครติชมหนัก ๆ ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะไม่ใช่ครั้งแรก เนื่องจากปี 2540 ผมโดนไปเยอะ” ดร.สมคิด กล่าว และว่า ครั้งนี้มีกำลังใจมากทีเดียวจากทุกวงการ และเหตุที่ตัดสินใจเข้ามานั้น เพราะช่วงเวลานี้ถ้าคุณไม่เข้ามาทำอะไรบางอย่างหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เมืองไทยจะลำบากในอนาคต แต่หากทำอะไรบางอย่างและทำได้ดี จะเป็นโอกาสทองของไทยในอนาคต
รองนายกรัฐมนตรี บอกต่อว่า การกลับมาครั้งนี้แก่ตัวลง รอบคอบขึ้น และไม่ค่อยสนใจกับคำสรรเสริญเยินยอ หรือคำติชมมากเท่าไหร่  โดยวันแรกที่เข้ามา ผมมีสิ่งที่คิดในใจว่า มีหน้าที่ขับเคลื่อน คือ 
การขับเคลื่อนเพื่อยุติหยุดยั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ประคับประคองทางเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้ และช่วยเหลือผู้ประสบความลำบากจากภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ 
ผมใช้คำนี้เพราะไม่เคยคิดแม้แต่นิดเดียวว่า ต้องการให้จีดีพีเติบโตสวนกระแสแห่งความไม่เป็นจริง เรารู้ดีว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยมีกี่เครื่อง
เครื่องใหญ่ คือ การส่งออก ในเมื่อเศรษฐกิจโลกเป็นเช่นนี้ จะฝันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมหาศาลเป็นสิ่งที่ฝันไปแล้ว 
“หากคุณต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเข้าไป เพื่อประคองให้จีดีพีเติบโต 5-6% ผมไม่ทำเด็ดขาด เพราะนั่นไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นการขับเคลื่อนสิ่งแรกจึงต้องหยุดยั้งการชะลอตัวอย่างมีเหตุมีผล”
ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า เรารู้อยู่แล้วสินค้าเกษตรประสบปัญหาราคาตกต่ำ บางตัวมีราคาไม่ถึงครึ่งของที่เคยเกิดขึ้น ไทยมีจีดีพี สมมติ 100 เกษตรกรชาวนาชาวไร่ 30 ล้านคน แชร์ไม่ถึง 10% ของจีดีพี เมื่อรายได้ส่วนนี้หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง ท่านลองหลับตาคิดภาพดูว่า สุญญากาศตรงนี้จะนำอะไรไปถม  อำนาจซื้อจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ในที่สุดก็ไปสู่เอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดใหญ่ และธนาคาร เมื่อธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ก็วนมาอยู่ที่เดิม เหมือนสมัยปี 2540 ซึ่งธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ แต่อาศัยวิธีกินส่วนต่างประคับประคองตัวเองอยู่รอด ฉะนั้นต้องไม่ให้เกิดวงจรนี้ขึ้นมา
สิ่งแรกที่เข้ามาวันนั้น ไม่ถึงสองอาทิตย์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า ได้มีมาตรการออกมาเป็นชุด ๆ  ออกมาได้เร็ว เพราะนั่งอยู่ใน คสช.อยู่ปีหนึ่ง นั่งดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีอะไร อะไรที่ควรจะทำ และขอให้ทีมงานเตรียมแต่เนิ่น ๆ 
ทั้งนี้ เมื่อเข้ามาถึง สิ่งที่ทำอย่างแรก คือ ทำอย่างไรเงินจะลงสู่รากหญ้า ซึ่งเส้นทางหลัก ผมเน้น ‘กองทุนหมู่บ้าน’ ไม่ว่าใครจะวิจารณ์อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่ามี 2 ท่อที่จำเป็นต้องส่งเงินลงไป 
ท่อของกระทรวงมหาดไทยตำบลละ 5 ล้านบาท โดยใช้เงินทั้งหมดประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท  
แต่ผมต้องการอีก 1 ท่อ ซึ่งมีความเร็ว ตรงสู่หมู่บ้าน คือ กองทุนหมู่บ้าน ซึ่งระยะแรกไม่มีใครกล้าทำ เพราะกลัวจะถูกตำหนิ ผมไม่สนใจ เพราะผมไม่สนใจการเมืองด้วยซ้ำว่าใครอยู่ค่ายไหน 
“ผมเรียนนายกรัฐมนตรีว่า กลไกนี้เป็นสิ่งที่ดี แม้จะมีจุดอ่อนอยู่ แต่ต้องทำ ถ้าพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นมาได้ กองทุนหมู่บ้านเป็นแกนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาฐานราก”
ดร.สมคิด ยังกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนขนาดเล็ก ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่กระทรวงการคลังเร่ง เฉพาะโครงการน้อยกว่า 1 ล้านบาทเพื่อให้เกิดการหมุนรอบระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น เป็นนโยบายแรกที่ผลักดันออกมา เพื่อสร้างกระแสลงไปสู่รากหญ้า 
สำหรับเอสเอ็มอี น่าสงสารมาก ฉะนั้นเงินช่วยเหลือจึงออกมาระลอกที่สอง ดอกเบี้ยต่ำ ปรับปรุงวิธีการค้ำประกันของ บสย. และช่วยแง่ภาษีเหลือเพียง 10%
ถัดมา คือ อสังหาริมทรัพย์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า  พวกเราทราบอยู่แล้วอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลสูงสุดในเศรษฐกิจ คือ อสังหาริมทรัพย์ เพราะจะไล่ตั้งแต่อุปกรณ์ก่อสร้าง แรงงาน ทุกอย่าง ซึ่งผมได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไม่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการ
แต่จะให้อานิสงส์ไปสู่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ให้มีบ้านอยู่  เพราะหากไม่มีบ้าน อย่าหวังสร้างตัว แม้จะมีเงินเดือนประจำ ไม่กินทั้งชาติ ก็ซื้อบ้านหลังหนึ่งไม่ได้ ฉะนั้นเงินก้อนนี้ก็ออกมา 
ผมเข้าใจว่า ทุกคนมีความเป็นห่วงทั้งนั้น บางครั้งเกรงว่า ออกมาแล้วการคลังจะไหวหรือไม่ เอ็นพีแอลจะเพิ่มสูงหรือไม่  ก็ให้คำแนะนำ สั่งสอน  และข้อมูลเบื้องต้น
“ผมอยากจะเรียนว่า กระทรวงการคลังกับผม  เวลาจะทำอะไรรับรองว่า รอบคอบ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง เราไม่ใช่นักการเมือง ไม่ต้องมีหน้าที่เอาใจใคร และมีอายุขนาดนี้แล้ว และดูถี่ถ้วนแล้วว่า ต้องไม่ให้ฐานะการคลังถูกกระทบ”
สำหรับมาตรการกองทุนหมู่บ้าน สิ่งที่เป็นภาระของรัฐบาลจริง ๆ คือส่วนชดเชยดอกเบี้ย ประมาณ 2 พันล้านบาทเท่านั้น งบประมาณจริง คือ ส่วนที่ลงไปสู่ตำบลละ 5 ล้านบาท  สิ่งนั้นคือต้นทุนทางงบประมารของนโยบาย  ส่วนเอสเอ็มอีมีต้นทุนอยู่ที่การชดเชยดอกเบี้ย
ทั้งระบบต้นทุนงบประมาณจริง ๆ ประมาณ 5 หมื่นล้าน ไม่รวมส่วนที่ช่วยเหลือเกษตรกร การช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ไม่ว่ารัฐบาลไหน ถ้าไม่ปฏิรูป ต้องเจอแน่นอน ทุกรัฐบาล ทุกปี ไม่ว่าข้าว ยางพารา ในเมื่อไม่ปฏิรูป ไม่ดูความต้องการตลาด ไม่เพิ่มมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า
“ผลิตขึ้นมาแล้ว มาจี้รัฐบาลให้รับซื้อ รัฐบาลไม่ใช่โรงรับจำนำ แต่ไม่ช่วยก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนค่อนประเทศ” 
โดยไม่สนใจจีดีพีจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ สนใจเพียงแต่ช่วยเหลือแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คนลำบากจะพ้นหรือไม่ เป็นภาระต่อภาษีหลักหรือไม่  ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวจะออกผลเต็มที่ประมาณปลายไตรมาส 4  ปี 2558 และต้นไตรมาส 1 ปี 2559  
พร้อมเชื่อว่า ถ้าปีหน้าจีนไม่มีอะไรหนักหน้า ตัวนี้ช่วยชดเชยส่วนเจ็บตัวจากการส่งออกที่ลดลงพอสมควร 
ดร.สมคิด กล่าวยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนเพื่อปฏิรูปเป็นสิ่งสำคัญ การกระตุ้นจะหยุดพอเท่านั้น ถ้าภายนอกไม่ดีจะพิจารณาดู แต่คิดว่าแค่นี้จะเพียงพอต่อการประคับประคอง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การปฏิรูป 
ถามว่า เหตุใดต้องปฏิรูป ผมจะบอกว่าไทยขณะนี้แปลกมาก บางทีดู  ๆ เจริญกว่าคนอื่น แต่ดูชัด ๆ กลับเปราะบางมาก 
สำหรับการปฏิรูปนั้น รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า เราต้องการมีการเติบโตที่สมดุลระหว่างภายในกับภายนอก ใช้จังหวะนี้สร้างความสมดุลให้ได้ 
ทั้งนี้ การทำให้ฐานรากแข็งแรง การพัฒนาแนวดิ่งได้ผลน้อยมาก เพราะเป็นเชิงนโยบาย แต่สิ่งสำคัญ คือการขับเคลื่อนของฐานรากกันเอง ฉะนั้นจากวันนี้ไปจะเห็นการทำงบประมาณปีต่อไป มี 2 ฐาน คือ แผนพัฒนาจังหวัด  จะพัฒนาเกษตร ท่องเที่ยว สาธารณสุข อย่างไร โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ไม่ใช่ดูจากกระทรวง ซึ่งไม่ทราบอะไรเลย นั่นคือ ฐานแนวดิ่ง
แต่ฐานที่สำคัญ คือ ฐานแนวราบ ซึ่งวันนี้ผมใช้กองทุนหมู่บ้านเป็นแกนหลักใหญ่ในการพัฒนาประเทศ เขากำลังหารือกับกลุ่มเครือข่ายประชาชนทุกกลุ่ม เริ่มวางแผนพัฒนาชุมชนและใช้แผนงานเหล่านี้ของบประมาณทำงานในปีหน้า  ซึ่ง สหกรณ์การเกษตรเป็นเป้าหมาย และไม่ควรทิ้งความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก 
ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผมให้การบ้านกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกองทุน เช่น จดทะเบียนธุรกิจต้องใช้เวลาเป็นเดือน จะแข่งขันอะไรกับเวียดนาม ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องเร่งออกมา ส่วนกฎระเบียบจะมีการแก้ไขภายในเวลาที่มีอยู่ 1 ปีครึ่ง
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญต้องปฏิรูป คือ งบประมาณ โดยในการพัฒนาประเทศต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น การลดความเหลื่อมล้ำ ความสามารถเชิงแข่งขัน การปรองดองแห่งชาติ สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องจัดสรรงบประมาณให้ตามยุทธศาสตร์ อะไรไม่อยู่ยุทธศาสตร์ ไม่ต้องเสนอมา เพื่อจะช่วยลดการซ้ำซ้อนได้ 
ถ้าคุณไม่ทำสิ่งเหล่านี้ภายใน 1 ปีครึ่ง คุณจะไม่มีเวลาทำอีกเลย ถึงเวลานั้นจะสายเกินไป  .

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การกักขังและปรับทัศนคติข้าพเจ้าโดยเผด็จการทหาร คสช.รอบสอง

การกักขังและปรับทัศนคติข้าพเจ้าโดยเผด็จการทหาร คสช.รอบสอง

การปรับทัศนคติ: คําสวยหรูที่ใช้โดยเผด็จการทหาร คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ในการจัดการกับผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดที่แสดงความเห็นไม่ยอมรับรัฐประหาร หรือตั้งคําถามถึงความชอบธรรม หรือความไร้ความชอบธรรมของการก่อรัฐประหารยึดอํานาจฉีกรัฐธรรมนูญ
กระบวนการ ‘ปรับทัศนคติ’ มีตั้งแต่การพูดจาขอ ‘ความร่วมมือ’ และ ‘ความเข้าใจ’ อย่างสุภาพระหว่างถูก ‘เชิญ’ แบบไม่มีทางปฏิเสธไปกักตัวอยู่ในค่ายทหารที่มีบรรยากาศคล้ายที่พักตากอากาศถูกๆ ถึงเจ็ดวัน [1] แต่หาก ‘ทัศนคติ’ ยังไม่เปลี่ยนก็จะมีการเชิญไป ‘ปรับทัศนคติ’ อีกโดยปิดตาพาไปขังในที่ลับนอกเมืองหลวงอย่างที่ผู้เขียนเพิ่งประสบมาระหว่างวันอาทิตย์ที่ 13 ถึงวันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
ประมาณเที่ยงครึ่งของวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2558 อดีตภรรยาได้โทรฯแจ้งว่า มีทหารสองนายมาที่บ้านเพื่อหาตัวผม เธอบอกให้ไปดูที่สํานักงานหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ปรากฏว่าทหารก็ได้ไปที่ทํางานแต่ผมไม่อยู่ พอวันรุ่งขึ้นคือวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน เวลาประมาณ 9.35 น. ทหารยศพันโทได้โทรฯ มาบอกให้ผมโทรฯ ไปหาพันเอกนายหนึ่งเมื่อผมโทรฯไปพันเอกคนนี้ก็บอกให้ผมไปรายงานตัวที่กองทัพภาคที่หนึ่งในเวลา 11.00 น. ผมบอกผมคงเคลียร์งานไม่เสร็จจึงขอเลื่อนเป็น 14.00 น. ซึ่งทาง คสช. ก็ยอม

ห้องกักตัว

หลังจากนั้นผมถูกชายสี่คนที่ไม่สวมใส่ชุดทหารแต่สวมผ้าปิดจมูกและปากใช้ผ้าสองชั้นปิดตาผมในรถตู้ที่มองจากข้างนอกไม่ออกว่าเป็นรถของทหารหรือของทางการเพื่อนําผมโดยสารออกจากกรุงเทพฯ เป็นเวลาประมาณชั่วโมงครึ่งผมก็ถูกนํา ตัวออกจากรถ และพาเดินทั้งๆ ที่มีผ้าปิดตาอยู่เข้าไปในห้องขัง
พอผ้าพันตาถูกปลดออกและแสงนีออนคู่บนเพดานแยงตาสักพักจนปรับตัวได้ ผมก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องขนาดพื้นที่ประมาณ 4 คูณ 4 เมตร [2] ที่หน้าต่างไม้เก่าๆ สามบานถูกปิดสนิทไม่เห็นเดือนเห็นตะวันและมีลูกกรงเหล็กติดทับอีกที ในห้องมีกล้องวงจรปิด ส่องลงมาจากมุมบนซ้ายของเพดาน มีเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้นที่ไม่ระบายอากาศแถม
ทํางานไม่ปกติเพราะไม่สามารถปรับอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 29 องศาเซลเซียสได้ซึ่งกลับเพิ่มความชื้นในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท ผมจึงแทบหายใจไม่ออกและตัดสินใจปิดเครื่องปรับอากาศ ท้ายห้องขังมีห้องน้ำเล็กๆ ที่มีส้วมและฝักบัวในตัว กําแพงด้านหนึ่งของห้องน้ำ มีอิฐบล็อกแบบมีช่องระบายอากาศเล็กๆ ในระนาบสูงประมาณหกเจ็ดก้อน อย่างไรก็ตาม ช่องที่อากาศควรจะได้ถ่ายเทกลับถูกปิดทับด้วยกระดาษสีน้ำตาลอ่อนจากภายนอกอีกที ในห้องมีทีวีเก่าๆ เครื่องหนึ่งที่รับภาพเบลอๆ ได้จากสองสถานีคือไทยพีบีเอสและช่องสาม มีเตียงเหล็กแบบทหารมีผ้าปูขาวสะอาดพร้อมหมอนสองใบแต่ไม่มีผ้าห่ม มีโต๊ะหนึ่งตัวพร้อมน้ำขวดขนาดเล็กที่ไม่เย็นจํานวนหนึ่งและมีพัดลมหมุนได้ติดบนเพดานหนึ่งตัว ผู้คุมที่ยืนอยู่พร้อมลูกน้องสองคนบอกผมว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาบอกว่าจะมีโปรแกรมอะไรบ้าง และหากต้องการอะไรก็ให้เคาะประตูเรียกคนสองคนที่มีผ้าปิดปากปิดจมูก
ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม ผมเหนื่อยล้าจากการต้องตอบข้อซักถามเป็นเวลากว่าหกชั่วโมงในค่ายทหารที่กรุงเทพฯจึงรีบอาบน้ำ ปิดไฟและพยายามนอนแต่ก็นอนไม่หลับจนกระทั่งรุ่งสาง

การปฏิบัติจาก คสช.

ชายสี่คนที่คาดว่าเป็นทหารชั้นผู้น้อยนอกเครื่องแบบที่สวมผ้าปิดจมูกและปากตลอดเวลาเพื่อให้ผมจำใบหน้ามิได้สลับเวร ‘ดูแล’ โดยการส่งอาหารและน้ำดื่มเข้ามาในห้องขังจะผลัดเวรผลัดละสองคน น้ำเสียงของพวกเขาแข็งกระด้าง ต่างจากทหารระดับกลางและสูงจำนวนหนึ่งที่พูดจาด้วยความสุภาพกับผม ไม่นานคําว่า ‘ครับ’ จาก ‘ผู้คุม’ ที่สวมผ้าปิดปากและจมูกก็หายไป พวกเขาจะไม่พูดเกินกว่าที่จําเป็น
ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น (วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558) หลังผมได้รับกล่องอาหารเช้าแล้วพยายามกลืนอาหารลงคอสี่ห้าคําและอาบน้ำ ผมได้เคาะประตูขอร้องให้ผู้คุมพาผมออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์เพราะระดับออกซิเจนในห้องเล็กๆ ที่อากาศไม่ถ่ายเทนั้นเหลือน้อยเต็มที โดยผมบอกผู้คุมด้วยว่าผมเพิ่งได้รับการตรวจวัดความดันโดยแพทย์ทหารตอนมารายงานตัวเมื่อบ่ายวานและพบว่าความดันผมสูงผิดปกติค่อนข้างมาก ในที่สุดผู้คุมก็ยอมให้ผมออกไปสูดหายใจลึกๆ นอกห้องเป็นเวลาประมาณ 20 นาที แต่พวกเขาบอกให้ผมนั่งหันหน้าเข้าหาห้องน้ำที่อยู่ท้ายห้องก่อน แล้วเดินมาปิดตาผมด้วยที่ปิดตาและผ้าอีกสองชั้นก่อนจะพาผมออกไปนั่งข้างนอกห้องตรงจุดที่ห่างจากห้องเพียงไม่กี่ก้าว ผมรับทราบได้จากเสียง พื้นและคุณภาพอากาศว่าผมยังอยู่ภายในอาคาร ผมได้ขอให้ผู้คุมเปิดประตูค้างไว้ด้วยเพื่อให้อากาศในห้องขังถ่ายเท
หลังจากที่ขอให้ตนได้ไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกห้องขังทุกสองสามชั่วโมงเป็นครั้งที่สามหรือสี่ ผู้คุมคนหนึ่งก็บ่นว่าผม “เรื่องมากจริงๆ” ผมจึงตอบไปทั้งๆ ที่นั่งมีผ้าปิดตาอยู่ว่าผมเพียงแค่ขออากาศบริสุทธิ์หายใจ มิได้ขออะไรมากไปกว่านั้นอย่างเช่นขอโค้กเลย
เวลาผ่านไปกว่า 20 ชั่วโมงโดยปราศจากการพูดคุยฉันมนุษย์กับผู้อื่นและโดยไม่มีผู้ใดมาบอกว่าจะมีโปรแกรมอะไร ก็มีชายคนหนึ่งใส่เสื้อคอกลมสีแดงเปิดประตูที่ล็อกจากข้างนอกเข้ามาพร้อมแนะนำตัวว่าเป็นนายทหารยศพันโทแต่ไม่ยอมบอกชื่อ ตอนแรกทหารผู้นี้พูดจาดีเป็นกันเอง และบอกว่าเขามาเยี่ยมเยียนเพื่อดูว่าผมเป็นอย่างไรบ้าง เราคุยกันเรื่องข้อดีข้อเสียของทักษิณ (ป.ล. ผมบอกว่าผมไม่ใช่เสื้อแดงหรือแฟนคลับทักษิณ) เรื่อง ‘ความจำเป็น’ ในการทำรัฐประหาร เรื่องความเกลียดชังระหว่างสีเสื้อเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมงนายพันที่สวมสร้อยทองเส้นโตก็ถามผมว่ามีอะไรที่เขาพอจะช่วยจัดหาให้ได้ไหม ผมหยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่นและเขียนสิ่งที่ขอลงไปห้ารายการรวมถึงแชมพู สบู่ และผงซักฟอกพร้อมยื่นเงินให้เป็นธนบัตร 100 บาท
สองรายการแรกที่ขอไป ได้แก่ (1) ขอแสงอาทิตย์ และ (2) ขออากาศบริสุทธิ์ ข้อสองนั้นผู้พันจัดให้โดยยอมเปิดประตูห้องขังให้อากาศถ่ายเท ทว่า ให้ผมหันหน้าเข้าหาห้องระหว่างเราคุยกันต่อเพื่อจะได้ไม่เห็นว่ามีอะไรนอกห้อง แต่ข้อขอร้องข้อแรกมิได้รับการตอบสนอง
การพยายามออกกําลังกายในห้องขังประกอบด้วยการก้าวทางยาวสี่ก้าว หันขวาสองก้าวแล้วก็เดินเป็นทางยาวอีกสี่ก้าว วนไปวนมาเช่นนี้ ทํา ให้ออกซิเจนในห้องอันน้อยนิดยิ่งลดน้อยลงเร็วขึ้นไปอีกจนต้องหยุดเดินจงกรม ผมได้แต่บอกตนเองว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก แม้ความยากลําบากและความทรมานที่เผชิญก็ไม่น่าจะนานเกินไปเช่นกัน
กําลังใจผมดีขึ้นตอนห้าโมงเย็นของวันที่สองหลังจากเห็นข่าวไทยพีบีเอสรายงานการควบคุมตัวผมโดย คสช.และการเรียกร้องให้ปล่อยตัวผมโดยทันทีจากสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย [3] ฯลฯ

สิ่งที่ผมเหลือบเห็นระหว่างการจองจํา

ระหว่างที่ผมถูกคุมขังในห้อง ผู้คุมจะเปิดประตูแง้มแคบๆ เอาน้ำ เอาอาหารมาให้ตามมื้อ มีครั้งหนึ่งตอนประตูถูกแง้มเปิดผมเหลือบเห็นบริเวณห้องโถงที่เป็นทางยาวและเห็นธงชาติปักเป็นมุม 45 องศาอยู่นอกอาคาร นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกละอายที่เห็นธงชาติและนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมในนามของรัฐไทย

การสอบสวน

ผมยอมรับตั้งแต่ไป ‘รายงานตัว’ ที่กองทัพภาคที่หนึ่งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2558 แล้วว่าผมเป็นคนทวีตเป็นภาษาไทยและอังกฤษทํานองตั้งคําถามในมุมมองส่วนตัวว่า ยศพลเอกของประยุทธ์ยังคงอยู่หรือไม่ในเมื่อประยุทธ์เป็นผู้ก่อรัฐประหาร และได้เซ็นยืนยันว่าข้อความเป็นจริง แต่มิได้ขอโทษเพราะยืนยันความเห็นเรื่องการรักษาประชาธิปไตยว่า ทหารนั้นมีหน้าที่ต้องปกป้องรัฐธรรมนูญมิใช่ฉีกรัฐธรรมนูญเสียเอง
พอถูกพาไปยังสถานที่สอบปากคําครั้งที่สองในกองพันทหารราบแห่งหนึ่งในเขตดุสิต ทหารยศระดับพันโท พันเอก ฯลฯ ประมาณ 6 นายก็ดูเหมือนอยากจะรู้เกี่ยวกับตัวผมไปทุกเรื่อง พวกเขาอยากทราบว่าผมเรียนจบที่ไหน ทํางานตําแหน่งอะไรที่ไหน พวกเขาอยากรู้ที่อยู่ปัจจุบัน พื้นเพทางบ้าน พ่อแม่พี่น้องชื่ออะไร เป็นใคร ทํางานอะไร เบอร์โทรศัพท์พวกเขาเบอร์อะไร อยากรู้แม้กระทั่งชื่อเล่นผม ซึ่งผมมิได้บอก (อดคิดมิได้ว่าจะเอาไปใช้โทรฯ หาญาติหาเพื่อนเพื่อให้ฟังดูเนียนขึ้นหรือไม่)
นอกจากนี้พวกเขายังต้องการทราบว่าทําไมผมถึงไม่เอารัฐประหารและต้องการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า ม.112 หนึ่งในผู้สอบสวนอัดวิดีโอในตอนแรก และพิมพ์คําตอบผมลงในคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา มันยิ่งกว่าสอบสัมภาษณ์สมัครงานในองค์กรโหดๆ เสียอีก
พอผมบอกว่าผมไม่ใช่คนเสื้อแดงหรือพวกทักษิณ พวกเขาก็ทําหน้างงๆ และถามผมว่า “แล้วคุณอยู่กลุ่มไหน ?”
นายพันผู้หนึ่งบอกว่าถ้าเป็นยี่สิบสามสิบปีก่อนผมคงเขียนหนังสือพิมพ์แล้วก็มีผู้อ่านเพียงไม่กี่คน และพูดต่อว่าแต่ทุกวันนี้ผมแสดงความเห็นในโซเชียลมีเดียซึ่งอ่อนไหวมาก และเขาถือว่าผมเป็น ‘ผู้นําทางความคิด’ คนหนึ่ง
ผมพบว่ามีทหารอย่างน้อย 2 นายเฝ้าดูความเห็นที่ผมแสดงออกในโซเชียลมีเดีย
ผมบอกว่าผมมิได้อยู่กลุ่มไหนเลย เป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อย ขอให้คสช.อย่าวิตกจริตและให้ใช้อํานาจที่อยู่ในมืออย่างระมัดระวัง พร้อมกับบอกว่าโลกมิได้มีเพียงสองฝ่ายขาวดํา ทั้งย้ำว่าทุกอย่างที่พวกเขาถามผม ผมสามารถอธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้ ผมยังได้บอกบรรดานายทหารที่สอบสวนผมด้วยว่าแม้ คสช. มีอํานาจเบ็ดเสร็จแต่ก็มิอาจนําพาสังคมไทยย้อนกลับไปสู่ยุคเผด็จการเมื่อหลายสิบปีที่แล้วอย่างยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปมาก ประเทศต่างๆ เชื่อมโยงพึ่งพากันและแม้แต่ความคาดหวังของคนไทยว่าเผด็จการทหารควรเป็นอย่างไร ทําอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ไม่เหมือนในอดีต
ผู้เขียนถูกถามเรื่องนิติราษฎร์ ผมบอกว่าผมมิใช่แฟนคลับกลุ่มนิติราษฎร์และมิได้เป็นพวกเดียวกัน ผมยังย้ำว่าผมไม่เห็นด้วยเรื่องการเกิดวัฒนธรรมแฟนคลับ ไม่ว่านิติราษฎร์จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม เพราะในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนคนคิดวิเคราะห์เอง มิใช่รอคําตอบจากผู้นําทางความคิดหรือผู้เชี่ยวชาญ สังคมที่ประชาชนคิดเองได้คือสังคมที่เข้มแข็ง
ผมยังบอกบรรดาเหล่าทหารว่าช่วยไปอ่านเรื่องทฤษฎีความสลับซับซ้อน (complexity theory) และทฤษฎีผกผัน (chaos theory) ด้วยเพราะหลายอย่างที่พวกเขาทําอาจนํามาซึ่งผลตรงกันข้าม
มีทหารยศพลตรีเดินเข้ามาแล้วเล่าเรื่อง 2 เรื่องให้ฟัง
เรื่องแรกอ้างว่าจักรพรรดิองค์แรกของจีนบอกให้เคารพคน 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้า ชาวนา และทหาร ชาวนาเพราะปลูกข้าวให้กิน ทหารเพราะปกป้องประเทศ
เรื่องที่ 2 คือเหตุการณ์ล่องเรือดินเนอร์บนแม่น้ำเจ้าพระยา นายพลผู้นี้เล่าว่าคืนนั้นเขาพบนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนจํานวนหนึ่งบนเรือ พวกเขากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นบุญยิ่งที่บรรพบุรุษพวกเขาอพยพมาเมืองไทย ไม่ได้ไปประเทศอย่างเขมรเพราะอาจถูกฆ่า (โดยเขมรแดง)
หกชั่วโมงผ่านไปเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง พวกทหารที่สอบปากคําผม (รวมถึงพยายามที่จะอธิบายให้ผมฟังว่าทําไมรัฐประหารจึงจําเป็น) ก็บอกลาและพาผมเดินมายังที่จอดรถซึ่งมีรถตู้เก่าๆ ที่ปิดกระจกมืดมิดและมองไม่ออกว่าเป็นของทหารหรือของรัฐรออยู่พร้อมชายฉกรรจ์สี่นายสวมเสื้อซาฟารีแขนสั้นสีดําและมีหน้ากากผ้าปิดปากปิดจมูกทุกคน พอผมเข้าไปในรถ พวกเขาก็ปิดตาผมสองชั้น ชั้นนอกคาดด้วยผ้าขาวม้า และรถก็เดินทางออกนอกเมืองเป็นเวลาชั่วโมงครึ่งก่อนถึงที่คุมขังที่ผมไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดโดยไร้คําอธิบายใดๆ ว่าทําไมต้องปฏิบัติกับผมเช่นนี้

ทําไมชายสี่คนจึงสวมหน้ากากผ้าปิดปากและจมูก

ผมได้แต่คาดการณ์ดังนี้
ก) เพื่อมิให้ผมจําหน้าได้
ข) เพื่อให้ผมกลัว
ค) เพื่อลดร่องรอยทาง DNA หากพวกเขาต้องทําอะไรไม่ดี
ง) ถูกทุกข้อ

โทรศัพท์มือถือ

วันแรกก่อนที่ผมเข้าไป ‘รายงานตัว’ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 ผมได้ฝากโทรศัพท์มือถือไว้กับเจ้าหน้าที่ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเพื่อความปลอดภัย และนั่นนํามาซึ่งการถกเถียงกับทหาร คสช. ที่ต้องการเช็คว่าผมเป็นคนโพสต์ข้อความในไลน์เกี่ยวกับการแต่งตั้งเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่หรือไม่ ซึ่งผมได้ปฏิเสธ
พวกเขาถามว่าทําไมผมเอาโทรศัพท์มือถือไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ ผมก็ตอบไปว่าเพราะอํานาจเบ็ดเสร็จภายใต้ ม.44 ไม่อยู่เหนือสหประชาชาติ คําตอบทําให้บรรดานายทหารยิ่งไม่พอใจ ผมบอกผมยินดีแสดงโทรศัพท์ให้ดูเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ หากผมต้องโทรฯ ไปหาเจ้าหน้าที่สหประชาชาติผู้นี้เพื่อนําโทรศัพท์มาแสดง พวกทหารถกเถียงกันสักพักแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ทําอะไรต่อ อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากลากยูเอ็นเข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นได้
หลังจากไม่ได้โทรศัพท์ ทหาร คสช. ก็บอกผมว่า คสช. ต้องการตรวจค้นที่พักผม ผมบอกว่าได้ หากทว่าผมต้องมีทนายสิทธิมนุษยชนและเจ้าหน้าที่สหประชาชาติเป็นพยาน พร้อมเจ้าหน้าที่ตํารวจด้วย
“แต่เรามี ม.44” ทหารนายหนึ่งโต้กลับพร้อมบอกว่า คสช. สามารถใช้อํานาจนี้ทําอะไรก็ได้ ผมบอกว่าผมเข้าใจแต่คงไม่สามารถให้ความร่วมได้หากปราศจากทนาย เจ้าหน้าที่ยูเอ็น และตํารวจ
พวกทหารถกเถียงกันเองอย่างเคร่งเครียดอีกสักพักสุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะค้นที่พักผม

‘ขอบคุณ คสช.’?

วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558 หลังจากผู้เขียนถูกปิดตานําตัวขึ้นรถตู้อีกชั่วโมงครึ่ง กลับมายังกองทัพภาคที่ 1 นายทหารยศระดับกลางประมาณ 6 นายที่ผมเจอครั้งแรกเมื่อสามวันก่อนก็สวมเครื่องแบบติดยศนั่งรออยู่อย่างเป็นมิตรขึ้น หลังตรวจวัดความดันจากแพทย์ทหารบกเสร็จ ผมก็เดินไปนั่งยังโต๊ะที่มีทหารรออยู่เพื่อเซ็นเอกสารการปล่อยตัว ระหว่างนั้นนายทหารยศประมาณพันเอกนายหนึ่งก็ถามผมว่า “คุณประวิตรไปโพสต์อะไรในเฟซบุ๊กตอน 12.19 น. ของวันนี้หรือ”
ผมงงกับคําถามเพราะผมไม่มีอุปกรณ์สื่อสารใดๆ ติดตัวเลยมาสามวันแล้ว จึงบอกทหารนายนั้นไปว่าน่าจะมีคนแอบอ้างเป็นผม หรือไม่ก็เป็นผู้อื่น
ทหารนายนั้นจึงอ่านข้อความในเฟซบุ๊กที่อ้างว่าผมเขียนให้ทุกคนฟัง: “ผมขอขอบคุณ คสช.... และของดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมืองเศรษฐกิจ...”
ผมบอกว่านั่นไม่ใช่ผมเด็ดขาด มีใครแอบอ้างผมหรือเปล่า นายพันคนนั้นจึงเพ่งดูมือถืออีกทีก่อนบอกว่าเป็นของคุณพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจากพรรคเพื่อไทย [4] ที่ถูกเรียกมาปรับทัศนคติและถูกปล่อยก่อนผมไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง แล้วนายพันผู้นั้นก็อุทานขึ้นด้วยน้ำเสียงอันพึงพอใจว่า “ได้ผล!”

‘เงื่อนไขแนบท้ายการปล่อยตัว’

ก่อนปล่อยตัวจากห้องขังที่มองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนและติดต่อใครมิได้ ผมต้องเซ็นเอกสารที่มีข้อความว่า
ข้าพเจ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มิได้ถูกทําร้าย หรือมิได้ถูกใช้กําลังบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ให้คําสัญญา หรือกระทํา โดยมิชอบด้วยประการใดๆ และทรัพย์สินต่างๆ ที่ข้าพเจ้านําติดตัวมาในระหว่างถูกกักตัวไว้นั้น ข้าพเจ้าได้รับคืนครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าได้มอบชื่อบุคคลและเบอร์ติดต่อเพื่อติดตามตัวข้าพเจ้าในกรณีต่างๆ ดังนี้...
หน้าสองของเอกสารยังได้ระบุเงื่อนไขสามข้อที่ ‘ขอให้ปฏิบัติตาม’ ว่า
1. ข้าพเจ้าพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่... และข้าพเจ้าจะไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
2. ข้าพเจ้าจะละเว้นการเคลื่อนไหวหรือประชุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ
3.หากข้าพเจ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าวหรือดําเนินการช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง ข้าพเจ้ายินยอมที่จะถูกดําเนินคดีทันที และยินยอมถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน

สตอกโฮล์มซินโดรม [5] ระยะเริ่มแรก

พอผ่านเรื่องความเข้าใจผิดว่าใครเป็นผู้โพสต์ในเฟซบุ๊กกันแน่ บรรดาทหารแจ้งผมว่าอีกสักพักนายของพวกเขาจะมา นายที่ว่านั้นคือ พลเอก อัศวิน แจ่มสุวรรณ หัวหน้าสํานักงานแม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ซึ่งผมเคยพบมาแล้วสองครั้งเมื่อกว่า 10 เดือนก่อนหน้านี้ ตอนที่ยังมียศพลโท เพื่อเตือนผมให้ระมัดระวังเรื่องการแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ม.112 และสถาบันกษัตริย์ โดยการพบสองครั้งนั้นเป็นการพบนอกสถานที่ของทหาร ครั้งแรกที่ร้านกาแฟสตาร์บัคส์สาขา The Nine ครั้งสองที่ห้องอาหารโรมแรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตซึ่งเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศดีกว่าในค่ายทหารมาก
อีกทั้งพลเอกอัศวินยังดูมีการศึกษา พูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร แถมแกไม่เคยทําหน้าบึ้ง ไม่พอใจหรือไม่สุภาพใส่ผม ตอนผมพบสองครั้งแรกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้นี้ก็มิได้สวมชุดทหารหรือมีลูกน้องพร้อมอาวุธตามมาเป็นพรวน มันมีอะไรบางอย่างในตัวแกที่ทําให้ผมระลึกถึง อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ซึ่งผมเคารพรักและนับถือจนเพื่อนบางคนล้อว่าสุลักษณ์เปรียบเสมือนพ่อผม (ขอถือโอกาสตรงนี้ขอบคุณ อ.สุลักษณ์และทุกท่านที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวผมในรอบสองโดยทันที)
สักพักพลเอกอัศวินก็เดินเข้ามาในห้อง และผมก็ลุกเดินไปไหว้และจับมือนายทหารชราที่หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร (บรรดาลูกน้องของพลเอกอัศวินคงงงว่าทําไมชื่นมื่นเหลือเกิน)
พลเอกอัศวินทักว่าผมดูอ่อนวัยลง ผมแสดงความยินดีที่พลเอกอัศวินได้เลื่อนยศจากพลโทเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วเขาก็บอกผมว่า
“ตอนนี้นักข่าวไปรอที่ศาลทหารแล้ว ตอนแรกว่าจะฟ้อง [ม.116] ทั้งสามคน [6] [รวมถึงผมที่ถูกควบคุมตัวรอบนี้] แต่กรรมการกลางเปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย เราเป็นคนไทยด้วยกัน เอาเป็นว่าครั้งนี้เราไม่ให้ใบแดงแต่ให้ใบชมพู แต่ถ้าทําอีกก็จะดําเนินคดีไปเลย”
ผมถามว่าอายุความคดีนี้กี่ปี นายพันผู้หนึ่งตอบว่า 15 ปี
“15 ปี? ไม่รู้ตอนนั้น คสช.ไปอยู่ไหนแล้ว” ผมเอ่ย
พลเอกอัศวินยังได้เอ่ยถึงสถานที่สองที่และถามว่าผมมีบ้านอยู่แถวนั้นหรือมีกิ๊ก? ผมจึงทราบว่าทาง คสช.ได้ติดตามสัญญาณ GPS ของโทรศัพท์ผมเพื่อดูว่าผมอยู่ที่ใดบ้าง
พลเอกอัศวินย้ำกับผมว่าคงห้ามผมวิจารณ์คสช. ไม่ได้ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ขอตัวและบอกกับผมว่า “ผมหวังว่าเราคงไม่ต้องพบกันอีก”
ป.ล. หลังจากประวิตรได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 15 กันยายน 2558 เขาก็ได้ตัดสินใจลาออกจากหนังสือพิมพ์ The Nation ที่ที่เขาทํางานมา 23 ปี หลังจากผู้บริหารเรียกเข้าพบและขอให้ช่วยลาออกเพื่อลดแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกบริษัท
.....

หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน วารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2558 
[1] ผู้เขียนเคยถูกเรียกไปรายงานตัวและถูกคุมขังในค่ายทหารระหว่างวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2557 หรือ 3 วันหลังรัฐประหาร ดู ประวิตร โรจนพฤกษ์, “ประสบการณ์กักตัวแบบบิ๊กบราเธอร์ทหารยุค 2014,” บล็อกเส้นเดินทางตัวอักษร, 4 มิถุนายน 2557, http://blogazine.pub/blogs/pravit/post/4815.
[2] หลังได้รับการปล่อยตัวผู้เขียนได้นึกย้อนกลับไปถึงสภาพห้องคุมขัง ได้โพสต์บทกวีลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2558 ดังนี้
ห้อง 4 คูณ 4 เมตร                      A 4×4 metre room.
ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน                    With no daylight or sky to see.
มี CCTV เพ่งฉันตลอด                     There was a CCTV starling at me.
แต่ไม่มีอากาศถ่ายเท                     But little air ventilation.
ฉันถูกคุมขังอยู่ 2 คืน                   I was locked up inside for two nights
เพียงเพราะตั้งคําถามเรื่อง                       For merely questioning
ความชอบธรรมของเผด็จการทหาร        the legitimacy of the Thai junta leader.
[3] ดูปฏิกิริยาจากองค์สื่อต่างๆที่ “สมาคมสื่อไทย-เทศ เรียกร้องปล่อยตัว ‘ประวิตร’ ทันที,” ประชาไท, 24 กันยาน 2558, http://www.prachatai.com/journal/2015/09/61388.
[4] ข้อความฉบับเต็มของคุณพิชัย นริพทะพันธุ์ ที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว (ชื่อ Pichai Naripthaphan) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2558 เวลา 14.42 น. คือ
เพื่อไม่ให้ทุกท่านเป็นห่วง ผมขอเรียนว่าผมได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว ตั้งแต่หลังเที่ยงขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านที่กรุณาเสนอข่าวตลอดเวลาที่ผมถูกคุมตัว ผมขอขอบคุณท่านจาตุรนต์ ท่านภูมิธรรม ท่านสุรพงษ์ ท่านกิตติรัตน์ และทุกท่านที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวผม รวมถึงฮิวแมนด์ไรซ์วอซ และหน่วยงานอื่นๆโดยในสภาวะการเมืองที่ไม่ปกตินี้ ผมขอไม่ให้สัมภาษณ์ทางเศรษฐกิจและผลของการเมืองที่มีต่อเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ในทุกเรื่องที่ผมได้ให้ข้อคิดไว้ และอีก 10-20 ปี ในอนาคตเราจะสามารถย้อนกลับมามองประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี และขอให้กําลังใจรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาของประเทศได้
[5] สตอกโฮล์มซินโดรมคืออาการผูกพันเห็นอกเห็นใจระหว่างตัวประกันกับคนร้าย
[6] อีก 2 คนคือ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพลังงาน พรรคเพื่อไทย และนายการุณ โหสกุล อดีตส.ส. เพื่อไทย ดู “คสช.ให้โอกาส ‘พิชัย-เก่ง’ รอดศาลทหาร เนชั่นยื่นขอปล่อย ‘ประวิตร’,” ไทยโพสต์ออนไลน์, 15 กันยายน 2558, www.thaipost.net/?q=คสชให้โอกาสพิชัย-เก่งรอดศาลทหาร-เนชั่นยื่นขอปล่อยประวิตร.
- See more at: http://blogazine.pub/blogs/pravit/post/5556#sthash.3FdX8FS0.deimFfx7.dpuf