PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

(ข้อมูล)เปิดจม.ฉบับเต็ม "ธานินทร์ กรัยวิเชียร" ยื่น"ประยุทธ์"ชงแนวทางปฏิรูปประเทศ



เปิดจม.ฉบับเต็ม "ธานินทร์ กรัยวิเชียร" ยื่น"ประยุทธ์"ชงแนวทางปฏิรูปประเทศ

ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

ตามที่รัฐบาลได้เคยเชื้อเชิญให้ประชาชนชาวไทยร่วมแสดงความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศและปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องผมในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งได้เคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องเหล่านี้มาแล้วหลายครั้งแต่เป็นการส่งจดหมายโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรีและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะซึ่งผมคิดว่าการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวแม้จะทำในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ควรจะได้เปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างกว้างขวางจึงขอเปลี่ยนรูปแบบการแสดงความคิดเห็นมาเป็นจดหมายเปิดผนึก เพื่อที่จะมีการพิจารณาในวงกว้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้มากขึ้น เรื่องที่ผมเสนอให้มีการพิจารณาร่วมกันในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ มีดังต่อไปนี้

-วิกฤตการณ์ในด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่2มีการเริ่มกิจการด้านการบินพลเรือนในประเทศไทยโดยการจัดตั้งบริษัทเดินอากาศไทยจำกัดแต่ในระยะแรกเรายังขาดความพร้อมและความรู้ต่างๆในด้านการบินพลเรือน จึงได้ร่วมทุนกับสายการบินสแกนดิเนเวียน (Scandinavian Airlines System: SAS) อันเป็นสายการบินของเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ ซึ่งได้ช่วยเหลือเราตั้งแต่ก่อร่างสร้างตัว ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาเครื่องบิน การอบรมนักบินและบุคลากรด้านการบิน การจัดการสนามบินและระบบการบินทั้งหมด โดย SAS โอบอุ้มเราอย่างมิตรแท้เป็นเวลา 17 ปี จนบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด ได้เริ่มดำเนินการเองใน พ.ศ.2520 และพัฒนากิจการให้เจริญรุ่งเรืองมาเป็นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปัจจุบันกลับกลายเป็นองค์กรที่ประสบปัญหาอย่างหนักจากการบริหารงานที่บกพร่อง และปัญหาการขาดทุนอย่างมหาศาล ทั้งยังถูกลดระดับความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐานความปลอดภัยโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) องค์กรการบินพลเรือนญี่ปุ่น (Japan Civil Aviation Bureau : JCAB) และสำนักงานบริหารองค์กรการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration : FAA) หรืออาจกล่าวได้ว่าเราสอบไล่ตกในด้านมาตรฐานการบิน จนเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์การบินไทย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการบริหารงานที่ขาดตกบกพร่องจนทำให้ประเทศชาติเสียหายและขาดความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศนี้เกิดจากสาเหตุใดและสมควรอย่างยิ่งที่จะศึกษาถึงความผิดพลาดดังกล่าว

จะเห็นได้ว่าวิกฤตการณ์ด้านการบินพลเรือนที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการที่มาตรฐานด้านการบินพลเรือนของประเทศไทยไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลกล่าวคือการปฏิบัติงานด้านการบินพลเรือนอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีประสิทธิภาพปล่อยปละละเลยและไม่ควบคุมดูแลจนทำให้เกิดวิกฤตการณ์อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการบินพลเรือนซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันก็เข้ามาแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ได้ในระดับหนึ่งแต่ยังคงมีปัญหาอีกมากที่จะต้องรับภาระและทุ่มเทกำลังสติปัญญาความรู้ความสามารถ โดยต้องกู้วิกฤตให้มาตรฐานด้านการบินของประเทศเรากลับเข้าสู่มาตรฐานสากลก่อนในเบื้องต้น จากนั้นแล้วจะต้องพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งเพื่อให้ก้าวสู่มาตรฐานที่เป็นเลิศ โดยอย่างน้อยให้อยู่ในระดับหนึ่งในสิบของบรรดาประเทศที่มีมาตรฐานการบินชั้นนำของโลกก็จะเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจการบินของประเทศเรา เพราะนานาประเทศต่างมุ่งหวังที่จะใช้บริการบริษัทการบินของประเทศที่มีมาตรฐานด้านการบินพลเรือนที่เป็นเลิศ

-อุปสรรคบางประการแต่หนหลังที่น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับการวางแผนในภายหน้า

ผมเห็นว่าเราควรจะนำวิกฤตการณ์ด้านการบินพลเรือนด้านอื่นๆที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนในการดำเนินการงานเพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นซ้ำอีกโดยผมขอยกตัวอย่างให้พิจารณาใน3กรณีดังต่อไปนี้

กรณีแรกปัญหาการให้สิทธิประโยชน์อย่างเกินสมควรแก่กรรมการและผู้ที่เกี่ยวข้องในบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) อันกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท เป็นต้นว่า การกำหนดให้สิทธิประโยชน์ด้านบัตรโดยสารแก่กรรมการบริษัทอย่างไม่จำกัดจำนวนตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ ในบางปียังมีสิทธิพิเศษอื่นๆ ในด้านบัตรโดยสารแก่ผู้ติดตามกรรมการบริษัท และอดีตกรรมการบริษัทที่พ้นวาระไปแล้วอีกด้วย จึงน่าคิดว่าการให้สิทธิประโยชน์อย่างมหาศาลนี้ย่อมทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ที่พึงจะได้รับ แล้วบริษัทจะดำรงอยู่ได้อย่างไร จนเมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ บริษัทจึงได้มีการปรับลดสิทธิประโยชน์ดังกล่าว และเป็นที่น่ายินดีที่ใน พ.ศ.2557 บริษัทได้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ด้านบัตรโดยสารทั้งหมดของกรรมการบริษัท เพื่อปฏิบัติตามมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งผมเห็นว่าผู้บริหารหรือกรรมการก็ได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานเป็นจำนวนที่สูงมากอยู่แล้ว จึงไม่ควรรับสิทธิประโยชน์อื่นใดเพิ่มเติมอีก ต้องสละสิ้นทุกอย่างและมุ่งมั่นทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ ซึ่งการตัดสิทธิประโยชน์ดังกล่าวถือเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณ อันจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดทุนของบริษัทซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤตจนแทบเรียกได้ว่าเกือบจะล้มละลายได้ ดังนั้น การกำหนดสิทธิประโยชน์แก่กรรมการบริษัทจะต้องมีการวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินการ

กรณีที่สอง การปิดท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2549 เพื่อเปิดทำการบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และใช้เป็นสถานที่ซ่อมเครื่องบินฝึกบิน และจอดเครื่องบินส่วนตัวแทน แต่ต่อมาไม่ถึง 6 เดือน เมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีปัญหาไม่สามารถรองรับผู้โดยสารที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และการขยายท่าอากาศยานไม่เป็นไปตามแผน จึงจำเป็นจะต้องเปิดใช้บริการท่าอากาศยานดอนเมืองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแบ่งเบาภาระการให้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2550

การปิดท่าอากาศยานดอนเมืองทั้งๆ ที่ยังมีขีดความสามารถอย่างเต็มที่ในการให้บริการรองรับผู้โดยสารจากทั่วโลก และบรรดาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันก็ต่างรุ่งเรืองมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจนั้น ผมเห็นว่าเป็นการขัดต่อความรู้สึกธรรมดาของคนทั่วไปเปรียบได้กับฟ้าผ่าลงมาสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาความน่าเชื่อถือของประเทศในด้านธุรกิจการบิน เพราะเกิดความไม่มั่นใจในแผนการดำเนินงานของรัฐบาล รวมถึงความไม่สะดวกในการใช้บริการของผู้โดยสารที่ต้องย้ายระหว่างสองท่าอากาศยาน ปัญหาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ บรรดาธุรกิจร้านค้าต่างๆ ที่ประกอบการภายในท่าอากาศยานหรือบริเวณโดยรอบ ซึ่งเคยเฟื่องฟูจากการรองรับผู้โดยสารจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้า หรือโรงแรมที่พักก็ไม่มีผู้มาใช้บริการและแทบจะต้องปิดกิจการไป และปัญหาค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากการปรับปรุงเพื่อเปิดให้บริการใหม่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนการใช้งานเป็นสถานที่ซ่อมเครื่องบินหรือฝึกบินย่อมเป็นการใช้ประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่าอีกด้วย จึงเป็นที่น่าคิดว่า การปิดท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อเปิดให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียวจะมีการหาผลประโยชน์จากการผูกขาดธุรกิจต่างๆภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องเพราะโอกาสในการหาผลประโยชน์จากธุรกิจที่ท่าอากาศยานดอนเมืองนั้นมีน้อยลงจากการแข่งขันในระดับสูงซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสการพัฒนาการคมนาคมไปอย่างน่าเสียดายแม้จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหนึ่งก็ไม่อาจชดเชยความเสียหายอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นแล้วนับเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการใหญ่ของประเทศต่อไป

กรณีที่สามระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(Airport Rail Link) ที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2553 ซึ่งผมเห็นว่าการเปิดให้บริการ Airport Rail Link มีภายหลังการเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถึงเกือบ 4 ปี ทำให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ใช้บริการที่ต้องเดินทางไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และแต่เดิมเป็นที่เข้าใจว่าจะเป็น Airport Rail Link คือเชื่อมระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับท่าอากาศยานดอนเมือง แต่ปัจจุบันมีการเชื่อมต่อเพียงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับสถานีพญาไทเท่านั้น ซึ่งไม่เกิดประโยชน์เต็มที่แต่อย่างใด แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดและขาดการวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งๆ ที่ระบบการเดินทางควรพร้อมรองรับผู้โดยสารควบคู่ไปกับการเปิดใช้ท่าอากาศยาน และแม้จะมีความพยายามก่อสร้างส่วนต่อขยายถึงท่าอากาศยานดอนเมือง แต่ปัจจุบันก็ยังไม่แล้วเสร็จแต่อย่างใด ซึ่งถ้าหากโครงการ Airport Rail Link เพื่อรองรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสำเร็จลุล่วงไปตามแผนแล้ว ย่อมจะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้มาตรฐานการให้บริการด้านการบินของประเทศไทยก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

-การวางแผนแม่บทการดำเนินงานในโครงการระยะยาว

การจะตัดสินใจดำเนินโครงการในด้านการคมนาคมซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมผมเห็นว่าจะต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมและรอบคอบวิเคราะห์ผลกระทบให้รอบด้านการเจรจาต่อรองกับนานาประเทศจะต้องพิจารณาโดยละเอียดไม่ให้เสียเปรียบประเทศอื่นได้ทั้งยังจะต้องให้ความสำคัญกับฝ่ายวางแผนและพัฒนา(Research and Development) ที่จะเป็นผู้ชี้นำการดำเนินงานในภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้ ควรกำหนดแผนแม่บทในการดำเนินงาน (Master Plan) เพื่อวางแผนล่วงหน้าและทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะแนวความคิดหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยิ่งก็คือ แนวความคิดที่ว่ารัฐบาลในแต่ละชุดจะต้องมีผลงานซึ่งเกิดจากความคิดริเริ่มของตนเอง ความคิดเช่นนี้ย่อมทำให้รัฐบาลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งวางเป้าหมายไปที่โครงการระยะสั้น อันจะทำให้ประชาชนได้ประจักษ์ในผลงานตนในทันที และเกิดความไว้วางใจลงคะแนนเสียงให้ได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกในสมัยหน้า การทำหน้าที่จึงเป็นไปในทางสร้างผลงานเพื่อหาเสียง มิใช่การสร้างผลงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ทัศนคติของประชาชนหรือผู้วิจารณ์การเมืองทั้งหลายเองก็มักจะมองว่า รัฐบาลใหม่ที่ทำโครงการต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้าเป็น "รัฐบาลไร้น้ำยา ไม่เก่งจริง" เพราะไม่มีความคิดริเริ่มของตนเอง ได้แต่ลอกของเก่าเท่านั้น ดังนี้ จึงทำให้รัฐบาลใหม่ไม่เต็มใจที่จะรับช่วงสานต่อโครงการระยะยาวที่แม้จะเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศการกล่าวเช่นนี้คงไม่เกินความจริงไปนักเพราะตัวอย่างของโครงการระยะยาวที่ต้องพับเก็บไปเนื่องจากไม่มีการสานต่อเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ก็มีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่เนืองๆดังนั้นจึงควรมีการกำหนดแผนแม่บทเพื่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องสิ่งใดที่ดีมีการริเริ่มไว้แล้วก็ควรดำเนินการต่อไปแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ตาม

-การพาณิชย์นาวี

ตามแผนงานการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยพ.ศ.2558-2565ของกระทรวงคมนาคมนั้นเป็นแผนการที่ดีแล้วแต่ผมเห็นว่ามุ่งเน้นแต่การพัฒนาโครงการภายในประเทศเช่นการสร้างท่าเรือชายฝั่งทะเลตามจังหวัดต่างๆได้แก่ ชุมพร สงขลา และสตูล ซึ่งการสร้างท่าเรือดังกล่าวเป็นการสร้างท่าเรือเพื่อรอเรือฝ่ายเดียว ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์นาวี ผมเห็นว่าเราจะต้องสร้างเครือข่ายการเดินเรือเพื่อรองรับการพาณิชย์นาวีกับประเทศต่างๆ อันเป็นโครงการระหว่างประเทศ เพราะดังที่ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่า การพาณิชย์นาวีถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สมควรที่รัฐบาลจะดำเนินการสร้างเครือข่ายการเดินเรือและมีสำนักงานการเดินเรือในทุกประเทศที่มีการติดต่อค้าขายขนส่งสินค้ากับประเทศเราอันจะทำให้เกิดรายได้จากการเดินเรือและเป็นประตูเชื่อมให้เกิดการลงทุนสร้างงานและอาชีพใหม่ด้านการเรือและมีข้อที่น่าคิดว่าประเทศไทยได้เริ่มกิจการด้านการบินพลเรือนและด้านการพาณิชย์นาวีขึ้นพร้อมกันแต่เพราะเหตุใดการพาณิชย์นาวีจึงได้หายไปจากความสนใจของสังคมหรือเรียกว่าหายไปจากจอเรดาร์ไม่มีผู้ทราบเรื่องน่าศึกษาและค้นคว้าว่าเหตุใดจึงยังไม่มีการพัฒนาด้านการพาณิชย์นาวีอย่างจริงจังในประเทศไทย

หากพิจารณาจากอัตราการขนส่งสินค้าเข้าและออกของประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่ใช้การขนส่งทางทะเลโดยจากข้อมูลของสำนักส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและการพาณิชย์นาวีแสดงจำนวนสัดส่วนของการเดินเรือในปีต่างๆพบว่าในพ.ศ.2520เรือที่ใช้ในการขนส่งสินค้าของประเทศไทย ร้อยละ 96 เป็นเรือต่างชาติ เป็นเรือไทยเพียงร้อยละ 4 และต่อมาใน พ.ศ.2547 มีเรือไทยเพียงร้อยละ 11 เท่านั้น ที่เหลืออีกร้อยละ 89 เราต้องพึ่งเรือของต่างชาติ และค่าระวางเรือที่ใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าคิดเป็นจำนวนเงินถึง 417,100 ล้านบาท ซึ่งจะตกอยู่กับเรือของต่างชาติเสียส่วนใหญ่ จะเห็นได้ว่าเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีการพัฒนาการพาณิชย์นาวีอย่างจริงจังแต่อย่างใด ทำให้เราต้องเสียค่าระวางเรือเป็นจำนวนมหาศาลแก่ชาวต่างชาติ เปรียบเสมือนรูรั่วขนาดใหญ่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ที่ปล่อยให้เม็ดเงินที่ควรจะตกแก่คนไทยต้องรั่วไหลไปเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการต่างชาติ และเสียโอกาสในการสร้างตำแหน่งงานใหม่ในด้านการเดินเรือทะเล และแม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้การพาณิชย์นาวีเป็นแนวนโยบายพื้นฐานที่รัฐจะต้องเร่งดำเนินการ แต่ก็มิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด

สำหรับองค์ประกอบที่จะทำให้การพาณิชย์นาวีรุดหน้ามีหลายส่วนที่สัมพันธ์เกื้อกูลกันอันได้แก่เรือท่าเรืออู่ต่อและอู่ซ่อมเรือเดินทะเลคลังสินค้าระบบการคมนาคมกฎหมายและระเบียบต่างๆ ฯลฯ หากส่วนใดมีความบกพร่องก็ย่อมส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นๆ และจะทำให้การสร้างเครือข่ายการเดินเรือไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งในเรื่องนี้ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม คือยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการประกอบกิจการพาณิชย์นาวีและการสร้างเครือข่ายการเดินเรือเท่าที่ควรอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขาดเงินทุนและไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการลงทุนด้านนี้ในขณะที่ประเทศต่างๆได้พัฒนารุดหน้าไปมากทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติเลือกที่จะไปลงทุนในประเทศที่มีความพร้อมมากกว่ารัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักก่อนว่าเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติหากไม่เร่งดำเนินการก็จะยิ่งทำให้ประเทศชาติเสียโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย

-ปัญหาการขุดคอคอดกระ

เรื่องเดิมที่ปัจจุบันยังไม่มีการตัดสินใจดำเนินการอันเกี่ยวเนื่องกับการพาณิชย์นาวีโดยตรงคือโครงการขุดคอคอดกระหรือการสร้างเส้นทางเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน(แลนด์บริดจ์)ที่เคยมีดำริกันมาก่อนแต่ถูกระงับไปด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่ในปัจจุบันสถานการณ์ต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไป ดังที่ประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ สนใจที่จะสร้างเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าที่จะช่วยร่นระยะเวลาและค่าใช้จ่าย อันเป็นโอกาสดีที่จะมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขุดคอคอดกระ เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พลิกแผ่นดินให้เป็นแผ่นทอง เพื่อประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยการริเริ่มสร้างเส้นทางใหม่ๆ ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนและสติปัญญาความสามารถของพวกเราเอง

-การปฏิรูประบบราชการตำรวจ

ปัจจุบันวิกฤตการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรมถือเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทยที่เกิดขึ้นในทุกวงการวิชาชีพโดยเฉพาะในวิชาชีพตำรวจที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรงซึ่งปัญหานั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้วดังนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้จะทำได้อย่างไร

ด้วยความห่วงใยและผูกพันกับระบบราชการตำรวจที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยายพิเศษแก่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่กรมตำรวจและในโอกาสอื่นๆต่างสถานที่กันผมเห็นว่าบรรดาวิกฤตการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในระบบราชการตำรวจจะต้องมองในอีกแง่หนึ่งด้วยว่าข้าราชการตำรวจก็มีปัญหาของตนเองอยู่ด้วยจะละเลยไม่คำนึงถึงข้อนี้ไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ข้าราชการตำรวจได้รับมานั้นไม่เพียงพอกับการครองชีพโดยปกติหรือตามควรแก่อัตภาพจึงจำเป็นต้องหารายได้อื่นนอกจากระบบราชการตำรวจ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้คือ จะต้องพิจารณาระบบราชการตำรวจทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะแต่ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการตำรวจเพียงอย่างเดียว

-แนวคิดและวิวัฒนาการในการปฏิรูประบบราชการตำรวจ

ย้อนกลับไปเมื่อพ.ศ.2520ครั้งที่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้เล็งเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับตำรวจเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนโดยปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไขขณะนั้นคือปัญหาการดำรงชีพข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะชั้นผู้น้อยมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นแสนลำบากนายสมัครสุนทรเวช รมว.มหาดไทยในรัฐบาลผม จึงได้ริเริ่มโครงการแฟลตตำรวจ โดยร่วมกับการเคหะแห่งชาติ กู้เงินมาสร้างแฟลตตำรวจในกรุงเทพมหานคร ซึ่งดำเนินการได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่วนในต่างจังหวัดก็ได้มีการปฏิบัติทำนองเดียวกันต่อมา อันเป็นการแก้ไขปัญหาส่วนแรก ส่วนการแก้ไขในระยะยาวนั้นผมได้ร้องขอรัฐบาลอังกฤษผ่านสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ให้จัดตำรวจ สกอตแลนด์ยาร์ด มาช่วยสำรวจและให้คำแนะนำว่า เราควรจะปฏิรูประบบราชการตำรวจของไทยในด้านใดบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รัฐบาลของผมเห็นว่ามีความสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ เรื่องแรก โครงสร้างของกรมตำรวจควรเป็นระบบรวมอำนาจหรือระบบกระจายอำนาจ กล่าวคือ มีตำรวจส่วนกลางและตำรวจส่วนท้องถิ่น เรื่องที่สอง ข้อบกพร่องในการสอบสวนของพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะการตั้งรูปคดีและการหาพยานหลักฐานต่างๆ ในการฟ้องร้อง อันเป็นเรื่องของวิทยาการตำรวจที่จะต้องมีการปรับปรุง เรื่องที่สาม อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในราชการตำรวจ เป็นต้นว่า อาวุธประจำตัว เครื่องมือสื่อสาร และยานพาหนะ เรื่องที่สี่ จริยธรรมตำรวจ ทั้งในเรื่องเนื้อหาและการฝึกอบรมในด้านจริยธรรม และเรื่องสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นคือ เงินเดือน ค่าตอบแทนและการจัดสวัสดิการของตำรวจ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษยินดีให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว โดยจะส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจสถานการณ์ในเบื้องต้นก่อนและจะมีคณะอื่นๆ ตามมาเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจต่อไปตามที่รัฐบาลไทยจะร้องขอ โดยเวลาที่ผมได้รับคำตอบจากรัฐบาลอังกฤษนั้นเป็นเวลา 14.00 น. ของวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 แต่พอถึงเวลา 17.00 น.ของวันนั้นเอง คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เข้ายึดอำนาจการปกครองและล้มรัฐบาลของผม จึงเป็นอันสิ้นสุดหน้าที่และความใฝ่ฝันของรัฐบาลชุดผมที่จะปฏิรูประบบราชการตำรวจไปในขณะนั้นเอง

ต่อมาสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรมติณสูลานนท์มีความพยายามในการปฏิรูประบบราชการตำรวจอีกครั้งหนึ่งโดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาและปรับปรุงการบริหารงานของกรมตำรวจในคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2525ที่มีพล.ต.ต.ประมาณอดิเรกสาร(ต่อมาเป็นพล.ต.อ.)รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธาน ซึ่งพบว่าระบบงานตำรวจมีปัญหาที่สำคัญ 7 ประการ ได้แก่ ประการแรก หน้าที่ของข้าราชการตำรวจไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจน ทำให้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงอย่างแท้จริง ต้องสูญเสียกำลังพลไปกับการปฏิบัติด้านอื่นเป็นจำนวนมาก ประการที่สอง การบริหารงานบุคคลของกรมตำรวจยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม โดยควรจัดสายงานออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานตำรวจอย่างแท้จริงประเภทมียศและไม่มียศ กับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานธุรการและสนับสนุนอื่นๆ ที่ไม่ถือว่าเป็นงานตำรวจโดยตรง ประการที่สาม ระบบข้อมูลข่าวสารตำรวจยังสับสนและไม่มีระบบ ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ประการที่สี่ ปัญหาในการให้บริการประชาชน ประการที่ห้า ปัญหาความร่วมมือจากประชาชน ประการที่หก ปัญหาเอกภาพในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และประการสุดท้าย ปัญหาค่าตอบแทนและสวัสดิการตำรวจที่อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมในการพิจารณาค่าตอบแทนโดยใช้หลัก"งานเท่ากันเงินเท่ากัน"โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานอย่างแท้จริงได้รับค่าตอบแทนในระดับที่ต่ำเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติงานให้เกิดผลดีได้ก่อให้เกิดปัญหาการหารายได้ในทางไม่สุจริตตามมา

ต่อมาในพ.ศ.2549รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์จุลานนท์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจโดยมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธาน ซึ่งมีข้อเสนอจำนวน 10 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก การกระจายอำนาจการบริหารงาน ประเด็นที่สอง การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานตำรวจ ประเด็นที่สาม การสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจ ประเด็นที่สี่ การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ของตำรวจ ประเด็นที่ห้า การปรับปรุงพัฒนาระบบงานสอบสวน ประเด็นที่หก การปรับปรุงการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจ ประเด็นที่เจ็ด การพัฒนากระบวนการในการสรรหา การผลิตและการพัฒนาบุคลากรตำรวจ ประเด็นที่แปด การปรับปรุงเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของตำรวจ ประเด็นที่เก้า การส่งเสริมความก้าวหน้าของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน และประเด็นสุดท้าย การจัดตั้งหน่วยงานในการปรับปรุงพัฒนากระบวนการยุติธรรมและมีการเสนอร่างกฎหมายในการพัฒนาระบบงานตำรวจจำนวน2ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อการปฏิรูประบบงานตำรวจอย่างสมบูรณ์แต่อย่างไรก็ตามสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ก่อนร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจึงไม่สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้

ในพ.ศ.2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ทำการศึกษาระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ของข้าราชการตำรวจ โดยมีการวิเคราะห์ว่าข้าราชการตำรวจเป็นส่วนสำคัญส่วนแรกของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปฏิบัติงานโดยการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม จับกุมผู้ต้องหา สืบสวนสอบสวน และอื่นๆ ดังนั้นข้าราชการตำรวจจึงต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมจริยธรรม มีความอดทนเสียสละ สามารถต้านทานต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ ในสังคมและดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมได้ และเป็นที่คาดหวังว่าจะเป็นผู้ที่ให้บริการที่ดีแก่ประชาชน แต่จากสภาพปัญหาที่ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำ มีสวัสดิการน้อย ในขณะที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก จึงอาจทำให้เกิดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบได้ ดังนั้น การปฏิรูประบบเงินเดือนและค่าตอบแทน นอกจากจะทำให้ข้าราชการตำรวจ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ดำรงตนอยู่ในความยุติธรรม และสามารถดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพแล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกด้วย

ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับระบบราชการตำรวจใน 2 เรื่อง คือ มีการตราพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 โดยเหตุผลในการประกาศใช้คือเพื่อปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจให้เหมาะสม เป็นธรรม และได้มาตรฐาน และมีการตราพระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ พ.ศ.2558 โดยเหตุผลในการประกาศใช้คือ เนื่องจากข้าราชการตำรวจมีภารกิจทั้งในด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของราชอาณาจักร ตลอดจนงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยการ การพัฒนาบุคลากร และงานด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในบางตำแหน่งนั้นอาจไม่จำเป็นต้องมียศ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับอย่างเต็มรูปแบบเมื่อมีการตรากฎ ก.ตร. กำหนดรายละเอียดต่างๆ แล้ว โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างกฎ ก.ตร. ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นที่คาดหวังว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบราชการตำรวจให้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้นจากแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการตำรวจที่ผ่านมาและการแก้ไขปัญหาของทุกรัฐบาลต่างก็เห็นตรงกันว่าปัญหาเงินเดือนค่าตอบแทนและสวัสดิการของตำรวจเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมากผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้มีการปรับปรุงในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ข้าราชการตำรวจครองชีวิตอยู่ได้ตามควรแก่อัตภาพ ให้พอกินพออยู่โดยไม่ต้องอาศัยรายได้นอกระบบราชการตำรวจ ซึ่งการปรับปรุงเรื่องดังกล่าวนั้นต้องไม่ใช่ให้แบบยาหอม ให้เพียงสักแต่ว่าให้ แต่ต้องให้ให้พอและตามความเป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้สามารถพูดได้ในหลักการ แต่พอจะทำจริงเข้าผมก็เห็นใจรัฐบาลและทุกฝ่ายที่รับผิดชอบในเรื่องงบประมาณของประเทศ เพราะเวลานี้ประเทศไทยก็ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ การหารายได้ทำได้ยาก แต่ในโอกาสแรกที่สภาวะทางเศรษฐกิจฟื้นฟูขึ้น อัตราเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของตำรวจจะต้องรีบปรับปรุง ถ้าปรับปรุงในเรื่องนี้ไม่ได้ แม้จะปรับปรุงแก้ไขในเรื่องอื่นได้ ปัญหาระบบราชการตำรวจก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป

อีกปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญและเกี่ยวพันกับการดำรงชีพของข้าราชการตำรวจคือเรื่องอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นในการปฏิบัติงานตำรวจเช่นอาวุธประจำกายเครื่องมือสื่อสารยานพาหนะหรือน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทางราชการจะต้องจัดหาสิ่งเหล่านี้ให้แก่ข้าราชการตำรวจทุกนายอย่างเพียงพอและเหมาะสมมิฉะนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่มีประสิทธิภาพ และข้าราชการตำรวจบางส่วนต้องนำเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายในส่วนนี้แทน ซึ่งดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ลำพังข้าราชการตำรวจเองก็มีเงินเดือนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่แล้ว หากจะต้องนำเงินที่ใช้ในการดำรงชีพส่วนตัวมาใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่อีกก็จะยิ่งกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยทั้งยังเป็นการผิดหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่กำหนดให้เรื่องการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานนี้ต้องเป็นความรับผิดชอบของหน่วยราชการโดยเฉพาะมิใช่เรื่องที่จะต้องใช้เงินส่วนตัวปัญหาเรื่องอุปกรณ์ที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สมควรได้รับการพิจารณาแก้ไขโดยเร็ว

หากพิจารณาจากข่าวสารที่ปรากฏในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าข้าราชการตำรวจมีปัญหาภาพลักษณ์ที่ไม่โปร่งใสกล่าวคือประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าข้าราชการตำรวจบางส่วนมีการเรียกรับผลประโยชน์ในทางมิชอบเพื่อแลกกับการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายเป็นต้นว่าการพนันหรือสถานบริการและมีการนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งส่งให้แก่ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและอีกส่วนก็เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัวเป็นรายได้พิเศษนอกระบบหรือที่เรียกว่า"ส่วยตำรวจ"อันเป็นปัญหาที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ซึ่งข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยได้รับความกดดันให้จัดหาส่วยตำรวจเหล่านี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ทำให้แทนที่ข้าราชการตำรวจจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้สมดังภารกิจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างเต็มที่ กลับต้องใช้เวลาเพื่อหาเงินในทางที่มิชอบเหล่านี้ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

สันนิบาตอาหรับประณาม อิหร่านเข้า "แทรกแซง" ในกิจการของอาหรับ

สันนิบาตอาหรับประณาม อิหร่านเข้า "แทรกแซง" ในกิจการของอาหรับ
เมื่อวานนี้ (10 ม.ค.) ผู้นำสันนิบาตอาหรับ (AL) ได้กล่าวหาการกระทำที่ยั่วยุของอิหร่าน ขณะที่บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของอาหรับได้มีการอภิปรายถึงความบาดหมางทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน สำนักข่าว Ahram Online รายงาน
นายนาบิล อัล-อาราบี ได้ออกมากระตุ้นให้ประเทศอาหรับร่วมกันแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งและชัดเจน เพื่อเรียกร้องให้อิหร่านหยุดยั้งการเข้าแทรกแซงในกิจการของประเทศอาหรับทุกรูปแบบ
หัวหน้าสันนิบาตอาหรับ ยังได้เน้นย้ำต่อไปว่าการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดอันร้ายแรง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค นอกจากนี้ กลุ่มประเทศอาหรับยังได้มีการเน้นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับซาอุดีอาระเบีย
นายอาราบีได้กล่าวถึงบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของสันนิบาตอาหรับที่มารวมตัวกันในกรุงไคโร เพื่อเข้าร่วมการเจรจาฉุกเฉินจากคำร้องของกรุงริยาดภายหลังจากที่ได้เกิดข้อพิพาทในเหตุซาอุดีอาระเบียประหาร นิมร์ อัล นิมร์ แกนนำมุสลิมนิกายชีอะห์
การสังหารแกนนำในครั้งนี้ ทำให้ชาวอิหร่านจำนวนมากพากันออกมาเดินขบวนตามท้องถนน ซึ่งได้มีบางคนที่บุกเข้าโจมตีสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียที่ตั้งอยู่ในกรุงเตหะราน และเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมชฮาด
ต่อมากรุงริยาดก็ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงเตหะรานจากการโจมตีสถานทูตของตน ขณะที่บรรดากลุ่มประเทศอ่าวอาหรับต่างพากันประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับอิหร่านตามมา
ในระหว่างการประชุม อาเดล อัล จูเบียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศยืนยันว่าประเทศของเขาจะยืนหยัดต่อต้านการแทรกแซงของอิหร่านเกี่ยวกับกิจการภายในของอาหรับ
เรื่องนี้ยังเป็นความรับผิดชอบของสันนิบาตอาหรับ ในแง่ของเป้าหมายในการปกป้องประเทศอาหรับและการรักษาความปลอดภัยของบรรดาประเทศอาหรับอีกด้วย เขากล่าวเสริม

เขตบางบอนเล่นงานบริษัทบ้านดังรุกคลอง

สนง.เขตบางบอน ร้องทุกข์กล่าวโทษ บ.อสังหาฯใหญ่กับพวก ขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่คดีพื้นที่โครงการหมู่บ้านจัดสรรรุกล้ำลำรางสาธารณะ ไม่ยอมรื้อถอน ‘ชัชชาติ’อดีต รมว.คมนาคม ยุครัฐบาลปู พ่วง 3 กก. โดนด้วย ล่าสุดเข้ามอบตัว ตร.แล้ว

picchaiiicc

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อ 11 พ.ย.58 สำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพฯ มอบอำนาจให้ น.ส.ประภัสสร แย้มชุติ และนายนฤมิตร ศุขเกษม นายช่างสำรวจชำนาญงาน ร้องทุกข์ต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางบอน เพื่อดำเนินนคดีกับ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กรณีก่อสร้างรั้วและพื้นที่ทางเท้า ค.ส.ล. บางส่วนขึ้นที่บริเวณลำรางสาธารณประโยชน์ ข้างทางเข้าออกโครงการหมู่บ้านวรารมย์ ถ.บางบอน 4 แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทฯรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากที่สาธารณะ (ลำรางสาธารณะ) แต่บริษัทฯ ไม่ปฏิบัติตาม การกระทำดังกล่าวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360,368 และประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 ,108 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 36 ข้อ 11 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่สำนักงานเขตบางบอน แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเนื่องจากก่อนหน้านี้ วันที่ 9 ต.ค.58 นายสุวิทย์ สุขฤทัยในธรรม ผู้อำนวยการเขตบางเขน ส่งหนังสือถึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)ขอให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากบริเวณลำรางสาธารณะประโยชน์ (ข้างถนนทางเข้าหมู่บ้านวรารมย์) ถ.บางบอน 4 เขตบางบอน แต่บริษัทฯมิได้ทำการรื้อถอน ต่อมามีหนังสือแจ้งกับมายังสำนักงานเขตบางบอนเมื่อ 29 ต.ค.58 ขอให้สำนักงานเขตบางบอนดำเนินการรื้อถอนเอง ทางบริษัทฯจะจ่ายค่าใช้จ่ายให้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 4 คน 1 ในนั้นคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อมานายชัชชาติได้เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.58 และได้รับการประกันตัว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มาของเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าวมาจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในโครงการหมู่บ้านวรารมย์ ถ.บางบอน นำโดย นายบุญรอด ภัทรอารยกูล ประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 ได้ร้องเรียนต่อสำนักงานเขตบางบอนตั้งแต่ปี 2555 ล่าสุดได้ร้องเรียนไปยังศูนย์บริการประชาชนทำเนียบรัฐบาล 

picfdfdeeeeee10 1 16

นายบุญรอด ภัทรอารยกูล เปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่าได้ร้องเรียนกรณีดังกล่าวต่อสำนักงานเขตบางบอนจริงและได้ต่อสู้มานาน คดีแรกพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องกรณีรุกล้ำลำรางสาธารณะอัยการสั่งยุติคดีให้เหตุผลว่าขาดอายุความ ขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งอัยการ ส่วนคดีที่ 2 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้ออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาเอกชนผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 

จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนวันที่ 28 มิถุนายน 2536 ทุนปัจจุบัน 10,714,426,091 บาท ที่ตั้งเลขที่ 1 อาคารคิว.เฮ้าส์ ลุมพินี ชั้น 7 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นางสุวรรณา พุทธประสาท นายประวิทย์ โชติวัฒนาพันธุ์ นายพรเทพ พิพัฒน์ทั้งสกุล กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม (บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ถือหุ้นใหญ่) 

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

ถาวร′สวน′ผบ.ตร.′อย่าพูดเอาใจ′บิ๊กตู่′ ชี้ ยางเเผ่นขายจริงไม่เกิน25บ. อย่าฟังขรก.

http://www.matichon.co.th/online/2016/01/14523265591452326599l.jpg

เมื่อวันที่ 9 มกราคม นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำกปปส. กล่าวถึงกรณีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ระบุถึงตนหากล้ำเส้นกฎหมายก็ไม่เกรงใจในกรณีเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือชาวสวนยางพาราภาคใต้ว่า 

ตนขอแจ้งถึงพล.ต.อ.จักรทิพย์ว่า ตนเป็นนักการเมืองของประชาชนและทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชนมาตลอดในทุกปัญหาที่เขาเดือดร้อนและตนมีวุฒิภาวะดีพอว่าอะไรควร หรือไม่ควร ไม่ต้องมาปราม มาเตือน หรืออ้างว่ารู้จักกัน 

อย่าพูดเพื่อเอาใจนายกฯ เพราะพวกท่านอยู่ในตำแหน่งได้ดิบได้ดี แต่วันนี้ชาวสวนยางพาราเดือดร้อนแสนสาหัส ตนจะไม่เป็นคนชักนำให้พวกเขาต้องเดือดร้อนซ้ำจนเป็นผู้ต้องหา เพราะกฎหมายไม่มีละเว้นให้ใครหน้าไหน มีแต่ผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้นที่ละเว้น ซึ่งตำรวจชั้นผู้ใหญ่บางคนรู้ดีว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อะไรไว้บ้าง

"ดังนั้น ถ้าผมทำผิดกฎหมายก็เชิญตามสบาย ผมเป็นลูกผู้ชายพอ กล้าทำก็กล้ารับ และรู้จักหน้าที่ของตัวเอง และขอแจ้งถึงพี่น้องตำรวจ ทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จักว่า ถ้าผมทำผิดก็อย่าละเว้น จะเป็นตัวอย่างกับผู้อื่น ทั้งยังจะเดือดร้อนว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบอีก ส่วนที่รู้จักผมนั้น จะรู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร สำหรับ ผบช.ภ. 9 ทราบว่าท่านใช้คำว่า ถ้าออกมาเคลื่อนไหว ก็เท่ากับว่าเป็นอันธพาล ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายนั้น ในฐานะที่ ผบช.ภ.9 ซึ่งผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ซึ่งผมมีภูมิลำเนาและเป็นเขตเลือกตั้งอยู่ด้วยนั้น ผมขอขอบคุณที่เตือนแต่สิ่งที่เตือนนั้น ผมสำเหนียกตัวเองตลอดและขอส่งสัญญาณถึงท่านว่าในพื้นที่รับผิดชอบของภาค 9 มีผู้บังคับบัญชาที่รับส่วยอยู่ขอให้ตรวจสอบด้วย หากจะเปิดหน้าชกกับผมก็ยินดี" นายถาวรกล่าว 

นายถาวรกล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำนั้น อาจต้องทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เพื่อให้รับรู้ปัญหาและข้อเท็จจริง ไม่ใช่ฟังข้อมูลจากข้าราชการด้านเดียว เช่นที่บอกว่า ราคายางอยู่ที่ 48 หรือ 36 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เป็นราคายางแผ่นดิบรมควันชั้นหนึ่งที่พร้อมส่งออก แต่ราคาน้ำยางสดหรือยางแผ่นที่ซื้อขายในพื้นที่จริง กลับมีราคาอยู่ที่ 23-25 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น 

ที่สำคัญรัฐบาลควรรับฟังปัญหา และตั้งคณะกรรมการมาแก้ไข ไม่ใช่บอกว่า ทำมาแล้ว หมดหนทางแล้ว ไม่ใช่วิสัยของนักปกครอง ในเมื่อรัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องพร้อมแก้ปัญหา หรือแสดงความจริงใจว่าพยายามแก้ไขให้คนที่กำลังเดือดร้อนมีกำลังใจ หากยังนิ่งเฉย แก้ไม่ถูกทางเช่นนี้ พอถึงฤดูเปิดกรีดยาง ก็จะมียางออกมาอีกมากจะยิ่งซ้ำปัญหายิ่งขึ้น ส่วนการที่แนะนำให้ปลูกพืชอื่นเป็นรายได้เสริมนั้น ชาวสวนยางทำมาหมดแล้ว แต่รายได้หลักคือ การปลูกยาง ที่ตกต่ำในรอบ 100 ปีก็ว่าได้

ผลงานคมนาคมเร่งแต่ช้า

ผลงาน 1 ปี คมนาคม
“เร่งรัดแต่กลับช้า”

สามาร ราชพลสิทธิ์

ผมได้อ่านรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลครบรอบ 1 ปี (12 กันยายน 2558 – 12 กันยายน 2559) แล้ว โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อกระทรวงคมนาคม ก่อนอื่นผมขอชื่นชมพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นจะยกระดับการคมนาคมขนส่งของไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบราง พูดได้ว่าท่านนายกฯ มุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบราง เพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง และลดก๊าซเรือนกระจก

ความมุ่งมั่นและตั้งใจของท่านนายกฯ เห็นได้จากการติดตามและเร่งรัดโครงการคมนาคมขนส่งต่างๆ หลายโครงการอย่างต่อเนื่องผ่านรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการรถไฟไทย-จีน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น รถไฟทางคู่ รถเมล์เอ็นจีวี และทางเลียบเจ้าพระยา เป็นต้น แต่หลายโครงการมีผลการดำเนินงานช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1. ข้อมูลโครงการไม่เพียงพอ

มีการกำหนดเวลาการก่อสร้างในขณะที่ยังมีข้อมูลโครงการไม่เพียงพอ พูดได้ว่าเป็นการกำหนดเวลาเริ่มก่อสร้างก่อนมีการศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการออกแบบเบื้องต้น หรือต้องการจะก่อสร้างให้ได้โดยไม่รู้ว่าโครงการจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ โครงการจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงมากน้อยเพียงใด และราคาค่าก่อสร้างที่แน่นอนจะเป็นเท่าใด ทำให้รัฐบาลไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยของสาธารณชนได้ เช่น โครงการรถไฟไทย-จีน และโครงการทางเลียบเจ้าพระยา เป็นต้น

โครงการรถไฟไทย-จีน เดิมถูกกำหนดเริ่มก่อสร้างในเดือนตุลาคม 2558 แต่บัดนี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นกลางปี 2559 ถึงเวลานี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยจะต้องแบกภาระการขาดทุนปีละเท่าใด จีนจะร่วมลงทุนมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญ ดอกเบี้ยเงินกู้รวมทั้งเงื่อนไขการกู้เงินอื่นๆ ก็ยังตกลงกันไม่ได้ แต่มีการปักธงที่จะก่อสร้างไว้ล่วงหน้าแล้ว

โครงการก่อสร้างทางเลียบเจ้าพระยา เดิมต้องการจะเริ่มก่อสร้างให้ได้ภายในปี 2558 แต่ไม่สามารถเริ่มได้ จึงเลื่อนออกไปเป็นภายในปีนี้ ทั้งนี้ มีการคัดค้านโครงการหรือรูปแบบโครงการ โดยอ้างว่าโครงการไม่กลมกลืนกับวิถีชีวิตชุมชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ชีวิตริมเจ้าพระยา และส่งผลกระทบต่อการป้องกันน้ำท่วม อีกทั้ง มีการทักท้วงว่าค่าก่อสร้างแพง เมื่อข้อมูลในการดำเนินงานมีไม่เพียงพอ ทำให้การชี้แจงต่อผู้ที่ห่วงใยไม่ได้ผล ส่งผลให้โครงการล่าช้า

2. การประมูลโครงการมีปัญหา

ปัญหาที่ว่านั้นก็คือ ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (Terms of Reference หรือทีโออาร์) ซึ่งมีการจัดทำโดยเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย เมื่อถูกท้วงติงทำให้ต้องเสียเวลาในการแก้ไขเป็นเวลานาน หากจัดทำทีโออาร์อย่างตรงไปตรงมาโดยคำนึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ผมมั่นใจว่าหลายโครงการจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ตามแผนที่วางไว้ ตัวอย่างของโครงการที่มีปัญหาในการประมูล เช่น การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน และการจัดซื้อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 7 ขบวน เป็นต้น

การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ถูกยกเลิกการประมูลไปเมื่อไม่นานมานี้หลังจากมีการร้องเรียนว่าบริษัทที่ชนะการประมูลยื่นเอกสารบางรายการไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการประมูล มีการกล่าวหาว่าทีโออาร์ของโครงการนี้เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย ทำให้ต้องเสียเวลานานนับปีในการแก้ไขทีโออาร์หลายครั้ง

การจัดซื้อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ 7 ขบวน โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังไม่คืบหน้า หลังจากถูกเปิดเผยว่าราคาที่ รฟท.จะซื้อแพงกว่าราคาที่แอร์พอร์ตลิงก์ของมาเลเซียซื้อ ทั้งๆ ที่ซื้อจากบริษัทเดียวกันและมีสเปกใกล้เคียงกัน ที่สำคัญ การจัดซื้อในครั้งนี้มีบริษัทที่เข้าประมูลเพียงรายเดียว เนื่องจากทีโออาร์บางรายการผิดปกติ เช่น กำหนดให้ผู้โดยสารยืนได้สูงสุดถึง 10 คนต่อตารางเมตร เพื่อใช้ในการคำนวณน้ำหนักกดเพลา ทำให้บริษัทอื่นไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้

3. มีปัญหาเงินลงทุน

การเร่งก่อสร้างโครงการคมนาคมขนส่งหลายโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินทุนให้เพียงพอ เมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีการนำรูปแบบการลงทุนเก่ามาพูดใหม่ นั่นคือการโน้มน้าวให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ หรือ PPP (Public Private Partnership) ซึ่งประเทศไทยได้ใช้รูปแบบการลงทุน PPP มานานพอสมควรแล้ว ไม่ใช่รูปแบบใหม่เลย อีกทั้ง เมื่อเร็วๆ นี้ มีการแต่งตั้งคณะทำงานด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยหวังที่จะให้เอกชนมาร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ โดยเฉพาะระบบราง 

ผมมีความเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เอกชนจะสนใจร่วมลงทุนในโครงการระบบราง เพราะรู้ดีว่าจะขาดทุน หากเอกชนจะลงทุนก็ลงทุนในสัดส่วนไม่มาก หรือประมาณไม่เกิน 20% ของมูลค่าโครงการ การคาดหวังให้เอกชนลงทุนทั้งหมด 100% นั้นเป็นเรื่องยาก ดังจะเห็นได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ – หัวหิน และเส้นทางกรุงเทพฯ – ระยอง ซึ่งรัฐบาลนี้ต้องการให้เอกชนลงทุนทั้งหมด 100% แต่ก็ไม่สามารถหาเอกชนผู้สนใจได้

4. บางโครงการถูกปล่อยเกียร์ว่าง

ในบางหน่วยงานด้านการคมนาคมที่ต้องดำเนินงานหลายโครงการ ผู้รับผิดชอบจะทุ่มเทเวลากับโครงการที่เห็นว่ามีความเหมาะสมมากกว่าโครงการที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ควรจะก่อสร้างในขณะนี้ โดยผู้รับผิดชอบจะทำงานแบบประคองตัวหรือปล่อยเกียร์ว่างกับโครงการที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ทำให้โครงการเหล่านั้นล่าช้า เมื่อผู้รับผิดชอบได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีให้เร่งรัดโครงการก็ไม่กล้าชี้แจงว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเริ่มก่อสร้างได้ในเวลาที่รัฐมนตรีต้องการ เพียงแต่รับคำสั่งไว้ หลังจากระยะเวลาหนึ่งก็จะรายงานรัฐมนตรีให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานา ดังนั้น จึงเห็นกันมาเป็นระยะๆ ในรัฐบาลนี้ว่ารัฐมนตรีให้สัมภาษณ์แผนการดำเนินโครงการที่เป็นไปไม่ได้หลายครั้ง เพราะคิดว่าสิ่งที่ตนสั่งการไปนั้นเป็นไปได้ ทำให้โครงการล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

ผมอยากให้หลายโครงการที่ท่านนายกฯ เร่งรัดนั้นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากโครงการเหล่านั้นมีความพร้อมโดยได้ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ จะต้องมีกระบวนการประมูลที่โปร่งใส หาไม่แล้วการเร่งรัดโครงการที่ไม่มีความพร้อมก็จะไม่สามารถทำให้โครงการนั้นเร็วขึ้นมาได้

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

วัยเรียน วัยรัก จากปาก นายกฯ

บิ๊กตู่ เล่า ชีวิตวัยเด็ก ทั้งการเรียน และความรัก เผย มีเกเรบ้าง ปีนรั้วไปกินขนมตอนกลางคืนรอบโรงเรียน ปีนรั้วลำบาก แต่เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเอาตัวรอดได้ เผยได้ดีเพราะแม่ เป็นครูภาษาไทยสุดเข้มงวด ยันไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยเข้าห้องผู้ปกครอง ไม่ชอบความขัดแย้ง เผยชอบเล่นฟุตบอล ตำแหน่งศูนย์หน้า
พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ได้ร่วมรับประทานอาหาร ในโอกาสปีใหมา กีบสื่อ
มีการพูดคุยสบายๆ เรื่องวัยเด็กของตนเองให้นักข่าวฟังว่า ใีเกเรบ้าง ปีนรั้วไปกินขนมตอนกลางคืนรอบโรงเรียน ปีนรั้วลำบากแต่เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเอาตัวรอดได้
นายกฯ กล่าวว่า แม่ของตนเองเป็นครูชอบเข้มงวด สอนภาษาไทย แต่ผมไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยเข้าห้องผู้ปกครอง ไม่ชอบความขัดแย้งเพราะไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ง่าย ตนชอบเล่นบอล เป็นตำแหน่งศูนย์หน้า
ส่วนเรื่องแฟนคบทีละคน เพราะต้องให้เกียรติ แต่เชื่อในบุพเพสันนิวาส ทุกคนมีชะตากรรม มีคู่อยู่แล้ว มีแฟนตอนปี 3 ส่วนใหญ่ทหารได้แฟนเป็นครูเป็นหมอเพราะอยู่ในวงราชการพบกันบ่อย
ส่วนแฟนคนแรกของผมจำไม่ได้แล้ว เพราะแฟนไม่ใช่ภรรยา
เผยปกติตนเป็นคนพูดเก่ง โรแมนติก คิดแต่สิ่งดีๆ มองต้นไม้ใบหญ้าก็เอามาเขียนเป็นกลอน ชอบเขียนหนังสือและชอบภาษาไทย
ส่วนภรรยาที่มาเจอกันเพราะตนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อไปต่างประเทศสัปดาห์ละครั้งวันละ 1-2 ชั่วโมง และอายุก็ไล่เลี่ยกัน แต่งงานกันตอนอายุ 34 ปี สมัยเป็นร้อยเอก จะหวานเเหววกันไม่ได้เพราะตนต้องอยู่ชายแดน
วันนี้เปิดความลับหมดเลย แต่อย่าทำให้ภรรยาหงุดหงิด
ส่วนที่ตนมีอารมณ์ฉุนเฉียวนั้น ตั้งแต่เป็นผู้บังคับหน่วยซึ่งถ้าดีด้วยก็จะเละเทะ แต่กับสื่อ อาละวาดทุกวันเพราะสื่อยั่ว
พร้อมได้กล่าวถึงบุตรสาว ว่าไม่อยากให้ไปไหนเพราะเป็นห่วงว่าจะลำบาก ภรรยาก็ลำบาก ส่วนแฟนของลูกสาวนั้น เขาบอกว่าถ้ามีแฟนต้องหาให้ดีกว่าพ่อ แต่ไม่ดีกว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ที่ผ่านมาก็มีคนมาจีบลูกสาวตน แต่ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว ลูกแฝดเลี้ยงยาก ต้องเอาเหตุผลเข้าสู้ แต่พอสู้ไม่ได้ ก็ต้องอ้างว่า เป็นพ่อนะ
นายกฯ ได้กล่าวว่า เด็กสมัยนี้เอาหัวใจมาก่อนความรู้สึก ต้องเอาเหตุผลและสมองมาด้วย เอาความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เป็นรักแรกพบไม่ดี

"บิ๊กตู่"ร่วมวง! กินเลี้ยงปีใหม่"สื่อทำเนียบ"พร้อมเล่าเรื่องเคยปีนรั้วร.ร.เสริมประสบการณ์ชีวิต

"บิ๊กตู่"ร่วมวง! กินเลี้ยงปีใหม่"สื่อทำเนียบ"พร้อมเล่าเรื่องเคยปีนรั้วร.ร.เสริมประสบการณ์ชีวิต
Cr:ทีนิวส์
วันนี้(8 ม.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ทำเนียบรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมงานเลี้ยงฉลองวันปีใหม่ 2559 ที่จัดโดยสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ภายใต้แนวคิดงานวันเด็ก โดยผู้สื่อข่าวบางส่วนได้มีการแต่งตัวย้อนวัยเป็นเด็กร่วมงานเพื่อชิงรางวัลการแต่งกาย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวหยอกล้อว่า เห็นแล้วไม่มีอารมณ์ แต่เห็นแล้วน่ารัก ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมรับประทานอาหารและกล่าวกล่าวถึงวัยเด็กให้นักข่าวฟังว่า ตนเริ่มเกเรบ้าง ปีนรั้วไปกินขนมตอนกลางคืนรอบโรงเรียน ซึ่งปีนรั้วลำบากแต่เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเอาตัวรอดได้ ส่วนเรื่องแฟนตนคบทีละคน เพราะต้องให้เกียรติ แต่เชื่อในบุพเพสันนิวาส ทุกคนมีชะตากรรม มีคู่อยู่แล้ว นักเรียนนายร้อยส่วนใหญ่มีแฟนตอนปี 3 ส่วนใหญ่เป็นครูเป็นหมอเพราะอยู่ในวงราชการพบกันบ่อย ส่วนแฟนคนแรกของตนจำไม่ได้แล้ว เพราะแฟนไม่ใช่ภรรยา และปกติตนเป็นคนพูดเก่ง โรแมนติก คิดแต่สิ่งดีๆ มองต้นไม้ใบหญ้าก็เอามาเขียนเป็นกลอน ชอบเขียนหนังสือและชอบภาษาไทย ส่วนภรรยาที่มาเจอกันเพราะตนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อไปต่างประเทศสัปดาห์ละครั้งวันละ 1-2 ชั่วโมง และอายุก็ไล่เลี่ยกัน แต่งงานกันตอนอายุ 34 ปี สมัยเป็นร้อยเอก จะหวานเเหววกันไม่ได้เพราะตนต้องอยู่ชายแดน วันนี้เปิดความลับหมดเลย แต่อย่าทำให้ภรรยาตนหงุดหงิด ส่วนที่ตนมีอารมณ์ฉุนเฉียวนั้น ตั้งแต่เป็นผู้บังคับหน่วยซึ่งถ้าดีด้วยก็จะเละเทะ แต่กับสื่ออาละวาททุกวันเพราะสื่อยั่ว




นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม่ตนเป็นครูชอบเข้มงวด สอบภาษาไทย ตนไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยเข้าห้องผู้ปกครอง ไม่ชอบความขัดแย้งเพราะไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ง่าย ตนชอบเล่นบอล เป็นตำแหน่งศูนย์หน้า
จากนั้นผู้สื่อข่าวนำกล้วยให้นายกรัฐมนตรีรับประทานพร้อมระบุว่าจะได้ทำงานได้อย่างราบรื่น พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่า ปีนี้จะยากขึ้น เพราะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง พร้อมถามถึงครอบครัวของผู้สื่อข่าวพร้อมกล่าวถึงบุตรสาวของตน ว่าไม่อยากให้ไปไหนเพราะเป็นห่วงว่าจะลำบาก ภรรยาก็ลำบาก ส่วนแฟนของลูกสาวนั้น เขาบอกว่าถ้ามีแฟนต้องหาให้ดีกว่าพ่อ แต่ไม่ดีกว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ที่ผ่านมาก็มีคนมาจีบลูกสาวตน แต่ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว ลูกแฝดเลี้ยงยาก ต้องเอาเหตุผลเข้าสู้ ทั้งนี้นายกฯ ได้กล่าวว่า เด็กสมัยนี้เอาหัวใจมาก่อนความรู้สึก ต้องเอาเหตุผลและสมองมาด้วย เอาความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เป็นรักแรกพบไม่ดี
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ ทุกคนมีเวลาพักผ่อน ส่วนตนก็มีเวลา แต่ไม่ได้หยุดคิดเพราะต้องเตรียมขับเคลื่อนงานในปี 2559 เพราะถ้าเริ่มไม่ได้ ต่อไปก็จะเดินหน้าไม่ได้ ขอความร่วมมือให้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก ส่วนตัวอยากให้ประชามติผ่านและเลือกตั้งโดยไม่มีความรุนแรง แต่หากอยากให้เป็นแบบเดิมก็แล้วแต่ แต่ตนไม่อยากให้มีการใส่ความกันมาก เพราะเราไม่ได้ทำการเมือง ตั้งแต่วันแรกก็ยังไม่รู้ว่าทำมาถึงวันนี้ได้อย่างไร มีทางง่ายๆ กับทางลำบาก ตนเลือกทางลำบากแต่มีเหตุผลว่าเข้ามาทำไม ทำเพื่อใคร ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับตนไม่เป็นไร แต่ขอให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตของประชาชน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ตนตัดสินใจเข้ามาเพราะคนจน ซึ่งต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่อย่างไร ไม่ใช่ใช้แต่เงิน วันนี้จะลำบากถ้าไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อยากให้เข้าใจในภาพรวม ความมั่นคงเป็นบ่อเกิดของทุกอย่าง บ้านเมืองสงบ มีเรื่องความเชื่อมั่น ขอให้ช่างน้ำหนักสิ่งที่ผมทำ หรือท่านหวังจากรัฐบาลอื่น ส่วนเรื่องราคายางพารา ถ้าขึ้นราคาให้ใครจะเป็นคนจ่ายเงิน ตอนนี้ก็กำลังเร่งให้ แต่ไม่ได้พูดออกมา ยืนยันว่าเข้าใจความลำบากของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ตอนรายได้ดีก็ไม่บ่น ตอนนี้ก็ขอให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ เราใช้งบประมาณอย่างเดียวไม่ได้ หากใช้ในส่วนนี้เกษตรกรอื่นก็จะตามมา ตอนนี้กำลังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนข้อเสนอที่ให้นำยางไปทำถนนและพยุงราคายางและข้อเสนอของเกษตรกรที่ให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลทำอยู่นำไปทำถนน แต่ตอนนี้ราคาถนนสูงขึ้น 15 % ถ้าอุดหนุนราคายางให้ได้ 60 บาท จะกลายเป็นอัดยายซื้อขนมยาย ค่ายางและค่าถนนจะแพงขึ้น เสียทั้ง 2 อย่าง ตอนนี้ไม่ขอบอกว่าตอนนี้กำลังทำอะไร ขอให้เป็นไปตามระบบ และใช้งบประมาณไปกว่า 2.5 แสนล้านบาทแล้ว ตนไม่อยากให้กลไกตลากบิดเบือน แต่กำลังสร้างกลไกเพื่อนำไปสู่การผลิตให้ได้ ทั้งนี้ในอดีตเคยสั่งให้มีการลดการผลิต ลดการปลูกแต่ก็ไม่สำเร็จ เกษตรกรจะยอมไหม เรื่องนี้มีการพูดมานาน พูดแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ ตนรู้ใครพูดใครทำอยู่เพราะเขาเชื่อนักการเมืองท้องถิ่นมากกว่า ที่ผ่านมามีการส่งเสริมการปลูกยาง บุกรุกป่าเพื่อปลูกยางบนเขา เมื่อสั่งตัดก็หาว่าทำร้ายคนจน จึงต้องทำให้เกิดจากความสมัครใจ ส่วนการชุมนุมประท้วง ตนสั่งการไปแล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรไปแล้วเมื่อวานนี้ ตนก็รักเกษตรกรทุกคน แต่ไม่มีเงินจะให้ทำอย่างไร ทุกเรื่องถ้าเรียกร้อง ประท้วง ข่มขู่ตนไม่ทำให้ แต่จะทำในแบบของตน ไปประท้วงบนถนนก็โดนคดี ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย อย่าหาว่ารังแกคนจน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากอยู่กับสื่อทำเนียบ เพราะถือว่าเป็นสมาชิกร่วมกัน แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุย อยากให้ทุกคนได้รู้ เราไม่สามารถทำได้อะไรทุกอย่าง และปีกว่าที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้หมด หมดหน้าที่กลับบ้านนอน ดูลูกหลานโตมา ซึ่งน่ากังวลว่าวันหน้าจะมีงานทำไหม ไม่รู้จะทำเพื่ออะไร อยากทำให้เป็นมรดก สื่อน่ารักทุกคน ไม่ได้โกรธใครเลย อยากให้สร้างสังคมให้ปลอดภัย ไม่ได้อยากให้เขียนสนับสนุนตน แต่ขอให้นำเสนอสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำด้วยให้คนได้ตัดสินใจ หนังสือพิมพ์เขียนให้อีกฝ่ายอยู่ข้างหน้า แต่เขียนให้ตนอยู่ข้างใน ใครพูดก่อนคนเห็นก็เชื่อไปแล้ว ต้องสร้างใหม่ให้คนมีเหตุมีผล ไม่ใช่เขียนให้ทะเลาะกัน บอกแค่ฝ่ายไหนบอกว่ายังไง ทำไมเราต้องทำให้เกิดความขัดแย้ง
นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังอวยพรวันปีใหม่ให้ผู้สื่อข่าวให้มีความสุข ให้โอกาสและให้อภัยทุกคน และขอรวยอย่างพอเพียง เคยซื้อล็อตเตอร์รี่หรือไม่ มันถูกกันง่ายหรือไง ถ้าใครได้แบ่งหน่อย มีคนไม่ซื่อ มันก็เหมือนเดิมมาจองก็เหมือนเดิมนอมิดี แก้แล้วก็เหมือนเดิม สังคมไม่ร่วมมือ ตอนนี้ตนหาวิธีการอยู่ ให้โควต้า 25 ล้านใบ ผู้พิการ อีก 25 ให้ทั่วไป ผู้พิการบอกยังไม่พอ ตนต้องไปไล่รื้อดู
ทั้งนี้ระหว่างรับประทานอาหารนายกฯ ได้ถามช่างภาพว่า มีรูปตนกี่หมื่นรูปแบบ พร้อมเรียกช่างภาพและผู้ช่วยช่างภาพมาถ่ายรูปร่วมกับตน

5 นักกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ ประกาศไม่ร่วมกระบวนการยุติธรรมแบบคสช.

5 นักกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ ประกาศไม่ร่วมกระบวนการยุติธรรมแบบคสช.
นักกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ 5 คน มาที่สถานีตำรวจรถไฟธนบุรีแต่ไม่เข้ารายงานตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมแถลงขอไม่เข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมแบบคสช. ขณะที่อีก 5 คนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกและให้การปฏิเสธแล้ว ส่วนอีก 1 คนไม่ปรากฏตัว
วันนี้ (8 มกราคม 2559) ที่สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี เวลา 10.00 น. อานนท์ และ กรกนก ซึ่งเป็น 2 ใน 11 นักกิจกรรมส่องกลโกงอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งถูกควบคุมตัวที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558 และถูกแจ้งข้อหาชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 เข้ารายงานตัวและรับทราบข้อกล่าวหา โดยทั้งสองให้การปฏิเสธกับพนักงานสอบสวน และจะทำคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือมายื่นภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 นักกิจกรรมที่ถูกออกหมายเรียก 2 ราย คือ วิจิตรและกิตธัช เข้ารายงานตัวและพนักงานสอบสวนสอบปากคำ โดยกิตธัชให้การปฏิเสธ และจะทำคำให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 15 มกราคม 2559 ขณะที่วิจิตรปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อ แต่ได้รับแจ้งจากตำรวจว่า วิจิตรให้การปฏิเสธ
ต่อมาประมาณ 14.00 น. นักกิจกรรมอีก 5 คน ประกอบด้วย สิรวิชญ์, ชนกนันท์, อภิสิทธิ์, ชลธิชา และกรกช มาถึง สน.ตำรวจรถไฟธนบุรี พร้อมแสดงจุดยืนไม่ขอเข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมที่ คสช. เป็นผู้กำหนด โดยยืนยันไม่เข้ารายงานตัวตามหมายเรียก สำหรับบรรยากาศภายนอกสถานีตำรวจ เต็มไปด้วยสื่อมวลชนและประชาชนกว่า 100 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ยังไม่มีท่าทีห้ามปรามการทำกิจกรรม
14.30 น. หลังอ่านแถลงการณ์ ประชาชนส่วนหนึ่งเข้ามอบดอกไม้ให้นักกิจกรรม ขณะที่พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ร่วมอ่านบทกวี และกลุ่มดาวดินมาร่วมร้องเพลงให้กำลังใจ
14.40 น. อภิสิทธิ์ หนึ่งในนักกิจกรรม ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าคำสั่งคสช.ไม่ใช่กฎหมาย วันนี้มาแสดงตัวว่าไม่หลบหนี แต่ไม่ยอมรับหลักการของ คสช. นอกจากนี้ หลังให้สัมภาษณ์สื่อ กลุ่มนักกิจกรรมได้เปิดตัวหนังสือ ก้าวข้าม ฉบับเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยรางวัลแด่ผู้ตรวจสอบคอร์รัปชั่นภายใต้รัฐประหาร
จากนั้นในเวลาประมาณ 15.20 น. วิศรุต หนึ่งใน 11 นักกิจกรรมที่ถูกออกหมายเรียก เข้ารายงานตัวกับพนักงานสอบสวน สน.ตำรวจรถไฟธนบุรี
ขณะนี้สรุปได้ว่า นักกิจกรรมที่ถูกแจ้งข้อหาชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งคสช.จากกิจกรรมส่องโกงราชภักดิ์ เข้ารายงานตัว 5 คน มาที่สน.แต่ไม่รายงานตัว 5 คน และอีก 1 คน คือ ธเนตร ซึ่งถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ด้วย ไม่ปรากฎตัว

ปิดประตูปรองดอง กระบวนการออกกฎหมายค้ำยันอำนาจ

21 ธ.ค.59 ไทยรัฐ

“ต้องทำให้ชัดเจน ถ้าปล่อยไว้จะลามออกไป”
นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.ยุติธรรม สะท้อนมุมมองถึงโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ ระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยพยายามบอกไปถึงรัฐบาลและ คสช.ว่า ในเมื่อคนในรัฐบาลยังออกมายอมรับว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็จะต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้สะเด็ดน้ำ ไม่เช่นนั้นประเด็นนี้จะลุกลามออกไปได้
รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา ในยามปกติมี ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน จะคิดและพิจารณาว่าจะมีกฎหมายอย่างไรถึงเหมาะสม ต้องผ่านวุฒิสภา กฤษฎีกาถึงจะออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้
ขณะที่ในยุคปัจจุบันกฎหมายเกิดขึ้นโดยคณะปฏิวัติ มันตั้งธงได้ อยากได้อะไรก็บอกไป แม้มีคนที่คัดค้านบ้าง แต่ในที่สุดกฎหมายออกมาตามธง เช่น รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ จะให้ออกมาเหมือนสมัยมีสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้
ผู้นำประเทศอาจจะคิดดีต่อบ้านเมือง อยากจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในเมื่อผู้นำมาจากการปฏิวัติ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้คนรอบข้างอาจจะไม่กล้าเถียงและแนะนำ
ทำให้กฎหมายบางฉบับที่ออกมาอาจจะไม่รอบคอบ เมื่อคลอดกฎหมายออกมานำไปใช้ก็ต้องมีกติกาที่ถูกต้อง คนใช้และปฏิบัติต้องรู้กฎหมายอย่างลึกซึ้ง ถ้าไม่รู้ควรปรึกษาผู้ที่รู้
ดูแล้วปัญหาการบังคับใช้กฎหมายอาจจะเกิดจากผู้นำมีอำนาจพิเศษ มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นายชัยเกษม บอกว่า ถูกต้อง เพราะคนที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์จะทำอะไร ออกกฎหมายอะไรก็ได้
เฉกเช่นเรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลของรัฐ ยังใช้มาตรา 44 เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการระบายข้าว
ความจริงใช้กฎหมายปกติก็ได้ เพราะการทำสุจริตไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่อาจจะไปกระตุ้นผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าไม่ต้องรับผิด หากทำอย่างนี้บ่อยๆจะไม่เป็นไปตามหลักยุติธรรมที่ควรจะเป็น
ถามว่าใช้คำสั่งตามมาตรานี้ได้หรือไม่ ก็ทำได้ แต่ถ้าวันหนึ่งศาลพิพากษาว่าไม่ได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา เท่ากับนิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้ ในที่สุดก็โดนดำเนินคดีกันเป็นทิวแถว มันก็เกิดขึ้นได้
เพราะวัฒนธรรมของประเทศ การดำเนินการต่างๆ แนวคิดในกระบวนการยุติธรรมมันผูกกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็สามารถเปลี่ยนได้
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า บ้านเมืองยังอยู่ในความขัดแย้ง การใช้กฎหมายแม้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือองค์ประกอบแล้ว แต่ถูกมองว่ายังไม่ยุติธรรม เช่น เปรียบเทียบการดำเนินคดีระหว่างโครงการรับจำนำข้าวกับโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ สุดท้ายควรมีข้อยุติอย่างไร นายชัยเกษม บอกว่า การใช้กฎหมายต้องถูกต้องและเป็นธรรมไม่เอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สิ่งที่ทำไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ผลที่ออกมาถูกมองว่าสองมาตรฐาน แบบนี้แก้ยากมาก เพราะคนไทยแบ่งเป็นฝักฝ่ายและตั้งแต่ปฏิวัติมายังไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นได้อย่างไร จุดนี้สำคัญ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พูดย้ำตลอดว่า ได้ทำเพื่อให้เกิดความปรองดอง สามัคคี แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณะปรากฏว่า ประชาชนไม่รู้สึกอย่างนั้น แม้ท่านจะตั้งใจจริงจังหรือไม่ สุดท้ายผลมันไม่ออกมา
ขณะที่โครงการรับจำนำข้าว คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าเป็นการทำตามรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้สินค้าเกษตรมีราคา เป็นโครงการสาธารณะ ซึ่งจะต้องไม่ดูว่ามีกำไรหรือขาดทุน เพราะต้องการช่วยชาวนาให้มีฐานะอยู่ในสังคมได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ
ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาบอกว่า นโยบายนี้ไม่ผิด แต่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เตือนแล้วไม่ฟัง ก็ต้องไปดูว่าใครเตือน
ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกให้รัฐบาลทำนั่นทำนี่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเตือน ไปดูว่า ป.ป.ช.มีหน้าที่เตือนรัฐบาลได้หรือไม่
เมื่อเปิดกฎหมายดูแค่สามารถแนะนำได้ รัฐบาลก็ไปดูว่าจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ถ้าไปทำตามองค์กรเหล่านี้ หรือทำตามฝ่ายค้านเตือน แบบนี้รัฐบาลก็บริหารประเทศไม่ได้
โดยเฉพาะรัฐบาลต่อไปจะมีปัญหาหากบอกว่าเตือนแล้วไม่ฟัง ถ้าต่อไปมีคนเข้าชื่อกัน 2 หมื่นชื่อ เพื่อเตือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้ทำโครงการนั้นๆ ถ้าเกิดความเสียหาย
ขึ้นมาท่านต้องรับผิดชอบ มันทำได้หรือ ก็ทำไม่ได้
ขอให้ทุกคนคิดในภาพใหญ่ เมื่อออกนโยบายไปแล้วมีการทุจริตในระดับล่างก็ต้องแยกไปเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ
แต่ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกลงโทษ ต่อไปใครเป็นรัฐบาลจะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก ซึ่งมันไม่ดี ยิ่งขณะนี้มีความพยายามเร่งรัดการสอบทางแพ่ง การเร่งรัดไม่ผิดเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องของอายุความ
แต่ที่น่าคิดเมื่อรัฐบาลตัดสินใจและไม่เปลี่ยนใจที่จะใช้ความรับผิดทางละเมิด ขอตั้งข้อสังเกตให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ควรทำด้วยความรอบคอบ เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
หากโครงการนี้เสียหายจริงจะต้องพิจารณาแบ่งสัดส่วนว่าใครรับผิดชอบจำนวนเท่าไหร่แล้วไปชำระค่าเสียหายตามนั้น ซึ่งมีทั้งใน ครม. ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกนับร้อย แต่กลับเน้นสอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์คนเดียว
ขอแนะนำว่าไม่ควรรวบรัดทำแบบลวกๆ ระวังผู้นำจะไม่สุจริตต่อหน้าที่ เพราะไม่ถูกต้องทางกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ยิ่งเป็นคำสั่งของนายกฯที่เป็นคนล้มรัฐบาลย่อมไม่มีความสง่างาม เหมือนเป็นคู่กรณีต่อกัน ตามล้างตามเช็ดกันได้ทุกเรื่อง ลักษณะนี้ควรไปที่ศาลจะสง่างามกว่า
และถ้าขืนทำต่อไปในอนาคตคงต้องออกมาตรา 44 ยกเว้นว่าทำอะไรไม่ผิดอีก
ส่วนโครงการอุทยานราชภักดิ์ พอเกิดขึ้นในยุคทหารเรืองอำนาจก็ไม่อยากให้มีข่าวออกมาว่ามีการทุจริต แต่หลีกไม่พ้นแล้ว เพราะมีบุคคลในรัฐบาลพูดเองว่ามีการทุจริตก็ต้องเดินหน้าตรวจสอบ แต่จะทำได้เนียนแค่ไหน ถ้าทำไม่เนียนวันหลังก็ปรากฏว่าทำไม่ถูกต้อง ภาพของรัฐบาลก็เสียหาย
และไม่ใช่ไปบอกว่ากองทัพบกไม่มีอะไร ถ้ามีไปถามเอาเอง คนมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องทำให้ประชาชนรับได้
ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลและ คสช. การร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษ นายชัยเกษม บอกว่า ประเทศไทยมาถึงวันนี้เหนื่อย
รัฐบาลจะไปไม่รอดถ้าไม่ปรับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญต้องยึดหลักประชาธิปไตย
แต่ขณะนี้เริ่มชัดเจนทั้งที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี องค์กรที่จะตัดสินวิกฤติของประเทศ นายชัยเกษม บอกว่า การออกแบบให้กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด สามารถคานอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนได้ เพราะคนออกแบบเชื่อว่ารัฐบาลเข้ามาแล้วจะไม่สุจริต
ความจริงรัฐบาลไหนเข้ามาไม่สุจริตจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่จะกำหนดให้องค์กรต่างๆมาช่วยปกครองประเทศกับรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้
องค์กรที่มาไม่ใช่เทวดามีขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็ได้ ยิ่งเป็นองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน อาจจะทำหน้าที่ได้ดี แต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ได้ไม่ดี ฉะนั้นถ้าออกแบบระบบให้วิตถารก็ไม่ไหวไปไม่ได้
ในหลักการนิรโทษกรรมมาถึงวันนี้ควรจะยกเว้นใครบ้าง และควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเดินหน้าสู่การปรองดอง นายชัยเกษม บอกว่า อีกไม่กี่วันรัฐธรรมนูญก็ออกมาแล้วคงจะรู้
แต่พอออกมาอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะบอกว่าแรงไป และโทษบางอย่างอาจจะกันไว้เลยว่าเป็นโทษที่รุนแรง หรืออาจจะให้รับโทษกึ่งหนึ่งจะได้เบาหน่อย
วันนี้รัฐบาลต้องตัดสินว่าจะเอาอย่างไร.
ทีมการเมือง

DEMO ยางพารา ซู พุฒิชาติ





มีการเตรียมแต่งเพลง ไว้สำหรับเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวสวนยาง




เปิดชื่อ 5 ผู้สมัครเข้ารอบสุดท้ายสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส คาดรู้ผล 14 ม.ค.นี้


คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ "ไทยพีบีเอส" เปิดชื่อผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายจาก 13 คน เตรียมส่งชื่อให้คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส คัดเลือก  คาดรู้ผล 14 ม.ค.นี้
default tpbs
วันที่ 7 มกราคม เว็บไซต์"ไทยพีบีเอส" รายงานระบุคำให้สัมภาษณ์ของนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอสเปิดเผยว่ากรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผู้สมัครและกลั่นกรองให้เหลือ 5 คน โดยมีรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกรอบที่ 1 ดังนี้
1. ผศ.นลินี สีตะสุวรรณ
2. นายสุระ เกนทะนะศิล 
3. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ 
4. นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค 
5. นายกฤษดา เรืองอารีรัชต์
นายเดชอุดม กล่าวว่า วันที่ 7 มกราคานี้ ผู้สมัคร 13 คน ได้มาแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา โดยใช้เวลาคนละ 30 นาที ก่อนที่คณะกรรมการจะคัดเลือกเหลือ 5 คน หลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาจะนำรายชื่อพร้อมประวัติและผลงานของทั้ง 5 คน เสนอต่อประธานคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพิจารณาคัดเลือกรอบสุดท้ายและแต่งตั้งผู้อำนวยการไทยพีบีเอส โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสจะประชุมในวันที่ 14 ม.ค.2559 เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่
สำหรับผู้สมัครทั้ง 13 คน   ได้แก่
1.นายพัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์
2.ผศ.นลินี สีตะสุวรรณ
3.นายสุระ เกนทะนะศิล
4.นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
5.นายวีระยุทธ โชคชัยมาดล
6.นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค
7.นายสะหะศักดิ์ กลิ่นสุวรรณ
8.นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์
9.นางสุวรรณา บุญกล่ำ
10.นายสุรภากร ศรีวุฒิวงศ์
11.นายธนกร ศรีสุขใส
12.นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์
13.นายยุทธนา วรุณปิติกุล
การสรรหาผู้อำนวยการไทยพีบีเอสคนใหม่ มีขึ้นหลังจากคณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลิกสัญญาจ้าง นายสมชัย สุวรรณบรรณ ผอ.ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2558 โดยชี้แจงว่านายสมชัยได้กระทำผิดสัญญาจ้าง เรื่องการปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้รับความเห็นชอบให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด และการจัดทำรายงานแสดงผลการปฏิบัติงานเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายทุกสามเดือน การเลิกจ้างผู้อำนวยการไทยพีบีเอสครั้งนี้ มีผลให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พ้นจากตำแหน่งตามวาระของผู้อำนวยการด้วย ส่วนคณะกรรมการบริหารทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งทันที ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ด้วย

ไพศาล:การตั้งสังฆราช

′ไพศาล′ออกตัวเเรง ติงแก๊งวิ่งราวอำนาจพระสังฆราช ย้ำ ′บิ๊กตู่′มีอำนาจใช้ดุลยพินิจ 
https://t.co/MuoQ2zQYr8
##kook kai

  เมื่อวันที่ 7 มกราคม นาย พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.
อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol กล่าวถึงประเด็นที่มีการกล่าวถึงในทำนองว่า การเลือกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ว่าต้องตั้งเรื่องจาก "มหาเถรสมาคม" เพราะไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติเป็นอย่างอื่น และมหาเถรสมาคมไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกองค์อื่น เพราะถูกบังคับตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แล้วว่า ต้องเป็นสมเด็จที่มี "อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ซึ่งไม่ใช่พรรษา" ว่า

อย่าคิดว่าเคยวิ่งราวชิงอำนาจสมเด็จพระสังฆราชสำเร็จมาหนหนึ่งแล้ว จะทำซ้ำได้อีก คนเขารู้ทันกันหมดแล้ว ครั้งนั้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กำลังปฏิบัติพระภารกิจในพระอุโบสถวัดบวร พวกแก๊งวิ่งราวกลับตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อ้างว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เป็นบาปนักบาปหนา จนหลวงตาพระมหาบัวและพระป่ากว่า 400 รูปประชุมสงฆ์ ลงพรหมทัณฑ์สวดคว่ำบาตรไม่ให้ไปสวรรค์นิพพานได้อีก จนบัดนี้ก็ยังแก้ไม่ตก

นายไพศาล กล่าวต่อว่า "มาครั้งนี้ ก็ทำท่าจะวิ่งราวอีกแล้ว กำลังหลอกใครต่อใครว่าการตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นอำนาจของมหาเถร ที่ต้องเลือกตามอาวุโสโดยสมณศักดิ์ แล้วนายกฯ เป็นแค่ไปรษณีย์ จะต้องนำความกราบบังคมทูลไปตามนั้น นี่มันเตรียมการวิ่งราวกันชัด ๆ"

ทั้งนี้ ขอประกาศให้รู้โดยทั่วกันว่า หนึ่ง การนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เป็นอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจว่าสมควร หรือถึงเวลา หรือเหมาะสมที่จะนำความกราบบังคมทูลเมื่อใด อย่างไร ใครจะมาบังคับไม่ได้

และสอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ก็ต้องพิจารณา 4 ประการ
(1) มหาเถรให้ความเห็นชอบว่าสมควรเสนอสมเด็จพระราชาคณะรูปใด

(2) สมเด็จพระราชาคณะรูปนั้น มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์

(3) สมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์นั้น สามารถปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ก็ต้องเสนอสมเด็จพระราชาคณะลำดับถัดไปโดยลำดับ

(4) สมเด็จพระราชาคณะรูปนั้น จะทรงเป็นสกลมหาสังฆปริณายก คือเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของคณะสงฆ์ทั้งประเทศและของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ จะสามารถทำหน้าที่ถวายพระธรรมและคำอธิบายทางพระพุทธศาสนาแก่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้หรือไม่ มีความบริสุทธิ์ในศีล มีจริยาวัตรอันงาม ไม่ต้องคดีอาญาแผ่นดิน ไม่ตกเป็นที่ครหานินทาเรื่องหนีภาษี เรื่องสั่งสมทรัพย์สิน เรื่องรับสินบน เรื่องตั้งคนปาราชิกให้ดำรงสมณศักดิ์ เรื่องตั้งตนเสมอเจ้า มอบพัดยศแก่ผู้ที่ไม่ไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเสียเอง เหล่านี้ เป็นต้น

เมื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาโดยชอบ และเห็นสมควรนำความขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว ยังเป็นอำนาจของคณะมนตรีที่จะกลั่นกรองตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม จากนั้นยังเป็นพระราชอำนาจที่จะทรงสถาปนาอีกด้วย

"การที่ขบวนการวิ่งราวอำนาจอ้างแต่เพียงอำนาจมหาเถรอ้างแต่เพียงอาวุโสโดยสมณศักดิ์เพียงสองเรื่องแล้วตัดอำนาจความถูกต้องชอบธรรมทั้งสิ้นทั้งปวงจึงเป็นเรื่องที่สาธุชนทั้งหลายพึงเข้าใจ พึงติเตียน บ้านเมืองนี้ศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง เราจึงอยู่รอดปลอดภัยกันมาได้ จงวางใจเถิด" นายไพศาล กลาวทิ้งท้าย

cr..matichon online

อิหร่านกับอินเดียจับมือสหรัฐสะดุ้ง

ข่าวจากสำนักข่าวอินเดียส่วนมากผมจะอ่านแบบผ่านๆ เพราะส่วนมากจะมีเนื้อข่าวนิดเดียวแต่ขนเยอะตามประสาแขกอินเดีย ต้องมีการเกริ่นว่า นาร้ายย นารายณ์ ก่อนสามรอบถึงจะพูดเนื้อข่าวออกมา   แต่ข่าวจากสำนักข่าวอินเดียเอ็กเพสข่าวนี้ผมเอามาผสมกับสำนักข่าวจากรัสเซียที่เป็นข่าวเดียวกันแล้วค่อยกระชับมีเนื้อข่าวเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
   
   
เวลานี้อิหร่านและอินเดียจับมือกันขายน้ำมันเป็นเงินรูปีแล้ว โดยถีบเปโตรดอลล่าทิ้งแบบขัดใจอเมริกายิ่งนัก  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อิหร่านกับอินเดียตกลงซื้อขายกันเป็นรูปีมาหลายปีแล้ว โดยปี 2013 ตกลงกันว่าอินเดียจะจ่ายเงินค่าน้ำมันเป็นรูปี 45% และที่เหลือเป็นดอลล่า เพราะอิหร่านเองโดนอเมริกาแซงชั่นมานานตั้งแต่ยุคอิมหม่ามโคไมนี ย่อมขาดเงินดอลล่ามาหมุนเวียนในการค้าขายกับประเทศอื่นที่ไม่ได้แซงชั่นอิหร่านแต่อยากขายของให้อิหน่านเป็นดอลล่า  
   
   
แต่เวลานี้อิหร่านหลุดจากการแซงชั่นแล้วโดยอเมริกาและยุโรปปลดการแซงชั่น หลังจากอิหร่านตกลงตามข้อเสนอโดยส่งยูเรเนียมทั้งดิบและปรับปรุงสภาพแล้วออกไปนอกประเทศทั้งหมด โดยอิหร่านตัดสินใจส่งให้รัสเซียมิตรรักเก็บรักษาเอาไว้ให้  ดังนั้นอิหร่านวันนี้จึงไม่เดือดร้อนเรื่องดอลล่าอีกแล้ว  จึงตกลงกับอินเดียว่าจะขายน้ำมันทั้งหมดเป็นอินเดียรูปีโดยโอนเงินเข้าธนาคารในอินเดียที่เป็นบัญชีของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านทั้งหมดนั่นง่ายดี เนื้อข่าวมีอย่างนี้ครับ
Ditching the dollar, Iran and India have agreed to settle all outstanding crude oil dues in rupees in preparation to future trade in their national currencies. The dollar dues — $6.5 billion equaling 55 per cent of oil payment — would be deposited in National Iranian Oil Co account with Indian banks
อย่าสับสนเรื่อง 55% นะครับ อย่างที่ผมบอกนั่นแหละผมไม่ชอบอ่านข่าวจากสำนักข่าวอินเดียก็เพราะแบบนี้แหละ  ถ้าไม่รู้เรื่องที่ทั้งสองตกลงกันก่อนเรื่อง 45%  ที่ขายเป็นรูปีตั้งแปี 2013 ก็อ่านแล้วงงตายห่ะ   ส่วนยอดเงินนั้นคือ 6.5พันล้านเหรียญ ไม่น้อยเลยทีเดียว แบบนี้อเมริกากระอักเลือดแน่อน  ดอลล่าวูบไปจากตลาดน้ำมันไม่ใช้น้อย  
    
   
และอีกอย่างต้องไม่ลืมว่าอิหร่านนั้นเป็นเศรษฐีน้ำมันมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าชาร์ปาเลวีแล้วนะครับ มีเงินฝากไว้ที่อเมริกามหาศาลพอถึงยุคปฎิวัติอิหร่านโดยอิมหม่ามโคไมนี อเมริกาแซงชั่นอิหร่านแล้วยึดเงินที่อิหร่านฝากไปทั้งหมด  ถึงวันนี้อิหร่านก็ยังไม่ได้เงินที่ฝากไว้คืน  ผมเชื่อว่าถ้าอิหร่านทวงเงินก้อนนี้คืนพร้อมดอกเบี้ยอเมริกาสะดุ้งแน่เพราะมันเป็นเงินไม่น้อยเลย  ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะหลักหลายพันล้านเหรียญ  
 
   
 ************************************************************************
    
ตรงนี้ผมคุยเล่นๆเรื่องคนอิหร่านจากที่ผมเคยสัมผัสมากับตัวเองครับ  ใครไม่อยากอ่านข้ามไปอ่านข่าวต่อข้างล่างได้เลยครับ
   
หลายๆคนจะมองว่าคนอิหร่านนั้นเหมือนมารร้ายตามที่อเมริกาเป่าหูมาเป็นสิบปี  แต่ผมบอกได้เลยว่าคนอิหร่านนั้นคบง่ายที่สุดแล้วในบรรดาแขกอาหรับทั้งหลาย  และเป็นคนที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรเหมือนพวก อียิปต์ หรือ ตุรกี ที่ผมถือว่าเป็นแขกคบยาก   ผมมีเพื่อนเป็นอิหร่านหลายคนสมัยที่ยังทำมาหากินอยู่ในมหาวิทยาลัย  แต่ละคนนั้นนิสัยดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่นแม้จะต่างศาสนา  และผู้หญิงอิหร่านก็หน้าตาคมเข้มสวยมากเกือบทุกคน ไม่ได้คุลมเป็นไอ้โม่งไปทุกคนตามภาพที่เห็นออกมาจากข่าวฝั่งอเมริกาหรอกครับ   พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเปิดหน้าแต่ตัวตามแฟชั่นเดินกับสามีออกไปช็อบปิ้งได้ตามปกติไม่ต่างกับสมัยพระเจ้าซาร์ยังปกครองอยู่   และบรรดาเมียๆ ของคนอิหร่านนี้ชอบทำอาหารมากทุกบ้าน   เพียงแต่ชมว่าพวกเธอทำอาหารอร่อยเพียงครั้งเดียว พวกเธอจะผลัดกันส่งอาหารอิหร่านให้ผมกินจนบรรดาสามีเรียนจบกลับบ้านเลยทีเดียว  และเป็นแบบนี้ทุกคนเสียด้วยจนกลายเป็นว่าพวกสามีเธอกินอะไรต้องมีของผมใส่กล่องมาฝากด้วย โดยผลัดกันนัดสลับส่งอาหารมาวันละบ้าน ผมกินแต่อาหารใส่เครื่องเทศบ่อยๆ จนผมมีกลิ่นตัวเหมือนแขกไปเลย  ผมมีเพื่อเป็นอิหร่านที่มาเรียนหลายรุ่น  สิบกว่าคน ผมยังไม่เจอคนอิหร่านทำตัวเลวมีนิสัยเป็นแขกเห็นแก่ตัวเหมือนแขกทั่วไปเลยสักคน   ถ้าไม่ติดว่าผมมีเมียแล้วจะหาเมียเป็นอิหร่านที่รัฐบาลส่งมาเรียนต่อต่างประเทศสักคนน่าดี   
   
   
และอีกอย่างคือคนอิหร่านเข้ามารับราชการในราชสำนักสยามหรือเข้ามาค้าขายกับสยามตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแล้วนะครับ  ลูกหลานอิหร่านที่กลายเป็นคนไทยยังมีเต็มเมืองทั้งสายบุนนาคพุทธและบุนนาคมุสลิม ล้วนสืบเชื้อสายมาจากท่านเจ้าพระยาบวรราชนายก เฉกอะหมัด ทั้งนั้น แต่ไม่เคยมีแขกจากสายอื่นหรือประเทศอื่นเข้ารับราชการกรมท่าหรือกรมอื่นเลยในครั้งกรุวศรีอยุธยา ทั้งที่แขกพวกนั้นอยู่ใกล้สยามมากกว่าอิหร่าน  สายเจ้าเมืองทางใต้ของสยามในยุคเมื่อสามสี่ร้อยปีก่อนล้วนแต่มีเลือดอิหร่านไม่มากก็น้อยกันทั้งนั้น เวลานี้ ตระกูล บุนนาค อหะหมัดจุฬา อากาหยี่ และนนทเกษ ล้วนแต่มาจากอิหร่านตั้งแต่สมัยอยุธยาทั้งนั้น
  
 *********************************************************************************************
   
  
โม้เรื่องคนอิหร่านกับสาวอิหร่านมากไปแล้ว ผมต่อเรื่องอิหร่านขายน้ำมันให้อินเดียดีกว่า   การที่มีการตกลงขายเป็นรูปีนั้นเป็นเพราะอิหร่านเรียลนั้นเป็นค่าเงินที่ใช้ในประเทศ ไปแลกนอกประเทศก็ไม่มีใครเอาเพราะติดแซงชั่นจากอเมริกามานาน แต่ครั้งนี้ดอลล่าโดนถีบออกไปจากระบบทั้งหมดโดยอิหร่านยอมรับรูปีอินเดียล้วนๆ นั้นน่าจะทำให้อเมริกาหนวดกระดิกพอสมควร  เพราถ้าจะคิดตัวเลขแล้วจากตามข่าวแล้ว ปีละสามพันล้านดอลล่าหายวูบไปจากตลาดน้ำมันของอิหร่าน  นี่ยังไม่รวมที่จีนกับรัสเซียกอดคอกันถีบเปโตรดอลล่าทิ้งโดยซื้อขายเป็นเงินหยวนกับเงินรูเบิ้ลล้วนๆ อีกนะครับ ค่าเงินต่อปีไม่น้อยเลยทีเดียวแถยังจ่ายล่วงหน้าอีกด้วย  และเวลานี้รัสเซียกับกลุ่มยูโรก็ตกลงเรื่องการซื้อขายแกสเป็นเงินยูโรกับเงินรูเบิ้ลแล้ว  ถ้ารวมๆทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมาไม่กีปี ตลาดเงินของเปรโตรดอลล่าของอเมริกาหายไปปีละนับหลายพันล้านเหรียญ หรืออาจจะชนหมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียวถ้ารวมทั้งโลก
   
   
เรื่องนี้ถ้าถอยหลังไปอีกไม่กี่สิบปี ซัดดัม ฮุดเซ็น ปธน.ของอิรักเป็นผู้ค้าน้ำมันคนแรกที่ตกลงว่าจะไม่ใช้เปโตรดอลล่าแล้วในการขายน้ำมันให้ประเทศอื่น แต่จะยอมรับเงินสกุลอื่นแทน   ผลออกมาก็คือซัดดัมโดยอเมริกาถล่มจนตายคาประเทศ  ประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรื่องถึงกับแหลกยับไปทั้งประเทศรวมถึงกรุงแบกแดกที่รุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าและตลาดเงินมานับพันปีก็ล่มสลายพังไปทั้งเมือง   เรื่องนี้มันเป็นเพราะ ซัดดัม ฮุดเซน ดันแหกคอกบอกว่าจะไม่ใช้เปโตรดอลล่าในการขายน้ำมันนี่แหละครับ  ไม่ใช่เรื่องบุกคูเวตเพียงอย่างเดียวตามที่ข่าวสายตะวันตกออกมาให้โลกรู้ตามนั้น  เรื่องนี้ทางฝั่งรัสเซียก็พูดเรื่องนี้ออกมาว่า 
This is truly a bold move by Iran, a country literally surrounded by American military bases. We shouldn't forget what happened to Iraq after it announced that it was dumping the dollar.The difference, of course, is that Iran has a little friend called "Russia".
นี่คือการเคลื่อนไหวอย่างกล้าหาญอย่างแท้จริงของอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่โดนล้อมกรอบโดยฐานทัพอเมริกา  เราไม่ควรจะลืมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับอิรักหลังจากประกาศว่าจะไม่ใช้เงินดอลล่า  แต่สิ่งที่แตกต่างนั่นก็คืออิหร่านมีเพื่อตัวเล็กๆ ที่ชื่อว่า "รัสเซีย"
 
สื่อทางฝั่งรัสเซียจบข่าวได้สะใจมากครับ  เพื่อนตัวเล็กๆ ที่ชื่อรัสเซีย แต่ดันมีอาวุธยิงไม่อั้นข้ามทะเลดำทะเลแดงมาพันกว่ากิโลเมตรเข้าถล่มไอซิสจนอเมริกาตะลึงตาค้างมาแล้วเมื่อสองเดือนก่อน