PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!

(ย้อนข่าว 2558 บิ๊กจิ๋ว)

“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
8 พฤษภาคม 2558 19:17 น. (แก้ไขล่าสุด 11 พฤษภาคม 2558 11:18 น.)
        เบื้องหลังดัน “บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน คสช. เพื่อไทยปรับยุทธศาสตร์พรรค ด้วยการดึงจุดแข็งพ่อใหญ่จิ๋ว ปิดจุดอ่อนพรรค มั่นใจ Old soldiers never die ในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ ที่มีเอกลักษณ์พูดจาอ่อนนิ่ม นุ่มนวล รุ่นน้องไม่กล้าแตะ เดินสายสร้างงานการเมืองใกล้ชิดมวลชนพรรค ขณะเดียวกันยังช่วยลบข้อครหาสืบทอดอำนาจของคนตระกูล “ชินวัตร” ได้ด้วย ด้านฝ่ายความมั่นคง ประเมินการเดินเกมครั้งนี้ “บิ๊กจิ๋ว-ทักษิณ” คุยกันแล้ว และอาจมีเก้าอี้สำคัญเป็นเดิมพัน หากเพื่อไทยกลับมาใหญ่ได้อีกครั้งหนึ่ง ด้าน “บิ๊กตู่” ส่งสัญญานบอกวันนี้อายุเยอะแล้วน่ะ
“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!
       
        เป็นอันชัดเจนว่าการออกมาเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายใด แม้จะออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและไม่ใช่กิจกรรมทางการเมือง
      
       “อะไรที่เป็นหน้าที่ของการเมืองหรือเกี่ยวข้องกับการเมืองทำไม่ได้หมด ทำได้เพียงการร่วมประชุมกับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป” คำตอบของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามถึงการที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงพื้นที่ไปพบกับชาวนาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
      
       พร้อมทั้งกล่าวต่อถึงการกระทำดังกล่าวของพลเอกชวลิต ว่าขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ว่า
      
       “ท่านเป็นใคร ควรจะรู้หรือไม่ว่าควรต้องทำอะไร อย่างไร ไปถามท่านโน่น เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เคารพท่านอีก แต่นี่เคารพอยู่ เพราะท่านเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ถ้าท่านทำไปมากกว่านี้ และผิดพลาดมากกว่านี้ คนก็มาเล่นงานผมอีก แต่อย่าลืมว่าท่านไปอยู่กับรัฐบาลมาก่อน และไม่ได้อยู่ข้างรัฐบาลผม ฉะนั้นท่านก็อยู่ในข่ายเหมือนกัน แต่ผมเคารพท่านเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วในฐานะทหารเก่า และไม่เคยดูถูกท่าน ในความเป็นคนเก่งของท่าน แต่วันนี้ท่านอายุเยอะแล้วนะ” เสียงเข้มๆ จากพลเอกประยุทธ์
“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาติดเบรกการเคลื่อนไหวของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
       
        เคลื่อนไหวเดือนเศษ
      
       ทั้งนี้ตลอดเวลาเดือนเศษพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ออกมาแสดงความคิดเห็นและปรากฏตัวตามสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่
      
       20 มีนาคม 2558 พลเอกชวลิต กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยไม่ดำเนินการยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวว่า ตนรู้สึกแย่กับการเมืองไทย และมีความเห็นใจและสงสารนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ต้องถูกข้อหาอาญาในโครงการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มีความตั้งใจ และเป็นนโยบายสำคัญที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นคนยากจนของประเทศได้
      
       31 มีนาคม 2558 บิ๊กจิ๋วเดินทางมาพบผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยพื้นที่อีสาน เนื่องในงานทอดผ้าป่าการศึกษาที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านป่าก่อ ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ
      
       ต้นเดือนเมษายน พลเอกชวลิตร่วมงานรำลึกวีรชนบ้านช่องช้าง ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
      
       10 เมษายน 2558 เกิดเหตุระเบิดที่ลานจอดรถเซ็นทรัล เกาะสมุย และเกิดเหตุไฟไม้ที่สหกรณ์โคออฟ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับมีการเชื่อมโยงไปถึงพลเอกชวลิต
      
       “มีข่าวที่ออกมาในลักษณะพาดพิงถึงผมและกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าไปพัวพัน แต่ผมขอยืนยันได้ว่าไม่ทราบ และไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น” พลเอกชวลิตปฎิเสธไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด
      
       27 เมษายน 2558 อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 เป็นประธานในงานเลี้ยงสังสรรค์ครบรอบ 7 ปี การก่อตั้งชมรมปิยะมิตรไทย และรำลึกครบรอบ 28 ปี การเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย ของอดีตกลุ่มโจรคอมมิวนิสต์มาลายา ที่โรงแรม ลี การ์เด้นส์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
      
       วันเดียวกัน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีมติให้มีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม Peace TV ที่กลุ่มคนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคเพื่อไทยดำเนินรายการอยู่
      
       เดิมสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ถูกสั่งปิดชั่วคราวตั้งแต่ 00.01 นาฬิกา ของวันที่ 10 เมษายน 2558 ครบกำหนด 7 วัน ในวันที่ 16 เมษายน 2558 เวลา 24.00 น. ตามมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสท.)
      
       แม้ กสท.จะมีมติถอนใบอนุญาต Peace TV เมื่อ 27 เมษายน 2558 แต่ยังสามารถออกอากาศได้ต่อ โดยในวันที่ 29 เมษายน 2558 ทาง Peace TV จัดรายการพิเศษโดยเชิญแขกคนสำคัญมาร่วมรายการคือพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
      
       จากนั้น 30 เมษายน 2558 Peace TV ได้เผยแพร่ข้อความบน facebook ว่า คำสั่งด่วน Peace TV จอดำตั้งแต่ 20.30 น. เป็นต้นไป พร้อมเดินเรื่องยื่นขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่างๆ
      
       4 พฤษภาคม 2558 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาพบกับชาวนาในพื้นที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีตัวแทนชาวนากว่า 100 คน เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์เพื่อลดต้นทุนในการเพาะปลูก ขณะที่ชาวนาได้ยื่นหนังสือให้พลเอกชวลิต หาทางช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต้นทุนการเพาะปลูกสูงและราคาข้าวเปลือกตกต่ำ
      
       นี่คือความเคลื่อนไหวของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ตลอดช่วงเดือนเศษที่ผ่านมา ที่สร้างเรื่องราวและเส้นทางเดินในแต่ละห้วงเวลาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมิติที่คาบลูกคาบดอกต่อการขัดต่อคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่กลายเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวของพลเอกชวลิตมากยิ่งขึ้นในพรรคเพื่อไทย หากในภายภาคหน้าที่พ้นจากอำนาจของ คสช.ไปแล้ว จนกระทั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาพูดปรามถึงความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 22
“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงไปพบชาวนาที่พระนครศรีอยุธยา
       
        ฝ่ายความมั่นคงประเมินตั้งใจ
      
       “ส่วนตัวมองว่าพลเอกชวลิต คงไม่มีอะไรทำ คงไม่ได้มุ่งไปที่การเคลื่อนไหวในทางการเมือง เพราะท่านก็อายุเยอะแล้ว อีกอย่างฐานอำนาจภายในพรรคเพื่อไทยก็มีน้อย ท่านน่าจะเหงามากกว่าเลยเดินทางไปพบเพื่อนตามที่ต่างๆ แต่การเดินสายอย่างนี้ย่อมทำให้ คสช.ไปสบายใจ” คนในพรรคเพื่อไทยประเมิน
      
       แตกต่างจากการประเมินของฝ่ายความมั่นคง ที่คลุกคลีกับพลเอกชวลิตมาก่อน ที่มองว่า “พี่จิ๋วเป็นคนที่คิดอะไรซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด หากจะมองว่าท่านอายุมากแล้วไม่มีอะไรทำ คงไม่ใช่ หากเป็นอย่างนั้นจริง ท่านอยู่เฉยๆ ดีกว่า”
      
       ตัวเลือกที่ท่านมีและใช้มาตลอดต่อการเดินหมาก จะไปที่ฐานอำนาจเก่าที่ท่านมีอยู่ อย่างกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยตามพื้นที่ต่างๆ แม้จะไม่มีพลังมากนัก เพราะหลายคนอายุมากแล้ว แต่ก็สามารถใช้เป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรมของท่านได้
      
       นับตั้งแต่การยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่านเงียบมาได้ตลอด แต่การเคลื่อนไหวในช่วงนี้ที่ต่อเนื่องและเสมือนกับมีการวางโปรแกรมไว้ล่วงหน้า เห็นได้จากเป้าหมายหลังจากการพบปะกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยแล้ว
      
       การเดินทางไปออกรายการที่สถานีโทรทัศน์ Peace TV ทั้งๆ ที่เคยถูกคำสั่งห้ามออกอากาศชั่วคราว และเพิ่งกลับมาออกอากาศได้ใหม่ แต่ยังทำผิดเงื่อนไขจนถูกถอนใบอนุญาตเมื่อ 27 เมษายน แต่บิ๋กจิ๋วกลับไปร่วมรายการในวันที่ 29 เมษายน หากจะบอกว่าไม่รู้คงเป็นไปไม่ได้
      
       ที่สำคัญท่านย่อมรู้ว่า Peace TV เป็นของกลุ่มใด เสี่ยงต่อการขัดคำสั่งของ คสช.หรือไม่ ในเรื่องการที่ต้องการให้เกิดความปรองดองและลดความขัดแย้ง การไปในครั้งนี้ในอีกด้านหนึ่งเท่ากับเป็นการรับรองและยืนอยู่ข้างเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย และเมื่อ Peace TV ยุติการออกอากาศอาจกลายเป็นข้ออ้างว่าเป็นเพราะท่านไปร่วมรายการดังกล่าว
      
       จากนั้นการเดินทางไปรับฟังปัญหาของชาวนาที่อำเภอบางไทร พระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งรับข้อร้องเรียนจากชาวนานั้น ทำให้สถานะของการเดินทางไปในครั้งนี้ไม่แตกต่างกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือระดับรัฐมนตรีลงพื้นที่ไปพบกับราษฎร
      
       หากปล่อยไว้อย่างนี้ท่านคงเดินหน้าทำกิจกรรมในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จนพลเอกประยุทธ์ต้องออกมาเบรกสถานการณ์
“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!
พลเอกชวลิต เดินทางไปร่วมรายการที่สถานีโทรทัศน์ Peace TV
       
        เชื่อเจรจากันเรียบร้อย
      
       แหล่งข่าวด้านความมั่นคงประเมินต่อไปว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าท่านคงไม่ออกมาเคลื่อนไหวโดยไม่มีเป้าหมาย เพราะผิดวิสัยนายทหารระดับสูง การพูดคุยกันในทางการเมืองแม้จะไม่สามารถทำได้ในยุค คสช. แต่ในทางปฏิบัติแล้วคงไม่สามารถห้ามได้ในทางลับ
      
       “อย่าลืมว่าชื่อของพลเอกชวลิต อยู่ในใจของผู้มีอำนาจในพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด เพียงแต่จะเลือกหยิบมาใช้ในสถานการณ์ใด”
      
       ยิ่งปัจจุบันเป็นรัฐบาลทหาร การดึงเอานายทหารและอดีตผู้บังคับบัญชารุ่นพี่ อดีตนายกรัฐมนตรี มาเดินเกม ย่อมสร้างความลำบากใจให้กับคณะนายทหารรุ่นน้องไม่น้อย ท่านจึงเดินสายไปตามพื้นที่ต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาโดยไม่ถูกเชิญตัวจาก คสช.
      
       ถ้าเป็นคนอื่นเคลื่อนไหวอย่างนี้ คงถูกระงับหรือถูกหิ้วตัวไปแล้ว
      
       นี่คือการหาจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยที่ออกมาเดิมเกมในช่วงนี้ เพราะหากคณะนายทหารทำอะไรที่รุนแรงต่อพี่จิ๋ว ย่อมไม่ใช่ภาพที่ดีต่อ คสช. ที่อาจถูกมองได้ว่าไม่ให้เกียรติและไม่เคารพต่อนายทหารรุ่นพี่และเคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา
      
       การที่ คสช.ออกมาปรามการเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นท่านพลเอกชวลิตจะเคลื่อนไปเรื่อยๆ เพราะเป้าหมายในการเดินทางไปรับข้อเรียกร้องจากชาวนาที่อยุธยานั้นถือว่าเป็นมิติทางการเมืองที่ชัดเจน เพราะพรรคเพื่อไทยมีนโยบายรับจำนำข้าว 15,000 บาทต่อตัน แล้วรัฐบาลปัจจุบันยุติโครงการดังกล่าว ทำให้ราคาขายข้าวในปัจจุบันเหลือเพียง 6,000-7,000 บาท
      
       โครงการดังกล่าวยังส่งผลให้นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องถูกถอดถอนและถูกดำเนินคดีอาญา และแม้จะยุติโครงการดังกล่าวไปแล้วจากผลของการยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 แต่เครือข่ายของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงยังทำโครงการข้าวถุงลายจุด โดยมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด รับทำโครงการนี้ต่อ โดยรับซื้อจากชาวนา 15,000 บาทแล้วนำมาแบ่งจำหน่าย 5 กิโลกรัม 200 บาท
“บิ๊กจิ๋ว” เดินสายป่วน มีเก้าอี้ใหญ่ “เพื่อไทย” เป็นเดิมพัน!
ข้าวลายจุด จากเฟสบุ๊คสมบัติ บุญงามอนงค์
       
        เลือก “บิ๊กจิ๋ว” ขัดตาทัพ
      
       คิดว่าคงมีข้อตกลงระหว่างกันไว้ในระดับหนึ่ง ระหว่างเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริงกับพลเอกชวลิต และผลตอบแทนคงมากพอ อย่างเช่นการเปิดทางให้ท่านกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 แม้ท่านจะอายุมาก แต่เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ปัญหา
      
       อีกทั้งพรรคเพื่อไทยนับจากนี้ไปอยู่ในสถานะที่ลำบากไม่น้อย เพราะไม่มีตัวเล่นจากคนในตระกูลชินวัตรให้เลือกมากนัก หลังจากหมดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีอย่างนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือน้องเขยอย่างสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้งหลานๆ อาจติดขัดในเรื่องภาพลักษณ์ และทักษิณคงไม่ยอมที่จะเอาลูกชายหรือลูกสาวลงมาในสนามการเมืองในช่วงนี้แน่
      
       “เพราะหากเลือกคนในตระกูลชินวัตรเข้ามาเป็นจุดขายต่อ ก็จะถูกจับตาทั้งจากฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายกองทัพว่าต้องการสืบทอดอำนาจต่อ ดังนั้นการหาบุคคลอื่นมาคั่นกลางจึงเป็นทางออกที่ลงตัวที่สุด”
      
       เมื่อเปรียบเทียบระหว่างพลเอกชวลิตกับคนในตระกูลชินวัตรเวลานี้ แม้จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีหรือเป็นตัวเลือกที่ทักษิณอยากได้ แต่ยามนี้บิ๊กจิ๋วเหนือกว่ามาก อีกทั้งตำแหน่งและผลงานในอดีตของท่าน เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับสถานการณ์ในช่วงนี้ ไม่นับรวมความสัมพันธ์ที่มีกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ และควบรวมมาเป็นพรรคไทยรักและไทยและเพื่อไทยในที่สุด
      
       ดังนั้นนี่คือหมากทางการเมืองที่เจ้าของพรรคเพื่อไทยเลือกตัวพลเอกชวลิต ไว้เป็นจุดขายของพรรค ท่ามกลางข้อจำกัดของพรรคเพื่อไทยที่คนในตระกูลชินวัตรเหลือน้อยลงทุกขณะ โดยเรื่องนี้ใช่ว่าคนใน คสช.จะไม่รู้ เห็นได้จากคำพูดของพลเอกประยุทธ์ที่กล่าวว่า “ท่าน(พลเอกชวลิต)ก็เคยเสนอว่าพร้อมที่จะเป็นนายกฯ ไม่ใช่เหรอ” 

มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง

13 มีนาคม 2559 18:01 น. (แก้ไขล่าสุด 13 มีนาคม 2559 18:15 น.)
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        ไม่เคยรู้มาก่อน! อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างจัดตั้งกองกำลังส่วนที่ 3 มาแล้ว 3 ปี มีทั้งชาวไทยภูเขา 21 ชนเผ่าเป็นล้าน ชาวไทยใหม่เป็นแสน รากหญ้าอีก 10 ล้าน คนใต้และกลุ่มผู้วางอาวุธอีก อ้างช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ให้คนไทยฆ่ากันเอง บอก “ประยุทธ์” ถ้าอยากคุยก็ยินดี ปัดเอี่ยวพาทักษิณกลับบ้าน ย้ำ ไม่รับใบสั่งใคร ยังเคารพ “ป๋าเปรม” แนะ คสช. แก้จนมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญปราบนักการเมืองเลว ชี้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นไปไม่ได้ ไม่ขัดข้องมีกลไกพิเศษ
       
       วันนี้ (13 มี.ค.) ที่บ้านพักซอยปิ่นประภาคม ซอยติวานนท์ 18 ถนนติวานนท์ จ.นนทบุรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์การเมืองอีกครั้ง หลังแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยมีนายทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 (ปตอ.พัน 5) จำนวน 3 นาย นำโดย ร.ต.ทวีศักดิ์ สุขเจริญ รองผู้บังคับหมวด ปตอ.พัน 5 มาสังเกตการณ์ ซึ่ง ร.ต.ทวีศักดิ์ ระบุว่า มาสังเกตการณ์ตามภารกิจประจำพื้นที่
       
       พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งกองกำลังส่วนที่ 3 (Thrid Force) โดยตั้งมาแล้ว 3 ปี ซึ่งไม่ใช่กองกำลังที่ติดอาวุธ แต่เป็นกองกำลังที่ประกอบด้วยผู้ที่มีความคิด ความรู้ในการแก้ปัญหาบ้านเมือง มารวมตัวกันเพื่อระดมความคิดช่วยกันแก้ปัญหาบ้านเมือง เพื่อให้คนไทยเลิกฆ่ากันเอง และไม่มองทหารเป็นศัตรู โดยกองกำลังดังกล่าวมีแนวร่วมประกอบด้วย ชาวไทยภูเขา 21 ชนเผ่า คิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ชาวไทยใหม่ อีกจำนวนหลักแสนคน ประชาชนที่มีฐานะยากจนมากกว่า 10 ล้านคน ประชาชนจากภาคใต้ และผู้ที่วางอาวุธแล้วประมาณ 200,000 - 300,000 คน
       
       สำหรับภารกิจหลักที่จะทำ คือ ให้ความรู้กับประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง เข้าไปสลายทุกสีเสื้อ ซึ่งการตั้งกองกำลังครั้งนี้ไม่กังวล และไม่คิดว่าต้องพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเป็นการช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่การรบ แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการพูดคุยกับตัวเอง ตนก็ยินดีช่วยเสริมการทำงานของผู้ควบคุมประเทศ
       
       ขณะเดียวกัน พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ในการพูดคุยครั้งนี้ไม่อยากให้เข้าใจผิดและเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตนยืนยันว่า การทำงานของตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับใคร การตั้งพรรคการเมืองและทำงานการเมืองก็ทำมียุทธศาสตร์ของตัวเองมาล่วงหน้า และมีความเป็นห่วงบ้านเมือง ไม่เคยเกี่ยวข้องและรับเงินใครทั้งสิ้น
       
       ขณะเดียวกัน ตัวเองไม่มีหน้าที่ต้องพาใครกลับบ้าน แม้ที่ผ่านมาได้สังกัดพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน ในฐานะที่เคยรับราชการทหาร เป็นหน้าที่โดยตรงในฐานะที่เป็นทหาร ต้องสร้างความสันติสุขเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชน โดยใช้ยุทธศาสตร์ของตัวเองทั้งโซ่ข้อกลาง และดอกไม้หลากสีในการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจบานปลาย
       
       นอกจากนี้ ตนไม่เคยรับคำสั่งใคร ยังเคารพรักและคิดถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตนอยากพบ พล.อ.เปรม ใจจะขาด แต่ไม่กล้าเพราะเคยได้ยินมาว่า พล.อ.เปร มไม่อยากพบนักการเมือง แต่ตนยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง
       
       เมื่อถามว่ากรณีร่างรัฐธรรมนูญอาจมีปัญหาสร้างความขัดแย้งในประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบทอดอำนาจของ คสช. พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า นายกฯ และ คสช. ควรนั่งลงคุยกันในเรื่องที่สังคมกังวล อีกทั้งในเวลานี้คนไม่ชอบทหารมีมากขึ้น ความยากจนเป็นเรื่องใหญ่สุดที่ต้องเร่งแก้ไขมากกว่ามาทุ่มเทเรื่องการเขียนรัฐธรรมนูญปราบการทุจริต หรือต่อว่านักการเมืองเลว ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องอดทนและเปลี่ยนบทบาท อย่าสร้างความเกลียดชังเพิ่มขึ้น การพูดอย่างสร้างสรรค์จะทำให้ทุกคนมาช่วยกันสร้างบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า
       
       “รัฐธรรมนูญมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างความสงบสุขได้ สิ่งที่เป็นเจตนาของรัฐธรรมนูญ คือการเป็นประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยสร้างด้วยนโยบาย ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ โดยต้องสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยปวงชนกับเสรีภาพของบุคคลเพื่อไม่ให้เกิดสภาพอนาธิปไตยหรือเผด็จการ” พล.อ.ชวลิต กล่าว
       
       สำหรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาลนั้น ตนมองว่าไม่มีความเป็นไปได้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ส่วนกรณีข้อเสนอที่ให้ ส.ว. มาจากการสรรหา ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ถ้าจะมีต้องเป็น ส.ว. สรรหาอย่างแท้จริงที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่สรรหาเพื่อเป็นการเชียร์อีกฝ่าย ซึ่งสร้างความไม่เป็นธรรม ส่วนกลไกพิเศษมีได้ถ้ามีความจำเป็น ตัวเองไม่ขัดข้อง. 
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง
        
มุกใหม่! “บิ๊กจิ๋ว” โชว์พาวตั้ง “กองกำลังส่วนที่ 3” เป็นสิบล้าน อ้างแก้คนไทยฆ่ากันเอง

เปลว สีเงิน:บั้นปลาย 'คนระบอบทักษิณ'



อืมมม......
ผมสงสาร "บิ๊กจิ๋ว" นะ นี่พูดจากใจ!
ท่านเกิด ๑๕ พฤษภา ๗๕ ก่อนคณะราษฎรปฏิวัติ เปลี่ยนระบอบการปกครองประเทศ เมื่อ ๒๔ มิถุนา ๗๕ สามสิบกว่าวัน
ฉะนั้น วันนี้ท่านก็ ๘๔-๘๕ ปีแล้ว คนยังไม่แก่ คงไม่เข้าใจ แต่ผมคนแก่ จึงพอเข้าใจบิ๊กจิ๋ว
คือคนแก่ โดยเฉพาะคนแก่ที่เคยมีอำนาจ เช่น ทหาร-ตำรวจ คนเคยได้รับการยอมรับ ชี้นกเป็น-นก, ชี้ไม้-เป็นไม้ หลงว่าตัวเองสำคัญ-มีค่า-ยิ่งใหญ่
แต่พอเกษียณ.....
ขอโทษ...ตามที่เขาพูดกัน เหมือนหมาถูกปล่อยวัด!
จึงเห็น ข้าราชการเกษียณ คนไหนทำใจไม่ได้ ไม่พยายามปรับสภาพสู่ความเป็นจริงปัจจุบัน
จะเป็นโรคซึมเศร้า โรคขาดการยอมรับ รู้สึกตัวเองไม่มีค่า จะค่อยๆ เฉา และแก่วัน-แก่คืน
มากต่อมาก ตรอมใจตาย.......
ถ้าไม่ตาย จะเป็นอัลไซเมอร์-ไบโพลาร์ ยิ้ม-เยาะ-หัวเราะ-ร้องไห้ ด้วยโหยหาอดีต-หลงปัจจุบัน!
เนี่ย......
โรคเสพติดอำนาจ มันร้ายแรงกว่ามะเร็งอย่างนี้ เพราะมะเร็งคร่าชีวิตเพียงคนเป็น แต่โรคเสพติดอำนาจ
มันคร่าชีวิต "ทั้งสังคมชาติ"!
ไม่เพียงระบาดในวงราชการ-ทหาร-ตำรวจ เท่านั้น ทุกวันนี้ วงการพระสงฆ์องคเจ้า ก็ยังไม่วายถูกเจ้าโรค "เสพติดอำนาจ" ระบาดใส่
ทุศีล วิปริตขนาดนั้น ยังอยากทะยานสู่ยอด เห็นกันอยู่มิใช่หรือ?!
ที่บิ๊กจิ๋ว หรือ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พยุงสังขารโทรมๆ ออกมาแถลงถี่ช่วงนี้ ก็อย่าไปถือสา หยิบคำพูด-คำแถลงท่าน มาเป็นประเด็นด่าว่าเลย
ให้เข้าใจว่า พลเอกชวลิตนั้น คือ "แท่งปริซึม"
มีทรงหลายหน้า มาจากฐานรูปมากเหลี่ยมที่เหมือนกัน-ขนานกันสองหน้า
ประโยชน์ ใช้สำหรับหักเหแนวทางเคลื่อนที่แสง!
ดังนั้น อย่าทึกทักการออกมาแคะขี้มูกเล่นของคนแก่หลงอดีตเป็นจริง-เป็นจัง
มองหน้าขนาน ให้เห็นถึงคุณูปการของท่าน ซึ่งความจริงท่านก็ทำให้สังคมชาติไว้มาก ในช่วงอยู่ในกองทัพ ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่าน
เรามองในมุมนี้ จะได้เกิดจิตเอ็นดูด้วยมุทิตา จะสบายใจทั้งเขา-ทั้งเรา เพราะผมประมาณแล้วว่า สภาพบิ๊กจิ๋ววันนี้
มาถึงจุด "สิ้นสภาพ" แล้ว!
เหมือนแมงป่องถูกเด็ดก้น เพื่อความสุขของคนเคยมีอดีตยิ่งใหญ่ เมื่อทำไม่ได้ ยังพูดได้ ก็ให้ท่านมีความสุขทางปาก เป็นการทำบุญ-ทำทานกับท่านเถอะ
ฟังเนื้อหาที่แถลง ถ้าเป็นคนอื่น เข้าข่าย "ภัยต่อความมั่นคง" ถูกเชิญตัวไปปรับทัศนคติ ซึ่งก็ไม่มีอะไรเหลือให้ปรับแล้ว
กองทัพไทย มีกำลังพลไม่ถึง ๔ แสนคน แถมตำรวจอีก ก็แค่กว่า ๒ แสนคน แต่บิ๊กจิ๋วแถลงเมื่อวาน (๑๓ มี.ค.๕๙)
"กองกำลังที่ ๓" ของเขา จาก ๕ กลุ่ม คือจาก
-ชาวไทยภูเขา ๒๑ ชนเผ่า
-กลุ่มไทยใหม่
-กลุ่มคนยากจน
-กลุ่มแนวร่วมพี่น้องปักษ์ใต้
-กองกำลังที่วางอาวุธ ฯลฯ
รวมแล้วกว่า ๒๑ ล้านคน แถมคุย จัดตั้งมาแล้ว ๓ ปี ส่งแทรกซึมเข้าไปตามกลุ่มชาวบ้านต่างๆ
ไม่ขึ้นกับใคร ไม่รับเงินใคร ไม่ฟังคำสั่งใคร แต่หยอดแบบแย็บ ไม่ทิ้งลาย "จิ๋วหวานเจี๊ยบ" ว่า....
"คนเดิมที่ผมเคารพ คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งอยากจะไปพบท่านใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้า เพราะมีคนบอกว่าท่านไม่อยากพบนักการเมือง ซึ่งวันนี้ผมก็ไม่ได้เป็นนักการเมือง....."
ถ้าบิ๊กจิ๋วมีกองกำลังที่ ๓ เฉพาะตัวจริง มีกำลังพลถึง ๒๑ ล้านคนจริง มี ๒ อย่าง คือ
๑.ป่านนี้ ยึดหรือแยกประเทศไปแล้ว
๒.ถูกจับยิงเป้าไปนานแล้ว
๒๑ ล้านคนนั่นน่ะ เท่ากับ ๑ ใน ๓ ของคนไทยทั้งประเทศเชียวนะ!
ก็เข้าใจ ตามประสา "ทหารแก่ยังไม่ตาย" ไงล่ะ.....
เมื่อยังไม่ตาย ทักษิณก็ไม่จ้างแล้ว จะอยู่กินกันยังไงล่ะ?
ก็ต้องสร้าง "กองกำลังมโน" ขึ้นมา รองรับความหลงอดีต-หลงอำนาจอันไม่มีแล้วในตัว
เป็นจินตนาการหล่อเลี้ยง "ไส้ตะเกียง" ชีวิตริบหรี่!
หลายชีวิต-หลายปากที่ "ไปไหนไม่รอด" ต้องกอดขา-พันตีนบิ๊กจิ๋วอยู่ บางคนมีค่าแค่รองเท้ากอล์ฟคู่เดียว
ก็จำเป็นต้องสร้าง "กองกำลังส่วนที่ ๓" นี่แหละ เป็นจินตนาการให้ "วิญญาณ" เหล่าสัมภเวสีบริวารเกาะ!
แต่ก็ใช่ว่าที่แถลงเมื่อวานจะไร้สาระเสียทีเดียว อย่างน้อยก็ทำให้ผมได้ความรู้ใหม่เรื่อง
"ชินดาวงศ์"?
โดยบิ๊กจิ๋วพูดว่า.......สมัยนั้น เขากับนายเสนาะ เทียนทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อไทย สไกป์พูดคุยกับนายทักษิณ
พบว่านายทักษิณจะนำ "ชินดาวงศ์" เข้ามา ซึ่งเขาไม่เห็นด้วย จึงลาออกจากพรรค
"ชินดาวงศ์" นั้น ได้รับการขยายความจากบิ๊กจิ๋วว่า มาจาก "ชินวัตร-ดามาพงศ์-วงศ์สวัสดิ์"
นอกจาก "หวานเจี๊ยบ" แล้ว บิ๊กจิ๋ว ก็ยัง "แหลมเปี๊ยบ" อีกซะด้วย!
ก็อย่างที่บอกแต่แรก คนแก่ที่ยึดติด จะมีอดีตหล่อเลี้ยงชีวิต จงมองดูให้ดีเถิด
การ "แถกชีวิต" ไปวันๆ ระหว่าง "บิ๊กจิ๋วกับทักษิณ" จะไม่แตกต่างกัน!
เป็นแถกบนความว่างเปล่า....
ควบปุเลงๆ เหมือนรถเมล์รอบดึกเที่ยวสุดท้าย ที่ตัวเองตะบึงไป นอกจากผี มองหาคนตามป้ายรอโดยสาร แทบไม่มี
มันจบแล้วล่ะ...นาย!
ต่างกันนิด ตรงที่ทักษิณยังมีเงินซื้อ แต่บิ๊กจิ๋วไม่มี ที่เคยหมกไว้ที่ลูกน้อง ก็ถูกอายัดไปหมดแล้ว
แต่ระยะนี้ ทักษิณ "ซื้อ" ได้สะใจผม อย่างที่เห็นเคลื่อนไหวในนิวยอร์ก ๓-๔ วันมานี้
ทักษิณพิสูจน์ "อำนาจเงิน" ให้ผมหายเกลียด ตู่-เต้น-เหวง ใครต่อใครในขบวนการแดง นปช.ทุกคนลงไปได้พะเรอ
จะต้องไปว่า-ไปเกลียด-ไปดูแคลน พวก นปช.และพวกนักการเมืองระบอบทักษิณว่า "เงินซื้อได้" ทำไม
ไม่ต้องพูดถึงบางสงฆ์-บางอลัชชี...........
ขนาดฝรั่ง "ไอ้กัน" ที่ยกก้นมันเป็นเทวดา ๓-๔ วันที่แล้ว เห็นแล้วใช่มั้ย ไม่เพราะ "เงินซื้อ" ดอกหรือ....?
ฝรั่ง "ไอ้กัน" จึงเหมือนหมาเดินตามขี้-ตามตูดทักษิณเป็นฝูง ก็เพราะเงินฟาดหัวนั่นแหละ
ซื้อไอ้กันมาเป็นบอดีการ์ดพรึ่บ......
ทักษิณขี้ ไอ้กัน เช็ดก้นปลกๆ จะขึ้นรถ ไอ้กัน เปิดประตูรถตูดโด่ง
จะด่าประเทศไทย รัฐบาลไทย เอาเงินฟาดหัวสื่อไอ้กัน มันก็จัดเป็นแพ็กแกจ "แถลง-สัมภาษณ์-เผยแพร่" แลกเงิน
เห็นแล้วใช่มั้ย...?
ฝรั่งน่ะ แยกดี-แยกชั่ว แยกเนื้อ-แยกเปลือกประชาธิปไตย ได้เหนือกว่า ตู่-เต้น คนระบอบทักษิณ ในความหมาย เจริญแล้ว ชาติพัฒนาแล้วตรงไหน
มันก็ไอ้ฝรั่งขี้ข้า แค่ "เงินฟาดหัว" มันก็คลานเหมือนหมาหิว หลายๆ ตัวในเมืองไทย
เลิกบูชา-เลิกให้ค่ามันซะทีเถอะ...ฝรั่งน่ะ!
ย้อนมาที่บิ๊กจิ๋วนิด ผมว่า ในความเป็น "พลเอกชวลิต" นึกย้อนกลับไป สมัยที่ท่านเรืองอำนาจในกองทัพ คุณูปการต่อชาติ-บ้านเมือง ท่านก็ทำไว้เยอะ
คนเรา..มีทั้งผิด-ทั้งถูก ถึงบั้นปลายนี้แล้ว มองด้านถูกหักกลบด้านผิดให้ท่านบ้าง เป็นอภัยทาน
บนความเป็นกองทัพบก กับความเป็น "พลเอกชวลิต" ท่านก็อดีต ผบ.ทบ.ที่มีประวัติงาน "ด้านเด่น" พอควร
ท่านทำอะไรเลอะๆ เทอะๆ วันนี้.......
ในภาพตัวท่าน ถ้าปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ เลอะเทอะนั้น ก็จะเป็นความเลอะเทอะโยงไปถึงคำว่า "สถาบันกองทัพ" ไปด้วย !
ฉะนั้น ในความหลงอดีต ในความไม่มีใครยอมรับอำนาจที่เคยมี ทางกองทัพน่าจะเข้าไป "ผดุงเกียรติ" ดูแลให้อยู่ในกรอบเหมาะสม
เพราะไอ้เรื่อง "กองกำลังส่วนที่ ๓" นี่.....
แสดงว่า...เป็นมากแล้วนะ?

เมื่อ บิ๊กป้อม เปลี่ยนไป...

เมื่อ บิ๊กป้อม เปลี่ยนไป...
ไม่พูดไม่จา ไม่ให้สัมภาษณ์ นักข่าวถาม "เป็นอะไร ใครว่าอะไรรึเปล่า"บิ๊กป้อม บอก"ไม่มีๆ" พร้อมปัดตอบ เรื่อง นายกฯให้เคลียร์ เรื่อง ตำรวจ ฟ้อง พลเรือเอกพะจุณณ์...หน้าเศร้า...บิ๊กป้อม บอก "ไม่อยากพูดอะไรแล้ว"
ไม่รู้ใคร (......) ไปว่าอะไร บิ๊กปัอม พลเอกประวิตร เรื่องให้สัมภาษณ์สื่อ แบบรายวัน ในช่วง 2-3สัปดาห์ ที่ผ่านมา แทน นายกฯ ที่ไม่ค่อยออกสื่อ. จนลงข่าวพาดหัวหน้า1 หลายประเด็น ต่อเนื่อง ทั้ง เรื่องร่าง รธน. การเสนอ สว.สรรหา การลุยปราบผู้มีอิทธิพล และ เรื่อง พลเรือเอกพะจุณณ์ ตามประทีป กับ ผบ.ตร. เริ่องซื้อขายตำแหน่งตำรวจ จนนายกฯ ต้องออกโรง หย่าศึก บอก พลเอกประวิตร คุยตำรวจ ไม่ให้ฟ้องร้อง ให้คดีรกศาล แต่ให้พูดคุยกัน โดยเร็ว...แถมถูกโยงไปถึง พลเอกเปรม อีก... จากนี้ พลเอกประวิตร เลยจะลดบทบาทลง งดให้สัมภาษณ์ บ้างแล้ว

นายกฯบอกคนไทยตาบอดสี


ตาบอดสี.....
“บิ๊กตู่” เขียนคอลัมน์"จากใจนายกฯ" ซัดการเมืองทำประชาชน "ตาบอดสี" แถมสายตาสั้น แบ่งแยกแบบผิดๆ ถูกขายฝันหวังเป็นรัฐบาลต่อสมัยหน้า ชี้ประชารัฐต้องใช้เวลาพิสูจน์ เผย สี่เสาหลักค้ำสังคมไทย หลัก เปรย "หากการสร้างบ้านต้องการตามใจคนอยู่เป็นจริงฉันใด พลังศรัทธาในปรัชญาประชารัฐของผมและประชาชนย่อมนำไปสู่จิ๊กซอว์แห่งพลังสามัคคีของเจ้าชุมชนไปจนถึงเจ้าของประเทศได้จริงฉันนั้น”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เขียนคอลัมน์ “จากใจนายกรัฐมนตรี” ในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ฉบับวันที่ 15 มีนาคม ระบุว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น ชีวิตมนุษย์ย่อมต้องการความมั่นคง ประเทศชาติ ก็เช่นกันวงจรชีวิตเฉลี่ยคนไทยอาจยาวนานถึง 80 ปี แต่อายุรัฐบาลเพียง 4 ปี โดยสิ่งที่ประกันความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนได้คือ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ในอดีตเวลาของเรานับกันเป็น วัน เดือน ปี แต่ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ เรานับเวลาเป็นวินาที เสี้ยววินาที ทำให้ความอดทนของรามีอายุสั้น
ขณะที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องการเวลา ดังนั้นยุทธศาสตร์การปฏิรูปและพัฒนาประเทศที่อยู่บนพื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันมีประชารัฐของรัฐบาลนี้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน จึงต้องการเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
นายกฯ ระบุว่า โจทย์ของประเทศเวลานี้เป็นผลจากอดีต 1.ด้านเศรษฐกิจที่มีโครงสร้างไม่รองรับการพัฒนาของโลก พึ่งพาปัจจัยภายนอกประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรโดยปราศจากการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
2.ด้านสังคมที่มีแต่ความเหลื่อมล้ำในทุกๆ ด้าน “3.ด้านการเมืองที่มอมเมาและลวงตาประชาชน ทั้งตาบอดสี ไม่เห็นสีอื่นเห็นแต่สีตน ทั้งๆ ที่ทุกคนเป็นธงไตรรงค์เหมือนกัน กับสาดสีแบ่งแยกแบบผิดๆ อีกทั้งสายตาสั้นมองความสุขเพียงอายุรัฐบาล ถูกกล่อมขายฝันรอกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ ไม่ยั่งยืน ยื่นปลา ไม่ยื่นเบ็ดไม่สอนวิธีหาปลา” นายกฯ ระบุ
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ผมเชื่อเสมอว่าทุกปัญหามีทางออก หากเราร่วมมือกัน แนวทางประชารัฐที่รัฐบาลนำเสนอจะเป็นการปฏิรูปทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
รวมทั้งส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพราะประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นเจ้าของประเทศ รัฐต้องไม่ยัดเยียด ต้องระเบิดจากภายในและต้องอาศัยจากมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ด้วยเทคนิคการทำงานร่วมกัน รู้รักสามัคคีของคนในสังคม ตั้งแต่ระดับฐานรากด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของรัฐที่มีธรรมาภิบาล
นายกฯ ระบุว่า "สี่เสาค้ำยันสังคมไทย" ที่เราต้องร่วมกันสร้างตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประชารัฐคือ 1.ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย เป็นหลักประกันสิทธิ หน้าที่ เสรี ขจัดความไม่เท่าเทียม แก้ขัดแย้งด้วยศาล และไม่แบ่งแยก แต่สร้างพลังทางสังคม
2.เน้นการมีส่วนร่วม สร้างภาคีและเครือข่าย แนวระดับภาครัฐ เอกชน ประชาชน ปรับดุลยภาพแนวดิ่ง ส่วนการภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชนและเสริมศักยภาพของเอกชน ประชาชนให้เข้มแข็ง รัฐดูแลต้นทาง กลางทางและปลายทางให้
3.เพิ่มพูนประสิทธิผลและประสิทธิภาพของภาครัฐ ทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการบุคลากร ระบบระเบียบให้รองรับการพัฒนาส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใส เชื่อใจไร้ทุจริต มีระบบประเมินและตรวจสอบได้
4.มีความหนุนเนื่องของยุทธศาสตร์ชาติ วาระแห่งชาติ และวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนในชาติ
“หากการสร้างบ้านต้องการตามใจคนอยู่เป็นจริงฉันใด พลังศรัทธาในปรัชญาประชารัฐของผมและประชาชนย่อมนำไปสู่จิ๊กซอว์แห่งพลังสามัคคีของเจ้าชุมชนไปจนถึงเจ้าของประเทศได้จริงฉันนั้น” นายกฯ ระบุ

จับประเด็น "บิ๊กจิ๋ว"......ตั้งกองกำลัง Third Force และ อยากพบ"ป๋าเปรม"

จับประเด็น "บิ๊กจิ๋ว"......ตั้งกองกำลัง Third Force และ อยากพบ"ป๋าเปรม"
บิ๊กจิ๋ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯคนที่22 และอดีต รมว.กลาโหม-ผบ.ทบ. เปิดบ้านปิ่นประภาคม พบสื่ออีกครั้ง วันนี้ โดยมีทหาร จาก คสช.มานั่งโต๊ะฟังแถลงด้วย หลังจาก พลเอกชวลิต เพิ่งออกมา จี้ คสช.คืนอำนาจ เลือกตั้งในปี2559 แต่ถูกเมิน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า ออกมาพูดเพราะ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ...วันนี้ บิ๊กจิ๋ว จึงแจงเหตุผล ก่อนเสนอ ยุทธศาสตร์ที่3 ในการแก้ปัญหา ก่อน ขัดแย้งมาก จนเกิดสงครามประชาชนขึ้นอีก พร้อม บ่น อยากไปพบ "ป๋าเปรม" และแจงเหตุ ที่เข้าและ ลาออกจากพรรคเพื่อไทย

พลเอกชวลิต แจงเหตุผล ที่ออกมาพูด ไม่ใช่เพราะ"ทักษิณ" ยันตนเองไม่ขึ้นกับใครหรือเอาเงินใคร แถมออกมาตอนนี้ หลังจากที่ "ทักษิณ" เพิ่งไปพูดที่ อเมริกา อีก
ยัน เพราะตนเอง มีภาระรับผิดชอบต่อแผ่นดิน แม้จะไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ แต่เพราะเป็นทหาร ที่แม้เกษียณ มานาน แต่ใจยังเป็นทหาร หวั่นเกิดสงครามประชาชนขึ้นอีก เผยจำแววตาทหาร พี่น้อง ที่ตายในอ้อมแขน เลือดพุ่ง ฝากแผ่นดินไว้

เผยแนวทาง แก้ปัญหา ด้วย ยุทธศาสตร์ที่3 คือ ตั้ง กองกำลัง Third Force ติดปัญญาทางความคิด ไม่ใช่ติดอาวุธ มีคนหลายล้าน อิสาน-เหนือ-ใต้- 21ชนเผ่า เพื่อช่วยผู้นำแก้ปัญหาบ้านเมือง ก่อนเกิดสงครามปชช. 
เผย ผ่านมา5สมรภูมิ ทั่วโลก จำแววตาของทหาร พี่น้องที่ตายในอ้อมแขนของผมได้ พูดไปเลือดพุ่งจู๊ด ฝากแผ่นดินไว้ ผมเป็นทหารเก่า ต้องช่วยดูแลต่อ

เปรย ด่าผมมาได้ ไม่โกรธ หาว่า ผมออกมาเพราะ ทักษิณ ไม่เกี่ยวเลย ผมไม่ขึ้นกับใคร แต่ก็แอบน้อยใจว่า ผมเหนื่อบเอาชาติบ้านเมืองรอดมา แต่มาโดนด่าแบบนี้"

ห่วงสื่อตีความผิด กกล.Third Force ไม่ใช่ติดอาวุธหรือจะไปทำอะไรใต้ดิน ตั้งมา3ปีแล้ว ช่วยชาติเงียบๆ เดินสายช่วยคนจน ไกล่เกลี่ยขัดแย้ง
เผย เพราะเคยเสนอยุทธศาสตร์"โซ่ข้อกลาง"ก็หาว่า"โซ่สนิม" ต่อมา"เลือกข้าง"เข้าพรรค พท.แต่ก็ไปไม่ได้ เลยมาเลือก"กกลThird Force"ยุทธศาสตร์ที่3

บิ๊กจิ๋ว บอก คนไทยฆ่ากันตายมาแล้วยุคหนึ่ง กว่าจะแก้ได้ใช้เวลา20-30ปี จึงไม่อยากให้เกิดสงครามประชาชนอีก วอนทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง

บิ๊กจิ๋ว ย้อนอดีตเป็นคนช่วยแก้ปัญหาให้ลาว จคม.-มาเลเซีย เขมร จนวันนี้"ฮุนเซน"เป็นสมเด็จอัครมหาเสนาเดโช อยู่ยาว แต่ไทยมีนายกฯจะ30คนแล้ว แต่อยากช่วยชาติต่อ

น้อยใจเสนอตัวเป็น"โซ่ข้อกลาง"แต่โดนหาเป็น"โซ่สนิม"ยันไม่ขึ้นกับใครหรือออกมาพูดเพื่อเงิน ขอตั้งกองกำลังThird Forceร่วมกันคิดช่วยชาติ

บิ๊กจิ๋ว แนะคสช.เข้ามาหยุดขัดแย้งได้ระยะหนึ่งแล้วอย่าทำให้ขัดแย้งอีก จะแก้ยาก ขอยอมรับแนวคิดไหนอะไรผิด ต้องแก้เปลี่ยนใหม่ ก่อนเกิดสงครามปชช.

บิ๊กจิ๋ว เปรย ผม7รอบ อายุ84แล้ว อีกไม่นานผมก็คงตาย แบบพี่น้องที่จากไปก่อนแล้ว แจ่อยากช่วยบ้านเมืองอีกครั้ง เปรบเห็นป๋าในทีวี.วานนี้ท่าน96แข็งแรงดีจัง

"คนที่ผมยังเคารพรัก คือ พลเอกเปรม ผมอยากไปพบท่าน แต่ท่านคงไม่อยากพบผม เพราะท่านมองผมเป็นนักการเมือง ซึ่งผมไม่ใช่นักการเมือง ผมมาทำงานการเมือง ตามอุดมการณ์ช่วยคนจน"

เผยเหตุออกจากพรรคเพื่อไทย เพราะไม่อาจนำพรรค ตามแนวทางที่คิดได้ เผย คุย"ทักษิณ"ตอนที่ผมออกมาว่า อย่าเพิ่งเอา"ชิน-ดา-วงศ์"มาเลย คือ ชินวัตร-ดามาพงศ์-วงศ์สวัสดิ์

บิ๊กจิ๋ว ขอทุกฝ่ายหยุดขัดแย้ง ต่างคนต่างทำหน้าที่ไป แนะสื่อ ฐานันดรที่4 เป็น"ตัวการ"สำคัญ สร้างสันติภาพ หยุดขัดแย้ง

บิ๊กจิ๋ว หนุนคสช.มีกลไกพิเศษ ช่วงเปลี่ยนผ่าน เผย สว.สรรหา มีได้ แต่ต้องสรรหา จากตัวแทนทุกฝ่ายจริงๆ ไม่ใช่เอามาจากฝ่ายเดียว

บิ๊กจิ๋ว แนะ คสช.แก้ปัญหายากจน ก็จะแก้ทุกอย่างได้ เผยไม่มีประเทศยากจน ที่ไหนเป็นปชต.สมบูรณ์ได้ และไม่มีประเทศเผด็จการ ที่ไหนที่ร่ำรวย

ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร.ตบเท้าเข้าทำเนียบฯอวยพรวันเกิดล่วงหน้า21มีค.บิ๊กตู่ 62ปี

ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร.ตบเท้าเข้าทำเนียบฯอวยพรวันเกิดล่วงหน้า21มีค.บิ๊กตู่ 62ปี เหตุที่ต้องอวยพรวันเกิดนายกฯล่วงหน้าก่อนหลายวัน เพราะ21มีค.นายกฯเตรียมตัวไปประชุมม.โขง ที่จีน22-24มีค.กลับมา31มีค.-2เมย.ไปอเมริกา ถกนิวเคลียร์
พร้อมหารือสถานการณ์ใต้ นายกฯสั่ง6เดือน ควบคุมให้ได้
เช้านี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พลเอกสมหมาย เกาฏีระ ผบ.สส. พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผบ.ตร. เดินทางเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่ออวยพรวันเกิด 62ปี ล่วงหน้าของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตรงกับวันที่ 21 มีนาคมนี้
เหตุที่ต้องอวยพรวันเกิดนายกฯล่วงหน้าก่อนหลายวัน เพราะ21มีค.นายกฯเตรียมตัวไปประชุมม.โขง ที่จีน22-24มีค.กลับมา31มีค.-2เมย.ไปดีซี. อเมริกา ถกนิวเคลียร์
โดยมี รายงานว่า นายกฯได้หารือ ผบ.เหล่าทัพ ถึงสถานการณ์ก่อความไม่สงบใน3จังหวัดชายแดนใต้ที่ผู้ก่อการร้ายก่อเหตุที่ เจาะไอร้อง นราธิวาส หลายจุด เมื่อวานนี้ 13มีค. วันสถาปนา BRN
ขณะที่นายกฯ สั่งการให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจเข้มพื้นที่เสี่ยง และดูแลผู้บาดเจ็บ หลังคนร้ายก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ย้ำจะขจัดโจรใจบาปและผู้มีอิทธิพลให้เห็นผลใน 6 เดือน วอนประชาชนแจ้งเบาะแสร่วมมือนำความสงบคืนสู่สังคม
พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีคนร้ายก่อความไม่สงบในพื้นที่ จ.นราธิวาส และจ.ยะลา ตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงค่ำวันนี้ ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยให้กับประชาชน ตรวจเข้มพื้นที่เสี่ยง เช่น จุดจอดรถ หรือบริเวณที่มีประชาชนจำนวนมาก และให้หน่วยรักษาพยาบาลต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ รวมทั้งได้กำชับให้ติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดให้ได้โดยเร็ว
“รัฐบาลยอมไม่ได้กับพฤติกรรมที่อยู่เหนือกฎหมาย โดยจะเร่งปราบปรามผู้ก่อการร้าย ผู้มีอิทธิพล ผู้ค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และค้ามนุษย์ ให้เห็นผลภายใน 6 เดือน เพื่อคืนความสงบสุขสู่สังคม ขจัดปัญหาความรุนแรงหรือการทำลายล้างชีวิตผู้อื่น ผู้ที่กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีโดยเร็ว”
พลตรี สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอให้พี่น้องประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ เพื่อนำสันติสุขกลับคืนมา ทุกฝ่ายจะร่วมกันยุติความรุนแรงและการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยผู้ที่มีเบาะแสเกี่ยวกับผู้กระทำผิดให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบโดยด่วน หรือส่งข้อมูลถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง ทั้งนี้ รัฐบาลจะไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้แจ้ง และหากข้อมูลเป็นความจริง และนำไปสู่การทำลายขบวนการได้ รัฐบาลจะมอบรางวัลพิเศษให้กับผู้ที่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง
ทั้งนี้ นายกฯ ย้ำว่า การขจัดความเลวร้ายต่าง ๆ ภายใน 6 เดือนนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้น ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการลงทุน ดังนั้น หากพี่น้องชาวใต้ต้องการให้บ้านเมืองดีขึ้นจะต้องร่วมใจกัน อย่าให้ผู้ร้ายที่ทำลายชีวิตทั้งชาวพุทธหรือมุสลิม และแทรกซึมอยู่กับประชาชนมากดดัน คนเหล่านี้จะต้องไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป

เสธ.หมึกยัน"จิ๋ว"ผิดหวัง"แม้ว"/แฉ3ตระกูล"ชินดาวงศ์"ทำพัง!


เสธ.หมึกยัน"บิ๊กจิ๋ว"พูดถึงกองกำลังส่วนที่3แค่คำโก้ไม่ได้เตรียมไว้ก่อการอะไร เผยพล.อ.ชวลิตเคยเตือน"แม้ว"อย่าเอา3ตระกูลมาเกี่ยวพันกับเพื่อไทยแต่ไม่ฟังท่านจึงไม่อยากอยู่ในพรรคนี้อีกแล้ว
วันนี้(14 มี.ค.) พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ นายทหารคนสนิทพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการออกมาเคลื่อนไหวของพล.อ.ชวลิตว่าพล.อ.ชวลิต จ้องมองสถานการณ์การเมืองตลอดเวลา เป็นนายทหารที่เกษียณอายุราชการ แม้จะพูดหรือเสนออะไรไป รัฐบาลคงไม่ฟัง และอาจมองเพียงว่าเป็นนายทหารที่เกษียณแล้วเท่านั้น แต่จากประสบการณ์ที่ทำงาน เคยนำพาบ้านเมืองรอดมาได้หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่คนไทยจับอาวุธต่อสู้กันเอง ท่านเป็นต้นคิดที่เห็นควรออกคำสั่ง 66/23 นิรโทษกรรมให้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
พล.ท.พิรัช ยืนยันว่าพล.อ.ชวลิต มีความเป็นห่วงชาติบ้านเมืองมาก การที่ออกมาแถลงข่าว ไม่ได้ว่าหรือตำหนิใคร เพียงแค่เสนอแนวคิดออกมาก็เพื่อหวังที่รัฐบาลจะฟังบ้างเท่านั้น ไม่ได้คิดจะสร้างความยุ่งยากในบ้านเมืองหรือหวังล้มรัฐบาล ท่านก็อยากให้ประเทศชาติเดินหน้าไปอย่างราบรื่น
"เดิมทีท่านเข้าไปในพรรคช่วงนั้นเพื่อหวังที่จะไปควบคุมความคิดเพื่อให้เป็นในแนวทางสันติประชาธิปไตย พอเข้าไปจริงๆคุยไม่ได้ ท่านเคยเตือนอย่าเอาคนใน3ตระกูลเข้ามาเกี่ยวพันในพรรคมากนัก แต่สุดท้ายนายทักษิณก็ทำไม่ได้ เมื่อเตือนแล้วทำไม่ได้ ท่านก็เลยไม่อยากอยู่ในพรรคนี้อีกแล้ว" พล.ท.พิรัช อธิบายเพิ่มเติมกรณีพล.อ.ชวลิต ระบุถึง กลุ่มชินดาวงศ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ชินวัตร,ดามาพงศ์,วงศ์สวัสดิ์
นายทหารคนสนิทของพล.อ.ชวลิต กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้าพล.อ.ชวลิต เคยไปพบปะผู้นำชาวนา เกษตรกรบ่อยครั้ง พล.ท.พิรัชกล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยดูแลชาวนา ชาวไร่อย่างจริงจัง พวกเขาไม่มีการจัดองค์กรอย่างเข้มแข็งที่จะไปต่อสู้กับนายทุนได้จึงถูกเอารัดเอาเปรียบ ท่านก็แนะนำว่าควรออกมาต่อสู้ด้วยตัวเอง โดยมีการรวมตัวกันให้เกิดพลัง เหมือนรูปแบบสหกรณ์ ท่านก็เลยไปแนะนำ ให้ความรู้ให้เกิดการพัฒนา เพราะผลผลิตข้าวชาวนาบ้านเราได้ผลผลิตน้อยกว่าชาวนาเวียดนาม2-3เท่าตัว เพื่อให้เกิดการฟื้นฟู มีพัฒนาการ เพราะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วคนจนในบ้านเรามีมากถึง 70-80เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และที่เคยไปพูดไปดูแล 12ชนเผ่า เนื่องจากพล.อ.ชวลิต มอบหมาย ชาวเขา ชนเผ่าเหล่านี้ครั้งหนึ่ง เราเคยร้องขอให้มาร่วมต่อสู้กับ ผคท.แต่หลังจากมีคำสั่ง66/23 คนกลุ่มนี้ก็กลับไปทำกิน มีบ้าน ปลูกต้นไม้ต้นใหญ่
อย่างเช่นพื้นที่แห่งหนึ่งแถบภูชีฟ้า จู่ๆก็มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นายทหารมาบอกว่า พื้นที่ที่ทำกินเป็นการบุกรุกพื้นที่ เอาสีมาทาต้นไม้บอกให้เจ้าของมาเคลียร์ ถ้าไม่เคลียร์จะตัด จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น มีการยิงกันบาดเจ็บ ล้มตายก็มี แต่ไม่เคยเป็นข่าว เพราะมีการปิดข่าวเอาไว้ บางพื้นที่ถึงขั้นจะข้ามไปเอาปืนที่ฝั่งลาวเพื่อมาต่อสู้ แต่พวกเราก็ไปกล่อมให้หยุด
พล.ท.วิรัช กล่าวว่าพวกเราทำงานไม่ใช่แค่ปิดทองหลังพระแต่ยิ่งกว่าเป็นเหมือนปิดทองก้นพระเลย แต่ไม่เคยมีใครพูด เราทำงานกันอยู่ทุกวัน เสียตังค์ตัวเองเพื่อให้บ้านเมืองอยู่อย่าสงบ กองกำลังที่3 เป็นเพียงการติดอาวุธทางความคิดเท่านั้น ไม่ได้มีการให้หยิบจับอาวุธมาทำอะไร เพราะทุกวันนี้บ้านเมืองก็ลุกเป็นไฟแล้ว มีที่ไหนเหตุทางใต้ ปล่อยให้คนร้ายเข้ามายิง ยึดโรงพยาบาลได้ แล้วทหารที่อยู่ทำอะไร นอนอยู่หรืออย่างไร หรือไม่สะทกสะท้านอะไร มันน่าอาย พวกระดับนายที่อยู่ในกรุงเทพ เคยรู้อะไรบ้างหรือไม่ ทหารตอนนี้คนเลยไม่ค่อยเชื่อมั่น แม่ทัพนายกองต้องคิดยุทธวิธี เคยคิดกันหรือไม่ ความจริงการจะเอาชนะไม่ยาก เพียงแต่ไม่เคยคิดยุทธวิธีกันเลย
“ทุกวันนี้พล.อ.ชวลิต ยังทำงานด้านช่วยเหลือชาวนา เกษตรกรอยู่ เพียงแต่ท่านออกไปนอกพื้นที่มากไม่ได้ หากออกไปจะถูกนายทหารติดตาม เลยสั่งการให้พวกผมไปทำ คำว่ากองกำลังที่3 เป็นพวกชาวนา เกษตรกร ชาวเขา ชาวเผ่า เป็นคำที่เรียกกันโก้ๆเท่านั้น เป็นการให้ความรู้กับประชาชน ไม่ได้มีเพื่อเตรียมเอาไว้ทำอะไร”พล.ท.พิรัชกล่าว

ดับ27เจ็บ75บึ้มอังการา

ดับ 27 บาดเจ็บอีก 75 เหตุระเบิดครั้งใหญ่ในกรุงอังการา

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. รัฐบาลตุรกีเผยว่า มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บอีก 75 ราย ในเหตุระเบิดครั้งรุนแรงในกรุงอังการา
เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นในเขต Kizilay ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางกรุงอังการา เมื่อเวลา 18.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สถานีโทรทัศน์ข่าว NTV ของตุรกีรายงานว่า รถที่บรรทุกระเบิดเกิดระเบิดขึ้นในบริเวณใกล้กับป้ายรถประจำทางที่มีประชาชนหลายรายยืนรอรถอยู่ อีกทั้งส่งผลให้มียานพาหนะจำนวนหนึ่ง รวมไปถึงรถประจำทางที่มีผู้โดยสารนั่งอยู่ในบริเวณใกล้กับศูนย์กลางการคมนาคมของประชาชนเกิดไฟลุกขึ้น ส่วนผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวไปในโรงพยาบาลที่ใกล้กับที่เกิดเหตุแล้ว 10 แห่ง

พยานในเหตุการณ์กล่าวว่า สามารถเห็นควันในเหตุระเบิดลอยขึ้นมาได้จากระยะไกล และย่านจัตุรัส Kizilay ที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุก็ถูกปิดเนื่องจากกลัวว่าอาจจะเกิดระเบิดลูกที่สองขึ้นอีก

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สถานทูตสหรัฐฯประจำกรุงอังการาได้ออกแถลงการณ์เตือนว่ามีโอกาสที่จะเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้นใน “ที่ทำการของรัฐบาล และบ้านเรือนต่างๆที่ตั้งอยู่ในบริเวณ Bahcelievler ในเมืองหลวงของตุรกี”

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเหตุระเบิดครั้งที่สามที่เกิดขึ้นในกรุงอังการา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของตุรกี นับตั้งแต่เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา

ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2015 รัฐบาลตุรกีได้กล่าวหากลุ่มกองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอสว่า ก่อเหตุระเบิดขึ้นในการชุมนุมเพื่อสันติภาพในบริเวณใกล้กับสถานีรถไฟในกรุงอังการา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 103 ราย

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุคาร์บอมบ์ขึ้น ซึ่งมุ่งโจมตียานพาหนะของกองทัพในกรุงอังการา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 ราย และบาดเจ็บอีก 81 ราย

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปราบมาเฟีย

ปราบมาเฟียต้องลุยทุกพื้นที่ อย่าเว้น!!

คสช.ยันนโยบายปราบมาเฟีย ไม่ได้กำหนดพื้นที่สีแดง ปฏิบัติการทุกพื้นที่ที่มีข้อมูล เผยยอด 16 กลุ่มใกล้เคียงกัน

พ.อ.ปิยพงศ์  กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงการปราบปรามมาเฟียว่า เหลือเวลาอีก  2 เดือนเศษจะต้องมีความเข้มข้นในการปราบปรามกับกลุ่มมีอิทธิพลในทุก ๆ ส่วน ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจภูธร ทหารในพื้นที่ โดยข้อมูลต่าง ๆ ก็มาจากการร้องเรียนของประชาชนที่ได้มีการรวบรวมและนำมาตรวจสอบผู้ที่อยู่นอกกฎหมาย พร้อมทั้งได้เน้นย้ำไปถึงข้าราชการที่ไม่ให้ทำตนอยู่เหนือกฎหมายทั้งทหารและตำรวจ หากพบก็จะไม่ละเว้นและลงโทษอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ต่อผู้มีอิทธิพลนั้นไม่ได้มีการกำหนดว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่สีแดงแต่เรายึดหลักตรงที่มีข้อมูลตรงไหนก็จะปฏิบัติตามตรงนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามข้อมูลในพื้นที่ไม่ได้มีการกำหนดว่าจะปฏิบัติพื้นที่ใดก่อนหลัง   

พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวยอมรับว่าผู้มีอิทธิพลมียอดและจำนวนทั้ง 16 กลุ่มพอ ๆ กัน และการดำเนินการปราบปราม คสช.ไม่ได้หวังทางการเมือง แต่สิ่งที่คาดหวังคือความสงบสุขของประชาชนมากกว่าและหากคสช.หมดอำนาจไปใครก็ตามเข้ามาบริหารประเทศก็จะต้องสานต่อนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพียงแต่บางส่วนอาจจะไปกระทบกับคนบางกลุ่ม ซึ่งในส่วนของคสช.ที่ดำเนินการอยู่นั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาฐานเสียง เราเน้นเรื่องความสงบสุขของประชาชนเป็นหลัก อยากให้มองผู้บริหารประเทศซึ่งถือเป็นผู้ใหญ่ที่เข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติในช่วงวิกฤติที่สามารถดำรงตนเป็นแบบอย่าง ซื่อสัตย์ และสุจริต

"บิ๊กป้อม"

จับตาท่วงทำนอง พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์

บทบาทของพล,อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ตามหน้าข่าวในวันนี้นั้น สะท้อนว่า”ไม่ธรรมดา”

ตำแหน่งหลักอย่าง ประธานคณะที่ปรึกษาคสช. ,รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมทั้งยังเป็น13ประธานคณะกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี   และยิ่งมาบวกกับการเป็นประธานคณะกรรมการบูรณาการแก้ปัญหาอิทธิพลท้องถิ่นหรือ”หัวหน้าชุดปราบมาเฟีย”ที่ตอนนี้กำลังเดินเครื่อง ทำเอาหลายคนขวัญผวาและเรียกเสียงฮือฮาทั่วทุกหัวระแหงเมื่อทีมนี้ลงพื้นที่และเป็นข่าวออกมา 

หรือจะชำเลืองตำแหน่งการเจรจากับต่างประเทศที่เกี่ยวกับการลงทุนและการจัดหายุทโธปกรณ์นั้น"บทบาทของพลเอกประวิตร"ก็จะปรากฏอยู่เนืองๆ 

ไม่น่าแปลกใจที่คนในเครื่องแบบสีต่างๆ นักธุรกิจ คนการเมือง หรือแกนนำกลุ่มต่างๆ ทราบเป็นนัยดีว่า “วันนี้ใครคือผู้มั่งคั่งและมีบารมีมากที่สุดคนหนึ่งในรัฐบาล” จนมีการตั้งข้อสังเกตในสังคมออนไลน์ สภากาแฟ หรือแม้แต่คนในเครื่องแบบทุกยูนิฟอร์ม ที่พูดออกมาแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า “ความเห็นของบิ๊กป้อม” สามารถเป็นตัวชี้วัดอนาคตทางการเมือง-ความมั่นคง-การลงทุนเมกะโปรเจกต์ได้จริง แบบไม่ต้องตีความมากนัก 

จนใครบางคนนำท่วงทำนองวันนี้ของพลเอกประวิตรไปเปรียบเทียบกับ”อดีตนายกฯ”คนหนึ่งของเมืองไทยที่เปี่ยมไปด้วยบารมีแบบนี้เมื่อ20-30ปีที่แล้ว จนเจ้าตัวต้องออกมาเบรคข่าวนี้เพื่อมิให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองขึ้นอีกหนึ่งวง 

ส่วนโรดแมปและการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ20ปีของรัฐบาลและคสช.นั้น แม้วันนี้แทบทุกฝ่ายยืนยันต้องเดินตามคำประกาศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. แต่อีกหนึ่งความเห็นที่มีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่าคำพูดของบิ๊กตู่เลย คือความเห็นของ"พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์"นั่นเอง 

ยิ่งช่วงนี้ใกล้เข้าโค้งสุดท้ายการยกร่างรัฐธรรมนูญ ความเห็นเกี่ยวกับมาตราต่างๆที่มาจากความเห็นของคีย์แมนคสช.และครม.นั้น ย่อมเป็นเค้ารางที่มองเห็นแล้วว่า คสช.ยังจะทำงานในการ”ปฏิรูป+สร้างความปรองดอง+ยุทธศาสตร์ชาติ”ให้ประเทศหลังการเลือกตั้งต่อไปหรือไม่ 

เมื่อลองเจาะลึกกับคนในแวดวงการเมืองเพื่อจับจังหวะของ”บิ๊กป้อม”นั้น น่าจะพอถอดรหัสได้กลายๆ 

สนช.อย่าง"พล.อ.นพดล อินทปัญญา" หรือ"บิ๊กกี่" ซึ่งเป็นเพื่อนรักของบิ๊กป้อมคนนี้ แสดงความเชื่อมั่นว่า" เวลานี้พล.อ.ประวิตรไม่คิดที่จะเล่นการเมือง ขอทำหน้าที่ในตำแหน่งรองนายกฯและรมว.กลาโหมให้ดีที่สุด ซึ่งการทำงานในขณะนี้  ผมก็เห็นว่าดีและเหมาะสม หลายฝ่ายให้การยอมรับและพอใจในผลงาน แม้แต่โพลล์ที่ออกมาก็ดี และไม่มีข้อตำหนิใดๆ ส่วนอนาคตทางการเมืองข้างหน้านั้นผมตอบไมได้ เพราะเป็นเรื่องของอนาคต แต่หากพลเอกประวิตรจะลงสมัครส.ส. ก็ต้องดูเรื่องคุณสมบัติว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่" 

ขณะที่สมาชิกสนช.คนหนึ่ง กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนมีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีบารมี มีบุคลิกที่สามารถเข้าได้กับทุกกลุ่มการเมือง ทุกพรรคการเมือง ภาคเอกชน ไม่เว้นแม้แต่เอ็นจีโอ ซึ่งเท่าที่ทราบทุกคนให้ความเคารพนับถือ และจากการที่เข้าได้ทุกกลุ่มทำให้พล.อ.ประวิตรรู้เส้นสนกลในทุกอย่าง รวมทั้งยังมีบุคลิกที่จะกล้าพูดกล้าทำคิดอย่างไรก็พูดออกมา เช่น ที่มาส.ว.ที่ต้องมาจาการสรรหา 

อีกมุมมองหนึ่งจากสายตากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ใกล้ชิดกับพล.อ.ประวิตร สะท้อนบางสิ่งให้ทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่นฟังว่า "เคยสอบถามพล.อ.ประวิตรระหว่างร่วมรับประทานอาหารว่า   จะลงเล่นการเมืองสมัยหน้าหรือไม่ ซึ่งพล.อ.ประวิตรตอบว่า "ไม่อยากเล่นการเมือง ไม่อยากตั้งพรรค เหนื่อยแล้ว อยากอยู่สบายๆ อยู่บ้านเลี้ยงหลานดีกว่า" แต่เอาเข้าจริงส่วนตัวมองว่าพล.อ.ประวิตรถือว่าเป็นผู้มีบารมีมาก และมีดีกรีพอที่จะเป็นนายกฯคนต่อไปได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับใจของพล.อ.ประวิตรว่า จะยอมให้พรรคการเมืองเสนอชื่อตามที่เงื่อนไขของร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งท่าทีดังกล่าวสังเกตได้ไม่ยาก กล่าวคือ หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ สมาชิกคสช. หรือสนช. ที่จะลงเลือกตั้ง ต้องลาออกจากตำแหน่ง ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลประกาศใช้ หากวันนั้นพล.อ.ประวิตรลาออกจากตำแหน่ง ฟันธงได้ว่าจะลงเล่นการเมืองแน่นอน" 

ขณะที่เเกนนำกปปส.อย่าง"ลุงกำนัน"นั้น อาจจะมีการแสดงความเห็นออกมาบ้างพอเป็นพิธี เพราะตั้งเเต่มีการยึดอำนาจ22พ.ค.2557มานั้น "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เเทบจะไม่ทำอะไรให้คสช.เคืองน้ำใจเเบบออกหน้าเลย แม้บางเรื่องคสช.อาจจะไม่ตามใจแกนนำมวลมหาประชาชนมากนักก็ตาม 

ส่วนมุมมองของคนการเมืองนั้น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองบทบาทของพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ว่า "ถ้าวางระบบในรัฐธรรมนูญดีจนเอื้อแล้ว ถึงตอนนั้นจะส่งใครที่ต้องการมาลงก็ได้เพื่อให้มาเป็นผู้นำในอนาคต ไม่จำเป็นที่เจ้าตัวต้องลงมาเอง ยิ่งถ้ามีส.ว. 200 คน ที่มีอำนาจใกล้เคียงกับส.ส.ถึงตอนนั้นใครก็ได้ทั้งนั้นที่จะเข้ามา" 

ส่วน"การเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน”อาจจะต้องมีอะไรบางอย่างตามที่พล.อ.ประวิตรระบุไว้นั้น นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า"ถ้ามองสถานการณ์ระยะยาวมากกว่าแค่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็จำเป็นต้องมีฐานการเมือง มีพรรคการเมืองสนับสนุน หรือต้องตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาหรือไม่นั้น ประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในอดีต ทหารเวลายึดอำนาจมาแล้วจะลงจากอำนาจด้วยการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ไม่เคยประสบความสำเร็จเลย เที่ยวนี้ผู้มีอำนาจก็คงไม่คิดตั้งพรรคการเมืองมารองรับ แต่น่าจะใช้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วเข้ามารองรับแทน จะดูลื่นไหลเป็นธรรมชาติมากกว่า เพราะทุกพรรคการเมืองล้วนอยากเป็นรัฐบาลทั้งนั้น ถ้าผู้มีอำนาจมีหลักประกันว่าทำได้ ก็จะวิ่งกันมาทั้งหมด" 

คีย์เเมนพรรคเก่าเเก่ของประเทศไทยคนนี้ย้ำว่า "แต่ประชาธิปัตย์คงไม่เป็นฐานรองรับ เราไม่ไปคิดร่วมกับพวกเขาตรงนั้นอยู่แล้ว และพวกเขาก็ไม่เคยมาคิดร่วมกับเราในเรื่องเหล่านี้ เราหวังชนะการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย จะไปคิดร่วมกับทหารว่าทำอย่างไรจะให้กลับมามีอำนาจร่วมกันหลังเลือกตั้ง เราไม่คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว ผมว่าปล่อยการเมืองให้เป็นไปตามธรรมชาติผู้มีอำนาจอย่าไปเชื่อใคร ถ้าคนใกล้ชิดบอกว่า ทำอย่างนี้จะอยู่ต่อได้อีก 4-5 ปี อย่าไปเชื่อ ประวัติศาสตร์ไม่เคยสอนอย่างนั้น ไม่เคยเป็นไปในแนวทางนั้นเลย ดังนั้น จึงต้องปล่อย ถ้าฝืนหรือพยายามจะลงมาสู่สนามการเมืองเองจะมีปัญหา อย่างแรกคือไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคการเมือง และประชาชน แม้ตอนนี้กระแสความนิยมของรัฐบาลจะดีอยู่ แต่นานๆ ไป ประชาชนจะไม่เริ่มไม่ยอมรับ" 

ส่วนแกนนำพรรคเพื่อไทยคนหนึ่ง มองบทบาทของพล.อ.ประวิตรว่า "พล.อ.ประวิตรคาดหวังที่จะมีบทบาททางการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เห็นได้จากความพยายามในการสร้างเครือข่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกับนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ และฝ่ายผู้มีอำนาจ ซึ่งแตกต่างจากพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นหรือมีศักยภาพเพียงพอในการสร้างบารมีและเครือข่ายมากนัก 

พล.อ.ประวิตร ยังเป็นผู้ผลักดันหลักในการร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องสำหรับการเข้าสู่อำนาจของตัวเอง เช่น การเสนอให้ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านและสามารถโหวตเลือกนายกฯได้ ทั้งนี้เครือข่าย สปท. และ สนช. ในปัจจุบันก็เป็นบุคคลที่พล.อ.ประวิตรสามารถควบคุมได้    ถ้ารัฐธรรมนูญระบุอำนาจและที่มา ส.ว. เป็นอย่างนี้จริง พล.อ.ประวิตรก็จะมีเสียง 200 เสียงเพื่อสนับสนุนตัวเองในการเข้าสู่อำนาจ โดยความมุ่งหวังของพล.อ.ประวิตรคือการครองอำนาจแบบเดียวกับพลเอกคนหนึ่งในอดีต 

แต่ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะ 1) ในสมัยพล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ สามารถควบคุมอำนาจกลุ่มต่างๆ รวมทั้งกลุ่มยังเติร์ก ได้อย่างมีเอกภาพและเสถียรภาพ ซึ่งแตกต่างกับพล.อ.ประวิตรในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีร่องรอยความแตกแยกใน “สายบูรพาพยัคฆ์” เด่นชัดมากขึ้น และ “สายป๋า” ก็มีความไม่พอใจต่อสายบูรพาพยัคฆ์อยู่ ฉะนั้นพล.อ.ประวิตรจึงไม่สามารถกุมอำนาจทุกๆฝ่ายได้เหมือนสมัยพล.อ.เปรม 2) สมัยพล.อ.เปรมนั้น ฝ่ายต่อต้านอำนาจทหารยังไม่เข้มแข็งเท่าปัจจุบัน รวมทั้งปัจจุบันการสื่อสารและการรับรู้ของประชาชนมีมากกว่าสมัยอดีตมาก" 

เเกนนำพรรคเพื่อไทยยังอ่านอนาคตบนถนนการเมืองของพล.อ.ประวิตรต่อไปว่า “ สำหรับความเป็นไปได้ในการตั้งพรรคของพล.อ.ประวิตรนั้น  อาจมีความเป็นไปได้ แต่จะเป็นในลักษณะพรรคขนาดกลาง-เล็ก โดยอาศัยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการเสียงในสภาแทน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เปิดช่องให้ ส.ส. ไม่ต้องยึดโยงกับพรรคมากนัก นอกจากนั้นการตั้งพรรคในรูปลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทหารในปัจจุบันนั้น ยังเป็นคำถามว่าสังคมจะยอมรับเพียงใด”เเละมุมมองนี้ของแกนนำพรรคเพื่อไทยคงไม่เเตกต่างกับคนเสื้อเเดงมากนัก 

ขณะที่พรรคขนาดกลาง อย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนาเเละพรรคชาติพัฒนาที่ตอนนี้น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะชี้อนาคตของแวดวงการเมือง หากมองประวัติศาสตร์ของพรรคเหล่านี้จะพบว่า ตั้งเเต่อดีต-วันนี้ คีย์เเมนของพรรคต่างเเนบอิงกับขุนพลท็อปบูท เเละเมื่อมีผลการเลือกตั้งออกมาครั้งใด พรรคเหล่านี้จะเป็น1ในแกนนำร่วมตั้งรัฐบาลเสมอมา

หากอ่านสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยระบุถึงท่าทีของพรรคต่อสถานการณ์การเมืองในยุคที่ คสช.เข้าบริหารประเทศว่า “พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคขนาดกลางคงต้องสงวนท่าทีในหลายๆเรื่อง แม้แต่เรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเรื่องการเสนอชื่อของผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี บอกได้เลยว่า ผมต้องเสนอชื่อตัวเองอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ทุกคนในพรรคจะไม่ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน”

และยิ่งบทบาทใหม่ของพรรคต่างๆที่ร่างรัฐธรรมนูญวางไว้คือ “อำนาจต่อรองของพรรคใหญ่ลดลงจากความวุ่นวายทางการเมืองจนเกิดการยึดอำนาจมาสองครั้ง และพรรคขนาดกลางคือตัวแปรทางการเมืองและดีไม่ดีอาจจะเป็นแหล่งฝากเลี้ยงของใครบางคนที่กำลังเบ่งบารมีในช่วงนี้และอนาคตก็เป็นได้” ตรงนี้ต้องจับตากรธ.ให้ดีว่า จะเดินตามเส้นทางที่กรธ.วางเข็มทิศไว้แต่เดิม หรือจะมีการปรับใหม่ไปตามสภาวะ 

และต้องดูลีลาและอารมณ์ของพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ว่าจะออกอาการอย่างไรกับกฎหมายหลักของบ้านเมือง เพราะมันมีผลกับทุกสิ่งทุกอย่างกับอนาคตการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 12มี.ค.59