PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

ดีลลับปรองดอง ภาค 2 เมื่อ “บิ๊ก คสช.” จูบปาก “นักเลือกตั้ง”??

21/1/60 
 ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ก็เป็นไปตามที่ “ผู้จัดการสุดสัปดาห์” เปิดหัวไว้เมื่อฉบับก่อนหน้าในท้องเรื่อง ดีลลับ “ปรองดอง” ทักษิณ-เนวิน “บิ๊ก คสช.” รู้หรือยัง?? ทิ้งเบาะแสความเคลื่อนไหวทำนอง “เกี๊ยะเซียะ” ของบรรดาขุมข่าย “นักการเมือง” ในจังหวะที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศติดเครื่องเดินหน้าเรื่องปรองดองสมานฉันท์เต็มสูบ
       
       ผ่านไปเพียงไม่ถึงสัปดาห์ ก็ปรากฎร่องรอย-เบาะแสที่ชี้ว่า “ดีลลับปรองดอง” ไม่ใช่เพียงแค่มีอยู่จริง หากแต่ยังมีเรื่อง “ลับๆ” ที่เป็นวาระซ่อนเร้นอยู่อีกหลายเรื่องและหลายตัวละคร(เดิมๆ) เคลื่อนไหว
       
       หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ลงนามในคำสั่ง คสช. ที่ 3/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่งคราว พ.ศ. 2557 กำหนดกรอบการทำงานของ คณะกรรมการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้น
       
       โดย พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นประธานเอง แต่ก็มอบหมายให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รับเป็นโต้โผคุมงานทำยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความปรองดองอย่างเต็มตัว
       
       ในความเป็นจริง รัฐบาล คสช.เองก็รู้อยู่เต็มอกว่า การสร้างความปรอดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในภาวะที่กระแสธารความขัดแย้งเชี่ยวกราดนั้นเป็นไปได้ยาก หากง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามือ หรือเพียงแค่ตั้งคณะทำงานอย่าง ป.ย.ป.ขึ้นแล้วเรื่องจะจบ ก็คงทำตั้งแต่วันแรกที่เข้ามายึดอำนาจ ไม่ต้องรอให้เวลาผ่านมานานนมจนเข้าขวบปีที่ 3 จึงตกผลึกเป็นคณะทำงานที่หน้าตาก็ดูไม่ผิดแผกแตกต่างจากคะทำงาน หรือคณะกรรมการหลายสิบคณะที่หลายรัฐบาลพยายามตั้งขึ้นมา
       
       แล้วการชวนทุกภาคส่วนที่อยู่ในวังวันความขัดแย้งมาลง “เอ็มโอยูปรองดอง” แล้วจะทำให้คู่ขัดแย้งทั้งหลายรักใคร่กลมเกลียวกันขึ้นมา ก็เป็นแค่เรื่องชวนฝัน หลายครั้งในอดีตก็มีการจัดให้นักการเมืองร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์ ประเภทโองการแช่งน้ำ ลงนามในสัตายาบัน รวมทั้งสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัญญิงสัญญาว่าจะไม่ประพฤติผิดคิดร้ายกับประเทศชาติ สุดท้ายเป็นอย่างไรก็เห็นๆกันอยู่
       
       อีกทั้งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเอ็มโอยู หรือสัตยาบันปรองดอง จะมีเนื้อหาอย่างไร
       
       สิ่งที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ “ภาคประชาชน” เรียกร้องมาโดยตลอด คือ “การปฏิรูปประเทศ” ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากรัฐอย่างเท่าเทียม การบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด-เป็นธรรม ไม่ให้เกิดสองมาตรฐาน หรือความหลั่กลั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างกรณี “ครูแพะ” ที่ดังกระหึ่มเมืองอยู่ในตอนนี้ 
       
       การปฏิรูปประเทศ” ต่างหากที่เป็นคำตอบสุดท้าย ที่มีประสิทธิภาพ และได้ประสิทธิผลมากที่สุด สำหรับโจทย์หินในเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และหลายคนก็วาดฝันว่าจะเกิดขึ้นได้ในยุครัฐบาล คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือ
       
       แต่ด้วยความอยาก “เรียนลัด” หรืออาจจะเห็นว่า ช่วงปลายของโรดแมป คสช.งวดเข้ามาทุกขณะแล้ว จากเดิมที่เคยตั้งท่าเรื่องการปฏิรูปประเทศไว้ ก็แบ็คทูเบสิค กลับมาที่เรื่องของการตั้งคณะกรรมการฯจนเป็น ป.ย.ป. และจุดพลุเรื่อง “เอ็มโอยูปรองดอง” ตามมา
       
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น้องเขย นช.หนีคดีทักษิณ ชินวัตร ที่ชูรักแร้หนุนปรองดองเต็มที่

       
อ้ายปึ้ง สุรพงษ์ โตวิจักขณ์ชัยกุล ที่มีท่าที่ต่อต้านรัฐบาลทหารมาโดยตลอด มาเที่ยวนี้สนับสนุนการปรองดองแบบสุดลิ่มทิ่มประตู

       
ลุงกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่แม้จะสนับสนุนแนวคิดการสร้างความปรองดองผ่าน ป.ย.ป.ของ คสช. แต่ก็ออกตัวว่าไม่มีทางร่วมลงนามใน “เอ็มโอยูปรองดอง” อย่างแน่นอน

       
       ไม่ทันไรก็เกิดความย้อนแย้งขึ้น เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากบางซีกในพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการให้ทหารร่วมลงนามในเอ็มโอยูปรองดองว่า จะไม่ทำการรัฐประหารอีกในอนาคต และพยายามถวายพานว่า ทหารก็คือหนึ่งในคู่ขัดเเย้งสำคัญ แต่กลับไปนั่งกันเต็มบรึ่บใน ป.ย.ป.ชุดใหญ่-ชุดเล็ก ที่ควรจะเป็นคนกลางมากกว่านี้ 
       
       ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อ “พี่ใหญ่กองทัพ” อย่าง พล.อ.ประวิตร เองปฏิเสธทันทีทันใดว่า ทหารไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร และไม่จำเป็นต้องลงนามอะไร เพราะทหารไม่เคยคิดอยากจะยึดอำนาจ 
       
       บอกไปแล้วว่า การตั้ง ป.ย.ป.ขึ้นเพื่อเดินงานเรื่องปรองดอง-สมานฉันท์เป็นเพียง “หน้าฉาก” แต่ “หลังฉาก” ยังมีตัวละครหน้าเดิมๆ เคลื่อนไหวอยู่
       
       ตั้งแต่ “บักห้อย” เนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอีสาน “พ่อแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหนีคุกอยู่ในต่างแดน หรือ “โซ่ข้อกลาง” คุณภาพคับแก้ว อย่าง เจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของอาณาจักรคิงเพาเวอร์ และ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย น้องเลิฟของนายเนวิน เคลื่อนไหวอยู่ในมุมมืด
       
       แม้ตัวละครเอกในท้องเรื่องยังไม่ขยับออกมายอมรับหรือปฏิเสธ ที่ “ผู้จัดการสุดสัปดาห์” ได้ดักคอไปด้วยความหวังดี อยากส่งสัญญาณเตือนไปยังบรรดา“ขุนทหาร” ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างความปรองดองให้แก่คนในชาติ เพื่อหยุดความล้มเหลวของประเทศ หลังติดหล่มความขัดแย้งทางการเมืองมากว่าทศวรรษเข้าให้แล้ว
       เป็นความหวังดีที่หวังให้ “บิ๊ก คสช.” รู้เท่าทัน ไม่เสียหน้า “ตีโง่” ให้ฝ่ายตรงข้าม 
       
       แต่เมื่อแกนนำสำคัญของ “พรรคเพื่อไทย” ออกมารับลูกให้การสนับสนุนแนวนโยบายการสร้างความปรองดองของรัฐบาล คสช. ในท่าทีที่ดูเก้ๆกังๆ ไม่แนบเนียนเท่าใดนัก ทั้งในรายของ “เขยชินวัตร” สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯผู้มีโอกาสได้อยู่ในตำแหน่งเพียง 75 วัน ที่ออกมาอวย พล.อ.ประวิตรว่าจะสร้างความปรองดองได้สำเร็จ เพราะเป็นบุคคลที่ได้รับความนับถือจากทุกฝ่าย รวมทั้งตัวเองด้วย
       

       ตามออกมาติดๆกับคิวของ “อ้ายปึ้ง” สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ก้มหน้าก้มตาชูจักกะแร้เชียร์ ประกาศเสียงดังลั่นทุ่งว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับ พล.อ.ประวิตร ให้ทำการปรองดองสำเร็จลุล่วง ไม่เท่านั้นยังเบะท่าพร้อมร่วมเดินไปบน “สะพาน” ของ คสช. ตามชื่อเพลงซิงเกิ้งล่าสุดของหัวหน้า คสช.
       
       เป็นบทบาทของคนชื่อ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา คอมเมนท์การเมืองในเชิงท้าตีท้าต่อยรัฐบาล คสช.มาตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ย้อนไปไม่กี่เดือนก่อนก็เพิ่งสืบเท้าออกมาขยี้ปม “ทริปอะโลฮ่า ฮาวาย” เหน็บแนม พล.อ.ประวิตรว่าผลาญเงินเงินเดินทางไปประชุมต่างประเทศจำนวนมหาศาล ทั้งที่เศรษฐกิจยังโงหัวไม่ขึ้น
       
       มองผิวเผินก็อาจเป็นทอดไมตรีจิตของพรรคเพื่อไทยที่อยากให้บ้านเมืองเดินไปได้ เพื่อความหวังให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด ซึ่งมองง่ายๆแบบนี้ก็คงไม่ผิด แต่ก็ไม่ควรดูเบาความเคลื่อนไหวของคนสำคัญของ
        “ระบอบทักษิณ” ทั้ง “สมชาย - สุรพงษ์” 
       คนหนึ่งเป็นคนในบ้านชินวัตร อีกคนก็เป็นลูกน้องผู้จงรักภักดีในระดับหัวแถว หากไม่รับสัญญาณไฟเขียวจาก “แดนไกล” มีหรือที่ทั้งคู่จะล้ำเส้นออกมาเชียร์ คสช. โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร เป้าใหญ่ของ คสช.อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูขนาดนี้
       
       หรือจะสรุปได้ว่าสุ้มเสียงของ “สมชาย-สุรพงษ์” ก็คือสุ้มเสียงของ “คนแดนไกล” ก็คงไม่ผิดอีก
       
       ท่าทีของ 2 คีย์แมนเพื่อไทย ก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับ “ดีลปรองดอง” ที่เม้ากันกระหึ่มในแวดวงคนการเมือง แรกเริ่มเดิมทีอาจเพียงดีลระหว่าง “นักการเมือง-นักเลือกตั้ง” ที่เริ่มจูนสัญญาณให้ตรงกัน เพื่อร่นเวลา-เพิ่มโอกาสในการกลับมาเสวยอำนาจ หลังหมดยุค คสช. ขนาดคนไม่เผาผีกันแล้วอย่าง “ทักษิณ-เนวิน” ยังมีการสื่อสารถึงกัน
       
       แต่พลันที่ทุกองคาพยพฝ่ายการเมืองต่างให้การสนับสนุนวาระปรองดองของรัฐบาล คสช. ก็ทำให้เห็นเค้าลางว่า ดีลนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ “นักการเมือง-นักเลือกตั้ง” เท่านั้น แต่ดีลที่ไม่ธรรมดา ส่งนัยว่า “บิ๊ก คสช.-นักเลือกตั้ง” ได้ทอดไมตรีซึ่งกันและกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
       
       เมื่อทุกอย่างลงตัว คนที่อยู่ในเกมอำนาจสมประโยชน์กัน “บิ๊ก คสช.” ก็พร้อมจูบปากกับ “นักเลือกตั้ง” ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ช่วงต้นๆที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจ ว่าอาจมี “ใครบางคน” ในวงศ์วาน คสช.ต่อสายไปถึง “คนแดนไกล” ทั้งทางตรง หรือทางอ้อมๆผ่าน “ล๊อบบี้ยีสต์” ซึ่งก็มีการปฏิเสธมาโดยตลอด 
       
       รูปการณ์เป็นเช่นนี้ก็เท่ากับตอกหน้า “เนตไอดอลแห่งวิหคนิวส์” ผู้ปวารณาตัวเป็น “นักพูดไอโอรุ่นใหม่” รู้ดีไปเสียทุกเรื่อง สร้างราคาเพื่อหวังให้ “งานเข้า” พยายามหักล้างทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับ “ดีลปรองดอง” แต่ไร้ซึ่งข้อมูลเบื้องลึก-เบื้องลับตามที่จั่วหัวไว้ในคลิปของตัวเอง พูดไปเรื่อยทั้งที่มองแก่นของเรื่องราวการขับเคี่ยวทางการเมืองไม่ขาด
       
       อีกคนที่ดูจะกลัวตกรถ ไม่ได้โดยสารเรือแป๊ะข้ามสะพาน คสช.ไปกับใครเขา หาก “บิ๊ก คสช.” พูดจาภาษาเดียวกับ “นักเลือกตั้ง” ได้ โดยที่ตัวเองไม่มีบทบาท ก็รายของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อดีตเลขาธิการ กปปส. ที่แม้จะสนับสนุนแนวคิดการสร้างความปรองดองผ่าน ป.ย.ป.ของ คสช. แต่ก็ออกตัวว่าไม่มีทางร่วมลงนามใน “เอ็มโอยูปรองดอง” อย่างแน่นอน เหตุเพราะในวันนี้ของนายสุเทพยังหาลู่หาเลนกลับเข้าสู่การเมืองอย่างสะเปะสะปะ มีคำมั่นว่าจะไม่หวนกลับมาเล่นการเมืองค้ำคออยู่ แถมถูกขึ้นแบล็กลิสต์ไม่ให้เข้าบ้านหลังเก่าอย่าง “ประชาธิปัตย์” หลังพยายามเผาบ้านเพื่อเข้ายึดหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ส่วนพรรคการเมืองของ กปปส.เองที่คาดว่าจะตั้งใหม่ก็ยังไร้ความชัดเจน “ลุงกำนัน” ที่เคยเสียงดังก่อนมี คสช. ก็เลยกลายเป็นเสียงเล็กๆ อยู่ในวันนี้
       
       และดูท่างานนี้ “ลุงกำนัน” ที่ออกตัวแรง จะจั่วลมที่ถูกหลงลืมไม่ได้ดึงมาเป็น “ม้าใช้” ของ “บูรพาบราเทอร์ส” อย่างที่เคยถูกวางตัวไว้
       
       อย่างไรก็ตามถือว่าเส้นทางการสร้างความปรองดองยี่ห้อ “บูรพาบราเทอร์ส” ยังอีกยาวไกล คงไม่จบภายใน 3 เดือน 6 เดือนตามที่ประกาศไว้อย่างแน่นอน เพราะระหว่างทางต้องเจอ “พวกขวางคลอง” อย่างนายสุเทพอีกไม่น้อย
       
       แต่สิ่งที่สะท้อนออกจากเกมปรองดองยี่ห้อ “บูรพาบราเทอร์ส” นั่นก็คือการปล่อยวางวาระการปฏิรูปที่เคยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสัญญาประชาคม แตกออกมาเดินงานเรื่องความปรองดองเป็น “วาระด่วนพิเศษ” เสียก่อน โดยพุ่งเป้าไปที่บรรดาคู่ขัดแย้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนในวังวนการเมือง ทั้งหน้าฉากผ่าน ป.ย.ป.หรือเอ็มโอยูปรองดอง
       
       หรือหลังฉากที่ข่าวลือหนาหูว่า มีการต่อสายพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว
       การตระเตรียมรับมือกับศึกเลือกตั้ง ที่ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องมาถึง ถึงแม้ “บิ๊ก คสช.” จะมั่นใจในขุมข่ายความมั่นคงที่วางไว้ผ่านน้องๆ ในกองทัพ แต่ก็จำเป็นเกาะเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง ไว้เพื่อเพลย์เซฟหลังคลายมือจากอำนาจแล้วจึงมีความจำเป็น ซึ่งก็คือการสร้างฐานพันธมิตรไว้สำหรับอนาคต โดยเฉพาะไฟล์ทบังคับที่จำเป็นต้องต้อนรับ “ฝ่ายการเมือง” เข้ามามีเอี่ยวในเกมอำนาจอย่างเสียไม่ได้ แม้จะวางค่ายกลตัดกำลัง “นักการเมือง-นักเลือกตั้ง” ไว้ในกติกาประเทศแล้วก็ตาม
       
       สุดท้ายปลายทางการสร้างความปรองดองจะสำเร็จหรือไม่ ยังยากจะคาดเดา หากแต่สิ่งที่เห็นชัดเจนก็คือบทบาทของ พล.อ.ประวิตร ที่กลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับได้ยาโด๊ป หลังจากที่เคยมีข่าวว่าจะถอดใจหันหลังให้พี่น้อง คสช. 
       
       และอย่างน้อยๆก็เป็นบทพิสูจน์สำนวน “เลือดข้นกว่าน้ำ” และความยึดมั่นในวลี “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ของ “บูรพาบราเทอร์ส” ที่เหมือนตั้งใจประกาศว่า มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกัน

‘วิชัย-คิง เพาเวอร์’โซ่ข้อกลางคล้องคสช.

‘วิชัย-คิง เพาเวอร์’โซ่ข้อกลางคล้องคสช.

‘วิชัย-คิง เพาเวอร์’โซ่ข้อกลางคล้องคสช.

              นาทีนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “คิง เพาเวอร์” คืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” และกว่าจะมาเป็น “วิชัย” ในวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ด้วยคาแรกเตอร์ที่เข้ากับคนง่าย คอนเนกชั่นของเขาจึงมีแทบทุกวงการ ทั้งการเมือง ทหาร ตำรวจ กระทั่งข้าราชการ
 
              ไม่แปลกที่ความสำเร็จของ “วิชัย” ที่อยู่ในเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายยุค หลายสมัย จะถูกจับตามองเป็นพิเศษว่า เป็นรอยต่อของ “ขั้วอำนาจ กลุ่มทุน ของการเมืองใหม่” ที่จะมีขึ้นในอนาคตนี้
 
              การปรากฏตัวคู่กันบ่อยครั้งของวิชัยกับเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองชื่อดัง คงไม่ต้องอธิบายกันว่า วิชัย และ เนวิน ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แนบสนิทกันขนาดไหน
 
              วิชัย ถือเป็นกลุ่มทุนใหญ่ในการสนับสนุนกลุ่มพรรค “ภูมิใจไทย” ที่มีเพื่อนรักอย่าง เนวิน และ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับมรดกหัวหน้าพรรคจาก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดา
 
              และด้วยวัยที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง วิธีคิด และสไตล์การทำงานแบบถึงลูกถึงคน ยิ่งทำให้พวกเขาทั้งสาม แนบแน่นกันขึ้นอีก
 
              ว่ากันว่า คอนเนกชั่นของ “วิชัย” นั้นอยู่ในขั้นพิเศษ ที่สามารถเข้าถึงทุกวงการ ย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปี ก่อน เมื่อครั้งที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของเมืองไทย ด้วยความที่แนบสนิทกับเนวิน เขายอมที่จะเปิดโรงแรมพูลแมน ย่านรางน้ำ เป็น “ศูนย์บัญชาการต้านรัฐประหาร” 19 กันยายน 2549
 
              แม้เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือไปอยู่กับ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. “วิชัย” ก็ยังเป็นแขกวีไอพี เดินเข้านอกออกใน บ้านพักของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ได้เสมอ
 
              การเมืองหลัง คมช. ยิ่งทำให้ภาพของวิชัย และเนวิน เป็นมากยิ่งกว่าหุ้นส่วนการเมือง สามารถขยายเครือข่ายธุรกิจ หลังจากที่ “เพื่อนรักเนวิน” สลัดพรรคทักษิณ ไปจับมือดันให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
 
              หรือแม้กระทั่งการเมืองในยุคนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “วิชัย” ก็ยังรักษา คิง เพาเวอร์ ให้อยู่ในมือได้
 
              ในแวดวงตำรวจ “วิชัย” รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ตั้งแต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
 
              หรือในแวดวงข้าราชการ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม แทบไม่ต้องพูดถึงความยิ่งใหญ่ ที่เขารู้จักข้าราชการทุกระดับ และเป็นผู้บริจาครายใหญ่ในงานพิเศษของกระทรวง
 
              ชื่อ-ชั้นของ “วิชัย” คอนเนกชั่นพิเศษ ไม่ได้มีแค่เพียงคนการเมืองในประเทศ เท่านั้น เขาไปไกลถึงอังกฤษ ทั้งในฐานะเจ้าของทีมฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก และมีข่าวในสังคมชั้นสูงของอังกฤษ ในกิจกรรมแข่งม้า ที่ถือเป็นกีฬาชั้นนำระดับราชวงศ์อังกฤษเสด็จร่วมงานเสมอ
 
              ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ “เนวิน” ได้ชักนำ ให้ “วิชัย” รู้จักกับบิ๊กใน คสช.หลายคน
 
              Praimetime new ได้ข้อมูลว่า ด้วยความสัมพันธ์กับบิ๊ก คสช.หลายคน ไม่แปลกที่ “วิชัย” ซึ่งมากด้วยคอนเนกชั่น จะถูกมองว่า เป็น “โซ่ข้อกลาง” เพื่อสานต่ออำนาจของ คสช. ในรูปของพรรคการเมือง
 
              “วิชัย-เนวิน-อนุทิน” บวกด้วยร่างเงาของพี่ใหญ่แห่งค่ายบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกจับตามองว่า นี่เป็นการรวมกลุ่มอำนาจ กลุ่มทุน เพื่อรองรับการเมืองใหม่ และสืบสานอำนาจของ คสช.
 
              จิ้งจอก-เจ้าสัวบนเส้นทางที่แตกต่าง
 
              เป็นครั้งแรกใน 132 ปีที่ทีมเลสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ และไม่มีใครปฏิเสธได้ว่านี่เป็นด้านที่สดใสที่สุดของ วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าพ่อธุรกิจดิวตี้ฟรี และหนึ่งในมหาเศรษฐีของประเทศไทยในวันนี้
 
              ณ นาทีนี้ วิชัย คือประธานสโมสรฟุตบอลที่สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการฟุตบอลอังกฤษ เป็นขวัญใจของแฟนบอลอังกฤษทั่วโลก และคิงเพาเวอร์ สเตเดียม ได้กลายเป็นสนามฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดในวันนี้
 
              สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในสนามฟุตบอลของวิชัย คือ ธุรกิจค้าขายสินค้าปลอดภาษี หรือดิวตี้ฟรี ที่มีมูลค่ากว่า 68,000 ล้านบาทต่อปี
 
              แต่ขณะที่ชัยชนะของเลสเตอร์ซิตี้ เด็ดขาดและใสสะอาดปราศจากข้อกังขา หนทางการก้าวขึ้นสู่ความเป็นอภิมหาเศรษฐีของวิชัยกลับเต็มไปด้วยคำถาม
 
              อาคารมหาทุนพลาซ่า สี่แยกเพลินจิต แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรธุรกิจดิวตี้ฟรีในประเทศไทยของวิชัย ภายใต้ชื่อบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในปี 2532
 
              จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2538 เมื่อคิงเพาเวอร์ได้รับสัมปทานประกอบกิจการร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินดอนเมือง ท่ามกลางข้อสังเกตถึงเครือข่ายการเมืองที่วิชัยรู้จักเป็นอย่างดี
 
              วิชัยทะยานขึ้นสู่การเป็นเจ้าพ่อดิวตี้ฟรีในเวลาอีกเพียงสองปีต่อมา เมื่อรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อนุมัติให้ คิง เพาเวอร์ ได้สิทธิในการบริหารดิวตี้ฟรี ที่ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นเวลานานถึง 10 ปี โดยไม่ได้มีการเปิดประมูลให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแข่งขัน
 
              ผู้อยู่เบื้องหลังคือ ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ผู้เป็นเจ้าของวลีเด็ด “เก็บหลักการไว้ในลิ้นชัก”
 
              การเข้าไปบริหารร้านดิวตี้ฟรีของคิงเพาเวอร์ครั้งนั้น ตามมาด้วยคำถามมากมายโดยเฉพาะการไม่ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจำหน่ายกิจการหรือหุ้นที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของ
 
              ในปี 2541 รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป
 
              คิงเพาเวอร์ เดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง ในปี 2547 เมื่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ยอมขยายสัมปทานดิวตี้ฟรีของคิงเพาเวอร์ที่จะย้ายจากสนามบินดอนเมืองไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ ต่อไปอีก 10 ปี โดยไม่ต้องมีการเปิดประมูลใหม่
 
              สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีคมนาคมในขณะนั้น คือคนที่มีส่วนสำคัญในการทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของความสัมพันธ์ทางการเมืองของวิชัยและคิงเพาเวอร์อีกครั้งหนึ่ง
 
              นอกจากสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว คิงเพาเวอร์ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าไปรับสัมปทานดิวตี้ฟรีในสนามบินในภูมิภาคอีก 4 แห่ง เป็นเวลา 10 ปี โดยไม่เปิดประมูลให้เอกชนรายอื่นเข้ามาแข่งขันเช่นเดียวกัน
 
              มีคำถามและเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบตามมาจากทั้งนักวิชาการและสื่อมวลชน โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใส ผลตอบแทนที่รัฐบาลควรได้รับ แต่การตรวจสอบของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาก็ไม่เคยมีข้อสรุป
 
              แต่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรหยุดยั้งวิชัยและคิงเพาเวอร์ได้ คิงเพาเวอร์กลับมาได้สัมปทานร้านดิวตี้ฟรีที่สนามบินดอนเมืองอีกครั้ง พร้อมๆ กับการตั้ง “คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์” บนที่ดิน 33 ไร่ ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซอยรางน้ำ ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งทุกวันนี้เป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าปลอดภาษีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
 
              สถานที่เดียวกันนี้ยังมีโรงแรม ที่เจ้าพ่อดิวตี้ฟรี ใช้เป็นศูนย์บัญชาการดูแลธุรกิจ พบปะหารือกับคนในแวดวงต่างๆ และไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่สถานที่แห่งนี้จะถูกใช้เป็นที่พบปะของนักการเมืองและกลุ่มคนจากแวดวงต่างๆ
 
              ทุกวันนี้ วิชัยถูกเชื่อมยังไปยังกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มที่กำลังรอวันที่การเมืองจะกลับไปสู่ภาวะปกติ เพราะฉะนั้นการเข้าไปเป็นเจ้าของทีมเลสเตอร์ซิตี้ จึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของเจ้าพ่อดิวตี้ฟรีคนนี้อย่างแน่นอน
19/5/59
http://www.komchadluek.net/news/sport/227926

คืนฟอร์ม ‘บิ๊กป้อม’ ฟอร์มทีมถก ‘ปรองดอง’ ภาวะ “ลูกไก่ในกำมือ”

เชิงบันไดทำเนียบ : คืนฟอร์ม ‘บิ๊กป้อม’ ฟอร์มทีมถก ‘ปรองดอง’ ภาวะ “ลูกไก่ในกำมือ” เผยสูตรทำ “รัฐประหาร” สำเร็จรูป

เป็นงานยากรับปี60 ของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูงานปรองดอง เป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง เบื้องต้นแบ่งเป็น อนุกรรมการอำนวยการปรองดองฯ จัดทำ “จัดทำหัวข้อคุย” โดยมี ‘บิ๊กช้าง’พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ประธาน มี ผบ.เหล่าทัพ-ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมอนุกรรมการ และอนุกรรมการรับฟังพรรค-กลุ่มต่างๆ จัดทำ “ข้อคิดประชาสังคม” มีผู้ทรงคุณวุฒิ รับฟัง รวบรวม ความเห็น เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการลงนาม “สัตยาบัน” พรรค-กลุ่มต่างๆ
มีเสียงจากกระทรวงปืนใหญ่ว่า รายชื่อและโครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง จำนวน 19 คน เช่น พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นประธาน ร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทย มี ผบ.เหล่าทัพ , ผบ.ตร. รองปลัดกระทรวงกลาโหม หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกลาโหม พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม “บิ๊กณัฐ”พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผอ.ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป คสช. (ผอ.ศปป.) และ “เสธ.ต้อง”พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม
โดยมี 4 คณะอนุกรรมการ คือคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น 23 คน มี พล.อ.วัลลภ เป็นประธาน รวมถึงตัวแทนเหล่าทัพระดับ”พล.ท.”หน่วยละ 2 คน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผอ.ศปป. ตัวแทนกรมพระธรรมนูญ และกระทรวงมหาดไทย คณะอนุกรรมการจัดทำความเห็นร่วมเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ 22 คน คณะอนุกรรมการจัดทำกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ 17 คน และคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ 17 คน
อีกด้านก็เป็นงานให้ ‘บิ๊กป้อม’ ได้แสดงฝีมือ บารมี ที่มีมาดึงพรรค กลุ่มการเมือง นปช. กปปส. ร่วมวง เพราะ ‘บิ๊กป้อม’ ถือเป็น “มือประสาน” ของคสช.และนายกฯมาตลอด ด้วยสายสัมพันธ์ที่มีมากับฝ่ายการเมืองเดิม ครั้งเป็น ผบ.ทบ. ยุครัฐบาล ‘ทักษิณ’ และครั้งเป็น รมว.กลาโหม ยุครัฐบาล’อภิสิทธิ์’
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร ก็มีกระแสข่าวเป็นนายทุน มือประสาน ให้กลุ่มทุนจนต้องออกมาปฏิเสธ ทั้งกรณีถูกโยงปม “เจ้าสัวเลสเตอร์” นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ปธ.กรรมการกลุ่มบริษัทคิงเพาว์เวอร์ และ ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ จะรวบรวมทุนให้คสช.ตั้งพรรคการเมือง ลงแข่งขันเลือกตั้ง ไม่เป็นความจริง และโต้กระแสมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกลุ่มการเมือง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ที่ ‘บิ๊กป้อม’ ต้องออกมาย้ำว่า ไม่อยากเล่นการเมือง ที่ผ่านมาทำงานให้ประชาชนหลายปี แต่ก็ยังมีกระแสข่าวโจมตีตลอด
“ผมไม่เล่นการเมือง เอาชื่อผมไปโยงคงสนุกมั้ง และผมก็เป็นคนไม่ได้มีบารมี อย่างที่พวกคุณมาถามกัน ” พล.อ.ประวิตร กล่าว
อีกทั้งที่ผ่านไปไม่กี่เดือนกับ กรณีนายประภาส โงกสูงเนิน ประธานสภาประชาชน 4 ภาค นายสมาน ศรีงาม เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย บอก พล.อ.ประวิตรเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคอธิปไตยฯเพื่อให้เป็นพรรคทหาร
“ไม่ได้รู้จักกับนายประภาสและนายสมาน และไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการตั้งพรรคดังกล่าว และขอย้ำว่าตนและนายกรัฐมนตรีไม่คิดที่จะเล่นการเมือง” พล.อ.ประวิตร กล่าว
หลายๆอย่างจึงทำให้ ‘บิ๊กป้อม’ เป็นมือที่นายกฯเชื่อใจ มอบงานยากนี้ให้ ปูทางนำไปสู่การเลือกตั้ง ที่ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อใด ที่เร็วสุด คือ ปี2561 หรือ กลางปี2562
หลังมีการวาดไทม์ไลน์ระยะยาว ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯได้ออกมาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีขอพระราชทานร่างรธน.ฉบับประชามติกลับลงมา ก่อนวันที่ 6 ก.พ.2560 – กรรมการกฤษฎีกาเพื่อดำเนินการยกร่างมาตราที่จะมีการแก้ไข รธน.ประชามติ ให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทาน แก้ไขให้เสร็จและทูลเกล้าฯ กลับไปภายใน 30 วัน (8 มี.ค.2560) – โปรดเกล้าฯภายใน 90 วัน (6 มิ.ย. 2560) – กรรมการร่างรัฐธรรมนูญทำกฎหมายลูก 240 วัน (มิ.ย.-3 มี.ค. 2561) – สนช.พิจารณา 60 วัน (3มี.ค.-2พ.ค.2561) – กรณีแก้ไขเพิ่มเติมอีก 30 วัน (2 พ.ค.-1 มิ.ย. 2561) – ทูลเกล้าฯกฎหมายลูกเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน (30ก.ค. 2561) และ มีกระบวนการเลือกตั้ง 150วัน (ส.ค.-ธ.ค. 2561)
พรรคการเมืองให้ความสนใจการคุยครั้งนี้มาก หลังแผนปรองดองถูกนายกฯเบรกไปตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เป็นการคุยช่วงโค้งสุดท้าย แต่ไม่ท้ายที่สุดของโรดแมป คสช. เพราะโรดแมปยังอีกยาวนานพอสมควร
ยังไม่ทันได้คุย พรรค-กลุ่มการเมืองก็ออกมาตั้ง”เงื่อนไข”การคุยเสียแล้ว ทั้งจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส. ที่จะไม่ขอลงสัตยาบันร่วม และพรรคเพื่อไทย ก็เสนอให้ทหารต้องลงสัตยาบัน จะไม่ทำรัฐประหารอีก
จนทำให้ พล.อ.ประวิตร ออกมาตอบโต้ทันควัน เราทำข้อตกลง ส่วนจะลงนามหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง แต่มาตกลงเราจะอยู่กันในอนาคตอย่างสันติ ปรองดอง ตามที่รัฐบาลต้องการ‬ ไม่ขอลงรายละเอียดเป็นรายบุคคล และย้ำว่า ทหารเป็นกลาง ไม่มีขัดแย้ง นายกฯออกมาไม่ได้ปฏิวัติ แต่มาหยุดความขัดแย้ง ตอนนี้เกิดความสงบแล้ว ไม่มีใครอยากปฏิวัติ ไม่ต้องเซ็นต์เอ็มโอยู นอกจากบ้านเมืองเดินต่อไม่ได้
ถูกมองไปอีกว่าจะเป็นการ “มัดมือชก” นักการเมืองไม่ให้ตกรถไฟขบวนสุดท้าย ด้วยคสช.มั่นใจว่าสามารถคุมพรรค-กลุ่มการเมืองได้เบ็ดเสร็จ ให้ทำอะไรก็ทำ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร เชื่อว่าจะมีทางเดินต่อไปได้ ท่ามกลางคำปรามาสว่าทำไม่ได้ก็ตาม
“สื่อเข้าใจหรือไม่ ถ้าสื่อเข้าใจ นักการเมืองก็ยิ่งเข้าใจกว่าสื่อ ตนไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีการมาชกมาต่อยกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าว
อีกทั้งข้อเสนอให้กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ไปเป็นคณะกรรมการพูดคุยด้วย ไม่ใช่มีเพียง ผบ.เหล่าทัพ บุคคลจากกองทัพ และผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐบาลตั้งขึ้นเท่านั้น ให้การคุยสัมฤทธิ์ผลได้ จนทำให้ พล.อ.ประวิตร ต้องออกมายืนกราน ถึงความเป็นกลางของทหาร
“ทหารเป็นกลาง ไม่มีขัดแย้ง นายกฯประยุทธ์ออกมาไม่ได้ปฏิวัติ แต่มาหยุดความขัดแย้ง ตอนนี้สงบแล้ว ไม่มีใครอยากปฏิวัติ ไม่ต้องเซ็นต์‬เอ็มโอยู นอกจากบ้านเมืองเดินต่อไม่ได้” พล.อ.ประวิตร กล่าว
เหมือนจะเป็น “สัญญาใจ” ที่นักการเมืองมีแก่กัน หรือ คสช. เข้าดีลเรียบร้อยแล้ว จึงเปิดโรงคุยเพื่อเป็นนิมิตรหมาย ว่าจะปรองดองแล้วจริงๆ ด้วยการคุยครั้งนี้ไม่มีบทลงโทษ หากไม่ปฏิบัติตามที่คุย แต่ใช้มาตรการทางสังคมกดดันแทน ไม่หวั่นพรรคการเมือง “คืนคำ”
“ถ้าลงนามแล้ว ไม่มีบทลงโทษ เปรียบเพื่อนตกลงกันแล้ว ไม่ทำตาม จะไปลงโทษยังไง เป็นกติกาที่ทุกคนยอมรับแล้ว จะไม่ลงนาม ก็ไม่เป็นไร ส่วนจะปรองดองในระยะสั้นหรือยาว ก็ไม่เป็นไร ขอให้เริ่มก่อน‬ ให้ได้ออกมาพูดคุยกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าว
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คสช. โค้งสุดท้ายโรดแมป ข่าวลือที่ไม่ใหม่ แต่ไม่เคยเก่า คือ “รัฐประหาร” จะมซ้อน จะมีซ้ำหรือไม่ ที่น่าสนใจ คือ ไม่เคยมีใครกล้า “คอนเฟิร์ม” จะไม่เกิดขึ้นอีก
แต่สูตร “รัฐประหาร” อย่างไรให้รอด เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะ “รัฐประหาร” หลายครั้งก็ล้มเหลว เสียของ สำเร็จ ก็มีตัวอย่างในอดีตให้เห็น และอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ
กองทัพมีบทเรียนสำคัญจาก “รัฐประหารปี2534” ที่นำมาสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ที่ ‘บิ๊กสุ’พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.สส. ในขณะนั้น กล่าว “เสียสัตย์เพื่อชาติ” นั่งนายกฯรัฐมนตรี จนทำให้เกิดคลื่นมหาชน ประท้วง จนทหารต้องกลับเข้ากรมกองยาว 14 ปี และต้องฟื้นศรัทธาจากประชาชน ซึ่งก็เป็นทหารสายรบพิเศษมาทำงานยากนี้ คือ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช ผบ.ทบ. จากรบพิเศษคนแรก
จนมาถึงการรัฐประหารปี2549 นำโดย’บิ๊กบัง’พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ผบ.ทบ. ในเวลานั้น และให้’บิ๊กแอ๊ด’พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี รุ่นพี่รบพิเศษ เป็นนายกฯ มาในช่วงเวลาสำคัญที่กองทัพกลับมาคืนฟอร์ม ทำรัฐประหาร ที่เป็นไทม์ไลน์ยาวมาถึงรัฐประหารปี2557 อย่างปฏิเสธไม่ได้
จึงไม่แปลกที่ ‘บิ๊กเจี๊ยบ’พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. จะถูกจับตา “รบพิเศษ” กลับมาครั้งนี้ “ไม่ธรรมดา” แน่นอน ในห้วงเวลา “เปลี่ยนผ่าน” และ โค้งสุดท้าย “โรดแมป” ถูกจับตามอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “รัฐประหาร” จะมีอีกหรือไม่
“ผมตอบไปแล้ว ข้อมูลที่ผมมี และ ตัวผมยืนยันว่าไม่มี และ จะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิวัติ มันไม่มีหรอก เราก็เรียนรู้มาแล้วว่าอะไรคืออะไร อีกทั้งรัฐบาลก็วางหลักเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ป้องกันเหตุการณ์เดิมๆ อีก การเมืองก็ว่ากันไป” ผบ.ทบ. กล่าว
“ไม่มีใครอยากปฏิวัติ นอกจากบ้านเมืองไปไม่ได้ เกิดความขัดแย้ง ไม่มีทหารที่ไหนทำ คือผมอยู่มาแต่เด็กจนอายุ 70 กว่า ไม่มีใครอยากทำ ถ้าปฏิวัติแล้ว ประชาชนไม่เอาด้วย ปฏิวัติแล้ว ก็อยู่ไม่ได้ ไม่เป็นสิ่งน่ากลัวอะไรเลย แต่นี่ประชาชนเขาเห็นชอบ ว่าเราเข้ามาทำให้เกิดความสงบ ผมคิดแบบนี้ เชื่อว่าทหารส่วนใหญ่น่าจะคิดแบบนี้ ไม่มีใครอยากยึดอำนาจ มีอำนาจ ไม่เห็นมีอะไรดีเลย‬ ใครอยากมาแทนผมก็มาเลย ผมไม่ว่า” พล.อ.ประวิตร กล่าว
สะท้อนว่าต้องมีเหตุผลในการทำรัฐประหารในห้วงเวลานั้นๆ และประชาชนเห็นด้วยมากพอหรือไม่ ที่จะสนับสนุนกองทัพ การทิ้งเวลาให้ “สุกงอม” มากพอหรือยัง และสภาพความเป็นสุญญากาศทางการเมือง เพื่อใช้เป็นฐานรองรับว่า “บ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้ บ้านเมืองเกิดวิกฤติ” แล้ว
จึงน่าสนใจว่า การลงนามสัตยาบันรอบนี้ จึงอาจเป็น “เงื่อนไข” ให้คณะรัฐประหารในอนาคต ใช้อ้างหาความชอบธรรมได้ ว่า พรรคการเมือง นักการเมือง ไม่ทำตามข้อตกลง เพราะไม่ได้เขียนบทลงโทษใดๆไว้ ที่สำคัญทหารก็ไม่ร่วมลงนาม ว่า “จะไม่ทำรัฐประหารอีก”
ยังไม่มีหลักประกันใดๆ ณ เวลานี้ ว่า อนาคตจะสงบ สันติ ไม่กลับมาแบบเดิมจริง หลายคนจึงปรามาสว่า “ปรองดอง” จะไม่เกิดขึ้นจริง
“พรรค-นักการเมือง” เป็น “ลูกไก่ในกำมือ” คสช. เรียบร้อย แล้ว !!


“30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ

“30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ

 “ 30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ แถลงจุดยืน 4 ประเด็น เรียกร้อง สปท.ทบทวน เชื่อยังมีโอกาสชี้แจงผู้นำรัฐอันตรายกม.ใส่พานนักการเมือง

          สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน - 29 ม.ค.60 - “ 30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ แถลงจุดยืน 4 ประเด็น เรียกร้อง สปท.ทบทวน เชื่อยังมีโอกาสชี้แจงผู้นำรัฐอันตรายกม.ใส่พานนักการเมือง ปิดกั้นสื่อสารปชช.-สื่อ
“30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ
         ตัวแทนจาก 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ , สภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย , สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , สถาบันอิศรา สมาคมผู้สื่อข่าวภูมิภาคได้นัดประชุมหารือกันพร้อมทั้งแสดงจุดยืนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน...ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยใช้ชื่องานว่า “รวมพลังต้าน กฎหมายคุมสื่อ”
                         “30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ
          ซึ่งนายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ที่สื่อมวลชนทุกระดับมาเพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน ส่วนตัวมองว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเมื่อฟังชื่อแล้วสวยหรู แต่เนื้อหานั้นไม่ใช่การปฏิรูปสื่อแต่อย่างใด เพราะทุกประเด็นที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นเป็นเหมือนการถอยหลังเข้าคลอง กลับไปในยุคที่อำนาจรัฐและการเมืองเข้ามามีอิทธิพลครอบงำการทำงานของสื่อได้มากกว่าที่เคยมีมา โดยหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ระบุไว้ชัดเจนว่าสื่อไม่สามารถดูแลกันเองได้ ดังนั้นสิ่งที่คนทำสื่อจะต้องนำไปคิดกันก็คือว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับข้อสังเกตดังกล่าวคือการลดทอนกระบวนการหรือกลไกในการดุแลกันเองของสื่อโดยมีการตั้งกลไกใหม่ขึ้นมา ใช้ชื่อว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายลงโทษทางปกครองสื่อได้ ขณะเดียวกันยังมีอำนาจในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อ                       
          นายเทพชัย กล่าวต่อว่าส่วนโครงสร้างสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีกรรมการจำนวน 13 คน มีกรรมการจำนวน 4 คนที่เป็นปลัดกระทรวงหรือตำแหน่งได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี,ปลัดกระทรวงการคลัง,ปลัดกระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและปลัดกระทรวงวัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตามตำแหน่งปลัดกระทรวงเป็นตำแหน่งที่นักการเมืองแต่งตั้งขึ้น ซึ่งชัดเจนว่าปลัดกระทรวงต้องเป็นคนที่สื่อถูกตรวจสอบ แต่กลับกันจะมาเป็นคนที่ตรวจสอบสื่อเสียเอง ซึ่งตนเชื่อว่ารัฐบาลที่จะได้ใช้อำนาจนี้ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายจะผ่านการพิจารณาจะไม่ใช่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่จะเป็นรัฐบาลที่จะมาหลังจากการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว เป็นสิ่งที่นักการเมืองปรารถนาอยากจะได้มาก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือการชงกฎหมายใส่พานให้กับนักการเมืองที่ต้องการกลับมาจะบริหารประเทศหลังจากการเลือกตั้ง ถือเป็นอันตรายที่ไม่ใช่ต่อผู้ทำวิชาชีพสื่อมวลชน แต่เป็นต่อเสรีภาพ การรับรู้ข่าวสาร และอันตรายต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐของภาคประชาชน
                           “30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ
          นายโปรย สมบัติ นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พร้อมที่จะร่วมกับองค์กรวิชาชีพสื่อในการที่จะออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ตัวนี้ โดยในวันที่ 17-18 ก.พ.จะมีการจัดสัมมนาที่ จ.อุตรดิตถ์ก็อยากจะให้มีตัวแทนจากองค์การวิชาชีพสื่อส่วนกลางไปให้ความรู้และความเห็นเพื่อคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ตัวนี้ด้วย
          ขณะที่นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่า นอกจากที่จะมีการออกแถลงการณ์วันนี้แล้วก็อยากจะให้มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การรวมตัวกันของกลุ่มองค์กรเพื่อไปยื่นหนังสือคัดค้านยัง สปท. โดยให้ไปยืนที่หน้ารัฐสภา ใส่เสื้อสีเดียวกันเพื่อแสดงสัญลักษณ์การคัดค้านให้สาธารณะได้เห็นภาพ และอยากจะให้ชวนกลุ่มองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นมาร่วมการเคลื่อนไหวด้วย เพื่อให้รัฐร่วมฟังเสียง
          ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. นายเทพชัย ได้อ่านแถลงการณ์ ร่วมกันของ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีเนื้อหาสรุปใจความสำคัญ 4 ข้อว่า 1.กฎหมายดังกล่าวไม่ได้อยู่บนหลักพื้นฐานของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่กลับเน้นหลักการควบคุมสื่อมวลชนโดยใช้อำนาจรัฐ เข้ามาแทรกแซง การทำหน้าที่โดยอิสระของสื่อมวลชน และไม่สอดคล้องหลักการของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ ซึ่งมีเจตนาให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ และปิดกั้นเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน  2.สปท.โดย กมธ.ฯ สปท. ต้องทบทวนความจำเป็นในการออกกฎหมายดังกล่าว 3.หาก สปท.ยังผลักดันกฎหมายดังกล่าวต่อไป องค์กรวิชาชีพสื่อทั่วประเทศจะยกระดับ มาตรการในการคัดค้านร่างกฎหมายต่อไปให้ถึงที่สุด 4.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนได้พัฒนาระบบการกำกับดูแลกันเอง ด้านจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของสื่อมวลชนและตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปเพื่อให้เกิดความมั่นใจ
                       “30 องค์กรสื่อ” รวมพลังต้าน ร่าง กม.คุมสื่อ
          ภายหลังอ่านแถลงการณ์ นายเทพชัย กล่าวว่า การยกระดับในการคัดค้านเราจะทำถึงที่สุดนั้น โดยเชื่อว่า ยังมีโอกาสที่จะสื่อสารผู้มีอำนาจรัฐถึงอันตรายของร่างกฎหมายนี้ โดยเราจะเล็งทำความเข้าใจกับผู้มีอำนาจให้เห็นถึงผลร้ายของกฎหมายดังกล่าวทุกระดับทั้ง นายกรัฐมนตรี , รัฐบาล , คสช. , สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สปท.
          นายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น กล่าวต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ภาพรวมร่างจะให้กำหนดคุณสมบัติของการที่จะมาขอใบอนุญาตสื่อแล้วคุณคิดว่าเขาจะเขียนกันอย่างไรโดยการกำหนดคุณสมบัติอย่างน้อยจบปริญญาตรีด้านไหน มีประสบการณ์อย่างน้อยกี่ปีและประวัติบุคคลมีอะไรอย่างไรบ้างที่จะให้ระบุ ดังนั้นก็จะถูกตีกรอบในกติกาที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครทำหน้าที่สื่อได้อย่างถูกต้องและโดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียอย่างนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเขียนกฎอะไรก็ตามแต่ที่จะคุมเฉพาะคนบางกลุ่มและที่เหลือคุณคุมไม่ได้ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่กฎหมายนี้จะออกมาในทางปฏิบัติที่จะทำได้โดยไม่กระทบถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น
        ขณะที่นายสุทธิชัย ยังกล่าวถึงแนวทางการแสดงจุดยืนครั้งนี้ด้วยว่าในอดีตของการแสดงออกถึงการต่อต้านปร.42 (ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่42)เราเคยมีการเรียกประชุมใหญ่สมัชชาสื่อมวลชนแห่งชาติทั่วประเทศมาเจอกันที่สมาคมฯนี้โดยมีสัญลักษณ์รูปลิง3ตัว ครั้งนั้นเป็นการแสดงออกที่มีพลังมากที่ทำให้ทั้งประเทศเห็นว่าเป็นเรื่องระดับชาติเป็นผลประโยชน์ของประชาชนเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง เราจะเน้นตลอดเวลาที่ต่อสู้ไม่ใช่เพื่อเสรีภาพของสื่อแต่เป็นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นขั้นพื้นฐานและอย่าลืมว่าในรัฐธรรมนูญก็กำหนดเรื่องนี้ไว้ซึ่งเราต้องยันข้อนี้ไว้ว่ารัฐธรรมนูญระบุประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังนั้นการออกกฎหมายใดๆมาที่ขัดกับรัฐธรรมนูญถือว่าผิด
         ขณะที่การเคลื่อนไหวในอดีตหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเขียนบทนำหน้า1ในข้อความเดียวกันตีพิมพ์วันเดียวกันเพื่อให้สังคมรู้สึกตื่นตัวเหมือนกันซึ่งทำให้ผู้มีอำนาจยุคสมัยนั้นเห็นว่าสื่อเอาจริงแล้วโดยในแง่ของความเอาจริงเอาจังในส่วนของการออกแถลงการณ์คงยังไม่เพียงพอซึ่งเวลาที่เราต้องการให้มีผลสูงสุดในการนำเสนออย่างกลุ่มโทรทัศน์ก็อ่านเป็นบทนำสรุปจากแถลงการณ์ทั้งหมดขณะที่ให้มีออกเป็นตัวหนังสือประกอบด้วยว่าเป็นแถลงการณ์จากสถานีโทรทัศน์ใดบ้างซี่งปกติโทรทัศน์จะไม่มีบทนำ แต่การมีบทนำจะทำให้ประชาชนนิ่งดูเพื่อให้เห็นเราร่วมกันยืนหยัดเรื่องเสรีภาพโดยตนเชื่อว่ากรรมการชุดนี้ทั้งคสช.และนายกรัฐมนตรีหรือใครต่อใครก็ต้องคิดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมโทรทัศน์ทุกช่องหนังสือพิมพ์ทุกฉบับจึงมีบทความเรื่องนี้เหมือนกันเขาต้องหยุดคิดเขาจะต้องชะงักเพราะว่าพลังของเราอยู่ที่ว่าทั้งสังคมเห็นว่ามีอะไรผิดปกติขึ้นมาแต่ถ้าเราเพียงแต่รายงานข่าวเฉยๆเพียงว่ามีการประชุมและออกแถลงการณ์แล้วจบก็จะไม่เกิดพลังซึ่งนอกจากข่าวแล้วเรื่องที่กระทบต่อเสรีภาพของประชาชนสื่อจะต้องมีวิธีการทำให้เห็นimpactที่ชัดเจน
          และนอกจากนี้ก็น่าจะต้องทำให้ประเด็นนี้อยู่ในโซเชียลมีเดียมากกว่าประเด็นมิสยูนิเวิร์สหน่อยซึ่งที่ผ่านมาปรากฏการณ์ของมิสยูนิเวิร์สในโซเชียลมีเดียน่าสนใจที่ให้มีการโหวตผ่านทวิตเตอร์ตนเห็นว่าเรื่องร่างกฎหมายนี้ควรต้องมีการรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดียทั้งภาพ,เสียง,วีดีโอ,กราฟฟิคตี้ที่สวยๆที่มีพลังกับสโลแกนที่ชัดเจนที่ควรจะส่งต่อกันได้
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่เข้าร่วมการคัดค้านในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 2.สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  3.สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 4.สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 5.สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย 6.สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ 7.สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย 8.สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย 9.สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย 10.สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 11.สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย 12.สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย 13.สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย 14.สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย 15.สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ 16.สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย 17.สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ 18.สมาคมสภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย) 19.สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) 20.สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน 
          21.สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย 22.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคเหนือ 17 จังหวัด 23.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคอีสาน 24.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 25.เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคใต้ 26.ชมรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อาวุโส 27.ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม 28.ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ 29.ชมรมเพื่อเพื่อนช่างภาพสื่อมวลชน และ 30.สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย.

รวมพลังคว่ำกฎหมายปิดปากสื่อ! โดย : กาแฟดำ

30012560 • รวมพลังคว่ำกฎหมายปิดปากสื่อ! โดย : กาแฟดำ

ทำไมวงการสื่อซึ่งรวมถึง 6 องค์กรสื่อทั่วประเทศ ต้องลุกขึ้นมาประท้วง ร่างกฎหมายว่าด้วยสื่อ
ทั้ง ๆ ที่มีชื่อฟังดูไพเราะเพราะพริ้งว่า “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน” ที่กรรมาธิการปฏิรูปประเทศกำลังพิจารณาอยู่?
คำตอบง่าย ๆ ก็คือเพราะร่างกฎหมายนี้เนื้อหาจริง ๆ ไม่ได้ “คุ้มครอง” สิทธิเสรีภาพ และไม่ได้ “ส่งเสริม” จริยธรรมและมาตรฐานสื่อมวลชน
ที่ซ่อนเร้นเอาไว้คือการ “ควบคุม” และ “จองจำ” สื่อให้อยู่ใต้การควบคุมของคนกลุ่มหนึ่ง ที่อาจเป็นตัวแทนของอิทธิพลการเมือง และผลประโยชน์ธุรกิจอย่างชัดเจน
หนึ่งในมาตราที่ลิดรอนสิทธิของคนทำสื่อคือการตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่มีอำนาจล้นเหลือในการให้หรือไม่ให้ใบอนุญาต ในการประกอบอาชีพสื่อ 

จะมีปลัดกระทรวงอย่างน้อย 4 คนที่จะนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้โดยตำแหน่ง
นั่นย่อมเป็นการเปิดทางให้การเมืองและข้าราชการประจำ สามารถแทรกแซงการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระของสื่อได้โดยตรง
เป็นความพยายามที่จะกำกับ ควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ ทำลายเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น, ตรวจสอบผู้มีอำนาจและเปิดเวทีการระดมความคิดที่หลากหลายเพื่อการปฏิรูปประเทศชาติอย่างแท้จริง
เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจในการให้หรือถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อได้
แปลว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งมีอำนาจล้นเหลือในการกำหนดว่าใครจะทำงานเป็นนักข่าว ช่างภาพ บรรณาธิการ คอลัมนิสต์ นักเขียนการ์ตูน ของสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ และวิทยุ... และจะห้ามใครไม่ให้ทำอาชีพนี้ก็ได้ หากไม่เป็นที่พอใจของคณะกรรมการชุดนี้
ทั้งที่ ๆ สื่อคือเสียงสะท้อนของสังคม เป็นกระจกส่องความเป็นไป จึงต้องมีกฎกติกาที่รับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของการทำหน้าที่สื่อ
เพราะเสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน
กลุ่มคนที่ผลักดันเรื่องนี้อ้างว่าอาชีพหมอ วิศวกร สถาปนิกและอื่น ๆ ต่างก็มีกลไกการ “ขอใบอนุญาต” ทำงานเหมือนกัน แต่พวกเขาสับสนกับข้อเท็จจริงที่ว่าคนทำสื่อนั้นไม่จำเป็นต้องจบนิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์เหมือนหมอต้องจบแพทย์และวิศวกรต้องเรียนวิศวกรรมศาสตร์ จึงต้องมีการกำกับตาม “มาตรฐานวิชาชีพ”
แต่คนทำสื่อคือ “หูตา” ของสังคม จะเรียนจบอะไรมาก็ได้ หลักสำคัญคือการทำตามจริยธรรมแห่งสื่อที่มีสังคมและกฎหมายแพ่งและอาญากำกับไว้อย่างรอบด้านอยู่แล้ว
อีกทั้งสังคม ผู้อ่าน ผู้ชม ผู้ฟังก็เป็นผู้ตัดสินว่าจะเสพเนื้อหาจากสื่อคนไหนสำนักใด หรือจะ “ลงโทษ” ด้วยการไม่เสพสื่อนั้น ๆ อีกทั้งยังสามารถร้องเรียนความประพฤติที่ไม่ชอบมาพากลของสื่อไปยังองค์กรสื่อทั้งระดับชาติและท้องถิ่นมากมายเพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชนได้ตลอดเวลา
ร่างกฎหมายนี้นอกจากจะมุ่งควบคุมและแทรกแซงแล้วก็ยังล้าสมัยเพราะเมื่อเกิด social media ใคร ๆ ก็สามารถเป็นสื่อได้ทั้งสิ้น ด้วยโทรศัพท์มือถือใคร ๆ ก็เป็นนักข่าว ช่างภาพ นักเขียน นักวิเคราะห์ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่างกฎหมายนี้จะสามารถควบคุมและกำกับการทำหน้าที่สื่อของประชาชนกว่า 60 ล้านคนได้อย่างไร?
ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าสื่อจะต้องปฏิรูปตัวเองอย่างกว้างขวางและลุ่มลึก แต่การออกกฎหมายเพื่อเปิดทางให้แทรกแซงสื่อโดยผู้มีอำนาจได้เป็นการเดินสวนทางกับการปฏิรูปสื่อแน่นอน
ปรากฏการณ์เมื่อวานนี้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่ต่อต้านคัดค้านร่างกฎหมายนี้จนถึงที่สุดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสังคมที่จะสกัดกั้นความพยายามของกลุ่มคนที่ต้องการทำลายพื้นฐานแห่งเสรีภาพของการแสดงออกของประชาชนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องแน่นอน
เพราะเราไม่สามารถปราบคอร์รัปชัน ไม่สามารถสู้กับ “ทุนสามานย์” ไม่สามารถต้านความไม่ชอบมาพากลในสังคมได้หากยอมให้กฎหมายปิดปากสื่อผ่านความเห็นชอบของสภา
ปิดปากสื่อคือปิดปากประชาชน!

30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ออกแถลงการณ์ คัดค้านกม.คุมสื่อฯ

(29/1/60)



"สุทธิชัย-เทพชัย-วันชัย"นำ คนข่าว คนหนังสือพิมพ์ คนทีวี.รุ่นเก๋า รุ่นใหม่ ในนาม30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ออกแถลงการณ์ คัดค้าน "ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน"ของ สปท./ถ้าไม่ทบทวน จะยกระดับการต่อต้าน
วันนี้ คนข่าว คนหนังสือพิมพ์ และพี่น้องนักข่าว 30องค์กร รวมตัวกัน นำโดย นายวันชัย วงศ์มีชัย. นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายสุทธิชัย หยุ่น นายพงษ์ศักดิ์ พยัคฆ์วิเชียร นายสุภาพ คลี่ขจาย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ และคนข่าวรุ่นครู อาจารย์ คอลัมนิสต์อาวุโส รวมตัวกันเพื่อออกแถลงการณ์ต่อต้าน ร่างกม.คุมสื่อ ของ สปท.
ทั้งนี้เพราะ1) ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ..... ดังกล่าว มิได้อยู่บนพื้นฐานหลักการของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่กลับเน้นหลักการควบคุมสื่อมวลชนโดยใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่โดยอิสระของสื่อมวลชน และไม่สอดคล้องกับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ผ่านการลงประชามติ ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเองโดยอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากภาครัฐ
ทั้งนี้ จะมีผลกระทบโดยตรงต่อบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐและเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
2)สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องยกเลิกการพิจารณาร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนประเทศด้านการสื่อสารมวลชน โดยให้กลับไปทบทวนความจำเป็นในการออกกฎหมายดังกล่าว
3)หากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเดินหน้ารับรองร่างพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ฟังเสียงทักท้วง องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั่วประเทศจะยกระดับมาตรการในการคัดค้านร่างกฎหมายนี้ต่อไปจนถึงที่สุด
4)ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้พัฒนาระบบการกำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อยกระดับความรับผิดชอบของสื่อมวลชนและตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป
ลงชื่อ 30 องค์กรวิชาชีพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย
สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย
สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย
สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย
สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ
สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย
สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
สมาคมสภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย)
สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย)
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน
สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย
สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคเหนือ 17 จังหวัด
เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคอีสาน
เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคกลาง-ภาคตะวันออก
เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคใต้
ชมรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อาวุโส
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ
ชมรมเพื่อเพื่อนช่างภาพสื่อมวลชน

"บิ๊กป้อม"โต้ข่าว ผู้มีอำนาจในรบ.ไปพูดคุยกับพรรคการเมือง เรื่องปรองดอง รบ.แห่งชาติ

บิ๊กป้อม ลั่น ใครจะมีปัญญาไปปรองดอง กับทุกพรรค...ถามผมมีสิทธิ์จะไปเจอใครได้. ไม่ว่าพรรคไหนทั้งนั้น ผมไม่เคยไปเจอใครเลย"‪.....โต้ข่าว ผู้มีอำนาจในรัฐบาลไปพูดคุยกับพรรคการเมือง เรื่องปรองดอง เพื่อเตรียมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม/รองหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อเสนอข่าวและบทวิเคราะห์ถึงกระบวนการปรองดองที่นำโดยพลเอกประวิตรว่ามี "ดีล"มีการต่อรองกับพรรคการเมืองนั้นว่า ผม ก็แปลกใจว่าสื่อเขียนข่าวแบบนี้กล่าวหาว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลไปพูดคุยกับพรรคการเมือง นักการเมือง เรื่องปรองดอง เพื่อเตรียมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
"ผมยืนยันว่าไม่มี ในฐานะที่ผมดูแลเรื่องปรองดอง ไม่รู้ว่า จะไปเจอใครได้ จะไปเจอได้เมื่อไหร่ เจอที่ไหน ผมมีสิทธิ์จะไปเจอใครได้. ไม่ว่าพรรคไหนทั้งนั้น ผมไม่เคยไปเจอใครเลย"
"ไปเขียนข่าวแบบนี้ มันทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาลเขียน แบบนี้เรียกว่าเพ้อเจ้อผมใช้คำว่าเพ้อเจ้อ เพราะเลยขั้นมโนไปแล้ว แบบนี้มันไม่รับผิดชอบแล้ว"
สำหรับคนที่เขาทำงานเค้าตั้งใจนะ พอเขียนแบบนี้ เขาก็เสียใจ คนก็เชื่อไปเยอะแล้ว
ผมไม่ได้โกรธ แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ที่รัฐบาลจะให้ใครไปดีลกับคนนั้นคนนี้
จะไปดีล ยังไงผมยังดูไม่ออกเลย ก็ยังไม่รู้เลยว่า แต่ละคนแต่ละพรรคจะออกมาเสนอหรือแสดงความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ก็เขียนกันไปจนทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพรวมของประเทศ รัฐบาลและคสช.ถูกมองว่าไปควบคุมไม่ให้มีอิสระ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะรัฐบาลนี้ตั้งใจจริง และให้อิสระในการแสดงความคิดเห็น

เพราะเราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะปรองดองกันได้หรือไม่ แต่ถ้ามีกติกาที่ชัดเจนทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันก็อาจจะมีแนวทางจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะทุกคนทุกพรรคก็ตอบรับที่จะมาแสดงความคิดเห็นในช่วง 3 เดือนนี้เพราะฉะนั้นอย่าไปมโน. อยากไปเพ้อเจ้อเพราะทำให้คนที่เขาตั้งใจคนที่เขามีความสามารถเข้ามาทำเสียกำลังใจ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนั้น ที่ตั้งใจเข้ามาทำ
"แล้วไปพูดแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน. กล่าวหาว่าผมไปดีล เดินสายไป ตกลงกับคนนั้นคนนี้ มีที่ไหนผมยังไม่เคยไปเจอใครเลย"
ผมไม่เคยไปเจอใครสักคน แล้วก็ไม่เคยให้ใครไปคุยหรือไปเจอกับใครด้วย บอกเลยคนไหนที่ไปเจอ ให้ออกมาพูดเลยว่าใครใครที่เอาชื่อผมไปอ้าง หริอบอกว่า ที่ผมสั่งมา บอกมาเลย
"ผมกับนักข่าวก็เจอกันอยู่ทุกวัน ผมจะหนีไปไหนได้ จะไปเจอกับใครได้ ผมจะมีเวลาไปเจอกับใครที่ไหน โอ้โห! ยังกะ ตาสับปะรด ไปเที่ยวไหนยังไม่ได้เลย"

เมื่อถามว่าเป็นคนใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมรุ่นนั้นพลเอกประวิตรกล่าวว่า ไม่มี ผมไม่เคยใช้ใครเลย. แล้วใครจะไปทำได้ไปปรองดองใครจะมีปัญญาไปปรองดองกับทุกคน ใครจะมีปัญญา ไปตกลงไปดีล กับทุกคนตกลงกันยังไงผมยังไม่รู้เลย ตกลงเพื่อ คสช.หรือ ไม่มีหรอก

เขียนแบบนี้มันบั่นทอนกำลังใจนะเขียนแล้วไม่รับผิดชอบแบบนี้ถือว่าเป็นการบัณฑรความน่าเชื่อถือของสื่อกันเองเพราะหนังสือก็เขียนดี เขียนอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบด้วย

บิ๊กป้อม ขอ ผบ.เหล่าทัพ เปิดกว้าง ทุกช่องทางรับฟังทุกความเห็น



บิ๊กป้อม ขอ ผบ.เหล่าทัพ เปิดกว้าง ทุกช่องทางรับฟังทุกความเห็น สนับสนุน กระบวนการปรองดองสามัคคี
พลตรีคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม .กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม สั่งการในที่ประชุมสภากลาโหมว่า ขอให้ หน่วยขึ้นตรง.กห.และผบ.เหล่าทัพ เปิดกว้างเป็นช่องทางรับทุกความคิดเห็น
พร้อมขอให้การสนับสนุนการดำเนินงานสร้างความสามัคคีปรองดองอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อให้ความรัก ความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันในชาติ กลับมาเป็นพลังหลักที่สำคัญในการเดินหน้าขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติร่วมกัน

ผบ.ทบ.ให้ทุกหน่วยหนุนปรองดอง



"บิ๊กเจี๊ยบ"ประชุม คสช. สั่ง ทุกส่วนสนับสนุนกระบวนการสามัคคีปรองดองของรัฐบาล สั่ง เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น /ใช้สื่อสร้างการมีส่วนร่วมสร้างความรัก ความสามัคคี

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช.กล่าวว่า พลเอกเฉลิมชัย ได้ให้ความสำคัญกับการสานต่องานด้านการสร้างความรักความสามัคคีและความปรองดองของคนในชาติ โดยมอบหมายให้ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการสนับสนุนงานสร้างความสามัคคีปรองดองตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ดำเนินการสร้างความรัก ความสามัคคีในรูปแบบต่างๆ เช่น จัดโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก ความสามัคคี การเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การใช้สื่อเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างความรัก ความสามัคคี เป็นต้น

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนต่อสถานการณ์หลังน้ำลดในพื้นที่ภาคใต้นั้น พลเอกเฉลิมชัย กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินตามแนวทางที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ให้กองทัพเข้าไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายในทุกพื้นที่ ในเวลาเดียวกัน ภายใต้การบริหารจัดการในภาพรวมของทางจังหวัด 

โดยในส่วนของกองทัพภาคจะจัดทหารชุดช่างที่เหมาะสมกับความเสียหายของสิ่งก่อสร้าง มีการประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำศักยภาพของนักศึกษาอาชีวะเข้ามามีส่วนร่วมในงานซ่อมแซมบ้านให้กับประชาชนด้วย

ทั้งนี้ให้ดำเนินการควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน โดยทีมแพทย์จากกระทรวงสาธารสุขและชุดแพทย์ของหน่วยทหาร เพื่อให้สภาวะโดยรวมของภาคใต้กลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ พลเอกเฉลิมชัย ยังได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่วนราชการ หน่วยทหาร ได้ร่วมกันสร้างความพร้อมในการเข้าคลี่คลายเหตุการณ์ หากเกิดอัคคีภัยในชุมชนเมือง หรืออาคารสูง ซึ่งเหตุดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศในช่วงนี้

โดยย้ำให้ทุกส่วนดำเนินการซักซ้อม ประสานงาน ให้สามารถเข้าคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสม เพื่อลดและป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การประชุมในวันนี้ พลเอกเฉลิมชัย ยังได้ให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมและเอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยให้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ประสานงานและบูรณาการ ร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ เช่น การป้องกันไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ การจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ ให้มีความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการให้มากที่สุด

ทั้งนี้ เพื่อให้การท่องเที่ยวยังคงเป็นธุรกิจสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ ในเรื่องของการป้องกันไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ ทางกองทัพภาคที่ 3 ได้เตรียมการป้องกันและคลี่คลายสถานการณ์ในทุกด้านไว้แล้ว รวมถึงการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน และจะใช้ช่วงเวลาต่อจากนี้เร่งสร้างจิตสำนึกของประชาชน เพื่อมิให้ไฟป่าและหมอกควันส่งผลกระทบต่อประชาชนและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ

ในตอนท้ายของการประชุม พลเอกเฉลิมชัย ได้ขอบคุณทุกส่วนงานที่ดำเนินตามบทบาทหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้อำนาจหน้าที่ตามกรอบอย่างเหมาะสม พร้อมขอให้ทุ่มเททำงานในช่วงเวลาต่อไป เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและประชาชนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

ข่าว27/1/60

โรลส์รอยซ์

เลขาฯ ป.ป.ช. ยัน รบ. - คสช. ไม่มีคำสั่งพิเศษคดีสินบนโรลส์ - รอยซ์ ขณะอังกฤษยินดีให้ความร่วมมือดี ยอมรับกังวล เพราะกระทบภาพลักษณ์ประเทศมาก

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า จากการประสานงานไปยัง ป.ป.ช. ของอังกฤษ (เอสเอฟโอ)

ได้รับการยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ของไทยในการเปิดเผยข้อมูล สินบนโรลส์ - รอยส์ แต่ทางอังกฤษได้ขอให้ ป.ป.ช. ทำหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่

รับผิดชอบในการตรวจสอบคดีดังกล่าว พร้อมกับขอให้ระบุประเด็นที่อยากรู้มาให้ชัดเจนเป็นข้อ ๆ ว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้าง และขอความร่วมมือทางการไทยระมัดระวังในการให้ข่าวเรื่องนี้

เพราะคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของอังกฤษ ซึ่งอาจมีผลต่อรูปคดีและข้อกฎหมายของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ นายสรรเสริญ ยังกล่าวต่อว่า หากได้ข้อมูลครบถ้วนก็จะมีการพิจารณาตั้งอนุกรรมการสอบสวนตามขั้นตอนต่อไป แต่ยังไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้ เนื่องจากต้องรอข้อมูลจากต่างประเทศ

และคาดว่า ป.ป.ช. จะทำเอกสารจัดส่งไปอังกฤษได้ในสัปดาห์หน้า พร้อมยอมรับกังวล ในการทำคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่สำคัญต่อภาพลักษณ์ของประเทศ จำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบ และรวดเร็ว

เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม เลขาฯ ป.ป.ช. ยืนยันว่า รัฐบาล และ คสช. ไม่ได้มีคำสั่งใด ๆ เป็นพิเศษ สำหรับการติดตามคดีมีเพียงการกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานข้อมูลกันเพื่อให้การดำเนินการรวด

เร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น
------
"จาตุรนต์" FB ชี้ ไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะองค์กรต่อต้านการทุจริตถูกเปลี่ยนแปลง ครอบงำ สั่งการโดย คสช.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Chaturon Chaisang" ว่า จากการที่ประเทศไทยถูกลดอันดับในการต่อ

ต้านคอร์รัปชั่นนั้น ถ้าศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นใน 2 - 3 ปีมานี้ จะเข้าใจสาเหตุและปัญหาได้ไม่ยาก โดยปัญหาในส่วนที่เชื่อมโยงกับประเด็นที่มีการกล่าวถึงในการจัด

อันดับ คือ ระบบองค์กรที่ใช้ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากการกำหนดให้ คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จครอบจักรวาลตามมาตรา 44 จน

สามารถพูดได้ว่าองค์กรอิสระนั้น "มีก็เหมือนไม่มี" เพราะ คสช. สั่งการองค์กรอิสระอย่างไรก็ได้ ซึ่งระบบใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการตั้ง คกก. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและ

ปราบปรามการทุจริตภาครัฐ จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติขึ้นภายในสำนักงาน ป.ป.ท. เรียกโดยย่อว่า ศอตช. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เลขาธิการ ป.ป.ช.

เป็นกรรมการ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นกรรมการ รวมองค์กรภาคเอกชนอีก 2 องค์กร เป็นกรรมการ เท่ากับเอากลไกขององค์กรอิสระและเอกชนไปอยู่ใต้การ

นำของฝ่ายบริหาร หรือเรียกได้ว่า คสช. ได้เปลี่ยนระบบและองค์กรในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นไปเป็นระบบอื่น ที่ไม่ใช่ระบบที่อาศัยองค์กรอิสระ เพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ คสช. และรัฐบาล

อีกทั้งไม่มีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างอำนาจอธิปไตยตามระบบประชาธิปไตย คสช. มีอำนาจเหนือองค์กรอื่นทั้งปวง

นอกจากนี้ ประชาชนและสื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพในการหาข้อมูลและแสดงความคิดเห็น การหาข้อมูลถูกขัดขวางและการแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการทุจริตของรัฐ ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมัก

ถูกคุกคามหรือถูกจัดการด้วยกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม เช่น คำสั่งของ คสช. ทำให้ไม่มีช่องทางที่สังคมจะสามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ ดังนั้น คงต้องรอให้ถึงเวลาที่น้ำลดเสียก่อน ตอ

ถึงจะผุดให้เห็น
------------
"วีระ" FB จี้ รัฐบาล คสช. และ ป.ป.ช. ยอมรับเถอะว่าพวกคุณล้มเหลวในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "วีระ สมความคิด" ว่า รัฐบาล, คสช. บริหารประเทศมาเกือบ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 จน

ถึงปัจจุบัน การที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ประเมินให้ดัชนีความโปร่งใสของไทยตกต่ำ ความจริงที่ต้องยอมรับคือมีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

และหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงทำงานไร้ประสิทธิภาพ ถูกครอบงำจากอำนาจรัฐ ไม่ใช่องค์กรอิสระจริงตามรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หยุดโยน

ความผิดให้คนอื่น และไม่ต้องโทษว่าองค์กรเพื่อความโปร่งใสใช้เกณฑ์ประชาธิปไตยมาประเมิน

ทั้งนี้ นายวีระ ระบุ ขอให้ดูตารางการเรียบเรียงของมูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสประเทศไทย พบว่าในปี 2555 ในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไทยได้คะแนน 37 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 88

จากจำนวน 176 ประเทศ ต่อมาในปี 2556 ซึ่งยังเป็นรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไทยถูกประเมินให้คะแนนตกลงเหลือเพียง 35 คะแนน อันดับที่ 102 จากจำนวน 177 ประเทศ ใกล้เคียงกับขณะนี้เลย

และไม่ทราบว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมาโยนความผิดให้รัฐบาลอภิสิทธิ์หรือไม่ และ ป.ป.ช. ในสมัยนั้นพูดว่ามีการใช้เกณฑ์ประชาธิปไตย มาประเมินหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น รัฐบาล คสช. และ ป.ป.ช. ไม่ต้องไปโยนความผิดให้คนอื่น แต่ต้องยอมรับความจริง แล้วทำการแก้ไขจะดีกว่า ถ้าอยากให้ไทยได้คะแนนความโปร่งใสมากขึ้น รัฐบาล และ ป.ป.ช. ต้องใช้

ความจริงจังและความจริงใจในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ดีแต่พูด ต้องเอาจริงกับทุกคน ทุกเรื่อง ที่มีการคอร์รัปชั่น ไม่ใช่คนใกล้ตัวและพวกพ้องของผู้มีอำนาจในรัฐบาลไปทำผิด

เสียเอง ก็ทำเป็นมองไม่เห็น บอกเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วไม่มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ถ้ายังทำอย่างนี้ต่อไป รับรองได้ อันดับดัชนีความโปร่งใสของไทยในปี 2560 คงจะได้
คะแนนลดลงอีกอย่างแน่นอน
--------------
"เรืองไกร" ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ มติ ครม. สมัย "อภิสิทธิ์" ซื้อเครื่องบิน 4.9 แสนล้าน หวั่นโยงโรลส์ - รอยซ์ 

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อหรือเช่าเครื่องบินแบบ

เครื่องยนต์ต่อเนื่อง หลัง ป.ป.ช.อังกฤษ หรือ เอสเอฟโอ พบการทุจริตเรียกรับสินบนบริษัท โรลส์ - รอยซ์

ทั้งนี้ นายเรืองไกร ขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบย้อนหลัง ตั้งแต่มติของคณะรัฐมนตรี ในปี 2554 สมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีมติคณะรัฐมนตรี ในการจัดซื้อเครื่องบินเหมาลำ

จำนวน 75 ลำ และเช่าซื้ออีก 15 ลำ รวม 90 ลำ วงเงิน 492,611 ล้านบาท พร้อมระบุว่า เชื่อมั่นว่า หน่วยงานในต่างประเทศ ยินดีที่จะให้ความร่วมมือให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. ตลอดจนเชื่อมั่นว่า พล.อ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะสนับสนุนให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ด้วย แต่ไม่เห็นด้วย หากจะมีการใช้ ม.44 ในการตรวจสอบ
------------------

มติ สนช. รับหลักการวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2560 วงเงิน 190,000 ล้านบาท

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ล่าสุด มีมติเห็นชอบรับหลักการวาระแรกของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย

เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ วงเงิน 190,000 ล้านบาท แล้ว โดย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงหลักการว่า เนื่องจากรัฐบาล
มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง จึงจำ

เป็นต้องตั้งงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการตามเป้าหมาย 5 กลุ่ม

ขณะที่สมาชิก สนช. ส่วนใหญ่ อภิปรายสนับสนุนให้รัฐบาลของบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมตามร่างกฎหมายนี้ เพื่อนำเงินไปใช้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วนทำให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้

พร้อมเห็นว่า ควรนำงบประมาณนี้ไปศึกษาเชิงลึกหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอุทกภัย โดยเฉพาะในภาคใต้ เพื่อนำมาประกอบการวางแผนแก้ปัญหาในระยะยาว รวมทั้งต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณ
อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและเกิดประโยชน์สูงสุด จากนั้นที่ประชุมพิจารณากรรมาธิการเต็มสภา
-------------
"สรรเสริญ" รับ SFO กังวล หวั่นไทยใช้อำนาจภายในแทรกแซงคดีสินบนโรลส์รอยซ์ - อัตราโทษสูงสุดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะทำงานสอบสวนและรวบรวมข้อมูล กรณีบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ยอมรับ

ต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของสหราชอาณาจักร (SFO) ว่า จ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2534 - 2548 รวม 3 ครั้ง วงเงินประมาณ 1.2 พันล้านบาท
และเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2543 - 2556 วงเงินประมาณ 385 ล้านบาท ว่าจากการที่ ได้พูดคุยกับ SFO เบื้องต้นแล้ว หลังจากนี้คณะทำงานจะประชุมเพื่อกำหนดกรอบคำ

ถาม ก่อนจะประสานไปอีกครั้ง

ทั้งนี้ นายสรรเสริญ ยังกล่าวอีกว่า ในเบื้องต้น SFO ยังกังวลเกี่ยวกับบทลงโทษของประเทศไทยในคดีการติดสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เหมือน

กับกรณีที่ ป.ป.ช. เคยขอข้อมูลคดี GT200 ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้เช่นกัน ซึ่งคณะทำงานฯ ป.ป.ช. ได้ยืนยันว่า โทษดังกล่าวไม่เคยนำมาใช้นานมากแล้ว และปัจจุบันคงไม่มีการนำมา
ใช้อีก รวมถึงกังวลกระบวนการดำเนินคดีว่าจะมีการใช้อำนาจภายในเข้าแทรกแซงหรือไม่ และเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับ

ชั่วคราวปี 2557 เพื่อแก้ปัญหา เพราะ ป.ป.ช. ถือเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบเรื่องทุจริตอยู่แล้ว
--------------
คณะทำงานฯ ป.ป.ช. รับคดีสินบน สอบต่อได้แค่ยุค "ทักษิณ" 2 ช่วงแรกหมดอายุความ ต้องให้หน่วยงานฟ้องแพ่ง - ส่ง ปปง. อายัดทรัพย์ 

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะทำงานสอบสวนและรวบรวมข้อมูล กรณีบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ยอมรับจ่าย

สินบนให้กับเจ้าหน้าที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และเจ้าหน้าที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า จากข้อซักถามของสื่อ การจ่ายสินบนช่วงแรก เมื่อปี 2534 - 2535 และช่วงที่สองปี 2535 -

2540 หมดอายุความไปแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นมาทำอะไรได้อีก นั้น หากให้ คสช. ใช้อำนาจภายในเพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความในประเทศไทย แต่ ป.ป.ช. จะถูกจับตาเรื่องความไม่น่าเชื่อถือต่อสายตา

นานาชาติ ดังนั้น อาจให้หน่วยงานที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น บริษัท การบินไทยฯ ดำเนินการฟ้องทางแพ่งเพื่อเรียกความเสียหายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจร้องเรียนไปยังสำนักงานป้องกันและ

ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดทรัพย์สินได้

ส่วนกรณีการจ่ายสินบนช่วงที่สาม เมื่อปี 2547 - 48 คณะทำงานฯ ทราบชื่ออดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีพฤติการณ์นัดกินข้าวกับเจ้าหน้าที่บริษัท การบินไทยฯ และนายหน้า

ตามสำนวนการสอบของ SFO แล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อเชื่อมโยงได้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนอย่างไร ต้องรอให้ได้ความชัดเจนจาก SFO ก่อน จึงจะดำเนินการต่อไป
------------
รองผู้ว่าฯ สตง. ชี้ ต้องให้ความสำคัญการป้องกัน - หน่วยงานตรวจสอบต้นน้ำ เพื่อแก้ปัญหาทุจริต 

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดอภิปราย หลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 8 ในหัวข้อ 'คอร์รัปชั่นกับปัญหาการพัฒนาประเทศ' โดยเชิญหน่วยงานที่

เกี่ยวข้องมาร่วมอภิปราย นายมณเฑียร เจริญผล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและให้ความสำคัญกับหน่วยงานตรวจสอบต้นน้ำ เช่น สตง. ป.ป.ช. เพราะ

การทุจริตฝังรากลึกมานาน โดยเฉพาะการทุจริตเชิงนโยบาย และระบบอุปภัมภ์ ที่ยากในการตรวจสอบ

ขณะที่ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า สถานการณ์โลกไปไกลกว่าคอร์รัปชั่นแล้ว ความ

หมายคอร์รัปชั่นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เนืองจากนักการเมืองเจ้าหน้าที่รัฐมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทุจริตอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการฟอกเงิน และสินบน เช่น ปัญหาสินบนโรลส์ - รอยซ์

ที่อังกฤษ และสหรัฐฯ ตรวจสอบพบ แต่ในไทยกลับตรวจสอบหาคนผิดยาก ทั้งนี้ นายสังศิต ยังยืนยันว่า รัฐบาลไทยมีอำนาจขอข้อมูลจากโรลส์ - รอยซ์ ในสหรัฐฯ และสิงคโปร์ เพราะเป็นสมาชิก

ของเอเชียแปซิฟิก กรุ๊ป หรือ APG หากไม่ดำเนินการเอาผิด จะถูกตัดออกจากสมาชิก และกระทบกับความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ
/////
ปรองดอง

"สุวิทย์" เผย 30 ม.ค. ประชุม ป.ย.ป. ครั้งที่ 2 หารือเรื่องงบประมาณ - แนวทางการทำงาน เดินหน้าปฏิรูปปรองดอง รับรายชื่อกรรมการยังไม่เรียบร้อย 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความ

สามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ว่า ขณะนี้รายชื่อคณะกรรมการ ป.ย.ป.คณะใหญ่ นั้น มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ทำหน้าที่กำกับดูแลร่วมกับรัฐมนตรี
ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีก 2 คน และนอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนคณะกรรมที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ยังไม่แล้วเสร็จ

ซึ่งในวัน 1 ก.พ. นี้ รายชื่อทั้งหมดจะเสร็จเรียบร้อยเพื่อเตรียมพร้อมในการขับเคลื่อนงานด้านต่าง ๆ โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า คณะกรรมการ ป.ย.ป. ได้
เตรียมเดินหน้าการปฏิรูปประเทศ และการสร้างความปรองดองเดินหน้าต่อไป

ทั้งนี้ ยังเปิดเผยว่า ในวันที่ 30 ม.ค. นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการ ป.ย.ป. ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการประชุมมินิคาบิเนต ที่จะมีการหารือถึงงบประมาณเพื่อสร้างกลไกให้สอดคล้องกับแนวทางของ ป.ย.ป.