PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

ข่าว1/3/60

ธรรมกาย

นายกฯ ปัดตอบปมธรรมกาย ยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกคน ขอสื่อนำเสนอเรื่องดี ๆ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวเป็นประธานในพิธีเปิดงานการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกคน และอย่าไปสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง และปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานน่าจะดีกว่า และขอให้สื่อมวลชนนำเสนอในเรื่องที่ดี ๆ ให้คนเขารับรู้ด้วย หากทุกคนไปติติงในทุกเรื่องปัญหาก็จะกลับมาทั้งหมด

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามในเรื่องเกี่ยวกับการประชุมเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการวัดพระธรรมกายร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวานนี้นั้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเพียงว่า ไม่รู้ ไม่มีคำตอบ รู้ว่าจะถามเรื่องธรรมกาย ก่อนที่จะเดินทางกลับไป
-------------
พล.อ.ประวิตร" แนะพระธัมมชโยมอบตัว ย้ำเดินหน้าค้นวัดตามกฎหมาย ยันพบนายกฯแค่กินข้าว

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าเมื่อวานที่ผ่านมาที่ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ไม่ได้หารือเรื่องการดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย เป็นเพียงการนัดรับประทานอาหาร ส่วนการปรับแผนการทำงาน อะไรที่ไม่ก้าวหน้าก็ต้องปรับ เพื่อให้สามารถดำเนินการให้ได้ข้อยุติ โดยให้นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ไปหารือกับ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เจ้าหน้าที่ทหาร และสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อหาวิธีการเข้าไปดำเนินการ โดยจะไม่มีการใช้ความรุนแรง เน้นการเจรจาและดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งคดีนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคลเพียงคนเดียว ดังนั้นหากคิดว่าไม่ผิดก็ขอให้ออกมามอบตัว และยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นภายในวัด หรือหากหนี บ้านเมืองก็มีกฎหมายเอาผิดอยู่แล้ว
----------
"อดีต" สปช. "ไพบูลย์" เตรียมเสนอร่างกฎหมายจัดการทรัพย์สินวัด ต่อสมเด็จพระสังฆราช และนายกรัฐมนตรี เพื่อสอดรับพระธรรมวินัย ป้องกันสงฆ์ยุ่งเกี่ยวการเงิน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ แถลงว่า ตนเองได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ และร่างพระราชบัญญัติสภาพุทธบริษัทแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ พิจารณานำไปเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดการเรื่องทรัพย์สินของวัดต่าง ๆ และของพระภิกษุเอง และปัญหาในการขาดองค์กรที่ทำหน้าที่ศึกษาตีความพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไม่ให้มีผู้นำไปบิดเบือน เพื่อส่งเสริมให้กิจการพระพุทธศาสนาอยู่ในหลักการแห่งพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ตามเจตนารมณ์ของประชาชนทั้งประเทศที่มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้
--------------
"ไพบูลย์" มั่นใจ "พระธัมมชโย" ยังอยู่วัดพระธรรมกาย พบหลักฐานบ่งชี้หลายอย่าง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ มั่นใจว่า พระธัมมชโย ยังอยู่ในเขตวัดพระธรรมกาย 196 ไร่ เนื่องจากมีหลักฐานหลายประการบ่งชี้ อาทิ มีการตรวจสอบพบว่า คนใกล้ชิดกับพระธัมมชโยทุกคนยังอยู่ในวัดพระธรรมกาย จึงเป็นไปไม่ได้ที่ พระธัมมชโย จะอยู่นอกวัดเพียงลำพัง อีกทั้งยังมีการตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งคนใกล้ชิดกับพระธัมมชโย ได้โทรไปยังเบอร์โทรศัพท์มือถือของบุคคลหนึ่งในช่วงเวลา 04.00 น. ของวันเสาร์ที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ประกอบกับเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 19 ก.พ. มีพระภิกษุและลูกศิษย์วัดพระธรรมกายจำนวนหลายพันคนได้บุกเข้ามาแหวกแนวกั้นของทางเจ้าที่ตำรวจเข้ามา เพื่อเพิ่มกำลังมวลชนเข้ามาอยู่ในวัด และต่อมา ทางวัดได้ประกาศไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าค้นวัดอีก ย่อมแสดงว่า ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพบตัว พระธัมมชโย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่า เรื่องจะยุติได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ล้อมวัดพระธรรมกายจนอ่อนแรงและบุกเข้าไปจับกุมตัว หรือ พระธัมมชโย เข้ามอบตัวเอง แต่ก็กรณีนี้ทาง พระธัมมชโย เป็นห่วงว่าจะไม่ได้รับการประกันตัวและถูกจับสึก ดังนั้น จึงขอให้สังคมช่วยกันหาทางออกเพื่อให้ พระธัมมชโย มอบตัว พร้อมขอให้กระบวนการยุติธรรมให้โอกาสโดยให้สามารถใช้สิทธิ์ประกันตัวได้
------------
ผอ.พศ. คนใหม่ เข้าพบ "วิษณุ" ยัน แก้ปัญหาวัดพระธรรมกาย ใช้แนวทางลดความเสี่ยง ไม่รุนแรง เชื่อการเจรจาคือทางออก

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าพบ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานตัวพร้อมกับรับมอบนโยบายในการทำงานหลังได้รับการแต่งตั้ง พร้อมเปิดเผยหลังเข้าพบว่า เป็นการเข้ารายงานตัวตามธรรมเนียมราชการทั่วไปต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดูแลงานพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการออกกฎหมายเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ต้องผ่านความเห็นของมหาเถรสมาคม (มส.) ก่อนอยู่แล้ว อะไรที่กระทบต่อพระสงฆ์จะต้องหารือกับฝ่ายสงฆ์ก่อน

สำหรับการแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกาย ในฐานะที่เคยทำงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น จะใช้แนวทางลดความเสี่ยง ป้องกันการบาดเจ็บและล้มตาย ดังนั้น จึงไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่กระทำการรุนแรง ซึ่ง พศ. มีหน้าที่ทำตามหลักพระพุทธศาสนา และเชื่อว่าการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ยังสามารถใช้ได้เสมอ การเจรจาและการทูตไม่มีวันสาย หากใครไม่ทำตามการเจรจาก็ไม่สมควรเป็นผู้นำ ส่วนท่าทีขณะนี้จากวัดพระธรรมกายเป็นอย่างไรนั้นต้องถามฝ่ายปฏิบัติ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบางฝ่ายเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์เพื่อควบคุมพระนอกรีต ว่า การเอาผิดพระนอกรีตนั้น มีระบุอยู่ใน พ.ร.บ.สงฆ์ และระเบียบวินัยสงฆ์ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพราะมีบทบัญญัติสำหรับการเอาผิดไว้อยู่แล้ว และกระแสข่าวที่ว่าตนเองเข้ามาเพื่อออกกฎหมายเรียกเก็บภาษีในวัดต่าง ๆ และวัดพระธรรมกาย และการกล่าวหาว่าตนเองเคยอยู่สำนักคดีภาษีดีเอสไอและจะมาทำเรื่องภาษีนั้นเรื่องนี้นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

รวมถึงไปถึงการกล่าวหาว่าตนเองเป็นแขกพราหมณ์ เข้ามาเพื่อทำลายพระพุทธศาสนา ก็ถือว่าเป็นการใส่ร้ายกัน และกระทบต่อพระสงฆ์ด้วย ดังนั้นขออย่าเพิ่งไปฟังและเชื่ออะไร
-----------
เจ้าหน้าที่ยังตรึงเข้มคัดกรองบุคคลผ่านเข้าออก วัดพระธรรมกาย จับตาความคืบหน้าหลังนายกฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือ

บรรยากาศบริเวณ รอบวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในช่วงเช้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ยังคงตั้งด่านตรวจตราอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการคัดกรองและตรวจตราบุคคลที่จะผ่านเข้าออก และยานพาหนะที่สัญจรผ่านไปมา ขณะที่บริเวณตลาดกลางหลวง ฝั่งตรงข้ามประตู 5 - 6 ยังคงมีศิษยานุศิษย์ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ และรอทำวัดเช้าตามปกติ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ

นอกจากนี้ ยังมีพระสงฆ์จากวัดพระธรรมกายเดินทางตากประตู 5 ออกมาบิณฑบาต แต่เมื่อต้องการกลับเข้าไปภายในวัดพระธรรมกาย เจ้าหน้าที่ ซึ่งตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณดังกล่าวไม่อนุญาตให้กลับเข้าไป เนื่องจากได้รับคำสั่งว่าให้พระกลับเข้าวัดทางประตู 7 พระและเจ้าหน้าที่จึงได้มีการเจรจากัน ซึ่งพระก็ได้นำใบสุทธิสงฆ์เพื่อยืนยันสถานะความเป็นพระ โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่สามารถให้กลับเข้าไปทางประตู 5 ได้เพราะต้องทำตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้บังคับบัญชา

สำหรับบริเวณหน้าประตู 7 ซึ่งประตูใหญ่ที่สุด และก่อนหน้านี้เป็นทางเข้าออกหลักของวัด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการอยู่ และตั้งเต็นท์ด้านหน้า ศิษย์บางส่วนได้มาทำบุญตักบาตร ซึ่งโดยทั่วไปยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม วันนี้ต้องจับตาความเคลื่อนไหว หลังจากที่เมื่อวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการหารบก (ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รวมทั้ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าหารือเป็นการด่วน คาดว่าจะหารือปรับแผนแนวทางในการดำเนินการกรณีวัดพระธรรมกาย หลังปัญหายื้อเยื้อมานาน
-----------
เจ้าหน้าที่เข้มทางเข้าออกวัดพระธรรมกายต้องผ่านประตู 7 พระสงฆ์บอกไกล นั่งฉันภัตตาหารเช้า หน้าประตู 6 

ที่บริเวณทางเข้าประตู 6 วัดพระธรรมกาย มีพระสงฆ์จำนวน 16 รูป นั่งอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้า หลังได้ออกมาบิณฑบาต และต้องการกลับเข้าไปในวัดพระธรรมกายผ่านประตู 6 ซึ่งไม่สามารถกลับเข้าไปได้ โดยเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลพื้นที่ได้ชี้แจงว่า ไม่ได้มีปิดกั้นการเข้าวัด แต่ต้องเข้าทางประตู 7 เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้อาจมีอนุโลมบ้าง ทำให้พระสงฆ์บางรูปสามารถเข้าได้ โดยหลังจากนี้จะแจ้งพระสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่ในวัดให้ทราบ และทำความเข้าใจเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติตรงกัน ทั้งนี้ พระสงฆ์กลุ่มดังกล่าว จึงได้นั่งฉันภัตตาหารเช้า อยู่บริเวณปากทางเข้าประตู 6

ซึ่ง พระสุรพล ปุณโณภาโส พระลูกวัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า พระสงฆ์ที่มานั่งจุดนี้ มีใบสุทธิสงฆ์ บัตรประจำตัวสงฆ์ครบถ้วน และก่อนหน้านี้ ได้เดินเข้าวัดผ่านประตูทางเข้าที่ 6 มาตลอด เพราะเป็นทางเข้าที่ใกล้ที่สุด ซึ่งหากต้องไปเข้าประตูที่ 7 จะเดินไกลขึ้น และทำให้ฉันอาหารเช้า เวลา 07.00 น. ไม่ทัน จึงขอความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่เปิดทางให้เข้า แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ ยังคงยืนยันว่าต้องทำตามกฎระเบียบ ทำให้พระสงฆ์ต้องเดินทางไปเข้าที่ประตู 7 โดยไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น
-----------
เจ้าหน้าที่ นำป้ายมาติดรอบตลอดกลางคลองหลวง ขอผู้ที่ชุมนุมออกจากพื้นที่ มาติดบริเวณโดยรอบ ขณะป้าย "we need food" ถูกนำมาติดอีกครั้ง

บรรยากาศที่ตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทางเข้าประตู 5 - 6 วัดพระธรรมกาย เจ้าหน้าที่ทหารได้นำป้ายประกาศ ประมาณ 3 ป้าย มาติดบริเวณโดยรอบ ในข้อความ ระบุว่า "พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลไม่อนุญาตให้ประกอบกิจกรรมชุมนุม จึงขอความกรุณาพระภิกษุสงฆ์และสามเณร และผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่บริเวณนี้โดยเร็ว เพื่อที่จะได้ประกอบกิจการค้าได้ตามปกติ หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 และมาตรา 365"

ขณะที่ลูกศิษย์บางส่วนยังนั่งสวดมนต์อยู่ภายในเต็นท์ที่ตั้งอยู่ในตลาดกลาง ยังไม่มีท่าทีจะเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แต่อย่างใดนอกจากนี้ ยังพบว่า ที่เสาส่งสัญญาน ข้างอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์ฯ ในพื้นที่ 130 ไร่ โซน B วัดพระธรรมกาย ยังคงมีป้ายข้อความ "we need food" ติดอยู่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้นำออกไปแล้ว
---------------
พระสนิทวงศ์ ขอรัฐปล่อยสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อหวังติดต่อสื่อสารกับคนภายนอก พร้อม ระบุ ว่าการที่ จนท. ปิดกั้นเสรีภาพเสบียงอาหาร ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลร้ายแรง ยิ่งกว่า สงคราม

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย โชว์ภาพจากกล้องวงจรปิด ระบุว่า เมื่อเย็นวานนี้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ 2 - 3 คน เข้ามาภายในอาคาร 60 ปี โดยพลการ เพื่อมาดึงสายสัญญาณกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ในอาคารดังกล่าวออก พร้อมจับกุมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของวัดไป และเพิ่งจะปล่อยตัวเมื่อช่วงเช้าวันนี้ โดยทางวัดได้ตั้งข้อสังเกตว่าการมาของเจ้าหน้าที่เป็นการมาโดยพลการ จึงไม่ทราบว่ามีวัตุประสงค์ใด และหวั่นว่าจะนำสิ่งของที่ผิดกฎหมาย มาไว้ในพื้นที่อาคาร หากจะเข้ามาตรวจค้น ก็ควรจะมาแบบปกติ

ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ได้ข้าวกล่องจำนวน 300 กล่อง มาให้ทางวัดเมื่อวานนี้ พระสนิทวงศ์ ระบุว่า ข้าวกล่องทั้งหมด ไม่สามารถฉันได้เพราะเสียทั้งหมด และไม่เพียงพอต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในวัดซึ่งมีเป็นหมื่นคน พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวอีกว่า การที่เจ้าหน้าที่ ปิดกั้นเสบียงอาหาร สัญญาณโทรศัพท์และการสัญจร ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำที่ยิ่งกว่าสงคราม จึงขอให้ช่วยปล่อยสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เพราะจะได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐได้สะดวก รวมถึงติดต่อครอบที่จังหวัดยะลา เพราะทุกคนเป็นห่วงความปลอดภัยของพระสงฆ์ในวัด

นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงกรณีที่เมื่อช่วงเช้าวันนี้มีบุคคลไม่ทราบชื่อ ถือใบกระท่อมมาที่หน้าประตู 7 โดยยืนยันว่าบุคคลดังกล่าว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายแน่นอน และไม่ทราบว่าทำเพราะจุดประสงค์ใด รวมไปถึงเรื่องการจับผิด ของวัดพระธรรมกาย เพราะขณะนี้มีข้อความเผยแพร่ทางโซเชียลมีเยอะมาก โกยเฉพาะภาพฆ้อน ชี้แจงว่าทำเป็นสีสัน ใช้ในพิธีไม่มีการนำมาขายแน่นอน
------------
อธิบดีดีเอสไอ ประชุมคดีวัดพระธรรมกาย ระบุ นายกฯ ไม่ได้สั่งการอะไรพิเศษ โดยให้ทำตามกฎหมาย

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประชุมประเมินสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 เพื่อติดตามจับกุมตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และกรมการปกครอง พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวก่อนเข้าประชุมสั้น ๆ กรณีนายกรัฐมนตรีได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ารายงานสรุปสถานการณ์ที่เกี่ยวกับคดีวัดพระธรรมกาย ว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีข้อสั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น กรณีมีกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ยืนยันว่า ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว ส่วนเรื่องการปฏิบัติก็เป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ ยังพบว่า สถานการณ์ภาพรวมยังไม่พบความเคลื่อนไหว หลังมีรายงานข่าวว่า มีความพยายามในการยกระดับการชุมนุมของกลุ่มพระสงฆ์และคณะลูกศิษย์ ซึ่งจะมีการประชุมสรุปสถานการณ์ภาพรวมอีกครั้ง
----------
โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียก "อัยย์ เพชรทอง" พร้อมพวก รวม 3 คน รายงานตัวภายในวันที่ 3 มี.ค. นี้ 

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผย ว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้ออกหมายเรียกบุคคลที่มีพฤติกรรม ขัดขวางและปลุกระดมในพื้นที่ประกาศมาตรา 44 ประกอบด้วย 1. นายอัยย์ เพชรทอง 2. นางกชกร ไชยวาน และ 3. นายพยุง อุณหิต โดยให้มารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ ที่ บก.ตชด.ภ.1 ในวันที่ 3 มีนาคม นี้

ส่วนกรณีมีข่าวว่า นายรุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาเคลื่อนไหวร่วมกับศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ในพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวงนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่เจ้าหน้าที่เฝ้าจับตาอยู่

ส่วนการเข้าออกภายในวัดเจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกกับพระสงฆ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการปฏิบัติด้วยความละมุนละม่อม อนุญาตให้นำอาหารปรุงสุก ยารักษาโรคเข้าไปภายในวัดได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมระะหว่างอธิบดี DSI ร่วมกับนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ แต่กำชับว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั้งภายในและนอกวัด ซึ่งทางการข่าวเจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่า พระธัมมชโย ยังคงภายในวัดพระธรรมกาย
-------------
โฆษกดีเอสไอ ขอ พระสงฆ์ - ลูกศิษย์ ออกจากพื้นที่ตลาดคลองหลวง - จ่อฟันผิดผู้สนับสนุนการชุมนุม

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการแจ้งให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ทั้งพระสงฆ์ และประชาชนออกจากพื้นที่ โดยในเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่จะเข้าไปประกาศทำความเข้าใจกับประชาชนถึงแนวทางปฏิบัติ ในการให้ออกจากพื้นที่ รวมถึงพิจารณาออกหมายเรียกกับกิจกรรมที่สนับสนุนการชุมนุม เช่น การจัดระเบียบยานพาหนะ และรถที่นำเต็นท์เข้ามาในพื้นที่ รวมถึงจะตรวจสอบใบสุทธิสงฆ์ เพื่อแยกพระสงฆ์ และคนที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ออกจากกัน

สำหรับตลาดกลางคลองหลวง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะห้ามไม่ให้มีการชุมนุม รวมถึงเจ้าของตลาดก็ได้มีการไปแจ้งความไว้แล้ว แต่สาเหตุที่ประชาชนยังไม่ออกจากพื้นที่ เนื่องจากบางส่วนเป็นผู้สูงอายุที่ถูกชักชวนเข้ามา และเข้าใจว่าไม่มีความผิด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนเจ้าหน้าที่จึงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและประกาศเตือนให้ทราบ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสีย
---------------
พ่อค้าแม่ค้าตลาดเมืองแก้วมณี ยืนถือป้ายเรียกร้องมาตรา 44 คุมวัดพระธรรมกาย หลังขายของไม่ได้มากว่า 14 วัน

กลุ่มพ่อค้าแม้ค้า ตลาดเมืองแก้วมณี กว่า 10 ราย ได้นำป้ายข้อความต่าง ๆ ยืนถือที่บริเวณทางเจ้าประตูที่ 5 วัดพระธรรมกาย เพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐบาลยกเลิกการใช้กฎหมาย มาตรา 44 เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน และไม่มีรายได้จากการปฏิบัติการปิดล้อมของเจ้าหน้าที่

โดยตัวแทนผู้ประกอบการร้านค้า ระบุว่า ผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ ที่ขายของภายในเมืองแก้วมณีแห่งนี้ ทั้งขายอาหาร ขายผลไม้ ขายเครื่องดื่ม และอื่น ๆ อีกมากมาย ต่างได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายมาตรา 44 เพราะร้านค้าไม่สามารถค้าขายได้มาแล้ว 14 วัน ไม่มีรายได้เข้ามา แถมยังต้องเสียค่าเช่าร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ รายเดือนอีก ใครจะรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวนี้ ดังนั้น จึงอยากจะวิงวอนขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยกเลิกกฎหมายมาตรา 44 นี้ ด้วย เพื่อพวกตนจะได้มีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัวได้
----------
ตำรวจเคลียร์รถจอดกีดขวางการจราจร ช่วงประตู 7 - ประตู 5 วัดพระธรรมกาย หลังการจราจรติดขัด - ฝ่าฝืนมีความผิด คุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท 

ที่วัดพระธรรมกาย ช่วงบ่ายวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.คลองหลวง เข้าเคลียร์ยานพาหนะที่จอดกีดขวางการจราจรอยู่ตลอดแนวถนนบางขัน - หนองเสือ ฝั่งขาเข้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยเฉพาะช่วงบริเวณแนวของวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ ทางเข้าประตูที่ 7 จนถึง ประตู 5 - 6 เนื่องจากพบปัญหาการจราจรติดขัด และทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ให้ย้ายรถออกจากพื้นที่ และนำกรวยจราจร มาตั้งเพื่อกันรถที่จะเข้ามาจอดภายหลังจากนี้

สำหรับพื้นที่บริเวณดังกล่าว เป็นพื่นที่ควบคุมพิเศษตามคำสั่ง คสช. มาตรา 44 และตามสั่งการปฏิบัติการในพื้นที่ควบคุมของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งหนึ่งในข้อห้าม ระบุว่า ห้ามผู้ใดที่ไม่ใช่
เจ้าพนักงานจอดรถ หรือยานพาหนะ บนเส้นทางสาธารณะในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่จะได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืน มีโทษ จำคุก ไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

ด้านความเคลื่อนไหวของศิษยานุศิษย์ที่ตลาดกลางคลองหลวง ได้มีการนำป้ายข้อความจำนวนหลายอัน มาติดไว้บริเวณใต้แผ่นไวนิลขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่หน้าตลาดกลางคลองหลวง โดยมีใจความสำคัญ ให้ยกเลิกการใช้กฎหมายมาตรา 44 และมีการเชิญชวนลูกศิษย์มาร่วมสวดมนต์ในเวลา 18.00 น. ของทุกวันอีกด้วย
--------
ดีเอสไอ ตั้งโต๊ะคัดกรองพระและศิษย์เข้าพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง โดยภาพรวมยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

บรรยากาศที่วัดพระธรรมกาย บริเวณถนนเลียบคลองแอน ฝั่งตลาดกลางคลองหลวง เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่จากสำนักพระพุทธศาสนามาตั้งโต๊ะเพื่อคัดกรองพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง โดยจะทำการตรวจสอบใบสุทธิสงฆ์ และซักถามเหตุผลของการเดินทางมาที่วัดพระธรรมกาย

ซึ่งตลอดทั้งวันมีพระสงฆ์จากต่างจังหวัด เดินทางเข้ามาในพื้นที่ อาทิ พระสงฆ์จากวัดแสงทอง จ.เชียงใหม่ ที่เดินทางมาพร้อมกับสามเณรอีก 2 รูป โดยให้เหตุผลว่า เดินทางมาเพื่อร่วมปฏิบัติธรรม
กับทางวัดพระธรรมกาย ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอตรวจสอบใบสุทธิตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอยืนยันว่า ไม่สามารถให้เข้าไปภายในพื้นที่ได้ โดยจะนำพระสงฆ์และสามเณร ไปส่งยังวัดบางขัน ซึ่งเป็นวัดในพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่พระสงฆ์บางหลายรูปที่เดินทางออกมาจากวัดพระธรรมกาย ก็มาลงทะเบียนตรวจสอบใบสุทธิ และกลับภูมิลำเนาด้วยเช่นกัน

ด้าน พ.อ.พินิจ ตั้งสกุล ผบช.สำนักคดีทรัพย์สิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินทางมาตรวจสอบดูความเรียบร้อยรอบวัดพระธรรมกาย ซึ่งยังคงมีเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจ 3 ชั้น ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่เพื่อคัดกรองบุคคล ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่าภาพรวมทุกจุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ทั้งนี้ ไม่มีความกังวลว่าจะมีผู้ชุมนุมเข้ามาเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าพระสงฆ์มาเข้าร่วมชุมนุมที่ตลาดกลางคลองหลวงวันนี้ลดลง และเดินทางออกไปดป็นจำนวนมาก

ส่วนจะมีการเข้าปฏิบัติการภายในตลาดกลางคลองหลวงหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องผลการประชุมจากกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนก่อน
-----------
ผบช.ภ.1 เด้ง ผกก.สภ.คลองหลวง ช่วยงาน ศปก.ภ.1 ขาดจากตำแหน่ง ยังไม่ชัดปมวัดพระธรรมกาย 

มีคำสั่งจากตำรวจภูธรภาค 1 ที่ 57/2560 ให้ พ.ต.อ.เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติราชการตำรวจภูธรภาค 1 และมอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ที่รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 1 เป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติราชการของข้าราชการดังกล่าว โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระบุว่า มอบหมายให้ พ.ต.อ.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี รักษาราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง
-------------
//////////
ม.44

นายกฯ ยัน จำเป็นต้องใช้ ม.44 แก้ปัญหาให้ประเทศเดินหน้า ขอเคารพกฎหมาย ไม่สร้างความขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดงาน “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ขอพักปัญหาความขัดแย้งไว้ก่อน เพราะมีหลายเรื่องต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งหากประชาชนมีความเห็นหรือข้อเสนอรัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังเสียงของประชาชนทุกเรื่อง เพราะเสนอตัวมาทำงานเอง ส่วนขอเรียกร้องให้ยกเลิก ม.44 นั้น ยืนยันว่ายังจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ประเทศเดินหน้า เพราะกฎหมายปกติใช้ไม่ได้

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า อย่ามัวแต่คิดว่าตนเองมาไม่ถูกต้อง เพราะรู้ดีว่าไม่ถูกต้อง แต่อยากให้มองสิ่งที่ได้ทำ และให้กำลังใจในการทำหน้าที่ต่อไป เพราะส่วนตัวเชื่อว่า ไทยยังมีโอกาสมากกว่าอีกหลายประเทศ และทุกประเทศก็มีปัญหารวมถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเส้นแบ่งของสิทธิมนุษยชนและการทำความผิดกฎหมายเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อย่านำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และขอให้ทุกคนเคารพกฎหมายเพื่อไม่ให้ประเทศต่อวุ่นวายอีกต่อไป
--------------
รมช.กต. หารือผู้แทนพิเศษของเลขาฯ UN ย้ำเจตนารมณ์ไทยพร้อมกระชับความร่วมมือ - เตรียมรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ

เฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ระหว่างเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 34 (High-Level Segment of the 34th Session of the Human Rights Council - HRC) ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2560 นั้น นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับ นายโรเบิร์ต กลาซเซอร์ ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการกระชับความร่วมมือและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังได้พบหารือกับ นายโฆเซ ลุยส์ กานเซลา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอุรุกวัย เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับการดำเนินงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนด้วย
-----------
/////////////
ทุจริต/7สนช.

"ศรีสุวรรณ" โพสต์เฟซบุ๊ก ร้อง ป.ป.ช. เอาผิดประธาน สนช. เชื่อมีความพยายามปกปิดข้อมูล - ช่วยเหลือ 7 สนช. ขาดประชุม

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Srisuwan Janya" ว่า สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยและคณะ เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี กรณี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเลขาธิการวุฒิสภา และ 7 สนช. มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. 2542 โดยเชื่อว่ามีความพยายามปกปิดข้อมูลที่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ และช่วยเหลือเกื้อกูล 7 สนช. ให้ไม่ต้องโทษตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 9 (5) และข้อบังคับการประชุมสภา สนช. และระเบียบว่าด้วยการลา ฯลฯ
--------------
กกต. พร้อมให้ สตง. ตรวจสอบงบฯ ดูงานที่ต่างประเทศ ยืนยันนำข้อมูลมาปรับใช้ทำงานคุ้มค่า

นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิ รักษาการในตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารกลางกล่าวถึงกรณีที่สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะตรวจสอบการใช้งบประมาณของหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) โดยเฉพาะการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ว่า การไปศึกษาดูงานของหลักสูตรดังกล่าว ไปดูงานจริง มีตารางการดูงานที่แน่นอน เป็นการดูงานเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง พรรคการเมืองของต่างประเทศ รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลมาปรับใช้ในการทำงาน มั่นใจมีความคุ้มค่ามากกว่าเงินที่ใช้จ่ายไป

ทั้งนี้ ยืนยัน กกต. พร้อมให้ สตง. เข้าตรวจสอบ และยินดีให้ความร่วมมือในเรื่องเอกสารหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา
-------------------
รองโฆษกเพื่อไทย แนะ ควรตัดงบประมาณซื้อเรือดำน้ำ เพิ่มให้โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค 

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ครม. อนุมัติงบประมาณสำหรับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประจำปี 2561 และกรอบงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2562 วงเงิน 172,861,301,800 บาท ว่า ไม่แน่ใจว่า ครม. อนุมัติงบประมาณตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอมาหรือไม่ หรือพิจารณาอนุมัติงบประมาณครอบคลุมการบริหารจัดการโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพียงพอแล้วหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริง ควรจะเพิ่มงบดังกล่าวให้มากขึ้นเพื่อการดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพและครอบคลุมมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณางบประมาณด้านการดูแลสุขภาพประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น การตัดงบจัดซื้อยุทธภัณฑ์ที่ยังไม่จำเป็นอย่าง เรือดำน้ำ ที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันกองทัพเรือก็ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ชาติได้ดีอยู่แล้ว ไม่ควรเร่งรีบ ควรรอให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนน่าจะเหมาะสมกว่า ที่สำคัญธนาคารโลกได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศไทยที่รัฐบาลรับภาระรายจ่ายด้านบริการสุขภาพแทนประชาชน ทำให้ประชาชนลดความกังวลของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพยามเจ็บป่วยที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้เกิดความมั่นใจในการบริโภคสินค้าจำเป็นอื่น ๆ เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการดูแลประชาชนที่คุ้มค่า สร้างหลักประกันในการรับการรักษา ไม่ใช่ประชานิยม
--------------------

//////////

ปรองดอง

ปลัด กห. เชิญ พรรคพลังชน เข้าหารือเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง - "พล.ต.คงชีพ" เตรียมแถลงผลเที่ยงนี้

พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ครั้งที่ 10 โดยวันนี้ ได้เชิญพรรคพลังชนเข้ามาให้ข้อเสนอแนะในการสร้างความปรองดอง ซึ่งการหารือนี้ยังคงจะยึดแนวทางการปรองดองตามกรอบแนวทางของรัฐธรรมนูญ แผนการปฏิรูปประเทศ และสอดคล้องกับการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป ใน 10 ข้อ ตามนโยบายรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อย่างไรก็ตาม ในเวลาประมาณ 12.00 น. พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จะแถลงผลการหารือกับพรรคการเมืองที่มาให้ความเห็นในต้นสัปดาห์นี้
-------------
โฆษก กห. เผย ภาพรวมความเห็นปรองดองพรรคการเมือง แนะเร่งจัดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ - หนุนปฏิรูปการศึกษาเร่งด่วน

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงข่าวภาพรวมการเชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ข้อเสนอแนะ ต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่า การรับฟังความเห็นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ มีการเสนอข้อคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ การร่วมมือกันในทุกภาคส่วนเพื่อเดินหน้า และกำหนดอนาคตประเทศร่วมกัน โดยในส่วนของประเด็นความขัดแย้ง สิ่งสำคัญทุกพรรคการเมืองมองว่า เกิดมาจากปัญหาทางการเมือง การไม่เคารพกฎหมายส่งผลต่อสังคมในวงกว้าง รวมทั้งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และการไม่เคารพกลไกทางการเมืองที่มีอยู่

ขณะที่การการดำเนินการของภาครัฐ มีข้อเสนอว่าควรจะเร่งเข้ามาบริหารจัดการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ พร้อมสนับสนุนประเด็นการปฏิรูปการศึกษาซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน รวมทั้งต้องปลูกฝั่งคุณธรรมจริยธรรมและสร้างจิตสำนึกการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นให้กับเยาวชน
-----------------
อนุฯ ปรองดอง งดเชิญพรรคการเมืองพรุ่งนี้ นัดอีกที 3 มี.ค. ย้ำเป็นกลาง ขอทุกฝ่ายนำเสนอสร้างสรรค์ เตรียมส่งให้กับอนุฯ ชุด 2

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้งดเชิญพรรคการเมืองมาให้ความเห็นในการสร้างความปรองดอง แต่ในวันศุกร์ (3 มี.ค.) จะเชิญตัวแทน 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเงินเดือนประชาชน พรรคแทนคุณแผ่นดิน พรรคเพื่อสันติ และ พรรคเสรีรวมไทย เข้าให้ข้อคิดเห็น ซึ่งล่าสุดมีพรรคการเมืองเข้าให้ข้อคิดเห็นแล้ว 30 พรรคการเมือง

ส่วนการรับฟังความเห็นในระดับพื้นที่ได้มีการทยอยเปิดเวทีในการรับฟังความเห็น โดยได้รับการตอบรับจากประชาชนและท้องถิ่นในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยย้ำว่าทางอนุกรรมการฯ รับฟังทุกความคิดเห็น พร้อมขอให้เชื่อมั่นในการเดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองอย่างดีที่สุด มีความเป็นกลางและสร้างสรรค์

ขณะเดียวกัน อนุกรรมการฯ เริ่มทยอยส่งข้อมูลให้คณะอนุกรรมการพัฒนาบูรณาการข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยย้ำว่าการทำงานในทุกขั้นตอนเป็นการทำงานควบคู่กันทั้ง 4 อนุกรรมการฯ ซึ่งคาดว่าช่วงปลายเดือนมีนาคม จะเสร็จสิ้นทุกพรรคการเมือง จากนั้นจะเปิดรับฟังความเห็นกลุ่มการเมือง อาทิ กลุ่ม นปช. กลุ่ม กปปส. รวมทั้งความเห็นจากภาคเอกชนและภาธุรกิจต่อไป
/////////
รัฐธรรมนูญ
กรธ. เร่งพิจารณา พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมเปิดรับฟังความเห็น พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวันนี้

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้พิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญในเบื้องต้นเสร็จแล้ว โดยจะมีการเชิญเจ้าหน้าที่ของศาลเข้ามาหารือให้ความคิดเห็นภายหลัง เนื่องจากอาจจะมีความคิดที่ยังไม่ตรงกัน โดยยืนยันว่าจำนวนตุลาการศาลยังคงมีทั้งหมด 9 คน เช่นเดิม

ทั้งนี้ ศ.ดร.อุดม กล่าวว่า กรธ. จะนัดองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายลูกในวันเวลาต่าง ๆ เพื่อเข้ามาให้ข้อมูลความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องที่ยังเห็นต่างกันมาให้ข้อมูลเพิ่มอีก ส่วนในวันนี้ กรธ. จะนำ พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาพิจารณา รวมถึงจะมีการรับฟังความคิดเห็นของ พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในเวลา 13.00 - 16.00 น. ที่รัฐสภา โดยได้เชิญพรรคการเมือง นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรม ตัวแทน ป.ป.ช. อัยการสูงสุด เข้าให้ความคิดเห็นอีกด้วย
------------
กรธ. จัดสัมมนาฟังความเห็นร่างกฎหมายลูกว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดย มีชัย ร่วมเปิดงาน พร้อมจัดระดมความเห็น 5 กลุ่มย่อย

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จัดโครงการสัมมนา เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.. โดย นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานเปิดงานสัมมนา จากนั้นจะเปิดอภิปรายนำเสนอประเด็นของร่างกฎหมายฉบับนี้ อาทิ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการอาวุโส สำนักอัยการสูงสุด นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินรายงการโดย นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. และในฐานะประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาร่างกฎหมายนี้

ขณะเดียวกัน เมื่ออภิปรายแล้ว จะแบ่งกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม เพื่อระดมความคิดเห็น คือ กลุ่ม 1 ระบบไต่สวนในคดีทุจริต, กลุ่ม 2 การนับอายุความในกรณีจำเลยหลบหนี, กลุ่ม 3 การฟ้องและการพิจารณาคดีโดยไม่มีตัวจำเลย, กลุ่ม 4 จำนวนผู้พิพากษาในองค์คณะและผู้พิพากษาสำรอง และ กลุ่ม 5 การทำความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาก่อนทำคำพิพากษา
-----------------
"มีชัย" เสนอแนวคิดการพิจารณาคดี โดยตัดเทคนิคการต่อสู้คดีออก เพื่อให้ศาลไต่ส่วนคดีอย่างเป็นธรรม และเตรียมนำไปใช้กับศาลรัฐธรรมนูญ

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. .... เพื่อนำความเห็นไปประกอบการพิจารณาจัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ว่า ศาลถือเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากสังคมมาโดยตลอด แต่ กรธ. ยังมีความกังวลว่า ทำอย่างไรจะทำให้กลไกของศาลเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว และยังรักษาความเป็นธรรมให้กับประชาชนได้ ซึ่งต้องวางแนวทางทำให้เกิดความสมดุล

ทั้งนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงสร้างขั้นตอนการอุทธรณ์ขึ้นมา แต่ก็ต้องรักษาความรวดเร็วไว้เพื่อให้เห็นผล พร้อมยอมรับระบบกระบวนการยุติธรรมไทยเคยชินกับระบบกล่าวหามากกว่าไต่สวน หรือคำนึงถึงเทคนิคการต่อสู้คดีมากกว่าการหาความจริงให้ปรากฏ ดังนั้น กรธ. จึงพยายามตัดเรื่องเทคนิคออก เพื่อให้ศาลสามารถไต่สวนได้ มีความเป็นธรรม และนำไปใช้กับศาลรัฐธรรมนูญได้
-----------------
"มีชัย" ชี้คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ควรให้คดีมีอายุความ แนะไต่สวนลับหลังได้

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเสนอว่า ไม่ควรให้คดีมีอายุความ ควรเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้คดีผ่านทนายความและไต่ส่วนลับหลังได้ โดยวิธีพิจารณาจะเน้นหาสาระเพื่อประโยชน์ของตุลาการ รวมทั้งเสนอให้ช่วยกันหาแนวทางช่วยองค์กรอิสระทั้งหลายที่ค่าตอบแทนน้อย เนื่องจากถูกจำกัดเทียบเคียงกับองค์กรทางการเมือง ดังนั้น ควรให้องค์กรอิสระมีค่าตอบแทนสูงขึ้นทัดเทียมค่าครองชีพ

ด้าน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กรธ. ที่ให้พิจารณาคดีหลับหลังทั้งการฟ้องคดี และการพิจารณาคดี ทั้งนี้ ยังเห็นว่าควรกำหนดระบบการไต่ส่วนคดีให้เป็นของไทยโดยเฉพาะ รวมถึงควรออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป
//////////
หนี้นอกระบบ

นายกฯ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” 

วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งกระทรวงการคลังได้จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ “ขจัดหนี้นอกระบบในประเทศไทยให้เป็นศูนย์” ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้โดยให้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่สาเหตุ ทั้งด้านสินเชื่อ และศักยภาพในการหารายได้ ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา ควบคู่ไปกับการทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรี จะร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน” ก่อนจะเดินเยี่ยมชมนิทรรศการ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดขึ้นบริเวณงานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การจัดงานในครั้งนี้ มีผู้แทนหน่วยงานภาคี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนที่สนใจประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ เข้าร่วมกว่า 1000 คน
-----------

//////////
ทรัมป์มั่นคงไทย

พล.อ.ประวิตร มั่นใจ นโยบายใหม่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ด้านความมั่นคง ไม่กระทบไทย และภูมิภาคอาเซียน 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญหลายเรื่องโดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถ ของกระทรวงกลาโหม ว่า นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกระทบกับภูมิภาคและประเทศไทย ซึ่งในส่วนของไทย อยู่ในช่วงของการปฏิรูป และดูแลประชาชนให้ดีที่สุด พร้อมทั้งรักษาอธิปไตยของประเทศ อีกทั้งประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มอาเซียนที่มีนโยบายของภูมิภาคอยู่แล้ว และล่าสุดจากการหารือกับ นาย กลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็ยืนยันไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับประเทศไทย
-------------
พล.อ.ประวิตร ห่วงใยการทำงานของตำรวจ กำชับดูแล ปชช. เรื่องความปลอดภัยชีวิตทรัพย์สิน 

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผลประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีข้อห่วงใยถึงการทำงานของตำรวจ โดยให้ความสำคัญเรื่องการให้บริการประชาชนให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และป้องกันการเกิดปัญหาอาชญากรรม พร้อมเพิ่มความปลอดภัยในชีวิต จึงได้ฝากให้ปรับและเพิ่มเติมเพื่อการทำงาน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีความรวดเร็วทั้งเรื่องการสั่งการและระบบการทำงาน เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนงานใดที่มีความซับซ้อนให้ดูแลให้เกิดความชัดเจน

ส่วนปัญหาแรงงานต่างด้าวนั้น ปีที่ผ่านมา คสช. มีคำสั่งให้แรงงานต่างด้าวสามารถเดินทางกลับประเทศได้ เพื่อไปเยี่ยมเยือนและเดินทางกลับมาทำงานในประเทศไทยได้ตามปกติ ซึ่งที่ประชุมวันนี้ ได้เสนอขอให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอีกครั้งโดยมอบให้กระทรวงแรงงานเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสับดาห์หน้า เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และกลับมาทำงานได้ โดยจะมีการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมอีกด้วย
------------
นายกฯ มอบ "พล.อ.ประวิตร" หามาตรการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเดินหน้าเรื่องพลังงานภาคใต้ เตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็น 1 เดือน

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงปัญหาพลังงานในภาคใต้ ว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ช่วยหาวิธีการและมาตรการเพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นและความคืบหน้าเรื่องของพลังงานในภาคใต้ โดย พล.อ.ประวิตร ได้มอบให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 เข้าไปชี้แจงรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดหาพลังงานมาใช้ในพื้นที่ภาคใต้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน ต้องรองรับการเจริญเติบโตและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยภายใน 1 เดือน ให้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนในพื้นที่ และต้องมีผู้ลงไปให้ข้อมูลถึงสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร
----------------

"อย่ารังเกียจผมเลย"

"อย่ารังเกียจผมเลย"
"ไม่ใช่มอง แต่ว่า ผมมาแบบไม่ถูกต้อง ผมรู้ว่า ผมมาไม่ถูก อยู่แล้ว แต่ต้องดูว่ามาทำอะไร ขออย่ารังเกียจผมเลย ให้กำลังใจ ให้มีสติทำงานต่อไป ดีกว่า ไม่เช่นนั้นทำอะไร ก็แย่ไปหมด เพราะต้องคุ้ยปัญหาออกมาแก้ไขทั้งหมด ทั้งที่มีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นๆ"
พลเอกประยุทธ์ กล่าว
1มีค.2560

"บิ๊กตู่" ปล่อยมุข "ม.45-ม.88" มีแต่เพิ่ม 2เท่า ยัน เลิก ไม่ได้ ม.44

"บิ๊กตู่" ปล่อยมุข "ม.45-ม.88" มีแต่เพิ่ม 2เท่า ยัน เลิก ไม่ได้ ม.44
“ขอให้เข้าใจว่า ผมทำเพื่ออะไร คำสั่งของผม ขอเถอะ ถ้าไม่ชอบ ม.44 ก็ขอเป็น ม. 45 แล้วกัน
แหม่!! บอกให้เลิก ให้เลิก บ้านเมืองอยู่อย่างนี้ จะเลิกได้ยังไง ถ้าแก้ไม่ได้ จาก 44 ก็ร่างใหม่เป็น 88 เพิ่มเป็น 2 เท่า ไปเลยแล้วกัน
แต่ไม่ว่ากฎหมายอะไรก็ใช้ไม่ได้ ถ้าคนไม่ทำตาม ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันไม่ว่าอยู่ในสถานะใดก็ตาม”
พลเอกประยุทธ์ กล่าว
1มีค.2560

"โต๊ะกลมกลาโหม".....ยังมีทุกวัน

"โต๊ะกลมกลาโหม".....ยังมีทุกวัน แต่เงียบๆนิด เพราะส่วนใหญ่ เป็นพรรคเล็ก ที่คุยรวมกันเลย. ...โดยมี บิ๊กชาง พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกลาโหม เป็นประธานทุกวัน
28 ก.พ.2560 มีมา 4 พรรค คือ
1.พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย
2.พรรคพลังเครือข่ายประชาชน
3.พรรคพลังสหกรณ์
4พรรคยางพาราไทย
1 มี.ค.60 มี พรรคพลังชล และ พรรคมหาชน
โฆษกกห.เผย ถกปรองดอง โต๊ะกลมกลาโหม 3 สัปดาห์ 30 พรรค คาดภายในเดือน มี.ค.จะครบทุกพรรค"เพื่อไทย.-นปช."6,15 มีค. ส่วน"กปปส."ยังรอประสาน
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม ในฐานะ โฆษกในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวว่า การพูดคุย ที่เริ่มตั้งแต่ 14กพ.2560 จนวันนี้ 3สัปดาห์แล้ว มีพรรคการเมือง เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นให้กับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดอง แล้ว 30 พรรค
คาดว่าในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ จะสามารถเชิญพรรคการเมืองที่เหลือเข้ามาเสนอความคิดเห็นได้ครบทุกพรรค
หลังจากนั้นในเดือนเมษายน ก็จะเชิญกลุ่มการเมือง กลุ่มภาคประชาสังคม กลุ่มภาคธุรกิจเข้าร่วม
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้ตอบรับเข้ามาแสดงความคิดเห็นในวันที่ 8 มีนาคม
ขณะที่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปช.) จะมาแสดงความคิดเห็นในวันที่ 15 มีนาคม
ส่วนกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส จะมาแสดงความคิดเห็นเมื่อไหร่นั้น ขอตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง รอให้ทุกฝ่ายพร้อม เพื่อกำหนดวันที่แน่นอน

โฆษกกห.เผย ถกปรองดอง โต๊ะกลมกลาโหม 3 สัปดาห์ 30 พรรค

โฆษกกห.เผย ถกปรองดอง โต๊ะกลมกลาโหม 3 สัปดาห์ 30 พรรค คาดภายในเดือน มี.ค.จะครบทุกพรรค"เพื่อไทย.-นปช."6,15 มีค. ส่วน"กปปส."ยังรอประสาน
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม ในฐานะ โฆษกในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวว่า การพูดคุย ที่เริ่มตั้งแต่ 14กพ.2560 จนวันนี้ 3สัปดาห์แล้ว มีพรรคการเมือง เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นให้กับคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดอง แล้ว 30 พรรค
คาดว่าในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ จะสามารถเชิญพรรคการเมืองที่เหลือเข้ามาเสนอความคิดเห็นได้ครบทุกพรรค
หลังจากนั้นในเดือนเมษายน ก็จะเชิญกลุ่มการเมือง กลุ่มภาคประชาสังคม กลุ่มภาคธุรกิจเข้าร่วม
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้ตอบรับเข้ามาแสดงความคิดเห็นในวันที่ 8 มีนาคม
ขณะที่ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปช.) จะมาแสดงความคิดเห็นในวันที่ 15 มีนาคม
ส่วนกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส จะมาแสดงความคิดเห็นเมื่อไหร่นั้น ขอตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง รอให้ทุกฝ่ายพร้อม เพื่อกำหนดวันที่แน่นอน

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ศาลอุธรณ์ลดโทษจำคุก"คุณหญิงจารุวรรณ"1ปี

"เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลดโทษจำคุก " หญิงเป็ด-จารุวรรณ อดีต ผู้ว่า สตง. อดีต ผอ.ทรัพยากรบุคคล "เหลือ 1 ปี แต่ไม่รอลงอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ28 ก.พ. 60 - 

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี วันนี้ ( 28 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดี 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ 2054/2559 ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายคัมภีร์ สมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีที่จัดให้มีการสัมมนา ที่ จ.น่าน วันที่ 31 ต.ค.46 ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนานั้น ได้ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกันแล้วให้เบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน 294,440 บาท ทำให้ สตง.เสียหาย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณ และนายคัมภีร์โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 58 ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 157 ให้จำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ

จากนั้นคุณหญิงจารุวรรณ และนายคัมภีร์ ได้ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 2 แสน ขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว ประเด็นที่คุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์สู้ประเด็นการไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หลังจากคณะอนุกรรมการไต่สวน รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาและพิจารณาว่า มีมูลแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และแจ้งด้วยว่า ในการแก้ข้อกล่าวหาจำเลยอาจทำเป็นหนังสือหรือชี้แจงด้วยวาจาก็ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ลงชื่อรับทราบข้อกล่าวหา

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ประธานอนุกรรมการฯ ลงลายมือชื่อในคำสั่งเรียกพยานไว้ล่วงหน้านั้นเพื่อให้อนุกรรมการฯใช้ดุลพินิจไประบุชื่อพยานในภายหลัง โดยไม่ปรากฏว่ามีการมอบหมายจากคณะอนุกรรมการฯนั้น เห็นว่าอำนาจนั้นก็เป็นการใช้อำนาจที่จำเป็นต้องทำหนังสือหรือคำสั่ง เพื่อดำเนินการตามแนวทางการไต่สวน ซึ่งจะต้องลงนามโดยประธานอนุกรรมการฯจะต้องลงนามตามระเบียบ ป.ป.ช. ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 ข้อ 8 วรรคสอง แม้โจทก์จะไม่มีรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการฯที่เป็นพยานเอกสารมาแสดงสนับสนุนแต่ก็ไม่ได้เป็นข้อพิรุธที่บ่งชี้ว่าไม่มีการมอบหมายหรือกำหนดแนวทางการไต่สวนของอนุกรรมการฯ ดังนั้นการไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ของจำเลยว่าเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายกับผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ม.157 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาของศาลชั้นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า หลังจากคณะทำงานด้านการจัดสัมมนาที่มี นายคัมภีร์ จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าเห็นว่าการจัดโครงการสัมมนาที่จังหวัดน่านในช่วงเวลาเดียวกับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานจะเป็นประโยชน์ตามหลักการทำงานเชิงบูรณการ แล้วต่อมาจำเลยที่ 2 มีบันทึกจัดโครงการสัมมนาเสนอให้คุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุมัติ ซึ่งกำหนดสัมมนาดังกล่าวนั้นตรงกับวันถวายผ้าพระกฐิน ระหว่างวันที่ 30 ต.ค. - 1 พ.ย.46 ซึ่งการที่จะเข้าร่วมสัมมนาที่จัดขึ้นในวันเวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่กันจึงเป็นเรื่องผิดสังเกต และหลังจากที่โครงการสัมมนาได้รับการอนุมัติไม่นานก็มีรายงานว่ามีจำนวนข้าราชการที่สมัครใจไปร่วมพิธีซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเองนั้นมีจำนวนลดลง ทั้งที่การตรวจสอบจำนวนข้าราชการนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่สิ้นเดือน ก.ย.46 โดยเมื่อทราบจำนวนข้าราชการที่สมัครใจไปร่วมพิธีแล้ว จำเลยทั้งสองกับผู้บริหาร สตง.ก็ดำเนินการให้ข้าราชการในโครงการสัมมนาทั้งหมดไปร่วมการถวายผ้าพระกฐินทันทีพร้อมกับปรับเปลี่ยน ลดระยะเวลาสัมมนาโดยไม่ปรากฏว่าเป็นประโยชน์ตามหลักการทำงานเชิงบูรณาการแต่อย่างใดส่วนที่จำเลยทั้งสอง อ้างว่าการเปลี่ยนสถานที่จัดสัมมนาจาก โรงแรมซิตี้ ปาร์ค ไปเป็นสโมสรสันติภาพ 2 สืบเนื่องจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่การถวายผ้าพระกฐินเกิดความล่าช้า และเป็นการประหยัดการเดินทางและข้าราชการไม่ต้องกลับโรงแรมก่อน แต่จากการไต่ส่วนกับได้ความจากพนักงานโรงแรม พยานโจทก์ เจ้าหน้าที่ สตง.ยกเลิกการสัมมนาก่อนวันสัมมนาไม่น้อยกว่า 3 วัน โดยโรงแรมยังไม่ได้จัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มจึงไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพียงแต่คิดเฉพาะค่าใช้จ่ายในการทำป้าย 300 บาท เท่านั้น แม้จะไม่ได้ความชัดว่า เจ้าหน้าที่ สตง. ที่สั่งยกเลิกเป็นใครแต่ก็ไม่ได้เป็นข้อสำคัญ เพราะเมื่อการเปลี่ยนแปลงสถานที่สัมมนาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ได้เตรียมการไว้ก่อนอีกทั้งยังได้ความจากเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมสัมมนา 2 คนว่าหลังจากเสร็จพิธีถวายผ้าพระกฐินก็ได้เดินทางกลับโรงแรมจากนั้นจึงไปร่วมงานที่สโมสรสันติภาพ 2 จึงแสดงให้เห็นว่า การเดินทางกลับที่พักไม่ได้ใช้เวลามากทำให้ข้อกล่าวอ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนัก ประกอบกับมี พยานคนกลาง เบิกความว่า การถวายผ้าพระกฐินล่าช้าก็เพราะรอวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน และหลังพิธีถวายผ้าพระกฐินก็มีการทอดผ้ากฐินสามัคคีซึ่งเป็นเรื่องความสมัครใจและความศรัทธาของข้าราชการ ไม่ได้เป็นเรื่องของทางราชการแต่กลับมีการเปลี่ยนกำหนดการสัมมนาเพื่อให้การทอดผ้ากฐินสามัคคีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเป็นลักษณะการจัดสัมมนาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมอื่นให้ดำเนิน โดยราบรื่นมากกว่าที่จะมุ่งประโยชน์จากการสัมมนา ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ ขณะที่การจัดโต๊ะอาหารเป็นแบบโต๊ะจีนหันหน้าเข้าหากัน นั่งแต่ละโต๊ะประมาณ 10 คน ส่วนบนเวทีได้ติดป้ายข้อความว่า " ขอต้อนรับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา และคณะด้วยความรักยิ่ง 31 ต.ค.2546"โดยมีการเสิร์ฟอาหารเย็นและเครื่องดื่มขณะที่สโมสรสันติภาพ 2 ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานนั้นตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นบนสำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ชั้นล่างสำหรับข้าราชการทั่วไป ลักษณะดังกล่าวไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการสัมมนา อีกทั้งระหว่างงานก็มีเสียงดังรบกวน ไม่มีเอกสารประกอบ ไม่มีการถกปัญหาหรือสรุปผลสัมมนา โดยพยานก็ระบุด้วยว่าขณะรับประทานอาหารมีการเสิร์ฟแอลกอฮอล์ด้วย ซึ่งศาลเห็นว่าการจัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลทำให้การระดมความคิด การแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นถูกบั่นทอนให้ลดลง อีกทั้งการจัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสิ่งมึนเมาให้แก่ข้าราชการถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดสัมมนาของส่วนราชการตามความหมายที่เข้าใจทั่วไป และถือไม่ได้เป็นการจัดโครงการสัมมนาตามนิยามของการสัมมนาทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ พ.ศ.2545เมื่อพฤติการณ์บ่งชี้ตรงกันว่า การจัดและอนุมัติโครงการสัมมนากระทำไปเพื่อให้ข้าราชการ สตง. ไปร่วมการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และการทอดผ้ากฐินสามัคคี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง แต่เบิกจ่ายงบประมาณ สตง. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ พ.ศ.2545 โดยไม่มีการสัมมนาที่แท้จริง เป็นการเบิกจ่ายโดยไม่มีสิทธิทำให้ สตง.เสียหาย โดยจำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นตั้งแต่ต้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ตาม ม.157 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ว่า ควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เห็นว่าจำเลยทั้งสองรับราชการที่ สตง.มานานจนดำรงตำแหน่งระดับสูงนับว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับราชการ ประกอบกับจำเลยทั้งสองมีอายุมากประมาณ 70 ปี มีเหตุควรปราณี ที่ศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 ปี จึงหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสมศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี แต่ที่จำเลยขอให้เรอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่า สตง.เป็นส่วนราชการมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของส่วนราชการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมายและมติ ครม.ซึ่งการตรวจสอบเพื่อให้เห็นว่ามีการใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ โดยประหยัดและได้ผลตามเป้าหมายและมีผลคุ้มค่าหรือไม่ แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินเสียเองทำให้ส่วนราชการอื่นและสังคมทั่วไป เคลือบแคลงและขาดความเชื่อมั่นในความสุจริตและระบบการตรวจสอบซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ พฤตการณ์จึงนับว่าร้ายแรง แม้ว่าคุณหญิงจารุวรรณ จะดำรงตำแหน่งในสถาบันต่างๆหลายแห่ง และนายคัมภีร์ จำเลยที่สอง มีอาการเจ็บป่วยแต่ก็ยังไม่เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะรอการลงโทษให้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์นี้ ยังไม่ถือเป็นที่สุด ซึ่งคู่ความยังสามารถฎีกาได้ภายใน 30 วัน
"
อ่านต่อที่: http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378536625/

"สมเด็จพระสังฆราชฯ" ประทานโอวาท แด่ ผู้นำกองทัพ ยึดมั่นสามัคคี อันหนึอันเดียวกัน พาประเทศรอด

"สมเด็จพระสังฆราชฯ" ประทานโอวาท แด่ ผู้นำกองทัพ ยึดมั่นสามัคคี อันหนึอันเดียวกัน พาประเทศรอด ย้อนอดีตเสียแผ่นดิน เตือนใจ ชี้ เพราะพระมหากษัตริย์ไทย รวมความเป็นปึกแผ่น ทำให้รอดปากเหยี่ยวปากกา มาได้
บิ๊กช้าง พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกล่โหม พร้อมด้วย บิ๊กปุย พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ เช่น บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. บิ๊กณะ พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผบทน. และ บิ๊กจอม พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ.นำบิ๊กๆห้าเสือ เข้าเฝ้า สมเด็จพระสังฆราชฯ ที่วัดราชบพิธฯ อย่างเป็นทางการ หลังทรงได้รับสถาปนา เป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ องค์ที่20 โดยก่อนหน้านี้ ผบ.เหล่าทัพ เคยร่วมคณะ พลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร มาเข้าเฝ้าฯ แล้ว เทื่อ14กพ.2560 ในนาม ครม.-คสช.
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ได้ประทานพระโอวาทกับคณะ ตอนหนึ่งถึงธรรมภาษิต คือ "สัพเพส สัมภูตานี สามัคคีวุฒิสาธิกา" แปลว่า ความพร้อมเพียง แด่ชนผู้อยู่ร่วมกัน และคนที่ทำการทำงานเป็นหมู่ ยังความเจริญรุ่งเรืองมาให้เกิดสำเร็จ ธรรมภาษิตนี้อยู่ในพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่5 และที่ประตูพระอุโบสถก็เขียนไว้ เป็นการตั้งใจในการทำร่วมกัน จะทำให้เกิดผลสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้
"อาตมา นึกย้อนกลับไปสมัยก่อน เราก็ถูกบีบคั้นไม่ใช่น้อย เราเสียแผ่นดินในสมัยนั้น ก็ไม่ใช่น้อย ธรรมภาษิตอันนี้ก็พอเหมาพอเจาะกันพอดีในการรวมกันเป็นปึกแผ่น เป็นเหล่าเป็นหมู่และครองตนเอง จนอยู่จนวันนี้ได้ พ้นจากปากเหยี่ยวปากกามาได้ "
อาตมา เห็นตรงนี้ คิดว่าดีนะที่เราทำกันได้ ตามที่รัชกาลที่5 มีพระราชประสงค์ และทรงพัฒนาประเทศ จนมาเป็นทุกวันนี้ ถ้าเราไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะไม่มาถึงทุกวันนี้
จึงขอให้เรารักษาธรรมภาษิตนี้ไว้ สืบต่อไปถึงรุ่นน้องๆรุ่นหลัง ขอให้จำๆไว้บางก็ดี
อาตมาเคยถามนักเรียนชั้น ม.8 ก็ยังไม่รู้จักธรรมภาษิตนี้เลย สมัยก่อนเมื่อศึกษา ม.6 , ม.7 ก็จะรู้ เพราะมีการศึกษาภาษาไทย โคลงฉันท์ กาพย์ กลอน อาตมาจำได้ตั้งแต่ ป.4 จึงขอให้ทุกท่านนึกถึงธรรมภาษิตนี้ไว้ ซึ่งไม่ยากอะไรเลย จำได้ง่ายๆ

มทภ.1เข้าทำเนียบฯ

‪"บิ๊กแดง" พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 พร้อม บิ๊กหนุ่ย พลตรีธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาค1 ที่ดูแล "ธรรมกาย" เข้าทำเนียบฯพบ"บิ๊กป้อม"และ ผบ.ทบ.ก่อน นายกฯขึ้น ประชุมคสช. โดยพบว่า มีการถือเอกสารมาด้วย และคาดกันว่า เป็นแผนผัง และข้อมูล วัดธรรมกาย....โดยที่ ทั้งคู่ ไม่แสดงออกถึงความเครียด แต่มีสีหน้ายิ้มแย้ม ...โดย มารายงานภารกิจของทั้งคู่นอกเหนือจาก ธรรมกาย ด้วย
ด้าน นายกฯ ปัดตอบ เตรียมคุย เรื่อง"ธรรมกาย"ในการประชุม คสช. หรือไม่
ขณะที่ บิ๊กแดง รับลูก ปยป.แเละกก.สร้างสามัคคีปรองดอง ของ บิ๊กป้อม เตรียมเปิดเวทีปรองดอง‬ รับฟังความเห็นระดับพื้นที่ ใน26 จ.ภาคกลาง เรียกประชุมใหญ่ 3 มีค.นี้ ที่กองทัพภาค1

"บิ๊กป้อม" ฟันธง!..."ธัมมชโย"ยังอยู่ในวัดธรรมกาย

"บิ๊กป้อม" ฟันธง!..."ธัมมชโย"ยังอยู่ในวัดธรรมกาย ...ขอให้ออกมามอบตัว
พลเอกประวิตร เผยสิ่งบอกเหตุ ที่เชื่อว่า"ธัมมชโย"ยังอยู่ในวัดธรรมกาย เพราะปกป้องกันเหลือเกิน ไม่อย่างนั้นจะป้องกันอะไรขนาดนั้นทำไม เป็นลักษณะการป้องกันบุคคล ไม่ใช่ปกป้องสถานที่ เราจึงต้องใช้ ม.44..ลั่น ขอให้ออกมามอบตัว ทุกอย่างจะได้คลี่คลายในทางที่ดี...ตอนนี้ ขอเวลา จนท.ก่อน

ขอโทษ ขอบคุณ สวัสดี

"ผมไม่เคย ลืมตัว"....
"ผมก็รู้ว่าอยู่ในฐานะใด ผมไม่เคยลืมตัวเอง อะไรถูกคือถูก อะไรผิดคือผิด อะไรที่ผมทำไป แล้วอาจจะมีปัญหา ผมก็ขอโทษ คนเรามันอยู่ ด้วยคำเหล่านี้ ขอโทษ ขอบคุณ สวัสดี เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ต้องมีเหตุผล อย่าไปดันทุรัง ทุกอย่างถ้าดันทุรังไปมาก็มีแต่ยับเยินด้วยกันทั้งคู่ คนที่ได้เสียคือประชาชนและประเทศชาติ”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
28กพ.2560

ม.44ชะตากรรมที่ต้องเลือก

"บิ๊กตู่" ลั่นม.44 กับวัดธรรมกาย เพราะใช้กฎหมายปกติไม่ได้ เป็นชะตากรรมที่คนไทยต้องเลือกเอง - ข่าวสด
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ชี้แจงถึงกรณีของวัดพระธรรมกายกับมาตรา 44 ว่า ที่ผ่านมากฎหมายปกติใช้ไม่ได้ รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ซึ่งหลายคนก็อาจมองว่าไม่ได้ผล แสดงว่าคสช.ไม่ได้รับการเชื่อถือหรือเอาไม่อยู่ แต่ความจริงแล้ว คสช.ต้องการให้สังคมได้เห็นว่านี่คือปัญหาร่วมกันของคนทั้งประเทศ ที่ใช้กฎหมายอะไรก็ยุติคนไม่ดีไม่ได้ แล้ววันข้างหน้าเมื่อไม่มีมาตรา44 ไม่มีคสช.แล้วจะอยู่กันอย่างไร
ทุกคนจะยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอีกหรือไม่ การใช้กฏหมู่ ไม่เคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยที่ คสช.ใช้เพราะต้องการให้ทุกคนคิดพิจารณาว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด จะช่วยกันทำให้ประเทศมีความปลอดภัยอย่างไร จะได้ไม่ต้องมาหวังให้ทหารมาแก้ปัญหาที่ทุกคนไม่ช่วยกันแก้ โดยผลักภาระ แล้วก็เล่นงานเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายแล้วต้องคดีเหมือนเช่นเหตุการณ์เมื่อปี 2553
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นี่เป็นชะตากรรมที่คนไทยทุกคนต้องเลือกเอง ไม่มีใครช่วยได้ และต้องการบอกกับประชาชนทั้งประเทศให้ช่วยกันคิด ไม่ใช่เฉพาะกรณีธรรมกาย
รายงาน:ลิงลพฯ/สื่ออาสา

การเชื่อมโยง"ทักษิณ"ธรรมกาย

ข้อมูลส่วนหนึ่งที่มีความพยายามการเชื่อมโยงเรื่องธรรมกายกับการเมืองโดยเฉพาะการพุ่งไปที่ตัวละครสำคัญทางการเมืองอย่าง"ทักษิณ ชินวัตร"
///
Vachara Riddhagni

นี่คือเนื้อหาสำคัญของพระลิขิตในอดีตสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงเขียน ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม เมื่อ 26 เมษายน 2542 ยุคนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนี้
"ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาลนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยกเป็นอนัตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบัน และอนาคต ที่หนัก"
และ "ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นพระ ให้แก่วัด ทันที" ( 5 เมษายน พ.ศ.2542)
"ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้ง ว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศานา"
ซึ่งธรรมกายลัทธิอ้างว่าเป็นลิขิตปลอม และทางการในขณะนั้น ไม่มีการดำเนิการอย่างไรอย่างหนึ่ง เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รวมทั้งตีกินว่า "สมเด็จพระสังฆราช" องค์ที่แล้วคงไม่ติดตาม เพราะเป็นการจองเวร รวมทั้งกลไกและขบวนการสงฆ์และการเมืองต่างมองความสมประโยชน์และเครือข่ายโยงใยในหมู่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่เกีั่ยวข้องกับธรรมกายลัทธิหรือได้ผลประโยชน์จากลัทธินซึ่งเป็นไปตามนั้น ธัมมชโยจึงอยู่รอดอาบัติปาราชิก สร้างปัญหาซับซ้อนขึ้น ตจนถุกจับได้ว่า "รับเงินโจรและฟอกเงิน"
ความเชื่อมโยงและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องของระบอบทักษิณกับลัทธิธรรมกาย ซึ่งเข้าหลักน้ำพึงเรือ เสือพึงป่า ที่ทั้งธรรมกายลัทธิกับระบอบทักษิณสมประโยชน์กัน ระบอบทักษิณต้องการฐานเสียงสาวกลัทธิธรรมกาย ส่วนลัทธิธรรมกายต้องการอำนาจสงฆ์และเงินบริจาคสร้างอาณาจักรลิทธิของตน มีความชัดเจน คือ เมื่อ ปี พ.ศ.2549 พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มท.ขอใช้พื้นที่วัดธรรมกาย จัดงาน "รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา 60 ปี มีนักการเมือง ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น สภาท้องถิ่น ข้าราชการและเกล่าพนักงาน 7,850 หน่วยๆ ละ 10 คน และสาวกธรรมกายประมาณ กว่า 78,500 คนเข้าร่วม โดยมีนาย (พ.ต.ท.ขณะนั้น) ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานและแสดงปาฐกถา

องกรค์พุทธยุโรป ยื่นหนังสือต่อประธานองค์กรสิทธิมนุษยชน ประจำสหประชาชาติ นครเจนีวา

องกรค์พุทธยุโรป ยื่นหนังสือต่อประธานองค์กรสิทธิมนุษยชน ประจำสหประชาชาติ นครเจนีวาในงานประชุมสามัญประจำปี องค์กรสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 34 รัฐบาลทั่วโลกจาก 193 เข้าร่วม
เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 หน้าสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ผู้แทนองค์กรพุทธยุโรปรวมถึงผู้ศรัทธาวัดพระธรรมกายกว่า 150 คน เข้ายื่นหนังสือถึง ฯพณฯ เซียด รา แอด ออล ฮุสเซน (His Excellency Zeid Ra'ad Al Hussein) ประธานองค์กรสิทธิมนุษยชน ประจำสหประชาชาติ เพื่อรับทราบเจตจำนงของชาวพุทธยุโรปในการหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยที่มีอันตรายต่อพระพุทธศาสนาดังเช่นกรณีการใช้ ม.44 ต่อวัดพระธรรมกายและชาวพุทธผู้บริสุทธิ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติ
การเข้ายื่นหนังสือประท้วงรัฐบาลไทยต่อประธานองค์กรสิทธิมนุษยชน ประจำสหประชาชาติครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้แทนประเทศต่างๆและสื่อมวลชนทั่วโลก เพราะตรงกับการประชุมสามัญประจำปี องค์กรสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 34 โดยมีผู้แทนรัฐบาลทั่วโลกจาก 193 ประเทศเข้าร่วม
สำหรับชาวพุทธที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้มาจากหลายประเทศอาทิ อังกฤษ เยอรมัน สวีเดน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ยกเลิกการใช้ ม. 44 จัดการวัดพระธรรมกาย อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
ข่าวจากวัดพระธรรมกาย

ข่าว28/2/60

ธรรมกาย

นายกฯ นำประชุม คสช. ก่อน ครม. เลี่ยงตอบคุยปมพระธรรมกาย ขณะ มท.1 สั่งภูมิภาคดูแลเข้มงวดประชาชนต่างจังหวัดที่จะเดินทางเข้าวัด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.08 น. พร้อมเป็นประธานประชุม คสช. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยก่อนประชุม นายกรัฐมนตรีเลี่ยงการตอบคำถามว่าที่ประชุม คสช. จะมีการหารือกรณีวัดพระธรรมกายหรือไม่

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการดูแลประชาชนต่างจังหวัดที่จะเดินทางมาที่วัดพระธรรมกาย ว่า ฝ่ายความมั่นคง มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดูแลส่วนภูมิภาค โดยกำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัด เข้ามาช่วยดูแลส่วนนี้ สำหรับความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความปรองดองในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ พล.อ.อนุพงษ์ ระบุว่า ฝ่ายปกครองได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว ซึ่งต้องรอความชัดเจนในการดำเนินการ คาดว่า จะชัดเจนช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นก็ลงพื้นไปทำความเข้าใจประชาชนเช่นกัน
------------
มท. แจ้ง ผจว. ทำความเข้าใจประชาชน ปมชุมนุมวัดพระธรรมกาย พร้อมขอสนับสนุนงาน ป.ย.ป. 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีการรวบตัวของกลุ่มมวลชนที่จะเข้ามาร่วมชุมนุมกับวัดพระธรรมกาย ว่า ทางฝ่ายความมั่นคงได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดูแล โดยได้มีการแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำความเข้าใจกับประชาชน โดยให้อาศัยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. ซึ่งได้กราบเรียนเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายสงฆ์ให้ทำความเข้าใจกับประชาชนอีกทางด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางกองทัพได้เตรียมประชุมทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการกำหนดแนวทางรับฟังความคิดเห็นจากส่วนต่าง ๆ และทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อสนับสนุนงานของ ป.ย.ป. ซึ่งก็ยังต้องรอความชัดเจนจากคณะทำงานส่วนนี้ก่อนว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป
------------
นายกฯประชุมคสช.เสร็จแล้ว - โฆษก ยัน ไม่พูดคุยปรับแผนควบคุมวัดพระธรรมกาย

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เป็นประธานการประชุมคสช.  โดยภายหลังใช้เวลานานกว่า 90 นาที สมาชิกคสช. อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธ์ พลอากาศตอม รุ่งสว่างผบ.ทอ.พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัต ผบ.สส. ทยอยเดินทางออกทำเนียบทันที โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ขณะที่พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยืนยันว่า ที่ประชุมวันนี้ไม่มีพูดคุยถึงเรื่องการปรับแผนควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. แต่ได้หารือถึงการจดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ และเรื่องขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ  ขสมก. เกี่ยวกับการบริหารเส้นทางเดินรถ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะใช้มาตรา 44 ในเรื่องนี้หรือไม่ โดยรายละเอียดทั้งหมดจะต้องรอ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
-----------
รมช.กต. เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ สมาพันธรัฐสวิส 27 ก.พ. - 1 มี.ค. นี้

เฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน

แห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 34 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2560
-------
โฆษก คสช. เผย ที่ประชุมไม่หารือ ปรับแผนมาตรา 44 ควบคุมวัดธรรมกาย

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวภายหลังการประชุม คสช. ว่า ไม่มีการหารือถึงเรื่องการปรับแผนมาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งที่ประชุมในวันนี้ได้หารือถึงการจดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ที่ยังอยู่ในระหว่างการหารือ และเรื่องขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เกี่ยวกับการบริหารเส้นทางเดินรถ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะใช้มาตรา 44 ในเรื่องนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงรายละเอียดของการประชุม คสช. ทั้งหมดในวันนี้
----------
หัวหน้า คสช. ไม่เพิ่มกำลังดูวัดพระธรรมกาย พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เลี่ยงปะทะ ขณะไม่กำหนดกรอบเวลาตรวจค้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุม คสช. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย โดยนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงการจัดวางกำลัง และกำชับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกัน แต่ให้ใช้วิธีกดดัน ให้อ่อนแรง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจค้นได้ โดยไม่มีการปะทะ

ทั้งนี้ การปฎิบัติการยังไม่มีการเพิ่มกำลัง โดยใช้เจ้าหน้าที่  26 กองร้อย เท่าเดิม และไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการแต่อย่างไร
-----------
นายกฯ ยืนยันไม่ยกเลิก ม.44 คุมวัดพระธรรมกาย ขออย่าขัดขวางการตรวจค้น เน้นการพูดคุยยึดกฎหมาย ให้ กต. แจงนานาชาติ ไร้ความรุนแรงกับพระสงฆ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการดำเนินการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อนำตัว พระธัมมชโย มาดำเนินคดีตามหมายจับด้วยการหาทางออกระหว่างกัน โดยเน้นการพูดคุยที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย เพื่อให้ทุกอย่างแล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว และไม่กระทบกับผู้อื่น

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิกการคำสั่งตามมาตรา 44 เพราะต้องใช้กฎหมายนี้ในการอำนวยความสะดวกในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ ในการขอเข้าไปตรวจค้นในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ได้ให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ชึ้แจงการดำเนินการขอเจ้าหน้าที่ว่าทางรัฐบาลไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับพระสงฆ์ ตามกระแสข่าวที่ออกมา ซึ่งหากไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีทุกอย่างก็ไม่จบ
------------
พล.อ.ประวิตร รับ คุย มทภ.1 เรื่องวัดพระธรรมกาย ยันยังไม่มีการปรับแผน หวัง "พระธัมมชโย" มอบตัว มั่นใจยังอยู่ในวัด ยันไม่ใช้ไม้แข็งแน่นอน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยกับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 ถึงความเคลื่อนหน้าการดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกาย แต่ยังไม่มีการปรับแผนใด ๆ เพราะต้องการให้วัดและพระธัมมชโย ออกมามอบตัวเองเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายและเป็นการยุติเหตุการณ์ทั้งหมด โดยทางเจ้าหน้าที่มีความมั่นใจว่าขณะนี้พระธัมมชโยยังอยู่ที่วัด แต่ก็จะไม่มีการใช้ไม้แข็งกับพระอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยังระยุว่า ได้สอบถามถึงกรณีที่มีการเก็บค่าอาหารมื้อละ 80 บาท กับทางตำรวจที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งตำรวจยอมรับว่าในระยะแรกแม่ค้าเรียกเก็บค่าข้าวกล่อง 80 บาท จริง แต่ปัจจุบันได้ลดเหลือ 50 บาทแล้ว ขณะเดียวกัน ได้ปฏิเสธกระแสว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตรวจค้นวัดพระธรรมกายสูงถึง 60 ล้านบาท ว่าไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณใด ๆ
---------
"สุวพันธุ์" ยัน เฝ้าระวังมวลชนหนุนวัดพระธรรมกาย เชื่อมโยงการเมืองแล้ว ยังคงมาตรการเข้มงวดตามปกติ 

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นายกรัฐมนตรี ไม่มีการสอบถามถึงคดีวัดพระธรรมกาย พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีการเฝ้าระวังกลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายที่เคยร่วมชุมนุมทางการเมืองอยู่แล้ว โดยยืนยันว่า ได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์ในการดูแลกลุ่มสงฆ์ที่รวมตัวกันอยู่บริเวณตลาดกลาง เรื่องอาหารเช้าและอาหารเพลของคณะสงฆ์ ส่วนมาตรการอื่น ๆ ยังคงไว้เช่นเดิมก่อน แต่เนื่องจากทางวัดย้ำมาตลอดว่า พระธัมมชโย ไม่ได้จำวัดภายในวัดธรรมกายแล้ว จึงมีการเพิ่มการสืบสวนสอบสวนรอบพื้นที่รอบนอก เพื่อแกะรอยตามหาพระธัมมชโยมากขึ้น ส่วนการเจรจากับวัดพระธรรมกายนั้น นายสุวพันธุ์ ระบุว่า ยังมีการพูดคุยกันอยู่ และเจ้าคณะจังหวัดก็ได้ช่วยเข้าไปดูด้วย
----------
"สุวพันธุ์" ปัดข่าวเตรียมเปลี่ยนอธิบดี DSI ยันงบประมาณดูแล จนท. รอบวัดพระธรรมกาย ไม่ถึง 60 ล้านบาท ตามข่าวลือ

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงงบประมาณที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ใช้ในการจัดการรอบวัดพระธรรมกาย ว่า เป็นไปตามระเบียบราชการ และไม่ถึง 60 ล้านบาท ตามที่วัดพระธรรมกายกล่าวอ้าง ซึ่งส่วนตัวมองว่า สังคมจะต้องเรียนรู้ว่าเหตุการณ์นี้ ว่าทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลังหัวหน้า คสช. ประกาศใช้อำนาจมาตรา 44 ให้พื้นที่รอบวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมแล้ว 14 วัน แต่ก็ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จ และยังย้ำอีกว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม นายสุวพันธุ์ ยังปฏิเสธกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอธิบดีดีเอสใหม่ โดยยืนยันว่า ยังคงเป็น พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง เช่นเดิม
------------
นายกฯขอประชาชนอย่าเชื่อข่าวลือปมวัดพระธรรมกาย ขออย่าสร้างกระแส ไทยพุทธ-มุสลิม มีปัญหากัน 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้ไม่หวังดีสร้างกระแสว่า มุสลิมอยู่เบื้องหลังการเข้าบุกค้นวัดพระธรรมกาย และพระสงฆ์จากประเทศเมียนมา แสดงความไม่พอใจ ว่า เป็นเพียงกลุ่มไม่หวังดีสร้างกระแส ซึ่งตนเองและจุฬาราชมนตรี ได้มีการพูดคุยกันในการดูแลชาวมุสลิมในประเทศไทย จึงขออย่าสร้างกระแส ว่า ชาวพุทธ และมิสลิมมีปัญหากัน  ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการประสานไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งก็มีความเข้าใจดีระหว่างกัน ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ได้ยินมามีความเป็นไปได้หรือไม่
---------
จนท.ตั้งป้ายประกาศงดพระภิกษุสามเณรชุมนุมขัดขวางเจ้าหน้าที่บริเวณวัดพระธรรมกาย เพิ่มทางเข้าออกรอบวัดพระธรรมกาย อีก 1 จุด ขณะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตรวจใบสุทธิพระสงฆ์

ความเคลื่อนไหวที่ตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารนำแผงรั้วเหล็กกั้นรอบพื้นที่ ตั้งจุดตรวจคัดกรอง โดยได้เพิ่มทางเข้าออกเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ เพิ่มอีก 1 จุด รวมเป็น 3 จุด มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจบูรณาการตรวจค้นบุคคลเข้าออก

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ตั้งโต๊ะตรวจใบสุทธิพระสงฆ์ มาแล้วกว่า 3 วัน แต่วันนี้ ได้เพิ่มเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมตรวจสอบ ป้องกันบุคคลเข้ามาในพื้นที่ พร้อมนำป้ายประกาศงดพระภิกษุสามเณรชุมนุมขัดขวางเจ้าหน้าที่บริเวณวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมายมาติดตั้งไว้ บริเวณด้านหน้าทางเข้าออกตลาดกลางคลองหลวง เช่นเดียวกับบริเวณประตูที่ 7 ที่มีการนำป้ายประกาศ 3 ภาษามาติดไว้เช่นกัน

ส่วนพระภิกษุ 5 รูป ที่อดอาการประท้วง การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ คสช. มีอาการอ่อนเพลีย แต่ยังคงนั่งสวดมนต์ โดยทีมมีแพทย์ ของวัดพระธรรมกาย เข้าตรวจร่างกายเป็นระยะ เนื่องจากพระภิกษุทั้ง 5 รูป ได้นั่งสมาธิสวดมนต์มากว่า 6 วัน

นอกจากนี้ บริเวณฝั่งคลองแอนประตู 5 และ 6 วัดพระธรรมกาย พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร เตรียมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในเวลา 10.00 น.
-----------
รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยค้นภายในวัดพระธรรมกายยังมีบางจุดที่สงสัยอยู่ อุบรายชื่อคนปลุกระดมมวลชน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่า การเข้าค้นภายในวัดพระธรรมกายยังมีบางจุดที่สงสัยอยู่ แต่ไม่สามารถเข้าไปเข้าไปค้นได้เนื่องจากเป็นศาสนสถาน มีพระสงฆ์และลูกศิษย์ จำนวนมากปฏิบัติธรรมอยู่ แม้เจ้าหน้าที่มีมาตรา 44 อยู่ในมือ แต่ยังไม่อยากให้ประชาชนและสังคม มองว่าเจ้าหน้าที่ทำสิ่งที่รุนแรงและไม่เหมาะสม

ส่วนประเด็นว่าเป็นการทำลายศาสนานั้น อยากให้ประชาชนอ่านและศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณในการทำความเข้าใจสำหรับ 40 บุคคล ที่มีพฤติการณ์ปลุกระดม ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีรายชื่อเป็นใครบ้าง แต่เบื้องต้นทราบว่าเป็นชาวไทย ส่วนจะมีชาวต่างชาติเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ต้องขอดูรายชื่อก่อน โดยการประชุมวันนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปว่าจะมีการออกหมายเรียกหรือไม่
----------------
วัดพระธรรมกาย ขอพระสงฆ์เลิกอดข้าวประท้วง ม.44 ยืนยันไม่รู้ จนท. ปืนหาย 400 กระบอก

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ระบุ ขอให้กลุ่มพระสงฆ์ 5 รูป ยุติการอดอาหารเพื่อคัดค้านการใช้มาตรา 44 เนื่องจากทางวัดมีความเป็นห่วงด้านสุขภาพ และยืนยันทางวัดไม่ทราบเรื่องการติดป้าย We need food เมื่อเจ้าหน้าที่ประสานมาก็ยินดีปลดป้ายดังกล่าวออก ตั้งแต่ช่วงสายของเมื่อวานนี้ แต่สัญญาณถูกตัดขาดจึงประสานไม่ได้เจ้าหน้าที่ได้

ทั้งนี้ พระสนิทวงศ์ ยังเห็นว่าดีเอสไอควรไปทวงเงินกว่าหมื่นล้านจากที่อื่น เนื่องจากเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกส่งมาที่วัดพระธรรมกาย โดยพบว่าเงินส่วนใหญ่อยู่ที่บุคคลอื่น ส่วนที่พบว่าถูกบริจาคมาที่พระธัมมชโย มีเพียงร้อยละ 8 จากจำนวนทั้งหมด ซึ่งกลุ่มลูกศิษย์ได้ร่วมลงเงินช่วยเยียวยาผู้เสียหายจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นแล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานเรี่ยไร

ส่วนกระแสข่าวว่าปืนเจ้าหน้าที่หายกว่า 400 กระบอก และถูกซุกซ่อนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์นั้น พระสนิทวงศ์ ชี้แจงว่า ตั้งแต่วันที่ 16 - 18 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นภายในวัด

อย่างละเอียดแล้ว แต่ไม่พบเป้าหมายและสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา วัดก็อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ หากมีสิ่งใดผิดปกติไม่เกี่ยวข้องกับวัดเป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ และวันนี้ยังครบกำหนดวันสุดท้ายที่ระบุตามหมายค้นวัดพระธรรมกายของศาลด้วย

อย่างไก็ตาม พระสนิทวงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า การติดป้ายประกาศให้พระภิกษุสงฆ์ สามเณร งดการชุมนุมถือว่าผิดหลักทางศาสนา ขอให้ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา ทบทวนการออกคำสั่งต่าง ๆ ด้วย
---------
ดีเอสไอ งัดมาตรการเชิงรุก หลังพบการข่าวตลาดกลางคลองหลวงเตรียมยกระดับชุมนุม - ขู่ฟันไม่มีใบสุทธิ ผิดข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระ

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดว่า วัดพระธรรมกายจากการข่าว พบว่า การจัดตั้งมวลชนบริเวณตลาดกลางคลองหลวง วัดพระธรรมกาย มีความพยายามจะยกระดับการชุมนุม ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีความจริงจังในการเรียกบุคคลที่อยู่เบื้องหลังมารายงานตัว อีกทั้งมีข้อมูลว่ามีการพยายามใช้มวลชนเล็ดลอดเข้าในพื้นที่ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการสกัดกั้นตามขั้นตอน เนื่องจากวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม

พร้อมยืนยันว่าจากนี้ ดีเอสไอ สำนักพระพุทธศาสนาและหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทางฝ่ายสงฆ์จะใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้นในการปฏิบัติ เช่น การตรวจสอบใบสุทธิ หากอ้างไม่มีใบหรือตรวจไม่พบจะถูกดำเนินคดีในฐานแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์

อย่างไรก็ตาม ยังระบุว่าวันนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เรียกข้าราชการในสังกัดและผู้ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเกี่ยวข้องการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มารายงานตัวด้วย
-----------
จนท. บูรณาการตั้งจุดคัดกรองพระสงฆ์ที่ไปตลาดกลางคลองหลวง ตรวจสอบใบสุทธิวันนี้ 14 รูป

บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่ตลาดกลางคลองหลวง เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ร่วมกับ ฝ่ายปกคอง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และทหาร บูรณาการตั้งจุดคัดกรองพระสงฆ์ที่จะผ่านเข้าไปยังตลาดกลางคลองหลวง

โดย นายพลังชาติ เหมือนแก้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ (8) ดีเอสไอ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีพระสงฆ์ที่ได้เข้ามาในพื้นที่ และทำการตรวจสอบใบสุทธิไปแล้วทั้งหมด 14 รูป ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่อยู่นอกเขตวัดพระธรรมกาย และขณะนี้ ไม่อนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวงเพื่อร่วมชุมนุม ตามประกาศของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้เชิญให้กลับไปยังวัดที่เดินทางมา แต่มีพระสงฆ์ต้องการกลับวัดไปแล้วเพียง 4 รูป เท่านั้น

สำหรับการคัดกรองในจุดนี้ตั้งมาแล้ว 2 วัน มียอดรวมพระสงฆ์ที่อยู่นอกเขตวัดพระธรรมกายรวม 38 รูป มีใบสุทธิทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ จะเน้นการตรวจใบสุทธิ และถามเหตุผลที่เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอ้างว่าเคยเข้าร่วมในการบวชของวัดพระธรรมกาย และศรัทธาในพระธัมมชโย จึงต้องการมาร่วมการสวดมนต์

ส่วนด้านตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ชี้แจงว่า ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นำป้ายเข้ามาติดตั้งเพิ่มเติม ตามประตูต่าง ๆ ทางเข้าวัดพระธรรมกาย ว่าห้ามพระสงฆ์ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ถึงแนวทางการปฏิบัติต่อไป และในวันนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมาลงพื้นที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ด้วย
-----------
พระสงฆ์ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย นั่งสวดมนต์ตลาดกลางคลองหลวง ต่อเนื่อง 

ความเคลื่อนไหวที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ยังคงมีพระสงฆ์ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายนั่งสวดมนต์ภายในเต็นท์อย่างต่อเนื่องขณะที่ท่าทีของพระสงฆ์ 5 รูป ที่ประกาศอดอาหารประท้วง การบังคับใช้มาตรา 44  ภายหลัง พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ขอให้ยุติภารกิจ ล่าสุด ตัวแทนพระสงฆ์ 1 ใน 5 รูป ได้ระบุว่าจะต้องไปพูดคุยกันและขอสงวนท่าทีการเคลื่อนไหว แต่ยังยืนยันจุดยืนที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก มาตรา 44 และตลอด 7 วันที่ผ่านมา พระสงฆ์มีความอ่อนล้า แต่ได้พยายามฉันน้ำเข้าไปในร่างกายให้มากที่สุด ประมาณ 3 - 4 ลิตรต่อวัน

ขณะที่มาตรการการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการตั้งจุดคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกและตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ
-----------
พระภิกษุ 5 รูป อดอาหารประท้วง ยังนั่งสวดมนต์ตามปกติ ท่ามกลางตำรวจ ทหาร ที่ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด

ความเคลื่อนไหวที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี ตัวแทนพระสงฆ์ ยังคงเทศนาผ่านเครื่องกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ลูกศิษย์ยังคงนั่งสวดมนต์ภายในเต็นท์ แม้สภาพอากาศจะค่อนข้างร้อนอบอ้าว

ส่วนพระภิกษุ 5 รูปที่อดอาหาร ประท้วงการบังคับใช้มาตรา44 ล่าสุดได้กลับมานั่งสวดมนต์ ตามปกติ โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการยกเลิกการอดอาหารตามคำร้องขอ ของ พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง ยังคงมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชนหญิง (อคฝ.หญิง) เจ้าหน้าที่กรมการปกครองสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตั้งจุดตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวด
--------------
โฆษก DSI ระบุ ตั้งป้ายประกาศ ไม่ให้พระสงฆ์เข้าชุมนุม รอบวัดพระธรรมกาย พร้อมออกหมายเรียกบุคคลที่พยายามเข้ามาเคลื่อนไหว รวม 21 ราย

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าในการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ว่า ขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการกับพระสงฆ์ที่เข้ามาในพื้นที่ โดยเบื้องต้นได้มีการดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศ ไม่ให้พระสงฆ์เข้าร่วมชุมนุม รอบพื้นที่ และตั้งโต๊ะ ตรวจสอบใบสุทธิพระที่บริเวณประตู 7 โดยพบว่า มีพระสงฆ์พยายามจะเข้าในพื้นที่วัดพระธรรมกาย ประมาณ 50 - 100 รูปต่อวัน นั้น ส่วนมากเป็นพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากเครือข่ายของวัดพระธรรมกายในต่างจังหวัด ที่ถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมต่อต้าน โดยมีการให้ข้อมูลว่า ทางเจ้าหน้าที่พยายามทำลายศาสนา ซึ่งไม่เป็นความจริง

ส่วนประเด็นที่ทางเครือข่ายวัดพระธรรมกายในต่างประเทศ ได้มีการพยายามไปรวมตัวชุมนุมที่นครเจนีวา ต่อที่ประชุมสิทธิมนุษยชน ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ยึดแนวทางการปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการออกหมายเรียกบุคคลที่พยายามเข้ามาเคลื่อนไหว สนับสนุนในพื้นที่ไปแล้วแบ่งเป็น ออกหมายเรียก พระสงฆ์รอบแรก 14 รูป และบุคคลที่เคลื่อนไหว 4 คน และล่าสุด ช่วงกลางดึกเมื่อคืนทีผ่านมา มีการดำเนินการออกหมายเรียกเพิ่มเติมอีก 3 คน รวมขณะนี้มีการดำเนินการออกหมายเรียกไปแล้ว 21 ราย และยังคงมีกลุ่มบุคคลที่พบข้อมูลว่าพยายามเข้ามาเคลื่อนไหวอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหากพบว่าเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ก็จะดำเนินการออกหมายเรียกทันที
----------------
ดีเอสไอ เชิญตัวแทนพระสงฆ์ที่ปักหลักชุมนุมตลาดกลางคลองหลวง หารือ ขอไม่ให้พระสงฆ์เข้ามาเพิ่มอีก

คณะสงฆ์ นำโดยเจ้าคณะอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ทหาร ได้เชิญ พระเสกสรรค์ อัถตะธรรมโม ตัวแทนพระสงฆ์ ที่ปักหลักชุมนุมในตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี เข้ามาหารือภายในรถนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมฟังการพูดคุย ระบุเบื้องต้นว่า ได้มีการขอความร่วมมือแนวทางการจัดระเบียบพระสงฆ์ที่จะเดินทางเข้ามาในตลาด ไม่ให้เพิ่มจำนวนมากกว่าที่มีอยู่ประมาณ 100 รูป ซึ่งจะจำกัดจำนวนไว้เท่านี้ ส่วนพระสงฆ์ที่กังวลว่า หากออกจากพื้นที่แล้วจะไม่ได้กลับเข้ามาในพื้นที่ตลาดกลางอีก ให้นำใบสุทธิ และทำประวัติก่อน เนื่องจากเมื่อจะกลับเข้ามาแล้ว เจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบ พบว่าได้มีการทำประวัติไว้ก่อนหน้านี้ ก็จะอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่เช่นเดิม สำหรับการที่เชิญตัวแทนเข้ามาพูดคุยเพียงไม่กี่คนนั้น ก็เพื่อเป็นการลดความตรึงเครียดและการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ทางพระสงฆ์ ยังคงต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง ก่อนที่เวลา 17.00 น. วันนี้จะมีการแถลงจุดยืนและกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว ร่วมทั้งท่าทีของพระสงฆ์ 5 รูป ที่อดอาหารประท้วงการบังคับใช้มาตรา 44 ว่า จะยกเลิกภารกิจตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วงหรือไม่
-------------------
////////////////
ปรองดอง

ปลัด กห. คุยปรองดอง 4 พรรค พรุ่งนี้เปิดเวทีระดับภูมิภาค ให้ผู้ว่าฯ เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานคณะอนุกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ครั้งที่ 9 โดยวันนี้ ได้เชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ข้อเสนอแนะในการสร้างความปรองดอง โดยเรียงตามตัวอักษร ประกอบด้วย พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย พรรคพลังเครือข่ายประชาชน พรรคพลังสหกรณ์ พรรคมหาชน และพรรคยางพาราไทย ซึ่งการหารือในวันนี้ "พรรคมหาชน" ไม่ได้ร่วมเข้าหารือ เนื่องจากติดภารกิจ และในพรุ่งนี้ จะเป็นคิวของ"พรรคพลังชล"

อย่างไรก็ตาม การหารือดังกล่าวจะยึดแนวทางการปรองดองตามกรอบแนวทางของรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ข้อ และสอดคล้องกับการทำงานของ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ส่งเสริมแผนต่าง ๆ ตามนโยบายคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ดำเนินต่อไปด้วยความรวดเร็ว

ทั้งนี้ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (1 มีนาคม 2560) เป็นวันแรกที่จะเปิดเวทีการปรองดองในระดับภูมิภาค ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค เป็นผู้กำกับในระดับภาค ส่วนในระดับจังหวัดจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ระบุใช้เวลา 1 เดือน ในการรับฟังความคิดเห็น
-------------
"เสรี" มั่นใจ รายงานปรองดองของอนุฯ ครอบคลุมปัญหาในอดีต ยึดหลักการของกฎหมาย มีผลในทางปฏิบัติได้ 

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมการธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (สปท.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมาธิการ ว่า ได้อ่านรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ ประเด็นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ทางการเมืองแล้ว เห็นว่า เป็นรายงานที่ครอบคลุมถึงปัญหาความขัดแย้งในอดีต และข้อเสนอในการแก้ปัญหา น่าจะมีผลในทางปฏิบัติได้ โดยยังคงให้ยึดหลักการของกฎหมายและการพิสูจน์ความถูกต้อง ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่มีโอกาสได้รับการให้อภัยกลับคืนสู่สังคม ทั้งนี้ อาจมีกฎหมายพิเศษมารองรับ ซึ่งไม่น่าจะกระทบต่อความเห็นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการ จะได้พิจารณาปรับแก้ เพื่อให้สมบูรณ์และเสนอต่อที่ประชุม วิป สปท. ในวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม นี้ ว่าจะตัดสินใจนำรายงานนี้ส่งตรงไปที่ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) หรือส่งให้ สปท. ได้พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ก่อนส่งให้ รัฐบาลรับไปดำเนินการ
---------------
"ชาญชัย" เรียกร้อง ป.ป.ช. ใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ขอข้อมูลจัดการคนผิดสินบนโรลส์ - รอยซ์ 

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ปี ค.ศ.2003 ซึ่งไทยร่วมเป็นภาคีสมาชิกกับองค์การสหประชาชาติ มาใช้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับกรณีบริษัท โรลส์ - รอยซ์ เนื่องจากในอนุสัญญาดังกล่าว ข้อ 43 ระบุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่รัฐภาคีสมาชิกต้องให้ความร่วมมือ ร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการทุจริต และข้อ 46 ระบุไว้ว่า ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางกฎหมาย ที่รัฐภาคีต้องข่วยเหลือในการสืบพยานหลักฐาน สอบปากคำบุคคล ส่งเอกสารของศาล ค้น ยึด และอายัด ตรวจสอบวัตถุและสถานที่ให้ข้อมูล พยานหลักฐาน

นอกจากนี้ ยังมีข้อ 23 เรื่องการฟอกเงิน ในกรณีการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างหรือให้สินบน ถือเป็นการฟอกเงินที่ได้มาจากการทุจริต ก็ให้ใช้กฎหมายฟอกเงินเข้าดำเนินการได้ทันที ดังนั้น จะเห็นได้ว่าอนุสัญญานี้เปิดช่องให้สามารถดำเนินการครบถ้วน และทำใช้ได้ทันที

ทั้งนี้ นายชาญชัย ยังกล่าวด้วยว่า ไม่เข้าใจ ทำไม ป.ป.ช. จึงยังไม่ดำเนินการ โดยอ้างว่าต้องรอให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ขอข้อมูลตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ เพราะในทางปฏิบัติ ป.ป.ช.
ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการดำเนินคดีอาญาภายในประเทศก่อนตามที่มีการกล่าวอ้าง
------------------

เส้นทาง 'ปราบผีบุญธรรมกาย'/เปลว สีเงิน

กับพวกหัวโล้น "หน้าด้าน-ไร้ยางอาย" ที่เรียก "ทุมมังกุ ผู้-เก้อ-ยาก" นั้น

เปรียบก็เหมือน "ก้อนอุจจาระ"

การกำจัดนั้น ไม่ยาก.......

แต่จะกำจัดแบบไหน วิธีไหน จึงจะไม่เลอะเทอะเปรอะมือ และไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งกระจาย เป็นที่สะอิดสะเอียน ชวนอ้วกแตก

ตรงนี้แหละ...สำคัญ!

เพราะถ้าไม่รู้วิธี เรื่องกำจัดอุจจาระ ไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่หรอก แต่ด้านภาพและกลิ่น

มันจะใหญ่ ลอยวน สร้างความคลื่นเหียน น่ารำคาญไม่รู้จบ-รู้สิ้น!

อย่างกรณี ใช้ ม.๔๔ ชำระสะสาง "เปรต-มาร" ที่เข้ามาอิงอาศัยวัด ในคราบพระของพระพุทธศาสนาหากินขณะนี้

การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ล้อมอยู่ภายนอกวัดธรรมกาย เล่นเจ้าล่อ-เอาเถิด กับพวกอลัชชี "ผีบุญลัทธิธรรมกาย" ไปวันๆ

ระวัง จะเข้าตำรา "ไม้สั้นไปรันขี้"............

เลอะมือ แล้วก็เหม็น แถมรันออกไปไม่หมด "อาณาจักรสงฆ์" ด้วย!

ถ้าเป็นคนธรรมดา มาตอดหน้า-ตอดหลัง หวังสร้างสถานการณ์เป็นเหตุยืดเยื้อ อย่างเห็นรอบๆ อาณาจักรจานบินเป็นรายวันอยู่ตอนนี้

นั่นไม่ยากที่ตำรวจ-ดีเอสไอจะรับมือ

แค่สะบัดแข้ง-สะบัดขาตามหน้าที่ ที-สองที ก็เรียบร้อย

แต่นี่ มาในเครื่องแบบธงชัยพระพุทธศาสนา คือโกนหัวโล้น-ห่มเหลือง เป็นพระจริง-พระปลอม มั่วไปหมด

แต่คนทั่วไป เห็นเหลืองๆ หัวโล้นๆ ก็ตีราคา "เหมาเข่ง" เป็นพระไปหมด

นั่นจึงยากที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าจัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด-เข้มงวด-จริงจัง เหมือนการจับโจรผู้ร้ายทั่วไป

เมื่อตำรวจ-ดีเอสไอ ต้องทำหน้าที่แบบไม่สามารถกระชับให้เต็มกำมือได้ ด้วยเห็นแก่ผ้าเหลือง

จึงเป็น "จุดหลวม" ให้พวกผีบุญธรรมกายเคลื่อนไหว-ปลุกระดมไปได้เรื่อยๆ

แถมสร้างสตอรี "ม.๔๔ รังแกพระ" ใช้ระบบสื่อสารไอทีแทนนกพิราบ ส่งข่าวกระจายออกไปตลบตะแลง ขอความช่วยเหลือจากแนวร่วมภายนอก

ยูอง-ยูเอ็น ก็ไม่เว้น ใช้มารยาสาไถยผีบุญไปฟ้องดะ!

กับคนรู้-คนเข้าใจ ก็ไม่เป็นไร .........

ก็อ๋อ..."เล่ห์ธรรมกาย-ธรรมโกง" สนิทวงศ์มันร้ายกาจ

แต่กับคนในสังคมโลกทั่วไป ที่ไม่มีความรู้-ความเข้าใจ ว่าธัมมชโยเจ้าลัทธิผีบุญกับสาวก คือซาตานซุกวัด-ซุกผ้าเหลืองหากิน ที่ต้องกำจัด

ก็จะทึกทักผ่านภาพ-ผ่านข่าวลวงเป็นว่า..........

เจ้าหน้าที่บ้านเมือง กำลังกำราบปราบปราม "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ซึ่งเขาเข้าใจว่า...คือพระ

ความจริงไม่ใช่พระ

เป็นซาตานคลุมเหลือง ในลัทธิผีบุญธรรมกาย ผนึกการเมือง สร้างอาณาจักรเป็น "รัฐซ้อนรัฐ"!

นี่...มันง่ายในยาก และยากในง่าย อยู่ในลักษณะนี้ ถ้าตำรวจ-ดีเอสไอ จะเล่นบทแมวเฝ้ารูหนูอยู่อย่างนี้ โดยไม่ศึกษาธรรมชาติความเป็นอยู่ของหนู

ผมเกรงว่า.......

แมวจะหลับคาปากรู ปล่อยให้หนูคลานออกมาขลิบหนวดให้ได้อาย แถมชาวบ้าน-ชาวเมืองจะพากันขำตายเท่านั้นแหละ!

ฉะนั้น ควรเข้าใจว่า ในภาพรวม "ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย"

แต่ในคำว่า "ทุกคน".........

ยังต้องจำแนกหมวดหมู่ไปตามสถานภาพสังคม

และนั่น นอกจาก "กฎหมาย" ที่ต้องยึดในภาพรวมแล้ว

แต่ละคน ยังต้องถูกร้อยรัดอยู่ภายใต้ "กฎ-ระเบียบ" ที่เรียกว่า "วินัยองค์กร" ที่แต่ละคนสังกัดอีกด้วย

นั่นคือ ไม่ว่าพระ-ว่าโจร นอกจากอยู่ภายใต้กฎหมายแล้ว ในความเป็นพระ-เป็นวัดในพระพุทธศาสนา

ต้องถูกควบคุม-ร้อยรัดด้วย

๑.พระธรรมวินัย

๒.พ.ร.บ.คณะสงฆ์

๓.คณะกรรมการมหาเถรสมาคม และ

๔."กฎมหาคณิสสร" โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดนโยบายหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง

สำหรับพระภิกษุและสามเณร ที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์

จะเห็นว่า ตอนนี้ เราใช้แต่กฎหมายบ้านเมือง ที่เจตนารมณ์มีเพื่อใช้บังคับกับโจรผู้ร้าย ในความหมายอาชญากร-อาชญากรรม

มิได้มุ่งใช้กับพระสงฆ์ ที่ให้ค่าเป็นผู้ทรงศีล มีหิริ-โอตตัปปะ ประจำใจโดยตรง

หิริ คือความละอายใจตัวเอง ต่อการประพฤติทุจริตชั่วร้าย

โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อผลของการประพฤติทุจริตชั่วร้าย

หิริ-โอตตัปปะ คือ "ธรรมคุ้มครองโลก" มนุษย์ทุกคน ไม่เฉพาะพระ ถ้ามีหิริ-โอตตัปปะ กฎหมายไม่จำเป็นเลย

แต่ทีนี้ไม่งั้น คนทั่วไป ไม่มีหิริ-โอตตัปปะ ก็พอเข้าใจได้

แต่กับ "มนุษย์พระ" เมื่อไม่มีหิริ-โอตตัปปะ มันก็ยากแล้ว ที่ "สังคมนี้" จะอยู่ด้วยศานติธรรม อันประเทศพุทธควรจะเป็น!

เราอย่าปล่อยให้อลัชชีในคราบ "ผีบุญธรรมกาย" ใช้อามิสปัจจัย คือเงินทองซื้อพระ-ซื้อวัดไปอยู่ในอาณัติลัทธิอย่างนั้นง่ายๆ เลย

ถ้าทอดธุระ-ถอนอาลัย ปล่อยกันไป............

ความเป็น "ราชอาณาจักรไทย" อันใครจะแบ่งแยกมิได้ ก็ยากจะแน่ใจว่าดำรงคงอยู่อย่างนั้นได้

"การเมืองผนึกผีบุญธรรมกาย" จะเป็นขุมกำลังใหญ่ ก่อตัวและทดสอบความเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" ได้สำเร็จ มีความเป็นได้อยู่!

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การใช้กำลังตำรวจ-ดีเอสไอภายใต้กฎหมายบ้านเมืองเข้าจัดการ "ธัมมชโย-ลัทธิธรรมกาย" นั่นยังเป็น "ทางเฉียงๆ" อยู่

อยากให้ใช้ "ทางตรง" เข้าผสมด้วย จะช่วยให้ทุกอย่างรวบรัดยิ่งขึ้น มีข้ออ้างอิงในการทำ "ทุกขั้นตอน" ถึงใครแย้ง แต่ไม่มีเหตุผลรับฟัง

เรื่องธัมมชโย เป็นผู้ต้องหา แต่หลบหนีการจับกุม และเรื่อง "วัด-พระ" ทั้งพระวัดพระธรรมกายและวัดอื่นๆ ที่มาซ่องสุม-ชุมนุม ขัดขวางเจ้าหน้าที่ ที่จะเข้าไปตรวจค้นภายในวัด

เหล่านี้ นอกจากเข้าข่ายผิดกฎหมายบ้านเมือง ในความเป็นสงฆ์ ถือว่าทำผิดพระธรรมวินัย และผิดกฎมหาคณิสสร

ดังนั้น ควรนำเรื่องนี้ เสนอเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นกรณีพิเศษ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขึ้นกับนายกฯ ประยุทธ์โดยตรง

ขณะนี้ มี "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เป็น ผอ.สำนักพุทธ แทนนายพนม ศรศิลป์แล้ว

ตามกฎหมาย ผอ.สำนักพุทธ เป็นทั้งเลขาธิการมหาเถรสมาคม และทั้งเลขาธิการคณะกรรมการมหาคณิสสร หรือผู้ทำหน้าที่คุมกฎศาลสงฆ์

ควรที่จะนำเรื่องเข้าวาระประชุม เพื่อให้ มส.มีมติทางใด-ทางหนึ่ง เป็นแนวทางปฏิบัติต่อพระและวัดอันมีพฤติกรรมนอกพระธรรมวินัยดังปรากฏ

เมื่อ มส.มีมติ เป็นหลักเกณฑ์ พระและวัด ต้องเข้าสู่การไต่สวนกระบวนความตามกฎมหาคณิสสรแล้ว

ถ้าวัด-พระรูปใดขัดขืน...........

ทีนี้แหละ เป็นความชอบทั้งกฎธรรม ชอบทั้งกฎหมาย ในเมื่ออ้างเป็นพระ แต่ไม่ยอมรับกฎหมายพระ

มันก็ต้องใช้ "กฎหมายชาวบ้าน" กันเต็มภิกขาละทีนี้ จับถอดผ้าเหลือง ลากคอมันเข้าตะรางทั้งหัวโล้นๆ ได้เลย

รู้จักอำนาจ-หน้าที่มหาคณิสสรกันไว้หน่อยก็ดี จะยกมาให้ดูพอเป็นสังเขป ซัก ๒-๓ มาตรา

มาตรา ๒๖ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ "มหาเถรคณิสสร" มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑.ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม

๒.ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร

๓.ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์

๔.รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

๕.วินิจฉัยอุทธรณ์ของพระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้รับนิคหกรรมถึงขั้นให้สละสมณเพศ วางหลักเกณฑ์ในการดูแลและจัดการศาสนสมบัติกลาง

๖.กำหนดกิจการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

๗.ให้คำแนะนำในการแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

๘.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

เพื่อการนี้ ให้มหาคณิสสรมีอำนาจออกข้อบังคับ วางระเบียบ โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

หรือออกคำสั่ง มีมติ ออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัย ใช้บังคับได้

และจะมอบให้ภิกษุรูปใด หรือคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ ตามมาตรา ๓๐ เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่งก็ได้

เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาคณิสสรจะตรากฎมหาคณิสสร โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

เพื่อกำหนดนโยบายหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้

พระภิกษุสามเณรที่ได้รับโทษตามวรรคหนึ่ง ถึงขั้นให้สละสมณเพศ ต้องสึกภายใน ๓ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ

มาตรา ๓๙ พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัยนั้น

มาตรา ๔๐ เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องด้วยกรณีข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

๑.ต้องคำวินิจฉัยตามมาตรา ๓๘ ให้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึก แต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น

๒.ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ

๓.ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง

๔.ไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

๕.ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาคณิสสร

พระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศตามวรรคสอง ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยนั้น

คำวินิจฉัยของมหาคณิสสรเป็นอันถึงที่สุด

ครับ....ก็พอเป็นตัวอย่าง เปิด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๔๔ ดูได้

ถ้ารัฐบาลใช้มติรัฐบาลสงฆ์ คือมติมหาเถรสมาคม เป็นธงนำ ตามด้วยการใช้กฎหมายบ้านเมือง กระหนาบ "ธัมมชโย-ธรรมกาย" ควบคู่ไปด้วย

ทุกอย่างจะเข้าทางตรง ทั้งพระ-ทั้งผี จะไร้ข้อโต้แย้ง

และนั่น "ช้า-เร็ว" ยังไง ความมั่นใจว่า "จบ" ต้องมี...มีชนิด

"ไร้เงื่อนไขโต้แย้ง" ด้วยประการทั้งปวง.