PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประเพณีกดดันศาล

ก็ไม่ได้มีใครห้าม!
อยากจะไปให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ (๑ สิงหาคม) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เชิญไป
ที่จริงไม่ควรไป
แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ...บริวารทักษิณสร้างบรรทัดฐานขนมวลชนไปให้กำลังใจหน้าศาลมานานนับสิบปี โดยไม่สนใจว่าควรหรือไม่ควร ก็เอาตามที่สบายใจ
เพียงแต่อย่าตะแบงให้ผิดเป็นถูก!
อย่าคิดว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
มาดูกันอีกทีกับบรรยากาศการวินิจฉัยคดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๔ นายจุมพล ณ สงขลา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากในขณะนั้น แสดงทัศนะอันน่าตะลึง
"ผมก็ตัดสินของผมโดยยึดหลักประชาธิปไตยและหลักรัฐศาสตร์ว่านายกฯ ทักษิณไม่ได้มีความผิด สาเหตุที่ผมตัดสินแบบนี้ก็เพราะผมเห็นแล้วว่าประชาชนเขาพร้อมใจกันเทคะแนนเสียงให้ไทยรักไทย ๑๑ ล้านเสียง นี่คือเสียงสวรรค์ของประชาชนที่พร้อมใจกันเลือก พ.ต.ท.ทักษิณให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสิบกว่าคนจะมาไล่เขาลงจากตำแหน่งได้อย่างไร"
ในอดีตการใช้มวลชนบีบบังคับให้ศาลวินิจฉัยคดีเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการนั้นเคยสำเร็จมาแล้ว
ก็คงจะติดใจ!
ปัจจุบัน ไม่เฉพาะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ต้องประสานกับตำรวจ เพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลก่อนที่จะพิจารณาคดี
ศาลอาญา ศาลปกครอง ศาลแพ่ง ฯลฯ ล้วนโดนมาหมด
ขว้างระเบิดใส่ศาลเพราะไม่พอใจทางการเมือง ก็มีมาแล้ว
ก็ฝีมือคนที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยนั่นแหละครับ
ประชาธิปไตย นิยมคนโกง ฟอกคนผิดให้ถูกได้
นายวัฒนา เมืองสุข ให้สัมภาษณ์ไว้วานนี้ (๓๑ กรกฎาคม)
"ล่าสุดก็จะแจ้งความกับผม ที่โพสต์ให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว ผิดมาตรา 116 อยากฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าถ้าคิดจะใช้คนบางประเภทมาเป็นใหญ่ ตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอด และจะเป็นภาระด้วย ขอให้ระวัง เวลาบ้านเมืองปกติ รักกันแน่นอน แต่หลังเลือกตั้งผมไม่ปล่อยไว้แน่นอน ขอให้จำไว้
ที่ คสช.มองว่า การโพสต์ให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นการปลุกระดมนั้น ความผิดตามมาตรา 116 คือการชักชวนคนไปทำความผิดกฎหมายแผ่นดิน หรือล้มล้างรัฐบาล แต่กรณีตนชวนคนไปให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ถามว่าผิดตรงไหน
หากกรณีของผมผิด ตอนสงกรานต์ ปีใหม่ ไปรดน้ำ ไปไหว้ พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็ต้องจับให้หมด แต่นี้เขาเรียกว่าเป็นการให้กำลังใจ เป็นการปฏิบัติตามประเพณี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะได้ยกเว้นไว้ ไม่ต้องไปขออนุญาต เพราะเป็นเรื่องประเพณี และในวันพรุ่งนี้ (๑ ส.ค.) ผมจะเดินทางไปให้กำลังใจคุณยิ่งลักษณ์ ที่จะไปแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว ใครที่อยากจะออกหมายจับผมให้ไปจับที่ศาล ขอให้กล้าๆ หน่อย และหากดำเนินคดีกับผมให้ทำเอง ไม่ให้ไปใช้ลูกน้อง บางครั้งผมจะเอาคืน เห็นมียศเป็นร้อยตรี ร้อยโท ผมก็สงสาร ขออย่าหลบหลังเด็ก มันไม่ใช่หลักการการเป็นผู้นำ”
ก็บอกแล้วไม่มีใครห้าม อยากไปก็ไป แต่อย่าทำผิดกฎหมาย
กรุณาแยกให้ออก ประเพณีการให้กำลังใจนั้นอย่างหนึ่ง
การใช้ม็อบกดดันศาลมันเป็นอีกอย่าง
ป๋าเปรม เปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ ให้คณะรัฐมนตรี นักการเมือง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เอกชน อวยพรปีใหม่ รดน้ำสงกรานต์ มันคือประเพณีอันดีงาม
คนไทยปฏิบัติกันมาช้านานแล้ว
ไม่เฉพาะป๋าเปรม
ในอดีตทักษิณก็ทำ
ผ่านมาหยกๆ สาวกในเพื่อไทยพากันไปอวยพรยิ่งลักษณ์...ก็มันคือ ประเพณี ใครจะไปว่าอะไรล่ะครับ เพราะมันคือประเพณีไทยจริงๆ
แต่การจะบอกว่า....ขนมวลชนจำนวนมาก ถึงขั้นปลุกระดมไปให้กำลังใจนักการเมือง ที่จะถูกศาลพิพากษาคดี ถามหน่อย....
มันคือประเพณีตรงไหน?
ถ้าบอกว่าเป็นประเพณี พรรคการเมืองนั้นคงจะชั่วช้าสุดๆ มีแต่เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะโกง เพราะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
โกงกันเป็นประเพณี!
ทีนี้มาดูว่าที่ผ่านมาเป็นการให้กำลังใจ หรือการปลุกระดม
เหตุที่รัฐบาล คสช.กังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นทั้งในวันที่ ๑ สิงหาคม วันแถลงปิดคดี และในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองวินิจฉัยคดี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวกว่า ๕ แสนล้านบาทนั้น เพราะมีการปลุกระดมกันมาต่อเนื่อง
เฉพาะที่นายวัฒนาทิ้งร่องรอยไว้ในเฟซบุ๊ก ล่าสุดวานนี้
จั่วหัวว่า
"เผด็จการไม่มีทางชนะประชาชน"
"...เผด็จการชุดนี้ได้ใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือจัดการกับฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ยอมก้มหัวให้ ซึ่งถือเป็นความเลวร้ายที่สุดเพราะเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เผด็จการชุดนี้ยังละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำลายหลักนิติธรรมและทำให้ประเทศเสียหายมากที่สุด ผมยังมีคดีที่ถูกเผด็จการยัดให้อีกหลายคดี ล่าสุดคือคดีเป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะผมโพสต์ให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นความพยายามที่สูญเปล่า เพราะไม่ว่าจะยัดมาอีกกี่คดีก็ตามก็ไม่มีทางเปลี่ยนความเชื่อของผมที่ว่า 'เผด็จการไม่มีทางชนะประชาชน'
คดีของนายกยิ่งลักษณ์ถูกกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจ มีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐร่วมมือสร้างหลักฐานเท็จและโฆษณาชวนเชื่อว่าโครงการขาดทุนมหาศาล ทั้งที่เป็นนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจ เอามาตรฐานทางบัญชีที่ใช้กับธุรกิจมาตรวจสอบโครงการของรัฐที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ตั้งมาตรฐานตรวจสอบคุณภาพข้าวเองเพื่อใส่ร้ายว่ามีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวนมาก ทั้งที่การเก็บรักษามีผู้รับผิดชอบ พอถูกจับได้ก็ไม่ยอมให้ตรวจสอบถึงขนาดเอาทหารมาคุกคามสื่อ แถมยังปากเสียอ้างว่าหวังผลทางคดีทั้งที่คนเรียกร้องให้ตรวจสอบคือเจ้าของโกดังที่เก็บรักษาข้าว
ยิ่งไปกว่านั้นรัฐมนตรีมือชงยังใช้ ฮ.ทหารบินไปประชุมลับกับเจ้าของโรงสีที่ผลิตข้าวให้คนกิน แต่ที่เลวที่สุดคือการเอาข้าวดีไปขายไปข้าวเสื่อมคุณภาพ แล้วเอามาเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากยิ่งลักษณ์ พรุ่งนี้เช้าผมและน้องเฟจะไปให้กำลังใจท่านที่ศาล ใครอยากจะจับให้รีบมา ส่วนประชาชนที่อยากไปก็ไปได้ไม่ผิดกฎหมาย จำคำพูดของผมให้ดีว่า คนที่ทำกรรมไว้กับประชาชนต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครปล่อยพวกคุณให้ลอยนวลอย่างแน่นอน..."
ครับ...นี่คือการโพสต์ให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ หรือ ปลุกระดม?
แยกให้ออกนะครับ "ป๋าเปรม" เปิดบ้านอวยพรปีใหม่ รดน้ำสงกรานต์ มันต่างไปจากกรณีแกนนำเสื้อแดงขนมวลชนไปกดดัน "ป๋าเปรม" ตั้งเวทีด่าสาดเสียเทเสีย
ซึ่งในชั้นฎีกาจะมีแกนนำแดงติดคุกเพราะคดีนี้อีกหลายคน
ก็คล้ายกับการปลุกระดมเสื้อแดง...อ้างว่าไปให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ แต่เบื้องหลัง...เต็มไปด้วยการปลุกปั่น
นายวัฒนาบิดเบือนว่า เผด็จการยัดคดี หน่วยงานรัฐสร้างหลักฐานเท็จ โฆษณาชวนเชื่อ
ข่มขู่ว่าหลังเลือกตั้งโดนเช็กบิล ไม่ปล่อยให้ลอยนวล
สิ่งที่สำรอกออกมาทั้งหมดสะท้อนความเป็นตัวตนของนายวัฒนา
คนแบบนี้อย่าปล่อยให้มีอำนาจเด็ดขาด!
ผิดไม่ยอมรับ แล้วยังจะใช้อำนาจเพื่อแก้แค้น
นี่คือการปลุกระดมอย่างเห็นแก่ตัวที่สุด!
นายประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ล่วงลับ เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวคดีซุกหุ้น ๑ ว่า
"หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้น ผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด"
พร่ำพูดกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้วว่านักการเมืองควรมีศีลธรรม
แต่วันนี้กลับห่างศีลธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ
ประเทศจะพังไม่ใช่เพราะรัฐบาล คสช.ที่บอกว่าเป็นเผด็จการหรอก แต่เพราะนักการเมืองอย่างนายวัฒนานี่แหละ
จำคำพูดนายวัฒนาเอาไว้เลย... คนที่ทำกรรมไว้กับประชาชนต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครปล่อยพวกคุณให้ลอยนวลอย่างแน่นอน.
ผักกาดหอม

หนีไม่พ้นฝันร้ายซักที?

หนีไม่พ้นฝันร้ายซักที?

น้ำป่าถล่มอีสานคั่นฉากการเมืองเรื่องข้าวร้อนๆตามจังหวะที่โยงเป็นเงื่อนสถานการณ์ต่อเนื่องกับการคาดการณ์ของฝ่ายความมั่นคง คสช.ประเมินแนวโน้มม็อบกร่อย

แต่นั่นก็วางใจไม่ได้ เพราะดูจากลีลายั่วบาทาท็อปบูต

ตามอารมณ์แบบที่ “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีขาเฮี้ยวของพรรคเพื่อไทย ประกาศย้ำในเฟซบุ๊กอีกรอบ ยุกองเชียร์ไปให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ศาลฎีกากันให้มากๆ ทั้งวันแถลงปิดคดีวันที่ 1 สิงหาคม และวันตัดสิน 25 สิงหาคม ยืนยันไม่ผิดกฎหมาย พร้อมหยอดทุ่นทิ้งท้ายด้วยประโยคท้าทายทหารกันซึ่งๆหน้า

“มีปัญหามั้ย กลัวจัง”

และล่าสุดก็เป็นมวยมาตรฐานระดับ “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรี คนดังเดือนตุลาฯ 2516 ที่ประกาศดังๆผ่านโซเชียลมีเดียจะไปให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ และฟังการแถลงปิดคดีวันที่ 1 สิงหาคมแน่นอน

เพราะต้องยอมรับว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเจอขบวนการโค่นล้มด้วยกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขาบู๊ ขาบุ๋น ลูกข่ายพรรคเพื่อไทยขยับกันพรึบพรับ

ซึ่งนั่นก็รับกันพอดีกับจังหวะการเปิดคลิปโชว์เซอร์ไพรส์ของ “นายใหญ่” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เป่าเค้กวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 68 ในโรงแรมกลางมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางคนใกล้ชิดอย่างนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรี “ขาป่วนประจำ” ของ คสช.

ตามฉาก “นายใหญ่” กระตุกสัญญาณจากแดนไกล

นั่นก็เท่ากับยกระดับเกมวัดใจ ไฟต์เดิมพันคดีจำนำข้าวของน้องสาว

ขณะเดียวกันก็ยังเกิดกระแสข่าวลือในหมู่เครือข่าย “ทักษิณ” กระจายข้อมูลลับปมร้อนของ “โกตี๋” นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ โดนอุ้มจากแหล่งกบดานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังไม่รู้ชะตากรรมเป็นหรือตาย

โหมเชื้อไฟ กระพือกระแสเสื้อแดงให้ลุกฮือตามเงื่อนไขสถานการณ์

ต้องลุกขึ้นสู้สถานการณ์โดนไล่ต้อนจนกระดาน

ล้อไปกับยุทธการสวนหมัด พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายโรงสีโหมกระแสความไม่ชอบ มาพากลในการประมูลระบายข้าวในโครงการรับจำนำ เอาข้าวดีไปขายเป็นอาหารสัตว์

ประจานไอ้โม่งฟาดส่วนต่าง โยนความผิด “ยิ่งลักษณ์”

ทีม “ทักษิณ” ปลุกมวลชนที่นิ่งสงบมานาน เผาหัวม็อบ วางเกมยาวถึงเลือกตั้ง

ขณะที่อีกด้านร้อนแรงไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะอาการ “เต้นแรง” ของคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่สะท้อนผ่านอารมณ์ของ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม ประกาศลั่นพร้อม ระดม “ม็อบชนม็อบ” โซ้ยกับ “กฎหมู่” กดดันกระบวนการยุติธรรมของพรรคเพื่อไทย

แสดงตัวเป็นโจทก์สำคัญ เทกแอ็กชั่นเป็นคู่ต่อสู้หลักแทน คสช.

เป็นอะไรที่ตอกย้ำจุดยืนลึกๆ ถึงจังหวะล้มเดิมพัน ประชาธิปัตย์ก็กระโดดโหนท็อปบูตในการโค่นคู่แข่งสำคัญในสนามเลือกตั้ง ตั้งธงกำจัด “ยิ่งลักษณ์” ลุ้นตัดกำลังยี่ห้อ “ทักษิณ” ทุกรูปแบบ

ฉากการเมืองไทยไหลเข้าสู่สงคราม “ข้าว” เชื้อไฟเก่าปะทุ ขั้วขัดแย้งเดิมๆกลับมาอาละวาด

ฝันร้าย “มโน” ล่วงหน้าได้

นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงเศรษฐกิจที่กำลัง “ตั้งลำ” หลังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันมาเป็นปีๆ

อย่างที่เห็นข่าวดีๆแทบจะเงียบไปเลย ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560 เพิ่มจากประมาณการ ณ เดือนกรกฎาคม โดยอิงอัตราขยายตัวของมูลค่าที่แท้จริง (real term) อยู่ที่ 3.6 เพิ่มจากปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 3.2 เปอร์เซ็นต์

ตามจังหวะการเดินหน้าของรัฐบาลในการ “ช่วยคนตัวเล็ก” อัดมาตรการช่วยเหลือประชาชนระดับฐานราก พร้อมกับการช่วยประคองธุรกิจเอสเอ็มอี ถึงตรงนี้เริ่มเห็นผลกระเตื้อง

ตามท้องเรื่องแบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ แสดงความมั่นใจกับทุกวงเลยว่า ตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศกำลังดีขึ้น แนวโน้มภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ประเทศไทยจะเป็นดาวเด่น

แต่ถ้าการเมืองตีกันวุ่นวาย เหมือนย้อนกลับไปฉายหนังม้วนเดิม

ต้องกลับบ้านใครบ้านมันไปเลี้ยงหลาน.

ทีมข่าวการเมือง

สงครามเย็นกับยุทธศาสตร์เอเชีย : ซีโรซัมเกม...!

สงครามเย็นกับยุทธศาสตร์เอเชีย : ซีโรซัมเกม...!

“ไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯเลือกเป็นพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นักการทูตระดับลายคราม “กลิน ที.เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เปิดฉากให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯต่อภูมิภาคนี้ หลังจากที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดยขอหลีกเลี่ยงพูดถึงเรื่องภายในของประเทศไทย จะขอพูดถึงเฉพาะหลักการพื้นฐานความสำคัญ เช่น ประชาธิปไตย เสรีภาพการแสดงความคิดเห็น

พร้อมอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯที่มีมายาวนานจะครบ 200 ปีในปี 2561

โดยเราจะจัดนิทรรศการระดับโลก นำแสดงวัตถุโบราณ ของที่ระลึกตั้งแต่ต้นสมัยราชวงศ์จักรีที่เคยมอบให้สหรัฐฯ ใช้บ่งบอกถึงความเป็นมิตรสหาย เล่าเรื่องราวทั้งสองชาติ สองสังคมมารู้จักกันได้อย่างไรเป็นมิตรกันมา 200 ปีได้อย่างไร

ความสัมพันธ์ที่ย่างก้าวเข้าสู่ปี 201 หวังว่าผู้คนรุ่นหลังจะเข้าใจมากขึ้น จะมีโอกาสได้เรียนรู้จากนิทรรศการว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯมันพิเศษเช่นไร ไม่มีประเทศใดในโลกที่มาช่วยไทยมากเท่านี้ อเมริกาไม่เคยข่มขู่ประเทศไทยมีแต่ช่วยเหลือสนับสนุน

ที่สำคัญสหรัฐฯอยากเป็นประเทศที่เหมือนเพื่อนที่จะช่วยกันพิทักษ์เสรีภาพ มีอนาคตอันสดใสและบริบทการทำงานร่วมกัน มีความร่วมมือกันหลายสาขา เพื่อประสานให้ความสัมพันธ์กระชับความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

สหรัฐฯพยายามเสริมสร้างพันธไมตรีกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในภูมิภาคนี้ก็มีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน อาเซียนก็เช่นกันที่กำลังจะครบรอบก่อตั้ง 50 ปีและครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อาเซียน และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ตัดสินใจที่จะเดินทางมาเอเชียเพื่อร่วมประชุมระดับผู้นำสุดยอดอาเซียนในเดือน พ.ย.นี้

สหรัฐฯยังพยายามที่จะรับมือกับความ ท้าทายและสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพในภูมิภาคนี้ เห็นได้จากโครงการฝึกซ้อมคอบร้า–โกลด์มากว่า 40 ปีแล้วยังมีความร่วมมืออีกหลายด้าน ทั้งด้านสาธารณสุข ต่อต้านก่อการร้าย ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การค้าสัตว์ป่า

และยังมีโอกาสที่ดีอีกหลายอย่าง เช่น ด้านเทคโนโลยี การสื่อสาร เราอยากจะทำงานร่วมกับทุกประเทศ รวมถึงไทยในการตักตวงโอกาสเหล่านี้และทำให้ดีที่สุด และเราอยากมีส่วนส่งเสริม เช่น ไทยแลนด์ 4.0
นับจากนี้สหรัฐฯก็พยายามเสริมสร้างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มีสันติภาพ

เป็นภูมิภาคที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

“หวังว่าไทยจะกลับไปเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้”

สหรัฐฯยังมีความท้าทายอยู่ทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั้งโลก มีการเมืองในภาคภูมิรัฐศาสตร์ มีหลายอย่างที่เชื่อมโยงกัน การเลือกตั้งที่นี่เชื่อมโยงกับที่นั่น

ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 37 ปี อย่างพ่อของผมก็ทำงานการทูตตั้งแต่ 1946 เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสหภาพโซเวียต ผ่านมาหมดทั้งยุค ‘40 ‘50 ‘60 ทำงานทั้งที่รัสเซีย อินเดีย อัฟกานิสถาน ซึ่งผมเกิดที่นั่น

มันมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะสงครามหรือเหตุการณ์ต่างๆ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าโซเวียตจะชนะ อย่างเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ว่าจะเรื่องเลือกตั้ง หรือกรณีปัญหาทะเลจีนใต้ หรือเกาหลีเหนือ คนก็มักจะสรุปไปในทิศทางใดทางหนึ่ง

แต่ผมจะมองที่พื้นฐานโดยรวม เช่น จีนมีความเจริญด้านเศรษฐกิจ ซึ่งดีต่อทั่วโลกและนำไปสู่เสถียรภาพที่มั่นคงขึ้น ศตวรรษนี้หลายสิ่งมันก็เปลี่ยนไปทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สำหรับไทยผมก็พยายามทำความเข้าใจเรื่องการถ่วงดุลอำนาจ

สหรัฐฯก็สบายใจที่ไทยมีความสัมพันธ์ดีกับจีน เพราะถือว่าเป็นผลดีต่อไทยและสหรัฐฯ

กรณีนี้มันไม่ใช่เรื่องของซีโรซัมเกม (Zero-sumgame) ซึ่งเป็นเกมที่จะต้องมีคนแพ้คนชนะ

ทั้งโลกมันเชื่อมโยงและมีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น ในปัจจุบันความท้าทายมีอยู่ทั่วไป

วิธีที่ดีทุกฝ่ายควรตกลงกติกาในระดับนานาชาติร่วมกัน ไม่ใช่ทำแบบสมัยก่อนที่มหาอำนาจทำอะไรก็ได้
ขณะที่ปัญหาเกาหลีเหนือ ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามไม่ใช่เฉพาะประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ เป็นเหตุผลที่สหรัฐฯขอให้นานาชาติช่วยกดดันเกาหลีเหนือ และสหรัฐฯ จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็ไม่มีความคิดที่จะไปเปลี่ยนรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่พยายามเกลี้ยกล่อมมาโดยตลอดหลายปีแล้ว

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ท่ามกลางความหวาดวิตกว่าจะเกิดสงครามในภูมิภาค สหรัฐฯให้ความสำคัญเช่นไรกับการค้า เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า ผมไม่คิดว่าเกาหลีเหนือจะทำสงคราม
แม้เกาหลีเหนืออยากให้คุณเชื่อเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าครอบครัวตระกูลคิม (คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ) สนใจอย่างเดียว คือการเอาตัวรอดให้ได้ ทั้งโดดเดี่ยวตัวเอง ข่มขู่ว่าจะทำสงครามมาตั้งแต่สมัยสภาพโซเวียตแล้ว

เกาหลีเหนือพยายามบอกว่าตัวเองเป็น “รัฐนิวเคลียร์” แต่ไม่คิดว่ามีศักยภาพพอที่จะโจมตีใครได้ เป็นเพียงการข่มขู่ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นปัญหาใหญ่ ที่สามารถขายให้กลุ่มก่อการร้าย เช่น ไอเอส หรืออัลเคดา และเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ก็เคยถูกขายให้ประเทศในตะวันออกกลางมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือหยุดการกระทำเหล่านี้

โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 เกาหลีเหนือเป็นประเทศเดียวที่ทดลองนิวเคลียร์

ทุกคนควรช่วยกัน ไม่ใช่รอให้สหรัฐฯแก้ไขปัญหาอย่างเดียว

ขณะในด้านการค้า “โดนัลด์ ทรัมป์” พูดถึงการถอนตัวออกจากข้อตกลงทีพีพี (กลุ่มความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) แต่ในระดับยุทธศาสตร์สหรัฐฯมุ่งที่จะทำการค้าเสรี แต่ที่กำจัดข้อกีดกันการค้า เพื่อช่วยให้ทุกคนเจริญรุ่งเรืองและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ

สหรัฐฯอยากทำการค้าแบบทวิภาคีกับทั่วโลก อย่างประเทศไทยก็เพิ่งประชุมระดับยุทธศาสตร์ไปเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ส่วนหนึ่งได้หารือถึงด้านการค้าเสรีจะเสริมสร้างเช่นไรต่อ
“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เยือนสหรัฐฯ ขณะนี้มีความชัดเจนอย่างไร “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า เราตั้งตารอการพบปะครั้งนี้ และพยายามประสานงานทุกด้าน เพื่อกำหนดวัน ในการหารือยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าสหรัฐฯสนับสนุนให้เกิดการหารือขึ้น

แต่ยังตอบไม่ได้ ตามระบบแล้วต้องให้ทำเนียบขาวเป็นฝ่ายชี้แจงการประชุมที่จะเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะได้หารือเรื่องความท้าทายต่างๆ

ความท้าทายยุคใหม่ของสหรัฐฯต่อภูมิภาคนี้และไทยเป็นอย่างไร “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่าเราไม่คิดว่ามีเรื่องอะไรที่ท้าทายโดยตรง แต่มองภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านโอกาสที่ดีมากกว่าความท้าทาย
แน่นอนมันมีบางเรื่อง เช่น มีสัญญาณว่าผู้ก่อการร้ายเข้ามาในภูมิภาคนี้ เราให้ความสนใจ ส่วนในแง่ด้านเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง ก็อาจจะมีความท้าทาย เช่น การลักลอบค้ามนุษย์ หรือด้านอื่นๆ อาชญากรรมแต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก สหรัฐฯได้ทำงานกับหน่วยบังคับใช้กฎหมายและกองทัพของไทย

มองประชาธิปไตยของไทยอย่างไร ทั้งในด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมาย การดำเนินการกับนักการเมือง “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า ส่วนหนึ่งในการประชุมยุทธศาสตร์ ได้หารือถึงด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ซึ่งอยากให้ประเทศไทยเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ เจริญรุ่งเรือง มีอนาคตสดใส มีประชาธิปไตยโดยประชาชนในสังคมมีส่วนร่วม

ในช่วงการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย สหรัฐฯอยากให้ไทยแสดงตัวออกมาในฐานะประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแข็งแกร่ง ตามที่รัฐบาลได้ประกาศโรดแม็ปและการเลือกตั้งปี 2561 ขอชื่นชมเป้าหมายของโรดแม็ปที่ระบุว่า ประชาธิปไตยจำเป็นต้องสร้างกันเองในประเทศไทย

ถ้าไม่มีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างไร “กลิน ที.เดวีส์” บอกว่า สหรัฐฯและไทยถือเป็นหนึ่งในคู่ประเทศที่มีความสัมพันธ์แบบเปิดกว้างมากที่สุดในโลก ผ่านอะไรร่วมกันมามาก และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปถึงแม้เกิดเหตุรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ความร่วมมือหลายอย่างยังคงดำเนินต่อไป

แต่เรามีกฎหมายเกี่ยวกับการรัฐประหาร หากประเทศใดเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

สหรัฐฯจำเป็นจะต้องระงับความร่วมมือด้านความมั่นคงบางอย่าง

ฉะนั้นอยากให้ไทยกลับมาเป็นรัฐบาลพลเรือน

เพื่อจะได้มีความสัมพันธ์กันแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์.

ทีมการเมือง

สะพานถูกทุบทิ้งได้

ยุทธศาสตร์ เป็น เข็มทิศ
ปฏิรูป คือ เครื่องยนต์
ครม.คือ สะพาน
หาก สะพาน ถูกทุบ ก็ไม่กลัว ต้องว่ายน้ำให้เป็น หรือใส่ชูชีพ แต่ผมไม่กลัวอยู่แล้ว
บิ๊กตู่ กล่าวในสภาฯ ท่ามกลาง แม่น้ำ5สาย ว่า ตอกย้ำ ยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นเหมือนเข็มทิศ
ส่วนการปฏิรูปประเทศ คือ เครื่องยนต์ ขับเคลื่อนประเทศ เพื่อไม่ให้เสียบนสะพานหรือกลางสะพาน
สะพาน ก็คือ ครม. ของผม
วันนี้เราอยู่บนสะพานที่กำลังก้าวข้ามแม่น้ำเชี่ยวกราก เหมือนเนื้อเพลงสะพาน ที่ผมแต่ง
ท้ายที่สุด หากตกสะพานเอง ก็ไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายสะพาน ก็ถูกทุบทิ้งอยู่ดี เมื่อเราไม่อยู่
แต่ก็ไม่เป็นไร ต้องว่ายน้ำให้เป็น หรือใส่ชูชีพ แต่ผมไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะผมว่ายน้ำเป็นต้องดูแลตัวเอง ได้"
(31/7/60)พล.อ.ประยุทธิ์ กล่าวว่า ให้กำลังใจกันบ้าง อย่าติติงกันมากเลย ภารกิจวันนี้เราลุล่วงไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลืออีกครึ่งหนึ่งที่จะต้องส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไปทำ
ขอฝากภารกิจนี้ให้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปเพื่อสานต่อภารกิจให้สำเร็จ
มีการเรียกร้องให้ผมปรับ ย้ายรัฐมนตรีทุกวัน อะไรทำไม่ได้ ก็ให้เปลี่ยนหมด เพราะปัญหามากมาย แต่ไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐมนตรี ไม่เช่นนั้นผม คงต้องปรับครม. ทั้งหมด หรือเปลี่ยนนายกฯ ซึ่งผมรับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะทุกคนนั่งทำงานด้วยกันทั้งหมด"

ซ่อม F5

ซ่อม F5

"บิ๊กป้อม" เผย ครม.วันนี้ จะรับทราบ ทอ.เสนอ ปรับปรุงสมรรถนะ upgrade F5 อีก4 เครื่อง งบฯ 3,200ล้านบาท ชี้เป็นโครงการเดิม ที่เคยอนุมัติไปแล้ว เป็นเฟส2‬ ไม่ใช่มาขออนุมัติใหม่ เพราะเคยทำเฟสแรก ตั้งแต่ปี2557
หลัง สัปดาห์ก่อน ครม.อนุมัติซื้อ เครื่องบินฝึกขับไล่ T-50TH จากเกาหลี ไปแล้ว 8.9 พันล้าน

สร้างข่าว สร้างภาพ "โกตี๋" ถูกอุ้ม!!

สร้างข่าว สร้างภาพ "โกตี๋" ถูกอุ้ม!!
"เลขาฯสมช." ชี้"โกตี๋" สร้างข่าว หนีไปหลบ แล้วกระพือข่าว เพื่อหวังสร้างปั่นป่วน หวังผลต่อสถานการณ์ในประเทศ ปัดจนท.รัฐไปอุ้ม แฉ มีแตกแยกกันเองภายใน/ ไม่ยืนยัน "โกตี๋" ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่/ ขออย่าเชื่อ โซเชี่ยลฯ สร้างภาพอะไรก็ได้ แฉพวกสร้างความปั่นป่วน ทำลายปรองดอง

พลเอก ทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช.กล่าวถึงข่าว "โกตี๋" ถูกอุ้มในลาว ว่า อาจเป็นการสร้างข่าว กระพือข่าว เขาอาจจะ ไปหลบที่ไหน เพื่อสร้างข่าว การหายตัว

ส่วน ที่มีการลงทุปกรณ์การถูกจับมัดมือ นั้น พลเอกทวีป กล่าวว่า จะเอามาจากไหนก็ได้ นายกฯจึงบอกว่า ในโซเชี่ยลฯ นั้น ประชาชนจะตัองใช้วิจารญาณให้มาก อย่าหลงเชื่อง่าย เพราะอาจเป็นการสร้างภาพ

เมื่อถามว่า โกตี๋ ยังมีชีวิต อยู่หริอไม่ พลเอกทวีป กล่าวว่า เรายังไม่สามารถยืนยันได้ เรายังติดตามอยู่
ตอนนี้เรายังไม่มี รายงานยืนยัน ว่า โกตี๋ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือ อยู่ในลาว หรือไม่ เรายังติดตามอยู่
เมื่อถามว่า สาเหตุของการหายตัวไป นั้น พลเอกทวีป กล่าวว่า เป็นการปล่อยข่าว เพราะเขาก็มีความแตกแยกอยู่ข้างใน ดังนั้น อาจเป็นไปได้หลายสาเหตุ

"เขาอาจจะแอบไปอยู่ไหน แล้วก็สร้างข่าว หรือสร้างอะไรก็ได้ แล้วก็กระพือข่าว ในหมู่พวกเขา ว่าเป็น ฝีมือของ จนท.รัฐ"

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เราได้พยายามประสานทางการลาว มาตลอดในทุกวถีทาง เพื่อตามจับตัว โกตี๋. แต่ ทางการลาว ก็ยังไม่สามารถยืนยัน ได้ว่า โกตี๋ อยู่ในลาว หรือไม่อย่างไร

"ผมเชื่อว่า เป็นข่าวที่กระพือ ในหมู่พวกเขา แต่เขาอาจจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหนเอง เพื่อสร้างข่าว กระพือข่าว เพราะช่วงนี้ ในล้านเรามีเหตุการณ์อะไรหลายอย่าง เกิดขึ้นในบ้านเรา อาจจะสร้าง อะไรให้เกิดขึ้น"

ดังนั้น ตอนนี้ เราก็ติดตาม วิเคราะห์และประเมินผล เราต้องพิสูจน์ ทราบ ตอนนี้เราก็ ได้แต่เฝ้าระวังติดตาม

แต่ ขอให้ประชาชน วิเคราะห์ และพิจารณาให้รอบคอบ เพราะมันไม่ได้เป็นผลดีต่อประเทศชาติ และ ประชาชน เพราะมีความพยายาม สร้างความปั่นป่วน เพราะตอนนี้ ก็มีการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นผลดีต่อความปรองดองที่ รัฐบาล พยามทำอยู่

"บิ๊กโด่ง" ยัน ไม่มีข้อมูล การข่าว ยืนยัน ชายชุดดำอุ้ม "โกตี๋" ในลาว

"บิ๊กโด่ง" ยัน ไม่มีข้อมูล การข่าว ยืนยัน ชายชุดดำอุ้ม "โกตี๋" ในลาว ชี้ไม่ใช่คนสำคัญ มีคดีแล้วหนีออกนอกประเทศ ไม่อยากต้องตรวจสอบ ชี้อาจปล่อยข่าว หวังผล ต่อการเมืองภายในประเทศ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวชายชุดดำอุ้มตัว โกตี๋ "นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ" ผู้ต้องหาม. 112
ในลาว ว่า ไม่เคยได้รับข้อมูล ด้านการข่าวอย่างเป็นทางการเลย ก็เหมือนกับท่านอื่นๆที่ให้สัมภาษณ์ เป็นเพียงการพูดเท่านั้น แต่ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า สันนิษฐานได้หรือไม่ว่าข่าวที่ออกมาเป็นเพียงข่าวปล่อย พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่ปล่อยออกมา
แต่ทั้งนี้เราก็ติดตามการทำงานต่อเนื่องอยู่แล้ว อะไรที่เชื่อถือได้หรือไม่ได้ ต้องดูกันต่อไป
"ยืนยันว่าเรื่องนี้ยังไม่มีการให้ข่าวอย่างเป็นทางการและผมก็ไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้"
เมื่อถามว่า การปล่อยข่าวดังกล่าวเพื่อหวังผลในช่วงเวลาที่จะมีการตัดสินคดีสำคัญการเมืองหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่แน่ใจ แต่จังหวะอาจจะสอดคล้องกันได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะคิดกันอย่างไร หรือว่าเพราะต้นเหตุมาจากทางสื่อเท่านั้น ดังนั้น การติดตามข่าวจึงต้องใช้วิจารณญาณพิจารณาให้ดี
ผู้สื่อข่าวถาม ว่าฝ่ายความมั่นคงจะตรวจสอบหรือไม่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า "จริงๆ ไม่ใช่บุคคลสำคัญ คนที่ออกไปเป็นคนที่มีคดีความและหลบหนีออกไป จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องติดตามดู หากกลับมาที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินคดีตาม กฏหมาย การที่เขาหลบหนีแล้วมีคนพูดว่าหายไป ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องติดตามว่าเป็นจริงหรือไม่"

ครม. ตั้ง "พลเอก วัลลภ รักเสนาะ" จาก กลาโหม ข้ามห้วย มาเป็น เลขาฯสมช.คนใหม่ ตาม บิ๊กป้อม เสนอ

ครม. ตั้ง "พลเอก วัลลภ รักเสนาะ" จาก กลาโหม ข้ามห้วย มาเป็น เลขาฯสมช.คนใหม่ ตาม บิ๊กป้อม เสนอ
มีรายงานว่า ครม. แต่งตั้ง พลเอกวัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม เป็น เลขาฯสมช. คนใหม่ แต่ยังไม่ได้ แต่งตั้ง นายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาฯสมช. ตามที่นายกฯ เคยบอกจะหาตำแหน่งทำแทนให้ คาดจะพิจารณา ให้ในภายหลัง 

พลเอกวัลลภ เป็น เตรียมทหาร 18 มีอายุราชการ ถึง ตค.2562 เป็นนายทหาร เหล่าทหารปืนใหญ่
ย้อนดูประวัติ ก็ไม่ธรรมดา. พลเอกวัลลภ เคยร่วมปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ด้านกองทัพภาคที่3 ตามยุทธการสุริยพงษ์ ในตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดทหารปืนใหญ่ ด้านการป้องกันประเทศ ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ยุทธการช่องบก,ช่องโอบก) ในตำแหน่ง ผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย
ด้านการรักษาสันติภาพ ภารกิจ UNTAC ราชอาณาจักรกัมพูชา ในตำแหน่ง ผู้ประสานภารกิจ
ช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกปฏิบัติการ ฝ่ายยุทธการฯ
ช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในตำแหน่งรองหัวหน้าส่วนยุทธการ ฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก
ช่วยราชการศูนย์บัญชาการทหาร ในตำแหน่ง หัวหน้าส่วนแผน ฝ่ายยุทธการ
ช่วยราชการศูนย์บัญชาการทหาร ในตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายยุทธการฯ
เคยเป็น ผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 104
รองผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย กองพลทหารปืนใหญ่ อาจารย์โรงเรียนทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ หัวหน้าแผนก กรมยุทธการทหารบก
อาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
เคยเป็น ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทย และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารไทย ประจำกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา
และเติบโตในสายยุทธการ เป็น ผู้อำนวยการกอง กรมยุทธการทหารบก, ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหาร, รองเจ้ากรมยุทธการทหาร
,เจ้ากรมยุทธการทหาร,ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม

ดูตัว มา1 ปี

ดูตัว มา1 ปี
พลเอกประวิตร เผย ครม. ตั้ง พลเอกวัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผน กห. เป็น เลขาฯ สมช คนใหม่ ชี้ ผมดูเขามา 1 ปี มีความเหมาะสม ในเรื่องความมั่นคง และได้เรื่องภาษา เพราะเคย เป็น ผช.ทูต ทหาร
ส่วน นายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาฯสมช.รอ นายกฯพิจารณา หาตำแหน่งที่เหมาะสมให้ ในภายหลัง ตามที่นายกฯ เคยบอกจะหาตำแหน่งทำแทนให้
สำหรับพลเอกวัลลภ เป็น เตรียมทหาร 18 มีอายุราชการ ถึง ตค.2562 เป็นนายทหาร เหล่าทหารปืนใหญ่
ย้อนดูประวัติ ก็ไม่ธรรมดา. พลเอกวัลลภ เคยร่วมปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ด้านกองทัพภาคที่3 ตามยุทธการสุริยพงษ์ ในตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดทหารปืนใหญ่
ด้านการป้องกันประเทศ ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ยุทธการช่องบก,ช่องโอบก) ในตำแหน่ง ผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย
ด้านการรักษาสันติภาพ ภารกิจ UNTAC ราชอาณาจักรกัมพูชา ในตำแหน่ง ผู้ประสานภารกิจ
ช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกปฏิบัติการ ฝ่ายยุทธการฯ
ช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในตำแหน่งรองหัวหน้าส่วนยุทธการ ฝ่ายยุทธการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก
ช่วยราชการศูนย์บัญชาการทหาร ในตำแหน่ง หัวหน้าส่วนแผน ฝ่ายยุทธการ
ช่วยราชการศูนย์บัญชาการทหาร ในตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายยุทธการฯ
เคยเป็น ผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 104
รองผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ค้นหาเป้าหมาย กองพลทหารปืนใหญ่ อาจารย์โรงเรียนทหารปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ หัวหน้าแผนก กรมยุทธการทหารบก
อาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
เคยเป็น ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทย และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารไทย ประจำกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา
และเติบโตในสายยุทธการ เป็น ผู้อำนวยการกอง กรมยุทธการทหารบก, ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหาร, รองเจ้ากรมยุทธการทหาร
,เจ้ากรมยุทธการทหาร,ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

น้ำท่วมคราวนี้ฝีมือใคร ภัยธรรมชาติ หรือการจัดการ


-ดร. สุทัศน์ วีสกุล มองว่าในปัจจุบันมีการรายงานสถานการณ์น้ำจากหลากหลายหน่วยงาน แต่สิ่งที่ขาด
อยู่ตอนนี้คือ ทีมวิเคราะห์ท้องถิ่น ที่จะนำข้อมูลจากส่วนกลางไปเสริมกับข้อมูลท้องถิ่นแล้ววิเคราะห์ ประ
เมิน เพื่อขยายไปสู่การเตือนภัยในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเฉพาะเจาะจง
-ดร. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ มองว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบการเตือนภัยที่ล้มเหลว
ของกรมชลประทาน เนื่องจากไม่มีแผนรับมือภัยพิบัติจากเขื่อนที่ชัดเจน ขณะที่ประเทศไทยมีเขื่อนกว่า 
4,000 แห่งทั่วประเทศ
-ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา มองว่ายังเร็วไปที่จะวิเคราะห์และถอดบทเรียนจากน้ำท่วมคราวนี้ พร้อม
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีสมาธิในการทำงานแก้ไขปัญหาก่อนดีกว่า
     3 วันมาแล้วที่สถานการณ์น้ำท่วมภาคอีสานยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณ
น้ำฝนจะลดลงแล้ว แต่ในหลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะใน 12 จังหวัด ที่ยังคงมีปริมาณน้ำ
ท่วมขังรอการระบายลงแม่น้ำอีกเป็นจำนวนมาก
     ในช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นความพยายามช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้จาก
หน่วยงานต่างๆ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ และภาคเอกชน ที่ร่วมมือร่วมใจกันอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำ
ท่วมครั้งนี้


     ขณะเดียวกันก็ออกตัวอย่างชัดเจนว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติอย่างแท้จริง ต่าง
จากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด
     นำมาสู่คำถามว่า จริงหรือไม่ที่น้ำท่วมครั้งนี้เป็นฝีมือของภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หรือแท้จริงแล้ว
การบริหารจัดการก็อาจจะมีส่วนเช่นกัน



ภัยธรรมชาติที่เกินรับมือ
     สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดจากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่าจากพื้นที่
เกิดอุทกภัยและน้ำไหลหลาก รวม 42 จังหวัด ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 30 จังหวัด ยังคงมีสถาน
การณ์ 12 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร ร้อยเอ็ด เพชรบูรณ์ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ยโสธร มุกดาหาร พิจิตร 
พระนครศรีอยุธยา อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และหนองคาย
     ส่วนในรายงานสรุปสถานการณ์น้ำประจำวันของกรมชลประทานระบุว่า สกลนครยังคงมีน้ำท่วมขังใน
อำเภอเมือง ระดับน้ำสูง 1.50 เมตร ขณะที่กาฬสินธุ์ยังมีน้ำท่วมในอำเภอเมือง ยางตลาด กมลาไสย 
ฆ้องชัย และร่องคำ รวมพื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ เช่นเดียวกับมหาสารคามที่มีน้ำท่วมในเขตชลประทาน
 33,000 ไร่ และร้อยเอ็ด ใน อ.เสลภูมิ ที่มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำติดริมน้ำอีก 15,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้กำลัง
เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมเพื่อเร่งระบายน้ำ


     ดร. สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) 
กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์น้ำท่วมในเวลานี้ว่า ผลจากพายุเซินกาทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อ
เนื่อง 2-3 วัน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 ลุ่มแม่น้ำหลักของประเทศ คือ ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำโขง และลุ่มน้ำชี 
ที่มีปริมาณฝนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมที่ตัวเมืองเพชรบูรณ์ สกลนคร และอีกหลายจังหวัดที่
อยู่ในลุ่มน้ำโขง
     โดยเฉพาะสกลนครที่มีน้ำท่วมหนักมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักถึง 254
 มิลลิเมตร ประกอบกับมีน้ำจากเทือกเขาภูพาน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือไปประมาณ 15 กิโลเมตร 
และมีฝนตกหนักถึง 100 มิลลิเมตร ทำให้สกลนครกลายเป็นพื้นที่รับน้ำไปเต็มๆ เมื่อบวกกับการที่ตัวเมือง
มีการพัฒนา ส่งผลให้เส้นทางน้ำตามธรรมชาติไม่ชัดเจน สุดท้ายจึงไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน
     แต่ปัจจุบันสถานการณ์ในสกลนครถือว่าดีขึ้นมากแล้ว เพราะระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝนเริ่ม
ลดปริมาณลงเรื่อยๆ ที่ต้องทำตอนนี้คือเร่งระบายน้ำจากปริมาณฝนเมื่อ 2-3 วันก่อนเท่านั้น ส่วนหลังจาก
นี้ไปจนถึงกลางเดือนสิงหาคมยังไม่มีสัญญาณของพายุที่จะเข้าสู่ประเทศไทย คาดว่าสถานการณ์น่าจะ
คล้ายกับปี 2542 ที่มีดีเปรสชัน 2 ลูก แต่ไม่เข้าไทย


     “ประเด็นหลักคือพายุเซินกา ถือเป็นพายุลูกแรกในรอบ 2-3 ปีนี้ที่เข้ามาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศไทย และสลายพลังงานที่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นถึงแม้พายุลูกนี้จะสลายพลังงานไปแล้ว แต่ก็
วนเวียนอยู่ในประเทศไทยนาน เพราะมีขนาดใหญ่ และเคลื่อนที่ช้า ทำให้ปริมาณฝนสะสมมีสูง”
     ดังนั้นเมื่อให้วิเคราะห์ว่าปัจจัยไหนมีผลมากกว่ากันระหว่างภัยธรรมชาติ กับการบริหารจัดการ
ดร. สุทัศน์ จึงมองว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ยากจะรับมือ
     “โดยสรุปคือครั้งนี้ฝนตกเยอะมาก 254 มิลลิเมตรถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ ถึงแม้จะออกแบบระบบป้องกัน
หรือระบายน้ำ แต่ก็คงไม่ได้ใช้ค่านี้ในการออกแบบ ยังไงก็ต้องท่วม เพียงแต่อาจจะท่วมและระบายเร็ว
ขึ้นเท่านั้น”
     แต่ถึงอย่างนั้นจะโทษภัยธรรมชาติอย่างเดียวก็คงไม่ถูกต้อง เพราะการบริหารจัดการที่ดีก็สามารถ
ช่วยบรรเทาสถานการณ์ลงไปได้เช่นกัน
เท่าที่เข้าใจ ผมไม่เคยเห็นเขื่อนไหนมีแผนรับมือกับภัยพิบัติจากเขื่อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำล้นสันเขื่อน หรือเขื่อนวิบัติ อย่าลืมว่าประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่ 33 แห่ง เขื่อนขนาดกลาง 367 แห่ง และเขื่อนขนาดเล็กอีก 4,000 แห่ง ต่อไปมีพายุเกิดขึ้นที่ไหน เขื่อนเหล่านี้ก็จะมีความเสี่ยงทั้งหมด

มีข้อมูล แต่ขาดการวิเคราะห์ จุดอ่อนการจัดการที่ต้องแก้ไข
     ในปัจจุบันมีการรายงานสถานการณ์น้ำจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากร
น้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การ
มหาชน) หรือ GISTDA หรือแม้แต่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรเอง แสดงให้เห็นว่ามี
ข้อมูลจากส่วนกลางเป็นจำนวนมากที่จะนำไปสู่การเตือนภัยอย่างทันท่วงทีกับประชาชนได้
     แต่สิ่งที่ขาดอยู่ตอนนี้คือสิ่งที่ ดร. สุทัศน์เรียกว่า ‘ทีมวิเคราะห์ท้องถิ่น’ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากใน
การป้องกันสถานการณ์น้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อๆ ไป
     “ปัจจุบันเรามีข้อมูลจากส่วนกลางที่ส่งไปยังภูมิภาคหรือจังหวัดต่างๆ เป็นจำนวนมาก อย่าง สสนก. 
เองก็มีการวิเคราะห์ภาพรวมในทุกๆ เช้า และมีการเตือนภัยไปในระดับจังหวัด แต่สิ่งที่ยังขาดคือทีม
วิเคราะห์ท้องถิ่นที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ต่อ เพราะนอกจากจะมีความ
รู้เรื่องสภาพพื้นที่แบบเฉพาะเจาะจงแล้ว คนในท้องถิ่นยังจะให้ความเชื่อถือมากกว่าข้อมูลส่วนกลางด้วย 
เหมือนคนในบ้านเตือนกันเอง”
     โดยทีมวิเคราะห์ท้องถิ่นดังกล่าวควรเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เช่น ปกครองจังหวัด 
โยธาธิการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจ
ทำให้การประเมินสถานการณ์ทำได้อย่างชัดเจนมากกว่าการรอข้อมูลจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
     ซึ่งเมื่อท้องถิ่นทราบข้อมูลจากส่วนกลางแล้วนำไปเสริมด้วยข้อมูลของท้องถิ่นเอง ก็จะทำให้ความ
เข้มข้นในการเตือนภัยมีมากขึ้น นอกจากนี้ทีมวิเคราะห์ดังกล่าวยังสามารถทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ
เพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตในการทำการเกษตรของแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย
     นอกเหนือไปจากการวิเคราะห์ข้อมูลและเตือนภัยแล้ว ดร. สุทัศน์ ยังแนะนำว่าสิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วน
หลังน้ำลดคือการฟื้นฟูลำน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นระบบการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว
     “ลำน้ำเหล่านี้เนื่องจากเป็นลำน้ำสาธารณะ บางครั้งอาจจะมีชาวบ้านที่ถือโฉนดพื้นที่ใกล้เคียงก่อสร้าง
บ้านเรือนรุกล้ำเข้าไปจนทำให้ลำน้ำสาธารณะมีขนาดแคบลง ทำให้การระบายน้ำทำได้ไม่ดี ทางที่ดีหลัง
น้ำลดก็ควรมีการสำรวจว่าลำน้ำที่มีอยู่มีจำนวนเท่าไหร่ ใช้ได้ดีเท่าไหร่ มีการรุกล้ำเท่าไหร่ แล้วปรับปรุง
ให้มีสภาพใช้งานได้ เรื่องนี้สามารถทำได้ทันที ใช้เงินน้อย แต่ต้องเหนื่อยหน่อย เพราะต้องไปรบกับชาว
บ้าน”


ระบบเตือนภัยที่ล้มเหลว
     นอกจากปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติแล้ว วิกฤตน้ำท่วมสกลนครส่วนหนึ่งยังเกิดมาจากคันกั้นนำ้ใน
เขื่อนห้วยทรายขมิ้นที่ชำรุดเสียหาย ทำให้มีปริมาณน้ำบางส่วนไหลลงมาสมทบเข้าท่วมบ้านเรือนของ
ประชาชนด้วย
     สำหรับกรณีนี้ ดร.สุทัศน์ มองว่าปริมาณน้ำในเขื่อนที่ไหลทะลักออกมาอาจมีส่วนที่ทำให้น้ำท่วมสูงขึ้น 
แต่ไม่น่ามากนักเมื่อเทียบกับปริมาณฝนที่ตกลงมา หลังจากนี้คงต้องวิเคราะห์และคำนวณตัวเลขต่อไปว่า
มีผลมากน้อยแค่ไหน
     ขณะที่ ดร. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม ในฐานะผู้เรียกร้องให้มีการจัดทำแผนรับมือความเสี่ยงภัยพิบัติจากเขื่อนมาโดยตลอดระบุว่า
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบการเตือนภัยที่ล้มเหลวของกรมชลประทาน
     “ในกรณีนี้คนในท้องถิ่นยืนยันว่าไม่มีการแจ้งเตือนภัยใดๆ ทั้งสิ้น ขนาดเขื่อนชำรุดไปแล้ว น้ำท่วมหนัก กรมชลประทานยังแถลงว่าเขื่อนแค่มีน้ำกัดเซาะ ซึ่งถ้ามีการแจ้งเตือนก่อน ถึงน้ำจะยังท่วมก็จริง แต่ทรัพย์
สิน หรือรถยนต์ของประชาชนก็คงไม่ได้รับความเสียหายขนาดนี้เพราะสามารถขนย้ายได้ทัน”


     นอกจากนี้ ดร. ไชยณรงค์ ยังเปรียบเทียบกับกรณีที่เกิดขึ้นกับเขื่อนโอโรวิลล์ ในสหรัฐอเมริกา เมื่อ
เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าทางน้ำล้น หรือสปิลล์เวย์ของเขื่อนแตกเป็นรูโหว่ขนาด
ใหญ่ และเสี่ยงต่อการพังทลาย ทำให้มีการแจ้งเตือน และอพยพคนอย่างทันท่วงที
     “เหตุการณ์นั้นเราจะเห็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเต็มถนน ปิดถนนหลวง ปิดเส้นทางสัญจร สั่งอพยพคน
ไปอยู่ในที่ปลอดภัย บอกว่ามีเส้นทางไหนบ้างที่จะสัญจรได้โดยไม่เป็นอันตราย จนกว่าจะมั่นใจว่าแก้
ปัญหาได้แล้ว จึงอพยพคนกลับ แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้น ถ้าทำแบบนั้นเราคงไม่เห็นรถยนต์จมอยู่ใต้น้ำเยอ
ขนาดนี้แน่นอน
     “เท่าที่เข้าใจ ผมไม่เคยเห็นเขื่อนไหนมีแผนรับมือกับภัยพิบัติจากเขื่อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำล้นสันเขื่อน 
หรือเขื่อนวิบัติ อย่าลืมว่าประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่ 33 แห่ง เขื่อนขนาดกลาง 367 แห่ง และเขื่อน
ขนาดเล็กอีก 4,000 แห่ง ต่อไปมีพายุเกิดขึ้นที่ไหน เขื่อนเหล่านี้ก็จะมีความเสี่ยงทั้งหมด แล้วมันจะเกิด
อะไรขึ้นถ้าไม่มีแผนการรับมือที่ถูกต้อง” ดร. ไชยณรงค์ ตั้งคำถามต่อกรมชลประทานในฐานะผู้มีหน้าที่
ดูแลเขื่อนเป็นจำนวนมาก



     ขณะที่ ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ
ภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ GISTDA มองว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะวิเคราะห์ถึงปัญหา
และบทเรียน เพราะสิ่งที่ต้องเร่งทำตอนนี้คือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับ
ความเดือดร้อน
     “ตอนนี้หน่วยงานต่างๆ เขากำลังทำงานกันอยู่ เราจะไปวิจารณ์หรือออกความเห็นตอนนี้คงไม่เหมาะ
 เพราะพูดไปก็ยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้เหตุการณ์จบก่อน ถึงจะมาวิเคราะห์บทเรียนในระยะยาว ไม่ต้อ
งห่วง เราเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้หมดแล้วว่าน้ำมายังไง ไปยังไง วิเคราะห์ตอนนี้มันผิดที่ ผิดทาง ผิดเวลา 
ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาได้มีสมาธิในการทำงานแก้ไขปัญหาก่อนดีกว่า”
     หลังน้ำลดคราวนี้ยังมีสิ่งที่เราต้องทำอีกมาก นอกจากจะฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย และเยียวยา
ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว การหันหน้ามาช่วยกันถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน
 โดยเฉพาะถ้าบทเรียนนั้นจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตลักษณะนี้ในอนาคตได้อีก

"จอม"โพสFB บอกโกตี๋ โดนชายชุดดำช็อตด้วยไฟฟ้าและอุ้มพาเข้าไทยแล้ว

Jom Petchpradab ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 4 ภาพ
11 ชม.
"โกตี๋"ถูกอุ้มหายจากประเทศเพื่อนบ้านอาจข้ามฝั่งเข้าไทยแล้ว
ผมได้รับคำยืนยันจากคนที่ใกล้ชิดกับ โกตี๋ ( วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ) หรือ สหายหมาน้อยว่า โกตี๋ ได้ถูก กลุ่มชายชุดดำ ประมาณ 10 คน หลุมหน้าด้วยหมวกไหมพรหม พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าจับตัวไป เมื่อเวลา 9.45 ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ขณะที่ โกตี๋ กำลังจะลงจากรถ เพื่อจะเข้าบ้านพร้อมเพื่อนอีก 2 คน โดยกลุ่มชายชุดดำดังกล่าว ได้แอบซุ่มตัวอยู่ข้างบ้านก่อนที่ โกตี๋จะมาถึง และเมื่อโกตี๋ กำลังจะก้าวลงจากรถ พร้อมเพื่อนอีก 2 คน กลุ่มชายชุดดำดังกล่าวก็ได้กระจายกำลังกัน เข้าจับกุมทั้ง 3 คน โดยเอาผ้าคลุมหน้าทุกคน พร้อมเอาผ้ายัดปาก และมัดมือไพล่หลัง จากนั้นก็แยก โกตี่ พาไปขึ้นรถที่เตรียมไว้ ส่วนเพื่อนโกตี๋อีก 2 คน ถูกลากมาขังไว้รวมกันไว้ภายในบ้าน จากนั้น กลุ่มชายชุดดำก็ออกจากบ้านไป
หลังจากเพื่อนโกตี๋ทั้ง 2 คน ดิ้นหลุดจากการถูกมัด ก็ได้เรียกให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วย โดยแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบแล้ว
เพื่อนโกตี๋ที่ถูกจับ เล่าให้ฟังว่า ชายชุดดำที่เข้ามาจับกุมพวกตนนั้น พูดภาษาไทย และใช้ที่ช๊อตไฟฟ้า ช๊อคเข้าที่ต้นคอตน จากนั้นก็ซ้อมแต่ละคน พร้อมขู่ไม่ให้พูด ไม่ให้ร้อง ขณะเดียวกันเขาบอกว่า ยังได้ยินเสียง โกตี๋ พูดว่า "โอ้ย หายใจไม่ออก" จากนั้น เสียงโกตี๋ ก็เงียบไป
ซึ่งตอนนี้เพื่อนทั้งสองคนได้แจ้งความกับตำรวจในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่มีใครทราบว่า ถึงตอนนี้โกตี๋ อยู่ที่ไหน และยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่จากคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดโกตี๋เชื่อว่า ตอนนี้ โกตี๋ น่าจะยังมีชีวิตอยู่และน่าจะถูกนำตัวข้ามไปฝั่งไทยเรียบร้อยแล้ว
( ภาพประกอบ - เป็นอุปกรณ์ที่กลุ่มชายชุดดำใช้ในการอุดปาก ปิดหน้า และมัดมือ )
ปล..แม้ว่าหลายกลุ่มในขบวนที่กำลังต่อสุ้กับอำนาจเผด็จการในประเทศไทย จะไม่เห็นด้วยกับแนวทางการต่อสุ้ของ โกตี๋ แต่สำหรับผม ผมชื่นชมในความกล้าด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อต่อสู้ในสิ่งที่เขาคิดและเขาเชื่อ ... ขอให้ปลอดภัยนะครับ

ผลงานผลคดี ชี้อนาคตคสช. : จับกระแสเกมมวลชน “ปะทุ” วิกฤติลากยาว 12 ปี

ผลงานผลคดี ชี้อนาคตคสช. : จับกระแสเกมมวลชน “ปะทุ” วิกฤติลากยาว 12 ปี

ฝนกลางฤดูตกชุกเกือบทั่วทุกภูมิภาค

โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือเจอฤทธิ์พายุ “เซินกา” ทำให้น้ำท่วมหลายจังหวัดในแถบอีสานตอนล่าง จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา ฯลฯ

ระดับน้ำสูงเป็นเมตร ประชาชนต้องขนของหนีน้ำกันจ้าละหวั่น

ตั้งรับปรากฏการณ์ธรรมชาติกันไม่ทัน

ขณะเดียวกันปฏิทินก็ย่างเข้าสู่กลางไตรมาส 3 ของปี

และที่ต้องจับตากันให้ดี เดือนสิงหาคมถึงกำหนดชี้ชะตาคดีสำคัญทางการเมือง

3 คดีใหญ่ๆภายในเดือนเดียวกัน

ไล่ตั้งแต่ต้นเดือน วันที่ 2 สิงหาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 2551

โดยผู้ถูกฟ้องประกอบด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายก รัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นจำเลยที่ 1-4

และในช่วงปลายเดือน วันที่ 25 สิงหาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ
ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และพวก รวม 28 ราย ในเวลา 09.00 น.

วันเดียวกัน เวลาไล่เลี่ยกัน 09.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัดฟังคำพิพากษาคดีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ตามที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว สร้างความเสียหายแก่รัฐกว่า 5 แสนล้านบาท

โดยเงื่อนสถานการณ์ไม่ได้เหนือการคาดหมาย

เพราะทุกคดีล้วนแต่เป็นผลพวงจากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่ตกค้างมาในรอบกว่า 10 ปี เป็นเงื่อนเวลาตามกระบวนการยุติธรรม

และนั่นก็เลี่ยงไม่พ้น กระตุก “หัวเชื้อเก่า” ให้ปะทุขึ้นมา

ตามสถานการณ์แบบที่เห็นทันทีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 25 สิงหาคม

ปฏิบัติการชิงกระแสก็เกิดขึ้นทันทีทันควัน

ปรากฏการณ์อย่างที่นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อ้างมีข้อมูลการเคลื่อนไหว ระดมมวลชนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดในเขตปริมณฑล ผ่านทางอดีต ส.ส. แกนนำกลุ่มการเมืองในพื้นที่ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.)

ให้นำประชาชนเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ 2 รอบ คือ รอบวันที่ 1 สิงหาคม ที่ศาลฎีกาฯ นัดการแถลงปิดคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรอบวันพิพากษาคดีวันที่ 25 สิงหาคม โดยในรอบสองนั้นมี

ข่าวระบุว่า จะระดมประชาชนให้ เข้ากรุงเทพฯ เพื่อชุมนุมบริเวณ หน้าศาลในจำนวนหลักหมื่นคน
รับลูกกับข้อมูลของนายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ประจำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่เปิดตัวเลข 30 ล้านบาทในการระดมมวลชนมาเคลื่อนไหว
นัยว่าดักคอ ดักทางกันตามเหลี่ยมของฝ่ายโหนอำนาจพิเศษ

แต่นั่นก็บังเอิญล้อไปกับฉากบู๊ เกมท้าวัดใจของฝ่ายโหนทักษิณ

ตามบทเฮี้ยวของนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดังของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประชาชนหลายสิบล้านคนจะทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาเช่นกัน

จะไม่ปล่อยให้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ “ตายเดี่ยว”

ต่างฝ่ายต่างปั่นกระแสเกมมวลชน ปลุกเร้าสถานการณ์ม็อบ

ขณะเดียวกันก็เป็นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปรมาจารย์กฎหมายที่ร่างกติกาประเทศไทย ออกมาชี้ช่องเอง คดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์และประกันตัวได้ ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

นั่นหมายถึงอดีตผู้นำหญิงยังมีโอกาสหายใจหายคออยู่

แต่โดยเงื่อนสถานการณ์ต่อเนื่องกัน ก็เป็นประเด็นร้อนๆที่ฝ่ายของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่โอดครวญ
กรณีถูกเดินหน้าอายัดและยึดทรัพย์ตามคำสั่งกระทรวงการคลังทันที

โดยไม่รอการตัดสินของศาลก่อน

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ต้องชี้แจงเองเลยว่า เรื่องการบังคับ หรือ การยึดทรัพย์ต่างๆนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการไปยึดทรัพย์ใคร เป็นแต่เพียงการเตรียมการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ยังยึดทรัพย์ใครไม่ได้ เพราะยังไม่มีคำตัดสินของศาล แต่หากศาลตัดสินไม่ผิดก็ไม่สามารถไปยึดได้

และในทันทีทันควัน ก็เป็นอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ตอบโต้อีกฝ่าย “ไม่ใช่แค่อยู่ขั้นตอนการเตรียมการนะคะ แต่ได้ยึดและถอนเงินในบัญชีดิฉันไปแล้วค่ะ”

เปิดฉากตอบโต้กันแบบช็อตต่อช็อต

ก่อนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ต้องออกหน้าเคลียร์ความชัดเจน การยึดทรัพย์เป็นเรื่องในส่วนของการบังคับคดีทางปกครอง เป็นคนละส่วนกับคดีอาญาของศาลฎีกาฯ

ที่สุดเลยก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่ต้องตัดบท ขู่เสียงเขียวออกอากาศ อย่าบิดเบือนเรื่องโดนรังแกยึดทรัพย์เป็นประเด็นปลุกระดม

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมตกเป็นรองในการชิงกระแสความชอบธรรม

ตามเหลี่ยมถนัดของฝั่งพรรคเพื่อไทยที่ใช้การตลาดนำการเมือง ขณะที่ฝ่ายทหาร คสช.ก็ใช้ยุทธวิธี “ไอโอ” หรือการปฏิบัติการข่าวสารในการเปิดสงคราม “ความเชื่อ”
โน้มน้าวแนวร่วม ชิงมวลชนสนับสนุน
ภายใต้ท้องเรื่องเดิม เนื้อหาเก่า ตัวละครซ้ำๆ แต่เพิ่มยุทธศาสตร์ใหม่ในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงมวลชนกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดและไวกว่าสื่อกระแสหลัก
อัดเนื้อหา “โฆษณาชวนเชื่อ” ได้ตรงตามเจตนา
“ความจริง” อยู่ตรงไหน ก็แล้วแต่ประชาชนจะเลือกเชื่อใคร
แต่แน่นอน ถึงที่สุดเลยก็ต้องจบที่ศาล
ยึดบรรทัดฐานขื่อแปของบ้านเมือง
ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องเก็บไว้ในใจ เป็นอารมณ์ที่ห้ามกันไม่ได้
และเชื่อว่าความสงสารหรืออาการสะใจ จะเป็นปรากฏการณ์ “ฝังใจ” ของประชาชนแต่ละฝ่าย ซึ่งจะไปสะท้อนในการหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า
ว่ากันในทางยาวๆคะแนนสงสารในชะตากรรม “ยิ่งลักษณ์” ไม่ว่าคดีจะออกหน้าไหน มันหนีไม่พ้นเข้าทางพี่ชายอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และทีมงานพรรคเพื่อไทย
เอาไปใช้ดันเรตติ้งในสนามเลือกตั้งได้ถล่มทลายแน่
แต่ในจังหวะนี้ ถือว่าเกมอำนาจยังอยู่ในกำมือรัฐบาล คสช. กุมความได้เปรียบทุกประตู
ดูแล้วรัฐบาลไม่ได้กลัวม็อบแต่อย่างใด เพราะถ้าสถานการณ์วุ่นวายก็ยิ่งเข้าทางเกมลากอำนาจต่อ
ไม่ต้องพูดถึงการเลือกตั้งต้องเลื่อนอีกยาว
โจทย์ก็คือเมื่อประเมินแล้วว่า “ผลทางคดี” ยังไงก็เข้าทาง “ทักษิณ” ก็เหลือมุมเดียวที่ คสช.จะดึงกระแสสู้
นั่นคือเรื่องของ “ผลงาน” ที่อำนาจพิเศษสามารถเดินหน้าได้อย่างได้น้ำได้เนื้อ อาทิ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างยั่งยืน เมกะโปรเจกต์ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ โครงการเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) การแก้ปมการค้ามนุษย์ การปรับสถานการณ์แรงงานต่างด้าว การยกระดับมาตรฐานการบินพลเรือน ทำให้นานาชาติเห็นถึงความพยายามในการเคลียร์ปัญหา
สางปมที่ “หมักหมม” แบบที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งทำไม่ได้
เหนืออื่นใดคือเรื่องของการคุมสถานการณ์ความสงบได้ ไร้ม็อบป่วนเมือง
เหล่านี้ ถ้ารัฐบาลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และมีความหวัง ก็เท่ากับยกระดับความชอบธรรมในเส้นทางอำนาจของ คสช.หลังการเลือกตั้ง
ผู้คนอยากหนีวังวนฝันร้ายในอดีตอยู่แล้ว.
“ทีมการเมือง”

วันก่อนผมก็ฟัง รัฐบาลที่แล้ว



‪"วันก่อนผมก็ฟัง รัฐบาลที่แล้ว สั่งมาผมก็ทำตามเขานะ แต่แค่22 หน่อยเดียว ก็มันมีเรื่อง เลยตัองทำ"‬
‪นายกฯ แจงกลางสภาฯ เหตุที่ตัองรัฐประหาร 22พค.2557 ยัน ไม่ได้สืบทอดอำนาจ‬

"บิ๊กตู่"อ้าง หาคนยอมมาเป็นรมต.ยาก หนักใจ ไม่อยากปรับครม.เอาใครออก

"บิ๊กตู่"อ้าง หาคนยอมมาเป็นรมต.ยาก หนักใจ ไม่อยากปรับครม.เอาใครออก ใครอยากมา ถูกใส่ร้าย ถูกตั้งประวัติใหม่
พลเอกประยุทธ์ นายกฯเผยกลางสภาฯ บอก หนักใจ มีคนเสนอ ให้เอาใครออก ถ้าเอาออก แล้วใครจะทำงาน กว่าจะยอมมาเป็นรมต. กัน เสนอตัวมาซิ ใครจะเป็นรมต. มาแล้ว ถูกตั้งประวัติใหม่ ถูกตรวจสอบ ถูกกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี ยันเป็นผู้เสียสละ รับเงินเดือนๆละ แสน เท่านั้นทไม่มีรายได้อื่น ไม่มี

"อย่าทิ้ง รัฐบาล และ คสช.ไว้ข้างหลัง"



"อย่าทิ้ง รัฐบาล และ คสช.ไว้ข้างหลัง"
นายกฯบิ๊กตู่ พูดในสภาฯ เผย ผมเป็นคนอ่านทุกอย่าง หนังสือพิมพ์ ข่าว โซเชี่ยลฯมีคนบอกว่า ผมอย่าไปสนใจมาก แต่ไม่สนใจไม่ได้ เพราะบางคนเขียนอะไรไม่รู้ อ่านแล้วโมโห ผมอ่านหมด โซเชี่ยล ใครพูดอะไร เขียนอะไร
ยัน นโยบาย รัฐบาลและคสช. จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ ก้อย่าทิ้ง รัฐบาล คสช.ไว้ข้างหลัง แล้วกัน ไปกันหมด