PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

สุรชาติ : ต้องปฏิรูปกองทัพ โลกประชาธิปไตยไม่มีรัฐซ้อนรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ17กันยายน2560
ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ถึงรัฐประหาร 2557
ผ่านมา 11 ปี การเมืองไทยยังอยู่ยุคทหาร ขณะที่นักวิเคราะห์-โหรการเมือง ทำนายไปในทำนองเดียวกันว่า แม้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลแต่ก็ยังเป็นรัฐบาลใต้ร่มเงาทหาร ทั้งที่แม่น้ำ คสช.ปักธงว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งการปฏิรูป แต่กลับไม่มีการพูดถึงการ “ปฏิรูปกองทัพ”
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “สุรชาติ บำรุงสุข” นักวิชาการด้านความมั่นคง จากรั้วจามจุรี วิเคราะห์โจทย์ปัจจุบัน โจทย์อนาคต ว่าเหตุใดจึงไม่มีการพูดถึงเรื่องปฏิรูปกองทัพ
Q : ทำไมรัฐประหาร 2557 ถึงอยู่ยาวกว่ารัฐประหาร 2549 
รัฐประหาร 57 เป็นผลสืบเนื่องรัฐประหารปี 49 เพราะปีกอนุรักษนิยมที่เปิดการเคลื่อนไหวใหญ่ล้มรัฐบาลเลือกตั้งปี 49 เหมือนกับยังไม่สิ้นสุดในตัวเอง แต่ปี 57 เป็นความพยายามที่จะสุดซอยและปรากฏผลชัดเจนด้วยการออกมาตรการต่าง ๆ ใช้สื่อ กลไกต่าง ๆ สร้างพลังทางสังคมให้เกิดการสนับสนุนรัฐบาลทหาร พยายามออกแบบสังคมการเมืองไทยในอนาคตผ่านรัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้งจะมีสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 เสียง จะกลายเป็นฐานเสียงหลักของพรรคทหารในอนาคต แต่สิ่งที่ใหญ่กว่าคือกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตีกรอบอนาคตของไทย เท่ากับกำหนดวาระรัฐบาลเลือกตั้ง 5 รัฐบาล ดังนั้นการเลือกตั้งในอนาคตจะไม่มีสถานะรัฐบาลแท้จริง รัฐบาลอาจถูกบังคับให้ล้มโดยไม่ต้องรัฐประหาร
Q : ผ่านมา 3 ปี ทำไมทหารมีแต้มต่อมากกว่านักการเมือง 
ฝ่ายทหารมีกระบวนการทำลายภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองและนักการเมืองว่าการเมืองแบบการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่เลวร้าย ไม่มีความชอบธรรม รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจดีกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ที่ท้าทายคือนักการเมืองหรือพรรคการเมือง จะฟื้นความเชื่อมั่นในหมู่พี่น้องประชาชนได้อย่างไร
Q : การไม่มีชินวัตรอยู่ในประเทศจะทำให้พื้นที่การเมืองของทหารมีมากขึ้นหรือไม่
ปฏิบัติการจิตวิทยาที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการปลุกผีทักษิณกับผียิ่งลักษณ์ ที่เป็นเป้าหมายการทำลายของปีกอนุรักษนิยม แต่ถ้ายกปัญหาให้พ้นตัวบุคคล สิ่งที่เห็นทั้งหมดคือการสู้กันระหว่างกระแสเสนานิยม กับ เสรีนิยม ปัจจุบันปีกอนุรักษนิยมเชื่อมั่นในกระแสเสนานิยมแล้วผลักดันกระแสเสนานิยมให้เป็นกระแสหลักของการเมืองไทย และปฏิเสธกระแสเสรีนิยม โดยเชื่อว่ากระแสเสรีนิยมเป็นกระแสที่จะสร้างปัญหาให้กับผลประโยชน์หรือปีกอนุรักษนิยม ดังนั้น กระแสประชาธิปไตยไทยในช่วงหลังมีอาการขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีจุดจบ คือไม่สามารถนำไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็ง และนำมาสู่การรัฐประหาร เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น จะเห็นการเผชิญหน้าระหว่างกระแสสองชุดนี้อย่างชัดเจน
Q : ด้วยกลไกต่าง ๆ ที่เข้าทางฝ่ายทหาร คิดว่าจะปฏิรูปกองทัพได้หรือไม่ 
หลังจากการยึดอำนาจ เราไม่เห็นโจทย์การปฏิรูปกองทัพ สังคมไทยพยายามจะสร้างว่ากลไกรัฐเป็นเหมือนกลไกอิสระที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปแตะต้องไม่ได้ ผู้นำทหารที่มาจากการยึดอำนาจก็เป็นนักการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า politician in uniform แล้วโจทย์ปฏิรูปกองทัพอยู่ตรงไหน หรือเราเชื่อว่ากองทัพสมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว ไม่ต้องการปฏิรูป
Q : ถ้าจะปฏิรูปกองทัพต้องเริ่มจากอะไร
1.การเป็นทหารอาชีพ ถ้าเดินทางไปไม่ถึงจุดนั้นการปฏิรูปจะไม่มีความหมายเลย 2.เราอยากเห็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่การบริหารกำลังพล การใช้ทรัพยากร การสร้างบุคลากร 3.กองทัพจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไร
ในทางรัฐศาสตร์ ทหารอาชีพคือทหารที่ไม่ยุ่งกับการเมือง เมื่อไหร่ก็ตามที่ทหารไปมีบทบาททางการเมือง เราถือกันในดัชนีทางรัฐศาสตร์ว่า ทหารได้ละทิ้งการเป็นทหารแล้ว ถ้าอยู่ในระบอบคอมมิวนิสต์ พรรคคุมปืน การเมืองคุมกองทัพ ถ้าอยู่ในบริบทโลกประชาธิปไตย การเมืองอยู่เหนือการทหาร หรือกองทัพอยู่ภายใต้ควบคุมของพลเรือน ไม่มีสถานะเป็นรัฐซ้อนรัฐ
Q : จำเป็นหรือไม่จะต้องปฏิรูปกองทัพก่อน จึงจะปฏิรูปการเมืองได้
การปฏิรูปกองทัพทำฝ่ายเดียวโดยปราศจากการปฏิรูปการเมืองไม่ได้ เช่นเดียวกัน การปฏิรูปการเมืองที่ละเลยการปฏิรูปกองทัพก็จะประสบปัญหาในอนาคต
Q : ทำไมปฏิรูปการเมืองกับปฏิรูปกองทัพต้องเดินไปด้วยกัน
ถ้ายอมรับโดยหลักการพื้นฐานว่า กองทัพเป็นกลไกในนโยบายของรัฐบาล กองทัพไม่มีสถานะเหนือรัฐ ถ้าพูดอย่างนี้ สังคมไทยอาจรับไม่ได้ เนื่องจากคุ้นเคยอยู่กับสภาวะที่เรียกว่ากองทัพเป็นอิสระจากการเมือง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดในประวัติศาสตร์โลก คือสภาวะที่เรียกว่ากองทัพมีสถานะเป็นรัฐซ้อนรัฐ หรือไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน แต่แปลกที่โจทย์แบบนี้เกิดกับการเมืองไทยในโลกสมัยใหม่ ในหลายประเทศเป็นโจทย์ที่จบลงแล้ว และจบลงด้วยการตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ของเราเป็นสภาวะเกิดแล้วไม่จบ สภาวะของความเชื่อหรือวาทกรรมที่กองทัพเป็นอิสระจากรัฐ ถอนไม่ออกจากสังคมไทย เมื่อไหร่ที่มีปัญหา คำถามที่ตามมาคือเมื่อไหร่จะยึดอำนาจ ไม่เคยยอมรับว่าจริง ๆ แล้วกองทัพเป็นกลไกรัฐ
Q : จะถอดสลักความเชื่อนี้ เพื่อปลดล็อกปฏิรูปกองทัพได้อย่างไร 
เป็นเหมือนกับปัญหาที่พันอยู่กับสังคมไทยโดยที่เราไม่สามารถสลัดมันทิ้งได้ สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องตอบคำถามว่า ตกลงอนาคตของสังคมไทยจะอยู่กับรัฐประหารต่อไปอีกนานเท่าไหร่ จะยอมรับว่ารัฐประหารยังเป็นเครื่องมือของการแก้ปัญหาทางการเมืองใช่หรือไม่ ถ้ายังอยู่ภายใต้วาทกรรมชุดนี้ ว่ากองทัพเป็นอิสระจากรัฐ และกองทัพเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนี้รัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในสังคมไทย
Q : คสช.จะดำรงอยู่ได้ในอนาคต เพราะสังคมอ่อนแอและยอมรับรัฐประหาร
คสช.อาจเผชิญแรงกดดันบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นผมที่โตมากับ 14 ตุลา 16 กระแสที่ไม่ตอบรับรัฐบาลทหารสูงมาก กระแสชุดนี้สามารถผนึกกำลังขนาดใหญ่ได้ จินตนาการแบบปี 14 ตุลา 16 อาจหลายเงื่อนไข อาจเกิดไม่ง่าย เพราะปัจจุบันยังมีความอ่อนแอทางการเมืองค่อนข้างมาก
แต่เราเห็นตัวแบบที่เป็นข้อเตือนใจเสมอ คือบทบาทของกองทัพในละตินอเมริกา แม้ว่าเราจะเห็นกองทัพมีความเข้มแข็ง หลังจากการรัฐประหาร 1960-1964 แต่ท้ายที่สุดเมื่อทหารนำเสนอโครงการทางเศรษฐกิจ เสนานิยมในอเมริกาใต้จบลงด้วยหนี้สินขนาดใหญ่ คือจุดสุดท้ายที่บอกว่ากองทัพต้องออกจากการเมือง การพากองทัพเข้าไปมีบทบาททางการเมืองอาจเป็นสิ่งที่ทำลายกองทัพ
Q : บทเรียนนี้สะท้อนอะไร
คสช.ดูเหมือนเข้มแข็ง ทั้งหมดไม่ใช่กระแสทหารอย่างเดียว แต่เป็นกระแสเสนานิยมและกระแสอนุรักษนิยม แล้วกระแสเสนานิยมชุดนี้อยู่ด้วยปีกอนุรักษนิยมในสังคมไทย แต่ปีกอนุรักษนิยมก็อยู่บนความเปราะบางของอำนาจ กระแสอนุรักษนิยมไทยกลัวการเลือกตั้ง ขณะที่กระแสขวาในยุโรปหรืออเมริกาไม่กลัวการเลือกตั้ง ในบริบทอย่างนี้ ปีกอนุรักษนิยมไทยจะปรับตัวอย่างไร เพราะการเมืองไทยปฏิเสธกระแสในเวทีโลกไม่ได้

สูตรรัฐบาล (ขั้วผสม) แห่งชาติ “สุเทพ” พาวเวอร์แบงก์ คสช.

สูตรรัฐบาล (ขั้วผสม) แห่งชาติ “สุเทพ” พาวเวอร์แบงก์ คสช.

ประชาชาติธุรกิจ(17/9/60)

นับตั้งแต่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดิมพัน-ประกาศวางมือทางการเมือง ก่อนขึ้นเวทีนำม็อบ กปปส.ขับไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” แม้ในช่วงรัฐบาลอำนาจพิเศษ ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ลมไม่พัดหวน-คืนสนามการเมือง
การแทงกั๊ก-แบ่งรับแบ่งสู้ “ตั้งพรรคใหม่” สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็น “นายกฯคนนอก” ของนายสุเทพ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
นายสุเทพออกมาเห็นด้วยกับโครงสร้าง “อำนาจใหม่” ในรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ ทุกวรรค ทุกมาตรา ซึ่งติดตั้งกลไกให้ คสช.ต่อท่ออำนาจได้ผ่าน “นายกฯคนนอก” ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้งระบบไพรมารี่โหวต
โดยเฉพาะการสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯต่ออีกสมัย-สุดตัว 
“นายอิสสระ สมชัย” อดีตแกนนำ กปปส. ยืนยันว่า เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แต่การตั้งพรรคขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะผิดหลักการตั้งพรรคการเมือง เพราะการตั้งพรรคการเมืองควรจะพูดถึงแนวนโยบายพรรค แต่ถ้าคิดจะตั้งพรรคแล้วปักหลักว่าจะให้ชื่อนี้ หรือต้องการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่เอา หรือเป็นอะไรไป พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ก็คงต้องยุติไปอย่างนั้นหรือ
แม้ฐานของมวลชน กปปส.จะเสมือนเติบใหญ่ แต่เขาบอกว่า มาจากหลากหลายกลุ่ม ไม่ใช่ ปชป.ทั้งหมด และอดีตแกนนำ กปปส. ไม่คิดว่าการตั้งพรรคใหม่จะได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ
ขณะที่ “นายสาธิต ปิตุเตชะ” รองหัวหน้า ปชป. เชื่อว่า นายสุเทพจะไม่ตั้งพรรคเพราะได้รับปากไว้แล้วว่าจะไม่เล่นการเมือง เขาวิเคราะห์เส้นทางที่เป็นไปได้ที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะได้เป็นนายกฯอีกครั้ง คือ พรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ร่วมกับ ส.ว.250 คน สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เช่น พรรคเกิดใหม่ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติพัฒนาเพราะเป็นพรรคที่สามารถเข้าได้กับทุกขั้วเพื่อร่วมเป็นรัฐบาล”
สูตรจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อ “แบ่งแต้ม” จากฐานเสียง ปชป.จึงไม่ใช่สมการเดียวในการสถาปนาให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เนื่องจากนายสุเทพสามารถต่อท่อได้ทุกขั้ว ทุกสาย ทั้งในที่ลับ-ที่แจ้ง
สายของรัฐบาล-คสช. ผ่าน “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มือเศรษฐกิจ คสช. เพราะขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์และคณะขุนทหาร-เสนาบดี เดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 ที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา ทว่ากลับปรากฏภาพนายสมคิดไปเป็นประธานเปิดงานสมุยเฟสติวัล 2017 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีนายสุเทพ ประธานมูลนิธิ กปปส.ให้การต้อนรับขับสู้
สายของนายอนุทิน-เนวิน แห่งพรรคภูมิใจไทย-บุรีรัมย์ยูไนเต็ด มหามิตรรัฐบาลทหาร ซึ่งนายสุเทพเคยสวมบทผู้จัดการรัฐบาล ประสานมือ-พลิกขั้ว ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป.เป็นนายกฯคนที่ 27 มาแล้ว
แม้กระทั่งสายพรรคเพื่อไทย “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำ-ทดลองงานหัวหน้าพรรค แนบแน่นกับ “นายพลนอกราชการ” ในแม่น้ำ 5 สาย-“พล.อ.นพดล อินทปัญญา” เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “พี่ใหญ่ คสช.” โดยมีนายสมคิด เพื่อนร่วมรุ่นไทยรักไทยกับคุณหญิงหน่อยเป็น “ตัวต่อ” สำคัญ
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างนายสุเทพ กปปส. และ ปชป. ปฏิเสธไม่ได้ว่า แนบแน่น-ตัดไม่ขาด หลังจากยกคณะศิษย์เก่า “คืนรัง” ปชป. ซดกาแฟ-เคลียร์ใจ กับหัวหน้า-พลพรรค “ลบภาพ” ไม่ลงรอย ทั้งเรื่องรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องแย่งพื้นที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้า
กระแสตั้ง-ไม่ตั้งพรรคใหม่ของนายสุเทพ จึงเปรียบเสมือนเป็นการแยกกันเดิน-รวมกันตี แต่ในอนาคตเมื่อสถานการณ์เป็นใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจทำให้ ปชป.ต้องร่วมสมการการเมือง-สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอย่างปฏิเสธไม่ได้
เมื่อ “บารมี” ของนายสุเทพ เป็น “พาวเวอร์แบงก์” ทางการเมืองต่อสายทุกพรรค ทุกขั้วอำนาจ อุ้ม “พล.อ.ประยุทธ์” ข้ามรั้วทำเนียบ จัดตั้งรัฐบาล (ขั้วผสม) แห่งชาติ

ทำไม 'บอส-กระทิงแดง' หนีได้?

เว็บ "ไทยรัฐ"..........
เขาเรียงข้อหา "นายวรยุทธ อยู่วิทยา" หรือ "บอส-กระทิงแดง" ให้ดูเมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๐)
ดูแล้ว ต้องย้อนไปอ่าน "ข่าวประชาสัมพันธ์" สำนักงานอัยการสูงสุด
"นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงเมื่อ ๓๐ มี.ค.๖๐
เสร็จแล้ว ก็ย้อนไปอ่านที่ "นายอรรถพล ใหญ่สว่าง" อดีตอัยการสูงสุด เคยให้สัมภาษณ์มติชนสุดสัปดาห์หลายเดือนก่อน
คดีนายบอส "คดีธรรมดา" ไม่สลับซับซ้อนอะไร
แต่ที่เป็นคดีซับซ้อนสะท้อนไทย เพราะผู้ต้องหาร่ำรวยเท่านั้นเอง
คดีนี้ แค่ ๓-๖ เดือน ก็ส่งฟ้องศาลได้
เหตุเกิด ๓ กันยา ๕๕.............
แต่กว่าตำรวจจะทำสำนวนคดีส่งถึงอัยการ และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ จะมีคำสั่งฟ้องได้
ใช้เวลาถึง ๔-๕ ปี!
อย่าไปเพ่งเล็งใคร มันเป็นไปตามกฎหมายที่มีช่องทางให้เดินน่ะ
ต้องเข้าใจ ในความทัดเทียมกันทางกฎหมายนั้น ความทัดเทียมจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อ มีเงิน "ใช้ผีโม่แป้ง" ในระบบทนายเท่านั้น!
ค่อยๆ อ่านไป จะรู้เอง มาดูกันก่อน ว่านายบอสมีข้อหาใดบ้าง?
๑.ขับรถขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ตำรวจสั่งไม่ฟ้อง)
๒.ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานในทันที คือชนแล้วหนี
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.๗๘ จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท อายุความ ๕ ปี (ขาดอายุความแล้วเมื่อ ๓ ก.ย.๖๐)
๓.ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
พ.ร.บ.จราจรทางบก ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อายุความ ๑ ปี (ขาดอายุความเมื่อ ๓ ก.ย.๕๖)
๔.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.๔๓(๔) จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อายุความ ๑ ปี (ขาดอายุความเมื่อ ๓ ก.ย.๕๖)
๕.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
มาตรา ๒๙๑ จำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท มีอายุความ ๑๕ ปี
สรุป ขาดอายุความไปแล้ว ๔ เหลือเพียง ๑ คดี ที่ส่งฟ้องได้!
คือข้อหา "ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย"
เป็นเพราะ "บางตำรวจ" ใช่หรือไม่?
ทนโท่อยู่แล้ว ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง "นายตำรวจระดับสูง" ที่เกี่ยวข้องคดีแล้ว
-พล.ต.ต.กฤษฎิ์ เปียแก้ว อดีตผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕
-พ.ต.อ.สุคุณ พรหมาย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕
-พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๕
-พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ
-พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม สืบสวนสอบสวน สน.ทองหล่อ
-พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ
-พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ
มีนายตำรวจ สน.ทองหล่ออีกคนที่เกี่ยวพันคดีนี้ ที่ "โคตรเฮง"
คือ "พ.ต.ท.ปัณณ์ภณ นามเมือง" อดีต สวป.สน.ทองหล่อ
ให้ไปจับตัวนายบอสที่หนีเข้าบ้าน.......
กลับไปเอาคนในบ้านมาสมอ้างเป็นคนขับแทนนายบอส เลยถูกไล่ออกจากราชการ!
ที่ผมว่าโคตรเฮง เพราะถูกไล่ออกหรือไงไม่ทราบ เลยไม่ถูกหวย ป.ป.ช.กับเขา
และที่ว่าไล่ออก ก็แค่ลิเก!
ซักเดือนได้มั้ง กลับเป็นตำรวจตามเดิม ไปอยู่ สน.บางบอน แล้วย้ายมาอยู่ สน.ท่าเรือ
ยังไม่คุยประเด็นนี้ อยากให้ศึกษาว่า.........
ตั้ง ๕ ปี ทำไมนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ได้ และนายบอสสามารถทำให้อัยการ "เลื่อนคดี" ได้ตั้ง ๗ ครั้ง? ก็เพราะความทัดเทียมกันทางกฎหมาย มันจะมีได้ต่อเมื่อมีเงิน นั่นแหละ
ไม่ใช่เงินกินสินบาท-คาดสินบนใคร แต่เป็นเงินจ้างทนายโม่แป้งเพราะเขาอ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น
ความทัดเทียมตามกฎหมายน่ะมี แต่เงินที่จะจ้างทนายเพื่อใช้สิทธิ์ที่ทัดเทียมกันนั้น
คนรวยมี ส่วนคนจนไม่มี โอกาสเข้าคุกจึงมีสูง!
ก็มาศึกษาร่วมกันจากคำแถลง "รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด" อย่างที่บอกข้างต้น
เริ่มตรงที่นายประยุทธแถลงว่า.......
เมื่อ "นายเศกสรรค์ บางสมบุญ" อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งฟ้องแล้ว
หลังจากนั้น ผู้ต้องหา "ร้องขอความเป็นธรรม" หลายครั้ง ครั้งหลังสุด ร้องให้สอบพยานเพิ่มอีกหลายปาก
แต่อัยการ "สั่งยุติ" หนังสือร้องขอความเป็นธรรมของนายบอส และแจ้งให้ทราบว่า
ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องเดิม ที่สั่งฟ้องในข้อหา
"ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที"
พร้อมมีหนังสือแจ้งให้ นายบอสมาพบพนักงานอัยการ เพื่อทราบคำสั่งและส่งฟ้องในวันที่ ๒๕ เม.ย.๕๙
ต่อจากนี้ ดูคนมีเงิน "จ้างทนายพาเดินลัดเลาะตามช่องกฎหมาย" ยืดเวลาเข้าสู่กระบวนการศาล
จนคดีหมดอายุความไปเรื่อยๆ ชนิดอัยการได้แต่อมยิ้มแห้งๆ ต้องให้เลื่อนไปได้เรื่อยๆ ถึง ๗ ครั้ง ๗ ครา
ดูปฏิทินการขอเลื่อนกันนะ......
-๒๕ เม.ย.๕๙ นายบอสอ้างอยู่ต่างประเทศ
-๒๕ พ.ค.๕๙ อ้างร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.
-๒๔ มิ.ย.๕๙ อยู่ระหว่างกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯ สนช.
ถึงตอนนี้ อัยการแจ้งตำรวจ สน.ทองหล่อ ไปตามตัวนายบอสมาให้ทันส่งฟ้องให้ได้
-๒๘ ต.ค.๕๙ บอสอ้างอยู่ระหว่างกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมกับ กมธ.กฎหมายฯ สนช.
อัยการเรียกตัวนายบอสอีก ให้มาพบเพื่อนำตัวส่งฟ้องอีกครั้ง
-๓๐ พ.ย.๕๙ บอสอ้างติดภารกิจที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อัยการขึงขัง.......
แจ้งกลับไปที่นายบอส ให้มาพบอัยการในวันที่ ๒๘ ธ.ค.๕๙ เพื่อเอาตัวส่งฟ้องต่อศาล
-๒๓ ธ.ค.๕๙ กมธ.กฎหมาย สนช.มีหนังสือถึงอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้
แจ้งให้ทราบ ว่านายบอสร้องขอความเป็นธรรม ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาและสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อรายงาน กรธ.ฯ ทราบแล้ว
-๒๓ ธ.ค.๕๙ (วันเดียวกัน) นายบอสก็ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ด้วย
ให้สอบปากคำพยานผู้ชำนาญการพิเศษ ตามที่ได้ร้องไปที่ กรธ.ฯ โดยอ้างว่าไม่ได้ขับรถเร็วตามที่ถูกกล่าวหา
พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบฯ ก็สั่งสอบสวนเพิ่มเติมตามที่ผู้ต้องหาร้องขออีก
-๓๐ มี.ค.๖๐ อัยการนัดให้นายบอสมาพบ
แต่ ๒๓ มี.ค.๖๐ นายบอสขอเลื่อนอีก อ้างติดภารกิจที่อังกฤษ
อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ อนุญาตให้เลื่อนไปวันที่ ๒๗ เม.ย.๖๐
-๒๗ เม.ย.๖๐ นายบอสแจ้งมีเหตุเร่งด่วนต้องไปจัดการธุรกิจที่ประเทศต่างๆ
–อัยการขอศาลออกหมายจับ
-ส.ค.๖๐ ตำรวจส่งเอกสารภาษาอังกฤษถึงอินเตอร์โปล
-๓ ก.ย.๖๐ ข้อหาขับรถชนแล้วหนี ซึ่งมีโทษคุกไม่เกิน ๖ เดือน อายุความ ๕ ปี ก็ขาดอายุความไปอีก
-๑๑ ก.ย.๖๐ อินเตอร์โปล ประกาศจับนายวรยุทธบนหน้าเว็บไซต์
จะเห็นว่า นายบอสโดยทนาย ใช้ช่องทางพิเศษถึง ๒ ช่องทาง ในการประวิงเวลา
คือร้องขอความเป็นธรรม กับ "สภานิติบัญญัติแห่งชาติ" และร้องกับ "อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้"
ทั้ง ๒ แห่งนั้น ช่วย "ยืดเวลา" สู่ศาลได้ตามช่องทางกฎหมาย อีกเกือบปี!
"รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด" เคยแถลงถึงเหตุนี้ว่า...... เพราะนายวรยุทธร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการหลายครั้ง อีกทั้งยังมีการร้องต่อคณะกรรมาธิการฯ สนช.ควบคู่ไปด้วย ถ้าอัยการไม่สอบเพิ่มเติมให้ อาจถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่"
"นายอรรถพล ใหญ่สว่าง" อดีตอัยการสูงสุด อธิบายเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมไว้ว่า
"เราต้องยอมรับความจริงว่า ระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดเราไปเปิดอย่างนั้นจริงๆ ว่าถ้ามีเหตุที่จะร้องขอความเป็นธรรมได้ทุกระดับชั้น
เท่าที่ทราบ ในเรื่องนี้ เดิมนายวรยุทธร้องขอความเป็นธรรมมา และได้ข้อยุติแล้ว
แต่ต่อมา กลับร้องไปที่กรรมาธิการของสภา แล้วก็เลื่อนคดีมา"
แค่คดีขับรถชนคนตายแล้วหนี........
แต่เป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้น กมธ.กฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.ถือเป็นเรื่องระดับชาติ ใช้เวลาร่วมครึ่งปีตรวจสอบ
อยากรู้จัง ใครนะประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้?
อ้อ...นี่เอง
-พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธาน
-พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ รองประธาน
นอกจากนั้น ยังมีบิ๊กตำรวจอีกร่วม ๒๐ นาย เช่น "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" เป็นต้น
คดีนี้เกิด ๓ กันยา ๕๕ ภายใต้ ผบ.ตร. ๔ คน คือ
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
ใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ยกเว้นคดี "บอส-กระทิงแดง"!
มาทำได้เอายุค "พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" เป็น ผบ.ตร.นี่แหละที่ "ตำรวจไทยทำได้"
ถึงจับตัวไม่ได้....
แค่ให้ "อินเตอร์โปล" ประกาศจับ "บอส-กระทิงแดง" ได้ ก็ไว้ลายตำรวจไทยเหลือล้นแล้ว.

ภาษีบาป-บาปของใคร?

ภาษีบาป-บาปของใคร?

อาจจะถือได้ว่าการขึ้น “ภาษี บาป” ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ค่อนข้างจะมีเสียงโวยวายดังกว่าครั้งก่อนๆ ส่วนมากเห็นว่าเป็นการขึ้นภาษีที่มากเกินไป ทำให้ราคาเหล้าและบุหรี่พุ่งขึ้นทันที และตำหนิว่าไม่มีการชี้แจงราคาใหม่อย่างชัดเจน รวมทั้งเปิดช่องให้ร้านค้าที่ไม่สุจริตกักตุนสินค้าเพื่อฟันกำไร และมีการตั้งคำถามว่าภาษีบาปเป็นภาษีที่เป็นธรรมหรือไม่?

หลายคนตั้งข้อสงสัยมานานแล้วว่า ทุกครั้งที่รัฐบาลเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า มักจะขึ้นภาษีบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะไม่มีคนโวยวาย เนื่องจากถูกเรียกว่า “ภาษีบาป” ผู้สูบบุหรี่และดื่มเหล้าเบียร์ ถูกตราหน้าเป็น “คนบาป” ไปด้วย กลายเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติมานมนาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่ไม่เลือกตั้ง

แต่น่าสงสัยว่าเป็น “บาป” ของใครกันแน่ สมมติว่ารัฐเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซา การใช้จ่ายและการบริโภคภาคประชาชนทรุด เช่นเดียวกับการลงทุนทั้งจากภายในและจากต่างประเทศ น่าจะถือว่าเป็นบาปกรรมของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับประชาชน เนื่องจากรัฐบาลบริหารผิดพลาด หรือขาดความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจ

ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา คำว่า “ภาษีบาป” น่าจะหมายถึงภาษีที่เกิดจากการทำบาป เช่นการละเมิดศีล 5 ข้อใดข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การทำผิดทางกาม การพูดโกหก และการดื่มสุราเมรัย หรืออาจเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “อบายมุข 4” คือการเป็นนักเลงผู้หญิง นักเลงสุรา นักการพนัน และการคบคนชั่วเป็นมิตร

หรือมิฉะนั้นก็อาจหมายถึงการทำตามอบายมุข 6 เช่น การดื่มน้ำเมา การเที่ยวกลางคืน การเที่ยวดูการละเล่น ส่วนการสูบบุหรี่ไม่ใช่บาปในพระพุทธศาสนา แต่บุหรี่เป็นการค้าผูกขาดของรัฐ เช่นเดียวกับเหล้าและเบียร์ ก็เป็นกิจการกึ่งผูกขาดที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ จึงน่าจะถือว่ารัฐมีส่วนทำบาปร่วมกับประชาชน มอมเมาประชาชนให้ติดบุหรี่และสุรา

ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากเหล้าและบุหรี่ เป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากผู้ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ต้องเสียภาษีเท่ากับกลุ่มผู้มั่งคั่งร่ำรวย เช่นเดียวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้าและบริการก็เป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บได้มากที่สุดในประเทศ (63.6%) ส่วนภาษีทางตรงที่เก็บจากผู้มั่งคั่งเป็นส่วนใหญ่ เก็บได้เพียง 26.1%

จึงนำไปสู่คำถามว่าระบบภาษีของไทยในปัจจุบันเป็นธรรมหรือไม่? นอกจากรัฐบาลจะไม่มีมาตรการการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงแล้ว ยังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วยระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่? เพราะนโยบายแก้ปัญหายอดนิยมของรัฐบาลมักจะได้แก่ การลดแลกแจกแถม แจกเงินผู้มีรายได้น้อยเป็นครั้งคราว จะทำให้ทุกฝ่ายมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้หรือไม่?

ไม่ใช่รัฐบาลสหพรรค

ไม่ใช่รัฐบาลสหพรรค

คณะลิเกเดินสายไม่หยุดแม้กลางฤดูฝน

ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ขนหางเครื่องชุดใหญ่สัญจรไปตรวจราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรี และประชุม ครม.ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามยุทธศาสตร์เลือกเป้าหมายหัวเมืองใหญ่ โดยเริ่มเปิดหัวนำร่องประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดนครราชสีมา หัวใจสำคัญประตูสู่ภาคอีสาน ต่อเนื่องมาถึงฐานใหญ่ที่ลุ่มภาคกลางจังหวัดสุพรรณบุรีและพระนครศรีอยุธยา

นั่นหมายถึงว่าตั้งใจให้เกิดอิมแพ็กต์ หวังผลในเชิงกระแสไปทั่วพื้นที่ทุกภูมิภาค

สืบเนื่องจากข้อจำกัดของรัฐบาล คสช.ที่ไม่มีระบบหัวคะแนนเหมือนนักการเมือง ทำให้มีปัญหาเรื่องระยะห่างของการสื่อสาร ไม่สามารถเข้าถึงชาวบ้านได้เต็มที่

เหมือนขาดเซลส์แมนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า

นั่นก็เป็นเหตุให้นโยบายดีๆของรัฐบาล ผลงานหลายอย่างที่คืบหน้าแต่ไม่รู้ถึงหูชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการอัดฉีดเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การแก้ปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน รวมไปถึงเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)ฯลฯ

มีของโชว์ ได้เนื้อได้หนังมากกว่ารัฐบาลเลือกตั้งด้วยซ้ำ

แต่ตรงกันข้ามกับผลโพลสะท้อนอาการไม่พอใจรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้อง

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ พรีเซ็นเตอร์อย่าง “นายกฯลุงตู่” เลยต้องจูงมือ “ผู้จัดการฝ่ายผลิต” อย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ลงไปบุกตลาด

“ขายตรง” สินค้ายี่ห้อ “ประชารัฐ”

โดยเฉพาะ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่น่าจะตีตลาดยี่ห้อ “ประชานิยม” ได้ไม่น้อย

ประชาธิปไตยกินได้ อำนาจพิเศษก็กินได้เหมือนกัน

ประกอบกับห้วงสถานการณ์ที่ความได้เปรียบทางการเมืองไหลมาอยู่ในกำมือของทีมงาน “นายกฯลุงตู่” แบบเต็มๆ ภายหลัง “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เล่นเกม “ล่องหน” ตัดสินใจชิ่งหนี ไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลฯในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

ในทางยาวๆถือว่าเข้าเหลี่ยม คสช.ไม่ต้องพะวงกับหอกข้างแคร่

แต่นั่นก็ตรงกันข้ามกับอีกมุมหนึ่งที่ถือเป็นโจทย์สถานการณ์ที่กดทับ “ลุงตู่” หนักขึ้น

เพราะเมื่อ “ยิ่งลักษณ์” ไม่อยู่สักคน ไม่มีจุดเบี่ยงกระแส แย่งพื้นที่ข่าว เป้าโฟกัสการเมืองก็จะไหลมาอยู่ที่ทีมงาน คสช.โดยอัตโนมัติ

โดนอัดเน้นๆแบบที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กลายเป็นเป้าตำบลกระสุนตก ทั้งปมเซ็นอนุมัติมอบที่ดินป่าชุมชนเขตต้นน้ำในจังหวัดขอนแก่นให้บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ไล่กันมาเลยกับประเด็นเรือเหาะเรือเหี่ยว ที่ประจานการจัดซื้อของกองทัพบกในยุค “บิ๊กป๊อก” เป็นจ่าฝูง

หน้าดำหน้าเขียว ปัดเผือกร้อนมือเป็นระวิง

อีกด้านก็เป็นเพื่อนรักอย่าง “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่โดนล็อกเป้าเป็นบ่อน้ำมันของทีม “นายกฯลุงตู่”

ป้วนเปี้ยนๆพี่ น้อง เพื่อน วนเข้ากระแทกชิ่งถึง พล.อ.ประยุทธ์

ถามว่าซีเรียสหรือไม่ ดูได้จากอาการน้ำท่วมปาก พูดตรงๆไม่ได้ “นายกฯลุงตู่” ต้องไประบายบนเวทีแถลงยุทธศาสตร์ชาติ-ยุทธศาสตร์ทหาร ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ประจำปี 2560 สื่อสารกันเป็นนัยว่า การเป็นนักศึกษา วปอ. ไม่ใช่มาเพื่อสร้างคอนเนกชั่น

การที่เราจะคบกับคนมันเลือกคบไม่ได้ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ต่อให้ตัดหัวมันก็คือเพื่อน ท้ายสุดมันยังไม่ดีขึ้นก็ตัดหางปล่อยวัดไป อย่าให้เขามาใช้คอนเนกชั่นเพื่อผลประโยชน์ในวันหน้า

จับสัญญาณที่อ้อมไปอ้อมมา ปรามเรื่องคนใกล้ตัวเป็นพิษ

และตามแนวโน้ม ถึงจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะต้องคิดหนักกับการปรับจุดอ่อนเชิงบริหาร ล้อกับแนวทางปรับ ครม. ดึงมืออาชีพทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยปั่นเนื้องาน ลดโควตาท็อปบูต ลดแรงเสียดทานทหาร
ในรูปแบบของ “รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป” ไปจนกว่าจะสิ้นสุดเส้นทางตามโรดแม็ป

แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศแล้วว่า ยังไงก็ต้องจัดเลือกตั้งตามโปรแกรมแน่ แต่ช่วงที่เหลือก็ต้องปูพื้นฐานให้แน่น ซ่อมแซมจุดที่เสียหาย เสียโอกาสจากการเมืองวุ่นวาย

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น มันไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติแบบที่นักการเมืองออกมาปั่นกระแส ทำเป็นปัด “องุ่นเปรี้ยว” ตั้งแง่ดึงราคาร่วมจัดรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

เพราะนั่นมันแค่รัฐบาลสหพรรค ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

'ทนายประเวศ'ประกาศไม่ยอมรับระบบยุติธรรมไทยคดี 112 โจทย์นัดสืบพยานฝ่ายเดียวปีหน้า

'ทนายประเวศ'ประกาศไม่ยอมรับระบบยุติธรรมไทยคดี 112 โจทย์นัดสืบพยานฝ่ายเดียวปีหน้า


หลังถูกคุมขังมา 5 เดือนโดยไม่ได้ประกันตัว ประเวศ ประภานุกูล ทนายความที่ตกเป็นจำเลยคดี 112 และ 116 รวม 13 กรรม แถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ให้การต่อศาล ถอนทนายความ ไม่ลงชื่อในเอกสาร ประท้วงการพิจารณาคดีหมิ่นฯ ของศาลไทย โจทก์นัดสืบพยาน 11 ปาก พ.ค.ปีหน้า<--break- />

ประเวศ ประภานุกูล เดินทางจากเรือนจำมายังศาลอาญา
18 ก.ย.2560 ที่ศาลอาญา รัชดา มีนัดสอบให้การและตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.2368/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนเป็นจำเลยข้อหาความผิดตามมาตรา 112, 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 13 กรรม โดยในวันนี้ประเวศถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขากล่าวต่อศาลในห้องพิจารณาคดีว่า ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย พร้อมทั้งยื่นคำร้องเป็นแถลงการณ์ 2 ฉบับ
แถลงการณ์ของเขาสรุปความได้ว่า จำเลยขอไม่เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีนี้ โดยจะไม่ให้การต่อศาล ดำเนินการถอนทนายความ ไม่ถามค้านพยานโจทก์ ไม่นำสืบพยานจำเลย ไม่ลงชื่อในเอกสารใดๆ ของศาล เนื่องจากกังขาต่อความเป็นกลางของศาลไทยในคดีลักษณะนี้เนื่องจากศาลพิพากษาในพระปรมาภิไธย นอกจากนี้ในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว กรณีเป็นการกระทำที่ร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของประชาชนโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย อันอาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ต้องหาและผู้ขอประกันทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
“คำสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลอาญาดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาคดีล่วงหน้าก่อนสืบพยาน เป็นการพิจารณาคดีว่า ข้าพเจ้ากระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายโดยที่ยังไม่มีการสืบพยาน เป็นการพิพากษาคดีล่วงหน้าว่าข้าพเจ้ากระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายก่อนฟ้องคดีอาญาด้วยซ้ำ” แถลงการณ์จำเลยระบุ
จากนั้นศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีระบุว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนทนายความจำนวน 3 คน ศาลอนุญาตให้จำเลยถอนทนายความ ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลไม่ได้ให้การโดยยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำแถลงการณ์ 2 ฉบับของจำเลยที่ยื่นต่อศาล ศาลสอบถามคู่ความเกี่ยวกับพยานเอกสารที่จะให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตรวจและอ้างส่งต่อศาลแล้ว โจทก์แถลงว่า มีพยานเอกสาร 20 ฉบับที่จะอ้างเป็นพยานให้จำเลยตรวจและส่งศาล จำเลยแถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลและแถลงไม่ขอตรวจพยานหลักฐานดังกล่าว ส่วนพยานบุคคลนั้นโจทก์ประสงค์สืบพยานรวม 11 ปาก ศาลสอบถามจำเลยว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานโจทก์ดังกล่าวบ้างหรือไม่ จำเลยแถลงไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย และยืนยันตามคำแถลงการณ์ 2 ฉบับข้างต้น และการสืบพยานจะใช้เวลา 2 วันครึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานอัยการได้ทำการนัดหมายความสืบพยานที่ห้องคู่ความ ระบุวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้ง 11 ปากในวันที่ 8,9,10 พ.ค.2561 หรืออีกราว 8 เดือน
“ผมเคยเขียนถึงวิธีต่อสู้คดี 112 แบบนี้ในเฟสบุ๊คมาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ก็เท่ากับที่พูดไปนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ผมไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อต้องอยู่แล้วก็ต้องใช้โอกาสนี้ให้ถึงที่สุด เพราะโทษที่เยอะขนาดนี้ อายุผมก็เท่านี้คงได้ตายในคุก....มันเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย”
“ที่คิดแบบนี้มันมาจากประสบการณ์ที่ทำคดีให้ดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และดูแนวทางของคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ผมไม่มีความหวังเลยว่าจะสามารถต่อสู้คดีลักษณะนี้ได้เต็มที่และบนหลักการโดยแท้จริง”
ประเวศยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ช่วยให้จิตใจเขาคงสภาพอยู่ได้แม้สิ้นไร้หวังว่าจะได้ออกจากการคุมขังคือ การนั่งสมาธิ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีตัวแทนจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน นักข่าว ญาติ เพื่อน รวมถึงอดีตลูกความของประเวศมาร่วมรับฟังการพิจารณาประมาณ 10 กว่าคน
บรรพต ไชยสา หนึ่งในผู้มาฟังการพิจารณาในวันนี้กล่าวว่า ที่มานั่งฟังเพราะรู้จักกับทนายประเวศมาตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเขาประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำตกถนน กระดูกซี่โครงร้าวอาการสาหัส ในรถคันที่โดยสารมามีประกันอุบัติเหตุ พนักงานบริษัทประกันภัยพยายามที่จะให้เขายอมรับค่าชดเชยเพียงแค่ 2-3 หมื่นบาท
“ถึงขนาดที่จะให้ผมประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือสัญญาเพื่อที่จะให้เป็นข้อยุติ ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นผมยังบาดเจ็บรักษาตัวต้องปิดตาทั้งสองข้างอยู่ เพื่อนของผมแนะนำให้ทนายประเวศเข้ามาช่วยฟ้องเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยให้ สุดท้ายบริษัทประกันยอมที่จะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ประมาณสองแสนบาท ผมจึงได้เงินมารักษาตัว แต่สุดท้ายตาผมก็รักษาไว้ได้เพียงแค่ข้างเดียว อีกข้างต้องใส่ลูกตาเทียม” บรรพตกล่าว
เขากล่าวด้วยว่า ทนายประเวศช่วยคดีของเขาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่จ่ายค่ารถและเลี้ยงอาหารทนายเท่านั้น เขากล่าวด้วยว่าตัวเองเป็นโรคไตวายเฉียบพลัน ในแต่ละวันต้องใช้น้ำยาล้างไตสี่ครั้ง การมาศาลครั้งนี้ทำให้ไม่สามารถล้างไตได้ตามกำหนดเวลาได้ อาจล้างได้เพียงแค่สองครั้ง
“แต่ผมอยากมาให้กำลังใจเพราะทนายประเวศมีบุญคุณกับผม” บรรพตกล่าว
ทั้งนี้ประเวศ ประภานุกูล อายุ 57 ปี มีอาชีพทนายความ เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่เช้าวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีหมายจับ ไม่มีหมายค้น และไม่แจ้งให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราบว่าถูกควบคุมเพราะเหตุใด ก่อนจะพาตัวไปที่ มณฑลทหารบกที่ 11 เขาถูกสอบปากคำ และซักถามประวัติส่วนตัว ซึ่งประเวศให้ความร่วมมือ และยอมลงชื่อในเอกสาร เพราะคิดว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน ระหว่างนั้นเขาขอโทรศัพท์ติดต่อบุคคลที่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัว จากนั้นจึงถูกดำเนินการแจ้งข้อหาและฝากขังจนครบ 7 ผัด โดยเคยยื่นประกันตัว 1 ครั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาต

อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลไปเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ค.2560 คำฟ้องสรุปว่าในระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-23 เม.ย.2560 ประเวศได้กระทำความผิดรวมทั้งหมด 13 กรรม โดยเป็นการกระทำความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 10กรรม และในข้อหากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) รวม 3กรรม

"กบเลือกนาย"

"กบเลือกนาย"
"บิ๊กตู่" ชี้ 50 : 50 คนเบื่อหน้า และอยากให้อยู่ต่อ ยันไม่อยากกำหนดวันเลือกตั้ง. แต่ยึดตามโรดแมพ เดี๋ยวหาว่าสืบทอดอำนาจ ยกนิทานอีสปเตือนใจคนไทย อยากเป็น"กบเลือกนาย" เดี๋ยว เจอ นกกระสา
"วันนี้ต้องแก้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง หรือจะหารัฐบาลก็ไปหามา ไม่ใช่ผม ทุกอย่าง นายกฯหมด หัวหน้าคสช.หมด วันเลือกตั้ง ผมไปเลือกตั้งแทนท่านหรือไม่ ผมก็ไปลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนพวกท่าน อย่าเลือกใครผิดอีก เข้าใจหรือยัง ระหว่างนี้ผมก็ไปตามโรดแมฟ กฎหมายลูกออกเมื่อไรก็เมื่อนั้น พอประกาศก็นับวันเลือกตั้งไปอีกกี่เดือน ต้องมีกระบวนการเลือกตั้ง กว่าจะเลือกตั้ง นับคะแนน และตั้งรัฐบาลเสร็จ ใช้เวลา 3-5 เดือน กฎหมายมีวิธีการอยู่แล้ว ไม่ใช่ประกาศเลือกตั้งวันนี้ พรุ่งนี้ได้รัฐบาล รัฐธรรมนูญเขียนไว้หมดแล้ว
"ทำไมต้องให้ผมมาบอกว่าเลือกตั้งวันที่เท่าไร พอผมบอกไปวันนี้วันนั้น แล้วทำไม่ได้ ก็ถูกมองว่าสืบทอดอำนาจ ยื้อ เอาไว้ ปัดโธ่ ! เชื่อเขาเหรอ ขอให้เชื่อผม ผมพูดขนาดนี้แล้ว พอได้แล้ว"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้มีใครไม่ทำผิดกฎหมายแล้วเดือดร้อน หลายคดีเข้าสู่กระบวนการจบแค่นั้น ศาลเขาทำงาน อย่าไปทำตัวแทนตำรวจ อัยการ ศาล ผู้พิพากษา วิพากษ์วิจารณ์กันจนเละไปหมด จนทำงานกันไม่ได้ นี่คือการปรองดองกันไม่ได้ ตนอยากจะฝากแค่นี้ เอาเวลามาคิดสิ่งดีๆ 
"เปิดมา 50 ด่าผมเหมือนหมู เหมือนหมา อีก 50 ให้กำลังใจ อยู่ไปนานๆผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะเหลือเท่าไร อะไรจะมากน้อยกว่ากัน ผมยังไม่รู้ แต่ยิ่งอยู่นานคนไทยขี้เบื่อ เบื่อหน้าผม จำไว้นิทานอีสปมีอยู่ กบน้อยในสระ กบเลือกนายดูซิ เลือกให้ถูก หรือจะเลือกนกกระสามาอีก
เดี๋ยวสื่อก็พาดหัวอีกว่านายกฯด่า คนโน้นคนนี้ ใครไม่เกี่ยวก็อย่าเดือดร้อน ใครเป็นคนดีอย่าเดือดร้อน นักการเมืองและพรรคการเมืองดีๆก็มีเยอะ แต่มันเป็นเรื่องของนโยบายและหลักการคิด ทุกโครงการที่รัฐบาลทำมีความบริสุทธิ์ใจไม่ได้ต้องการเงินสักบาทเดียว กลไกข้างล่างต้องทำงานอย่าให้มีปัญหาอีก" พล.อ.ประยุทธ์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่เศรษฐกิจตกทุกวันนี้จะต้องดูว่ามีปัญหาอย่างไร เกี่ยวข้องกับการที่บ้านเมืองสงบสุขหรือไม่ หรือจะให้บ้านเมืองวุ่นวาย มีปัญหามากๆเศรษฐกิจถึงจะดีขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงลำบาก อย่างไรก็ตามรัฐบาลยืนยันเดินหน้าตามโรดแมพการเลือกตั้ง เราจะต้องทำเพื่อลูกหลาน เพราะถึงตายก็เอาเงินไปไม่ได้สักบาท
และการเลือกตั้ง ขออย่าเลือกคนที่ไม่ดี คนที่คิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง แต่จะต้องเลือกคนที่มีจิตสาธารณะ คนที่คิดถึงคนสุพรรณบุรี และจังหวัดอื่น นั้นคือคนที่จะต้องเข้ามาบริหารบ้านเมือง

องคมนตรีย้ำไม่เคยเห็นใครโกงแล้วได้ดี ไม่ว่า รบ.ไหน พอหมดอำนาจ สิ่งไม่ดีจะออกมา

องคมนตรีย้ำไม่เคยเห็นใครโกงแล้วได้ดี ไม่ว่า รบ.ไหน พอหมดอำนาจ สิ่งไม่ดีจะออกมา


“ไพบูลย์” ชี้ไม่เคยเห็นใครโกงแล้วได้ดี ไม่ว่า รบ.ไหน ระบุโครงสร้างปราบทุจริต ปทท.ดี แต่ กม.บางอย่างไม่สอดคล้อง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 กันยายน ที่โรงแรมริชมอนด์สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลกับการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ” ว่า ทุกวันนี้ทุกคนรู้จักคำว่าธรรมาภิบาล ดังนั้น ให้ตนมานั่งพูดเรื่องทฤษฎีตนก็คงไม่พูดแล้ว ไม่มีใครไม่รู้ปัญหาว่าการทุจริตในบ้านเมืองเรานั้นรุนแรง และบั่นทอนการพัฒนาของบ้านเมืองเราขนาดไหน เรามียุทธศาสตร์ แต่เราไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง ถ้าท่านทำให้คนกล้าได้ ท่านจะทำให้คนทุจริตน้อยลงได้ ทั้งนี้ การทุจริตเกิดจากหน่วยงานของรัฐเป็นอันดับต้นๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้เกิด เพราะมีงบประมาณ มีผลประโยชน์โดยใช้ทรัพยากรของรัฐ หากรัฐบาลกล้าที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา ปัญหาก็จะลดน้อยลง ซึ่งต้องใช้เวลา และกว่าจะไปถึงตรงนั้นทรัพยากรของชาติหมดไปแล้ว นอกจากนี้ คือเรื่องนโยบายพัฒนา คือ เราเสียเงินแสนล้านแต่การพัฒนาไม่ไปตามนั้น การปราบทุจริตจึงไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ตนคิดว่าระบบการป้องกันนั้นดีที่สุด ป้องกันไม่ให้เกิด

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ป.ป.ช.ได้มีการตั้งหน่วยงานอย่างศปท.ขึ้นมา ทั้งที่หน่วยงานรัฐเรามีหน่วยงานลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีรายงาน ซึ่งตนอยากฝากการบ้านไปถามว่า แล้วแบบนี้จะให้ศปท.เดินหน้าอย่างไร เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่สามารถให้คุณให้โทษกับหน่วยงานงานของรัฐได้ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไปบอกศาล ไปบอกหน่วยงานราชการให้ดำเนินการเร็วๆ ได้ แต่เสียงก่นด่ามันไปยังรัฐบาลว่าคดีผ่านมานานแล้วทำไมไม่คืบหน้า อย่างไรก็ตาม ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ป.ป.ช.พยายามทำงานตรงนี้หนักมาก ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้ระบบการปราบปรามนำทำให้ที่ผ่านมาเราสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก และไม่ค่อยมีคนรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ตนดีใจที่การสร้างความรู้ให้แก่ประชาชนเรื่องการต่อต้านการทุจริตดีขึ้น สิ่งนี้ถือเป็นการป้องกันปัญหาระยะยาว

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวอีกว่า บ้านเราพัฒนาโครงสร้างในด้านการปกครอง เรามีองค์กรอิสระ ฯลฯ แต่เราไม่ได้แก้กฎหมายให้สอดคล้องเลย กลุ่มที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือท้องถิ่นเวลามีเรื่องราวต่างๆ ซึ่งอ่านระเบียบแล้วน่าตกใจ เพราะเราเอาใครก็ได้มาเป็นผู้นำท้องถิ่นโดยการเลือกตั้ง ซึ่งบางคนไม่มีความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง และกฎหมายบางข้อก็ไม่สอดคล้องกับท้องถิ่นเลย ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องการเอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยผ่าน อปท. (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) ตนทำตรงนี้เห็นว่าติดที่ระเบียบ ส่วนใหญ่ไม่ผ่าน ทำให้เงินไม่ออกไปเสียที เพียงแค่นี้ก็กระทบระบบเศรษฐกิจแล้ว ตนจึงเสนอให้มีการแก้ระเบียบเพื่อให้เกิดการจ้างงานในระดับชุมชนอย่างแท้จริง เงินไม่ตกกับผู้รับเหมารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

“ผมไม่เคยเห็นใครโกงแล้วได้ดี ไม่ว่ารัฐบาลไหน ย้ำนะ ไม่ว่ารัฐบาลไหน เราจำเป็นต้องใช้กระบวนการยุติธรรมในการจัดการ ซึ่งต้องใช้เวลา เวลาท่านอยู่ในอำนาจบารมีสิ่งไม่ดีเหล่านั้นจะไม่ออกมา แต่เมื่อใดที่อำนาจท่านหมด สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ ออกมา” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

พรรคชาติไทยพัฒนา ยกทีม พบ "บิ๊กตู่"

ลู่ตามลม
พรรคชาติไทยพัฒนา ยกทีม พบ "บิ๊กตู่" /"ประภัตร"แบะท่า ยังไม่ต้องรีบเลือกตั้ง ชี้เลือกเร็วก็ไม่ได้ประโยชน์ หนุนบิ๊กตู่อยู่ต่อ/บิ๊กตู่ เรียกชื่อ"ท็อป" ลั่นพร้อมเล่นตามกติกา/นายกฯยันไม่เคยมองนักการเมืองเป็นศัตรู ยินดีพบพูดคุย แต่ต้องไม่ใช่บนความขัดแย้ง ยันตนเองเป็นกรรมการ ไม่ใช่ผู้เล่น

ความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองในการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอนเดินทาง มายังโรงเรียนเกษตรกรชาวนา สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง สุพรรณบุรี

มีแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เข่น นายวราวุธ ศิลปอาชา นายประภัตร โพธสุธน นายกรวีร์ และ นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีตส.ส.อ่างทอง นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นายสรชัด สุจิตต์ อดีต ส.ส. สุพรรณบุรี นายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีต ส.ส. สุพรรณบุรี ให้การต้อนรับ
ซึ่งถือเป็นบิ๊กกลุ่มการเมืองกลุ่มแรกที่มาให้การต้อนรับพล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างลงพื้นที่ประชุมครม.สัญจร แตกต่างจากการประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดนครราชสีมาที่ไม่มีนักการเมืองมาปรากฎตัว

พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินเข้าไปทักทายนายวราวุธ พร้อมยิ้มอย่างเป็นกันเองก่อนถามว่า "สบายดีนะ" โดยนายวารุธ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า "ขอบคุณครับท่าน"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่กินข้าวก็ได้เพราะดีใจที่ได้พบกับประชาชน ได้พบนายประภัตรและนายวราวุธ
"ปลื้มใจที่จะได้เห็นประเทศเปลี่ยนแปลง รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้เลือกข้าง โดยทุกคนต้องมาช่วยกันทำให้ประเทศเข้มแข็งและยั่งยืน
ดีใจที่พบนักการเมืองด้วย เพราะท่านทำมาเยอะ นักการเมืองก็ต้องสัญญาว่าจะทำให้ประเทศดีขึ้น และนักการเมืองต้องไม่ผิดสัญญา"

"ผมฝากกับพี่ประภัตร ฝากกับท็อป ฝากกับปริศนานนันทกุล ผมขอฝากความหวังไว้กับทุก เราจะต้องไม่ขัดแย้งกันอีก เราต้องเดินหน้าให้ได้
ส่วนคดีใครถูกผิด ถูกตัดสิน ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ และผมไม่ใช้มาตรา 44 ไปตัดสินใคร อยากให้พี่ประภัตรนึกถึงคนจังหวัดอื่นด้วย เป็นรัฐบาลคราวหน้าก็นึกถึงคนจังหวัดอื่นด้วย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูป โดยเอาปัญหาต่างๆมาร้อยเรียง แล้วใช้เวลาแก้ไขปัญหา ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เขียนไว้กว้างๆ ไม่ได้บีบรัด ยอมรับว่าวันนี้เศรษฐกิจไม่ดีนัก แต่บ้านเมืองก็จะมีปัญหาอีกไม่ได้ จึงอย่าเอาเศรษฐกิจมาปนกับเรื่องการเมือง และโครงการของรัฐบาลก่อนหากทำไว้ดีตนก็ไม่ได้ล้มซะทั้งหมด
ในระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงการเลือกตั้ง นายประภัตร ได้แสดงความเห็นว่าถ้าประเทศยังไม่ปรองดอง ก็ไม่ต้องเลือกตั้ง
แต่มีข้อแม้ว่านายกฯต้องลงพื้นที่บ่อยๆ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ชักชวนให้นายประภัตรไปด้วยกัน
จากนั้นนายกฯจะชวนให้นายประภัตรอภิปราย

โดยนายประภัตร กล่าวว่า "ขอบคุณที่นายกฯเปิดใจรับการเมือง เพราะนักการเมืองไม่ได้เลวทุกคน นักการเมืองดีก็มี การเลือกตั้งเร็วไม่ได้ประโยชน์ เพราะวันนี้ทะเลาะกัน ถ้าเลือกตั้งก็ต้องด่ากัน วันนี้ขอเพียงรัฐบาลแบ่งงบประมาณจากการโครงการรถไฟความเร็วสูงมาช่วยชาวนา เพราะเมื่อปากท้องของประชาชนอยู่ได้ นายกฯจะอยู่อีก 8 ปี 10 ปี ผมก็ไม่ว่า เพราะเวลานี้มีคนอยู่ได้ 2 ประเภทคือข้าราชการที่กินเงินเดือน และพระสงฆ์"

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า "นี่แหละบรรยากาศเลือกตั้งมาแล้ว แต่การเลือกตั้งครั้งหน้าจะต้องได้คนดี"
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้ขอความคิดเห็นจากนายวราวุธ ในฐานะคนรุ่นใหม่

โดยนายวราวุธ กล่าวว่า "เรายินดีที่คณะนายกฯให้เกียรติมาเยี่ยมจังหวัดสุพรรณบุรี คนสุพรรณบุรีอยู่กันเหมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน และเราทำงานการเมืองโดยคิดถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนชาวสุพรรณ โดยเฉพาะชาวนา หากรัฐบาลมีนโยบายอย่างไร พวกเราพร้อมสนองนโยบาย และการเลือกตั้งก็ให้นายกฯเป็นคนตัดสิน โดยพวกเราจะรอเล่นอย่างเดียว ปีนี้ผมเป็นประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี จึงต้องรอเล่นตามกติกาอย่างเดียว"

ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ พูดติดตลกว่า "วันนี้เราใช้กติกาที่รัดกุม แต่ขอให้เล่นตามกติกา และขออย่าเอาผมไปเป็นผู้เล่นด้วยก็แล้วกัน วันนี้ผมทำหน้าที่เป็นกรรมการให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อย ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จะกลายเป็นประเด็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ โดยจะพาดหัวว่ารัฐบาลจะต่อท่ออำนาจ

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ได้สอบถามชื่อจริงของนักการเมืองที่มาร่วมงาน โดยไปสะดุดที่ชื่อนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ลูกชายของนายสมศักดิ์ ปริศนานนันทกุล แกนนำชทพ. พร้อมกล่าวแซวว่า "บอกคุณพ่อด้วยนะว่าบางทีคุณพ่อก็นะ"
ทำให้บรรดาแกนนำชทพ.และประชาชนส่งเสียงหัวเราะ
ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า "ส่วนตัวแล้วรักกัน รู้จักกันตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนตอนเป็นทหารทุกคนเมตตาผมหมด ไม่มีใครเป็นศัตรูผมเลย แต่เมื่อมาเป็นนายกฯทำไมศัตรูเยอะก็ไม่รู้"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.สุพรรณบุรี ว่า อนาคตของประเทศจะเปลี่ยนแปลงด้วยประชาชนทุกคน ไม่ได้เป็นเพราะตน หรือคนใดคนหนึ่ง ต้องเปลี่ยนด้วยมือคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งหนึ่งคะแนนเสียงมีความสำคัญในการเลือกตั้ง แต่เมื่อได้คะแนนเสียงมาแล้ว ทุกคนคือการรวมพลังของคนที่ได้รับเลือกเข้ามาไปสู่การขับเคลื่อนประเทศ วันนี้เราต้องช่วยกัน ลดปัญหาลงให้ได้ด้วยการทำงานร่วมกัน ถ้าไม่ขัดแย้งจะลดได้เยอะ ที่ทำไม่ได้เพราะยังขัดแย้ง ติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ

"วันนี้มีโอกาสได้พบนักการเมืองที่ดีๆ ที่มีความเห็นสอดคล้องกัน ผมยินดีต้อนรับทุกท่าน ผมไม่เคยว่านักการเมืองหรือพรรคการเมืองไม่ดี ผมพูดถึงว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไม่ดีกระบวนการยุติธรรมไปว่ากันมา ใครที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวที่ผมจะต้องมาเป็นศัตรูกับใคร และถ้าทุกคนเห็นด้วยนี่แหละคือประชารัฐอย่างแท้จริง รวมถึงนักการเมืองที่ดีทุกพรรค ผมยินดีจะพูดคุยพบปะ
แต่ขอให้พูดคุยในเรื่องที่เป็นประโยชน์ พูดคุยว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่พูดแล้วขัดแย้ง จากนั้นก็ไป อย่างนี้ทำไม่ได้ เปิดการประชุมปรองดองหลายครั้งแล้ว เรียกมาก็พูดแต่ปัญหาแล้วก็ไป แล้วไม่ฟังที่รัฐบาลชี้แจง อย่างนี้ไม่จริงใจ ก็ไปคัดแยกให้ดีแล้วกันนะ" นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อมาเจอนักการเมืองแบบนี้ คิดว่าสิ่งที่ทำมาจะไม่เสียของใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ประชาชนเป็นคนตอบว่าเสียของหรือไม่เสียของ ไปถามประชาชนโน่น นักการเมืองคือผู้ที่มาบริหารราชการแผ่นดิน หลายอย่างท่านก็ทำดีไว้แล้ว ตนก็มาทำต่อให้ดีขึ้น หลายอย่างที่มีปัญหาตนก็มาแก้ไขให้ วันหน้าทุกคนก็ต้องทำแบบเดิม ไม่ใช่ว่าเสียของหรือไม่เสียของ แต่อยู่ที่พวกเรา ต่อให้ตนทำดีแทบตาย ต่อให้คิดมากมหาศาลเท่าไหร่ แต่ทำไม่ได้นั้นแหละคือเสียของเพราะติดความขัดแย้งไง

จากนั้นนายกฯได้หันมาถามผู้สื่อข่าวซึ่งนั่งยื่นเทปอัด ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวว่า "เหนื่อยไหม เห็นไหมว่าฉันยังเหนื่อยเลย ไม่ได้ขี่รถไถอย่างนี้มานานแล้ว รถแทรคเตอร์ขับเป็นหมด" รมว.มหาดไทยอยู่กับชาวนามากี่ปี เคยอยู่ที่นี้มาแล้ว รมว.มหาดไทยรู้ ดังนั้นจะกินข้าวให้นึกถึงคนปลูกว่าเขาเหนื่อย
และบางคนก็ใช้ควายทำนา ซึ่งอาจจะน้อยลง ถ้าเรายังทำให้ลดต้นทุนการผลิตไม่ได้ขายข้าวก็มีปัญหาหมด กลไกตลาดแทรกแซงไม่ได้ มีแต่ว่าต้องสร้างความแตกต่างให้ได้ เมื่อเช้าบอกให้ขึ้นค่าแรงงาน แต่วันนี้ต้องดูรอบบ้านเราด้วยว่าเท่าไหร่ แล้วจะเร่งให้รีบขึ้นค่าแรงทุกอย่างมันก็จบ ต้องช่วยตนแบบนี้สร้างความเข้าใจ

เมื่อถามว่า เห็นนายกฯพูดถึงกบเลือกนาย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนพูดว่าก็เหมือนทุกคนนั้นแหละจะเลือกใครมาก็ตามจากการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งข้างบน ตนก็เป็นกบนะ คนทั้งประเทศนั้นคือกบ
เมื่อถามย้ำว่า เคยเลือกนายผิด เลือกนกกระสามาหรือเปล่า นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าเขาเป็นนกกระสาหรือเป็นอะไรมาก่อน แต่เมื่อเขาเปลี่ยนพฤติกรรมมันก็เรื่องของเขา ตนถึงได้บอกว่าตนผิดด้วย ตนเลือกมาไง

เมื่อถามต่อว่า ต่อไปมั่นใจหรือไม่จะไม่เลือกผิดอีก นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้ ไม่เกี่ยวกับตน เชื่อว่าตนไม่เลือกผิดอยู่แล้ว แล้วคุณเลือกผิดหรือเปล่า หรือคุณไม่เลือกใครเลย เลือกเอาความขัดแย้ง ให้คนเขามีหลักคิดว่าประเทศจะพัฒนาอย่างไร จะลดปัญหา ปรองดองกันอย่างไร การเมืองจะเดินหน้าอย่างไร นั้นคือส่ิงที่ตนต้องการ ที่พูดอยู่ทุกวัน

ไอ้หนุ่ม รถไถ (หยอด) ยุค4.0




ไอ้หนุ่ม รถไถ (หยอด) ยุค4.0!!.... ฟิน เลย

"นายกฯบิ๊กตู่" เยี่ยมชมผลการดำเนินงานของโรงเรียนเกษตรกรชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมทดลอง รถหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในแปลงสาธิต ด้วย พร้อมชื่นชม ที่นำเทคโนโลยี่ มาปรับใช้ ในการทำนา

คสช. สั่งทหาร ชี้แจง การขึ้นภาษี เหล้า-บุหรี่ให้ประชาชนเข้าใจ

คสช. สั่งทหาร ชี้แจง การขึ้นภาษี เหล้า-บุหรี่ให้ประชาชนเข้าใจ และตรวจตรา ป้องกันการกักตุนสินค้า/ จับตาความเคลื่อนไหวทางสังคม การตัดสินคดีความสำคัญ การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ดูแลความปลอดภัย/ "บิ๊กแกละ"นั่งหัวโต๊ะแทน "บิ๊กเจี๊ยบ" ที่ไปเกาหลี
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองผบทบ.และรองเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แทน พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท. ผู้บัญชาการทหารบกและเลขาธิการคสช. ที่ไปประชุมผบ.ทบ.ภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก ที่เกาหลีใต้
พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. กล่าวว่า พลเอก พิสิทธิ์ กล่าวถึงการทำงานในช่วงต่อไป ที่ยังคงต้องให้การสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อย่างเข้มแข็ง
พร้อมชี้แจงข้อมูลความคืบหน้าในมาตรการและนโยบายของรัฐให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด ในเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี สุรา ยาสูบ ซึ่งสังคมให้ความสนใจ ขอให้ร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ
รวมถึงการตรวจสอบและเฝ้าระวังมิให้มีการกักตุนสินค้า ที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและผู้บริโภคด้วย
อย่างไรก็ตามในห้วงเวลาต่อจากนี้ ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางสังคมในทุกมิติ การตัดสินคดีความสำคัญ การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง รวมทั้งการดูแลสร้างความปลอดภัย
ซึ่ง พลเอก พิสิทธิ์ กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ติดตามข้อมูลและพร้อมชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจในทิศทางที่ถูกต้อง
รวมทั้งการขอความร่วมมือภาคประชาชน ภาคสังคมในการเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ กำชับให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเป็นไปด้วยความรอบคอบโปร่งใสและตรวจสอบได้

สงสัยจะเป็นเพราะ "แว่นตา"

ไม่รู้จะโทษอะไรดี?....สงสัยจะเป็นเพราะ "แว่นตา" อันเนี๊ยะ ที่ทำให้ บิ๊กตู่ 'รมณ์เสีย แบบ ไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อวันศุกร์......เหอๆ55
ขนาด นักข่าว ที่นายกฯสนิท ถามแค่เรื่อง การออกกม.ให้ใช้ประโยชน์ 2ข้างทางริมทางรถไฟ ไม่ใช่เรื่องการเมือง สักหน่อย นายกฯยัง ปริ๊ดดดด!! อย่างแรง....
แต่ดูแวว แล้ว คงจะเพราะ "พี่รอง" พี่เลิฟ บิ๊กป๊อก พลเอกอนุพงษ์ รมว.มหาดไทย กำลังตกเป็นเป้า อย่างต่อเนื่อง. จาก "ยิ่งลักษณ์" หนี มา ป่ากระทิงแดง และ โดยเฉพาะเรือเหาะ
วันนี้ ลงพื้นที่ สุพรรณบุรี-และครม.อยุธยา พรุ่งนี้ เจอชาวบ้าน นายกฯคงจะอารมณ์ดีขึ้น
.......
ศุกร์15กย.2560
"บิ๊กตู่”อารมณ์เสีย โทษสื่อ เปิดโอกาสให้คนมีคดี พูดออกสื่อทุกวัน แล้วเอามาใส่ผมผมก็ต้องสวนกลับไป ทางโน้นก็สวนกลับมา สนุกกันนักหรือไง ลั่นวันนี้ปรองดองได้อย่างเดียว คือทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวอย่างมีอารมณ์ฉุนเฉียวหลังตอบคำถามถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ว่า วันนี้เป็นเหมือนกันทุกเรื่อง สื่อเอาอีกข้างมาว่าข้างนี้ เอาข้างนี้ไปให้ข้างโน้น หาเหตุอยู่เช่นนี้ ไม่มีจบ
ไม่ต้องไปถามเรื่องใต้ เรื่องที่กรุงเทพฯ เรื่องการเมืองก็เหมือนกัน ตราบใดที่ยังปล่อยให้คนเหล่านี้คนที่มีคดีออกมาพูดออกสื่อทุกวันมันทำได้หรือไม่
“เคยมีมั้ย ที่ประเทศไหนทำ ก็มีแต่ประเทศไทยนี่แหละที่คนอยู่ในคดีออกมาพูดทุกวัน คดีกองเป็นหลายๆคดี แต่ก็ยังออกมาพูด สื่อเองก็นำเสนอข่าวแล้วก็เอามาใส่ผม แล้วผมก็ต้องสวนกลับไป ทางโน้นก็สวนกลับมา สนุกกันนักหรืออย่างไร
ผมไม่โต้ตอบอีกแล้ว พวกคุณอยากจะฟังไอ้พวกนั้นก็ฟังไปเถอะ เพราะถึงเวลาก็บอกว่าไม่เป็นธรรมอีก ดำเนินคดีข้างเดียว มันทั้งขึ้นทั้งล่องไม่มีจบ ไม่มีปรองดองกันได้
วันนี้จะปรองดองได้อย่างเดียวคือการใช้กฎหมาย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นคือกระบวนการปรองดอง แล้วว่าไปตามขั้นตอน ถ้าไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมผมยังนึกไม่ออกว่าจะปรองดองด้วยวิธีการอะไร”