PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เอ๊ะ! ยังไง สุโขทัย..ไม่ระทม แต่ กปปส.ระทวย?

เอ๊ะ! ยังไง สุโขทัย..ไม่ระทม แต่ กปปส.ระทวย?

ว่ากันว่า บรรยากาศ การพบกันของผู้มาเยือน "ลุงตู่"กับเจ้าบ้าน สมศักดิ์เจ้าค่ายมวย ท.เทพสุทิน ชื่นมื่น จนต้องร้องเพลงใหม่ สุโขทัยไม่ระทม" เสียแล้ว!
               เป็นข่าวใหญ่โตไปตามความคาดหมาย เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะรัฐมนตรีไปเปิดประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสุโขทัย โดยเจ้าบ้าน “แม่ทัพค้างคาวไฟสมศักดิ์ เทพสุทิน นำทีมนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เข้าหารือกับ นายกฯ ลุงตู่ แถมชง 134 โครงการ มูลค่า 6,500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาแผ่นดินพ่อขุนรามคำแหง
               ในรายงานข่าว ไม่ปรากฏว่า มีสองอดีต ส.ส.สุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ อย่าง วิรัตน์ วิริยะพงษ์ และ สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เข้าพบนายกฯด้วยหรือไม่?
               ว่ากันว่า บรรยากาศการพบกันของผู้มาเยือนกับเจ้าบ้านเป็นไปอย่างชื่นมื่น หลังงานนี้ สมศักดิ์เจ้าค่ายมวย ท.เทพสุทิน คงต้องร้องเพลงใหม่ สุโขทัยไม่ระทมเสียแล้ว
               ตรงกันข้าม ฟากฝ่ายแนวร่วม กปปส. ดูจะไม่พออกพอใจที่เห็นภาพลุงตู่จ้อกับสมศักดิ์ อย่างเฟซบุ๊ค Kanjanee Valyasevi ของติ๊งต่างกาญจนี วัลยเสวี ไฮโซสปอร์ตคลับ และผู้มั่นคงในอุดมการณ์ต้านระบอบทักษิณ ได้แปะเพลทที่มีข้อความทำนองตัดพ้อว่า 
               “เห็นข่าวนี้แล้วหนักใจมาก อุต๊ะ! ก็นายกด่านักการเมืองมาตลอด นายสมศักดิ์ มีอะไรดีจนท่านต้องให้เข้าพบ
               ที่น่าสนใจ อิสสระ สมชัย อดีตแกนนำ กปปส. ได้เข้ามาเมนท์สเตตัสนี้ของ ติ๊งต่างว่า 
               “บทบาทที่นายกประยุทธ์แสดงอยู่เวลานี้ คือนักการเมืองเต็มตัว ลืมหมดแล้วที่ว่าจะล้างระบอบทักษิณ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มเอาคนของฝ่ายทักษิณเข้ามาทำงานในทีมมากขึ้นและถึงขนาดปิดห้องคุยกับสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ไม่เหยียบย่ำหัวใจพวก กปปส. และมวลมหาประชาชนมากไปหน่อยหรือ ขอถามหน่อยถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านี้ท่านจะมาอยู่จุดนี้ได้หรือ
               จะว่าไปแล้ว นี่ไม่ใช่แรกที่นายกฯ ลุงตู่ ได้พบกับนักการเมือง ระหว่างการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ถ้ายังจำกันได้ ตอนที่ไปสุพรรณบุรี เสี่ยท็อปวราวุธ ศิลปอาชา ก็ทำทีมอดีต ส.ส.สุพรรณบุรี และอ่างทอง เข้าพูดคุยกับนายกฯอย่างเป็นกันเอง
               บังเอิญว่า หนนี้นักการเมืองชื่อ สมศักดิ์ เทพสุทิน นั้น สนิทชิดเชื้อกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแม่ทัพประชารัฐของรัฐบาลลุงตู่ ก็เลยมีปฏิกิริยาเชิงลบออกมาจากฟากฝ่าย ปชป. และ กปปส.(บางคน) ชัดเจน
               ถ้ายังไม่ลืมกัน หลังอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภา และเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2556 สมศักดิ์ เทพสุทินได้นำสมาชิก กลุ่มมัชฌิมา ประกอบด้วย อนงค์วรรณ เทพสุทิน, เรืองศักดิ์ งามสมภาค, มนู พุกประเสริฐ อดีต ส.ส.สุโขทัย , จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล อดีต ส.ส.สุโขทัย ,มานิต นพอมรบดี อดีต ส.ส.ราชบุรี, บุญยิ่ง นิติกาญจนา อดีต ส.ส.ราชบุรี, วิวัฒน์ นิติกาญจนา อดีต ส.ส.ราชบุรี , อนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส.ชัยนาท และนันทนา สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยมีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ให้การต้อนรับ
               เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 กลุ่มสมศักดิ์ก็ถอยทัพออกมาจากเพื่อไทย และดำรงความเป็นกลุ่มมัชฌิมาไว้ดังเดิม โดยกลุ่มก้อนของสมศักดิ์ ยังยึดพื้นที่สุโขทัย ,ชัยนาท และราชบุรี ด้วยการสร้างสโมสรฟุตบอล และใช้เกมลูกหนังเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์การเมืองในท้องถิ่น
               วันนี้ สุโขทัย เอฟซี ของตระกูลเทพสุทิน, ราชบุรี มิตรผล ของตระกูลนิติกาญจนา และชัยนาท ฮอร์นบิล ของตระกูลนาคาศัย ล้วนโลดแล่นอยู่ในไทยลีก 1
               ถามใจดรีมทีมของสมศักดิ์ คงไม่ฟันธงว่า จะไปสังกัดพรรคไหนหรือตั้งพรรคใหม่..ต้องวางตัวให้สมกับเป็นกลุ่มมัชฌิมาคือทางสายกลางเอาไว้ให้นานๆหน่อย ว่างั้นเถอะ!!



วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สนช.เห็นชอบกม.ป.ป.ช.

สนช.เห็นชอบกม.ต่ออายุปปช.หลังใช้เวลาพิจารณา 3 วัน เผย 29 สนช.ใช้สิทธิ์งดออกเสียงการต่อายุป.ป.ช.พร้อมตั้งกมธ.สอบประวัติ ฯ7ว่าที่ กกต.
      25 ธ.ค.60 มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ...ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ สมาชิกสนช.เป็นประธาน ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมสนช.เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.โดยเป็นขั้นตอนของการลงมติในวาระ 2 ที่ละมาตรา จนครบ 193 มาตราโดยใช้เวลาการลงมติกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติในวาระ 3 ด้วยคะแนน 197 ต่อ 1 เสียงงดออกเสียงจำนวน 7 เสียง เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ...

       ทั้งนี้ตามขั้นตอนจะต้องมีการส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯที่ผ่านความเห็นชอบจากสนช.ไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาว่าการแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายของสนช.ขัดต่อเจตนารมณ์หรือไม่ก่อนจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างป.ป.ช. กรธ. และสนช. อย่างไรก็ตามหากทั้งป.ป.ช.และกรธ.ไม่เสนอให้ประธานสนช.ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย จะมีผลให้ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

       สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้มีการแก้ไข คือ การตัดเนื้อหามาตรา  37/1 ออกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการให้ป.ป.ช.สามารถขออนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดได้ จากเดิมที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้บัญญัติขึ้นมาใหม่ ภายหลังสมาชิกสนช.หลายคนได้อภิปรายคัดค้านจนพล.ต.อ.ชัชวาลย์ต้องประกาศขอถอนมาตรา 37/1 กลางที่ประชุมสนช.เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา

       ขณะที่มาตรา 178 ซึ่งบัญญัติว่า"ให้ประธานกรรมการป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19 เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ 18 มิให้นำมาใช้บังคับ" อันเป็นการกำหนดให้ประธานป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.ชุดปัจจุบันยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย ซึ่งที่ประชุมสนช.มีมติเสียงข้างมาก 157 ต่อ 26 คะแนนเห็นชอบกับมาตรา 178 โดยมีสมาชิกสนช.ใช้สิทธิ์งดออกเสียง 29 คน

      จากนั้นที่ประชุมสนช.ได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน หลังศาลฎีกาได้มีหนังสื่อยืนยันมาถึงสนช.แล้วว่า กระบวนการคัดเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งกกต.นั้นกระทำโดยถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตั้งกมธ.จำนวน 17 คน พิจารณาภายใน 60 วัน

ว่าด้วย หลักนิติธรรม กรณี สนช.ลงมติในการต่ออายุปปช.

ในที่สุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ทำให้คนไทยผิดหวังทั้งประเทศ ด้วยการลงมติในการต่ออายุประธาน และกรรมการปปช.ที่เคยเป็นข้าราชการการเมืองและเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน และยังพ้นจากตำแหน่งไม่ถึง10ปี ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ 2560
หลักนิติธรรม (Rule of Law) ของประเทศไทยนั้นยึดถือหลักรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่ (Supremacy of Constitution) ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรเป็นใหญ่
(Supremacy of Parliament) และสนช.ก็ไม่มีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งแม้สักคนเดียวแต่กลับใช้อำนาจแบบหักดิบผ่านกฎหมายลูกที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นแม่บทสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านประชามติภายใต้พระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
ขอถามว่าพวกท่านผ่านกฎหมายนี้ด้วยสำนึกทางการเมืองเยี่ยงไร???
ท่านทำเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของใคร???
และท้ายสุดประชาชน
ได้ประโยชน์อะไร???
รสนา โตสิตระกูล
25 ธ.ค 2560
..........

"บิ๊กตู่" ทำท่า ขอเพลง ที่มันมีงูออกมา

"บิ๊กตู่" ทำท่า ขอเพลง ที่มันมีงูออกมา 55555
เมืองสุโขทัย รุ่งอรุณแห่งความสุข ทำให้ นายกฯบิ๊กตู่ มีความสุข และอารมณ์ดี๊ดี....จริงจิ้ง!! ..พอเห็นเด็กๆเต้น แอโรบิค...ก็เลยขอให้เต้น เพลง "ปานามา" กับ เพลงที่มันมีงูออกมา พร้อมทำท่า งู แบบเนี้ยะ!!!
ก่อน แนะ เด็กๆ ไปซ้อมเต้น เพลง "ตะ ตุง ตวง" ด้วย
โอ้โห!! นายกฯ นี่ นักท่อง โซเชี่ยลฯ ท่องเน็ต ทันสมัย จิงจิ้งงงงง !!!
ดู...บิ๊กเต่า พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ เพื่อนรักตท.12 ยังยืนยิ้ม
คาด คงอดคิดในใจ ไม่ได้ว่า เพื่อนตรู นี่ ทำได้ขนาดนี้ เลยรึเนี่ย!!!

แด้นซ์ ...แบบไม่ต้องห่วง ข้อมือ!!

แด้นซ์ ...แบบไม่ต้องห่วง ข้อมือ!!
บิ๊กตู่. ขอเพลง พร้อมทำ‪ท่า "เพลงที่มันมีงูออกมา"....แบบเนี้ยะ โชว์ นาฬิกา ด้วย‬
‪มีผู้รู้ บอกว่า เป็น Rolex หน้าปัดดำมุก ราคา2.5 แสน ...มีชี้แจงในบัญชีทรัพย์สิน ปปช.แล้ว‬
‪บทเรียนบิ๊กป้อม .. ..ทำให้ ไม่มีใครกล้าใส่นาฬิกาหรู แต่ถ้าจะใส่ ต้องมีแจ้งในบัญชีทรัพย์สินไว้แล้ว‬

Mini Heart ..รักน้อยๆ แต่ รักนานๆ นะ!!

Mini Heart ..รักน้อยๆ แต่ รักนานๆ นะ!!
เน้น..ปีใหม่ ปีแห่งการ"เตรียมการ"ไปสู่ประชาธิปไตย
"นายกฯบิ๊กตู่" แจกยิ้ม แจกหัวใจ มินิฮาร์ท ปีใหม่ ชาวสุโขทัย.....ก่อนเดืนทางกลับ หลังประชุม ครม. ที่สุโขทัย เสร็จ....เผยสุโขทัย แปลว่า "รุ่งอรุณแห่งความสุข"
พร้อมอวยพรปีใหม่ 2561 ให้กับคนไทยว่า อยากให้ทุกอย่างในปีหน้าเป็นปีแห่งความสำเร็จ เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง และการเตรียมการไปสู่ประชาธิปไตย ที่มีธรรมาภิบาล
ทั้งนี้ผมทำเองไม่ได้ หวังว่าทุกคนจะร่วมกันอวยพร และปฎิบัติทั้งกาย วาจา ใจ เพื่อลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดองกันให้ได้
อย่าให้ผมต้องบังคับใช้กฎหมาย จนมากเกินไป ผมขอร้องทุกคน ขอให้ทุกคนอยู่ดีมีสุข นั่นคือความหวัง ที่ผม ไม่ต้องการอะไรตอบแทน
" ประชาชนอยากเห็นผมยิ้ม หัวเราะ อยากเห็นพูดจาเพราะๆ ผมก็สัญญากับทุกคนว่าจะทำให้ดีที่สุด ในปีหน้าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่อารมณ์ดีตลอดเวลา ถึงแม้ว่าพยายามจะทำให้ผมหงุดหงิดก็ตาม ผมจะไม่หงุดหงิด ตามอีกแล้ว ผมสัญญากับตัวเองไว้แล้ว"

คำสัญญา ของ "บิ๊กตู่"

คำสัญญา ของ "บิ๊กตู่"
"ประชาชนอยากเห็นผมยิ้ม หัวเราะ อยากเห็นพูดจาเพราะๆ ผมก็สัญญากับ ทุกคนว่าจะทำให้ดีที่สุด ในปีหน้า ผมจะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่อารมณ์ดีตลอดเวลา ถึงแม้ว่าพยายามจะทำให้ผมหงุดหงิดก็ตาม ผมจะไม่หงุดหงิด ตามอีกแล้ว ผมสัญญากับตัวเองไว้แล้ว" : พลเอกประยุทธ์ 26ธค.2560 สุโขทัย

"บิ๊กตู่"กรีด "มาร์ค"....พักใจสักนิดนึง ไม่ต้องคิดมาก

"บิ๊กตู่"กรีด "มาร์ค"....พักใจสักนิดนึง ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกังวล ถ้าตัวเอง ยังมีอุดมการณ์อยู่ ประชาชน ก็ยังคงนิยมท่านอยู่ ไม่ต้องไปกังวลหรอก” หลังท้าให้กล้าแบบทหาร ประกาศรีเซ็ตพรรคการเมืองและเลื่อนการเลือกตั้ง /ลั่นไม่รับข้อเสนอ ให้ใช้ ม.44 จัดการเลือกตั้งในปีแรก
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. จะบอกว่า ไม่ตอบโต้ กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า หาก คสช.มีความกล้าหาญแบบทหาร ให้ประกาศมาเลยว่าจะรีเซ็ตพรรคการเมืองและเลื่อนการเลือกตั้ง
แต่ก็สวนกลับ แบบ กรีด ปาด เลยทีเดียว
"ผมไม่ไปต่อ เถียงกับเขา ประชาชนก็ฟังเอา" บิ๊กตู่ กล่าว
"คนที่จะเข้ามาสู่การเมือง ผมอยากให้พูดถึงยุทธศาสตร์ชาติด้วย
ผมไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ขอให้ทำยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อให้ประชาชน
ส่วนกำหนดเวลา จัดการเลือกตั้งที่เคยประกาศไว้ว่าจะเป็นช่วงปลายปี 2561 นั้น นายกฯ กล่าวว่า ขอให้ดูคำสั่งให้ดีๆ อย่าไปหาจุดอ่อน หรือจุดแข็ง แต่ทุกอย่างต้องการทำให้เกิดความเรียบร้อย
"พักใจสักนิดนึง ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกังวล ถ้าตัวเอง ยังมีอุดมการณ์อยู่ ประชาชน ก็ยังคงนิยมท่านอยู่ ไม่ต้องไปกังวลหรอก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ส่วนข้อเสนอในการใช้มาตรา 44 เพื่อจัดการเลือกตั้งในปีแรกนั้น ผมไม่ขอรับข้อเสนอนี้ เมื่อวาน ก็ไม่ได้พูดถึงตรงนี้ ก็ไปดูว่ารัฐธรรมนูญ เขาว่าอย่างไร

ตรงไปตรงมา

ตรงไปตรงมา


นับถอยหลังอีก 5 วัน ปีเก่าจะผ่านไป ปีใหม่จะเสียบเข้ามาแทน

นายกฯบิ๊กตู่ สั่งทุกหน่วยราชการกระหน่ำแจกของขวัญประชาชนต้อนรับปีใหม่ 2561 อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ตัวอย่างเช่น นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ประกาศจะแจกของขวัญปีใหม่เป็น “มาตรการอุ้มคนจนเฟส 2” เพื่อกระชากพี่น้องรากหญ้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี 3.9 ล้านครัวเรือน ให้กระเด้งพ้นเส้นแบ่งความยากจนให้เห็นผลทันตา

โดยจัดแพ็กเกจฝึกอบรมวิชาชีพต่างๆที่จะสร้างรายได้สูงกว่าเดิม

พร้อมเสนออาชีพใหม่ๆ ให้เลือกตามความถนัดกว่า 100 เมนู

“แม่ลูกจันทร์” เสียดาย ของขวัญปีใหม่ใหญ่มหึมาจาก รมว.คลัง เสร็จไม่ทันฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างที่ฉายหนังโฆษณา

ต้อนเลื่อนกำหนดแจกของขวัญ “อุ้มคนจนเฟส 2” ไปช่วงเดือนมกราคม

(โปรดติดตามความคืบหน้าหลังปีใหม่อีกที)

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าเป็นเจตนาดีของรัฐบาล ที่แสดงความมุ่งมั่นจะทะลุ่มทะลุยแก้ปัญหาคนจนให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย

พยายามหาแนวคิดใหม่ๆ ที่จะช่วยให้คนยากจน มีอาชีพมั่นคงและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

ไม่ใช่มุ่งอัดฉีดแจกเงินอย่างเดียว

แต่การแก้ปัญหาความยากจน มันไม่หวานคอแร้งเหมือนการจัดซื้อ

รถเมล์เอ็นจีวี วิธีพิเศษ...แพงกว่าราคากลาง 489 คัน

อ้างเหตุผลกำปั้นทุบดินว่าต้องเร่งรัดจัดซื้อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาว กทม.

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นโรค ระบาดเรื้อรังของสังคมไทยไม่สามารถทำได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว

ไม่มีทางทำให้คน 11 ล้านคน หลุดพ้นกับดักความยากจนเห็นผลทันตา

เพราะสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองต่อเนื่องมา 3 ปี ทำให้คนที่มีรายได้น้อยต้องแบกภาระหนี้ก้อนโตขึ้นทุกวัน

ล่าสุด “สำนักงานสถิติแห่งชาติ” ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยข้อมูลสถิติของรัฐบาลได้เป็นผลสำรวจภาระหนี้สินครัวเรือนปี 2560

พบว่าหนี้สินครัวเรือนต่อสัดส่วนรายได้คนไทยพุ่งกระฉูด เพิ่มขึ้น 6.6 เท่าสูงที่สุดในรอบ 11 ปี

คนไทยต้องแบกหนี้เฉลี่ย 177,128 บาทต่อครัวเรือน

หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่ 40 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากรายได้ไม่พอใช้ต้องดิ้นรนไปกู้เงินแก้ขัดหนักขัดเบา

หนี้รองลงมาอีก 38 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากภาระการผ่อนชำระซื้อบ้านที่ดิน

หนี้อันดับ 3 อีก 12 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการกู้ยืมเงินไปลงทุนเกษตรกรรม

และหนี้อันดับ 4 อีก 10 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการกู้เงินไปลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน

สรุปว่าล่าสุดภาวะหนี้คนไทยบานทะโร่ขึ้นอีก 4.6 เปอร์เซ็นต์

“แม่ลูกจันทร์” ชื่นชม ผู้อำนวยการ และข้าราชการสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ยึดมั่นหลักวิชาการสำรวจข้อมูลสถิติ ประชากรไทยด้วยความเที่ยงตรงแม่นยำ

ไม่เป็นหลิวลู่ลม เลือกเสนอข้อมูลอวยรัฐบาลตะพึดตะพือ

ข้อดีอย่างสำคัญในการทำหน้าที่สำรวจข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา คือ ช่วยให้รัฐบาลอ่านโจทย์ประเทศได้ถูกต้องกับความจริง

ทำให้รัฐบาลแก้ปัญหาได้ตรงจุด เกาได้ถูกที่คัน

เอ้า...เชิญปรบมือให้สำนักงานสถิติแห่งชาติพร้อมกัน 5 นาที.

"แม่ลูกจันทร์"

‘พี่ตูน’ ถึงแล้ว ‘ลุงตู่’ ยัง!

‘พี่ตูน’ ถึงแล้ว ‘ลุงตู่’ ยัง!


ปรบมือดังๆให้กับคนชื่อ “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้สแลม”

ชื่อที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ในฐานะคนไทยผู้มี “จิตอาสา” อย่างแรงกล้า ทุ่มเทตัวเองเพื่อประโยชน์สาธารณะ วิ่งด้วยสองเท้า นำโครงการ “ก้าวคนละก้าว” จากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงเส้นชัยอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อระดมทุนบริจาคช่วย 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ระยะเวลา 55 วัน

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทั้งในมุมของเงินบริจาคที่เกินเป้าที่ตั้งไว้ เหนืออื่นใดคือปรากฏการณ์ทางกระแสคนไทยทั่วประเทศทุกเพศทุกวัย ที่มีอารมณ์ร่วมกับกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ กระตุ้นแนวคิดในการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่นับปลูกฝังการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

“ตูน บอดี้สแลม” รับตำแหน่งบุคคลแห่งปี พ.ศ.2560 ไปอย่างเต็มภาคภูมิ

เสียงเอกฉันท์ท่วมท้นโพลทุกสำนัก

“ตูน บอดี้สแลม” ถึงเป้าหมายปลายทางอย่างสวยสดงดงาม

แต่ที่ยังต้องออกแรงลากกันอีกอึดใจใหญ่ ก็คือทีมงานรัฐบาล คสช.ที่นำโดย “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ขอใช้ตั๋วอำนาจพิเศษจากประชาชนคนไทย เพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมาย

ปลายทางการปฏิรูปยกเครื่องใหญ่ประเทศ

ถึงตรงนี้ผ่านปีที่ 3 ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ท้ายเทอมรัฐบาล สถานการณ์ก็ยังมองเห็นเส้นชัยแค่รางๆ

ล่าสุดผู้นำรัฐบาล คสช.นำคณะเดินสายลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ตรวจราชการ ติดตามความคืบหน้าโครงการรัฐบาล พร้อมจัด “ครม.สัญจร” ที่จังหวัดสุโขทัย

จัดหนัก จัดเต็ม ซื้อใจชาวบ้าน ทั้งโครงการอัดฉีดงบประมาณแก้ปัญหายากจน แจกที่ดินทำกิน กดปุ่มเมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก พัฒนาคมนาคมภาคเหนือมูลค่ากว่า 6 แสนล้าน

กู้สถานการณ์ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า และวางโครงสร้างพื้นฐานประเทศระยะยาว

เรื่องของเรื่อง ต้องเน้นเศรษฐกิจเพื่อประคองรัฐบาลไว้ก่อน

โดยเฉพาะเงื่อนไขสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ ทีมงาน “นายกฯลุงตู่” ต้องรีบกลบปาก “แผล” ที่กำลังถูกบดขยี้อย่างหนัก

ตามปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดจากยุทธการ “เซตฉาก” ถล่ม “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อย่างเอาเป็นเอาตาย

ประเภทที่โผล่มาเป็นร้าน “เล้งนาฬิกา” ภาพของนาฬิกาหรูเรือนที่ 7 เรือนที่ 8 ถูกขุดออกมาแฉรายวัน จากหัวเชื้อที่เริ่มต้นจากแหวนเพชร และนาฬิการิชาร์ด มิลล์

“ลุงป้อม” ถูกยกระดับเป็น “เสี่ยป้อม”

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน เห็นได้เลยว่า ขุมทรัพย์นาฬิกา แหวนเพชร ถูกขบวนการ “ไล่ล่า” ตามเก็บข้อมูล สะกดรอยมาตลอดและอย่างต่อเนื่อง จนถึงจังหวะที่เปิดออกมาเขย่ากันแรงๆแบบไม่ให้ทันตั้งตัว

เป้าหมายหักขา “พี่ใหญ่” ทำให้ “นายกฯลุงตู่” อ่อนกำลัง

“นั่งร้าน” รัฐบาล คสช.อยู่ในสภาวะโยกเยก ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม

“นายกฯลุงตู่” จึงต้องเสริมฐานด้านอื่นให้แข็งแรง ไม่ให้พังถล่มลงมา

อย่างไรก็ตาม โฟกัสจากผลสำรวจความนิยมของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ล่าสุด กับ 10 อันดับบุคคลแห่งปี ที่ประชาชนชื่นชอบในผลงาน

เบอร์หนึ่งยกให้ “ตูน บอดี้สแลม” ด้วยคะแนนท่วมท้นเกินร้อยละ 50

แต่ในส่วนของคนการเมืองที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรก มีอยู่ 4 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ที่มาเป็นอันดับ 2

อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นอันดับ 3 อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นลำดับ 4 และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ติดอยู่อันดับ 10

ว่ากันตามเนื้อผ้า พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือผู้นำที่สร้างสีสันตลอดปี ขณะที่อดีตนายกฯทักษิณกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังคงอยู่ในความทรงจำของกองเชียร์ขาประจำไม่เสื่อมคลาย

ที่น่าสนใจก็คือนายสมคิดที่ “ก้มต่ำ” หลบแรงกระแทกมาตลอด ไม่ทำตัวเด่นท้าทาย แต่ยังแทรกเข้ามาติดโผความนิยมของประชาชน ก็คงเพราะบทกัปตันทีมเศรษฐกิจที่จับต้องเนื้องานได้ในภาพรวม
“ลุงตู่-สมคิด” ยังพอไปวัดไปวาตอนสายๆได้

เรือแป๊ะจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน ก็อยู่ที่ 2 คนนี่แหละ.


ทีมข่าวการเมือง

โจทย์ใหญ่รอพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลคสช. : ระวัง!ประชาชนลุกฮือ

โจทย์ใหญ่รอพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลคสช. : ระวัง!ประชาชนลุกฮือ


“ทีมข่าวการเมือง” ขอถือโอกาสปิดศักราชเก่า โดยคัดสรรสัมภาษณ์พิเศษบุคคลสำคัญทางการเมือง มาให้มุมคิดถึงสถานการณ์การเมือง เป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

การเมืองไทยฉากเก่าจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ฉากใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมได้อย่างไร นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์ คัดค้านการปฏิวัติมาตลอด เป็นตามอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต่อต้านและคัดค้านระบอบเผด็จการ

แต่เมื่อในรอบขวบปีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งปกครองประเทศด้วยอำนาจพิเศษ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พยายามทำงานอย่างเต็มที่ก็ต้องชม
ในฐานะที่เคยเป็นทหาร ไม่เคยเป็นนักการเมือง วิธีการทำงานเลยโน้มไปใช้แบบทหาร

ฉะนั้นไปคาดหวังให้บ้านเมืองเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยคงยาก

ก็แลกกับงานด้านความมั่นคงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่มีม็อบเดินขบวนตามท้องถนน

ยกเว้นปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูเหมือนเงียบ แต่ความจริงยังมีความในใจอยู่ เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องแก้ไข และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาพืชผลทางการเกษตร ข้าว ยางพารา ปาล์ม จะต้องแก้ไขมากขึ้น

การจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ก็ต้องขอชมรัฐบาลทำได้อย่างสมพระเกียรติ

หากรัฐบาลไม่เข้มแข็ง ใช้คนไม่เป็น รับรองรับคลื่นประชาชนไม่ได้แน่

ด้านการต่างประเทศก็ต้องขอชมเชยว่า ลูกหม้ออย่างนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ วางตัวเป็นกลาง ไม่มีข้อคิดเห็นโน้มน้าวไปในทางใดทางหนึ่ง อาทิ ปัญหาบนคาบมหาสมุทร เกาหลี การย้ายกรุงเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล

ถือว่าวางตัวถูกต้อง เราเป็นประเทศเล็ก เรื่องอะไรจะต้องคล้อยตามประเทศใหญ่ที่ทะเลาะกัน

สมัยก่อนเราชอบตามก้นประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีปัญหากับประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม เมียนมา

“นับจากนี้หากมองไปในอนาคต คสช.จะให้มีประชาธิปไตย ผมว่ายาก คสช.คงไม่ให้คืนง่ายๆ

คสช.จะปกครองประเทศให้นานที่สุด นานกว่าในยุคจอมพล.ป พิบูลสงคราม

มาบอกว่าจะมีการเลือกตั้ง ปลดล็อกพรรคการเมือง ก็เพียงเอาใจนักการเมือง

ในระหว่างนี้ไม่มีทางปลดล็อกพรรคการเมือง

การเลือกตั้งในปี 61 เชื่อว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้

เพราะ คสช.คุมอำนาจ มีอำนาจตามมาตรา 44 เมื่อมีอำนาจก็อยากมีต่อไป

ไม่ใช่ 3 ปี 5 ปี อีก 20 ปี สอดคล้องกับการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ขอบอกว่าเขาตั้งใจเป้าหมายที่ 20 ปี ไม่ใช่ 3 ปี 5 ปี อย่างมากเขาก็อายุ 80-90 ปี

แต่ถ้ามีคอร์รัปชันที่รุนแรงเมื่อไหร่ คสช.แย่ทันที

วันนี้ขอชมเชย พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีข่าวคราวคอร์รัปชัน แต่คนอื่นมีบ้าง”

ดังนั้นในอนาคตหากส่องดูในแง่ระบอบประชาธิปไตย หวังให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง ผมว่ายากมาก
ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดี แต่จะให้เกิดขึ้นก็ไม่ง่าย 80 กว่าปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประชาธิปไตยของไทยยังเดินต้วมเตี้ยม ขนาดประชาธิปไตยในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอังกฤษ ยังมีปัญหา

แต่ช่วงเวลาที่เหลือรัฐบาลสามารถนำบ้านเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ โดยปล่อยให้การเมืองว่ากันไป

ปัญหาคือจะทำอย่างไรในเมื่อ 2 พรรคการ เมืองใหญ่ ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ยังทะเลาะกันอยู่ จึงพยายามเสนออีกครั้งว่าถ้าจะต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการ จะต้องจับมือกัน

ผมจึงฝันและหวัง พร้อมขอร้องด้วยว่าถ้าเรารักประชาธิปไตย ขอให้ 2 พรรค ใหญ่จับมือกัน

ต้องทำให้เกิดความปรองดองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

ตราบใดไม่ปรอง ดองจับมือกัน ไม่มีทางสู้ได้

ยิ่งสามารถดึงพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนารวมกันสู่กับฝ่าย คสช.

โอกาสชนะย่อมมีทางและจะสร้างความปรองดองได้

การปรองดองอย่ามีเงื่อนไข ใครติดคดีต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

2 พรรคใหญ่ต้องยอมรับในระบบศาลยุติธรรม

พร้อมตกลงกันแบบลูกผู้ชาย พรรคไหนได้ ส.ส.มากที่สุด พรรคนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ 100 เสียง พรรคเพื่อไทยได้ 150 เสียง รวมกันแล้วคะแนนเสียงมากกว่าฝ่าย คสช. หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นนายกฯแบบนี้ผิด

ถ้าไม่เดินตามนี้ คสช.และพรรคพวกรวมกันหลังเลือกตั้ง เสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาแน่
หากฝ่าย คสช.ได้เป็นรัฐบาล แม้มาจากการเลือกตั้งยังบริหารประเทศแบบเดิมๆ

วันหนึ่งประชาชนจะทนไม่ไหว แล้วอะไรจะเกิดขึ้นผมไม่ทราบ

เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากกติกาที่ได้เปรียบ สองมาตรฐาน

ปัญหาคือ 2 พรรคใหญ่ไม่ปฏิรูปพรรคให้เป็นทางเลือกที่ดีของสังคม นายพิชัย บอกว่า คสช.ยังไม่ปลดล็อก

พรรคการเมือง จัดประชุม พรรคไม่ได้ จะปฏิรูปพรรคได้อย่างไร

“มีการปลดล็อกเมื่อไหร่ พรรคการเมืองจะมีการประชุม ความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็เพิ่มขึ้น

เมื่อพรรคการเมืองปฏิรูปตัวเองได้ดี แล้วสามารถจับมือกันได้ ก็จะเป็นอันตรายกับ คสช.

เขาจึงพยายามดึงการปลดล็อกให้ช้าลง”

การปฏิรูปพรรคการเมือง ไม่ขอวิจารณ์พรรคการเมืองอื่น ขอพูดถึงเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ พรรคนี้เหมือนพ่อแม่ที่สร้างผมขึ้นมาให้เป็นนักการเมือง บุญคุณที่มีต่อผมมากมายเหลือเกิน จะไม่ทรยศต่อพรรคนี้ แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค

สมัยก่อนการเมืองต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ไม่มีการทะเลาะกัน การอภิปรายในที่ประชุมสภาก็ไม่เคยทะเลาะกัน แม้มาจากคนละพรรค ออกจากห้องประชุมสภาล้วนเป็นเพื่อนกัน

ครั้งหนึ่งสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ขอขึ้นภาษี 11 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่คนจนต้องใช้มาก ผมอภิปรายและสรุปว่า “ผมไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมากกล่าวหาท่านว่าทำผิดอะไร นอกจากคำว่าท่านทำอย่างบัดซบ”

จอมพลถนอมยกมือขอชี้แจงทันที แต่ประธานในที่ประชุมชิงปิดประชุมพักรับประทานอาหารเสียก่อน
ในฐานะผมเป็นเด็กกว่า เมื่อพูดแรงไปก็รีบเดินไปกราบขอโทษ นักการเมืองสมัยนี้มีหรือไม่

ต่อมามีคนเสนอยึดทรัพย์จอมพลถนอม แม้เป็นศัตรูกัน แต่เราเคารพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน ผมก็คัดค้าน ทำกันในสภา ไม่ใช่ออกมาเดินขบวนนอกถนน อย่างนั้นไม่เรียกประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยต้องต่อสู้กันด้วยเหตุด้วยผลในสภา

การเมืองยุคหลังๆชอบทำกันนอกสภา วิธีการเช่นนี้แก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ ยังเป็นต้นเหตุให้ คสช.ออกมายึดอำนาจ และเมื่อ คสช.อยู่ครบเวลาที่สัญญากันไว้แล้ว ก็ปล่อยให้การเมืองว่าไป

สมมติพรรคการเมือง หรือพรรคประชาธิปัตย์ไปอี๋อ๋อกับทหาร ผมก็ไม่เห็นด้วย ถ้าไปอี๋อ๋อกับพรรคการเมือง หรือพรรคเพื่อไทย อย่างนี้เห็นด้วย

แม้เป็นเรื่องที่ยากก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ ก่อนผมตายอยากเห็น ประชาธิปไตยจริงๆ

เป็นห่วงพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องอะไรอีก นายพิชัย บอกว่า ห่วงการใช้บุคลากรที่ดี ไม่ยอมใช้คนเก่า ซึ่งเป็นกำลังหลักที่แท้จริง ใช้แต่คนรุ่นใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไปเชื่อคนเหล่านี้

ความสามัคคีภายในพรรคก็เช่นเดียวกัน น่าเป็นห่วง ขณะนี้มีมากกว่า 2 กลุ่ม ควรสร้างความเป็นปึกแผ่น เพื่อให้พรรคเข้มแข็งเหมือนเดิม

ก่อนเดินหน้าสร้างความปรองดองกับพรรคเพื่อไทย-พรรคขนาดกลาง ถึงอย่างไรก็ชนะการเลือกตั้ง
นอกจากจะเกิดการปฏิวัติอีกครั้ง.

ทีมการเมือง

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

09.00 INDEX หมัดเด็ด คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 เข้าปลายคาง “ประชาธิปัตย์”

09.00 INDEX หมัดเด็ด คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 เข้าปลายคาง “ประชาธิปัตย์”


คำปลอบประโลมอันมาจาก นายจุติ ไกรฤกษ์ ต่อสมาชิกพรรคกว่า 2.8 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ว่า
“ไม่ต้องขวัญเสีย”
ไม่เพียงสะท้อนความรู้สึกในลักษณะ “รวบยอด”ต่อคำสั่งหัว หน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ได้เป็นอย่างดีว่าส่งแรงสะเทือนมากน้อยเพียงใดในทางการเมือง
หากแต่ยังยืนยันใน”ฐานคติ” อันแข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งที่สะสมมาอย่างยาวนานของพรรคประชาธิปัตย์
ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2489
ต้องยอมรับว่าพัฒนาการของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเติบใหญ่ มาท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองอันเข้มข้น
ทั้งต่อสู้”ภายใน” ทั้งต่อสู้”ภายนอก”

ความเจ็บปวดของพรรคประชาธิปัตย์ต่อสถานการณ์คำสั่งหัวหน้า
คสช.ฉบับที่ 53/2560 มาจากบางส่วน”ภายใน”พรรค
อย่างที่เคยระบุว่า มี”ผู้ทรยศ”ทำตัวเป็น”นกต่อ”
น่าเศร้าที่บุคคลผู้นั้นเคยดำรงตำแหน่งสำคัญภายในพรรค มี บทบาทเป็นอย่างสูงภายในพรรค

เล่นบทสนับสนุน “รัฐประหาร”
เล่นบทเป็น”ลูกแหล่ง ตีนมือ”ให้กับขบวนการรัฐประหารกระทั่งนำไปสู่ข้อเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพรป.ว่าด้วยพรรค การเมือง
ในนามแห่ง”ความเสมอภาค”ระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับ พรรคการเมืองใหม่
และคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53 คือ “นวัตกรรม”

นี่คือจุดที่สร้างความสะเทือนใจให้กับแกนนำและสมาชิกพรรค
ประชาธิปัตย์ได้ลึกซึ้ง กว้างขวางที่สุด สร้างสภาวะ”นะจังงัง”ในทางการเมือง
ไม่เพียงแต่ทำให้บรรดาแกนนำที่เคยมีบทบาทของ”กปปส.” ที่หวนคืนสู่พรรคประชาธิปัตย์จะตกอยู่ในสภาพ หัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก
เพราะทั้งหมดนี้ล้วนมาจากพิมพ์เขียวแห่งการเคลื่อนไหว”ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”ในห้วงแห่งปฏิบัติการ”ชัตดาวน์”กทม.
คำถามอยู่ที่ว่า”ภายใน”พรรคประชาธิปัตย์จะ”ตื่นรู้”หรือไม่

แผนรุก การเมือง คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 แผน มัดตราสัง

แผนรุก การเมือง คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 แผน มัดตราสัง

หลังคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 57/2557 ก็ต้องถือว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 เป็นมาตรการ “รุก” ทางการเมืองอีกก้าวใหญ่
เมื่อปี 2557 ห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว
ในปี 2560 เป้าหมายคือ มัดตราสังพรรคการเมือง “เก่า” และเปิดทางสะดวกให้กับพรรคการเมือง “ใหม่”
ยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นไรฟัน
จากข้อเสนอของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประสานกับข้อเสนอของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป สัมผัสได้ผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560
เสียงร้องจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เสียงร้องจาก นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เสียงร้องจาก นายชัยเกษม นิติสิริ ชัด
รวมศูนย์ไปยัง “รีเซต” เพื่อ “เซต ซีโร่”
ประติมากรรมอันมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 เท่ากับเป็นการรุกเข้าไปยัง “กล่องดวงใจ” ของพรรคการเมือง
ที่ว่า 2.8 ล้านพรรคประชาธิปัตย์-แหลก
ทั้งๆ ที่เป็นการสะสมปริมาณมาจากเดือนเมษายน 2489 ผ่านร้อนหนาวทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ไม่ว่ายุค จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ไม่ว่ายุค จอมพลถนอม กิตติขจร
มาพังครืนก็ในยุค “คสช.”
ความเคียดแค้นอันปรากฏผ่านวาทกรรมว่าด้วยบทบาทของ “ลุง” บางคนที่เป็นนกต่อให้กับพรรคทหารจากภายในพรรคประชาธิปัตย์
ถือได้ว่าเป็น “แค้น” อันมี “เป้า”
หากไม่ได้รับการปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยากยิ่ง
ที่จะสามารถสร้างประติมากรรมได้

ในระดับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560
ไผเป็นไผ แทบไม่ต้องบรรยาย
จากนี้จึงเห็นได้ว่าสถานการณ์นับแต่ก่อนเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังสถานการณ์ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 มีความสัมพันธ์และต่อเนื่องกัน
บทสรุปที่ว่ารัฐประหาร “เสียของ” นั้นน้ำหนักอยู่ตรงไหน
แท้จริงแล้ว การพยายามรวมศูนย์ความเคียดแค้นชิงชังไปยังพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ ณ วันนี้คือพรรคเพื่อไทย
อาจสะท้อนนัยยะอะไรได้หลายอย่างในทางการเมือง
มาถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป้าหมายนี้มิได้เปลี่ยน แต่เมื่อโยงคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 57/2557 กับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 เข้าด้วยกัน
ก็จะเผยการขยาย “เป้าหมาย” ที่ใหญ่ขึ้น
มิได้จำกัดแต่เพียงพรรคเพื่อไทยอีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคการเมืองเก่าอย่างพรรคภูมิใจไทยก็โดน
หากไม่ทำตัวน่ารักเหมือนนักการเมือง “บางคน”
ผลจากคำสั่งนี้จะก่อให้เกิดการแปรเปลี่ยนในทางความคิดและในเชิงการวิเคราะห์หรือไม่ อีกไม่นานย่อมได้คำตอบ
นับวันกระบวนการในทางการเมืองยิ่งเพิ่มความสลับซับซ้อน เพราะความต้องการก็คือการต่อท่อแห่งอำนาจ การดำรงจุดมุ่งหมายนี้จึงสำคัญ
สำคัญต่อพัฒนาการในทางการเมือง
สำคัญต่อแต่ละ “มาตรการ” ที่ออกมาเพื่อทำหมันและมัดตราสังพรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหญ่ ให้ค่อยๆ หมดฤทธิ์หมดเดชลง
ทุกอย่างล้วน “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง”

เปล่าหมกเม็ดคลายล็อคการเมือง

คสช.ปัด หมกเม็ด ในคำสั่ง "คลายล็อค"พรรคการเมือง กำหนด4 เงื่อนไขเวลาควบคู่โรดแมพ ไปสู่การเลือกตั้ง / ยันมีเจตนาให้ประชาชน ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ในกระบวนการอย่างแท้จริง  จี้นักการเมือง-พรรคการเมือง หากจะก้าว ไปสู่สิ่งที่โปร่งใส น่าจะยอมรับได้/แจง การบริจาคเงิน หากอ้างว่าทำให้เกิดความยุ่งยาก อาจจะทำให้ สังคมผิดหวัง / แนะประชาชน อ่านคำสั่งเอง ในราชกิจจาฯ

พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช.กล่าวว่า ตามที่คสช.ได้มีคำสั่งที่ 53/ 2560 เรื่องการดำเนินการ ตามกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 นั้น 
 
สำหรับสาระสำคัญ ของคำสั่งนีั ระบุถึงการผ่อนคลายการดำเนินกิจกรรม ให้พรรคการเมือง ทั้งพรรคเดิมและพรรคที่จะจัดตั้งใหม่ แบ่งเป็น 4 ห้วงระยะเวลา กล่าวคือ 
  1 ตั้งแต่ ออกคำสั่งฉบับนี้ จนถึง 1มี.ค.2561
  2 ตั้งแต่ 1 มี.ค.2561 จนถึง 1 เม.ย.2561
  3 ตั้งแต่ 1 เม.ย.2561 จะเป็นการปลดล้อคใหญ่ 
  4 การปลดล้อค ด้วยการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช.ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี 
  
อย่างไรก็ตามกิจกรรม หรือกระบวนการต่างๆ ในแต่ละห้วงเวลา เช่น การจัดทำทะเบียน การตรวจสอบสมาชิกใหม่ การแสดงตน 

รวมถึงการบริจาคเงิน อาจมีบุคคลหลายกลุ่ม หลายฝ่ายได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งในการแสดงตัวตน แสดงการบริจาคเงินให้ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนส่วนหนึ่งก็ไม่ได้บริจาคเงิน ไม่ได้แสดงตนด้วยตัวเองในเมื่อนักการเมืองต้องการจะช่วยปฏิรูปประชาธิปไตยทำให้เกิดความโปร่งใสจริง ก็น่าจะยอมรับได้ หากอ้างว่าทำให้เกิดความยุ่งยาก อาจจะทำให้ สังคมผิดหวัง

ทั้งนี้ คสช.มีเจตนาเพื่อให้ประชาชน ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม ในกระบวนการอย่างแท้จริง และเมื่อ อดีตนักการเมืองและพรรคการเมือง มีความมุ่งหวัง ที่จะร่วมกันก้าว ไปสู่สิ่งที่โปร่งใส น่าจะยอมรับได้ 
   
ทั้งนี้ก่อนที่จะมีคำสั่งนี้ คสช.ได้รับคำร้อง การให้ความเห็น การเสนอแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้ การพิจารณาข้อกฏหมาย และผลกระทบต่างๆ  

รวมทั้งการประเมินสถานการณ์ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ รวมทั้งนโยบายต่างๆ อย่างรอบด้าน ควบคู่ไปกับ โรดแมปที่นำไปสู่การเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องกำหนด เงื่อนไขเวลา ขั้นตอนการปฏิบัติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม และสถานการณ์ ความมั่นคงของประเทศ ให้เกิดเสถียรภาพ มากที่สุด จึงจำเป็นต้องออกคำสั่งดังกล่าว

 ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าว ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายสามารถ อ่านรายละเอียดได้

4 ปี อำนาจพิเศษ “ควบแน่น” สถานการณ์มั่นคง : เคาต์ดาวน์ปีใหม่ ท้าทายจุดแข็งคสช.

4 ปี อำนาจพิเศษ “ควบแน่น” สถานการณ์มั่นคง : เคาต์ดาวน์ปีใหม่ ท้าทายจุดแข็งคสช.


4 ปี อำนาจพิเศษ “ควบแน่น” สถานการณ์มั่นคง

สัปดาห์สุดท้าย นับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

อารมณ์ร่วมของคนทั่วทุกมุมโลกต่างมุ่งไปที่การเฉลิมฉลอง บรรยากาศอยู่ในโหมดที่ประชาชนชาวไทยเตรียมโปรแกรมท่องเที่ยว เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว

จดจ่อกับห้วงวันหยุดยาว แทบไม่มีสมาธิสนใจเรื่องอื่นกันแล้ว

ตามแนวโน้มที่รัฐบาลก็เดินหน้าแจกของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน มติ ครม.สัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงการพัฒนาสังคมฯได้เสนอมาตรการให้เงินเด็กแรกเกิด 1,000 บาท จังหวัด ละ 65 คน รวม 77 จังหวัด รวม 5,005 คน และช่วยผู้มีรายได้น้อยซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน 2561 หลัง กระทรวงมหาดไทยสั่งลดดอกเบี้ยโรงรับจำนำในสังกัด

ขณะที่บรรดารัฐมนตรี ถือโอกาสมอบของขวัญปีใหม่ซึ่งกันและกัน
โดย “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้อวยพรปีใหม่ ขอให้เป็นปีที่คนไทยทุกคนมีความหวัง มีส่วนร่วมในอนาคตซึ่งกันและกัน ถือเป็นความหนึ่งเดียวของคนไทยของประเทศ ถือเป็นเป้าหมายหลักของคนไทยทุกคน เพื่อความสุขที่ยั่งยืน ขอให้ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ มีเงินทองที่พอเหมาะพอควร มีความเหมาะสมในการดำรงชีวิต

สิ่งที่รัฐบาลคาดหวัง และเชื่อว่าเป็นความคาดหวังของประชาชนทั้งประเทศเช่นกัน ในส่วนของคนรวยก็ต้องทำดีเพื่อสังคมให้มากขึ้น เสียสละให้มากขึ้น การประกอบการธุรกิจก็ขอให้คำนึงผู้มีรายได้น้อยด้วย ควรจะมีส่วนแบ่งในรายได้จำนวนเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการลงทุนโดยเสรีจะไปบังคับกันไม่ได้
แฝงนัยของปม “รวยกระจุก จนกระจาย”

โจทย์ยากเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องแก้ให้ตกในปีหน้า

ในโอกาสนี้ ทีมของเราจึงขอใช้เวทีวิเคราะห์การเมืองหน้า 3 ประจำวันอาทิตย์ฉบับสุดท้ายของปี 2560 อวยพรปีใหม่ให้ผู้อ่านและประชาชนคนไทยทุกคน

มีความสุขสมหวัง สุขภาพแข็งแรง แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง

และขอแสดงความห่วงใยจากใจจริงกับผู้ใช้รถใช้ถนนในการสัญจรช่วงเทศกาลนี้ ขอโปรดได้ระมัดระวังตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อจะได้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

ไม่ให้เกิดความสูญเสียในเทศกาลแห่งความสุข

โดยเฉพาะกับการที่รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน ได้ผ่อนผันให้ประชาชนสามารถนั่งท้ายรถกระบะกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยห้ามนั่งขอบกระบะ และต้องไม่ดื่มสุรา

เจ้าหน้าที่ลดความเข้มงวด เปิดทางอำนวยความสะดวกให้เต็มที่

นั่นก็ยิ่งเป็นอะไรที่ประชาชนคนไทยเองจะยิ่งต้องเพิ่มความระมัด ระวังไปอีกขั้น ในการดูแลสวัสดิภาพของตัวเอง ครอบครัวและคนใกล้ชิดให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ปล่อย แค่ไหน ก็สุดเหวี่ยงกันเท่านั้น

พึงระลึกไว้ว่า ถ้าพลาด มันจะไม่มีโอกาส แก้ตัว อาจเป็นปีสุดท้ายที่ได้ฉลองปีใหม่

และก็ซาลงไปโดยอัตโนมัติ ในบรรยากาศทางการเมืองที่ลดโทนความร้อนแรง เปิดโอกาสให้ผู้เล่นตัวหลักๆโดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาลได้พักหายใจหายคอ

หลังโดน “ล่อเป้า” หนักจนชักออกอาการยุบเหมือนกัน

ตามเงื่อนสถานการณ์ที่นักการเมืองอาชีพขยับกลับมาแผลงฤทธิ์เดช โชว์ลูกเขี้ยว ทั้งขู่ ทั้งตื๊อ

กดดันให้ปลดล็อกการเมืองวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

ที่สุดเลยก็ทนรำคาญไม่ไหว ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการขยายเวลาที่บังคับไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ให้พรรคการเมืองต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงบัญชีสมาชิกภายใน 90 วันออกไป
เจาะช่องระบาย ผ่อนคลายแรงกดดัน

เพราะไม่ใช่แค่นักการเมืองที่เขย่าให้ปลดล็อกรายวัน แต่มันยังมีพวกร้อนวิชา เครือข่ายฝ่ายเดียวกันเองที่ออกมาจุดพลุเสนอสารพัดสูตรว่าด้วยการจัดระเบียบป้อมค่ายการเมือง ทั้งเรื่องของการรีเซ็ต เซ็ตซีโร่พรรค การเมือง รายการชงเรื่องส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค ฯลฯ

เริ่มฟุ้งกระจัดกระจาย ปล่อยของกันมั่วไปหมด

“บิ๊กตู่” เลยต้องงัดกระบองยักษ์มาตรา 44 สยบแรงกระเพื่อม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังแปลความว่า “ปลดล็อก” การเมืองไม่ได้ ตามเงื่อนไขก็แค่แง้มๆประตูให้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอัพเดตสมาชิกเท่านั้น แต่ยังไม่ถึงขั้นไฟเขียวให้ทำกิจกรรมได้อย่างเสรีแต่อย่างใด
หัวหน้า คสช.ยังกั๊กเหลี่ยม เล่นเอาล่อเอาเถิดกับนักการเมือง

เรื่องเกมการเมืองทหารไม่ถนัด ไม่เล่นเกมเสี่ยง แต่ก็ไม่ยอมหงายไพ่หมดเหมือนกัน

เพราะยังไงก็ถือดาบมาตรา 44 ไว้ในมือ คับขันจวนตัวงัดออกมาใช้ได้ตลอดเวลา

เรื่องของเรื่อง ในห้วงสถานการณ์รอบปี 2560 ก่อนเข้าสู่ช่วงปี 4 ท้ายเทอม ตามสภาพการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาล คสช.เริ่มตกอยู่ในสภาวะ “เปราะบาง” ต่อแรงกระแทก

“เศรษฐกิจ” ก็สะดุ้งตามลมปากนักการเมืองที่ตีปี๊บปลุกอารมณ์ชาวบ้าน ย้ำปมปัญหาปากท้อง

“การเมือง” ก็ต้องผวากับเกมเขี้ยวนักเลือกตั้งอาชีพปลุกกระแสทหารสืบทอดอำนาจ

จุดแข็งที่เหลืออยู่ของรัฐบาลท็อปบูตก็แค่ “ความมั่นคง”

และแน่นอน มันคงจะต้องถูกยกเป็นเงื่อนไขหลักในการพิสูจน์ศักยภาพ ในห้วงสถานการณ์ไฮไลต์ เทศกาลแห่งความสุขของประชาชนชาวไทย

“เคาต์ดาวน์” ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ตามรูปการณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งคุมงานความมั่นคง ได้เรียกประชุมหน่วยความมั่นคง พร้อมสั่งการให้หน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชน

เตรียมการกันตั้งแต่เนิ่นๆ ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเลย

นั่นก็น่าจะประเมินสถานการณ์แล้ว ช่วงเทศกาลแห่งความสุข คือห้วงเวลาที่ล่อแหลม ท้าทาย
พวกจ้องก่อเหตุมักจะเลือกปฏิบัติการชั่ว

ในห้วงที่ผู้คนกำลังมีความสุข เป็นจังหวะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอาจเผลอหรือลดระดับการเฝ้าจับตา

อย่างที่เห็นเป็นปรากฏการณ์มาหลายครั้ง ในอดีตก็มีเหตุร้ายที่เกิดช่วงเทศกาลสำคัญ

ยิ่งในสถานการณ์ทั่วทุกมุมโลกกำลังเผชิญภัยก่อการร้าย ประเทศไทยยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าปกติอีกหลายเท่า เพราะเรามีหัวเชื้อทั้งภายในและภายนอก

โอกาสความน่าจะเป็นมันย่อมสูงตามสภาพการณ์

อะไรก็ไม่เท่ากับเงื่อนไขสถานการณ์รัฐบาลทหาร คสช.คุมเกมบริหารอำนาจผ่านมา 3 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ย่อมหนีไม่พ้นการบ่มเพาะศัตรู คู่แค้น

สร้างความเกลียดชังให้พวกที่สูญเสียผลประโยชน์

โจทก์จ้อง “เอาคืน” รอดิสเครดิตเพียบ

และถึงตรงนี้ก็ไม่แยกฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเดียวกันเองที่จ้องเตะตัดขาเจาะยาง

เพราะมันนัวเนียมั่วไปหมด
สรุปเลยว่า มันคือบททดสอบสถานการณ์ควบแน่นความมั่นคงของ “3 พี่น้อง” ค่ายบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย
ที่คุมเกมอำนาจบริหารประเทศมาจนย่างเข้าปีที่ 4

ท่ามกลางความเปราะบางทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ที่โดนแรงกระแทกแล้วสะดุ้ง

ขืนปล่อยตูมตามช่วงปีใหม่ “ตบหน้า” คสช. ทำลายจุดแข็งความมั่นคง

สถานการณ์หลังปีใหม่คงดูไม่จืด.
“ทีมการเมือง”

เข้าทางยื้อ “ปลดล็อก”

เข้าทางยื้อ “ปลดล็อก”


ในที่สุดก็ต้องยอมจำนนเป็นฝ่ายถอย

ตามสถานการณ์ที่ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอถอนปมร้อนมาตรา 37/1
ว่าด้วยการให้อำนาจ ป.ป.ช.เข้าถึงข้อมูลด้วยการดักฟังโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ของนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนในคดีทุจริต และร่ำรวย ผิดปกติ

หลังจากถูก กมธ.เสียงข้างน้อยผนึกกำลังกับสมาชิก สนช.หลายคน ฮึดสู้ไม่ยอมรับความเห็นของฝ่าย กมธ. เสียงข้างมากที่ยืนกรานอยากได้อำนาจการดักฟังเป็นเครื่องมือปราบโกง

เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน

ในอารมณ์ที่ สนช.หลายคนแอบระแวงอยู่ลึกๆเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรการดังกล่าวที่อาจย้อนศรกลับมาเป็นเครื่องมือแบล็กเมล์ตัวเองในอนาคต หากวงจรอำนาจเปลี่ยนมือ

เผยให้เห็นร่องรอยภายในขั้ว สนช.ที่ชักมีอาการแข็งข้อ ไม่ไปทางเดียวกัน เมินการสนองตอบแนวทางของเสียงข้างมากที่เป็นทีมงานของบิ๊ก คสช.

เร้าไปกับบรรยากาศการเมืองมีท่าทีออกรสออกชาติมากขึ้น ภายหลังจากที่มวยรุ่นใหญ่อย่าง “พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมผสมโรงเร่งอุณหภูมิการเมือง

กระตุก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้หยุดบ่น เลิกด่า หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนัก เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเร็ว

รุ่นพี่ส่งสัญญาณเตือนรุ่นน้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ก่อนที่ชาวบ้านกำลังจะอดตาย กันหมด

พุ่งเป้าเล่นงานจุดอ่อนรัฐบาลทหารเรื่องฝีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

จากหลักฐานที่เห็นได้ชัดๆตัวเลขหนี้สินครัวเรือนและหนี้สินนอกระบบที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ
(สสช.)สำรวจพบครัวเรือนไทยมีหนี้สินในระบบและนอกระบบเพิ่มขึ้นจาก 3.7% เป็น 4.6% มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือน 177,128 บาท

ในทางตรงข้ามกลับมีเงินออมลดลง โดยปัญหาที่ชาวบ้านอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนยังคงเหมือนเดิมคือ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง

โจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจยังเป็นด่านหินที่ท็อปบูตต้องเร่งเครื่องกันอีกยกใหญ่

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจรุมเร้ากดดันผู้นำ คสช.มากขึ้น ในยามที่เรตติ้งของ “บิ๊กตู่” เริ่มสั่นคลอน ไม่มีหน้าตักแน่นหนาเหมือนเก่า เครือข่ายที่เคยสนับสนุนไม่แน่นแฟ้นเหมือนเก่า

อย่างที่เห็นอาการของทีมนกหวีด นายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.ประชาธิปไตย และแกนนำ กปปส.หวดใส่รัฐบาล “ลุงตู่” บริหารงานมาจะ 4 ปี การปฏิรูปประเทศไม่ดีขึ้น มีแต่อุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน

ประกาศตรงๆต่อหน้า เชียร์ต่อไปไม่ไหวแล้ว สะกิดแรงๆให้เลิกกระเตงพวกพ้องที่ไม่ดี

มิตรชั้นดีอย่าง กปปส.มีท่าทีเปลี่ยนไป ไม่ลงรอยกันมากขึ้น ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกคู่ปรับจากค่ายการเมืองต่างๆที่ผูกปีห้ำหั่นกันมาตลอด

แนวโน้มความคุกรุ่นไต่ระดับขึ้นตามลำดับ ล่าสุด “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มสตาร์ตอัพพีเพิล ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จี้ สนช.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและ คสช.

เพื่อเคลียร์ความโปร่งใสในการทำงาน อาทิ ปมการละเมิดสิทธิมนุษยชน จับกุมประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และปัญหาการทุจริตในบรรดาพวกพ้อง

ขีดเส้นให้เปิดซักฟอกใน 30 วัน หากภายใน 3 สัปดาห์แรกของเดือน ม.ค.2561 ไม่ดำเนินการ กลุ่มประชาชนจะเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเองทั้งประเทศ

แหย่หนวดเสือ ตั้งท่าปลุกระดมมวลชนต่อต้านอำนาจพิเศษ

ต้อนรับฉากที่ “บิ๊กตู่” เพิ่งลงนามคำสั่งมาตรา 44 คลายล็อกบางส่วนให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางธุรการได้ตามกรอบเวลาที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด

สุมหัวเชื้อรอระหว่างทาง ร่วมเร้าอุณหภูมิการเมืองก่อนไปถึงสนามเลือกตั้งปลายปีหน้า

แต่เต็มที่คงทำได้แค่เพียงเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ดิสเครดิตให้ คสช.เกิดความรำคาญเท่านั้น
คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่อำนาจพิเศษจะสยบอาการแตกแถวได้

แต่ที่ดูน่าเป็นห่วงคือ ฝ่ายนักเลือกตั้งที่มีแต่เสียกับเสีย หากเงื่อนไขสถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายไม่สงบ

ยิ่งกวนน้ำให้ขุ่นมากเท่าไร โอกาสปลดล็อกการเมืองก็ยิ่งริบหรี่.

ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฉากหลบสมคบแก้โจทย์

ฉากหลบสมคบแก้โจทย์


แว่วเสียงไขกุญแจดังแก๊กที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ระบุ จะใช้อำนาจพิเศษคำสั่งหัวหน้า คสช.มาตรา 44 คลายล็อกเงื่อนเวลางาน “ธุรการ” ที่ต้องทำตามกฎหมายพรรคการเมือง
แม้ยังไม่มีประกาศรายละเอียดชัด แต่เสียงโหวกเหวกจากนักการเมืองก็ผ่อนดีกรีลง
ถึงตรงนี้ ไม่ต้องมาพูดถึงความชอบธรรม ที่วิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจพิเศษ มาแก้กฎหมายที่ออกตามระบบ เพราะถึงอย่างไรก็รู้กันดี ในห้วงเวลานี้คือรัฐบาลรัฐประหาร ก็คงต้องทำใจ
เอาที่ “ผู้ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์” สบายใจก็แล้วกัน
ที่สำคัญในห้วงเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปมร้อนการเมืองก็เริ่มลดโทน กระทั่งสุ้มเสียงที่เคยขลัง ออกมาทีไรก็หวาดเสียวทีนั้น อย่างราย “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ
รอบนี้เปิดบ้านพักซอยปิ่นประภาคม ออกตัว “วางมือการเมือง” ก่อนออกโรงกระตุกรัฐบาล
เตือนผู้นำท็อปบูตรุ่นน้อง ให้เร่งปั่นงาน “อย่าบ่น อย่าด่ามาก”
“ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านกำลังอดตาย อาจลำบากกันทั้งประเทศในปีหน้า วันนี้ก็เห็นกันแล้วว่าไปไม่ได้แล้ว ในปี 2561 อาจจะพังทั้งประเทศระบบเศรษฐกิจพังชัดเจน”
กระแทกแรงๆเข้าจุดอ่อนรัฐบาลท็อปบูต
แล้วก็แน่นอน มีแรงกระทบเครดิต ก็ต้องมีคนปลุกความเชื่อมั่นรัฐบาล นอกจาก “บิ๊กตู่” พร่ำพูดรายวัน ให้เห็นฝีไม้ลายมือรัฐบาลบริหารประเทศ รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
อีกรายที่ช่วงหลังออกมาช่วยปลุกเครดิตรัฐบาลให้ “นายกฯลุงตู่” ไม่พ้น “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ที่เริ่มเจอเกมเตะสกัด เสียจังหวะเบี่ยงตัวหลบเป็นเป้านิ่งมาพักหนึ่ง
ปรับทิศทาง มุ่งสมาธิกับโจทย์หินที่รออยู่ตรงหน้า
ล่าสุดมีคิวออกมากระตุ้นความเชื่อมั่นอีกรอบ ในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โอกาสประเทศไทยปี 2018”
ย้ำภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้น ยกสัญญาณดีๆ ทั้งไอเคโอปลดธงแดงภาคการบิน ไอยูยูปลดธงเหลืองด้านประมง รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯดีขึ้น กลุ่มอียูกลับมาสัมพันธ์การเมืองกับไทยทุกระดับ ฯลฯ
ชูประเทศไทยมีโอกาสเพราะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เหมาะ มีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆและมหาอำนาจ
ส่วนคำติฉินนินทา คำบิดเบือนต่างๆไม่หวั่นไหว พร้อมให้อภัย
นอกจากผู้ช่วยพระเอกอย่าง “ดร.สมคิด” อีกรายที่น่าสนใจ หลัง ครม.ประยุทธ์ 5 ได้ “รมต.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ
มานั่งเก้าอี้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา “วีระศักดิ์” ก็ยึดแนวทางไม่แตกต่างจากหัวหน้าทีม
เลี่ยงปมโยงการเมืองให้วุ่น ชนิดไม่ว่าขั้วไหนฝ่ายใดจะเข้าแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่ง ต้องรีบบอกปัด
มุ่งงานที่ผู้นำไว้วางใจให้มาสานต่อสำหรับภาคการท่องเที่ยวที่ติดลมบน เครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนงานไม่สะดุดตั้งแต่หลังรัฐประหาร
ต้องรับโจทย์สำคัญ ปั้นภาคท่องเที่ยวให้มั่นคง–ยั่งยืน
ล่าสุด มีคิวมอบนโยบายให้รัฐวิสาหกิจในสังกัดอย่าง ททท. “รมต.วีระศักดิ์” ยกการบ้านหรู 5 ข้อหลัก
อาทิ สนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง–ชุมชน ร่วมกับกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการดูแลด้านโลจิสติกส์สู่แหล่งท่องเที่ยว ชูท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดหรือคลัสเตอร์ เปิดคลินิกทัวริสม์ แก้ปัญหาท่องเที่ยวทั่วประเทศ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดหลักสูตรผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต
ลูกข่ายของ “ดร.สมคิด” เป็นอีก “ตัวช่วย” ของ “นายกฯลุงตู่”
เรียกว่าทั้งกัปตันทีมทั้ง รมต.เศรษฐกิจเลี่ยงเข้าคลุก ยุ่งเกี่ยวปมการเมือง มองไปที่เป้าหมายสำคัญ
สมคบคิด–สมทบทำ แก้โจทย์ตัวเองให้เข้าเป้า
สุดท้ายจะเป็นแรงผลักให้แผนอำนาจพิเศษเข้าป้ายเอง.
ทีมข่าวการเมือง

ถ่ายงานคสช.ไปกอรมน.

ปริ๊ดดดด!!

"บิ๊กตู่" เผยยัง ไม่พอใจ กอ.รมน. แม้มีความก้าวหน้า ต้องทำต่อ ลั่น ไม่ได้ทำเพื่อการเมือง อย่ามองเป็นการเมืองไปหมด ปรี๊ดแตก โวยใครจะโง่ ให้งาน "คสช.-กอ.รมน." ซ้ำกัน  ชี้ ให้ กอ.รมน. ทำการสร้างความปรองดอง จัดระเบียบสังคม ของคสช.เพราะมีกฎหมายพิเศษ  บอกสิ่อ อย่าไปยุ่งวุ่นวายตรงนั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในฐานะประธานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) กล่าวภายหลังมอบนโยบายในงานสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2560 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2561 ว่า เป็นการสรุปการทำงานกอ.รมน.ปี 60 ซึ่งมีความก้าวหน้าหลายประเด็นๆ 

แต่ยังพอใจไม่ได้ เพราะต้องทำต่อ ถึงแม้จะดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างย่ิงในเรื่องภาคใต้ สถิติ จำนวน หรือความรุนแรงลดลง แต่ลดลงก็ยังมีคนบาดเจ็บล้มตายอยู่ ต้องหาวิธีการที่ทำแล้วเกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่มีอะไรที่สิ้นสุด เพราะนี้คือโลกมนุษย์ ความขัดแย้งเกิดขึ้นทุกพื้นที่ เพราะคนต่างความคิดเห็นกัน แก้ได้ถ้าเราร่วมมือกัน อย่างที่บอก"น้ำหนึ่งใจเดียวกัน"แก้ได้ทุกเรื่อง 

    
นายกฯกล่าวว่า อีกเรื่องคือการมอบนโยบายกอ.รมน.ปี 61 เพิ่มความเข้มงวดให้มากขึ้นในการดูแลเรื่องการทำงาน และการบูรณาการ เพราะเราได้ทำกฎหมายเพิ่มเติมขึ้นมาของกอ.รมน.ให้เข้าไปรับผิดชอบในเรื่องงานภัยพิบัติด้วยเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง เดิมเขาก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่เขาไม่มีกฎหมายของเขา ฉะนั้นการไปช่วยตรงนี้ ไม่มีสามารถเบิกงบประมาณได้ ทั้งเรื่องการใช้รถ การซ่อมยุทโธปกรณ์ต่างๆที่นำมาใช้ หรือเครื่องมือทางทหาร รถขนทหาร รถขนคน เมื่อเสียไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่มีกฎหมาย แต่ต้องไปช่วยเหลือประชาชน การทำกฎหมายที่ปรับปรุงขึ้นมาให้นอกจากเรื่องดูภัยความมั่นคงในปี 60 เรื่องภัยจากน้ำมือมนุษย์แล้ว วันนี้ยังมีเรื่องภัยจากภัยพิบัติด้วย ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้งก็สามารถใช้ได้ เวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นมามีบาดเจ็บ สูญเสีย จะได้มีมาตรการรอบรับ ไม่อย่างนั้นต้องไปดูแลด้วยกฎหมายปกติของหน่วยงาน ซึ่งมันยุ่งยาก แค่ตรงนี้เท่านั้นเอง 

 สำหรับการปรับอัตราตำแหน่งให้มีตำแหน่งงานหลักก็อยู่ในแผนการลดกำลังของกองทัพ เพราะกอ.รมน.เป็นของรัฐบาล ไม่ใช่ของกองทัพ จึงอยู่ที่รัฐบาลจะบริหารจัดการอย่างไร 

วันนี้ผมเตรียมการให้รัฐบาลหน้า ให้เขาสามารถบริหารจัดการได้ มีคณะกรรมการอำนวยการในระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนจังหวัด มีส่วนราชการเข้ามาอยู่ในส่วนนั้น และนายกฯมีอำนาจสั่งการอยู่แล้ว แต่หน้าที่กอ.รมน.ไม่ได้ไปสั่งการใคร เป็นหน้าที่บูรณาการประสานงาน ร่วมมือในการติดตามประเมินผล และทำทุกอย่างให้เกิดความสงบเรียบร้อย 

"ไม่ได้ทำเพื่องานการเมือง ขอเน้นตรงนี้ อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองไปหมด ประเทศไทยทำไมมองทุกอย่างเป็นการเมืองไปหมด ความยากจนก็เกิด ความเหลื่อมล้ำก็เกิด การกระจายรายได้ก็เกิด แต่ทุกคนไปมองทางการเมืองอย่างเดียว ต้องแก้หลายอย่าง ทั้งการเมือง การบริหารจัดการ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การสร้างการรับรู้ การสร้างความเข้าใจ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน เพราะอยู่ในห่วงโซ่ทั้งหมด และรัฐบาลคิดอะไรก็ตาม 

ผมเห็นในสื่อออกมารัฐบาลต้องทำให้ได้นะ ถ้าอย่างนั้นผมไม่ต้องคิดอะไรเลยมั้ง ผมอยู่เฉยๆดีกว่าท่านจะได้ไม่กวดขันผม ท่านต้องบอกว่าที่รัฐบาลทำเป็นห่วงอะไรอยากให้รัฐบาลได้ดูแล 

ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนติดตามตรงนี้บ้าง ผมขอแค่นี้หรือติได้อย่างเดียว ผมก็ไม่รู้ ท่านต้องช่วยสร้างความร่วมมือด้วย วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ผมไม่โทษท่าน แต่ถ้าท่านทำได้ก็ดี หรือไม่ทำก็เรื่องของท่าน ผมก็ทำของผมให้ดีที่สุด มันจะทำได้ช้าหรือเร็ว ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมคนเดียว ขึ้นอยู่กับหลายส่วนด้วยกัน เข้าใจด้วยแล้วกัน" นายกฯกล่าว

 เมื่อถามว่า หลังจากนี้งานของคสช.จะได้ผ่องถ่ายให้กอ.รมน.ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว คนละเรื่อง คสช.คือคสช. ไม่เกี่ยว เมื่อไหร่ที่มีรัฐบาลใหม่ คสช.ก็ไม่มี ก็จบ ไม่ได้ผ่องถ่ายอะไร 

เมื่อถามว่า บางงานของคสช. ก็ไปอยู่ในกอ.รมน. เช่น การสร้างความปรองดอง จัดระเบียบสังคม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "แล้วไง กอ.รมน.มีกฎหมายพิเศษอะไรของเขาหรือเปล่า คุณจะไปยุ่งวุ่นวายตรงนั้น เรื่องของผม คสช.คือคสช. กอ.รมน.คือ กอ.รมน. คือหน่วยงานปกติ แต่คสช.คือหน่วยงานไม่ปกติ เข้าใจซะก่อนตรงนี ถ้าปกติมันจะมีทำไมคสช."

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้งานไม่เกิดความซ้ำซ้อน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "ก็มันไม่ซ้ำอยู่แล้ว ใครจะโง่ไปทำให้มันซ้ำเล่า มันอยู่ที่เธอคิดให้มันซ้ำนั่นแหล่ะ"

คำขวัญวันเด็ก 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"

“ลุงตู่” มอบคำขวัญวันเด็ก 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"
นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงคำขวัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ว่า “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ฝากคำขวัญดังกล่าวในปีนี้ เพื่อต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองว่า เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของประเทศ ขอให้ตั้งใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียน หมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งรู้จักการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม และเป็นคนดีของสังคม ตลอดจนเป็นผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณ ครูอาจารย์ มีจิตสาธารณะ เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข และพร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและคุณธรรมของประเทศชาติต่อไป
นายการุณ กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดงานวันเด็กในปี 2561 ส่วนกลางจะจัดที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะมีการแถลงข่าวการจัดงานวันเด็กในวันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 2561 โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าว