PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

กระบวนท่า ‘ป๋า’ ล่อพยัคฆ์ ออกจากถ้ำ ขิงแก่ ย่อม ‘เผ็ด’

กระบวนท่า ‘ป๋า’ ล่อพยัคฆ์ ออกจากถ้ำ ขิงแก่ ย่อม ‘เผ็ด’


วิธีวิทยาการส่ง ส.ค.ส.ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผ่านประโยคเด็ด

“ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว”

ถือได้ว่าเป็น “สุดยอด” ของ “กระบวนท่า”

เพราะไม่เพียงแต่นำไปสู่การวิเคราะห์และ “ตีความ” ได้อย่างกว้างขวาง หากยังส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งในทางการเมือง

นี่ย่อมต่างไปจากกรณี “จ๊อกกี้”

กรณี “จ๊อกกี้” เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 มีความแจ่มชัดว่าต้องการสื่ออะไรและเป้าหมายโดยตรงเป็นใคร ดำรงอยู่อย่างไร

แต่ในเดือนธันวาคม 2560 ดำเนินไปเหมือนกับ “คลุมเครือ”

กระนั้น ภายในความคลุมเครือ สลัวรางๆ นั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการตีความและความเชื่ออันเป็นวาระอยู่ภายในกมลสันดาน

การนำเอายอดคำเท่ว่าด้วย “กองหนุน” ไปขยายผลในทางการเมืองจึงแตกต่างกัน ตัวอย่างเห็นได้ชัดจาก คสช.และจากพรรคประชาธิปัตย์

คสช.ถือว่าเป็น “คำชม”

พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า เป็นการเตือนเพื่อให้สำเหนียกรู้ว่า “กองหนุน” ที่เคยแวดล้อมเริ่มถอยห่างและหมดสิ้นลงเป็นลำดับ

ไม่มีใครตำหนิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ตรงกันข้าม หลังจาก ส.ค.ส. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปรากฏต่อสาธารณะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ออกมายอมรับว่า

“ผมเป็นนักการเมือง”

ขณะเดียวกัน ก็วิเคราะห์ออกมาว่า แนวทาง “ประชารัฐ” คือ แนวทางเพาะสร้างและเพิ่มปริมาณของ “กองหนุน” ให้มีมากยิ่งขึ้น


ที่มีการตีปลาหน้าไซเรื่อง “พรรคประชารัฐ” จึงเริ่มมีเค้า

ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะตีความคำว่า “กองหนุน” ออกมาอย่างไร ไม่ว่า คสช.จะประเมินบทบาทของคำว่า “กองหนุน” มากน้อยเพียงใด

ปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริง อยู่ที่ “การปฏิบัติ”

บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์เสมอเป็นเพียงขยายผลจาก ส.ค.ส.ว่าด้วย “กองหนุน” เป็นเหมือนสัญญาณเตือนจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ขณะที่ คสช.ถือว่าเป็นการชี้ทางสว่างให้

การลงมือปฏิบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงประสานกันไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อขยายผลคำชมและการให้กำลังใจ

เห็นได้จากการชู “ประชารัฐ”

เห็นได้จากการออกมายอมรับว่า

“ผมเป็นนักการเมือง” พร้อมกับขยายว่าเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหารมาก่อน

และแสดงความพร้อมต่อการเป็นนายกรัฐมนตรี “คนนอก”

บทบาทจาก ส.ค.ส.ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงเท่ากับเป็นการสร้างความกระจ่างและทำให้สังคมได้คำตอบอันแจ่มชัดจาก คสช.

กัปปิยโวหารจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงสะท้อนวุฒิภาวะและความลุ่มลึกอย่างยิ่งในทางการเมือง เข้าทำนองบทสรุปจากโบราณที่ว่า

ขิงแก่ย่อม “เผ็ด”

ไม่ว่าจะมองคำว่า “กองหนุน” เป็นเสมือนความเตือน ไม่ว่าจะมองคำว่า “กองหนุน” เป็นเสมือนชี้ให้เห็นภาวะถดถอย

แต่ผลก็คือ คสช.เริ่มเปิดโฉมออกมา

ไม่แปลกใจ

ไม่แปลกใจ


ไม่มีอะไรต้องแปลกใจ
กรณี 3 เซียนกฎหมายขั้นเทพของ คสช.ได้แก่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายเนติบริกร, อจ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กรธ. นัดบินไปเที่ยวญี่ปุ่นฉลองปีใหม่ที่ผ่านมา

แต่ที่น่าแปลกใจคือ ทั้ง 3 เซียนซามูไร ยืนยันว่าระหว่างไปนอนกินเที่ยวญี่ปุ่น ไม่มีการพูดคุยประเด็นการเมืองเลยแม้แต่นิดเดียว

มันเป็นไปได้ยังไง? ไปกินไปนอนไปเที่ยวด้วยกันหลายวัน จะไม่คุยเรื่องการเมืองกันบ้างเลย??

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า เมื่อ 3 เซียนเหยียบหิมะไร้รอยไปชุมนุมกันพร้อมหน้าพร้อมตา ถ้าไม่พูดคุยพาดพิงถึงร่าง ก.ม.ลูกรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับ (พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.ลากตั้ง ส.ว.) น่าจะผิดธรรมชาติเกินควร??

เพราะมีบางประเด็นในร่าง ก.ม.เลือกตั้ง ส.ส.ที่กำลังจะต้องแก้ไขช่วงก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
(เช่น เปิดช่องให้พรรคการเมืองใหม่ดึงอดีต ส.ส.จากพรรคอื่นเข้าคอกได้สะดวกโยธิน)

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกรณีใช้อำนาจ ม.44 แก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองย้อนหลังจนเกิดปัญหาบานปลาย

จนพรรคการเมืองออกมาโวยวายจะไปยื่นคำร้องศาลรัฐธรรมนูญ

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ลากตั้ง ส.ว.เป็น ก.ม.ลูก 2 ฉบับสุดท้ายที่มีความสำคัญต่อการสืบทอดอำนาจ คสช.ในช็อตต่อไป

นอกจากนี้ ยังมี ก.ม.ลูกอีกฉบับที่กำลังเจอกระแสคัดค้านกันอึกทึกครึกโครม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ซึ่งเพิ่งมีการแก้ไขให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช. 7 คน จาก 9 คน ซึ่งมีคุณสมบัติต้องห้ามตาม รัฐธรรมนูญ แผ่พังพานทำหน้าที่ ป.ป.ช.ต่อไปจนครบ 9 ปี

ล่าสุด ยังมีประเด็นร้อนๆเกี่ยวกับ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่กำลังเจอกระแสต่อต้านกันระเบิดเถิดเทิง

กรณี ดร.วิษณุ รองนายกฯฝ่ายเนติบริกร เปิดไต๋ว่าจะมีการแก้ไขกฎเหล็ก ป.ป.ช.ที่ “ห้าม” เจ้าหน้าที่รัฐรับของขวัญ หรือรับทรัพย์สินที่มูลค่าเกิน 3,000 บาททุกรณี

ดร.วิษณุ อ้างเหตุผลที่ต้องแก้ไขระเบียบ ป.ป.ช.เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถรับของขวัญของ กำนัลมูลค่าเกิน 3,000 บาทขึ้นไป

เนื่องจากระเบียบ ป.ป.ช.เรื่องนี้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2542 จึงไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
พูดง่ายๆคือ มูลค่าเงิน 3,000 บาท เมื่อ 18 ปีก่อน กับเงิน 3,000 บาทตอนนี้มันลดลง

“แม่ลูกจันทร์” ไม่แปลกใจที่เหตุผลของรองนายกฯ ดร.วิษณุ เจอกระแสคัดค้านจากทุกทิศทุกทาง

เพราะมันขัดแย้งกับนโยบายปราบทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่เต็มเปา

แถมยังสวนทางกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ตีปี๊บโฆษณาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

นอกจากไม่ควรเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐรับของขวัญของกำนัลเกิน 3,000 บาทแล้ว

ควรออกระเบียบห้ามเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้รับของขวัญเสียเลย!!

เพราะการรับของขวัญคือบ่อเกิดคอร์รัปชันตามมา

ถือว่างานนี้ ดร.วิษณุ เสียรังวัดอย่างแรง

เข้าตำรากิ้งกือตกท่อซะแล้วโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

ปิดฉาก คสช.โค้งสุดท้ายท้าทายอำนาจ คสช. : ปลุกพลังประชาธิปไตย

ปิดฉาก คสช.โค้งสุดท้ายท้าทายอำนาจ คสช. : ปลุกพลังประชาธิปไตย


จากลูกชาวบ้านไต่เต้าถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งทางการเมือง ขณะนี้ยังโลดแล่นอยู่ในวงการเมือง

บุคคลคนนั้นคือ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี 2 สมัยและประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยสะท้อนถึงการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนในภาพรวม เริ่มตั้งแต่โครงการถนนสี่ช่องเจราจรทั่วประเทศที่เริ่มในสมัยผม แต่รัฐบาลบางยุคมีนโยบายพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคการเมืองนั้นๆ
จังหวัดที่ไม่เลือกเอาไว้ทีหลัง ในที่สุดสภาพถนนสี่ช่องจราจรภาคใต้มันก็เลวร้ายที่สุดในอาเซียน เพราะในสมัยนั้นใครจัดสรรงบประมาณไปที่ภาคใต้จะถูกย้าย ทำให้ข้าราชการกลัว

ผมก็ขอร้องข้าราชการระดับสำนักนายกรัฐมนตรีช่วยค้นข้อมูลย้อนหลังว่า งบประมาณที่ซ่อมถนนในแต่ละพื้นที่ได้เท่าไหร่ ปรากฏว่าถนนทั่วประเทศยาวประมาณ 66,000 กิโลเมตร ส่วนใหญ่แต่ละภาคถูกจัดงบประมาณลงไปตามความยาวของถนน ยกเว้นภาคใต้

เป็นที่มาของการทำจดหมายถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทำให้เขาตื่นตัว แต่จดหมายฉบับหลังมันเป็นเหตุการณ์ที่เราติดตามประชาชนที่ลำบากทุกภาค โดยเฉพาะภาคใต้ เห็นชัดเมื่อยางพาราราคาตกต่ำ และรัฐบาลประกาศจะเพิ่มรายได้เพื่อข้ามให้พ้นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง
แต่รายได้ต่อครัวเรือนดูแล้วลดลงและยังเจาะลึกตัวเลขลงเป็นรายจังหวัด ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลที่หนักใจอยู่แล้วจะรู้ตัวเลขลึกอย่างที่เราเห็นหรือไม่ จะมีเวลาดูไหม เชื่อว่าไม่มีเวลาดู เห็นได้จากที่คุณสมคิด (จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ) พูด ผมยังรู้สึกว่าพูดเหมารวม ไม่ได้ดูตัวเลขรายละเอียด
รวมถึงแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ รัฐบาลไม่มีคนมีความรู้เรื่องนี้เท่าที่ควร รัฐบาลมีมาตรการอะไรออกมาไม่ควรไปบอกว่าราคายางจะขึ้นเท่านั้นเท่านี้ เพราะขณะนี้ 67 จังหวัดของไทย ประเทศในอาเซียนและจีนล้วนปลูกยาง

ชาวสวนยางต้องยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลง ต้องปรับตัว อย่าไปหวังให้ราคาขึ้นอย่างเดียว ขอสนับสนุนปรับโครงสร้างอาชีพเสริมด้านอื่นตามที่รัฐบาลเสนอตั้งแต่เข้ามา

และเราคิดเพื่อชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านอยู่ไม่ได้นักการเมืองก็ถูกวิจารณ์ ต้องเป็นปากเสียงแทน จะไปหวังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่ไม่รู้ปัญหา ก็พูดได้ไม่เต็มคำ

เราอยู่กับชาวบ้านต้องสะท้อนปัญหาผ่านจดหมายส่งต่อถึงฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ไม่เคยหยุดนิ่ง บ้านเมืองยามนี้ชาวบ้านหวังพึ่งพา จะมาเดินขบวนก็ถูกรัฐบาลเล่นงาน

ฉะนั้น ขอให้รัฐบาลใจกว้าง อย่ามองข้อเสนอนี้เป็นเรื่องการเมือง รัฐบาลเหมือนได้เครื่องมือในการหาข้อมูล ข้อมูลบางอย่างอาจจะดีกว่าข้อมูลทางราชการด้วยซ้ำไป

ขอให้เอาข้อมูลเหล่านี้ไปเป็นประโยชน์ เชื่อว่าจะลดช่องว่างระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาลได้

เราจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง ไม่ให้ชาวบ้านเป็นปฏิปักษ์

ปัญหามีอยู่ทุกภาคทั้งภาค ขอให้รัฐบาลรับรู้ลงไปช่วยพัฒนา ไม่เช่นนั้นนโยบายของรัฐบาลจะไม่เกิดผล
สุดท้ายจะก้าวข้ามประเทศรายได้ปานกลางไม่ได้ และยังสะดุดล้มลงอีก

อยากเรียนรัฐบาลว่า รัฐบาลทุกชุดใครทำดีไม่ดี ใครโกงไม่โกง วันข้างหน้าก็จะออกมา

เช่นเดียวกัน รัฐบาลนี้ในวันข้างหน้าจะได้พิสูจน์เมื่อพ้นจากตำแหน่ง จะถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ถึงแม้มี สนช. แต่ไม่มีการตรวจสอบ เหมือนเป็นพวกเดียวกัน ไม่เหมือนรัฐบาลจากการเลือกตั้งจะเหนื่อยและหนัก เพราะถูกตรวจสอบทุกขั้นตอน

ขณะเดียวกัน ทหารเข้ามาสามปีเศษ คนทำผิดเริ่มติดคุก กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ อันนี้เป็นผลงานของกระบวนการยุติธรรม ผิดต้องว่ากันไปตามผิด ถูกต้อง ถูกวิธี

ชาตินี้ปรองดองนั้นมันไม่ได้ทำให้ผิดหรือถูก ถูกหรือผิด แต่ต้องทำให้ผิดคือผิด ถูกคือถูก อย่าทำอะไรเป็นข้อยกเว้น เช่น เพื่อสร้างความปรองดอง ทำผิดไปแล้วยกโทษให้เถอะ มันไม่ได้

ทิศทางของบ้านเมืองดีขึ้นถ้ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ปกครองด้วยกฎหมายบนหลักความยุติธรรม แต่การปกครองทุกระบบมันมีจุดแข็ง จุดอ่อนทั้งสิ้น เกือบ 4 ปี สิ่งที่รัฐบาลได้ส่งสัญญาณไปสู่ประชาชนมันเหมือนลบความสำคัญของประชาธิปไตย ถึงขั้นบางครั้งมองว่าประชาธิปไตยเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศอันนี้ไม่จริง

กว่า 80 ปีที่เราตัดสินใจปกครองบ้านเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีปัญหาตลอดเวลา หนักบ้างเบาบ้าง แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของรัฐธรรมนูญ มันเกิดจากพฤติกรรมของคน

“ไม่มีระบบอะไรเหนือไปกว่ากระบวนการที่ประชาชนตัดสินด้วยตัวเอง ผมเรียนเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้คนในประเทศมีความชินชา มีความรู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกท้อแท้กับระบอบประชาธิปไตย ปัญหาย่อมมีเป็นธรรมดา คนที่จะแก้ปัญหาต้องสู้กับปัญหา ไม่ใช่หนีปัญหา”

ไม่มีการปกครองใดจะให้สิทธิประชาชนเทียบเท่าระบบนี้ ปัญหาคือ เราสนใจเรื่องสิทธิของประชาชนหรือไม่ หรือเราคิดว่าประชาชนต้องอยู่ภายใต้ สั่งเมื่อไหร่ต้องทำ ไม่มีสิทธิโต้เถียงหรือวิจารณ์ เราจะเอาอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นกองทหาร พลทหาร สั่งขวาหันได้ ประชาชนไม่ใช่อย่างนั้น
อยากให้ประชาชนส่วนใหญ่มีกำลังใจกับระบอบประชาธิปไตยว่าเราต้องข้ามอุปสรรคปัญหา ความไม่กลัวปัญหาและข้ามให้ได้ด้วยวิธีการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น แล้วจะทำให้บ้านเมืองเราไปในทิศทางประชาธิปไตย เคารพสิทธิถือว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ อำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

ระบบนี้อาจจะไม่มีจุดแข็งทั้งหมด มีจุดอ่อนคือ ระบบการเมืองที่ไม่สุจริต การทุจริตไม่ได้เกิดจากการเมืองฝ่ายเดียว ต้องไปแก้ไขโดยทำให้องค์กรทั้งหลายมีการตรวจสอบและบทลงโทษที่เข้มข้นขึ้น
ขอย้ำให้ประชาชนอย่าไขว้เขวว่าประชาธิปไตยถ่วงความเจริญของบ้านเมือง เป็นอุปสรรคการพัฒนาประเทศ ทั้งที่ระบบพรรคการเมืองก็เป็นระบบสากล พรรคการเมืองก็ต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบ ถ้าพรรคทำพฤติกรรมไม่ดี พรรคนั้นจะเสื่อมเสีย หัวหน้าพรรคก็ต้องบอกลูกพรรค เดี๋ยวประชาชนจะไม่เลือกเรา
ต้องระมัดระวัง ในอนาคตพรรคเล็กจะเกิดขึ้นและเชื่อว่าจะล้มหายไปเหมือนในอดีตเพราะสวนหลักความเป็นจริงของประชาธิปไตยไม่ได้

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าเริ่มต้นปีแห่งการปฏิรูปประเทศ มีความเป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษ นายชวน บอกว่า การปฏิรูปจะต้องทำตั้งแต่เริ่มต้น ความจริงน่าจะเสร็จแล้ว ตอนนี้ย่างเข้าปีที่ 4 ก็เห็นความตั้งใจที่มีการศึกษาว่าปฏิรูปอะไรบ้างต้องรอดู แต่กลัวว่าระลึกได้ว่าจะทำอะไรก็หมดวาระไปแล้ว วันนี้ประชาชนอาจจะสนใจการปฏิรูปน้อยลง

ความจริงการปฏิรูปคือหัวใจของการยึดอำนาจตอนแรก คำถามนี้ต้องย้อนกลับไปว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ปฏิรูปอะไรบ้าง เวลาที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร

“ปัญหาต่อไปคืออยู่ยาวเท่าไหร่ นี่คือปัญหา......รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถอยหลัง รัฐธรรมนูญมักจะมีบทเฉพาะกาลเขียนเพื่อประโยชน์ของผู้ยึดอำนาจหลังใช้รัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1 สมัย แต่ไม่ถึงกับเขียนผูกมัด 8 ปี 10 ปี เขียนบทเฉพาะกาลผูกมัดไว้ไกล

สวนทางกับอดีตที่เราใช้คำว่าพรรคเลือกคนประชาชนเลือกพรรค หรือสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีไม่มากเกินไป แต่กลับส่งเสริมให้มีพรรคเล็ก ชัดเจนมากที่นายสมคิดไปบรรยายแนะนำให้ช่วยกันตั้งพรรคการเมืองให้มากๆ

เป็นการส่งสัญญาณชัดตามลำดับว่ารัฐบาลจะอยู่ต่อ เจตนารมณ์คงไม่หวังพึ่งพรรคใหญ่ หวังพึ่งพรรคเล็ก 2-5 พรรคไม่พอ ต้องเก็บหอมรอมริบ เพื่อเกื้อหนุนให้ใครก็ได้ที่เขาต้องการ ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ในขณะนี้

ทั้งหมดไม่มีอะไรแน่นอน โรดแม็ป กติกา หรือความต้องการอาจจะเปลี่ยนได้ถ้าเป็นมติของผู้มีอำนาจและ สนช. วันนี้เราอาจจะไปประเมินชัดเจนทีเดียวคงไม่ได้ ต้องรอความรู้สึกความต้องการนาทีสุดท้าย ความต้องการคืออะไร จะจัดการให้เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีไหน ต้องดูต่อไป”

แต่มันชัดเจนขึ้นทุกทีที่ประกาศชื่อเรื่องพรรคมาก็เป็นจริง เพราะคนในพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกทาบทาม ไม่ผิด แต่มันเหมาะหรือไม่เท่านั้นเอง

จะทำอะไรต้องคิดถึงหลักและความถูกต้อง

วันนี้ไม่มีใครกล้าวิจารณ์ แต่ในอนาคตเขาจะวิจารณ์

เหมือนทำอะไรไม่สุจริตในวันนี้ การตรวจสอบอาจจะยาก

เมื่อหมดอำนาจแล้วไปห้ามไม่ได้จะยิ่งรุนแรงขึ้นทุกกระเบียดนิ้ว.

ทีมการเมือง

ประเดิมปีจอ “แกะรอย” คสช.เปิดไต๋ต่อท่ออำนาจ : เก็งหวยประยุทธ์ มุดช่องการเมือง

ประเดิมปีจอ “แกะรอย” คสช.เปิดไต๋ต่อท่ออำนาจ : เก็งหวยประยุทธ์ มุดช่องการเมือง


เปิดศักราชปีจอ พ.ศ.2561

ซึ่งแค่เริ่มต้นมา เรื่องหมาๆก็ทำวุ่นตั้งแต่ต้นปี

ควันหลงต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมา กับช็อตที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หัวหน้า คสช. ควักกระเป๋าเงินส่วนตัวซื้อลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว 3 ตัว ให้ตัวเอง 1 ตัว อีก 2 ตัวที่เหลือแจกให้ “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

สนนราคาตัวละ 6,000 บาท โดยที่ “บิ๊กตู่” ควักจ่ายไป 25,000 บาท

และนั่นก็พลาดเข้าเหลี่ยม “นักร้อง” ขาประจำอย่างนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ลากปมเข้าประเด็นปัญหาทางกฎหมาย ที่เข้าข่ายเป็นการให้หรือรับของขวัญที่เป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท

ตีปี๊บให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ

“บิ๊กตู่” ต้องตอบนักข่าวที่จี้ถามรายวัน ถึงขั้น โบ้ยจะขายต่อกันให้วุ่นวาย เรื่องขี้หมูขี้หมากลายเป็นแรงกระแทก ทำให้ผู้นำทหาร คสช.เสียหลักเสียอาการทรงตัว

เพราะมันเป็นจังหวะสถานการณ์นัวเนียต่อเนื่อง จากคิวที่ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อวยพรปีใหม่เป็นนัยเตือนผู้นำรัฐบาล คสช.

“ตู่” ใช้กองหนุนไปหมดแล้ว

แนวโน้มตามรูปการณ์เหมือน “ป๋าเปรม” เขี่ยลูกให้ขบวนการหมั่นไส้ โดยเฉพาะแนวร่วมฝั่งที่โค่นระบอบทักษิณมาด้วยกัน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตรฯ ทหารเฒ่าสายลูกป๋าได้โอกาสโหนกระแส

แห่วาทะเจ้าบ้านสี่เสาฯสอยปลายคางผู้นำรัฐบาลและทีมงาน คสช.

ล่อเป้ากันแบบมันมือมันปาก

ถือโอกาสทวงแค้นคิดบัญชีทบต้นทบดอกจากอาการไม่พอใจการแชร์อำนาจและผลประโยชน์

พล.อ.ประยุทธ์โดนตุ้บตั้บซ้ายขวา มึนไปหมด

อย่างไรก็ตาม ก็มีการชี้แจงในภายหลังจากเจ้าตัว “บิ๊กตู่” ยืนยันว่า ตัวเองและคณะรัฐมนตรีที่ไปอวยพรปีใหม่ เข้าใจคำว่า กองหนุน หมายความว่าเราได้เอาทุกคนมาช่วยขับเคลื่อนประเทศไปแล้ว

พล.อ.เปรม คงไม่ได้มีเจตนาอะไรที่จะมองในเรื่องไม่ดี

แต่มันบังเอิญไปเข้าเหลี่ยมนักการเมืองอาชีพฉวยโอกาสตีกินกระแสไปเต็มๆ

ตามเกมแห่กระแสขาลงรัฐบาล

อย่างไรก็ดีสถานการณ์เริ่มต้นปีใหม่ 2561 มา ประเมินเสียงจากฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.ทั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ยังยืนยันการเลือกตั้งตามโรดแม็ป เหลือแค่รอกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อย

นั่นจะถึงเวลากดปุ่มปล่อยไฟเขียวเลือกตั้ง

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีกระแสอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ชัวร์ เพราะกลัวเหตุการณ์คาดไม่ถึง

โดยเฉพาะกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. และที่มา ส.ว. ถ้ามีอันสะดุดหรือถูกคว่ำในสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) การเลือกตั้งก็ต้องยื้อออก ไปตามเงื่อนไขที่เลี่ยงไม่ได้

ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกตัวไว้แล้ว เป็นสถานการณ์เหนือการควบคุม

หัวหน้า คสช.กดปุ่มคอนโทรล สนช.ไม่ได้

พูดง่ายๆ “นายกฯ ลุงตู่” ไม่ผูกมัดตัวเอง ไว้กับปัจจัยการเลือก ตั้งที่อาจพลิกผัน เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เสี่ยงกับวิกฤติความน่าเชื่อถือในตัวผู้นำ

ถึงเวลาหากมีเหตุจำเป็นให้การเลือกตั้งต้องยื้อออกไป

แต่ในขณะที่กำหนดการเลือกตั้งยังลงวันเวลาไม่ได้ มันกลับมาช็อตไฮไลต์ที่เรียกเสียงฮือฮา เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับแบบเต็มปากเต็มคำเลยว่า

“เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหารมาก่อน”

พร้อมประกาศเสียงเข้ม ขอรับผิดชอบหน้าที่นี้ด้วยความจำเป็นเท่าชีวิต

โดยถือฤกษ์ประเดิมศักราชปีหมา เลือกจังหวะประกาศหลังการประชุม ครม.นัดแรกของปี 2561 เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ พล.อ.ประยุทธ์แสดงตัวแสดงตน เป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว

จากที่ตั้งแง่รังเกียจ แสดงอาการเกลียดกลัวนักเลือกตั้งอาชีพมาตลอด

แน่นอนมันคงมาถึงช็อตสำคัญที่ “บิ๊กตู่” ต้องเล่นตามเชิงยุทธศาสตร์

ประกาศให้รับรู้โดยทั่วกัน

เป็นจังหวะการตั้งลำ เริ่มเดินหมากกระดานอำนาจที่วางไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

ตามเส้นทางที่สะกดรอยตามกันมาตั้งแต่ร่องรอยในคำถามพ่วงประชามติ ต่อเนื่องมาถึงการตั้ง 10 คำถามให้ประชาชนตอบ เป็นทำนองโยนหินหยั่งกระแส

ถึงเวลาเฉลย พล.อ.ประยุทธ์แบไต๋ต่อท่ออำนาจชัดเจนแล้ว

และตามแนวโน้มสถานการณ์หลังจากผู้นำ คสช.ประกาศท่าทีทางการเมือง มันก็หนีไม่พ้นต้องตามแกะรอยต่อไปถึงเส้นทางการเข้าสู่สถานะผู้นำอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

อ่านกันตามประตูที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ก็มีอยู่ 2 ทาง

เส้นทางลัด รอเทียบเชิญใส่คานหาม เป็น “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

หรือเส้นทางแบบตรงไปตรงมาตามถนนสาย ประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรีคนใน พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องมีพรรคการเมืองเป็นฐานสนับสนุนในสภาฯ และมีชื่ออยู่ในบัญชีที่เสนอเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ “บิ๊กตู่” จะเป็นหัวหน้าพรรคเองหรือไม่เป็นก็ได้ และไม่จำกัดว่าจะต้องลงสมัคร ส.ส.

แน่นอน กรณีที่ “บิ๊กตู่” ต้องมีพรรคการเมืองเป็นฐานสนับสนุนในสภาฯ ไม่ได้มองแค่การโหวต เลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่มองข้ามช็อตไปถึงสถานการณ์บริหาร

ถ้าผู้นำ คสช.ไม่มีเสียง ส.ส.ในมือ มีหวังโดน นักการเมืองต้อนตายคาเขียงแน่

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินจากอาการที่ พล.อ.ประยุทธ์ แบะท่าในงานเลี้ยงปีใหม่กับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล พูดเป็นเชิงรัฐธรรมนูญเปิดช่องนายกฯคนนอกไว้

ที่ไม่พูดชัด เพราะไม่ปิดทางตัวเอง

เบื้องต้นน้ำหนักของ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” มากกว่า “นายกรัฐมนตรีคนในลิสต์พรรคการเมือง”

เรื่องของเรื่อง ไม่ว่านายกรัฐมนตรีคนนอกหรือนายกรัฐมนตรีคนใน ว่ากันตามเงื่อนไขไฟต์บังคับในการบริหาร พล.อ.ประยุทธ์ ก็จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองเป็นต้นทุนหน้าตัก พรรคทหาร พรรคนอมินี ต้องมีอะไหล่สำรองไว้

ป้องกันไม่ให้โดนไล่ต้อนในสภา

แต่ก่อนอื่นเลย เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ประกาศตัวแสดงตนเป็นนักการเมืองชัดเจน มันก็เป็นอะไรที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับแรงเสียดทานที่ยกระดับขึ้นตามธรรมชาติ

รายการรับน้องจากขาใหญ่เจ้าถิ่น ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย จัดเต็มแน่จากนี้ไป

ไม่ต้องเกรงใจสถานะนายกฯอำนาจพิเศษกันแล้ว

แนวโน้มแบบที่เห็นกัน แค่เรื่องลูกหมาแท้ๆ ยังเล่นเอา “บิ๊กตู่” เสียอาการทรงตัว

ต้องเคลียร์กระแสกันเหงื่อตก

สถานะของผู้นำรัฐบาลทหารช่วยอะไรไม่ได้เลย

และก็เดาพล็อตเรื่องล่วงหน้าได้ จากนี้ไปประเด็นเกี่ยวกับพฤติกรรม วีรกรรมของเพื่อนพ้องน้องพี่ โดยเฉพาะคนนามสกุล “จันทร์โอชา” ที่ส่อไปในทางลบ

จะถูกลากเอามาประจาน โยงเข้าหา “นายกฯลุงตู่” ทุกกรณี

กระตุกเสียง “ยี้” ผู้นำทหาร

ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียทรงอิทธิพล สังคมสว่างไสว ไม่มีจุดมืดให้ทำอะไรลับๆล่อๆ

“ลุงตู่” ส่อต้องโดนสะเก็ดระเบิดจากคนรอบข้างอีกหลายแผล.

“ทีมการเมือง”

ปักหมุดที่เดียวทุกสูตร

ปักหมุดที่เดียวทุกสูตร


เวลคัมการเมืองอย่างเป็นทางการ

นาทีนี้เสียงต้อนรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ประกาศตัวเป็น “นักการเมือง” ดังเซ็งแซ่ เสียงจากคนการเมืองขั้วค่ายต่างๆ ดาหน้าออกมาแสดงความเห็นกันคึกคัก

นอกจากแสดงความยินดีที่ผู้นำอำนาจพิเศษเลิกเหนียม กล้าประกาศตัวบอกสถานะหลังเคยตั้งท่าเหยียดมนุษย์พันธุ์การเมืองมาก่อน

คิวนี้ยังถือว่าเปิดโหมด “รับน้อง” ล่วงหน้า พากันวิเคราะห์คิวปล่อยหมากสำคัญของ “บิ๊กตู่” ทั้งมองว่าต้องเล่นเพราะติดอยู่ในมุม ช่วงกระแสโจมตีพรรคทหารชักแรง เลยต้องเร่งสลัดภาพ ล้างสีเขียวลายพราง

ยังระแวงเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมกลเกม หนีแรงต้าน หวังอยู่ยาว

บางส่วนก็มองว่า ที่เริ่มคิกออฟกันตั้งแต่ต้นปี เพื่อ “ปล่อยของ” นำร่องเกมบนกระดานต่อไป

สู่เก้าอี้ “นายกฯหลังเลือกตั้ง” ตามโรดแม็ปปลายปี 2561

จุดกระแสผู้นำอำนาจพิเศษเฟส 2 กันแต่เนิ่นๆ

รวมทั้งที่กระตุกกันแรงๆ บรรดารุ่นพี่เลกเชอร์การเมืองให้ “น้องตู่” กันรายวัน ทั้งแนะให้เปิดใจกว้างรับฟัง อารมณ์ต้องนิ่ง ยอมรับกับการถูกตรวจสอบ

ติวข้ามช็อต “ว่าที่ผู้นำ” รอบต่อไปต้องเผชิญสารพัดแรงต้านแรงขย่มเขย่า

ไม่ใช่ของหมู ไม่ใช่กล้วยๆ ตบะแตกกันได้ง่ายๆ

แล้วล่าสุด “บิ๊กตู่” ก็ออกมายิงลูกซ้ำยืนยัน ที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องอนาคตอำนาจ ทั้งคิว “นายกฯคนนอก” หรือลงเล่นการเมือง เพราะไม่อยาก “ตัดทางตัวเอง”

ถ้าประเมินจากที่อธิบายเส้นทางอำนาจ ล้อไปกับแผนที่คนดักทาง ตามที่ “บิ๊กตู่” บอก สำหรับตำแหน่งนายกฯคนนอก ก็ถือว่าตามระบบ รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้

“หากพรรคการเมืองไม่สามารถเลือกนายกฯกันเองได้ในสภา รัฐธรรมนูญก็เปิดช่องทางให้เสนอนายกฯคนนอกได้ เพื่อเป็นการตัดเรื่องการปฏิวัติ ต่อไปนี้จะไม่มีการปฏิวัติแล้ว ก็เลือกกันในรัฐสภา”

แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเสนอตัวเองให้เป็นนายกฯคนนอก

ตามรูปการณ์ที่แสดงออก มองตามไปแล้วก็อาจจะงงๆ เดี๋ยวบอกไม่ใช่นักการเมือง พอโค้งสุดท้ายกลับเปลี่ยนใจ แจ้งแปรสถานะกันเรียบร้อย

ในลักษณะเปิดตัวเจ้าของค่ายการเมืองมาเอง

แต่อีกทางก็ยังทำแพลมไต๋ เล็งไปที่เก้าอี้ผู้นำคนนอกหลังการเลือกตั้ง

เหมือนแค่แต่งตัวรอเสลี่ยงมาเชิญ รอเกี้ยวมาหาม

ทั้งหมดทั้งปวง น่าจะเป็นลีลาไหลลื่นของ “นายกฯลุงตู่ ต๊ะตุงตวง” ที่เรียนรู้แบบเรียนการเมือง

พลิกกันกี่ตลบก็ได้ ไม่ปิดช่องปิดประตูตัวเองนั่นแหละ

อะไรไม่ว่า กระทั่งรอยเก่าประเมินกันมาตลอด “ป๋าเปรมโมเดล” ที่ถูกดักทาง โดยเฉพาะในห้วงนี้ มีร่องรอยย่างก้าว “มืองานอำนาจพิเศษ” เดินสายเปิดดีลคนในป้อมค่ายการเมืองต่างๆฝุ่นตลบ

กระทั่งที่ติดยี่ห้อเพื่อไทย หลายพื้นที่มีมือขยันของอำนาจพิเศษลงไปทำงาน

ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ลูกจีบ-ลูกดุ ครบครัน

บวกรวมด้วย พรรคการเมืองกองเชียร์ กลุ่มการเมืองแนวร่วม ที่มีมือประสานจัดตั้งไว้

ปั้นทุกสูตร เปิดทุกช่องไว้รอคลิก เมื่อมีสัญญาณ

เลือกโมเดล “อำนาจพิเศษ” ประกอบร่างใหม่หลังเลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

‘วิษณุ’ฟันธง เอาบ้านพักราชการตั้งบริษัทไม่ผิดกฎหมาย แต่เหมาะสมไหมเป็นอีกเรื่อง

‘วิษณุ’ฟันธง เอาบ้านพักราชการตั้งบริษัทไม่ผิดกฎหมาย แต่เหมาะสมไหมเป็นอีกเรื่อง


“วิษณุ” ชี้บ้านพักราชการตั้งบริษัทไม่ผิดกฎหมาย แต่เหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่อง

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 28 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ลูกชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายนายกรัฐมนตรี ใช้บ้านพักในค่ายทหารจดทะเบียนตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่คิดว่าหากมีบ้านอยู่ที่นั่น เวลาจดทะเบียนก็ต้องใช้ตามนี้ แต่การเอาตรงนี้มาตีความว่าจดทะเบียนในค่ายทหาร ซึ่งเป็นคำพูดที่เอาไว้เหน็บแนมกันมากกว่า


ผู้สื่อข่าวถามว่า บ้านพักข้าราชการสามารถนำมาเป็นที่ตั้งบริษัทได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ได้ “พูดกันตรงๆ นะ ไม่มีอะไรห้ามเลย ลองคิดว่าเป็นบ้านเช่าก็ได้ คุณไปอาศัยเขาอยู่ และขอบ้านนั้นเป็นที่ตั้งบริษัท มันก็สามารถทำได้ และถามกลับว่าถ้ามันเป็นของข้าราชการล่ะ มันก็ไม่มีปัญหานี่” รองนายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า โดยหลักการหรือความเหมาะสมแล้ว ก็ไม่ควรทำหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ไม่รู้ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเทศไทยมีอะไรที่โดยหลักการไม่น่าทำมีอีกเยอะ แต่ก็ทำ”

"ถ้าผมเป็น Dictator จริง จะตรวจสอบ ผมได้มั้ย":

"ถ้าผมเป็น Dictator จริง จะตรวจสอบ ผมได้มั้ย": บิ๊กตู่ ยัน รัฐบาล คสช.ไม่มีสิทธิพิเศษ องค์กรอิสระก็ตรวจสอบ ไม่มี "ซูเอี๋ย" ขนาด เรื่อง"หมา" ยังโดน
"ผมขอบอก ที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้มีสิทธิพิเศษไม่ถูกตรวจสอบ วันนี้องค์กรอิสระ ผมไปทุบอะไรสักอันมั้ย ยังอยู่ครบหรือไม่
มีคนไปฟ้องหน่วยงานต่างๆเมื่อหน่วยงานนั้น ตอบมาด้วยข้อกฎหมายก็หาว่าเป็นพวกเดียวกัน ซูเอี๋ยกัน แล้วอย่างนี้
จะอยู่กันด้วยอะไร
ผมไม่ถูกตรวจสอบหรือ? แค่ซื้อหมายังถูกตรวจสอบ ถ้าผมเป็น“Dictatorจริงๆจะตรวจสอบผมได้ไหม ต้องดูตรงนี้
ถ้าสื่อไม่ไม่ช่วยดูตรงนี้ ต่างชาติจะมองหนักขึ้นไปอีก ประเทศไทยไปไม่ได้หรอก
ถ้ายังติดยึดอยู่ตรงนี้ มันยิ่งจะดึงทั้งขาซ้ายขาขวาเดินไม่ได้ก็ต้องขอร้องกัน"
///
"บิ๊กตู่"ลั่น ไม่มีใคร ไล่ผมออกนอกดินแดนไทย ได้ หลังจบ"นายกฯ" ท้าพวกขู่ "ไม่เป็นนายกฯแล้ว อยู่ไม่ได้" เตือน อย่าเอาคำพูดมาไล่ล่า ผม
"วันหน้าผมไม่ได้เป็นนายกฯ ผมก็ยังอยู่กับท่านอยู่ดี เพราะนี่เป็นดินแดนประเทศไทยจะมาบอกว่าไม่เป็นนายกฯแล้ว อยู่ไม่ได้กฎหมายมันว่าอย่างไร ผมผิดกฎหมายตรงไหน ใครจะมาฆ่าฟันตรงไหน ก็ลองมาก็แล้วกัน ไม่ได้ท้าทาย แต่พูดให้ฟังเฉยๆเพราะท่านเอาคำพูดเหล่านี้มาไล่ล่าผม มันถูกต้องหรือไม่ มาข่มขู่หรือไม่
อย่าไปขยายความให้คนเหล่านี้ อย่าไปสนับสนุน คนที่ทำลายศักดิ์ศรีประเทศไทย
วันนี้ปีจอ เป็นปีหมา เพราะนั้นเราต้องมีชีวิตอยู่ในปีนี้ ด้วยความสงบเงียบ เป็นหมาที่ไม่ดุ หมาที่ใจดี หมาคือสุนัข คือผู้เล็บอันงาม และถือเป็นสัตว์ ที่ซื่อสัตย์กับมนุษย์ที่สุด ดังนั้นใครจะมาว่า ผมดวงตกดวงแตกมันอยู่ที่การกระทำของเราเอง ถ้าดวงไม่ดีแต่ใจเราดีเสียอย่าง มันต้องฟันฝ่าไปได้ อุปสรรคคือกำลังใจบทเรียน ผมคิดอย่างนี้ถึงอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้

ขยาด 3พัน!!

ขยาด 3พัน!!
"บิ๊กตู่" พูดติดปาก "เกิน3 พัน หรือเปล่า" เวลารับ ของขวัญ หวั่น โดยซ้ำรอย แบบ เรื่อง "หมา"
หลังจากโดน "ศรีสุวรรณ จรรยา" ยื่น ปปช.สอบ เรื่องให้ "น้องหมา บางแก้ว" เป็นของขวัญปีใหม่ "บิ๊กป๊อก บิ๊กฉัตร" มาแล้ว
วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2561 ที่กระทรวงยุติธรรม โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารของกระทรวง ต้อนรับ
โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุมนางเมธินี เทพมณี เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นตัวแทนมอบแจกันดอกไม้และกล่าวอวยพรปีใหม่นายกฯ ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีกำลังกายและแรงใจที่เข้มแข็งในการบริหารประเทศต่อไป เป็นผู้นำตลอดไป
และนายวิศิษฏ์ได้มอบของที่ระลึกให้แก่นายกฯ
นายกฯ ได้ถามว่า "เกิน 3,000 บาทหรือเปล่าเนี่ย"
นายวิศิษฏ์ กล่าวว่า ไม่เกิน 3,000 บาทแน่นอน

สั่งตรวจแถว 77 จ.

สั่งตรวจแถว 77 จ.
"บิ๊กเล็ก" ถก หน่วยขึ้นตรง กอ.รมน. เรียก รอง ผอ.รมน.จังหวัด ฝ่ายทหาร ทั้ง 77 จังหวัด ร่วม / สั่งเช็ค "สภาวะแวดล้อม
-ผลกระทบต่อความมั่นคง ตามบัญชา"บิ๊กตู่" แนะใช้"ประชารัฐ” /ขอ มุ่งมั่น เข้มแข็ง เพื่อให้ กอ.รมน. เป็นที่พึ่งชองประชาชนในทุกโอกาส

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นประธาน หน่วยขึ้นตรง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ครั้งที่ 1/2561 วาระพิเศษ โดยให้ รอง ผอ.รมน.จังหวัด(ฝ่ายทหาร) ทั้ง 77 จังหวัด เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังการชี้แจงและมอบแนวทางในการปฏิบัติงาน ด้วย
พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า พล.อ.ณัฐพล เลขาธิการ กอ.รมน. ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วย รวมถึง กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ได้ตรวจสภาวะแวดล้อมในพื้นที่ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ตามพันธกิจที่ได้รับ และนำนโยบายของ พลเอกประยุทธ์. นายกฯและ ผอ.รมน. ที่มอบให้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.60 นำไปขยายผล ด้วยการบูรณาการประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีศักยภาพร่วมกัน
พร้อมกับให้ดำรงประสานงานกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและพบปะกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับทราบและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้บรรลุผล อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด
พร้อมทั้งให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางประชารัฐ ด้วยการรวมพลังภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ รวมถึงเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนในการสร้าง”เครือข่ายประชารัฐ” และสร้างสังคมโปร่งใสโดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปปท. , ปปช. , DSI , ตำรวจ , สรรพากร และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ในการติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงาน เพื่อป้องกันและป้องปรามมิให้ข้าราชการของรัฐแสวงประโยชน์ อันมิพึงได้จากประชาชน นักธุรกิจ หรือผู้เดือดร้อน
รวมถึงให้สร้างสรรกิจกรรมเพื่อให้สังคมมีความสุข มีความเข้มแข็ง โดยให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และในการดำเนินการให้ใช้หลักการพัฒนาควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย
พล.ต.พีรวัชฌ์ กล่าวว่า จากข้อมูลด้านการข่าวพบว่ามีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด(ยาบ้า , ไอซ์ , เฮโรอีน)เข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพื่อจำหน่ายให้ผู้เสพรายย่อย และลำเลียงยาเสพติดผ่านไปยังต่างประเทศ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบที่ยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมถึงมียาเสพติดชนิดใหม่ๆเกิดขึ้นอีกหลายประเภท

จากสถานการณ์ พล.อ.ณัฐพล มีความห่วงใย ถึงภัยยาเสพติด ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านสังคม จึงได้ให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนภาคครัวเรือนได้ตระหนักถึงภัยจากยาเสพติด และประสานการทำงานกับทุกภาคส่วนในการสร้างความเข้มแข็งเพื่อให้ชุมชนปลอดยาเสพติด และให้ทุกหน่วยได้มีการประเมินผลการดำเนินงานตลอดเวลาและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล เลขาธิการ กอ.รมน. ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเข้มงวดกวดขันการปฏิบัติงานด้านการข่าวและดำเนินการสร้างเครือข่ายให้สามารถตอบสนองต่อพันธกิจของหน่วย ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน
มุ่งเน้นการปฏิบัติงานด้านมวลชนและสารนิเทศ รวมถึงสนับสนุนส่งเสริมประชาชนจิตอาสา ได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบกับความมั่นคง ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ตระหนักในหน้าที่ ความเสียสละ ความรักสามัคคีของคนในชาติ
พล.อ.ณัฐพล ได้ให้กำลังใจในการปฏิบัติงานแก่ทุกหน่วย โดยให้ทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น เข้มแข็ง เพื่อให้ กอ.รมน. เป็นที่พึ่งชองประชาชนได้ในทุกโอกาส
ถูกใจ

ปปช.ตรวจสอบนาฬิกาประวิตรครบทุกเรือน

BRIEF: ป.ป.ช.เผยประวิตรแจงนาฬิกาที่เป็นข่าว ‘ครบทุกเรือน’ เตรียมสอบเอกชน 4 เจ้าที่ถูกพาดพิง
.
มีความคืบหน้าถูกเผยออกมาทีละนิด สำหรับกรณี 'นาฬิกาปริศนา' จำนวนหนึ่ง ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม สวมใส่ไว้บนข้อมือขวา โดยไม่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อปี 2557
.
โดยวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในหนังสือชี้แจงที่เจ้าตัวส่งมาให้ ได้ชี้แจงถึงนาฬิกาตามที่ปรากฏเป็นข่าวทุกเรือน (จนบัดนี้มีพบแล้วอย่างน้อย 15 เรือน ยี่ห้อดังๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Rolex, Patek Philippe, Richard Mille และ Audemars Piguet) โดยมีการพาดพิงเอกชน 4 ราย ซึ่ง ป.ป.ช.จะต้องเรียกมาสอบต่อไป 
.
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังให้ พล.อ.ประวิตรส่งเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมถึงทรัพย์สินอื่นที่ไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สิน อาทิ แหวนเพชร ภายใน 15 วัน
.
“ยืนยันว่า ป.ป.ช.จะทำงานอย่างมืออาชีพ กรณี พล.อ.ประวิตรเป็นประเด็นที่ไม่ซับซ้อน คาดว่าภายในเดือน ม.ค.ก็น่าจะมีความชัดเจนแล้ว ยกเว้นจะต้องสอบพยานเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะต้องขยายไปในเดือนถัดๆ ไป” วรวิทย์กล่าว
.
ในวันเดียวกัน เลขาธิการ ป.ป.ช.ยังแถลงถึงความคืบหน้าคดีสำคัญอื่นๆ หนึ่งในนั้นได้แก่คดีเช่าเหมาลำการบินไทยไปประชุมที่ฮาวาย (ของ พล.อ.ประวิตรและคณะ) เมื่อปี 2559 ซึ่ง ป.ป.ช.อ้างผลการตรวจสอบของ สตง. ที่ระบุว่าไม่พบว่ามีการทำผิดระเบียบ จึงมีมติให้คำร้องตกไปในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่รับไว้ไต่สวนความผิด
.
เป็นที่น่าสังเกตว่า หลายๆ คดีที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดของ คสช. ป.ป.ช.มักมีมติให้ตกไปในชั้น "แสวงหาข้อเท็จจริง" อาทิคดีอุทยานราชภักดิ์, พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา รับลูกชายเป็นทหาร ขณะเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ฯลฯ ขณะที่คดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ในปัจจุบัน ก็อยู่ในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริงเช่นกัน
.
.
อ้างอิงจาก

https://www.thairath.co.th/content/1169553

https://www.matichon.co.th/news/791235 (อ่านคำชี้แจงเรื่องการตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตรจากเลขาฯ ป.ป.ช.อย่างละเอียด)
.
ที่มาภาพประกอบ

http://www.komchadluek.net/news/politic/304764

ให้เป็น"ผู้นำ"ตลอดไป

ให้เป็น"ผู้นำ"ตลอดไป
"บิ๊กตู่" แก้เขิน เลขาฯกพ.อวย "ให้เป็นผู้นำตลอดไป" บอก "เป็นนายกฯ ตลอดไป คงลำบาก" แม้เป็นเจตนาดี ส่วนตัวไม่เคยมีอะไรเป็นการส่วนตัวกับใครทั้งสิ้น ยันเข้ามาไม่ได้หวังอะไร
ก่อนการประชุม หัวหน้าส่วนราชการ ที่ก.ยุติธรรม นางเมธินี เทพมณี เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นตัวแทนมอบแจกันดอกไม้ ให้ พลเอกประยุทธ์
และกล่าวอวยพรปีใหม่นายกฯ ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีกำลังกายและแรงใจที่เข้มแข็งในการบริหารประเทศต่อไป เป็นผู้นำตลอดไป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม ว่า ผมยืนยันว่าที่เข้ามาไม่ได้หวังอะไร แต่จะทำให้เกิดความยุติธรรม ขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลความยุติธรรม
"ตอนนี้หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปเยอะ มีกฎหมายใหม่มากขึ้น ดังนั้นขอให้ทุกคนช่วยกันดูแล จะปล่อยให้มีปัญหาแบบเดิมๆ เกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว อยู่ที่เราทุกคนต้องช่วยกัน สัญญากับผมแล้วนะว่าจะช่วยกัน "
นายกฯ กล่าวว่า ขอบคุณ อะไรที่เป็นความปรารถดีต่อผมและครอบครัว ถือเป็นกำลังใจให้ผมทำงานต่อไป ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว
"แต่การขอให้เป็นนายกฯ ตลอดไป คงลำบาก แม้เป็นเจตนาดี ส่วนตัวไม่เคยมีอะไรเป็นการส่วนตัวกับใครทั้งสิ้น มุ่งหวังเพียงทำงานปฏิรูปประเทศให้ได้และวางพื้นฐานให้แก่ทุกคน
ในฐานะที่เป็นข้าราชการให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนในการทำงาน อยู่ได้ด้วยอย่างมีเกียรติยศและความมีศักดิ์ศรี " นายกฯกล่าว
และ ขอโทษที่ไม่ได้ให้ เข้าอวยพรเหมือนทุกปี แต่มีพรให้ทุกคนเสมอ และตลอดมา
จากนี้ขอให้ทุกคนทำงานทุกอย่างสำเร็จลุล่วง และต่อไปทุกคนต้องทำงานอย่างเข้มแข็งด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้มีปัญหาวนกลับมาที่เก่าอีก
ถูกใจ

รออีก 5 เดือน

รออีก 5 เดือน


เริ่มนับถอยหลังอีก 11 เดือนจากนี้ไป คนไทยทั่วประเทศจะได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ตามโรดแม็ป คสช.

แต่ก่อนจะถึงคิวเลือกตั้งใหญ่เดือนพฤศจิกายน คสช.จะปล่อยผีให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศเป็นการชิมลาง

ล่าสุด นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ 7,851 แห่ง จะหมดวาระครบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นจังหวะเหมาะที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั่วประเทศเอาฤกษ์เอาชัย

โดยกระทรวงมหาดไทยเสนอให้จัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศเป็นประเดิม

จากนั้นจึงจัดเลือกตั้งเทศบาล และ อบต.ทั่วประเทศเป็นสเตปต่อไป

คาดว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้พอดี

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าคนไทยจะได้เลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั่วประเทศก่อนเลือกตั้งใหญ่หรือไม่...

ยังต้องขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขสำคัญอีก 2 ประการ

เงื่อนไขที่ 1, ต้องรอไฟเขียวจาก คสช.จะเห็นชอบให้จัดเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั่วประเทศตามกรอบเวลาที่เสนอไปหรือไม่

ถ้า คสช.ไม่โอเคตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย การเลือกตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น 7,851 แห่ง คงต้องชักตะพานแหงนเถ่อต่อไปอีกพอสมควร

เงื่อนไขที่ 2, ต้องรอการแก้ไข ก.ม.เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครเลือกตั้ง อปท.ให้มีมาตรฐานเดียวกับคุณสมบัติผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งแก้ไข ก.ม.เพื่อลดจำนวนสมาชิก อบต.จากหมู่บ้านละ 2 คน ให้เหลือหมู่บ้านละ 1 คน เพื่อประหยัดงบค่าจ้าง อบต.ได้อีก 4,700 ล้านบาทต่อปี

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าถ้าหากที่ประชุม สนช.ลากตั้งไม่ทำเรื่องสั้นให้เป็นเรื่องยาว

การแก้ไข ก.ม.เลือกตั้งท้องถิ่นจะเสร็จเรียบร้อยในเดือนมีนาคม

หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนเมษายน

จากนั้นบวกเวลาเพิ่มอีก 45 วัน ก็พร้อมจัดเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยก่อนปล่อยผีให้มีการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน

“แม่ลูกจันทร์” หวังอย่างยิ่งว่า รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย

เปิดไฟเขียวให้จัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ อบจ.ทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคม หรืออีก 5 เดือนจากนี้ไป
ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองได้อีกบานตะเกียง

ผลพลอยได้อย่างสำคัญที่จะตามมาคือ คสช.สามารถนำผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และผลการเลือกตั้ง อบจ.ไปประเมินแนวโน้มการเลือกตั้งใหญ่ได้ใกล้เคียงความจริงถึง 80 เปอร์เซ็นต์!!

หรือ ถ้าหาก คสช.ต้องการหยั่งเสียงชาวเมืองหลวงว่ายังเหนียวแน่นมั่นคงกับ คสช.มากเพียงใด...ก็ง่ายนิดเดียว

คือให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ลงสมัครเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. วัดกับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครพรรคเพื่อไทยให้รู้แล้วรู้แร่ดกันไปเลย

ถ้า พล.ต.อ.อัศวิน ลงป้องกันแชมป์อีกคน จะเป็นศึกเลือกตั้ง 3 เส้าต้อนรับปีจอ ที่อร่อยเหาะยิ่งกว่าไข่เจียวปูเจ๊ไฝประตูผี 1 ดาวมิชลินแน่นอน

แค่นึกภาพก็น้ำลายสอซะแล้วโยม.
"แม่ลูกจันทร์"