PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

จับสัญญาณ ‘บิ๊กตู่’ เฟ้นพรรคเสนอชื่อ ‘นายกฯ’

จับสัญญาณ ‘บิ๊กตู่’ เฟ้นพรรคเสนอชื่อ ‘นายกฯ’


หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะยินยอมให้เสนอชื่อเป็นนายกฯ เช่น นโยบายพรรค ตัวบุคคล ความน่าเชื่อถือ



ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ก่อนอื่นแล้ว ในเบื้องต้นให้มองประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อน ที่ชัดมากคือในยุคของ ปี?35 รสช.ที่มีความพยายามสร้างทายาททางการเมืองโดยตั้งพรรคการเมืองมารองรับการสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหาร แต่การสืบทอดอำนาจแบบนั้นก่อให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่ง คือความชอบธรรมด้านการเมืองว่าด้วยการเข้ามาของผู้มีอำนาจทางการเมือง เพราะจะกลายเป็นว่าคำถามคือจะมีการสืบทอดอำนาจกันหรือเปล่า การที่มีความไม่ชัดเจนและการสืบทอดอำนาจแบบนั้นจะนำมาสู่การที่กลไกพรรคการเมืองจะทำงานได้อย่างไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง จะเป็นการยึดติดกับส่วนบุคคล ระบบอุปถัมภ์แบบเดิมๆ เป็นการสร้างมหาอำมาตย์แบบใหม่ แทนที่จะสร้างพรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่กลายเป็นว่าพรรคการเมืองมารองรับพรรคข้าราชการต่อเนื่องขึ้นมาอีก นอกจากนี้ในแง่ของระบบการตรวจสอบว่าจะวางกลไกอย่างไร
สำหรับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ที่บอกว่าขอดูนโยบายพรรคที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯก่อนนั้น เราต้องมองยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 20 ปี ต้องมองว่าทางฝ่ายผู้มีอำนาจจะบอกว่าใช้เพื่อพัฒนาประเทศ แต่ยุทธศาสตร์ 20 ปี ส่วนหนึ่งสามารถใช้เป็นกลไกในการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองได้อีก เช่น ต้องการมาสืบทอดหรือสืบสานงานให้ครบในแผนที่ตั้งไว้ในยุทธศาสตร์ แต่แผนนี้สะท้อนอะไรบางอย่างที่นายกฯกำลังคิดอยู่ส่วนหนึ่ง โดยสะท้อนความต้องการลึกๆ ของนายกฯ มองว่าภารกิจของนายกฯ ด้านการเมืองที่เห็นชัด คือต้องไปดูว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังพัฒนาหรือสืบทอดกันมาตอนนี้
ถ้ามองตามสายตาของนายกฯ เวลาจะลงจากหลังเสือยังไม่ปลอดภัย เขาลงคนเดียวไม่เท่าไหร่ แต่มันเป็นเครือข่าย การขึ้นหลังเสือโดยรัฐประหาร การตอบคำถามของนักการเมืองที่จะลงจากหลังเสืออย่างไรให้ปลอดภัยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนการเข้ามา ส่วนการมาทำงานเพื่อช่วยเหลือประเทศ เป็นเหตุผลโดยทั่วไปมากกว่าเหตุผลทางด้านการเมือง



องอาจ คล้ามไพบูลย์
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกมาขอบคุณพรรคการเมืองที่สนับสนุนตนเองให้เป็นนายกฯคนนอกนั้น คิดว่า นายกฯคงจะขอบคุณตามธรรมเนียมที่ทราบอยู่แล้วว่าก็คงจะมีพรรคการเมืองใหม่บางพรรคสนับสนุนตัวเอง ซึ่งตามขั้นตอนนั้นนายกฯคนนอก พล.อ.ประยุทธ์สามารถมีสิทธิถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนนอกได้ ดังนั้นท่านจึงออกมาขอบคุณพรรคการเมืองที่สนับสนุนตนเองตามมารยาท อีกด้านหนึ่ง หากมองก็จะเห็นได้ชัดว่านี่คือการเปิดไมตรีจากพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้เป็นนายกฯคนนอกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท่าทีของนายกฯไม่เคยมีการปฏิเสธ หรือมีการปิดประตู ปิดช่องทางว่าตัวเองจะไม่เป็นนายกฯคนนอกแต่อย่างใด แม้แต่ตัวท่านเองก็ยังเคยพูดว่า เรื่องท่านจะเป็นนายกฯคนนอกหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของอนาคต จึงชัดเจนว่าตรงนี้ไม่ได้เป็นการปิดประตูในตำแหน่งหน้าที่นายกฯคนนอกของ พล.อ.ประยุทธ์
นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมและการกระทำหลายอย่างของนายกฯที่เห็นได้ชัดว่าอาจจะตัดสินใจเล่นการเมือง หรืออาจเป็นนายกฯคนนอกได้ ถ้าติดตามการให้สัมภาษณ์ของท่านจะเห็นได้ชัดว่าท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ในการตัดสินใจที่จะเป็นนายกฯคนนอก ก็ยังมีอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียว
ทั้งนี้ การตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็พูดถูกว่า เรื่องนี้ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอะไรในตอนนี้ เพราะการเลือกนายกฯคนนอกนั้น เป็นเรื่องของทิศทางการเมืองในอนาคต จึงไม่มีใครสามารถเดาได้ แต่หากถึงวันเวลานั้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะตัดสินใจอย่างไร หากมีพรรคการเมืองมาเสนอให้ท่านเป็นนายกฯคนนอกจะตกลงหรือไม่ตกลง ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองเพียงคนเดียว ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
สำหรับพรรค ปชป. แนวทางการสนับสนุนผู้ที่จะมาเป็นนายกฯนั้น จุดยืนยังคงเป็นไปตามทิศทางของพรรค ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ เราเป็นพรรคการเมืองก็ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรคให้เป็นนายกฯเท่านั้น ส่วนพรรคอื่นจะมีแนวทางอย่างไร ก็ถือเป็นสิทธิของแต่ละพรรค เพราะอุดมการณ์และแนวทางของแต่ละพรรคการเมืองไม่เหมือนกับพรรค ปชป. ผมยืนยันว่าแนวทางการสนับสนุนนายกฯของพรรคจะต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น




นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก

ดูจากการสื่อสารของท่านนายกฯ มีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่า นายกฯจะสืบทอดอำนาจผ่านพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เพราะว่าจากที่ท่านสื่อสารออกมา ท่านไม่ได้ปฏิเสธตำแหน่งนายกฯจากการเสนอชื่อของพรรคการเมือง การที่ไม่ปฏิเสธ อนุมานได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเสนอ เพียงแต่ว่านายกฯมีเงื่อนไขว่าจะขอพิจารณาจากพรรคการเมืองซึ่งมีนโยบายอย่างไร และก็ขอพิจารณาคนในพรรค จึงมีความชัดเจนว่าท่านมีความประสงค์ที่จะอยู่ในอำนาจต่อ ก็คือนายกฯอยากที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่า นายกฯพร้อมที่จะสืบทอดอำนาจในกระบวนการการเลือกตั้งโดยที่ว่าให้พรรคการเมืองเสนอชื่อท่าน เป็นสัญญาณว่าพรรคการเมืองต่างๆ ต้องเตรียมพร้อมว่าถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ พรรคอื่นๆ จะเสนอชื่อใคร คงเป็นสัญญาณที่ส่งให้พรรคการเมืองได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของคนที่จะมาเป็นหัวขบวนหรือคนที่จะถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี
จากที่ พล.อ.ประยุทธ์สื่อสารมาค่อนข้างชัดเจน คือให้พรรคใดพรรคหนึ่งเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านจะลงสมัครหรือเปล่า คิดว่าคงไม่ลงสมัครเลือกตั้ง แต่ในกระบวนการที่อนุญาตให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ท่านก็สามารถมาดำรงตำแหน่งได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านคงไม่ลงไปในกระบวนการเลือกตั้ง แต่ยินยอมให้เสนอชื่อ นั่นก็คือการพร้อมเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่หากหลังการเลือกตั้งจะดูภาวะใกล้ๆ ว่าบริบทในช่วงนั้นเป็นอย่างไร ภาวะเศรษฐกิจ สังคมโลก มองไทยอย่างไร มีปฏิกิริยายังไง คงต้องประเมินใกล้ๆ การเลือกตั้ง แต่ว่าตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่ส่งว่าจะมีการเลือกตั้ง เราจึงประเมินได้ยากว่าหลังการเลือกตั้งภาวการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ในแง่ของการประเมิน ถ้ามีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยินดีให้พรรคการเมืองเสนอ กระบวนการการเลือกตั้งเป็นอย่างไร พรรคที่เสนอ พล.อ.ประยุทธ์จะมีความได้เปรียบในระดับหนึ่ง เพราะถือเป็นการเสนอชื่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ จะเอื้อให้กับพรรคนี้ได้เปรียบกว่าพรรคอื่นๆ อยู่บ้าง ยกเว้นแต่ว่าพรรคอื่นมีตัวบุคคลที่โดดเด่นและมีนโยบายที่สามารถจะเสนอแล้วโดนใจประชาชนได้ ตรงนั้นมีโอกาสต่อสู้ในกระบวนการการเลือกตั้งได้



ทรงศักดิ์ ทองศรี
รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

คงตอบแทน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วท่านคิดอย่างไร เพราะเป็นเพียงคนนอกที่มองท่านทำงาน คิดว่านายกฯก็ต้องพูดแบบนี้ เพราะถ้าเป็นผม ผมก็พูดอย่างนี้ พูดอย่างอื่นไม่ได้หรอก เพราะยังไม่ชัดเจน พูดแบบไม่ชัดไว้ดีกว่า เพราะถ้าพูดแบบชัดๆ จะผูกมัดตัวเองในวันข้างหน้า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าขอดูนโยบายของแต่ละพรรคก่อน คงมีเหตุผลของตัวเอง เรียกว่าตอบแบบการเมืองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่คิดว่าเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นตัวพิสูจน์ ยิ่งเวลาเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ความชัดเจนก็จะยิ่งเกิด วันนี้ยังตอบโจทย์อะไรแทบไม่ได้ เพราะวันเวลาที่จะจัดเลือกตั้งยังไม่ชัด พอไม่ชัด บุคคลจะตัดสินใจในสิ่งที่ยังไม่ชัดก็ตัดสินใจลำบากทุกคน การตอบคำถามสมมุตินั้นตอบยาก วันนี้กฎหมายลูกทั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ยังไม่ประกาศเป็นกฎหมาย แม้จะประกาศเป็นกฎหมายก็มีเรื่องต่ออีกว่า วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต้องต่อไปอีก 90 วันหรือเท่าไหร่ ต้องชัดเจนก่อน ดังนั้น คนที่จะตอบโจทย์ว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่อยู่ในเส้นทางการเมืองจริงๆ อย่างบางท่านก็ยังตอบไม่ได้หรอก
ส่วนที่มีกลุ่มการเมืองประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้น ต้องบอกว่าหลายกลุ่มที่ไปจดแจ้งชื่อพรรคก็ยังไม่ได้เป็นพรรคการเมือง เวลาทำพรรคจริงๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ ชื่อพรรคที่ขอจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ผมเห็นข่าวมาว่าเป็นพรรคนั้นพรรคนี้ จริงๆ ยังไม่ได้เป็นพรรคหรอก เป็นแค่กลุ่มการเมืองเสนอจดแจ้งชื่อพรรค ต่อไปก็ยังมีขั้นตอนอีกเยอะ แต่วันนี้คนที่เสนอแนวคิดว่าจะสนับสนุนใครก็เป็นทิศทางที่ดีในระบอบประชาธิปไตย
ที่ผ่านมา ด้วยตำแหน่งนายกฯ แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะบอกว่าไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่โดยตำแหน่งของท่านเป็นตำแหน่งทางการเมือง จะไม่เป็นนักการเมืองก็ไม่ได้ แต่ในอนาคตท่านจะเล่นการเมืองต่อหรือไม่เป็นเรื่องของท่านที่ต้องพิจารณา
โดยส่วนตัวมองว่าถ้าใครคิดว่าสามารถทำงานเพื่อบ้านเมืองเพื่อประชาชน ผมก็เห็นด้วยในการเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง แต่สุดท้ายคนที่จะได้ตัดสินใจว่าใครจะได้ไปต่อก็ต้องอยู่ที่ประชาชน ดังนั้น ถ้าใครในประเทศไทยที่มีความประสงค์ และคิดว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถจะพาประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ผมเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนให้เข้าสู่เส้นทางการเมือง

จุดยกระดับความมั่นใจ

จุดยกระดับความมั่นใจ



โดยสถานะของ “ตัวเต็ง” นายกรัฐมนตรีคนนอก แค่นี้ก็บอกอะไรได้เยอะแล้ว
กับอาการของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ที่ออกตัวเป็นเชิงขอบคุณมิตรรักแฟนเพลงที่แสดงเจตจำนง ตั้งพรรคการเมืองมาสนับสนุน
เอาเสลี่ยงมาแบกให้เบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง
แต่ตามฟอร์มก็ยังต้อง “แทงกั๊ก” ยักท่าไว้ก่อนว่า ยังไม่ถึงเวลา ตอนนี้ยังไม่มีใคร “กล้า” ต่อสายตรงทาบทาม ที่สำคัญถึงจะขอมาก็ยังไม่รู้จะรับหรือไม่
ต้องดูนโยบาย ดูคนร่วมพรรค มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน
ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
ลีลาภาษาแบบนี้ นักการเมืองเขาเรียกว่า “เอาแน่”
เอาเป็นว่า จับอาการประเมินคำพูดของ “ลุงตู่” ที่เริ่มปล่อยเงื่อนไขพรรคการเมืองที่จะสนับสนุน ล้อต่อเนื่องกับการย้ำกำหนดเลือกตั้งชัดเจนไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562
สะท้อนระดับความมั่นอกมั่นใจ
ไม่กลัว “เสียของ” แสดงว่าต้องพร้อมระดับหนึ่งแล้ว
อีกทั้งประเมินตามแนวโน้มสถานการณ์ที่ “ลุงตู่” และทีมงานเดินหน้าปั่นเนื้องาน แบบที่เห็นทั้งการปล่อยโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน” ลุยเจาะพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมๆกับโชว์ลูกขยันเดินสายตรวจราชการ ประชุม ครม.สัญจรต่างจังหวัดแบบถี่ยิบสัปดาห์เว้นสัปดาห์
แทบไม่ได้นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ทำเนียบรัฐบาล
โดยเฉพาะการประชุม ครม.สัญจรล่าสุดในกลุ่มจังหวัด “เพชรสมุทรคีรี” ก็มีจุดไฮไลต์ตรงที่ “นายกฯลุงตู่” กับ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
ภูมิใจนำเสนอโครงการ “ไทยแลนด์ริเวียร่า”
ยุทธศาสตร์พัฒนาชายฝั่งทะเลจากเพชรบุรีถึงประจวบคีรีขันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เป้าหมายของนักท่องเที่ยวจากชาติตะวันตก สอดรับกับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–หัวหิน
จัดเป็นยุทธศาสตร์ต่อเนื่องจากเมกะโปรเจกต์ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
แน่นอน นี่คือกระบวนการคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ทำให้เห็นภาพแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของทีม “นายกฯลุงตู่” ไม่ใช่แค่เพ้อฝันกันลอยๆ แต่มีการเดินหน้าเนื้องานตามโปรแกรม ผุดโครงการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญเป็นแผนงานที่หวังผลได้ในอนาคตระยะยาว
ผิดฟอร์มรัฐบาลทหารทั่วไปที่ไร้กึ๋นเชิงบริหาร มาแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว
แต่ถึงตรงนี้ผ่านมา 3 ปีกว่า ขึ้นสู่ปีที่ 4 ภาพของรัฐบาลที่อาสาเข้ามานำการปฏิรูป ยกเครื่องประเทศไทย ค่อยๆเด่นชัดขึ้นตามเนื้องาน
สะท้อนถึงความตั้งใจของ “ลุงตู่” ในการไปสู่จุดหมายปลายทาง
ไม่ใช่แค่ปฏิวัติไล่นักการเมือง เพื่อเปิดทางทหารสลับฉากมากอบโกยแล้วกลับเข้ากรม
แน่นอน สถานการณ์แบบนี้ ยิ่ง “ลุงตู่–สมคิด” อยู่ยาว ยิ่งไม่เป็นผลดีกับนักเลือกตั้งอาชีพ
ต้องบีบ ต้องนวดให้เลือกตั้งตามโรดแม็ปเป็นอย่างช้า
เพราะยิ่งปล่อยให้นานวันไป มันเป็นอะไรที่เริ่มเห็นตัวเปรียบเทียบ
จากสารพัดโครงการที่รัฐบาลเดินหน้า ประชาชนจะรู้สึกว่า ไม่ใช่แค่ยี่ห้อ “ทักษิณ” เท่านั้นที่คิดได้ แต่ต้นตำรับตัวจริงอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ก็ทำเป็นเหมือนกัน
จุดสำคัญ ไม่คิด “ค่าบริหาร” แพง
เพราะไม่ต้องแบ่งเจ๊ แบ่งเฮีย ไม่มีปมทุจริตเชิงนโยบาย
เหนืออื่นใด โดยหลักประกัน สถานการณ์ความมั่นคงภายใต้ “นายกฯลุงตู่” ผู้นำที่มีทั้งต้นทุนทางการเมือง และฐานอำนาจสนับสนุนจากกองทัพ ประกอบกับสถานะ “ผู้ถูกเลือก” ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ห้วงเปลี่ยนผ่านประเทศมากที่สุด
จุดนี้แหละคือ “แต้มต่อ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่น่าจะนำมาซึ่งความมั่นใจ
“หลักประกัน” การเมืองจะไม่วนย้อนกลับไปลงเหว.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กตู่" ไม่สน "ธนาธร-ปิยบุตร"ตั้ง พรรคทางเลือกใหม่"

"บิ๊กตู่" ไม่สน "ธนาธร-ปิยบุตร"ตั้ง พรรคทางเลือกใหม่"ต้าน พรรคหนุนเป็นนายกฯ ชี้ ตั้งไปเถอะ อยู่ที่ท่านจะเลือกเขา แต่ปชช.จะเลือกมั้ย น่าเชื่อถือมั้ย /ขอบคุณ "กปปส.ตั้งพรรคหนุน ชี้เป็นสิทธิ์ใคร รักใคร ชอบใคร ก็เชียร์คนนั้น แต่จะได้มั้ย ไม่รู้ ออกตัว ยังไม่ได้คิด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึง คนรุ่นใหม่ เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล จะตั้งพรรคการเมือง เพื่อสู้กับพรรคที่สนับสนุนคสช.ว่า ก็ตั้งไปเถอะ อยู่ที่ท่านจะเลือกเขา หรือไม่ ขอให้พิจารณาท่าทีและนโยบายว่าน่าเชื่อถือหรือไม่
ทุกคน ทุกพรรคไม่ว่าพรรคเก่า พรรคใหม่ ท่านจะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ก็เรื่องของท่าน ผมเคยเตือนไปแล้วว่า เลือกตั้งจะต้องได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล
ส่วนที่กลุ่มกปปส.จะตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุน พล.อ ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อนั้น ผมเคยบอกแล้วว่ากลุ่มใดที่สนับสนุนผม ผมขอบคุณก็เท่านั้น ผมทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล รักใคร ชอบใครก็เชียร์คนนั้นก็ว่ากันไป แต่จะได้หรือเปล่า ผมไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมยังไม่ได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้เลย

กอ.รมน.เผย ทีม"ไทยนิยม ยั่งยืน" ลงพื้นที่

กอ.รมน.เผย ทีม"ไทยนิยม ยั่งยืน" ลงพื้นที่
ทั่วประเทศ 7,463 ตำบล/เทศบาล 81,064 หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว 50% มีปชช.ร่วมกว่า3 ล้านคน เตือนระวัง คนไม่หวังดี ปล่อยข่าวสาร ออนไลน์
พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกอ.รมน.ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ.61 จนถึงปัจจุบัน โดยทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศระดับตำบล ซึ่งเป็นแกนหลักในการดำเนินการ ได้ลงพื้นที่พร้อมกันทั้งประเทศ 7,463 ตำบล/เทศบาล 81,064 หมู่บ้าน/ชุมชน
ซึ่งในห้วงแรกนี้เป็นการเยี่ยมเยียน ไปสร้างความเข้ากับประชาชน ไปรับทราบถึงความทุกข์ยาก และปัญหาของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน รวมถึงค้นหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่แล้วนั้น
ซึ่งในขณะนี้ได้ลงพื้นที่แล้วทุกตำบล และลงในระดับชุมชน/หมู่บ้าน ประมาณร้อยละ 50 มีประชาชนร่วมกิจกรรมในขณะนี้ไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน
จากข้อมูลเบื้องต้น ในแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชน ก็จะมีความต้องการและปัญหาแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ประชาชนมีความต้องการให้แก้ไขปัญหาด้านยาเสพติด , ด้านเศรษฐกิจ , ด้านโครงสร้างพื้นฐาน , ด้านอาชีพ , ด้านรายได้ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
และจากข้อมูลที่ได้รับโดยเฉพาะในมิติของความมั่นคง กอ.รมน. ได้นำข้อมูลเหล่านั้นดำเนินการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นโดยทันที
ทั้งนี้เพื่อเป็นการเร่งการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในส่วนที่ กอ.รมน. จะสามารถดำเนินการได้ โดยยึดหลักที่ว่า กอ.รมน. ที่เป็นที่พึ่งของประชาชนเสมอ

เนื่องจากสภาพสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีการสื่อสารได้รวดเร็ว ทำให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่ายและสะดวกในทุกที่ทุกเวลา
แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีผู้ไม่หวังดีหรือเหล่ามิจฉาชีพที่ได้ใช้การสื่อสารนี้ แสวงหาประโยชน์ ด้วยการให้ข่าวสารที่บิดเบือน ทำให้เกิดความหลงเชื่อ และมีการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจจะทำให้มีความผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อย่างไม่รู้ตัว
จึงอยากขอฝากให้ทุกคน พึงตระหนักระวังอันตรายที่จะแอบแฝงมาในช่องทางสังคมออนไลน์และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองให้มีความรู้ให้มากที่สุด เพื่อเป็นคนดีมีคุณภาพ เป็นพลังสังคมที่เข้มแข็ง และเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน

แม่ทัพภาค3 ขอโทษ-สั่งสอบเอาผิด พันเอกชูนิ้วกลางใส่ชาวบ้านจ.พะเยา

แม่ทัพภาค3 ขอโทษ-สั่งสอบเอาผิด พันเอกชูนิ้วกลางใส่ชาวบ้านจ.พะเยา



“มทภ.3 “ แจง เหตุ “พันเอก” อารมณ์ร้อนชูนิ้วกลาง ติงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เผยตั้งกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง เอาผิดทางวินัยทหาร คาด 3 วันรู้ผล

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพของ พ.อ.ทินชาติ สุทธิรักษ์ หัวหน้าฝ่ายข่าว มณฑลทหารบกที่ 34 (มทบ.34) แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมชูนิ้วกลางกับตัวแทนเครือข่าย People Go Network Forum ในขณะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เรื่องขอยุติการดำเนินคดีกับกลุ่มเกษตรกรบ้านดอยเทวดา ต.สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา หลังจากจัดกิจกรรมสนับสนุนกลุ่มเดินมิตรภาพ ที่ศาลากลางจังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่า ตนได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามภาพที่ปรากฏ พร้อมทั้งยอมรับว่านายทหารคนดังกล่าวมีอารมณ์หงุดหงิดไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้จนแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา


พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนต้องขอโทษชาวบ้านและสื่อมวลชนด้วย โดยเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ตัวแทนเครือข่าย People Go Network Forum เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เรื่องขอยุติการดำเนินคดีกับกลุ่มเกษตรกรบ้านดอยเทวดา ซึ่งพ.อ.ทินชาติพยายามชี้แจงว่าทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้าน และชาวบ้านไม่ได้ถูกฟ้องร้อง มีเพียงการดำเนินคดีกับคนที่มาชักชวนชาวบ้านไปถือป้ายเท่านั้นจนเกิดเหตุการณ์โต้เถียงกันไปมา และพ.อ.ทินชาติไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
“ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่กระทำการไม่สมควรต่อสาธารณชนว่าด้วยความผิดทางวินัยทหาร ซึ่งต้องดูจากเจตนาและข้อเท็จจริง คาดว่า 3 วันจะทราบผลการสอบสวน” แม่ทัพภาค3 กล่าว

ยังเปลี่ยนใจทัน

ยังเปลี่ยนใจทัน


อาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คนดัง เสนอสูตรคณิตศาสตร์การเมือง สำหรับพรรคการเมืองใหม่ๆ นำไปคำนวณความคุ้มค่าในการลงทุนตั้งพรรคการเมือง

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าสูตรการคำนวณคะแนนเลือกตั้ง สูตรคำนวณเก้าอี้ ส.ส.และสูตรคำนวณเงินทุนที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ของโรงเรียนสมชัยกวดวิชา มีความน่าสนใจ เข้าใจง่าย และใกล้เคียงความจริงสูงเกิน 90 เปอร์เซ็นต์

จึงขออนุญาตลอกสูตร อจ.สมชัย มาฉายซ้ำอีกทีดังนี้คือ...

สูตรคำนวณคะแนนเลือกตั้ง สำหรับพรรคที่หวังจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

โดยคำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 50 ล้านคน หากมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ หรือเท่ากับ 35 ล้านคน

ให้เอาจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 35 ล้านคน หารด้วยจำนวน ส.ส.ทั้งสภา 500 คน เท่ากับ 70,000 คะแนน

อจ.สมชัยฟันธงว่าการจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน จะต้องมี ประชาชนไปลงคะแนนเลือกพรรคนั้น 70,000 คนขึ้นไป

ถ้าหวังจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 คน พรรคการเมืองนั้นจะต้องได้คะแนน เสียงไม่ต่ำกว่า 2.1 แสนคะแนน

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าสำหรับพรรคการเมืองใหม่เปิดซิง ถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่แรงจริง การจะได้คะแนนเสียงสนับสนุน 70,000 คะแนน ไม่ใช่ง่ายๆแน่นอน

ยิ่งกติกาเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อทูอินวัน

โอกาสที่พรรคใหม่จะได้คะแนน เสียงเป็นกอบเป็นกำจะยากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

อจ.สมชัย กระชุ่นเตือนพรรคการ เมืองใหม่ (บางพรรค) ที่ฝันหวานว่าจะได้ส่วนแบ่งโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อถึง 25 คน จากทั้งหมด 150 คน

เพื่อได้สิทธิ์เป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีพรรคการเมืองของตัวเอง

โปรดระวัง...จะผิดหวังจังเบอร์!!

เพราะการจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อถึง 25 คน พรรคนั้นจะต้องได้คะแนนรวมทั่วประเทศสูงถึง 1.75 ล้านคะแนน

หรือต้องได้คะแนนเฉลี่ยจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 350 เขต ไม่ต่ำกว่าเขตละ 5,000 คะแนนขึ้นไป

ทีนี้มาถึงสูตรคำนวณงบลงทุนที่ใช้ลงทำศึกเลือกตั้ง ส.ส. ที่ “อจ.สมชัย” บวกลบคูณหารมาแล้วเป็นอย่างดี

งบก้อนแรกที่พรรคการเมืองต้องจ่ายคือ ค่าสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขตที่ขึ้นราคาจาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท ต่อผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 คน

หากตั้งเป้าจะได้โควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อหลายคน ก็ต้องส่งผู้สมัครลงครบทั้ง 350 เขต ต้องใช้เงินค่าสมัคร 3.5 ล้านบาทขาดตัว

งบก้อนที่ 2 คือ งบหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าใช้อย่างประหยัดสุดขีด เขตละ 1 แสนบาท รวมทั้ง 350 เขต
ต้องใช้เงินอีก 35 ล้านบาทขึ้นไป

ใครที่บอกว่าตั้งพรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็คิดผิดเต็มเปา

เพราะต้องใช้เงินแน่ๆ และต้องใช้เงินเยอะทีเดียว

นี่ยังไม่รวมเงินจัดตั้งกองทุนพรรค การเมืองอีกพรรคละ 1 ล้านบาท

ยังไม่รวมค่าสมัครสมาชิกพรรคอีก 500 คน ใน 180 วัน และอีก 5,000 คน ใน 1 ปี และอีก 10,000 คน ใน 4 ปี

ปัญหาใหญ่ที่ต้องคิดให้หนัก ถ้าทุ่มทุนตั้งพรรคการเมืองใหม่แล้วไม่ได้เก้าอี้ ส.ส.เข้าไปนั่งชูคอในสภาแม้แต่คนเดียว

เงินที่ลงทุนไปหลายสิบล้านบาทก็สูญฟรี!!

ยังมีเวลาเปลี่ยนใจได้นะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

แบบ 'ลุงตู่' ไม่ต้องพะวง

แบบ 'ลุงตู่' ไม่ต้องพะวง


ข่าวใหญ่ คดีดังระดับประเทศที่มาพร้อมกันวันเดียว 2–3 คดี

ด้านหนึ่งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ จำนวนกว่า 9 พันล้านบาท ให้กับ 6 บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี

นั่นหมายถึงว่า รัฐบาลไม่ต้องเสีย “ค่าโง่”

รักษาเงินภาษีของประชาชนเอาไปดำเนินการโครงการที่เป็นประโยชน์ได้เกือบหมื่นล้าน
ขณะที่อีกด้านศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ออกหมายจับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หลังไม่ปรากฏตัวในศาล ในคดีเปลี่ยนแปลงสัมปทานรัฐ เอื้อประโยชน์ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งผลทำให้รัฐเสียหายรวมมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท

โฟกัส 2 คดีใหญ่ที่รัฐบาลเป็นโจทย์โดยตรง โยงกับจำนวนเงินมหาศาล ถ้าไม่มีการดำเนินการใดๆ นั่นหมายถึงต้องสูญเสีย “เงินหลวง” ไป 7 หมื่นกว่าล้านบาท

ตัวเลขกลมๆเท่ากับงบประมาณของเมกะโปรเจกต์ใหญ่ สร้างรถไฟฟ้าสายหนึ่งได้เลย

นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนว่า รัฐบาล คสช.ไม่ได้นิ่งเฉย

ศาลยุติธรรมแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ “เงินของแผ่นดิน” ไม่ใช่จะฉ้อราษฎร์บังหลวงกันง่ายๆ

เจตนาไม่บริสุทธิ์ มีอันเป็นไปหมด

ที่แน่ๆมันเป็นคดีที่สะท้อนชะตากรรมของนักการเมือง เรื่องของการใช้อำนาจในทางมิชอบ

คำตอบสุดท้ายคือ คุก ยังไงก็ไม่ได้ใช้เงินร้อน

ถึงตอนโดนศาลเช็กบิล ต่อให้เส้นใหญ่แค่ไหน เงินหนา วิ่งเก่งยังไง ก็ยากจะง้างตราชั่ง

เอาเป็นว่า คนถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ยังแหยง

อาการแบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.พูดเป็นนัย อ้อนขอความเห็นใจกับชาวบ้านระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุม ครม.สัญจรล่าสุด ยืนยันรัฐบาลนี้พร้อมรับการตรวจสอบ พร้อมออกตัว บอกตัวเองมีคดีติดตัว 400–500 คดี

ที่มีคนบอกว่าต้องการสืบทอดอำนาจ แต่ถ้าหากคดีความต่างๆชี้ว่าตนเองผิด ก็จะโดนเละไปหมด

อยู่ๆก็ส่ออาการพะวง “คดีติดตัว”

จับน้ำเสียง ประเมินท่าที “ลุงตู่” มันต้องมีอะไรแฝงอยู่ คงไม่ได้แค่พูดขึ้นมาลอยๆ

แกะรอย เหมือน “ดักคอ” พวกที่จ้องใช้คดีมา “เจาะยาง”

สกัดเส้นทางไม่ให้ไปต่อ

แต่อีกมุมก็เหมือนเป็นการ “เบิ้ล” แต้มต่อ ตอกย้ำต้นทุนความโปร่งใสของ “นายกฯลุงตู่” ที่เหนือกว่านักการเมือง บวกกับความตั้งใจจริงในการเสี่ยงเข้ามายกเครื่องประเทศไทย

ยังไงก็แคล้วคลาดปลอดภัย

อยู่มา 3 ปีกว่าขึ้นปีที่ 4 “ลุงตู่” ยังไม่มีเหลี่ยมซ่อนวาระแฝงผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงธุรกิจให้เห็น
ตรงกันข้าม กลับเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ระมัดระวังการใช้กระบองยักษ์

และยังเน้นใช้อำนาจพิเศษเชิงบวก เพื่อประโยชน์ของประเทศในทางยาวๆ

แบบที่รัฐบาลเลือกตั้ง ยังไงก็ไม่กล้าเสี่ยงปะทะกับกลุ่มผลประโยชน์

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่สังเกตได้ว่า ครม.สัญจรรอบนี้ “บิ๊กตู่” พยายามโชว์ให้ต่างประเทศเห็นเนื้องาน
ความพยายามเกี่ยวกับการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้แยกจากคณะใหญ่ไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามการปฏิบัติตามนโยบายแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ และการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน

ย้ำผลงานโบแดงที่ คสช.ใช้ดาบอำนาจพิเศษผ่าตัดปัญหาเรื้อรัง

ด้วยการเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เด็ดขาด

ยกระดับมาตรฐานการทำประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

จนปลด “ธงแดง” ของสหภาพยุโรป (อียู) ไปได้

และได้ลุ้นปลด “ธงเหลือง” ในการส่งความคืบหน้าให้อียูพิจารณาในเดือนเมษายนนี้

นี่คือ “เนื้องาน” ที่ทีม “ลุงตู่” เคลมได้แบบเต็มปากเต็มคำเลย.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

แถลงการณ์สำนักพระราชวังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ ไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

#แถลงการณ์สำนักพระราชวัง
เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙
เสด็จฯ ไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
.
คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ได้รายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินไปเข้ารับการตรวจพระกรรณ (หู) และจะประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ ๖-๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
๖ มีนาคม ๒๕๖๑
สำนักพระราชวัง

บังคับใช้แล้ว กฎหมายใหม่ห้ามวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ

บังคับใช้แล้ว กฎหมายใหม่ห้ามวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญถ้าโดนรัฐบาลละเมิด ฟ้องศาลไม่ได้
.
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 (พ.ร.ป.) ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว เมื่อวันที่ 2 มี.ค. โดยกฎหมายฉบับนี้มีหลักการสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ คือ
.
(1) ห้ามไม่ให้วิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญด้วยคำหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย ผู้กระทำผิดมีโทษตั้งแต่โดนตักเตือน ไล่ออกจากบริเวณศาล ไปจนถึงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
(2) ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับหน้าที่ขององค์กรทางการเมือง ทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้องค์กรที่มีข้อโต้แย้งระหว่างกันยื่นร้องต่อศาลได้
.
(3) ประชาชนมีสิทธิฟ้องศาลโดยตรงเมื่อได้รับความเดือดร้อน และร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วถูกปฏิเสธ หรือหน่วยงานนั้นๆ ดำเนินการล่าช้า รวมถึงกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐละเมิดสิทธิเสรีภาพ (ยกเว้น เป็นการกระทำของรัฐบาล) ก็สามารถยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรงถ้าเกินกำหนดเวลา

สภาพถอยหลังเลือกตั้ง

สภาพถอยหลังเลือกตั้ง


เดินสายถี่ยิบ แทบไม่ได้นั่งอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
โปรแกรมล่าสุด “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.นำทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดเพชรบุรี
ภาพของผู้นำที่ลุยนำนโยบายไปปฏิบัติแบบส่งตรงถึงมือชาวบ้าน
นี่คือสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่สัมผัสได้ตรงหน้า มีความเป็นรูปธรรมมากกว่ามโนภาพลอยๆ “น้ำบ่อหน้า” กระแสเลือกตั้งที่ยังมีความเป็นนามธรรมสูง
ซึ่งมันก็ล้อกับ “กรุงเทพโพลล์” สะท้อนรัฐบาลคะแนนดีขึ้น “ลุงตู่” แต้มหล่นนิดหน่อย
อย่างน้อยความพยายามปั่นเนื้องานของผู้นำ คสช.ก็ไม่สูญเปล่า เพราะจากตัวเลขโพลที่ออกมามันสวนทางกับธรรมชาติของรัฐบาลทหารที่ถูกปรามาสฟอร์มการบริหาร อ่อนเชิงเศรษฐกิจ โดนแรงต้านมาตลอด โดยเฉพาะต่างประเทศแซงก์ชั่น ที่สำคัญมันคือห้วงปี 3 ขึ้นปี 4 ท้ายเทอมรัฐบาล
ถึงวันนี้ “ลุงตู่” สอบผ่าน ประคองเรตติ้งได้เกินครึ่ง
มันบ่งบอกอะไรได้ลึกซึ้งกว่าที่นักการเมืองพยายามจะตีปี๊บโห่ฮาเบิ้ลบลัฟ “ผู้นำทหาร” แต้มตก
แต่ที่ตลกจริงๆก็คือ บรรยากาศการยื่นจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เห็นชื่อเห็นหน้าตาแล้ว ยังเน้นเอามัน เอาฮา ซะมากกว่า
อีกจำพวกก็โดนจับตาวาระแฝง “อันตราย” แบบ “นิติราษฎร์–นิติเรด”
ความหวังภาพการเมืองยุคปฏิรูปยังเลือนราง
ตามสถานการณ์ก็อย่างที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีปาฐกถาโน้มน้าวนักวิชาการ กวักมือเชิญชวนอาจารย์มหาวิทยาลัยให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ชื่นชอบ เพื่อให้พรรคการเมืองมีอาจารย์ นักวิชาการร่วมด้วย จะได้มีนโยบายที่ดีในการพัฒนาประเทศ
ถ้าคนเก่งๆเกลียดกลัวการเมืองหมด ประเทศไปต่อลำบาก
นี่ต่างหากโจทย์ยากของสถานการณ์ปฏิรูปที่ค่อนข้างย้อนแย้งกับกระแสเลือกตั้ง
เรื่องของเรื่อง มุมของนายสมคิดก็น่าจะโยงสถานการณ์เทียบเคียงกับจังหวะย่างก้าวของพี่เบิ้มแห่งเอเชียอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ ที่กำลังประสบความสำเร็จก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก
ด้วยโมเดลการเมืองและเศรษฐกิจเฉพาะของตัวเอง
ว่ากันว่า ความสำเร็จของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ส่วนหนึ่งมาจากการมีกุนซือใหญ่เป็นนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่วันนี้ได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปมีบทบาทเป็น 1 ใน 7 คณะผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์
และมีส่วนสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของจีนยุคปัจจุบันที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้การเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ พร้อมๆกับการผ่อนจังหวะกระจายอำนาจ
เพื่อประคองความมั่นคงอย่างยั่งยืน
วันนี้ความสำเร็จของประเทศจีน ทำให้มีการแก้กฎหมายเพื่อเปิดทางให้ “สี จิ้นผิง” มีวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เกิน 2 สมัย
การเมืองจีนนิ่ง เพราะไม่มีเงื่อนไขป่วนว่าด้วยปมเลือกตั้ง
แต่นั่นคงเป็นเรื่องโคตรยากสำหรับประเทศไทย
ตามปรากฏการณ์แบบที่เห็นทันทีที่สัญญาณเลือกตั้ง ไฟเขียวให้จดทะเบียนพรรคก็ส่อวุ่นวาย
ป้อมค่ายใหม่ ไร้ความหวัง ยังห่างไกลการเมืองยุคปฏิรูป
ตรงกันข้ามอิทธิพลก็ยังอยู่กับพรรคเก่า ขาใหญ่ยี่ห้อเดิมยังกุมเชิงกุมสภาพไว้แน่น
สถานการณ์อย่างที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร บินโฉบพา “น้องสาว” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากระตุกเรตติ้งกองเชียร์ พร้อมเช็กขุมกำลังผู้จงรักภักดี
รูปเกมเดิมๆ “นายใหญ่” คิดหมากซ่อนกลซ่อนเหลี่ยม เฟ้นหานอมินี เดินยุทธวิธีสู้กับทหาร
เป้าหมายทวงคืนอำนาจรัฐไปอยู่ในมือ
ส่วนคู่แข่งที่ตามมาห่างๆอย่างยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ตีกันเละ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สั่งลูกหาบไล่บี้ทีมงาน “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไม่กล้าแหกค่ายไปสู้กับเสาไฟฟ้า
ระแวงพวกอยู่เป็นหอกข้างแคร่ สวมวิญญาณ “งูเห่า” ตอนเลือกนายกฯ
ตลกร้ายการเมืองไทย
นับถอยหลังเลือกตั้ง เหมือนถอยหลังกลับเหววิกฤติ.
ทีมข่าวการเมือง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง : ปัจจัยเสี่ยงสุญญากาศการเมืองในกำมือ กกต.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง : ปัจจัยเสี่ยงสุญญากาศการเมืองในกำมือ กกต.


พรรคการเมืองใหม่ๆเริ่มขยับเปิดหน้าโชว์ รอเพียงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกและกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ปี่กลองการเมืองก็เริ่มเชิด
เริ่มจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
การเลือกสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร
โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ 7 คน ปล่อยให้ กกต.ชุดนี้ ซึ่งกำลังถูกเซ็ตซีโร่ ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางๆก่อน แม้มี กกต.ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ในช่วงที่ไม่มีการแต่งตั้ง กกต.แทนที่ว่าง รัฐธรรมนูญก็เปิดให้ กกต.ที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ชี้ให้เห็นว่าประตูการเลือกตั้งเปิดแง้มอยู่เสมอ
แต่หาก กกต.ชุดนี้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง แล้ว กกต.ชุดใหม่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง หรือแต่งตั้งยังไม่ครบจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับการเมืองไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งระดับแถวหน้าของเมืองไทย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ขอเริ่มต้นการสรรหา กกต.ชุดใหม่ครั้งที่ 2 ก่อนว่าจะเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่
นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เมื่อได้คณะกรรมการสรรหา กกต.ครบ กระบวนการสรรหาก็เริ่มขึ้น จนเสร็จสิ้นได้ กกต.ชุดใหม่ ใช้ระยะเวลาเกือบ 6 เดือน ไม่นับรวมขั้นตอนทางธุรการ
ภาพแรกอาจจะมี กกต.ชุดใหม่ประมาณเดือน ต.ค.61
ก็แปลว่าถ้าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นราวเดือน ส.ค. ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับประกาศใช้ปลายเดือน มิ.ย. และรัฐบาลประสงค์จะให้ท้องถิ่นใดเลือกตั้งก่อน
กกต.ชุดนี้จะเป็นฝ่ายจัดการเลือกตั้ง และพร้อมจัดการเลือกตั้งได้ภายใน 45 วันหรือกลางเดือน ส.ค.
ถ้าเดือน ส.ค.หรือเดือน ก.ย.ยังไม่สามารถคัดเลือก กกต.ชุดใหม่ได้ หรืออาจได้บางส่วนหรือน้อยกว่า 5 คน ชื่อว่าที่ กกต.ที่ได้มายังไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้ ต้องรออีก 3 คนที่เหลือ หรือครบ 5 คนจึงจะสามารถทำงานได้
ภาพที่สองสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โหวตเลือก กกต.ราวเดือน ส.ค. แต่ได้ไม่ครบ จะต้องสรรหา กกต.เพิ่ม ก็บวกไปอีก 7 เดือน จะได้ กกต.ชุดใหม่เดือน มี.ค.2562
แสดงว่า กกต.ชุดนี้ต้องจัดเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.2562 ด้วย
หวยสามารถออกได้ทั้งสองภาพ คือ ภาพแรก กกต.ชุดนี้จัดการเลือกตั้งเฉพาะท้องถิ่น
ภาพที่สอง กกต.ชุดนี้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมจัดการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ด้วย
ถามว่า กกต.รักษาการโดยหน้าที่และอำนาจทำได้หรือไม่ คำตอบคือมีอำนาจเต็ม ทำได้
ในเชิงกฎหมายไม่มีปัญหา แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นปัญหา เพราะ “ใจ” ของ กกต.ชุดนี้ต้องรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ทั้งๆที่ถูก “เซ็ตซีโร่”
“คุณไม่ประสงค์ให้เราจัดเลือกตั้ง คุณคือใครไม่รู้นะ คุณต้องการให้ กกต.ชุดใหม่ที่มีคุณสมบัติสูงกว่า
หรือปลาน้ำเดียวมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แล้วทำไมวันนี้ไม่เอา กกต.ชุดใหม่ ทำไมต้องให้เราจัดการ
หากมองตามความรับผิดชอบ เราต้องทำเต็มที่ แต่ในความรู้สึกลึกๆของแต่ละคน อาจจะรู้สึกว่าไม่แฟร์ ที่ให้เราทำงานที่เสี่ยงต่อทั้งชีวิตและการถูกฟ้องร้องคดีหลังจากที่หมดวาระไปแล้ว
ไม่ใช่เป็นความรู้สึกของผมคนเดียว น่าจะรู้สึกเหมือนๆกัน”
หลายคนอาจยกตรรกะว่าอย่างน้อย นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต. และนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ต้องพ้นจากตำแหน่งหลังจัดการเลือกตั้งเสร็จ
รายแรกอายุครบ 70 ปี วันที่ 7 เดือน ส.ค. ก็ไม่ต่างจากถูกเซ็ตซีโร่แล้วค้างเติ่งเอาไว้ ก็อยู่ครบจน 70 ปี รายสองอายุครบ 70 ปีเดือน ก.พ.62 ให้ท่านสร้างเกียรติประวัติก่อนพ้นตำแหน่ง ก็มีค่าเท่ากัน เหมือนไม่ถูกเซ็ตซีโร่ ไม่ต้องห่วงจะมีคดีติดตามตัวไป
ขอชี้ว่าไม่เหมือนกัน ถ้าไม่เซ็ตซีโร่อย่างน้อยจะมี กกต.เหลือ 3 คนเป็นตัวเชื่อม แก้ต่าง ปกป้อง 2 กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปว่า ตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร แต่เซ็ตซีโร่แม้ 2 ท่านอายุครบ 70 ปี ที่เหลืออีก 3 ท่านก็ต้องออกไปทั้งหมด
กกต.ชุดใหม่เข้ามา วิธีการคิด วิธีการทำงานย่อมแตกต่างกัน คดีความต่างๆหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ความช่วยเหลือเกื้อกูลในแง่อำนวยความสะดวก การยอมให้สำนักกฎหมายของ กกต.ช่วยต่อสู้คดีที่จะเกิดขึ้นย่อมแตกต่างกัน
ต้องมองให้ออกว่า “ใจของคนจัดเลือกตั้ง” จะเป็นอย่างไร นี่คือใจที่หนึ่ง
ใจที่สอง คือใจของบุคลากรสำนักงาน กกต.
ระหว่างเป็นผู้บังคับบัญชาที่อยู่กับเขาชั่วคราว จัดการเลือกตั้งเสร็จก็ไป กับอยู่กับเขาตลอดไป ความทุ่มเท เอาใจใส่ ยอมเคียงบ่าเคียงไหล่ให้ถึงที่สุด อย่างไหนจะมากกว่ากัน สมมติผมพร้อมลุย ดำเนินคดี จัดการคนซื้อสิทธิ์ขายเสียง ใจของคนในสำนักงานจะไปกับเราหรือไม่ คิดว่าเป็นปัญหาในการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
ใจที่สามของนักการเมือง ระหว่าง กกต.ที่อยู่แล้วกัดติดสถานการณ์กับมีคนใหม่เข้ามา
อาจจะเชื่อด้วยว่าคนใหม่สามารถคุยได้ ใจของนักการเมืองหรือฝ่ายเตรียมการจะทุจริต ย่อมพร้อมที่จะทำให้ตัวเองได้รับชัยชนะ โดยไม่สนใจว่าจะมีใครมาจัดการได้
ฉะนั้น การปฏิรูปการเมือง โดยออกแบบกติกาใหม่ เพื่อให้ กกต.ทำงานได้ดีขึ้น ขอบอกว่าท่านคิดผิดตั้งแต่การเซ็ตซีโร่ กกต. เพราะเปลี่ยนม้ากลางศึก ทำให้การจัดการเลือกตั้งในอนาคต ยากที่จะให้เกิดความสำเร็จตามรัฐธรรมนูญและเจตนาของประชาชน
สาเหตุเหล่านี้ทำให้ตัดสินใจลงสมัครเป็นเลขาธิการ กกต. นายสมชัย บอกว่า ผมไม่ได้ลงสมัครโดยเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าจะได้รับเลือก ถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์ก็เลือก ไม่เป็นประโยชน์ก็อย่าเลือก
ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์บางฉบับประเมินว่านอนมา เพราะรู้จัก 4 กกต. แต่ผมไม่รู้ใจท่านคิดอย่าง ถึงเวลาไม่รู้จะโหวตอย่างไรด้วยซ้ำไป แม้มีความสัมพันธ์ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เคยคิดขอคะแนน จะเลือกหรือไม่ก็ถือว่าให้เกียรติผม เพราะให้ผมทำงานในฐานะ กกต.ต่อไป
เหมือนต้องการ “รุกฆาต” ฝ่ายที่ต้องการเซ็ตซีโร่ กกต. เพราะ 4 กกต.ที่เหลือถูกเซ็ตซีโร่อยู่แล้ว มีแนวโน้มตัดสินใจเลือกให้เป็นเลขาธิการ กกต. นายสมชัย บอกว่า ผมเป็นสามัญชน ไม่ได้คิดอะไรหลายซ้ำหลายซ้อน
ไม่ได้เย่อกับใคร คิดธรรมดาๆว่ามีคุณสมบัติที่จะทำงาน ปรารถนาที่ดีจะทำงานในเกิดความต่อเนื่อง
ในอนาคตใครก็ตามมีอำนาจแค่ไหน อย่าทำผิดกฎหมายเป็นใช้ได้ ไม่คิดใช้บังคับใครต่อไป ท่านจะกลัวอะไร ผมทำอะไรไม่ได้มากกว่าสิ่งที่เป็นไปตามกฎหมาย เพียงแค่แตกต่างระหว่างบางคน คือ บางคนอาจจำนนในอำนาจรัฐ อาจยอมในสิ่งยั่วยวน ยอมอำนาจเงินตรา เกรงกลัวอิทธิพล แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถครอบงำผมได้
ทีมข่าวการเมือง ถามว่า สังคมบางส่วนมองว่าซูเอี๋ยกับรัฐบาล คสช. นายสมชัย บอกว่า ทั้งหมดได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ฉะนั้นในจุดจุดหนึ่งคนอาจจะมองว่าทำไมถึงเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์เหลือเกิน ในช่วงเดินสายหาเสียงภาคอีสานโดยใช้ทรัพยากรของรัฐ
หรือถ้ามาขอให้ กกต.อนุมัติใช้งบประมาณฉุกเฉินเพื่อช่วยชาวนาจำนำข้าว 2 หมื่นล้านบาท ผมอนุมัติให้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลรักษาการณ์ ก่อหนี้ผูกพันไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้ทะเลาะกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เช่นเดียวกันก็ไม่ได้ทะเลาะกับผู้มีอำนาจในขณะนี้ ทุกบทบาทที่เล่นไม่เคยเป็นตัวละครให้ใคร ไม่เคยให้ใครมากำกับ ไม่ทราบตรงนี้เป็นสาเหตุที่ผมถูกเซ็ตซีโร่หรือไม่
มาถึงวันนี้เมื่อถูกเซ็ตซีโร่แล้วยังจะให้คุมการเลือกต่ออีก กกต.ชุดนี้จะลาออกหรือไม่ นายสมชัย บอกว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นสิทธิของแต่ละท่าน ซึ่งอาจจะลาออกจากตำแหน่งจากหลายสาเหตุได้
เช่น บางท่านอาจจะบอกว่าสุขภาพไม่ดี ใครจะไปห้ามไม่ให้ลาออกได้
แต่โดยความรับผิดชอบที่ยังอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะอยากอยู่ แต่อยู่เพราะรู้ว่าการลาออกมีปัญหากว่าการอยู่ เราอยู่ช่วยประคองสถานการณ์ เตรียมการให้สำนักงาน กกต.ให้เรียบร้อยมากขึ้น
จะอยู่ได้นานแค่ไหน หรือปิดข้อจำกัดต่างๆได้อย่างไร ไม่มีใครรู้
วันหนึ่งสุขภาพของผมอาจจะไม่ดี ทำงานไม่ได้ จะมาห้ามได้อย่างไร
อันนี้เป็นสาเหตุของแต่ละคน เราไม่รู้อนาคตของคนอื่น
ทุกอย่างเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้.
ทีมการเมือง

"อนุทิน"ปัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพรรคขนาดกลางตั้ง รบ.


วันที่ 6 มี.ค.61 นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวห้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมือง โดยระบุว่าการจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ ถือว่าก็เป็ฯสิ่งที่ดี เพราะถือว่าเป็นทางเลือก มีพรรคใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ส่วนกรณีที่ นายธานี เทือกสุบรรณ ประกาศจัดตั้งพรรคใหม่ว่า ในอดีตที่ผ่านมาไม่นานนักได้เคยมีโอกาสพบกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งก็ได้เรียนถามไปว่าจะมีการตั้งพรรคใหม่หรือไม่ นายสุเทพก็ตอบว่า ตั้งแน่นอน ซึ่งก็ถือว่าชัดเจน ดังนั้นมาถึงวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับตนเอง ส่วนความสำเร็จของแต่ละพรรคที่ตั้งใหม่นั้น ส่วนตัวเชื่อว่าตัวบุคคลมาก่อนนโยบาย ต้องมั่นใจในพื้นที่ของตัวเองค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับในสมัยที่ตนเองออกมาตั้งพรรคใหม่ ก็ใช้แนวคิดนี้

ส่วนทราบหรือไม่ว่าพรรคใหม่ของนายสุเทพจะชูนโยบายอะไรนั้น ตนเองไม่ได้สอบถาม แต่ถือว่าบุคคลการเมืองระดับนายสุเทพ นั้น หากออกมาตั้งพรรคก็เชื่อว่าคงมีความตั้งใจจริงที่ชัดเจนแล้ว ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเก่า กับพรรคใหม่นั้น เท่าที่มีโอกาสพบเจอเชื่อว่า การออกมาตั้งพรรคใหม่ของนายสุเทพ ไม่ได่เกิดจากความขัดแย้งใดๆ แต่อาจจะเป็นความไม่ลงตัวบางอย่างเท่านั้น เพราะก็ยังเห็นคนในพรรคประชาธิปปัตย์ เดินทางไปร่วมงานแต่งงานลูกสาวนายสุเทพตามปกติ
ขณะที่เรื่องความเห็นที่แตกต่างในการชูตัวบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตนเองเชื่อว่ากว่าจะเห็นชัดเจนในเรื่องนี้ก็คงต้องวันปิดหีบเลือกตั้งถึงจะบอกได้ ณ วันนี้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน

ส่วนข่าวที่ออกมาระบุว่าตนเองมีการเดินสายไปพบพรรคเล็กพรรคน้อยหลายพรรค ทำตัวเหมือนโซข้อกลางทางการเมืองนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง จนเองไม่ได้เดินทางไปพบปะใครระหว่างพรรคตามที่เป็นข่าวเลย การจะจับมือทางการเมืองนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าจะหารือกันได้ชัดเจนก็หลังปิดหีบเลือกตั้ง มี สส. ที่เป็นจำนวนจริงมาคุยกันเท่านั้น

ออกหมายจับใหม่ ทักษิณ คดีแปลงสัมปทานเอื้อชินฯ

ออกหมายจับใหม่ ทักษิณ คดีแปลงสัมปทานเอื้อชินฯ

ทักษิณ ชินวัตรImage copyrightAFP/GETTY IMAGES
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ออกหมายจับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังไม่เดินทางมาศาลในการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก และไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนนัดพิจารณาคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท (คดีหมายเลขดำ อม.9/2551)
คดีนี้อัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะโจทก์ ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2560 ขอให้ศาลพิจารณานำคดีที่เคยยื่นฟ้องนายทักษิณเป็นจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 2551 กลับมาพิจารณาใหม่ หลังถูกสั่ง "จำหน่ายออกจากสารบบความชั่วคราว" เนื่องจากจำเลยหลบหนีและถูกออกหมายจับตามขั้นตอนไปแล้ว แต่เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่ ซึ่งเปิดช่องให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาต่อเนื่องได้ โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ทำให้ อสส. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขอให้เดินหน้าพิจารณาคดีที่นายทักษิณตกเป็นจำเลย 2 คดี
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นัดพิจารณาคดีครั้งแรก อัยการโจทก์มาศาล โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในวันนี้ ส่วนจำเลยทราบนัดโดยชอบ แต่ไม่เดินทางมาและไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนนัดพิจารณาคดี จึงให้ออกหมายจับจำเลย โดยให้โจทก์ติดตามดำเนินการจับกุมจำเลย และรายงานให้ศาลทราบทุก ๆ 1 เดือน ทั้งนี้การที่จำเลยไม่เดินทางมา ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธไม่ได้กระทำผิดตามคำฟ้องโจทก์ จึงนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 10 ก.ค. และให้แจ้งนัดให้จำเลยทราบตามที่อยู่ทะเบียนราษฎร์ที่แจ้งไว้ย่านจรัญสนิทวงศ์ หากไม่มีผู้รับ ให้ติดหมายนัดที่บ้านพักจำเลย
สำหรับหมายจับให้มาฟังพิจารณาคดีที่ศาลออกมานี้ ถือเป็น "หมายจับใหม่" เพื่อจับกุมจำเลยเข้าสู่กระบวนการก่อนเริ่มพิจารณาคดี ตามที่ พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาฯ มาตรา 28 ระบุไว้ว่า ถ้าไม่สามารถจับจำเลยได้ภายใน 3 เดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยในการตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตน และไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะมาต่อสู้คดีเมื่อใดก็ได้ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา
4 คดีคาศาลของทักษิณ ที่ถูกยื่นขอฟื้นพิจารณาคดีใหม่
คดีโจทก์สถานะคดีเดิม
คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากชินคอร์ปป.ป.ช.ศาลออกหมายจับ 16 ก.ย. 2551 เพื่อติดตามตัวมาพิจารณาคดีนัดแรก
คดีทุจริตโครงการหวยบนดิน 3 ตัว 2 ตัวป.ป.ช.ศาลออกหมายจับ 26ก.ย. 2551 เพื่อติดตามตัวมาพิจารณาคดีนัดแรก
คดีทุจริตธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อ 9 พันล้านบาท ให้บริษัทในเครือกฤษดามหานครอสส.ศาลออกหมายจับ 11 ต.ค. 2555 เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี โดยให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของทักษิณไว้เป็นการชั่วคราว
คดีออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ทำรัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาทอสส.ศาลออกหมายจับ 15 ต.ค. 2551 เพื่อติดตามตัวมาพิจารณาคดีนัดแรก