PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ร่างพรป.ปปช.ไม่ขัดรธน.


  • วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 18:57 น.




ศาลรธน.มีมติเอกฉันท์ร่างพรป.ปปช.ไม่ขัดรธน.
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องกรณีที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งความเห็นของสมาชิก สนช.จำนวน 32 คนที่ขอให้วินิจฉัยว่าร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ... มาตรา 185 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ผลการลงมติปรากฎว่า ศาลโดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า ร่างพร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ... มาตรา 185 ในส่วนที่เกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ (18) มิให้นำมาใช้บังคับ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.มีมติเอกฉันท์ชี้ปมกำหนดคุณสมบัติ-ลักษณะต้องห้าม ป.ป.ช. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านี้ สมาชิก สนช.จำนวน 32 คนที่ยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย จากที่เห็นว่า ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งผ่านการให้ความเห็นชอบของ สนช.มาตรา 185 บัญญัติว่า"ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งดำรงอยู่ในวันก่อนวันที่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมหรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19 เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ (18) มิให้นำมาใช้บังคับ" อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ




วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กป้อม"ยัน ไม่มีการซื้อขาย เก้าอี้ตำรวจ

"บิ๊กป้อม"ยัน ไม่มีการซื้อขาย เก้าอี้ตำรวจ
ชี้ทำ อย่างเป็นธรรม เผยสั่ง"บิ๊กแป๊ะ" แล้ว ให้ทำให้ดีที่สุด /โผทหารถึงมือ"นายกฯ"แล้ว ยันกห.โปร่งใส
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึง การร้องเรียนความไม่เป็นธรรม ของการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งนายตำรวจ ว่า พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย อย่างเป็นธรรม ซึ่งก็ได้สั่งการไปแล้ว ให้ทำให้ดีที่สุด
พร้อมยืนยัน ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เพราะผมได้กำชับไปหมดแล้ว
และย้ำว่า การโยกย้ายตำแหน่งจะให้เป็นที่พอใจทั้งหมด คงเป็นไปไม่ได้ ต้องมีคนที่ไม่ได้รับผลประโยชน์บ้าง
เช่นเดียวกับ การจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี ได้ส่งถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. แล้ว
ส่วนการทุจริตในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะ กระทรวงกลาโหม ที่มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างหลายโครงการ นั้น พลเอกประวิตร ย้ำว่า ได้กำชับทุกครั้ง เพราะเรื่องของความโปร่งใส ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ให้รอลุ้นเอง "บิ๊กอาร์ท" ได้นั่ง แม่ทัพภาค4 ต่อหรือไม่

"บิ๊กเจี๊ยบ" ให้รอลุ้นเอง "บิ๊กอาร์ท" ได้นั่ง แม่ทัพภาค4 ต่อหรือไม่ เผย เป็นมติคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายฯ แล้ว ให้รอ โปรดเกล้าฯเลย สะกิดนักข่าว สนใจ เป็นห่วง แต่ แม่ทัพภาค4
พลเอกเฉลิมชัย. สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึง บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายทหาร กลางปีว่าผ่าน ในระดับเหล่าทัพไปแล้ว แต่ปกติโยกย้ายกลางปี มีไม่มาก แค่การรองรับเกษียณ
ส่วน พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช ที่ขอเป็นแม่ทัพภาค4 ต่อจนเกษียณ ตค. โดยไม่ขยับขึ้น พลเอก โผนี้นั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการฯไปแล้ว ให้รอโปรดเกล้าฯ ออกมาเลย
ทั้งนี้ มีรายงานว่า พลโทปิยวัฒน์ ได้นั่งแม่ทัพภาค4 ต่อ

อยู่ที่ประชาชน

อยู่ที่ประชาชน
"บิ๊กเจี๊ยบ" ชี้ เป็น นิมิตหมายที่ดี กว่า50กลุ่ม จองตั้งพรรค ทำให้มีทางเลือกหลากหลาย ยัน ดูแลความมั่นคง ไปสู่ เลือกตั้งได้ ปัดตอบ เห็นใคร เป็นความหวัง ประเทศมั้ย ชี้ "ธนากร-กปปส" ตั้งพรรคได้ แต่สุดท้าย อยู่ที่ ประชาชน จะเลือกมั้ย
พลเอกเฉลิมชัย. สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเฃขาฯคสช. กล่าวถึงกลุ่มการเมืองมาจอง จัดตั้งพรรคการเมือง มากกว่า50 พรรคว่า เป็น นิมิตหมายที่ดี มีความหลากหลาย เพื่อเป็น ทางเลือกให้ประชาชน
ปฏิเสธ ให้ความเห็น การที่ กปปส.เดิม ของนายสุเทพฯ อาจจะมาตั้งพรรค. ระบุ เป็นเรื่องประชาชนที่จะพิจารณา ไม่เกี่ยวกับว่า ผมจะมองยังไง แค่สำคัญที่ประชาชน ว่า เมื่อตั้งพรรคขึ้นมาแล้วได้รับการยอมรับจากประชาชนหรือไม่ อย่างไร
หน้าที่ของเราคือ การทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย ดูแลด้านความมั่นคงเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และก่อนหน้านั้นก็คงจะไม่มีอะไร และผมก็เชื่อว่าผมจะสามารถดูแลได้
เมื่อถึงการเลือกตั้งก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนว่าจะเลือกใคร อย่างไรหรือไม่
ส่วนการขออนุญาตต่อคสช. นั้นก็ให้ส่งเรื่องผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มา ซึ่งมีหลักเกณฑ์อยู่แล้วว่าจะพิจารณาอนุญาตให้อย่างไร หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องขั้นตอนการจัดตั้งพรรค
ส่วนการที่ผู้จัดตั้งพรรคต่างๆออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องแนวทางพรรคของตัวเองนั้น ยังเชื่อว่าจะอยู่ในกรอบเป็นธรรมดาที่อยากให้สังคมรู้จัก และแนวทางของตัวเอง และเชื่อว่าจะไม่นำไปสู่ความวุ่นวาย
ส่วน การที่นายธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจจัดตั้งพรรคใหม่นั้น เคยมีส่วนในความเคลื่อนไหวเรื่องแก้ไขมาตรา 112 นั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า ปกติแล้วทุกคนมีสิทธิ์ในเรื่องการจัดตั้งพรรค. แต่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหรือไม่ก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรค และต้องดูพื้นฐานความเป็นมาของแต่ละคนที่มาจัดตั้งพรรคด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของพี่น้องประชาชน
เมื่อถามว่าดูจาก 50 กลุ่มที่มาจองชื่อจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองนั้นเป็นความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่พลเอกเฉลิมชัยกล่าวว่าตอนนี้ที่เราเห็นเป็นเรื่องของรายบุคคล เรายังไม่เห็นนโยบายพรรค
ยังมีเวลามีขั้นตอนในการดำเนินการอีกเยอะหลังจาก สนช.ผ่านร่างกฏหมายลูกเรียบร้อยแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน
เมื่อถามว่าคาดหวังกับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในทางการเมืองหรือไม่ พลเอกเฉลิมชัยกล่าวว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ คนรุ่นเก่าหมดไป ก็ต้องมีคนรุ่นใหม่มาแทน. แต่การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน

"บิ๊กป้อม" โผทหาร ถึงมือ "นายกฯ" แล้ว เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ

"บิ๊กป้อม" โผทหาร ถึงมือ "นายกฯ" แล้ว เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี ว่า ได้ส่งให้ เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. แล้ว
ทั้งนี้ จากนี้จะเป็น เตรียมการ นำขึ้นทูลเกล้าฯ

แก้ง่ายนิดเดียว

แก้ง่ายนิดเดียว



“โฆษกไก่อู” ได้นำข้อกังวลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯและ หน.คสช.เกี่ยวกับภาระงบรายจ่ายโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เพิ่มสูงขึ้นๆ ทุกปีๆ
โดยฝากให้สื่อมวลชนช่วยสร้างความเข้าใจกับสังคมไทยว่า แม้โครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค ช่วยให้คนไทยได้รับบริการสุขภาพทั่วหน้ากัน
แต่สังคมอาจลืมคิดไป ว่างบที่ใช้ในโครงการนี้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
ปีนี้ 2561 ต้องจัดหางบสนับสนุนเพิ่มเป็น 1.7 แสนล้านบาท
คาดว่าปีหน้า 2562 ภาระรายจ่าย จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 แสนล้านบาท
แต่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย
อัตราภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม
แล้วอย่างนี้รัฐบาลจะมีงบประมาณไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร??
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าข้อกังวลของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีเหตุผลน่ารับฟัง
เพราะวงเงินที่รัฐบาลต้องใช้อัดฉีดโครงการนี้เพิ่มขึ้นทุกปีเป็นเรื่องจริง
แต่ไม่ควรมองที่ตัวเลขงบประมาณเพียงด้านเดียว
แม้รัฐบาลต้องใช้เงินสนับสนุนโครงการนี้ถึง 1.7 แสนล้านบาทต่อปี
ถ้าหักค่าใช้จ่ายเงินเดือนหมอพยาบาลอีก 5 หมื่นล้านบาทต่อปี จะเหลือเม็ดเงินค่าใช้จ่ายในโครงการเพียง 1.2 แสนล้านบาท
แต่พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการหลักประกันสุขภาพมากถึง 48.7 ล้านคน
ถ้าเฉลี่ยเป็นรายหัวเพียง 3,500 บาทต่อคนต่อปี
มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มด้วยซ้ำไป
“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลอ้างเหตุผลการจัดเก็บรายได้ไม่เพิ่มขึ้น เป็นเงื่อนไขเพื่อลดภาระรายจ่ายของรัฐบาล
เพราะเมื่อรัฐบาลมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวโตวันโตคืน
การส่งสินค้าออกก็เพิ่มขึ้นทั้งมูลค่าและปริมาณ
ดังนั้น การจัดเก็บภาษีควรต้องเพิ่มขึ้นๆเป็นเงาตามตัว น่าจะพอเพียงกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นปีละ 1 หมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน
ทีนี้มาถึงประเด็นสำคัญ
ถามว่า รัฐบาลจะจัดหาเม็ดเงินไปอัดฉีดโครงการประกันสุขภาพ แห่งชาติที่เพิ่มขึ้นๆทุกปีๆได้อย่างไร??
“แม่ลูกจันทร์” มีข้อเสนอให้ท่านนายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์” นำไปพิจารณา 4 ข้อ พอหอมปากหอมคอดังนี้ คือ...
1, ปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้สอด คล้องกับภาระรายจ่ายของรัฐบาล
2, หยุดกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีลดภาษีตะพึดตะพือ
เพราะการลดภาษีเป็นตัวการสำคัญทำให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร
3, ทบทวนโครงการสวัสดิการแจกฟรีให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
เช่น การแจกฟรีเบี้ยยังชีพคนชราให้ผู้ที่ไม่มีฐานะยากจน กว่า 4 ล้านคน
4, ทบทวนโครงการลงทุนใหญ่ที่รัฐไม่ควรต้องลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์
เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–โคราช–หนองคาย ควรให้ฝ่ายจีนร่วมลงทุน ไม่ใช่ไทยควักกระเป๋าลงทุนเองทุกบาททุกสตางค์
หาก “พล.อ.ประยุทธ์” เห็นด้วยกับข้อเสนอ 4 ข้อนี้ รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกก้อนโตมโหฬาร
เอาไปอัดฉีดโครงการหลัก ประกันสุขภาพได้อีก 20 ปีอย่างสบายแฮ.
“แม่ลูกจันทร์”

ไว้แก้ตัวบทปราบเฮี้ยว

ไว้แก้ตัวบทปราบเฮี้ยว



หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ สำหรับโปรแกรมไฟเขียวให้กลุ่มการเมืองรวมตัวกันจดแจ้งจองชื่อพรรคการเมืองกับ กกต. ถึงวันนี้มี 50 กลุ่ม
ฮือฮาแค่ในวันประเดิมคิวเปิดตลาด คึกคักดีเดย์ป่าช้าแตก
ยังรอว่าที่พรรคไฮไลต์ ของคนโตตัวดำ “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตบิ๊ก กปปส. กับแบรนด์ที่จับจองชื่อยาวเหยียดจนต้องใส่ไปยาลน้อย “มวลมหาประชาชนฯ”
แม้ “กำนันธานี” แห่ง “เทือกสุบรรณบราเธอร์” สาย “บ้านมะขาม” เมืองสุราษฎร์ฯ ยังยืนยัน “เอาแน่” จ่อเข้าคิวจดแจ้งจัดตั้งพรรคในฝัน เพียงแต่อีกทาง
สาย “กำนันเทือก” แห่ง “บ้านดอนรัก” ชักเสียงอ่อย
ไม่ตั้งพรรค ไม่เล่นการเมือง ไม่รับตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะบรรดาลูกข่ายใน ปชป. ชัดเจนแล้วว่าไม่เอาด้วยกับรายการแหกค่าย อาจด้วยเพราะไม่มั่นใจในพรรคใหม่ สุดท้ายอาจแค่ ฉก.“เฉพาะกิจ”
ประสานเสียง “ภารกิจ กปปส. จบแล้วครับนาย”
และประเมินได้เช่นกัน กำลังเสริมระดับชื่อชั้นมีแรงดึงดูด ทั้งคน–ทุน อย่าง พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตบิ๊กสีกากี–ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท.–พงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัด มท. ฯลฯ ที่กำลังดีล
“บิ๊กเนม” ชุดนี้ยังต้องตามจีบอีกยาว ไม่ให้ “ลุงกำนัน” หงอยยังไงไหว
แต่จะให้ถอดใจคงยาก เพราะหากหลุดขบวนอำนาจพิเศษเฟสต่อไป ไม่ได้ร่วมวงหนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในโปรแกรมหน้า
ลงจากหลังเสือมือเปล่า หวาดเสียวกว่านี้
จึงต้องจับตาลูกฮึด “ลุงกำนันสุเทพ” จะเล่นไม้ไหนต่อ หรือเอาแค่มีตุนกำลังขุนพลหลัก กวาดต้อนแนวร่วมคนดัง กปปส. บิ๊กเนมกลุ่มพันธมิตรฯที่ทาบทามไว้ภายใน และไปทำปฏิญญา ณ แดนปลาดิบ แบบเก็บเล็กผสมน้อย
เป็นอีกค่าย “เบี้ยใต้ถุนร้าน” ให้อำนาจพิเศษ รอรับ “งานใหญ่” รอบต่อไป
จากที่มองข้ามช็อตกัน รัฐบาลผสมหลังเลือกตั้งจะต้องเหนื่อยช่วงบริหารงาน โดยเฉพาะการจัดการสารพัดป้อมค่าย รวมทั้งพรรคหลักประชาธิปัตย์ ที่ย่อมต้องโกยแต้มเลือกตั้งให้มากที่สุดเพื่อเฮี้ยวต่อรอง
ถึงคิวนั้น “ลุงกำนัน” อาจเป็นตัวช่วยพิเศษในเกม “งูเห่า”–ทั้งดึงทั้งตรึงแต้มหนุนวาระงานสำคัญ
บริการเสริมพลังสีเขียวกำราบเฮี้ยว ย้อนยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ
มือประสานแบบ “กำนันสุเทพ” จะมีบทเล่นต่อ อาจต้องรอกาลอนาคต
แน่นอน ถึงเวลานี้อาจไม่ใช่อนาคตอันไกลโพ้นแบบโรดแม็ปเลือกตั้งขยับไม่รู้จบ เพราะล่าสุดรูปการณ์ก็มีแนวโน้มตามที่ “บิ๊กตู่” ประกาศ “กุมภาพันธ์ ปี 2562 ได้เลือกตั้งกันแน่”
ประกอบกับล่าสุดที่ประชุม สนช.มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.แบบฉลุย ก่อนประธาน สนช.จะเสนอร่างกฎหมายให้ผู้นำนำขึ้นทูลเกล้าฯเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป
ดูจากเสียงโหวต สนช.ท่วมท้น คิวนี้น่าจะเกมไหล คงไม่มีการยื่นตีความ เว้นแต่จะไปสะดุดโดยภาคประชาชน หรือภาคส่วนอื่นยื่นส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหลังการประกาศใช้กฎหมาย
แต่ถึงขั้นนั้น ก็คงจะไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง
ไม่เท่านั้น กับคิวที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.อ่านทาง ออกมากระตุกพรรคการเมืองที่ขอจัดตั้งใหม่ให้เร่งเตรียมการขั้นตอนตั้งพรรค เพราะเผลอๆโรดแม็ปอาจขยับเข้ามา
มีโอกาสเช่นกันที่จะเลือกตั้งไวกว่ากำหนด
ในจังหวะที่ทุกฝ่ายคงต้องคอยอ่านสัญญาณเรดาร์พยากรณ์อากาศการเมืองกันให้ดี
ท่ามกลางภาวะแปรปรวน คลื่นลมจะพัดพาไปทิศทางไหน.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

กฎหมายพรรคการเมือง พรรคมวลชน และ(พรรค)คนรุ่นใหม่ โดย อุเชนทร์ เชียงเสน

กฎหมายพรรคการเมือง พรรคมวลชน และ(พรรค)คนรุ่นใหม่ โดย อุเชนทร์ เชียงเสน


ท่ามกลางสถานการณ์ที่เสียงของ “คนอยากเลือกตั้ง” เพื่อโอกาสหรือการเริ่มต้นใหม่ๆ มีพลังมากขึ้น พร้อมกับคำถามว่าด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรืออื่นๆ รวมทั้ง “ตัวเลือก” ที่จำกัดของประชาชนนั้น การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่สิ่งใหม่ได้อีกหรือ? การเสนอตัวเป็น “ทางเลือกใหม่” โดยพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ ภายใต้การนำของนักวิชาการ นักธุรกิจ/นักกิจกรรมรุ่นใหม่ จึงเหมือนมาเติมช่องว่าง สร้างสีสัน จุดประกายของความหวังเล็กๆ ได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งในหมู่คนอยากเลือกตั้งเองก็มีคำถามต่อการปรากฏตัวของพรรคการเมืองนี้เช่นกัน จากเรื่องเล็กๆ จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ จากระยะสั้นจนถึงระยะยาว ตั้งแต่ควรจะมีพรรคการเมืองหรือไม่? จังหวะเวลานี้เหมาะสมหรือไม่? พรรคจะเป็นแบบไหน? ใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย? นโยบายควรเป็นแบบไหน? จะประสบความสำเร็จหรือไม่? จนกระทั่งหากได้เป็นรัฐบาลแล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้วยกระบวนการอย่างไร? คำถามทั้งหมดนี้น่าสนใจ เป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ต้องขบคิดและตอบคำถาม จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังเอง
ทั้งนี้ผู้เขียนต้องการแลกเปลี่ยนและเสนอความเห็นทั้งต่อผู้ริเริ่ม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ที่สนใจ และประชาชนทั่วไป ในประเด็นสำคัญพื้นฐาน 3 ประการ คือ 1) พรรคการเมืองและกฎหมายพรรคการเมือง 2) พรรคมวลชนและโอกาสของพรรคมวลชน และ 3) การสร้างพรรคทางเลือกใหม่ของคนรุ่นใหม่
1.
พรรคการเมืองและกฎหมายพรรคการเมือง 2560
หากถามนักรัฐศาสตร์ พวกเขาอาจจะนิยามความหมายพรรคการเมืองแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือเน้นไปที่การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและต้องการได้รับตำแหน่งสาธารณะและอาณัติหรืออำนาจในการปกครองจากประชาชน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง พรรคการเมืองเป็นการรวมตัวของพลเมืองบนฐานของความเป็นสมาชิกและโปรแกรมบางอย่าง เพื่อยึดครองตำแหน่งในการตัดสินใจทางการเมือง ผ่านวิธีการเลือกตั้ง ด้วยกลุ่มผู้นำของตนเอง เพื่อที่จะทำให้ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ดำรงอยู่เป็นจริง หรือนำไปสู่การปฏิบัติ สิ่งนี้เองที่ทำให้พรรคการเมืองต่างกับการรวมกลุ่มในลักษณะอื่นๆ ที่ต้องการใช้กลุ่มในการต่อรองผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตนอย่างกลุ่มผลประโยชน์ หรือสร้างอำนาจผ่านปฏิบัติการทางตรงอย่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
การมีอำนาจที่เป็นทางการ/ตามกฎหมาย “อำนาจที่มาจากประชาชน” ไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ (กรณีเป็นสมาชิกรัฐสภา) หรือบริหาร (กรณีเป็นรัฐบาล) ซึ่งจำเป็นในการผลักดันหรือเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เป็นข้อจำกัดหรือสิ่งที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไม่มี และจึงเป็นเหตุให้ขบวนการไม่น้อยที่มีขอบเขตสมาชิกหรือผลประโยชน์ครอบคลุมกลุ่มที่กว้างขวางพอ พัฒนามาเป็นพรรคการเมืองในที่สุด สำหรับประเทศไทยมีความพยายามลักษณะนี้จากขบวนการเคลื่อนไหว “ภาคประชาชน” เช่นกัน แต่ด้วยความคิดและวิถีการปฏิบัติแบบเก่า ไม่เชื่อมั่นในพลังของตนเองและเป็นนักฉวยโอกาส โครงการทางการเมืองนี้จึงจบด้วยการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขุดหลุมฝังโอกาสของตัวเองและคนรุ่นหลังกับวิกฤตทางการเมืองที่พวกเขาร่วมสร้างขึ้นมานับทศวรรษ
สำหรับพรรคการเมือง ดูเหมือนว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 กลายมาเป็นอุปสรรคมากกว่าสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองของพลเมืองนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานควรจะทำได้ง่าย
รูปธรรมที่สำคัญของประเด็นที่กล่าวถึงข้างต้น เช่น การกำหนดจำนวนสมาชิกในการจัดตั้ง ไม่น้อยกว่าห้าร้อยคน และ “เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิม คนละไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาท แต่ไม่เกินคนละห้าหมื่นบาท” (มาตรา 9) สมาชิกแต่ละคนต้องจ่ายค่าสมาชิก/บำรุงพรรคไม่น้อยกว่าปีละหนึ่งร้อยบาท (มาตรา 15 วงเล็บ 15) แต่จะสิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อไม่ชําระค่าบํารุงเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน (มาตรา 27 วงเล็บ 3)
นอกจากนั้น เมื่อจดทะเบียนพรรคแล้ว ภายใน 1 ปี ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าห้าพันคน และภายใน 4 ปี ต้องเพิ่มสมาชิกให้มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน และต้องจัดให้มีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา (มาตรา 33) โดยในจังหวัดที่ไม่มีสำนักงานใหญ่หรือสาขาพรรค ให้จัดตั้ง “ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด” (มาตรา 35) เพื่อดำเนินกิจกรรมของพรรคในเขตพื้นที่ ไม่นับข้อห้ามอีกสารพัดที่ไม่เพียงมีอคติ แต่ยังมองพรรคการเมืองเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด
มาตรการที่ยกมาข้างต้นนี้ กล่าวได้ว่า เป็นปฏิกิริยาต่อการเกิด “พรรคทักษิณ” (พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน เพื่อไทย) และจึงต้องการให้เกิด “พรรคการเมืองแบบมวลชน (Mass Party)” ขึ้นในประเทศไทยของผู้บัญญัติกฎหมาย แต่กลายเป็นความหวังดีที่จะมีผลทางร้ายเพราะการบังคับให้เป็นพรรคมวลชนและถูกควบคุมมากเกินไปด้วยความกลัว “ผีทักษิณ” จะทำให้พรรคการเมืองขาดคุณสมบัติ (มาตรา 91) หรือถูกยุบ (มาตรา 92) ได้ง่ายจนเกินไป แทนที่จะส่งเสริมหรือปล่อยให้เติบโตอย่างอิสระตามวิถีของมัน
ไม่นับรวมวิธีการเลือกตั้ง/นับคะแนนของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่ค่อนข้างพิสดาร ในระบบบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วน จากเดิม รัฐธรรมนูญ 2540 หรือฉบับต่อๆ มา ที่เป็นระบบคู่ขนาน พรรคการเมืองหรือกลุ่มเฉพาะขนาดเล็กที่ไม่สามารถชนะในการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตได้ สามารถรวบรวมเสียงที่กระจัดกระจายผ่านการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้มี ส.ส.ในระบบสัดส่วนได้บ้าง แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับคำนวณสัดส่วน ส.ส.จากคะแนนที่ได้รับในระบบแบ่งเขตมารวมกัน แล้วลบด้วยจำนวน ส.ส.เขตที่แต่ละพรรคได้จริง เป็นจำนวน ส.ส.ในระบบสัดส่วนของแต่ละพรรค
ทั้งหมดนี้ ทำให้พรรคการเมืองใหม่ๆ ขนาดเล็ก เกิดพัฒนา กระทั่งมีผู้แทนในสภาได้ยาก ไม่เพียงแต่กรณีพรรคการเมืองไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์จุกจิกที่วางไว้ หากออกนอกลู่นอกทางก็อาจจะถูกยุบได้ง่ายเหมือนกัน
2.
พรรคมวลชน และ “โอกาส” ของพรรคมวลชน
ไม่ต่างกับคนอื่นนัก คำถามขึ้นในใจผู้เขียนทันที เมื่อทราบว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะตั้งพรรคการเมืองและลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่? ทั้งข้อจำกัดของกฎหมายการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารวางไว้ ที่การแก้ไขตามระบบเป็นไปได้ยากมาก แต่ภายใต้การเห็นในสิ่งเดียวกันนี้สามารถมองได้สองทางเช่นกัน ทางหนึ่งปล่อยมันไปตามยถากรรม อีกทางหนึ่งก็พยายามจะต่อสู้หรือเปลี่ยนแปลงมัน แม้ตระหนักว่ายากเพียงใดก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงในโลกนี้น่าจะมาจากมุมมองที่สองมากกว่ามุมมองแรก
เราสามารถมองสถานการณ์นี้เป็น “โอกาสทางการเมือง” ได้เช่นกันในอย่างน้อย 2 ประเด็น
ประเด็นแรกว่าด้วย “ทางเลือก” ความขัดแย้งทางการเมืองกว่าทศวรรษที่ผ่านมายังไม่เห็นทางออกอันใด เมื่อพิจารณาจากผู้แสดงทางการเมืองที่มีอยู่ และดังนั้น ทางเลือกจึงจำเป็น และเป็นโอกาสของตัวแสดงทางการเมืองใหม่ที่จะเข้ามาเสนอตัวเป็นทางเลือก ประเด็นนี้มีผู้อภิปรายไว้หลายท่านแล้ว
ประเด็นที่สองว่าด้วย “พรรคมวลชน” หากถือว่า “พรรคไทยรักไทย” เป็นพรรคทางเลือกในต้นทศวรรษ 2540 ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่างในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนการขาดความเป็นพรรคมวลชนของพรรคนี้ แม้จะมีสมาชิกมากมายเพียงไรก็ตาม ทำให้การดำเนินการหรือตัดสินใจต่างๆ ในเรื่องสำคัญ ถูกจำกัดไว้ที่ “แกนนำ” หรือศูนย์กลางของพรรคมากเกินไป ขาดการอภิปรายตรวจสอบหรือเหนี่ยวรั้งจากสมาชิก และคำนึงถึงสมาชิกน้อยเกินไป

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ความคิดเบื้องต้น (แปลว่า ต้องผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยน ปรับปรุง พัฒนา ตกผลึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า) ของผู้ริเริ่มเองตระหนักถึงปัญหานี้ดีและจึงมี “พรรคมวลชน” เป็นต้นแบบ
หากคิดแบบนี้ เราสามารถใช้เงื่อนไขที่กฎหมายบีบให้เป็นพรรคมวลชน สร้างพรรคมวลชนจริงๆ ได้เหมือนกัน เพียงแต่มีระยะเวลาจำกัด และหวังผลระยะสั้นไม่ได้มากนัก ประเด็นนี้ทุกคนย่อมตระหนักดี
พรรคมวลชนคืออะไร? คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเป็นพรรคที่มีสมาชิกมาก แน่นอนจำนวนสมาชิกสำคัญเพราะเป็นที่มาหรือนำไปสู่ประเด็นสำคัญอื่น อันได้แก่ ผู้ลงคะแนนเสียง ค่าสมาชิก/เงินบริจาคในการดำเนินกิจกรรม การรณรงค์หาเสียง หรือการระดมทรัพยากรอื่นๆ แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะพรรคแบบนี้ต้องการความผูกพันอย่างสูงจากสมาชิก เพื่อเข้าสู่โครงสร้างที่ขยายออกจากศูนย์กลางเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ที่กว้างขวางและเครือข่ายที่เข้มแข็งของพรรค ดังนั้น ตัวชี้วัดสำคัญของการเป็นพรรคมวลชน คือ โครงสร้างและการจัดการบริหารพรรค ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ในพรรค (ตรงกันข้ามกับพรรคชนชั้นนำที่เน้นบทบาทผู้นำและรวมศูนย์อำนาจ) ที่เน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และการร่วมตัดสินใจของสมาชิก ในฐานะที่เป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน และความสัมพันธ์ภายในที่เป็นประชาธิปไตย สมาชิกที่เข้มแข็งและเอาการเอางานจึงเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นวัคซีนป้องกันความโน้มเอียงหรือกลายร่างเป็นอย่างอื่น
การสร้างพรรคการเมืองใหม่และพยายามเป็นพรรคมวลชนจึงเป็นกระบวนการและแนวทางใหม่ที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยและอาจขาดความชัดเจน การไม่มีสูตรสำเร็จในหลายเรื่อง สร้างข้อกังขาหรือคำถามได้มากมาย แต่กระบวนการได้มาในเรื่องเหล่านี้สำคัญไม่น้อยกว่าคำตอบ และเปิดโอกาสให้ผู้คนที่สนใจจะร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างจริงจัง กระบวนการนี้ต่างหากที่จะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรืออนาคตของพรรค
3.
การสร้างพรรคทางเลือกใหม่ของคนรุ่นใหม่
ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่กล่าวไว้บ้างแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องปิดบังว่าผู้เขียนสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่เสนอตัวขึ้นมาเป็นทางเลือกในการเมืองในขณะนี้ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้น แต่หมายรวมถึงกลุ่มอื่นๆ ซึ่งมีจุดยืนหรือความคิดทางการเมืองต่างออกไป เพราะพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสังคมประชาธิปไตย การมีพรรคการเมืองเพิ่มขึ้น หมายถึงประชาชนมีตัวเลือกที่จะมาแข่งขันเป็นปากเป็นเสียงหรือตัวแทนของเขามากขึ้น ท่ามกลางความคาดหวังและคำถามที่เกิดขึ้นมากมาย ผู้เขียนมีความเห็นและข้อเสนอเล็กๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนใจ ดังนี้
เป้าหมาย ที่นั่งในสภา และสมาชิก
สำหรับผู้ก่อตั้ง ย่อมหวังจะได้ ส.ส.จากการเลือกตั้งครั้งหน้าจำนวนหนึ่ง เพราะมี ส.ส.หมายถึงการที่พรรคจะได้มีบทบาทในสถาบันที่เป็นทางการในการเสนอความเห็น อภิปราย ผลักดัน และเสนอทางเลือกต่างๆ ตามนโยบายของพรรค นอกจากนั้นยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า แนวทางที่เลือก-การสร้างพรรคการเมือง-เป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือเป็นไปได้ มีอิทธิพลทางการเมืองมากกว่าช่องทางนอกสภา ความสำเร็จในขั้นตอนนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มเป้าหมายและดึงดูดคนที่มีศักยภาพเข้าสู่พรรคต่อไป และนั่นรวมถึงความสำเร็จที่จะเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งต่อไป
จำนวน ส.ส.ที่จะได้จากการเลือกตั้งมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่การไม่มีหรือมีที่นั่งในสภาน้อย ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จอันเดียวหรือสำคัญชี้ขาดของพรรคการเมืองในระยะแรก แต่อีกขาหนึ่งของความสำเร็จ คือ การมีสมาชิก-รวมถึงโครงสร้างพรรคการเมือง-ตามแบบพรรคมวลชนที่แท้จริง ที่มีความผูกพันกับพรรค พร้อมจ่ายค่าสมาชิก หาสมาชิกหรือผู้ปฏิบัติงานของพรรคเพิ่มเติม มีส่วนร่วมในองค์กรของพรรค และการสร้างเครือข่ายกับภาคประชาสังคม ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ภูมิภาค จนถึงระดับชาติ เป้าหมายนี้ต้องใช้เวลาและเป็นการทำงานระยะยาว ความสำเร็จในการรวบรวมสมาชิกที่มีเป้าหมายร่วมกันนี้จะเป็นเครื่องประกันความมั่นคงและความสำเร็จของพรรคในอนาคต
ดังนั้นสองขาในการทำงานของพรรค ซึ่งไปด้วยกัน ด้านหนึ่ง สร้างผลิตภัณฑ์ของพรรค คือ นโยบายและผู้สมัคร เสนอต่อผู้ลงคะแนนเสียง อีกด้านหนึ่ง การรวบรวมหาสมาชิกพรรค
การรวบรวมหาสมาชิกและผู้ปฏิบัติงาน
เมื่อนึกถึงพรรคการเมือง ผู้เขียนนึกถึงคำวิจารณ์ของอาจารย์ท่านหนึ่งต่อขบวนการ “ภาคประชาชน” เมื่อปี 2548 ว่า “ขบวนการทางการเมืองต้องเริ่มจากฐานความคิดอุดมการณ์ ไม่ใช่เริ่มจากคนหรือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อ ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชนหรือระดับล่างก็ตาม คุณจะต้องบอกว่า ความคิดแบบไหนเหมาะสมกับคนทั้งหมดในสังคม ที่ถูกต้อง และก็ถกเถียงจากความคิดนั้น”
เหมือนเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน แต่อยากเน้นย้ำว่า แนวคิดนี้สามารถหรือควรนำมาใช้ในการสร้างพรรค กล่าวคือ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการรวบรวมผู้คนที่กระตือรือร้นทางการเมืองที่มีอยู่ และพยายามเข้าถึงเฉพาะกลุ่มเฉพาะปัญหา ซึ่งมีลักษณะแคบเกินไป พรรคการเมืองควรจะเริ่มต้นจากฐานความคิดหรืออุดมการณ์แล้วนำไปสู่การรวบรวมหาสมาชิกและผู้ปฏิบัติงาน หรือขั้นตอนอื่นๆ ของพรรคทั้งหมดต่อไป
สุดท้าย ในสถานการณ์แบบนี้ การริเริ่มหรือการสร้างสิ่งใหม่ๆ ทั้งน่ากลัว-เสี่ยง หลายอย่างต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง แต่ก็ท้าทายสำหรับผู้ที่ลงมือกระทำ การไม่ประสบความสำเร็จในเวลาสั้นๆ เป็นเรื่องปกติ แต่เหล่านี้จะเป็นประสบการณ์เพื่อความสำเร็จขั้นตอนต่อไป (ทั้งนี้จำเป็นต้องมีกระบวนการเก็บรับบทเรียนและรายละเอียดที่ดีพอ)
ดังนั้น กระบวนการในการสร้างสิ่งใหม่ วัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ มีความสำคัญไม่น้อยความสำเร็จในระยะสั้น การเปลี่ยนสู่สิ่งที่ดีกว่ามาจากผู้คนที่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าผู้ยอมจำนน
อุเชนทร์ เชียงเสน
(c.cheangsan@gmail.com)
สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์

"บิ๊กป้อม"เตือน "ธนาธร" เอา แต่ พอประมาณ

"บิ๊กป้อม"เตือน "ธนาธร" เอา แต่ พอประมาณ อย่าไปอะไรมาก เวลาให้สัมภาษณ์ อย่าเพิ่งหาเสียง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ติง นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เตรียมตั้งพรรคการเมือง ร่วมกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ แต่ให้สัมภาษณ์ในเชิงหาเสียงว่า ถ้าหาเสียงก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าวิจารณ์ว่าคล้ายๆ ก็ยังไม่ใช่การหาเสียง ขณะนี้เป็นเพียงการแจ้งจดพรรคการเมือง ยังไม่ถึงขั้นประชุมพรรค อย่าไปอะไรมาก เอาพอประมาณ
เมื่อถามว่ามีพรรคใดบ้างที่ขออนุญาตคสช.เพื่อเปิดประชุมพรรค พลเอกประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ตนยังไม่ได้ประชุม

จับสัญญาณ ‘บิ๊กตู่’ เฟ้นพรรคเสนอชื่อ ‘นายกฯ’

จับสัญญาณ ‘บิ๊กตู่’ เฟ้นพรรคเสนอชื่อ ‘นายกฯ’


หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะยินยอมให้เสนอชื่อเป็นนายกฯ เช่น นโยบายพรรค ตัวบุคคล ความน่าเชื่อถือ



ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ก่อนอื่นแล้ว ในเบื้องต้นให้มองประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อน ที่ชัดมากคือในยุคของ ปี?35 รสช.ที่มีความพยายามสร้างทายาททางการเมืองโดยตั้งพรรคการเมืองมารองรับการสืบทอดอำนาจของฝ่ายทหาร แต่การสืบทอดอำนาจแบบนั้นก่อให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่ง คือความชอบธรรมด้านการเมืองว่าด้วยการเข้ามาของผู้มีอำนาจทางการเมือง เพราะจะกลายเป็นว่าคำถามคือจะมีการสืบทอดอำนาจกันหรือเปล่า การที่มีความไม่ชัดเจนและการสืบทอดอำนาจแบบนั้นจะนำมาสู่การที่กลไกพรรคการเมืองจะทำงานได้อย่างไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง จะเป็นการยึดติดกับส่วนบุคคล ระบบอุปถัมภ์แบบเดิมๆ เป็นการสร้างมหาอำมาตย์แบบใหม่ แทนที่จะสร้างพรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่กลายเป็นว่าพรรคการเมืองมารองรับพรรคข้าราชการต่อเนื่องขึ้นมาอีก นอกจากนี้ในแง่ของระบบการตรวจสอบว่าจะวางกลไกอย่างไร
สำหรับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ที่บอกว่าขอดูนโยบายพรรคที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯก่อนนั้น เราต้องมองยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 20 ปี ต้องมองว่าทางฝ่ายผู้มีอำนาจจะบอกว่าใช้เพื่อพัฒนาประเทศ แต่ยุทธศาสตร์ 20 ปี ส่วนหนึ่งสามารถใช้เป็นกลไกในการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองได้อีก เช่น ต้องการมาสืบทอดหรือสืบสานงานให้ครบในแผนที่ตั้งไว้ในยุทธศาสตร์ แต่แผนนี้สะท้อนอะไรบางอย่างที่นายกฯกำลังคิดอยู่ส่วนหนึ่ง โดยสะท้อนความต้องการลึกๆ ของนายกฯ มองว่าภารกิจของนายกฯ ด้านการเมืองที่เห็นชัด คือต้องไปดูว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังพัฒนาหรือสืบทอดกันมาตอนนี้
ถ้ามองตามสายตาของนายกฯ เวลาจะลงจากหลังเสือยังไม่ปลอดภัย เขาลงคนเดียวไม่เท่าไหร่ แต่มันเป็นเครือข่าย การขึ้นหลังเสือโดยรัฐประหาร การตอบคำถามของนักการเมืองที่จะลงจากหลังเสืออย่างไรให้ปลอดภัยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนการเข้ามา ส่วนการมาทำงานเพื่อช่วยเหลือประเทศ เป็นเหตุผลโดยทั่วไปมากกว่าเหตุผลทางด้านการเมือง



องอาจ คล้ามไพบูลย์
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกมาขอบคุณพรรคการเมืองที่สนับสนุนตนเองให้เป็นนายกฯคนนอกนั้น คิดว่า นายกฯคงจะขอบคุณตามธรรมเนียมที่ทราบอยู่แล้วว่าก็คงจะมีพรรคการเมืองใหม่บางพรรคสนับสนุนตัวเอง ซึ่งตามขั้นตอนนั้นนายกฯคนนอก พล.อ.ประยุทธ์สามารถมีสิทธิถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯคนนอกได้ ดังนั้นท่านจึงออกมาขอบคุณพรรคการเมืองที่สนับสนุนตนเองตามมารยาท อีกด้านหนึ่ง หากมองก็จะเห็นได้ชัดว่านี่คือการเปิดไมตรีจากพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้เป็นนายกฯคนนอกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท่าทีของนายกฯไม่เคยมีการปฏิเสธ หรือมีการปิดประตู ปิดช่องทางว่าตัวเองจะไม่เป็นนายกฯคนนอกแต่อย่างใด แม้แต่ตัวท่านเองก็ยังเคยพูดว่า เรื่องท่านจะเป็นนายกฯคนนอกหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของอนาคต จึงชัดเจนว่าตรงนี้ไม่ได้เป็นการปิดประตูในตำแหน่งหน้าที่นายกฯคนนอกของ พล.อ.ประยุทธ์
นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมและการกระทำหลายอย่างของนายกฯที่เห็นได้ชัดว่าอาจจะตัดสินใจเล่นการเมือง หรืออาจเป็นนายกฯคนนอกได้ ถ้าติดตามการให้สัมภาษณ์ของท่านจะเห็นได้ชัดว่าท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ในการตัดสินใจที่จะเป็นนายกฯคนนอก ก็ยังมีอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียว
ทั้งนี้ การตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็พูดถูกว่า เรื่องนี้ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอะไรในตอนนี้ เพราะการเลือกนายกฯคนนอกนั้น เป็นเรื่องของทิศทางการเมืองในอนาคต จึงไม่มีใครสามารถเดาได้ แต่หากถึงวันเวลานั้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะตัดสินใจอย่างไร หากมีพรรคการเมืองมาเสนอให้ท่านเป็นนายกฯคนนอกจะตกลงหรือไม่ตกลง ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองเพียงคนเดียว ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
สำหรับพรรค ปชป. แนวทางการสนับสนุนผู้ที่จะมาเป็นนายกฯนั้น จุดยืนยังคงเป็นไปตามทิศทางของพรรค ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ เราเป็นพรรคการเมืองก็ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรคให้เป็นนายกฯเท่านั้น ส่วนพรรคอื่นจะมีแนวทางอย่างไร ก็ถือเป็นสิทธิของแต่ละพรรค เพราะอุดมการณ์และแนวทางของแต่ละพรรคการเมืองไม่เหมือนกับพรรค ปชป. ผมยืนยันว่าแนวทางการสนับสนุนนายกฯของพรรคจะต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น




นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก

ดูจากการสื่อสารของท่านนายกฯ มีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่า นายกฯจะสืบทอดอำนาจผ่านพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ เพราะว่าจากที่ท่านสื่อสารออกมา ท่านไม่ได้ปฏิเสธตำแหน่งนายกฯจากการเสนอชื่อของพรรคการเมือง การที่ไม่ปฏิเสธ อนุมานได้ว่าเป็นการยอมรับข้อเสนอ เพียงแต่ว่านายกฯมีเงื่อนไขว่าจะขอพิจารณาจากพรรคการเมืองซึ่งมีนโยบายอย่างไร และก็ขอพิจารณาคนในพรรค จึงมีความชัดเจนว่าท่านมีความประสงค์ที่จะอยู่ในอำนาจต่อ ก็คือนายกฯอยากที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่า นายกฯพร้อมที่จะสืบทอดอำนาจในกระบวนการการเลือกตั้งโดยที่ว่าให้พรรคการเมืองเสนอชื่อท่าน เป็นสัญญาณว่าพรรคการเมืองต่างๆ ต้องเตรียมพร้อมว่าถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ พรรคอื่นๆ จะเสนอชื่อใคร คงเป็นสัญญาณที่ส่งให้พรรคการเมืองได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของคนที่จะมาเป็นหัวขบวนหรือคนที่จะถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี
จากที่ พล.อ.ประยุทธ์สื่อสารมาค่อนข้างชัดเจน คือให้พรรคใดพรรคหนึ่งเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านจะลงสมัครหรือเปล่า คิดว่าคงไม่ลงสมัครเลือกตั้ง แต่ในกระบวนการที่อนุญาตให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ท่านก็สามารถมาดำรงตำแหน่งได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านคงไม่ลงไปในกระบวนการเลือกตั้ง แต่ยินยอมให้เสนอชื่อ นั่นก็คือการพร้อมเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่หากหลังการเลือกตั้งจะดูภาวะใกล้ๆ ว่าบริบทในช่วงนั้นเป็นอย่างไร ภาวะเศรษฐกิจ สังคมโลก มองไทยอย่างไร มีปฏิกิริยายังไง คงต้องประเมินใกล้ๆ การเลือกตั้ง แต่ว่าตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่ส่งว่าจะมีการเลือกตั้ง เราจึงประเมินได้ยากว่าหลังการเลือกตั้งภาวการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ในแง่ของการประเมิน ถ้ามีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยินดีให้พรรคการเมืองเสนอ กระบวนการการเลือกตั้งเป็นอย่างไร พรรคที่เสนอ พล.อ.ประยุทธ์จะมีความได้เปรียบในระดับหนึ่ง เพราะถือเป็นการเสนอชื่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ จะเอื้อให้กับพรรคนี้ได้เปรียบกว่าพรรคอื่นๆ อยู่บ้าง ยกเว้นแต่ว่าพรรคอื่นมีตัวบุคคลที่โดดเด่นและมีนโยบายที่สามารถจะเสนอแล้วโดนใจประชาชนได้ ตรงนั้นมีโอกาสต่อสู้ในกระบวนการการเลือกตั้งได้



ทรงศักดิ์ ทองศรี
รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

คงตอบแทน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วท่านคิดอย่างไร เพราะเป็นเพียงคนนอกที่มองท่านทำงาน คิดว่านายกฯก็ต้องพูดแบบนี้ เพราะถ้าเป็นผม ผมก็พูดอย่างนี้ พูดอย่างอื่นไม่ได้หรอก เพราะยังไม่ชัดเจน พูดแบบไม่ชัดไว้ดีกว่า เพราะถ้าพูดแบบชัดๆ จะผูกมัดตัวเองในวันข้างหน้า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าขอดูนโยบายของแต่ละพรรคก่อน คงมีเหตุผลของตัวเอง เรียกว่าตอบแบบการเมืองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่คิดว่าเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นตัวพิสูจน์ ยิ่งเวลาเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ความชัดเจนก็จะยิ่งเกิด วันนี้ยังตอบโจทย์อะไรแทบไม่ได้ เพราะวันเวลาที่จะจัดเลือกตั้งยังไม่ชัด พอไม่ชัด บุคคลจะตัดสินใจในสิ่งที่ยังไม่ชัดก็ตัดสินใจลำบากทุกคน การตอบคำถามสมมุตินั้นตอบยาก วันนี้กฎหมายลูกทั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ยังไม่ประกาศเป็นกฎหมาย แม้จะประกาศเป็นกฎหมายก็มีเรื่องต่ออีกว่า วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต้องต่อไปอีก 90 วันหรือเท่าไหร่ ต้องชัดเจนก่อน ดังนั้น คนที่จะตอบโจทย์ว่าจะเล่นการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่อยู่ในเส้นทางการเมืองจริงๆ อย่างบางท่านก็ยังตอบไม่ได้หรอก
ส่วนที่มีกลุ่มการเมืองประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้น ต้องบอกว่าหลายกลุ่มที่ไปจดแจ้งชื่อพรรคก็ยังไม่ได้เป็นพรรคการเมือง เวลาทำพรรคจริงๆ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ ชื่อพรรคที่ขอจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ผมเห็นข่าวมาว่าเป็นพรรคนั้นพรรคนี้ จริงๆ ยังไม่ได้เป็นพรรคหรอก เป็นแค่กลุ่มการเมืองเสนอจดแจ้งชื่อพรรค ต่อไปก็ยังมีขั้นตอนอีกเยอะ แต่วันนี้คนที่เสนอแนวคิดว่าจะสนับสนุนใครก็เป็นทิศทางที่ดีในระบอบประชาธิปไตย
ที่ผ่านมา ด้วยตำแหน่งนายกฯ แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะบอกว่าไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่โดยตำแหน่งของท่านเป็นตำแหน่งทางการเมือง จะไม่เป็นนักการเมืองก็ไม่ได้ แต่ในอนาคตท่านจะเล่นการเมืองต่อหรือไม่เป็นเรื่องของท่านที่ต้องพิจารณา
โดยส่วนตัวมองว่าถ้าใครคิดว่าสามารถทำงานเพื่อบ้านเมืองเพื่อประชาชน ผมก็เห็นด้วยในการเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง แต่สุดท้ายคนที่จะได้ตัดสินใจว่าใครจะได้ไปต่อก็ต้องอยู่ที่ประชาชน ดังนั้น ถ้าใครในประเทศไทยที่มีความประสงค์ และคิดว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถจะพาประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ผมเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนให้เข้าสู่เส้นทางการเมือง

จุดยกระดับความมั่นใจ

จุดยกระดับความมั่นใจ



โดยสถานะของ “ตัวเต็ง” นายกรัฐมนตรีคนนอก แค่นี้ก็บอกอะไรได้เยอะแล้ว
กับอาการของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ที่ออกตัวเป็นเชิงขอบคุณมิตรรักแฟนเพลงที่แสดงเจตจำนง ตั้งพรรคการเมืองมาสนับสนุน
เอาเสลี่ยงมาแบกให้เบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง
แต่ตามฟอร์มก็ยังต้อง “แทงกั๊ก” ยักท่าไว้ก่อนว่า ยังไม่ถึงเวลา ตอนนี้ยังไม่มีใคร “กล้า” ต่อสายตรงทาบทาม ที่สำคัญถึงจะขอมาก็ยังไม่รู้จะรับหรือไม่
ต้องดูนโยบาย ดูคนร่วมพรรค มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน
ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
ลีลาภาษาแบบนี้ นักการเมืองเขาเรียกว่า “เอาแน่”
เอาเป็นว่า จับอาการประเมินคำพูดของ “ลุงตู่” ที่เริ่มปล่อยเงื่อนไขพรรคการเมืองที่จะสนับสนุน ล้อต่อเนื่องกับการย้ำกำหนดเลือกตั้งชัดเจนไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562
สะท้อนระดับความมั่นอกมั่นใจ
ไม่กลัว “เสียของ” แสดงว่าต้องพร้อมระดับหนึ่งแล้ว
อีกทั้งประเมินตามแนวโน้มสถานการณ์ที่ “ลุงตู่” และทีมงานเดินหน้าปั่นเนื้องาน แบบที่เห็นทั้งการปล่อยโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน” ลุยเจาะพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมๆกับโชว์ลูกขยันเดินสายตรวจราชการ ประชุม ครม.สัญจรต่างจังหวัดแบบถี่ยิบสัปดาห์เว้นสัปดาห์
แทบไม่ได้นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ทำเนียบรัฐบาล
โดยเฉพาะการประชุม ครม.สัญจรล่าสุดในกลุ่มจังหวัด “เพชรสมุทรคีรี” ก็มีจุดไฮไลต์ตรงที่ “นายกฯลุงตู่” กับ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
ภูมิใจนำเสนอโครงการ “ไทยแลนด์ริเวียร่า”
ยุทธศาสตร์พัฒนาชายฝั่งทะเลจากเพชรบุรีถึงประจวบคีรีขันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เป้าหมายของนักท่องเที่ยวจากชาติตะวันตก สอดรับกับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–หัวหิน
จัดเป็นยุทธศาสตร์ต่อเนื่องจากเมกะโปรเจกต์ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
แน่นอน นี่คือกระบวนการคิดยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ทำให้เห็นภาพแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของทีม “นายกฯลุงตู่” ไม่ใช่แค่เพ้อฝันกันลอยๆ แต่มีการเดินหน้าเนื้องานตามโปรแกรม ผุดโครงการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญเป็นแผนงานที่หวังผลได้ในอนาคตระยะยาว
ผิดฟอร์มรัฐบาลทหารทั่วไปที่ไร้กึ๋นเชิงบริหาร มาแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว
แต่ถึงตรงนี้ผ่านมา 3 ปีกว่า ขึ้นสู่ปีที่ 4 ภาพของรัฐบาลที่อาสาเข้ามานำการปฏิรูป ยกเครื่องประเทศไทย ค่อยๆเด่นชัดขึ้นตามเนื้องาน
สะท้อนถึงความตั้งใจของ “ลุงตู่” ในการไปสู่จุดหมายปลายทาง
ไม่ใช่แค่ปฏิวัติไล่นักการเมือง เพื่อเปิดทางทหารสลับฉากมากอบโกยแล้วกลับเข้ากรม
แน่นอน สถานการณ์แบบนี้ ยิ่ง “ลุงตู่–สมคิด” อยู่ยาว ยิ่งไม่เป็นผลดีกับนักเลือกตั้งอาชีพ
ต้องบีบ ต้องนวดให้เลือกตั้งตามโรดแม็ปเป็นอย่างช้า
เพราะยิ่งปล่อยให้นานวันไป มันเป็นอะไรที่เริ่มเห็นตัวเปรียบเทียบ
จากสารพัดโครงการที่รัฐบาลเดินหน้า ประชาชนจะรู้สึกว่า ไม่ใช่แค่ยี่ห้อ “ทักษิณ” เท่านั้นที่คิดได้ แต่ต้นตำรับตัวจริงอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ก็ทำเป็นเหมือนกัน
จุดสำคัญ ไม่คิด “ค่าบริหาร” แพง
เพราะไม่ต้องแบ่งเจ๊ แบ่งเฮีย ไม่มีปมทุจริตเชิงนโยบาย
เหนืออื่นใด โดยหลักประกัน สถานการณ์ความมั่นคงภายใต้ “นายกฯลุงตู่” ผู้นำที่มีทั้งต้นทุนทางการเมือง และฐานอำนาจสนับสนุนจากกองทัพ ประกอบกับสถานะ “ผู้ถูกเลือก” ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ห้วงเปลี่ยนผ่านประเทศมากที่สุด
จุดนี้แหละคือ “แต้มต่อ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่น่าจะนำมาซึ่งความมั่นใจ
“หลักประกัน” การเมืองจะไม่วนย้อนกลับไปลงเหว.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กตู่" ไม่สน "ธนาธร-ปิยบุตร"ตั้ง พรรคทางเลือกใหม่"

"บิ๊กตู่" ไม่สน "ธนาธร-ปิยบุตร"ตั้ง พรรคทางเลือกใหม่"ต้าน พรรคหนุนเป็นนายกฯ ชี้ ตั้งไปเถอะ อยู่ที่ท่านจะเลือกเขา แต่ปชช.จะเลือกมั้ย น่าเชื่อถือมั้ย /ขอบคุณ "กปปส.ตั้งพรรคหนุน ชี้เป็นสิทธิ์ใคร รักใคร ชอบใคร ก็เชียร์คนนั้น แต่จะได้มั้ย ไม่รู้ ออกตัว ยังไม่ได้คิด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึง คนรุ่นใหม่ เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล จะตั้งพรรคการเมือง เพื่อสู้กับพรรคที่สนับสนุนคสช.ว่า ก็ตั้งไปเถอะ อยู่ที่ท่านจะเลือกเขา หรือไม่ ขอให้พิจารณาท่าทีและนโยบายว่าน่าเชื่อถือหรือไม่
ทุกคน ทุกพรรคไม่ว่าพรรคเก่า พรรคใหม่ ท่านจะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ก็เรื่องของท่าน ผมเคยเตือนไปแล้วว่า เลือกตั้งจะต้องได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล
ส่วนที่กลุ่มกปปส.จะตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุน พล.อ ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อนั้น ผมเคยบอกแล้วว่ากลุ่มใดที่สนับสนุนผม ผมขอบคุณก็เท่านั้น ผมทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล รักใคร ชอบใครก็เชียร์คนนั้นก็ว่ากันไป แต่จะได้หรือเปล่า ผมไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมยังไม่ได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้เลย

กอ.รมน.เผย ทีม"ไทยนิยม ยั่งยืน" ลงพื้นที่

กอ.รมน.เผย ทีม"ไทยนิยม ยั่งยืน" ลงพื้นที่
ทั่วประเทศ 7,463 ตำบล/เทศบาล 81,064 หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว 50% มีปชช.ร่วมกว่า3 ล้านคน เตือนระวัง คนไม่หวังดี ปล่อยข่าวสาร ออนไลน์
พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกอ.รมน.ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ.61 จนถึงปัจจุบัน โดยทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศระดับตำบล ซึ่งเป็นแกนหลักในการดำเนินการ ได้ลงพื้นที่พร้อมกันทั้งประเทศ 7,463 ตำบล/เทศบาล 81,064 หมู่บ้าน/ชุมชน
ซึ่งในห้วงแรกนี้เป็นการเยี่ยมเยียน ไปสร้างความเข้ากับประชาชน ไปรับทราบถึงความทุกข์ยาก และปัญหาของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน รวมถึงค้นหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่แล้วนั้น
ซึ่งในขณะนี้ได้ลงพื้นที่แล้วทุกตำบล และลงในระดับชุมชน/หมู่บ้าน ประมาณร้อยละ 50 มีประชาชนร่วมกิจกรรมในขณะนี้ไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน
จากข้อมูลเบื้องต้น ในแต่ละหมู่บ้าน/ชุมชน ก็จะมีความต้องการและปัญหาแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ประชาชนมีความต้องการให้แก้ไขปัญหาด้านยาเสพติด , ด้านเศรษฐกิจ , ด้านโครงสร้างพื้นฐาน , ด้านอาชีพ , ด้านรายได้ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
และจากข้อมูลที่ได้รับโดยเฉพาะในมิติของความมั่นคง กอ.รมน. ได้นำข้อมูลเหล่านั้นดำเนินการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นโดยทันที
ทั้งนี้เพื่อเป็นการเร่งการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในส่วนที่ กอ.รมน. จะสามารถดำเนินการได้ โดยยึดหลักที่ว่า กอ.รมน. ที่เป็นที่พึ่งของประชาชนเสมอ

เนื่องจากสภาพสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีการสื่อสารได้รวดเร็ว ทำให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่ายและสะดวกในทุกที่ทุกเวลา
แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีผู้ไม่หวังดีหรือเหล่ามิจฉาชีพที่ได้ใช้การสื่อสารนี้ แสวงหาประโยชน์ ด้วยการให้ข่าวสารที่บิดเบือน ทำให้เกิดความหลงเชื่อ และมีการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจจะทำให้มีความผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อย่างไม่รู้ตัว
จึงอยากขอฝากให้ทุกคน พึงตระหนักระวังอันตรายที่จะแอบแฝงมาในช่องทางสังคมออนไลน์และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองให้มีความรู้ให้มากที่สุด เพื่อเป็นคนดีมีคุณภาพ เป็นพลังสังคมที่เข้มแข็ง และเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน

แม่ทัพภาค3 ขอโทษ-สั่งสอบเอาผิด พันเอกชูนิ้วกลางใส่ชาวบ้านจ.พะเยา

แม่ทัพภาค3 ขอโทษ-สั่งสอบเอาผิด พันเอกชูนิ้วกลางใส่ชาวบ้านจ.พะเยา



“มทภ.3 “ แจง เหตุ “พันเอก” อารมณ์ร้อนชูนิ้วกลาง ติงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เผยตั้งกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง เอาผิดทางวินัยทหาร คาด 3 วันรู้ผล

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพของ พ.อ.ทินชาติ สุทธิรักษ์ หัวหน้าฝ่ายข่าว มณฑลทหารบกที่ 34 (มทบ.34) แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมชูนิ้วกลางกับตัวแทนเครือข่าย People Go Network Forum ในขณะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เรื่องขอยุติการดำเนินคดีกับกลุ่มเกษตรกรบ้านดอยเทวดา ต.สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา หลังจากจัดกิจกรรมสนับสนุนกลุ่มเดินมิตรภาพ ที่ศาลากลางจังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่า ตนได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามภาพที่ปรากฏ พร้อมทั้งยอมรับว่านายทหารคนดังกล่าวมีอารมณ์หงุดหงิดไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้จนแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมา


พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนต้องขอโทษชาวบ้านและสื่อมวลชนด้วย โดยเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ตัวแทนเครือข่าย People Go Network Forum เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เรื่องขอยุติการดำเนินคดีกับกลุ่มเกษตรกรบ้านดอยเทวดา ซึ่งพ.อ.ทินชาติพยายามชี้แจงว่าทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้าน และชาวบ้านไม่ได้ถูกฟ้องร้อง มีเพียงการดำเนินคดีกับคนที่มาชักชวนชาวบ้านไปถือป้ายเท่านั้นจนเกิดเหตุการณ์โต้เถียงกันไปมา และพ.อ.ทินชาติไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
“ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่กระทำการไม่สมควรต่อสาธารณชนว่าด้วยความผิดทางวินัยทหาร ซึ่งต้องดูจากเจตนาและข้อเท็จจริง คาดว่า 3 วันจะทราบผลการสอบสวน” แม่ทัพภาค3 กล่าว

ยังเปลี่ยนใจทัน

ยังเปลี่ยนใจทัน


อาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.คนดัง เสนอสูตรคณิตศาสตร์การเมือง สำหรับพรรคการเมืองใหม่ๆ นำไปคำนวณความคุ้มค่าในการลงทุนตั้งพรรคการเมือง

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าสูตรการคำนวณคะแนนเลือกตั้ง สูตรคำนวณเก้าอี้ ส.ส.และสูตรคำนวณเงินทุนที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ของโรงเรียนสมชัยกวดวิชา มีความน่าสนใจ เข้าใจง่าย และใกล้เคียงความจริงสูงเกิน 90 เปอร์เซ็นต์

จึงขออนุญาตลอกสูตร อจ.สมชัย มาฉายซ้ำอีกทีดังนี้คือ...

สูตรคำนวณคะแนนเลือกตั้ง สำหรับพรรคที่หวังจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

โดยคำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 50 ล้านคน หากมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ หรือเท่ากับ 35 ล้านคน

ให้เอาจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 35 ล้านคน หารด้วยจำนวน ส.ส.ทั้งสภา 500 คน เท่ากับ 70,000 คะแนน

อจ.สมชัยฟันธงว่าการจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน จะต้องมี ประชาชนไปลงคะแนนเลือกพรรคนั้น 70,000 คนขึ้นไป

ถ้าหวังจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 คน พรรคการเมืองนั้นจะต้องได้คะแนน เสียงไม่ต่ำกว่า 2.1 แสนคะแนน

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าสำหรับพรรคการเมืองใหม่เปิดซิง ถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่แรงจริง การจะได้คะแนนเสียงสนับสนุน 70,000 คะแนน ไม่ใช่ง่ายๆแน่นอน

ยิ่งกติกาเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือกทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อทูอินวัน

โอกาสที่พรรคใหม่จะได้คะแนน เสียงเป็นกอบเป็นกำจะยากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

อจ.สมชัย กระชุ่นเตือนพรรคการ เมืองใหม่ (บางพรรค) ที่ฝันหวานว่าจะได้ส่วนแบ่งโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อถึง 25 คน จากทั้งหมด 150 คน

เพื่อได้สิทธิ์เป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีพรรคการเมืองของตัวเอง

โปรดระวัง...จะผิดหวังจังเบอร์!!

เพราะการจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อถึง 25 คน พรรคนั้นจะต้องได้คะแนนรวมทั่วประเทศสูงถึง 1.75 ล้านคะแนน

หรือต้องได้คะแนนเฉลี่ยจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 350 เขต ไม่ต่ำกว่าเขตละ 5,000 คะแนนขึ้นไป

ทีนี้มาถึงสูตรคำนวณงบลงทุนที่ใช้ลงทำศึกเลือกตั้ง ส.ส. ที่ “อจ.สมชัย” บวกลบคูณหารมาแล้วเป็นอย่างดี

งบก้อนแรกที่พรรคการเมืองต้องจ่ายคือ ค่าสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขตที่ขึ้นราคาจาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท ต่อผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 คน

หากตั้งเป้าจะได้โควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อหลายคน ก็ต้องส่งผู้สมัครลงครบทั้ง 350 เขต ต้องใช้เงินค่าสมัคร 3.5 ล้านบาทขาดตัว

งบก้อนที่ 2 คือ งบหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ถ้าใช้อย่างประหยัดสุดขีด เขตละ 1 แสนบาท รวมทั้ง 350 เขต
ต้องใช้เงินอีก 35 ล้านบาทขึ้นไป

ใครที่บอกว่าตั้งพรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็คิดผิดเต็มเปา

เพราะต้องใช้เงินแน่ๆ และต้องใช้เงินเยอะทีเดียว

นี่ยังไม่รวมเงินจัดตั้งกองทุนพรรค การเมืองอีกพรรคละ 1 ล้านบาท

ยังไม่รวมค่าสมัครสมาชิกพรรคอีก 500 คน ใน 180 วัน และอีก 5,000 คน ใน 1 ปี และอีก 10,000 คน ใน 4 ปี

ปัญหาใหญ่ที่ต้องคิดให้หนัก ถ้าทุ่มทุนตั้งพรรคการเมืองใหม่แล้วไม่ได้เก้าอี้ ส.ส.เข้าไปนั่งชูคอในสภาแม้แต่คนเดียว

เงินที่ลงทุนไปหลายสิบล้านบาทก็สูญฟรี!!

ยังมีเวลาเปลี่ยนใจได้นะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

แบบ 'ลุงตู่' ไม่ต้องพะวง

แบบ 'ลุงตู่' ไม่ต้องพะวง


ข่าวใหญ่ คดีดังระดับประเทศที่มาพร้อมกันวันเดียว 2–3 คดี

ด้านหนึ่งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ จำนวนกว่า 9 พันล้านบาท ให้กับ 6 บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี

นั่นหมายถึงว่า รัฐบาลไม่ต้องเสีย “ค่าโง่”

รักษาเงินภาษีของประชาชนเอาไปดำเนินการโครงการที่เป็นประโยชน์ได้เกือบหมื่นล้าน
ขณะที่อีกด้านศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ออกหมายจับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หลังไม่ปรากฏตัวในศาล ในคดีเปลี่ยนแปลงสัมปทานรัฐ เอื้อประโยชน์ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งผลทำให้รัฐเสียหายรวมมูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท

โฟกัส 2 คดีใหญ่ที่รัฐบาลเป็นโจทย์โดยตรง โยงกับจำนวนเงินมหาศาล ถ้าไม่มีการดำเนินการใดๆ นั่นหมายถึงต้องสูญเสีย “เงินหลวง” ไป 7 หมื่นกว่าล้านบาท

ตัวเลขกลมๆเท่ากับงบประมาณของเมกะโปรเจกต์ใหญ่ สร้างรถไฟฟ้าสายหนึ่งได้เลย

นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนว่า รัฐบาล คสช.ไม่ได้นิ่งเฉย

ศาลยุติธรรมแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ “เงินของแผ่นดิน” ไม่ใช่จะฉ้อราษฎร์บังหลวงกันง่ายๆ

เจตนาไม่บริสุทธิ์ มีอันเป็นไปหมด

ที่แน่ๆมันเป็นคดีที่สะท้อนชะตากรรมของนักการเมือง เรื่องของการใช้อำนาจในทางมิชอบ

คำตอบสุดท้ายคือ คุก ยังไงก็ไม่ได้ใช้เงินร้อน

ถึงตอนโดนศาลเช็กบิล ต่อให้เส้นใหญ่แค่ไหน เงินหนา วิ่งเก่งยังไง ก็ยากจะง้างตราชั่ง

เอาเป็นว่า คนถืออำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ยังแหยง

อาการแบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.พูดเป็นนัย อ้อนขอความเห็นใจกับชาวบ้านระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุม ครม.สัญจรล่าสุด ยืนยันรัฐบาลนี้พร้อมรับการตรวจสอบ พร้อมออกตัว บอกตัวเองมีคดีติดตัว 400–500 คดี

ที่มีคนบอกว่าต้องการสืบทอดอำนาจ แต่ถ้าหากคดีความต่างๆชี้ว่าตนเองผิด ก็จะโดนเละไปหมด

อยู่ๆก็ส่ออาการพะวง “คดีติดตัว”

จับน้ำเสียง ประเมินท่าที “ลุงตู่” มันต้องมีอะไรแฝงอยู่ คงไม่ได้แค่พูดขึ้นมาลอยๆ

แกะรอย เหมือน “ดักคอ” พวกที่จ้องใช้คดีมา “เจาะยาง”

สกัดเส้นทางไม่ให้ไปต่อ

แต่อีกมุมก็เหมือนเป็นการ “เบิ้ล” แต้มต่อ ตอกย้ำต้นทุนความโปร่งใสของ “นายกฯลุงตู่” ที่เหนือกว่านักการเมือง บวกกับความตั้งใจจริงในการเสี่ยงเข้ามายกเครื่องประเทศไทย

ยังไงก็แคล้วคลาดปลอดภัย

อยู่มา 3 ปีกว่าขึ้นปีที่ 4 “ลุงตู่” ยังไม่มีเหลี่ยมซ่อนวาระแฝงผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงธุรกิจให้เห็น
ตรงกันข้าม กลับเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ระมัดระวังการใช้กระบองยักษ์

และยังเน้นใช้อำนาจพิเศษเชิงบวก เพื่อประโยชน์ของประเทศในทางยาวๆ

แบบที่รัฐบาลเลือกตั้ง ยังไงก็ไม่กล้าเสี่ยงปะทะกับกลุ่มผลประโยชน์

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่สังเกตได้ว่า ครม.สัญจรรอบนี้ “บิ๊กตู่” พยายามโชว์ให้ต่างประเทศเห็นเนื้องาน
ความพยายามเกี่ยวกับการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว

ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้แยกจากคณะใหญ่ไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามการปฏิบัติตามนโยบายแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ และการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน

ย้ำผลงานโบแดงที่ คสช.ใช้ดาบอำนาจพิเศษผ่าตัดปัญหาเรื้อรัง

ด้วยการเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เด็ดขาด

ยกระดับมาตรฐานการทำประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

จนปลด “ธงแดง” ของสหภาพยุโรป (อียู) ไปได้

และได้ลุ้นปลด “ธงเหลือง” ในการส่งความคืบหน้าให้อียูพิจารณาในเดือนเมษายนนี้

นี่คือ “เนื้องาน” ที่ทีม “ลุงตู่” เคลมได้แบบเต็มปากเต็มคำเลย.

ทีมข่าวการเมือง