PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ส่อง ‘ครรลอง’ ย้ายพรรค ดูด ส.ส.-ขอเข้ามาเอง?!

ส่อง ‘ครรลอง’ ย้ายพรรค ดูด ส.ส.-ขอเข้ามาเอง?!


หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาระบุถึงกระแสการดูด ส.ส.พรรคการเมืองว่ามีทุกพรรคมีมาอย่างยาวนานและอาจเป็นครรลองประชาธิปไตยของไทย โดยไม่ได้ไปทาบทามดูดใคร มีแต่คนเข้ามาเอง

นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

เราจะต้องเข้าใจความหมายของคำว่าการดูด ความหมายของคำว่า การดูด ส.ส. คือการไปล็อบบี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาเข้าพรรคการเมือง ซึ่งการไปล็อบบี้ ส.ส.มาจากพรรคการเมืองอื่น ให้เข้ามาอยู่ในพรรคของตนเองนั้น ไม่ใช่ครรลองประชาธิปไตย เพราะว่าหลักการจัดตั้งพรรคการเมือง คือการรวบรวมคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกันมาคิดนโยบายและเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกในแนวทางของพรรคนั้นๆ แต่การที่บางพรรคการเมืองใช้ทางลัดโดยการไปล็อบบี้ ส.ส.ของพรรคอื่นให้มาอยู่กับพรรคตนเอง เพื่อให้พรรคมี ส.ส.จำนวนมาก เป็นการทำลายครรลองประชาธิปไตยมากกว่า เนื่องจากคนที่มารวมอยู่ในพรรคก็จะไม่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน แต่มารวมกันเพื่อให้ได้จำนวน ส.ส. เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น อันนี้จึงมิใช่เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
ทฤษฎีที่ว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น คนที่จะมารวมกันก็คือ คนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ตรงกัน และพยายามที่จะผลักดันนโยบายของพรรคตัวเองให้ไปสู่การปฏิบัติเป็นนโยบายสาธารณะ แต่การที่บางพรรคการเมืองพยายามไปล็อบบี้ ส.ส.ให้มาอยู่พรรคตนเองเพื่อให้มี ส.ส.จำนวนมาก มีเป้าหมายร่วมกันอย่างเดียวคือจำนวนของ ส.ส. และเป็นรัฐบาล จะต้องบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ครรลองประชาธิปไตย แต่เป็นการทำลายครรลองประชาธิปไตย
ส่วนในกรณีที่ท่านนายกฯกล่าวว่า เราไม่ได้ไปดูดใคร เขาเดินเข้ามาหาเราเอง อันนี้เราคงไม่อาจรับรู้ความจริงได้ เพราะว่าเหมือนเป็นการสมยอมกันหรือไม่ เป็นการไปล็อบบี้มาหรือไม่ หรือเขาเสนอตัวเข้ามา อันนี้ถือว่าเป็นการตกลงกันภายใน เราคงไม่อาจทราบได้ว่าการกระทำอย่างนี้เป็นการเสนอตัวของคนที่เข้ามา หรือเป็นการที่พรรคไปล็อบบี้เขาเข้ามา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ทราบจริงๆ ว่าเรื่องที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
ณ นาทีนี้จะเห็นได้ว่า นายกฯได้เปิดตัวต่อสาธารณชนพอสมควรแล้วว่าท่านสนใจที่จะได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพียงแต่ว่าจะเป็นพรรคใดขอดูก่อนแต่ท่านไม่ได้ปฏิเสธที่จะสืบทอดอำนาจในการที่จะขึ้นเป็นนายกฯ ในสมัยต่อไปที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการที่ทำไปก็แสดงให้เห็นว่าท่านเองก็มีความเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการ และกระบวนการที่จะได้มาซึ่งการเป็นรัฐบาล ได้มาซึ่งการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีความจำเป็นที่มีเสียงสนับสนุนมากพอ หมายความว่าจะต้องมีพรรคการเมืองที่ใหญ่พอ มีจำนวนสมาชิกหรือ ส.ส.ที่มากพอที่จะสนับสนุนให้ท่านนายกฯ กลับมาเป็นนายกฯ เท่ากับว่าเข้าสู่กระบวนการในการที่จะเดินหน้าที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป เพราะฉะนั้นกระบวนการใดๆ ที่ท่านนายกฯทำ คาดจะสอดคล้องกับเป้าหมายข้างต้น

หากดูจากกติกามั่นใจได้ว่าเราจะมีนายกฯคนใหม่ ที่เป็นนายกฯคนเดิม เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมที่ท่านเปิดตัวแล้ว ว่าท่านยินดีที่จะเข้าสู่เวทีนี้ กติกาที่ ส.ว.นั้นสามารถโหวตเลือกนายกฯได้ กติกาอันนี้จะเอื้อประโยชน์อย่างยิ่ง
ให้สังเกต 2 ประโยคที่ขัดแย้งกัน ประโยคแรก การดูดมันมีทุกพรรคการเมือง และเป็นครรลองของประชาธิปไตย หมายความว่าท่านนายกฯมองว่าการดูด ส.ส.นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะฉะนั้นประโยคที่สองจะมีความขัดแย้งกันคือ ไม่ได้ไปดูดนะ เขาเข้ามาเอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งกันในเชิงตรรกะ โดยผู้ฟังต้องวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับว่าคนฟังจะเลือกเชื่อประโยคแรก หรือประโยคหลัง
ในแง่ของการสื่อสารของท่านนายกฯเป็นการสื่อสารกับบรรดาอดีต ส.ส.ทั้งหลายมากกว่า ว่าถ้าสนใจร่วมกันมาทำงานทางการเมือง มาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ที่มีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลก็ยินดีต้อนรับ เพราะฉะนั้นการสื่อสารลักษณะนี้เป็นเป้าหมายที่จะทำให้อดีต ส.ส.ที่มีความหวั่นไหวหรืออ่อนไหวต่อกระแสต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขยับขยายย้ายที่ทางสังกัดของตนเอง
ขณะเดียวกันอยากฝากถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เราจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลานี้ มี ส.ส.ที่เคลื่อนขยับในการย้ายสังกัด ไปยังสังกัดพรรคต่างๆ จึงขอให้ประชาชนจับตาว่าเป็นการย้ายเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกันจริงๆ หรือเป็นการย้ายเพราะปัจจัยอย่างอื่น ฉะนั้นการจับตาดู ส.ส.ในช่วงเวลานี้ก็จะทำให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะมีการเคลื่อนขยับค่อนข้างรุนแรง เพราะหลังจากที่มีการจดแจ้งพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว ทุกพรรคก็จะเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ฉะนั้นประชาชนจึงต้องจับตาดูผู้แทนต่างๆ ว่าย้ายเพราะอุดมการณ์ หรือเพราะปัจจัยใดๆ

เขี้ยวลากดิน

เขี้ยวลากดิน



ฤทธิ์เดชของคำสั่ง คสช.ที่ใช้อำนาจ ม.44 สั่งให้สมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรค ทุกคน ต้องไปแจ้งยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคภายใน 1 เดือน
ต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกพรรค คนละ 100 บาทต่อปี
ใครไม่ไปแจ้งยืนยันภายในวันที่ 30 เมษายน ต้องพ้นจากสมาชิกพรรค การเมืองนั้นทันที
นี่คือกลยุทธ์ที่ คสช.งัดออกมาใช้สกัดจุดคีมึ้งพรรคการเมืองประสบผลสำเร็จอย่างมโหฬาร
ทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่เคยมีหลักล้านหลักแสนลดฮวบเหลือแค่หลักหมื่นหลักพัน
ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ๆผอมเหี่ยวเห็นทันตา
โดยไม่ต้องกินยาลดความอ้วนให้ลำบากลำบน
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ สร้างความเสียหายให้แก่พรรคการเมืองทุกพรรคอย่างจั๋งหนับบุเรงนอง
โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์บาดเจ็บสาหัสหนักที่สุด
หนักยิ่งกว่าพรรคการเมืองอื่นทุกพรรครวมกัน
พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีสมาชิกพรรคทั่วประเทศ 2.5 ล้านคน
ปรากฏว่ามีสมาชิกพรรคไปแจ้งยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคเพียง 8 หมื่นคน
เท่ากับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หายวับไปถึง 2.42 ล้านคน
พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยมีสมาชิก 1.3 แสนคน มีผู้ไปแจ้งยืนยันเป็นสมาชิกพรรคเพียง 1 หมื่นคน
เท่ากับสมาชิกพรรคเพื่อไทยหายสาบสูญไป 1.2 แสนคน
หรือกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่เดิม
ส่วนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีจำนวนสมาชิกพรรค 1.2 แสนคน
ปรากฏว่ามีสมาชิกพรรคไปแสดงตนยืนยันขอเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยเพียง 1,700 คน
มากันหร็อมแหร็มไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์จากยอดสมาชิกที่มีอยู่เดิม
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า พรรคชาติไทยพัฒนา “ยุคลูกป๋าเติ้ง” เดิมมีสมาชิกพรรค 2.4 หมื่นคน
ล่าสุดมีผู้ไปแจ้งยืนยันต่อวีซ่าเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา 2,500 คน
เท่ากับยังมีสมาชิกพรรคเหลืออยู่เพียง 12 เปอร์เซ็นต์
พรรคที่เสียหายน้อยที่สุดคือพรรคชาติพัฒนา ซึ่งมีฐานสมาชิกพรรค 1.8 หมื่นคน
ปรากฏว่าไล่ตามกลับมาได้ถึง 5,583 คน
หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสมาชิกพรรคที่มีอยู่เดิม
สรุปว่ายอดสมาชิกพรรคทั้ง 5 พรรครวมกันคือ 2.75 ล้านคน
ยังเหลือติดขอบกระด้งแค่ 9.9 หมื่นคนเท่านั้นเอง
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า ผลจากคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ไม่ใช่ทำให้สมาชิกพรรคการเมืองหายไป 2.6 ล้านคน
แต่ปัญหาใหญ่คือพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบ 350 เขต ต้องทำ “ไพรมารีโหวต” ซึ่งต้องมีจำนวนสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 7,000 คน
ผลคือพรรคที่มีสมาชิกไม่ถึง 7,000 คน จะทำไพรมารีโหวตไม่ได้ เพราะจำนวนสมาชิกไม่พอ
ต้องวิ่งหาสมาชิกพรรคเพิ่มกันไข่ดันบวม
กว่าจะได้เลือกตั้ง เลยต้องชักตาตั้งไปตามๆกัน.
“แม่ลูกจันทร์”

‘ลุงตู่’ ไม่ได้พูดเกินจริง

‘ลุงตู่’ ไม่ได้พูดเกินจริง



“หนูเปล่านา เขามาเอง หนูเปล่าชวนนา เขามาเอง”
เนื้อเพลงที่น่าจะเข้ากับอารมณ์มั่นอกมั่นใจของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ออกลีลาตีกรรเชียงเบี่ยงตัว เล่นกับกระแสโจมตีเกมดูด ส.ส.ของพรรคทหาร
ไม่ปฏิเสธ แถมเบิ้ลกลับเป็นเชิงตอบรับ
ยืนยันพรรคที่มีข่าวจะสนับสนุนให้ตีตั๋วนายกฯต่อ ไม่ได้ไปเสนอผลประโยชน์ล่อใคร แต่งานนี้นั่งอยู่เฉยๆก็มีคนติดต่อขอพบหารือ ถือเป็นเรื่องธรรมดาในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
และ พล.อ.ประยุทธ์ก็กั๊กไว้แค่ ทุกอย่างยังไม่ไปสู่ขั้นตอนอะไรสักอย่าง ยังไม่ชัดเจน
“ผมยังไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง”
ท่วงทำนองเดียวกับ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่พูดกับนักข่าวสั้นๆถึงข่าวการเตรียมการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์
“ผมจำได้ว่า ผมยังไม่ได้พูดอะไรมากเลย พูดแค่ประโยคสองประโยค ว่า ผมสนับสนุนท่านประยุทธ์ แล้วผมก็คิดว่าท่านเหมาะสม ถ้าท่านจะทำต่อนะ พอพูดแค่นั้นเอง พวกคุณโอเวอร์รีแอ็กเกินไปหรือไม่ ผมยังงงอยู่เลย”
“สมคิด” ก็ยังไม่ขยับอะไรเกินกว่าเส้นที่ขีดไว้ แค่พูดว่าหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อเท่านั้น
มันคือความ “ชัดเจน” ที่แฝงอยู่ในความไม่ชัดเจน
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ยากๆแบบที่มวยเชิงสูงอย่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ต้องออกลีลาพลิ้วกับคำถามการทำงานการเมืองกับ พล.อ.ประยุทธ์ถ้าตีตั๋วต่อ ไม่ขอตอบเรื่องนี้ดีกว่า ถ้าบอกว่าไม่สนับสนุนจะกลายเป็นปรปักษ์ แต่ถ้าบอกสนับสนุนก็ต้องเข้ามาช่วยทำงาน
“เรื่องนี้ผมมีวิธีดูแลตัวเองอยู่แล้ว”
เอาเป็นว่า ตามแนวโน้มสถานการณ์ ณ จุดนี้ก็ยังเป็นแค่จังหวะเปิดไฟเขียวให้ป้อมค่ายเก่าปรับฐานสมาชิก เคลียร์คนย้ายเข้า ย้ายออก แสดงตัวแสดงตนใครอยู่ใครไป
แต่ปรากฏทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ต้องผวาอาการ “เลือดไหล”
แค่โดนเขย่าเบาๆ “นอตหลวม” ไปตามๆกัน
นั่นก็ไม่ต้องพูดถึงจังหวะสำคัญ ตามดีเดย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แสดงความชัดเจนในการลงสนามการเมืองอย่างชัดเจนในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้
การันตีพรรคที่จะเป็นฐานการเมือง โชว์สังกัดชัดๆ
คนการเมืองที่แทงกั๊กไม่รายงานตัวกับต้นสังกัด คงตัดสินใจขยับเขยื้อนกันอีกเยอะ
เพราะมีทางเลือกเพิ่มจากการเสี่ยงลุยสุดซอย ท้าเป็นท้าตายกับ “นายใหญ่” หรือรอตายซากอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของคนชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
แทงหวย “ลุงตู่” น่าจะมีอนาคตกว่า
อย่างน้อยก็ได้ลุ้นเกมยาวๆ ไม่ใช่แค่เทอมสั้นๆ กลับไปตีกันแล้วโดนยึดสภา
และโดยสถานการณ์มาถึงวันนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ไฟต์บังคับตามสูตรอำนาจเปลี่ยนผ่านที่ล็อกไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น
ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์
แต่จุดสำคัญมันคือความเป็นตัวตนของ “ลุงตู่”
ธรรมชาติ พล.อ.ประยุทธ์ที่กลายเป็นจุดขาย ฉายความเป็นนักการเมืองอาชีพเต็มตัวมากขึ้นทุกวัน
เอาแค่ขายออปชั่นความต่อเนื่องในการบริหารต่อจากที่วางฐานมา 4 ปี
ยี่ห้อ “นายกฯลุงตู่” ที่ทำให้ประเทศสงบ เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เปรียบเทียบกับการเสี่ยงให้นักการเมืองพาประเทศย้อนกลับไปตกเหววิกฤติความขัดแย้ง
แค่นี้ยังทำให้ “ลุงตู่” ออกตัวได้แรง แซงขึ้นอันดับหนึ่งตัวเต็งนายกฯทุกโพล
นี่ขนาดยังไม่ได้ “ปล่อยของ” นโยบายลดแลกแจกแถมที่โดนใจ
ประชารัฐดัดแปลงล้อประชานิยม ดึงแต้มประชาชนฐานราก
แน่นอนมันไม่ใช่ของยาก จากประสบการณ์ในอดีต มันก็อยู่ในวิสัยที่ยี่ห้อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เคยทำสำเร็จอย่างงดงามมาแล้วในช่วงก่อกำเนิดพรรคไทยรักไทย
เห็นๆกันอยู่ สิ่งที่ “ลุงตู่” บอกไม่ได้ดูด แต่คนวิ่งเข้าหาเอง ไม่ได้เกินเลยความจริง
ตรงกันข้าม คนประชาธิปัตย์ คนเพื่อไทยที่ยังตั้งหน้าตั้งตาอยู่กับการผลิตวาทกรรมดูด ตีปี๊บตกเขียว
ลอยหน้าลอยตาด่า รถดูดฝุ่น รถดูดส้วม
วนอยู่กับการเมืองเน่าๆที่คุ้นชิน จมปลักเสียเอง.
ทีมข่าวการเมือง

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เส้นทางบ้านป่าแหว่ง

ลำดับเหตุการณ์ หมู่บ้านป่าแหว่ง
=====================

เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นของกรมป่าไม้ แต่เนื่องจากสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม กองทัพภาคที่ 3 จึงขอใช้สถานที่เพื่อเป็นที่ฝึกกำลังพลกันตั้งแต่ยุคสงครามโลก ต่อมาปี 2500 กรมที่ดินได้ออกเอกสารหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือ นสล.เลขที่ 394/2500 จำนวน 23,787-ไร่ เพื่อให้ใช้ในราชการกระทรวงกลาโหม กองทัพภาคที่ 3 จึงไปขึ้นทะเบียนการใช้ประโยชน์ต่อกรมธนารักษ์

กระทั่ง 25 ก.ค. 2540 กระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ขอใช้พื้นที่ในราชการทหารบริเวณด้านหลังของหน่วยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 106 ไร่ เพื่อก่อสร้างบ้านพัก และอาคารที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม...แต่เรื่องเงียบ

วันที่ 12 เม.ย. 2542 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ได้มีหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ให้ยืนยันการขอใช้ที่ดินเพื่อก่อสร้างบ้านพักและอาคารที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ได้มีหนังสือยืนยันขอใช้ที่ดิน เมื่อ 21 เมษายน 2542

และเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2546 สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ก็มีหนังสือถึงผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ขอใช้ที่ดินบริเวณด้านหลังของหน่วยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 106 ไร่ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการของศาลยุติธรรมและบ้านพัก อีกครั้งตามนโยบายฝ่ายบริหาร

4 มี.ค.47 มทบ.33 ได้มีหนังสือแจ้งว่า ไม่ขัดข้อง ที่จะให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้ที่ดินเนื้อที่รวม 147 - 3 - 41 ไร่ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการ โดยขอให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดูแล บำรุงรักษาที่ราชพัสดุ 

ประกอบกับก่อนหน้านั้น (10 มิ.ย. 2546) มณฑลทหารบกที่ 33 มีหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ระบุว่า ในการขอใช้ที่ดินของสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 มณฑลทหารบกที่ 33 ได้ตรวจสอบแล้ว บริเวณพื้นที่ที่ขอใช้ไม่คาบเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ สุเทพ-ปุย, ป.พัน.7 และหน่วยในพื้นที่แต่อย่างใด ประกอบกับสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 มีความจำเป็นเร่งด่วนในการขอใช้ที่ดิน จึงเห็นควรสนับสนุน

จากนั้นสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีหนังสือ ลงวันที่ 19 ก.ย. 2548 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอใช้ที่ดินเนื้อที่ประมาณ 147 - 3 - 41 ไร่ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีหนังสืออนุญาตลงวันที่ 14 พ.ย. 2549 ขณะที่กรมธนารักษ์ ก็มีหนังสือ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 แจ้งอนุญาตให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้ที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชม. 1723 (บางส่วน) เนื้อที่ 147 - 3 - 30 ไร่ ตามที่ขอใช้

จากนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้ดำเนินการด้านงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีบริษัท พี.เอ็น.เอส.ไซน์ จำกัด ที่มีคนในตระกูลเดียวกับอดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นผู้รับจ้าง โดยมีบริษัท เอ็นจิเนียริ่งดีไซน์ คอนซัลแตนส์ จำกัด เป็นผู้คุมงาน วงเงินรวม 3 โครงการ จำนวน 955,064,056.28 บาท 

โครงการที่ 1 ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตามสัญญาเลขที่ 87/2557 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2557 และบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจ้าง รวมเป็นเงิน 290,495,056.28 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 28 ส.ค. 2559 ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก 242 วัน สัญญาสิ้นสุดวันที่ 27 เม.ย. 2560 ขณะนี้โครงการเสร็จสมบูรณ์และได้เข้าใช้งานแล้ว

โครงการที่ 2 ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 38 หน่วย อาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการ จำนวน 16 หน่วย บ้านพักผู้อำนวยการ จำนวน 1 หน่วย และอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการศาลยุติธรรม จำนวน 36 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตามสัญญาเลขที่ 31/2557 ลงวันที่ 25 ก.พ. 2557 และบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจ้าง เป็นเงิน 321,670,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 4 ส.ค. 2558 ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก จำนวน 1,048 วัน สัญญาสิ้นสุดวันที่ 18 มิ.ย.61 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างตามสัญญา จนถึงเดือน เม.ย. 2561 การก่อสร้างคืบหน้าร้อยละ 86.08

ส่วนโครงการที่ 3 เป็นการก่อสร้างบ้านพัก รวมจำนวน 9 หน่วย และอาคารชุดพักอาศัยข้าราชการตุลาการ จำนวน 64 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ตามสัญญาเลขที่ 55/2556 ลงวันที่ 19 ก.ค. 2556 และบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจ้าง เป็นเงิน 342,900,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 9 ก.ค. 2558 ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาทำการก่อสร้างออกไปอีก 1,066 วัน สัญญาสิ้นสุดวันที่ 9 มิ.ย. 2561 งานก่อสร้างถึงเดือนเมษายน 2561 คืบหน้าคิดเป็นร้อยละ 84.52
.
ผู้เกี่ยวข้อง
- นายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544-2549 น.ช.ทักษิณ ชินวัตร 
- นายกรัฐมนตรีช่วงปี 2554 - 2557 น.ญ.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 
- ปลัดกระทรวงยุติธรรมช่วงปี 2542-2548 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
- ปลัดกระทรวงยุติธรรม  ช่วงปี 2548-2549 นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
- นายกรัฐมนตรีช่วงปี 2557 - 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
.
ที่มา : แกะไทม์ไลน์โครงการบ้านพักตุลาการ
https://mgronline.com/local/detail/9610000036124

The METTAD

เลือกตั้งปี 62 แน่..กอ.รมน.ลงพื้นที่แล้ว

เลือกตั้งปี 62 แน่..กอ.รมน.ลงพื้นที่แล้ว
"โฆษก กอ.รมน." เตือน "คนอยากเลือกตั้ง" จัดการชุมนุม ต้องดูแลรับผิดชอบ หากเกิดเหตุอะไรขึ้น อย่าปล่อย"มือที่สาม" แอบแฝง แทรกแซง เหมือน "เพนกวิน"บุกประชิด กราบ"บิ๊กตู่"/ ยัน เลือกตั้งปี62 แน่ เผย กอ.รมน.ลงพื้นที่ให้ความรู้ประชาธิปไตย
พลตรี พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าวถึง"คนอยากเลือกตั้ง" จะจัดการชุมนุม ว่า ก็ตัองอยู่ในกรอบกฏหมาย และผู้จัดการชุมนุม ต้องดูแลรับผิดชอบ หากเกิดเหตุอะไรขึ้น
โดยจะต้องดูแลการขุมนุม ไม่ให้มี"มือที่สาม" มาสร้างสถานการณ์ หรือ ทำให้เกิดการเข้าใจผิด แม้ว่า จะมี จนท.รัฐ ดูแล ก็ตาม แต่ผู้จัดการชุมนุม จะต้องดูแล ด้วย เพื่อไม่ให้ "มือที่สาม" มาแทรกแซง หรือแอบแฝง มาทำให้เกิดความวุ่นวาย ขึ้น
ส่วนเหตุการณ์ ที่ "เพนกวิน" สมาชิกกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง บุกประชิดตัวนายกฯ เพื่อกราบขอให้เลือกตั้ง ในงานวันแรงงาน นั้น โฆษกกอ.รมน. กล่าวว่า ผู้จัดงานก็ต้องดูแล ว่า ให้เข้ามาได้อย่างไร ตัองร่วมกันดูแล
ส่วนการเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง นั้น พลตรีพีรวัชฌ์ กล่าวว่า กอ.รมน. มีการลงพื้นที่ ในการให้ความรู้ ปชต. แก่ประชาชน ส่วนการเลือกตั้ง ก็เป็น ครรลองของประชาธิปไตย
ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ประกาศยืนยัน แล้วว่า จะมีการเลือกตั้ง ในปี 2562 แน่นอน
ส่วน การลงพื้นที่นั้น ยังไม่มีข้อมูล ชี้ชัดว่า ประชาชน ต้องการจะรีบเลือกตั้งหรือไม่ แต่ที่มีข่อมูลชี้ขัดคือ ประชาชน ต้องการเรื่องการพัฒนา อาชีพและรายได้

เปิดสถิติเก้าอี้ส.ส.สระบุรี จับตา”อดิเรกสาร” คัมแบ๊กสู้ศึกเลือกตั้ง

เปิดสถิติเก้าอี้ส.ส.สระบุรี จับตา”อดิเรกสาร” คัมแบ๊กสู้ศึกเลือกตั้ง


หลังจาก”เสี่ยปาล์ม” ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อดีตส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชาชน ที่ปัจจุบันไม่ขอยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) พ้นเดดไลน์การเปิดให้สมาชิกพรรคเก่า มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคระหว่างวันที่ 1-30 เมษายนนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560
พร้อมกันนี้ “ร.ต.ปรพล” พร้อมกับบิดา “เฮียป๊อก” “ปองพล อดิเรกสาร” ประกาศจุดยืนชัดว่าการเลือกตั้งสมัยหน้า เจ้าตัวพร้อมกับบิดาจะสนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ให้คัมแบ็กกลับมานั่งเก้าอี้ “นายกฯ” อีกคำรบ
ส่วนจะมาในชื่อพรรคไหน ใครเป็นหัวหน้าพรรค ให้รอดูความชัดเจนในไม่ช้า
แต่ที่แน่ๆ “ร.ต.ปรพล” จะทำหน้าที่คุมทีมผู้สมัครส.ส.สระบุรี ส่วนนายปองพลจะทำหน้าที่กุนซือของทีมผู้สมัครส.ส.ที่จะลงสู้ศึกเลือกตั้งในนามพรรคสนับสนุน”บิ๊กตู่”
หากจะย้อนดูสถิติการชิงชัยเก้าอีส.ส. ในพื้นที่ จ.สระบุรี 2 ครั้งหลังสุด คือ การเลือกตั้งเมื่อพ.ศ.2550 และพ.ศ.2554
พบว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2550 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้จ.สระบุรี มี 2 เขตเลือกตั้ง คือเขต 1 และเขต 2 มีส.ส.ได้ 4 คน
ซึ่งเป็นการชิงชัยกันระหว่าง”พรรคประชาธิปัตย์”(ปชป.) กับ “พรรคพลังประชาชน”(พปช.)
โดยเขต 1 “เจ๊นก” น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย จากพรรคปชป. และ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร จากพรรคพปช. ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.
ส่วนเขต 2 “เฮียเม้ง”นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ จากพรรคปชป. และนายวีระพล อดิเรกสาร น้องชายนายปองพล อดิเรกสาร จากพรรคพปช. คว้าชัยได้เป็นส.ส.
ต่อมาพรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรค เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 พร้อมกับตัดสิทธิ์ทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค 5 ปี โดยนายวีระพล เป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปีด้วย
โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้จัดเลือกตั้งซ่อมส.ส.ในเขต 2 ของจ.สระบุรี ในปี 2552 และ”องอาจ วงษ์ประยูร” จากพรรคปชป.ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.
จากนั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศยุบสภาฯ และกกต.จัดให้มีการเลือกตั้งส.ส. ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับแก้ไข ได้ปรับแก้ไขเขตการเลือกตั้งของ จ.สระบุรี โดยให้มี 4 เขตเลือกตั้ง มีส.ส.ได้ 4 คน
เขต 1 อ.เมือง, อ.เฉลิมพระเกียรติ เขต 2 อ.แก่งคอย, อ.มวกเหล็ก, อ.วังม่วง เขต 3 อ.หนองแค, อ.วิหารแดง, อ.หนองแซง และเขต 4 อ.พระพุทธบาท, อ.บ้านหมอ, อ.หนองโดน, อ.ดอนพุด และ อ.เสาไห้
โดยเขต 1 “ส.ส.นก” น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย จากพรรคปชป. ยังป้องกันแชมป์รักษาเก้าอี้ส.ส.ได้อีกสมัย
ส่วนเขต 2 อดีตส.ส.มีการย้ายพรรค ย้ายค่ายใหม่มาชิงชัยเก้าอี้ส.ส. โดย “เสี่ยปาล์ม” ร.ต.ปรพล ย้ายจากพรรคพปช. มาสู้ในนามพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ขับเคี่ยวกับ อรรถพล วงษ์ประยูร จากพรรคเพื่อไทย ซึ่ง”เสี่ยปาล์ม” พลาดท่าเสียเก้าอี้ ส.ส.ในเขต 2 ให้กับ “อรรถพล” จากพรรคพท.

ขณะที่เขต 3 “เฮียเม้ง” วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ย้ายค่ายจากพรรคปชป. มาสวมเสื้อผู้สมัครส.ส.ในนามพรรคภท. และป้องกันแชมป์ได้เป็น ส.ส.อีกสมัย
ปิดท้ายที่เขต 4 “องอาจ วงษ์ประยูร” ที่ย้ายจากพรรคปชป.ในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เมื่อปี 2552 มาอยู่พรรคพท. ตามคำชักชวนของ “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” อดีตรองนายกฯ ที่เป็นเครือญาติกัน และได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบไม่พลิกโผ
น่าติดตามว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อ หากไม่ผิดเพี้ยนไปจากโรดแมปของคสช. นั่นคือเดือน”กุมภาพันธ์ 2562″
เมื่อตระกูล”อดิเรกสาร”ประกาศสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง พร้อมโชว์จุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้คัมแบ๊กมานั่งเก้าอี้ “นายกฯ” อีกสมัย
แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะมาในนามพรรคใด ยิ่งรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ ส.ส.เขตเลือกตั้งลดลงเหลือเพียง 350 เก้าอี้
การชิงชัยเก้าอี้ส.ส.ในพื้นที่่จ.สระบุรี จึงน่าสนใจยิ่งว่า”ร.ต.ปรพล”กับ”ปองพล” จะสามารถปักธงเก้าอี้ส.ส.ได้หรือไม่

อาการ Over Reaction ต่อปม ‘พลังดูด’ ทางการเมือง

อาการ Over Reaction ต่อปม ‘พลังดูด’ ทางการเมือง


ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะปฏิเสธการไม่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ “ดูด” ในทางการเมือง
แต่หากติดตาม”บทบาท” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จะสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์กับกระบวนการ “ดูด”แม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยยอมรับ
ยอมรับว่าได้มีการหารือของ”รัฐมนตรี”บางคนในเรื่องการจัด ตั้งพรรคการเมือง โดยที่ตัว”รัฐมนตรี”ท่านนั้นก็มิได้ปฏิเสธ
“สอบถามพรรคที่มีข่าวสนับสนุนผมว่าทำแบบนั้นหรือไม่ ไป เสนอผลประโยชน์กันไว้หรือ เขาบอกไม่ได้มีอะไรนั่งอยู่เฉยๆก็มีคนติดต่อมาขอพบหารือ”
เป็นการยืนยันล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

การยืนยันครั้งนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะปกป้องตัวเองว่า “ผมยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง”
แต่อย่างน้อยก็เท่ากับรับรองการมีอยู่ ดำรงอยู่
นั่นก็คือ การดำรงอยู่ของ”พรรคที่มีข่าวสนับสนุนผม”ซึ่งในทางเปิดก็มีอยู่แล้วจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็น “พรรคประชาชนปฏิรูป” ไม่ว่าจะเป็น “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ว่าจะเป็น “พรรคพลังธรรมใหม่” ไม่ว่าจะเป็น”พรรคทางเลือกใหม่”

ประเด็นอยู่ที่ว่าในบรรดาพรรคเหล่านี้มีพรรคการเมืองใดที่ดำรงอยู่ในสถานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวได้ว่า
สามารถ “สอบถาม” ได้โดยตรง
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุในเชิง”หลุด”ออกมาระดับนี้จึงย่อมเป็นธรรมดาที่จะได้รับความสนใจอย่างน้อยก็จาก พรรคประชาธิปัตย์
เพราะพรรคประชาธิปัตย์คือ”เป้าหมาย”ใน”การดูด”

การออกมายืนยัน“ความชอบธรรม”ในการดูดถึงระดับพูดผ่านรายการ”ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่า
“ดูด” คือ ครรลองของประชาธิปไตย”ไทยนิยม”
บทบาทและความหมายก็คือ การรับรองให้กับทุกปฏิบัติการอันสั่งการผ่าน “ทำเนียบรัฐบาล”
คำถามอยู่ที่ว่า ใครกันที่ Over Reaction ในเรื่องนี้

มธ.แจงปิดเซิร์ฟเวอร์ตัดช่องโหว่แล้ว หลังถูก‘แฮกเกอร์’ แอบใช้ปล่อยมัลแวร์เจาะข้อมูลประเทศ

มธ.แจงปิดเซิร์ฟเวอร์ตัดช่องโหว่แล้ว หลังถูก‘แฮกเกอร์’ แอบใช้ปล่อยมัลแวร์เจาะข้อมูลประเทศ


จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าว มีนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก McAfee รายงานว่าช่วง กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)บางเครื่องถูกเข้ามาควบคุม การทำงานบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้เป็นฐานสำหรับการพยายามไปควบคุมการทางของระบบคอมพิวเตอร์อื่นในหลายประเทศนั้น ทางมธ. ได้ดำเนินการตรวจสอบ ข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อน และมีความปลอดภัยสูงสุด
นายปกป้อง ส่องเมือง ผู้อำนวยการ สำนักงานศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ (สทส.) มธ. กล่าวว่า จากกรณีกระแสข่าวมีนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก McAfee รายงานว่าช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เซิร์ฟเวอร์ของมธ.บางเครื่องถูกเข้ามาควบคุมการทำงานบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาตและใช้เป็นฐานสำหรับการพยายามไปควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์อื่นในหลายประเทศ ด้วยลักษณะของการใช้ชุดคำสั่งของโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ที่มีรูปแบบคล้ายกับกรณี Hidden Cobra ที่กองทัพแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ สทส. ขอแจ้งข้อมูลว่ากรณีดังกล่าว เราตรวจพบเมื่อวันที่ 24 เมษายน และได้ทำการประสานงานกับ ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน เบื้องต้น สทส. ได้ดำเนินการตามคำแนะนำจากไทยเซิร์ต ด้วยการตัดการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เพื่อปิดช่องทางการจราจรทางอินเตอร์เน็ตที่อาจเป็นช่องโหว่หรือ สาเหตุทั้งหมด จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังมากยิ่งขึ้น และได้วางแผนดำเนินการ ดังนี้ 1. ขยายประสิทธิภาพของอุปกรณ์ Firewall ให้สามารถทางานได้ครอบคลุมมากขึ้น 2. เพิ่มขนาด/เงื่อนไขของอุปกรณ์ IPS ให้ตรวจจับเข้มงวดในระดับสูงขึ้น 3. เพิ่มอุปกรณ์ที่สามารถ วิเคราะห์+ตรวจจับ การบุกรุก/โจมตี รูปแบบใหม่ๆ และแจ้ง เตือนผู้ดูแลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ จากกรณีที่เกิดขึ้น สทศ.ได้มีการดำเนินการตรวจสอบการใช้งานของเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดในระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม ผล ตรวจสอบพบว่าไม่เกิดความเสียหายต่อระบบภายในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

‘วันนอร์’แจ้งชื่อร่วม’ประชาชาติ’ พร้อมยกก๊วน ‘วาดะห์’ 3 จชต.เข้าสังกัด

‘วันนอร์’แจ้งชื่อร่วม’ประชาชาติ’ พร้อมยกก๊วน ‘วาดะห์’ 3 จชต.เข้าสังกัด


‘วันนอร์’แจ้งชื่อร่วม’ประชาชาติ’ พร้อมยกก๊วน ‘วาดะห์’ 3 จชต.เข้าสังกัด ‘สุรพล’ เดินเครื่องหาสมาชิกภาคเหนือ-อีสาน
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายสุรพล นาควานิช ผู้ยื่นขอจัดตั้งพรรคประชาชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อตั้งพรรคว่า ในเบื้องต้นพรรคประชาชาติมีสมาชิกกว่า 500 คนแล้ว แต่ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศอนุญาตให้สามารถเปิดประชุมพรรคอย่างเป็นทางการเสียก่อน ทั้งนี้ความก้าวหน้าของพรรคคือ 1.กลุ่มอดีต ส.ส.วาดะห์ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และนายซูการ์โน่ มะทา ได้นำสมาชิกวาดะห์ทั้งหมด 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาอยู่กับพรรคประชาชาติ พร้อมทั้งรวบรวมรายชื่อในกลุ่มเข้ามาร่วมจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์ อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ในเบื้องต้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งว่าจะมาร่วมตั้งพรรคประชาชาติ แต่อนาคตจะมีตำแหน่งเป็นอะไรในพรรคยังไม่ได้ชี้แจงกับตน 2.จากการลงพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้นำชาวจีนพุทธและมุสลิมในพื้นที่ภาคเหนือและผู้นำท้องถิ่นกว่า 50 -100 คน เป็นคนที่เราคุ้นเคยบริเวณชายแดนได้ตกปากรับคำจะมาร่วมก่อตั้งพรรคประชาชาติด้วย อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่ไปภาคอีสาน เพื่อไปเชิญชวนประชาชนที่สนใจการเมืองให้มาเข้าร่วมพรรคประชาชาติเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า จุดยืนของพรรคจะมีท่าทีสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หรือไม่ นายสุรพล กล่าวว่า อยากให้เข้าใจ และเปรียบเสมือนว่าพรรคประชาชาติยังไม่มีลูกเลย เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงผสมพันธุ์ต้องรอดูท่าทีที่อีกสักพักหนึ่งว่าจะเป็นอย่างไร หากมีลูกเกิดขึ้นมาแล้วมีความคิดเห็นเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น เป็นเรื่องของอนาคต
“เจตนารมณ์ที่ตั้งพรรคขึ้นมาคงไม่จำเป็นที่จะต้องไปสนันสนุนนายกฯ หรอก เพราะพล.อ.ประยุทธ์มีพรรคที่สนับสนุนเยอะแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนตัวผมไม่ได้รังเกียจในตัวพล.อ.ประยุทธ์ เพราะพรรคประชาชาติเปิดรับความหลากหลายทุกกลุ่มอยู่แล้ว” นายสุรพล กล่าว

หน้า3 กลยุทธ์ โหดเหี้ยม ทำลาย ‘ประชาธิปัตย์’ กลยุทธ์ จาก คสช. 2พ.ค.61

หน้า3 กลยุทธ์ โหดเหี้ยม ทำลาย ‘ประชาธิปัตย์’ กลยุทธ์ จาก คสช. 2พ.ค.61


สภาพที่พรรคประชาธิปัตย์กำลัง “โดน” ในขณะนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสอย่างยิ่งในทางการเมือง ไม่ว่าจะมองผ่านจำนวน “สมาชิกพรรค” ไม่ว่าจะมองผ่านอาการกระเพื่อมของ “อดีต ส.ส.”
นอกจาก นายสกลธี ภัททิยกุล ยังมี นายชื่นชอบ คงอุดม
ความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวดยังอยู่ที่การมายืนยันความเป็นสมาชิกภาพตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ระหว่าง 1 แสนคน
เป็น 1 แสนจากจำนวนทั้งสิ้น 2.5 ล้าน
นี่คือผลสะเทือนอย่างเป็นรูปธรรมอันเนื่องมาแต่คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ที่ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
เท่ากับเป็นการ “เซตซีโร่” ในทางเป็นจริง
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย อันเป็นพรรคการเมืองเก่าล้วนโดนกันหมด
แต่ “พรรคประชาธิปัตย์” หนักหนา สาหัสที่สุด
นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 พรรคประชาธิปัตย์เหน็ดเหนื่อยที่สุด
เมื่อปี 2549 ยังอยู่ใน “บันได 4 ขั้น”
แม้ในการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 อาจไม่สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2551 ก็เรียบร้อย
และพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้าเสวยประโยชน์ในอีก 1 เดือนต่อมา
การร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารแห่ง “บูรพาพยัคฆ์” ในสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 อาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์หลอมรวมเข้าไปได้อย่างแนบแน่นด้วยความเชื่อมั่นว่าจะสามารถกำชัยได้ในการเลือกตั้งจึงได้ประกาศยุบสภา
แม้การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้ แต่ก็แปรความแพ้ไปสู่การเคลื่อนไหวผ่าน “กปปส.” กระทั่งก่อให้เกิดรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557

ตรงนั้นคือจุดตัดนำอันก่อปัญหาให้กับ “พรรคประชาธิปัตย์” ในวันนี้
รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มองว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นรัฐประหารเสียของและปัจจัย 1 ซึ่งทำให้เสียของคือพรรคประชาธิปัตย์
แม้ก่อนรัฐประหารจะมีการร่วมมือกันในระดับที่แน่นอน
แต่ภายหลังรัฐประหาร คสช.ก็สามารถแยกสลายความเป็นเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ลงได้ เมื่อแกนหลักของ กปปส. กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ คสช.
เป็นองค์ประกอบในการสืบทอด “อำนาจ”
มิได้เป็นองค์ประกอบในสภาพอันเหมือนกับ “นั่งร้าน” ให้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนกับ คมช.ในยุคหลังรัฐประหารเมื่อปี 2549
พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นเป้าในการแยกสลาย
หากกลุ่มของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังดึงดันอย่างดื้อรั้นครรลองแห่ง “การดูด” จักดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง
ทุกอย่างเป็นไปตามกลยุทธ์ “ม้าไม้เมืองทรอย”
กลยุทธ์นี้ คสช.ประเมินว่าจะเป็นผลดีและอำนวยประโยชน์ให้กับการสืบทอดอำนาจ ที่สำคัญก็คือ เอาพลังจากพรรคประชาธิปัตย์มาสร้างความมั่นใจ
แต่ในอีกด้าน ก็เท่ากับทำลายพรรคประชาธิปัตย์
ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแยกทางเดินกับ คสช. ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกสลายกลายเป็นหางเครื่องของ คสช. ล้วนไม่ส่งผลดีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้คือ “กรรมเก่า” ของพรรคประชาธิปัตย์

หึ่ง”ประดิษฐ์-วินัย”จ่อลงพรรคเพื่อไทย-วินัยเผยยังไม่ได้สังกัดพรรคใดแต่ลงสมัครส.ส.แน่

หึ่ง”ประดิษฐ์-วินัย”จ่อลงพรรคเพื่อไทย-วินัยเผยยังไม่ได้สังกัดพรรคใดแต่ลงสมัครส.ส.แน่


เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่า จากกรณีที่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีต สส. พรรคชาติไทยพัฒนา และนาย วินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ออกงานกับนางสาวสุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีต สส. พรรคเพื่อไทย หลายงานในช่วงนี้พร้อมกับถ่ายรูปคู่กันแบบชื่นมื่น ทำให้เกิดกระแสข่าวลือ ว่า ทั้ง 2 คนพี่น้องจะลงลง สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ขณะที่ในส่วนของนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นอดีต ส.ส.พิจิตรพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไปลงในพรรค ภูมิใจไทย
นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พิจิตร เขต 1 กล่าวว่า ตนเองยังไม่ได้ลงสมัครพรรคการเมืองใด หลังจากที่ได้ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนามา เมื่อช่วงปฏิวัติอย่างไรก็ตามยืนยันว่ายังจะเล่นการเมืองอยู่ แต่ยังไม่ได้ลงสมัครพรรคการเมืองพรรคไหนเท่านั้น


นายวินัย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยมาทาบทามให้มาสมัครในนามพรรคเพื่อไทยนั้น ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีใครมาทาบทาม ส่วนเรื่องการเลือกตั้งนั้นมองว่าเรื่องนี้ยังอีกนาน หากถามว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 62 หรือไม่นั้น เรื่องนี้ตอบไม่ได้ เพราะกฎหมายร่ายรัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จเลย
“เขตเลือกตั้งของจังหวัดพิจิตร ต้องมาทำประชาคมกัน ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วนักการเมืองในจังหวัดพิจิตร ไม่มีเรื่องบาดหมางกัน ทุกคนต่างยิ้มแย้ม เจอหน้ากันทักทายกันเป็นปกติ เรื่องการเมืองก็เป็นส่วนของเรื่องการเมือง ส่วนที่มีภาพข่าวออกมาว่า คุณสุนีย์ เหลืองวิจิตร มาทาบทามผมกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ พี่ชายผม ให้มาลงพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นเพียงกระแสข่าวลือเท่านั้น ภาพข่าวที่ออกมาวันนั้น เป็นวันที่เราไปสรงน้ำพระกันในช่วงสงกรานต์ ที่เขาพระ ซึ่ง คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ก็สึกอออกมาแล้ว ขอย้ำว่า นักการเมืองไม่ได้เป็นศัตรูกันเลย เหมือนพี่เหมือนน้องมากกว่า การแข่งขันทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ว่าไปตามกติกา”นายวินัยกล่าว
นายวินัย กล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งในสมัยหน้า ตนก็พร้อมที่จะลงสมัคร ส.ส.อีกครั้ง เพราะทำงานทางการเมืองไปแล้ว ก็อยากทำงานรับใช้ชาวพิจิตรให้ต่อเนื่อง ส่วนกระแสที่ออกมาว่า จะลงในนามพรรคเพื่อไทยนั้น ยังตอบไม่ได้ ว่าจะลงพรรคการเมืองไหน เพราะยังไม่มีพรรคการเมืองใดทาบทามเข้ามา เรื่องนี้จึงตอบไม่ได้ แต่จะลงเลือกตั้งแน่นอน

ถือแต้มต่อคุมเกมม็อบ

ถือแต้มต่อคุมเกมม็อบ



ถอดพิมพ์แทบจะโคลนนิ่งกันมาเป๊ะเลย
ทั้งรูปร่างหน้าตาและลีลาของหนุ่ม “ไอติม” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชาย “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุดให้สัมภาษณ์นักข่าว ขณะรายงานตัวเข้ารับราชการทหารเกณฑ์ผลัดแรก ที่เจ้าตัวสมัครรับใช้ชาติและต้องฝึกวิชาทหารเป็นเวลา 6 เดือน
โชว์จุดยืนชัดๆ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัวเป็นยุคใหม่ได้ ตนเองก็สมัครเป็นสมาชิกพรรค และขณะนี้ก็ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าสู่ยุคใหม่ไม่ได้
หลักการแน่น โปรไฟล์ปึ้ก พูดเก่ง ภาษาการเมืองจัดอยู่ในจำพวก “มีแสงในตัวเอง” มันก็ไม่แปลกที่ “หนุ่มไอติม” จะเป็นหนึ่งในเบอร์ต้นๆนักการเมืองรุ่นใหม่ที่โดดเด่นขึ้นมา
โดยสถานการณ์สวนทางกับน้าชาย “เดอะมาร์ค” กำลังอยู่ในห้วงอาทิตย์อัสดง
ตอนนี้เหลือแค่รุ่นอาวุโสระดับนายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค กับทีมงานใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์เท่านั้น ที่ยังเป็นแนวร่วม ฝืนแรงกระแทกจากฝ่ายเดินเกมโค่นเก้าอี้
กับภาวะที่นายอภิสิทธิ์ถูกมองเป็น “ตัวถ่วง” มากกว่าจะเป็นผู้นำทัพไปทวงคืนความยิ่งใหญ่
กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่รู้จะเดินแต้มไปต่อกันในทิศทางใด เพราะประตูเดียวที่เหลือคือเกาะขบวนรถไฟกับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ถ้า “เดอะมาร์ค” ยังอยู่ ก็ดูท่าจะไปด้วยกันยาก
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ลำบาก อารมณ์เหมือนมวยถูกต้อนให้เข้ามุม “โยนผ้า”
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องทุนที่นายอภิสิทธิ์ออกมาปูดเองเลยว่า ขาใหญ่ในรัฐบาล “ลุงตู่” ส่งซิกเอกชนไม่ให้ต่อท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
ข่าววงในจากคนประชาธิปัตย์ย้ำว่า ขัดสนจริงๆ
สถานการณ์ถึงขั้นที่ว่ากันว่า “ช่องทีวีสีฟ้า” ของทีม “อภิสิทธิ์” ต้องเอาเงินบริษัททัวร์มา “หมุน” สำรองจ่ายล่วงหน้า 2-3 ล้าน พอถึงเวลาไม่มีเงินออกตั๋วเครื่องบินให้ลูกทัวร์ ต้องวิ่งหากันให้วุ่น
กลุ่มทุนหายหน้า น้ำเลี้ยงเหือดแห้ง ไม่รู้จะเจาะ “ตาน้ำ” ตรงไหน
ประชาธิปัตย์อยู่ในภาวะเดี้ยงจริงๆ
ขณะที่ค่ายเพื่อไทยที่พยายามตีปี๊บ เลี้ยงกระแส “เต็งหนึ่ง” แชมป์เก่าหลายสมัย
แต่ภาพจริงตามข่าว ผ่านเส้นตายวันที่ 30 เมษายนแล้ว ต้องมีประกาศคนหาย มีพวกไม่มายืนยันสมาชิก ทั้งบ้านใหญ่นครปฐม ทีมวังน้ำยมสุโขทัย กลุ่มวาดะห์แห่ง 3 จังหวัดชายแดนใต้
นี่แค่พวกนำร่อง ตามรูปการณ์ถึงเวลาจริงที่หมดเวลาแทงกั๊ก น่าจะมีอีกเยอะ พวกหนีเกมลุยสุดซอย ชิ่งเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับ “นายใหญ่”
ยี่ห้อ “ทักษิณ” ขลังแค่ไหน มันก็ยังมีปัจจัยตัวบุคคลทำให้พลิกล็อกได้
เพราะงานนี้ฝ่ายคุมเกมอำนาจทำการบ้านกันมานาน ตามโจทย์ไม่ให้ซ้ำรอยเสียของซ้ำซาก ชัวร์แล้วถึงเปิดไพ่ดันหลัง
“นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ ยกระดับเป็นนายกฯคนในผ่านพรรคการเมือง
ตามจังหวะต่อเนื่อง คสช.เปิดไฟเขียวให้พรรคการเมืองเก่าขยับเช็กฐานสมาชิกใครออกใครเข้า
แค่เขย่าเบาๆ ทำเอานอตหลวมไปตามๆกัน
เต็งหนึ่ง เต็งสอง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ “แน่น” หรือ “กลวง” จับไต๋ได้หมด
สรุปเกมของนักเลือกตั้งอยู่ในกำมือทีม “นายกฯลุงตู่” สู้ได้สบาย
สถานการณ์ท้าทายจริงๆน่าจะอยู่ที่เกมมวลชน ตามรูปการณ์ที่หัวเชื้อม็อบระอุกลับมา
จับสัญญาณจากที่ประชุมสภากลาโหมที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ทำคู่มือ “สยบม็อบ” เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง
เนื่องจากหน่วยข่าวฝ่ายความมั่นคงได้กลิ่นมือที่สามจะแทรกตัวเข้าฉวยสถานการณ์การชุมนุมของม็อบคนอยากเลือกตั้งที่นำโดย “จ่านิว” กับ “รังสิมันต์ โรม” ผู้นำกลุ่มนักศึกษา ที่นัดหมายรวมพลกันวันที่ 5 พฤษภาคม โอกาสครบรอบ 4 ปี การยึดอำนาจโดย คสช.
นั่นก็ล้อไปกับน้ำเสียงเครียดๆของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เลขาธิการ คสช. เบอร์หนึ่งคุมกำลังฝ่ายความมั่นคง ที่แสดงความกังวลต่อการชุมนุมของม็อบคนอยากเลือกตั้ง จะปั่นป่วนวุ่นวาย
และก็เป็นอะไรที่ออกมาได้จังหวะพอดี ล่าสุดนายสมยศ พฤกษา-เกษมสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมือง แนวร่วมเสื้อแดง นปช. เพิ่งพ้นโทษคดีผิดมาตรา 112 ออกจากเรือนจำ ให้สัมภาษณ์หน้าคุกทันที
กระตุกบรรยากาศคล้ายพฤษภาทมิฬ 35 และจะนำไปสู่ความรุนแรง
ประกาศพร้อมร่วมเคลื่อนไหวทวงคืนประชาธิปไตยและเรียกร้องเลือกตั้ง
ถึงจังหวะเดิมพันที่มีผลต่อจุดแข็งของรัฐบาล จุดขายของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นคือการคุมเกมความมั่นคง ปลอดม็อบ ทำบ้านเมืองสงบ เอื้อต่อการพัฒนา
แน่นอน ฝ่ายต้านก็จ้อง “ตบหน้า” ปั่นเกมม็อบตัดแต้ม “ลุงตู่”.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน