PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

‘ปรีชา-เปล่งมณี-วันชัย’ รอรับ ‘กลุ่มสามมิตร’ เทียบ ‘สุริยะ’ นั่งหัวหน้า เตรียมเดินสาย

‘ปรีชา-เปล่งมณี-วันชัย’ รอรับ ‘กลุ่มสามมิตร’ เทียบ ‘สุริยะ’ นั่งหัวหน้า เตรียมเดินสาย


เมื่อเวลา 11.35 น. วันที่ 18 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ท่าอากาศยานเลย อ.เมืองเลย จ.เลย นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส.ส.พรรคเพื่อไทย นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข อดีต ส.ส.เลย และนายวันชัย บุษบา อดีต ส.ส.เลย ได้เดินทางมาต้อนรับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายภิรมย์ พลวิเศษ แกนนำกลุ่มสามมิตร พร้อมกับพบแกนนำอดีต ส.ส.ในภาคอีสาน และร่วมประชุมขับเคลื่อนสร้างนโยบาย เพื่อต่อรองซบพรรคพลังประชารัฐ
นายปรีชาเปิดเผยว่า จากความเคลื่อนไหวของการเมืองไทยในขณะนี้ จากที่ได้อยู่ในพื้นที่และอยู่ในวงการเมืองมานานพอสมควร เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ เรามาคิดดูว่า อดีต ส.ส.ที่เข้าใจกันและกัน เช่น คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเราเคยอยู่พรรคกิจสังคมกันมาก่อนและคบกันมา และก็ย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทยด้วยกัน ได้มองร่วมกันว่า เราน่าจะมาระดมสมอง เพื่อนำนโยบายความคิดของพวกเรามาเป็นนโยบายสานต่อการพัฒนาประเทศ
“ขณะนี้ทางกลุ่มเราเรียกว่า กลุ่มสามมิตร เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจย้ายพรรค เพียงแต่ระดมกำลังตั้งเป็นกลุ่มโดยให้คุณสุริยะเป็นหัวหน้ากลุ่ม คุณสมศักดิ์ และผมจะร่วมเดินสายไปจังหวัดต่างๆ เพื่อดูว่าจังหวัดไหนมีอดีต ส.ส.พรรคใดที่มีความสนใจจะมาร่วมกลุ่มเราก็ยินดี เมื่อเรารวมกลุ่มเสร็จเราก็มองว่า นโยบายพรรคไหนที่จะขับเคลื่อนตามแนวความคิดของพวกเราออกมาเป็นนโยบายที่ดีต่อพี่น้องประชาชน ทางกลุ่มก็พร้อมที่จะสนับสนุนพรรค ในการนำนโยบายนั้นร่วมขับเคลื่อนเป็นนโยบายของพรรคต่อไป
“ขณะนี้เรารวมกลุ่มกันได้เสร็จแล้ว เรามามองอีกว่า ทางกลุ่มสามมิตรจะขับเคลื่อนทิศทางไปยังไง และจะย้ายไปอยู่พรรคไหน แต่วันนี้ยังไม่ตัดสินใจ และยังคงเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ แต่อนาคตยังไม่แน่ เพราะต้องเดินทางถามสมาชิกที่เคยร่วมเดินทางกันมาว่าจะรวมกันและยังมีอุดมการณ์เดียวกันอยู่ไหม ถ้ามีอุดมการณ์เดียวกันก็จะหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว และพร้อมขับเคลื่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าต่อไป แต่ในขณะนี้โดยเฉพาะ ส.ส.ภาคอีสานหลายคนที่สนใจร่วมกับกลุ่มของเรามากพอสมควร” นายปรีชากล่าว
ด้านนายภิรมย์กล่าวว่า วันนี้คุณสุริยะ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มสามมิตร ได้แลกเปลี่ยนกับกลุ่มเราว่า เราจะออกพื้นที่ในต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่มีนักการเมืองหลัก มาแลกเปลี่ยนความคิดกัน มาร่วมนโยบายสร้างเป็นนโยบายเดียวกัน และให้แนวคิดตกผลึกเพื่อใช้กับการเลือกตั้งครั้งหน้า และขับเคลื่อนให้เป็นรัฐบาล เพื่อจะนำแนวคิดเข้าพรรคการเมือง หรือจะเป็นพรรคพลังประชารัฐที่จะยอมรับปากว่าจะทำตามแนวคิดของพวกเรา ซึ่งคุณปรีชาก็เป็นแกนนำคนหนึ่งของกลุ่มสามมิตรที่พร้อมจะขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และตามแนวความคิดของคุณสุริยะ หัวหน้ากลุ่ม โดยคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้วิเคราะห์แล้วว่า รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเรื่องของโครงสร้างใหญ่น่าจะจบ แต่คงจะเหลือแต่โครงสร้างของพื้นฐานกับนโยบายที่จะเข้าถึงรากหญ้า ซึ่งนโยบายรัฐบาลนี้เริ่มออกมาให้เห็นแล้ว โดยออกมาจากคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แต่ยังไม่เพียงพอ

“เรากลุ่มสามมิตร ต้องออกมาขับเคลื่อนรับทราบปัญหาของต่างจังหวัด เราต้องการคนในพื้นที่ช่วยเสนอและสร้างเป็นนโยบายผ่านกลุ่มสามมิตร เพื่อจะนำไปแปลงเป็นนโยบายที่เราจะเข้าพรรคต่อไป ขณะเดียวกัน กลุ่มสามมิตรเองก็ถือว่ายังคงไม่ชัดเจน เพราะพรรคที่เราเตรียมตั้งใจไว้ยังไม่เสร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ ใครเป็นหัวหน้าพรรค เลขาพรรคก็ยังไม่รู้ แต่ความตั้งใจของคุณสุริยะคือ ทำยังไงให้ประเทศมีแต่ความสงบ แต่ทางสมาชิกกลุ่มที่เช็กดูอดีต ส.ส.ปัจจุบันทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานมีแต่ไหลขึ้น เพิ่มจำนวนมากพอสมควร ยิ่งมีคุณปรีชาเข้าร่วมกลุ่ม สมาชิกสายอีสานคงเพิ่มมากขึ้น” นายภิรมย์กล่าว

ขายฝัน 20 ปี

ขายฝัน 20 ปี



แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ คสช. ที่โฆษณาว่าเป็นคัมภีร์วิเศษที่จะอัปเกรดประเทศไทยให้ผงาดขึ้นไปยืนบนแถวหน้าของโลก
เป็นเข็มทิศนำทาง ประเทศไทยให้ก้าวกระโดดไปสู่ความ “มั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน”
รัฐธรรมนูญฉบับ คสช.เขียนบังคับรัฐบาลทุกรัฐบาลจากนี้ไปต้องเดินตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยไม่หือไม่อือ
รัฐบาลใดบังอาจไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถือเป็นความผิดร้ายแรง ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งยกพวง!!
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งสิ้น 71 หน้า ต่อที่ประชุมสภา สนช. เพื่อให้ลงมติเห็นชอบประกาศใช้โดยเร็ว
ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายเนติบริกร เป็นตัวแทนรัฐบาลบรรยายสรรพคุณว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติล่วงหน้ายาวทะลุมิติไปอีก 20 ปี
ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องระยะยาว
อีก 20 ปีจากนี้ไป เมืองไทยจะไปไกลจนเพื่อนไล่ตามไม่ทัน
โอย...ฟังแล้วปลื้มหัวใจคับซี่โครง
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าตามหลักการ เมื่อรัฐบาลเสนอเรื่องสำคัญให้สภานิติบัญญัติพิจารณา บรรดา สนช.ลากตั้งจะลงมติเห็นชอบตามใบสั่งอย่างพร้อมเพรียง
แต่ครั้งนี้...เกิดพลิกล็อกอย่างแรง
มี สนช.ลากตั้งจำนวนมาก อภิปรายท้วงติงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าไม่มีรายละเอียดชัดเจน ไม่มีแผนดำเนินการเป็นรูปธรรม ไม่มีไทม์ไลน์กำหนดขั้นตอน ไม่มีหลักเกณฑ์วัดผลเป็นมาตรฐานสากล
และประเด็นสำคัญๆอีกมากมายไม่ได้บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุม สนช.จึงยังไม่ลงมติเห็นชอบตามที่คุณขอมา ขอตั้งคณะกรรมาธิการศึกษารายละเอียดให้รอบคอบก่อน แล้วค่อยนำกลับมาพิจารณาใหม่ในเดือนหน้าอีกที
งานนี้ รองนายกฯ ดร.วิษณุ เสียหน้าไป 20 กิโล
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า ขนาด สนช.ลากตั้ง ซึ่งเป็นเด็กในคาถา 100 เปอร์เซ็นต์ ยังส่ายหน้าเป็นพัดลม
แสดงว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติของ คสช.ที่จะเป็นกฎเหล็กบังคับให้ทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติตามยาวไปอีก 20 ปี ยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมากมาย
“แม่ลูกจันทร์” มองว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของ คสช.มีลักษณะแบนๆ ยาวๆ ไม่มีแนวลึก ไม่มีแนวคม
เขียนเป็นแบบนามธรรม ไม่ใช่เป็นรูปธรรม
ปัญหาคือ โลกยุคนี้เปลี่ยนแปลงพลิกผันตลอดเวลา การวางแผนยุทธศาสตร์ชาติล่วงหน้า 20 ปี ไม่สามารถไล่ตามความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีโลกอนาคตได้ทัน
เป้าหมายที่ตั้งไว้ปีนี้อีก 20 ปีข้างหน้าจะไม่เหมือนเดิม
เช่น...อีก 20 ปี ดัชนีความสุขของคนไทยจะอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก
อีก 20 ปี อันดับความสามารถการแข่งขันของไทยจะติดในอันดับ 1 ใน 20 ของโลก
อีก 20 ปี รายได้เฉลี่ยคนไทยจะสูงกว่า 15,000 ดอลลาร์ หรือ 450,000 บาทต่อปี
อีก 20 ปี ช่องว่างระหว่างคนจนที่สุดกับคนรวยที่สุดของไทยจะไม่เกิน 15 เท่าตัว ฯลฯ
“แม่ลูกจันทร์” ไม่อยากขัดคอ แต่ไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง.
“แม่ลูกจันทร์”

ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ปักธงทำเพื่อประชาชน

ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ปักธงทำเพื่อประชาชน



สัญญาณการเลือกตั้งตามโรดแม็ปยังไม่ชัดเจน “ทีมข่าวการเมือง” ถือโอกาสเปิดสัมภาษณ์บุคคลที่ถนัดงานด้านความมั่นคง ถึงทิศทางการเมืองจะเกิดอะไรขึ้น หลัง คสช.คลายล็อกให้พรรคการเมือง
นับจากบรรทัดนี้ไปก็พอมองเห็นเค้าลางแห่งอนาคตอีกทางเลือกหนึ่งของประเทศ ซึ่งจะเป็นไปได้แค่ไหน “ขงเบ้งแห่งกองทัพไทย” ฉายาของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แย้มพรายในใจ
โดยแต่ละครั้งที่ให้สัมภาษณ์จะตอกย้ำให้ผู้มีอำนาจรัฐมุ่งหน้าทำให้ประชาชนมีความสุข กินอิ่มนอนอุ่น ไม่ว่าจะปกครองภายใต้เผด็จการ ประชาธิปไตย ล้วนเป็นการปกครองโดยประชาชนเพื่อประชาชน นั่นคือหัวใจ
เพื่อทำให้ประชาชนเข้มแข็งและมีบทบาท ในที่สุดจะเกิดการปกครองโดยประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน มีอำนาจบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ อำนาจทั้งสามเป็นของพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจผ่านคณะรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ
ขอให้เรารู้จักอ่านปัญหาให้ออก เข้าใจปัญหา แสวงหาหนทางร่วมในการดำเนินงาน สร้างการเมืองให้เข้มแข็ง หากไม่ร่วมมือกัน แล้วย้อนกลับสู่ความขัดแย้งรูปแบบใหม่ จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอีกรอบ
มันต้องสร้างการเมืองเข้มแข็ง รวมตัวกัน เราต้องเชื่อในพระบารมี พระองค์ท่านประสบการณ์สูง
ขอให้เรามาช่วยกัน คสช.มีอำนาจ คสช.ทำได้ มาร่วมสร้างปรองดอง ต้องสร้างสันติภาพก่อน
เราหวังในพระบารมีของพระองค์ท่าน ไม่ใช่ไปโยนภาระแก่พระองค์ท่าน พวกเราต้องทำถวาย
โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2561 ทีมข่าวการเมือง ถามในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ มีการเตรียมตั้งพรรคทหารต่อสู้กับสองพรรคการเมืองใหญ่ ท่ามกลางมีกระแสการตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้นวิกฤติขัดแย้งจะกลับมาเหมือนเดิม พล.อ.ชวลิต บอกว่า สรุปแล้วต้องการให้เกิดความสมานฉันท์
นักการเมืองหรือใครขอให้เข้าใจว่า ถ้าไม่เกิด ความสมานฉันท์ ไม่มีสันติภาพก่อนก็ไม่มีการพัฒนา
สันติภาพต้องมาก่อนถึงมีการพัฒนา สมัยก่อนเรารบกันยิ่งกว่านี้ ยังสามารถสร้างสันติภาพได้
“ขออย่าหาเรื่อง ขอให้หัวใจแก่กัน คุณจะเป็นพรรคโน้นพรรคนี้หันหน้ามาจับมือร่วมกัน
คุณอยู่ตรงนี้เลือกตัวแทนเข้ามาร่วมกัน เพื่อจัดรูปแบบบริหารประเทศ ทดสอบสักปีสองปี
และ คสช.ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาความขัดแย้งสู่ความปรองดอง
ถ้าแก้ไขปัญหาไม่ได้จะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ อันนี้น่ากลัว ขอให้ช่วยกัน อดทนหน่อย
ผู้ปกครองจะต้องรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มีเยอะ
ปล่อยให้เขาพูดเสนอแนะถึงทางออกจากปัญหานี้”
ครั้งนี้ พล.อ.ชวลิต บอกเห็นใจชาวบ้านที่ไม่มีจะกิน แต่ยังออกข่าวทุกวันว่าเศรษฐกิจดีแล้ว แม้รัฐบาลพยายามลงไปพบชาวบ้าน การปกครองไม่ว่าอยู่ในรูปแบบไหน ขอย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของหัวใจการปกครองมีอยู่คำเดียว คือ “เพื่อประชาชน”
ถ้าเราเริ่มทำเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องอื่น จะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลในรูปแบบไหนขอให้ทำจริงๆ ไม่ใช่กินมั่งทำมั่ง ที่บอกว่าเป็นนักประชาธิปไตยก็ไม่คิดว่าจะต้องเลือกตั้งอย่างเดียว ระบอบคอมมิวนิสต์ก็มีการเลือกตั้ง
เมื่อประชาชนอยู่ดีกินดี มีการศึกษา ความคิดดีขึ้นก็ค่อยๆเข้าสู่การปกครองโดยประชาชนอย่างอัตโนมัติ
ขณะนี้ก็กำลังถอยมาในระดับหนึ่งชาวบ้านจะเลือกตั้ง หลังจากเลือกตั้งทุกพรรคมาร่วมกันตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือ National Government เพื่อไม่ให้ทะเลาะกันและเกิดความสามัคคี
ไม่ใช่รวมกันตั้งรัฐบาลเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ ในที่สุดจะล้มเหลวและถูกยึดอำนาจ
เมื่อระดับหัวรวมกันโดยมีเป้าหมายเพื่อประชาชน ความขัดแย้งระหว่างเสื้อสีจะคลี่คลายไปในทางที่ดี
มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกคนที่ถูกมองเป็นคู่ขัดแย้ง ควรวางตัวอย่างไรถึงจะกลับประเทศไทย พล.อ.ชวลิต บอกว่า ควรวางแนวทางไว้ตั้งนานแล้วว่าอยากจะกลับประเทศไทยหรือไม่
นอกจากไม่อยากกลับแล้วทำเป็นอยากกลับหากต้องการกลับ สมมติเมื่อเดินทางไปประเทศไหน ขอให้นึกถึงประเทศไทย โดยขอเสนอให้ทำหน้าที่เจรจากับประเทศนั้นรับซื้อสินค้าเกษตรไทยด้วย ทำแบบนี้ทำไมถึง จะไม่ได้กลับ
ทีมข่าวการเมือง ถาม ว่าแนวทางการ แก้ปัญหาทุกฝ่ายควรเสีย สละเพื่อประเทศ พล.อ.ชวลิต บอกว่า วันนี้มีวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ที่ผ่านมาเขาบอกไม่กลัวฟ้า อาจจะไม่ได้หมายถึงอะไร
แต่อำนาจที่เขาใช้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพราะไปเขียนไว้เองในรัฐธรรมนูญทั้ง 20 ฉบับ มาตรา 1 กำหนดให้ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกไม่ได้ มาตรา 2 ประเทศไทยปกครองโดยใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้ทำให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญได้
หากเขียนว่าประเทศไทยปกครองโดยใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “แห่งรัฐ” แบบนี้ใครจะล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญผิดจึงถูกฉีกมาตลอด ที่ผ่านมาทหารเขียนมาตลอดใช่หรือไม่
ในการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีโอกาสล้มเหลวอีกเพราะมี 3 ขั้วอำนาจ พล.อ.ชวลิต บอกว่า ล้มเหลว เพราะมันมีอยู่ขั้วเดียว โดย คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) จะกลับมาอีก เพราะอีก 2 ขั้ว (พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาธิปัตย์) ไม่เห็นจะรวมกันได้เสียที 85 ปีก็ยังงอนกันอยู่ ไม่เคยคิดจะรวมกัน
วันนี้มีหลายแนวทาง หนึ่งในนั้นเสนอให้เปลี่ยนตัวนายกฯ หรือเปลี่ยนรัฐมนตรีที่เป็นนายทหารออกไป เพื่อให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแก้ปัญหาบ้านเมือง พล.อ.ชวลิต บอกว่า รัชกาลที่ 9 รับสั่งไว้แล้วว่าทหารอย่ามายุ่งเรื่องการเมือง ทหารมีหน้าที่ปกป้องชาติในยามที่มีอริราชศัตรูทั้งในและนอก
ภารกิจรองช่วยเหลือประชาชนที่ยากลำบาก ผมเดินตามแนวที่รับสั่งไว้ทุกอย่าง พากองทัพไปพัฒนาอีสานเขียวและดอยตุง เสร็จภารกิจก็เข้าไปกราบขอพระราชทานลาออก ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 4 ปี ไม่มีใครทำในโลกนี้ เพื่อทำงานการเมือง
กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งใกล้มีผลบังคับใช้ แต่บรรดานักการเมืองส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ป มีโอกาสเกิดกระบวนการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศก่อนการเลือกตั้ง พล.อ.ชวลิต บอกว่า “รัฐบาลเฉพาะกาลจะเกิดขึ้นได้ต้องแก้ปัญหาได้
ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะไปยังไง
จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลอย่างไร มีองค์ประกอบอย่างไร เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายอย่างไร ระยะเวลาเท่าไหร่
ต้องมีเป้าหมายชัดเจน ต้องเสิร์ฟความต้องการของประชาชน
ถ้าบอกว่าให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปเสียที เพื่อให้มีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.2562 นี้คือตัวอย่าง วิธีการจะทำอย่างไรก็ต้องไปว่ากัน หาวิธีกัน ถ้าคิดไม่ออกค่อยมาถามใหม่”
ใครจะเป็นผู้เริ่มต้นตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล พล.อ.ชวลิต บอกว่า
“ความลับ เดาเอาสิ ก็ไม่รู้หรือว่าใครเริ่มต้น เมื่อเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลจริงก็กำหนดระยะเวลา เช่น สามเดือนหกเดือน”
จะเตือนสองพรรคใหญ่คู่ขัดแย้งได้อย่างไร ให้เห็นสัญญาณรัฐบาลเฉพาะกาล พล.อ.ชวลิต บอกว่า ปล่อยให้กัดกันไปถ้าไม่รู้จักการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
การวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลก็เหมือนกัน ปกติการวางแผนต้องมีเป้าหมาย แต่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นเป้าหมาย 20 ปีว่าจะทำอะไร เมื่อเป้าหมายชัดเจนก็วางยุทธศาสตร์ วางยุทธวิธีถึงจะสมบูรณ์
ในฐานะได้รับฉายาขงเบ้งแห่งกองทัพ หากรัฐบาลเฉพาะกาลไม่เกิดขึ้นประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น พล.อ.ชวลิต บอกว่า บอกไม่ได้ ถึงเวลาทุกคนก็รู้เอง
ทีมข่าวการเมือง ว่ารัฐบาลเฉพาะกาลเกิดขึ้นแล้ว บทบาทของพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจจะมีสภาพเป็นอย่างไรต่อไป พล.อ.ชวลิต บอกว่า
รัฐบาลเฉพาะกาลจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป
แต่พรรคการเมืองอยู่ได้บนความคิดใหม่
โดยต้องอยู่เพื่อเสิร์ฟประชาชน
ถ้าทุกคนมุ่งไปที่ประชาชน ทุกอย่างก็จบ.
ทีมการเมือง

ติดหล่มเน่า ถ่วงปฏิรูป

ติดหล่มเน่า ถ่วงปฏิรูป



ผ่าพฤติกรรมนักการเมืองเกี่ยงกติกา “ไพรมารี”
อุณหภูมิการเมืองโลกลดดีกรีลงวูบวาบ
ภายหลังฉากประวัติศาสตร์บนเกาะเซนโตซาประเทศสิงคโปร์ ปรากฏการณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา จับมือกับประธานาธิบดีคิม จอง อึน แห่งเกาหลีเหนือ
จูงมือกันร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ ทำสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์
“ทรัมป์-คิม” ภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นกลับเป็นไปได้ เงื่อนไขสันติภาพโลกระหว่างชาติคู่กรณีที่แข็งกร้าวใส่กันมาหลายสิบปี ยังสามารถลดระดับการประจันหน้าสงครามเย็นกันได้
เทียบกับสถานการณ์ปรองดองในประเทศไทยที่กลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย
แต่โคตรยากแสนยาก
นั่นเพราะตัวแปรสำคัญมันอยู่ที่อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง
ตามท้องเรื่องล่าสุด เกมฉุดกระชากลากถูโรดแม็ปเลือกตั้งมาถึงจุดที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ยืนยันได้รับมอบหมายจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ให้นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมฟลอร์ใหญ่
ในโปรแกรมที่ คสช.นัดตัวแทนพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หารือเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งปลายเดือนมิถุนายนนี้
ช็อตสำคัญที่ทุกฝ่ายลุ้นจับตากระบวนท่าทหารจะปลดล็อกกฎเหล็กในระดับใด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็พอมีคำตอบล่วงหน้าก่อนแล้ว แนวโน้มแบบที่ “บิ๊กป้อม” แบไต๋เป็นนัยกั๊กๆ จะยังไม่ปลดล็อกทั้งหมด ยังไม่ถึงขั้นปล่อยให้หาเสียงเลือกตั้งกันฟรีสไตล์
เน้นแค่การเปิดให้หาสมาชิกพรรคการเมืองได้เท่านั้น
ขณะเดียวกัน มันก็สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์พยายามมอบบทบาทสำคัญในการเจรจาความกับนักการเมืองให้กับ “พี่ใหญ่” ที่มีบารมีในทุกวงการ โดยเฉพาะคอนเนกชันกับนักเลือกตั้งอาชีพทุกป้อมค่าย
น่าจะทำให้คุยกันง่ายกว่า “บิ๊กตู่” ที่จุดเดือดต่ำ โดนจี้ต่อมโมโหไม่ค่อยได้
และเหตุผลสำคัญจริงๆน่าจะอยู่ที่การเลี่ยงข้อครหา ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า “นายกฯลุงตู่” จะเดินหน้าตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
เป็น “นายกฯคนใน” ผ่านบัญชีพรรคการเมือง
ถ้านั่งคุมเกมกำหนดกติกาและคิวเลือกตั้ง หนีไม่พ้นปากนักการเมืองติฉินนินทา
ข้อหาชงเองกินเอง เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง
สถานการณ์มาถึงจุดที่ “ลุงตู่” ต้องโชว์สปิริต เคลียร์ความบริสุทธิ์ใจ
ไม่เปิดช่องให้โดนกระแทกให้เสียอาการทรงตัว
โดยเฉพาะในอารมณ์ที่จับทางได้เลยว่า นักการเมืองทุกป้อมค่ายกำลังกัดติดสถานการณ์ความได้เปรียบเสียเปรียบกับฝ่ายที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไป
ไม่มีใครยอมตกเป็นรองในสนามเลือกตั้ง
ถึงจังหวะปรองดองอัตโนมัติ นักการเมืองช่วยกันรักษาผลประโยชน์กันแบบสุดกำลัง
กลายเป็นพลังกดดันฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษที่แฝงมากับอาการโหยหาเลือกตั้ง
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ล่าสุดที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และตัวแทนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง คำสั่งหัวหน้า คสช. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง
ยอมรับมี 4 ประเด็นที่ต้องออกกฎหมาย ก็ต้องดูว่าจะออกเป็นพระราชกำหนด พระราชบัญญัติ หรือหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อคลายปัญหาที่ติดขัด
ส่อไม่พ้นต้องผ่าทางตันโดยวิธีอัตโนมัติ
ตามสภาพการณ์ที่ดูเหมือน คสช.เองก็ตกอยู่ในวงล้อมกฎกติการัฐธรรมนูญที่มอบหมายให้ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบกันมาเองต้องเออออห่อหมกตามเสียงโห่ฮาของนักการเมือง
โดยเฉพาะโฟกัสประเด็นปัญหาที่พูดกันในหมู่นักเลือกตั้งมากที่สุดก็คือปม “ไพรมารีโหวต”
จุดที่ทุกป้อมค่ายถือโอกาสอ้างโยงกับการปลดล็อกคำสั่ง คสช.ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม ส่งผลให้ทำไม่ทัน ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง
ไม่เว้นแม้แต่พรรคใหม่ที่ประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์เองก็จะมีปัญหา
ตามกติกาที่กำหนดให้ทุกพรรคต้องทำไพรมารีโหวตหรือการเลือกตั้งเบื้องต้น เป็นขั้นตอนในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมือง
กล่าวคือ การส่งผู้สมัครจากพรรคการเมืองเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยสาขาพรรคประจำจังหวัดจะเป็นผู้คัดเลือกส่งตัวแทนทั้งระบบ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และการสรรหาขั้นสุดท้าย สมาชิกพรรคจะประชุมเพื่อลงคะแนนว่าผู้ใดเหมาะสม แล้วส่งให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาเห็นชอบ
ทั้งนี้ ในส่วนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดวิธีการว่า เมื่อกรรมการสรรหาประกาศให้มีการสมัครเรียบร้อยแล้ว ให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จัดประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
โดยกำหนดว่า หากเป็นสาขาพรรคต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน ในขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่า 500 คน เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมาลงคะแนนเพื่อเลือกบุคคลเป็นผู้สมัคร ส.ส.
เมื่อลงคะแนนเสร็จก็ให้ส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งในลำดับที่ 1 และ 2 ให้กรรมการสรรหาฯ จากนั้นส่งชื่อให้กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้เลือก
แต่หากไม่เลือกผู้ได้คะแนนลำดับแรก กรรมการบริหารพรรคต้องชี้แจงถึงเหตุผล หรือหากกรรมการบริหารพรรคตัดสินใจไม่เลือกทั้งสองคนที่เสนอมา ก็ต้องประชุมร่วมกับกรรมการสรรหาฯ หากมีมติเสนอใคร ก็ให้เสนอชื่อผู้นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่หากไม่เห็นด้วยก็ให้กลับไปดำเนินการคัดเลือกใหม่ตั้งแต่ต้น จากสาขาหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด
ชัดเจนว่าเป็นวิธีการให้ได้มาซึ่ง ส.ส.ที่เป็นตัวแทนจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
เป้าหมายเพื่อให้ผู้แทนราษฎรได้เข้าไปสะท้อนปัญหา แก้ไขความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ไม่ใช่พรรคจะส่ง “หมาหลง” มาลงสมัครยังไงก็ได้
ได้รับเลือกตั้งแล้วหายหัว เจอกันอีกทีเลือกตั้งใหม่
เหนืออื่นใด โดยระบบนี้คือการสกัด “นายทุน” ครอบงำพรรค
ไม่ให้พรรคการเมืองตกอยู่ในสภาพบริษัทจำกัด ที่ ส.ส.กลายเป็นแค่พนักงาน ลูกจ้าง ต้องทำตามใบสั่งเจ้าของพรรค ใช้เป็นเครื่องมือยึดสภา
ออกกฎหมายเอื้อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง
จนเป็นที่มาของ “เผด็จการรัฐสภา” ต้นตอวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวมานับสิบปี
นี่คือเจตนาแท้จริงของระบบไพรมารีโหวต และถือเป็นแนวทางการปฏิรูปการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560
แต่ถึงตรงนี้ กำลังจะย้อนกลับไปใช้วิธีการเลือกตั้งแบบเก่า
หนีไม่พ้นวังวนน้ำเน่าแบบเดิมๆ
ที่ตลกก็คืออารมณ์ของนักการเมืองที่พากันเรียกร้องให้ใช้ ม.44 งดใช้กติกาไพรมารีโหวต
สวนทางจากที่เคยต่อต้านมาตรา 44 โจมตี พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจพิเศษพร่ำเพรื่อ แต่พอถึงเวลาได้ประโยชน์ก็ยุให้ใช้อำนาจพิเศษหักบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
สะท้อน “สันดาน” นักการเมืองที่ไม่ได้มีหลักการอะไร
ทุกลมหายใจ ห่วงแต่สถานการณ์ตัวเองจะได้เปรียบเสียเปรียบในสนามเลือกตั้ง แต่ไม่เคยพูดถึงประเทศไทยจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร
ไม่เคยตอบโจทย์จะแก้วิกฤติขัดแย้งอย่างไร
เลือกตั้งไปแล้วนักการเมืองจะแบ่งข้าง แยกสีเสื้อปลุกม็อบกลับมาตีกันหรือไม่
ถึงจุดก็เผยธาตุแท้เดิมๆ มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง
โดยพฤติการณ์สะท้อนคำตอบชัดๆว่า นักการเมืองยังไม่ปฏิรูปแต่อย่างใด
หากเป็นเช่นนี้แล้วต้องเสียเงิน 5-6 พันล้าน
เลือกตั้งไปจะมีประโยชน์อะไร.
“ทีมการเมือง”

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แววมา?

ฉายแวววววว?!!!

“สมคิด” นายกฯสำรอง  สุด ท็อปฟอร์ม  โชว์ vision เวที ACMECS ลั่น การเมืองไทย มีเสถียรภาพ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า ลงทุนขนาดใหญ่ หลัง หยุดชะงักมา 10 ปี ...เสียงปรบมือดัง เลยเชียว

“เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรี   ปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางในอนาคต  การส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของสมาชิกกลุ่มน้ำโขง” ในเวทีการประชุมยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMEC SACMECS CEO Forum  

โดยกล่าว แบบไม่อ่านโผ ตลอด พูดไทย -อังกฤษ ผสมกัน พร้อมลีลา มือไม้

โดยระบุว่า การร่วมมือของ ACMECS ต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน และวางแผนร่วมกันซึ่งจะเป็นจริงได้ต้องเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ประเทศไทยเศรษฐกิจหยุดมา 10 ปี 

แต่วันนี้มีการลงทุนขนาดใหญ่แล้ว ขณะที่เรื่องของการเมืองย่อม ส่งผลกระทบหากไม่มีเสถียรภาพซึ่งประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกัน 

“การเมืองส่งผลเศรษฐกิจ ถดถอยไปพักหนึ่ง แต่ขณะนี้มีเสถียรภาพแล้ว ถ้าการเมืองไทยมีเสถียรภาพก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

โดย กล่าวจบ เสียงปรบมือดัง เลยเชียว!!!

ท่ามกลาง การถูกจับตามองว่า จะเป็นนายกฯสำรอง หาก พลเอกประยุทธ์ ถอดใจ และ จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในท้ายที่สุด
/////
ลีลา ..สมคิ๊ดดดดด!!!

ลีลา “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล.... บนเวที ACMECS CEO Forum.... ที่ แชง กรี-ล่า  ....ท่ามกลาง การถูกจับตามอง หลัง เป็นแกนนำ หนุน บิ๊กตู่ เป็นนายกฯ ตั้ง “กองหนุนลุงตู่” และตั้งกลุ่ม FOS-Friends of Somkd และ ร่วมตั้งพรรคพลังประชารัฐ.... ที่แกนนำพรรค เผย จะให้ นายสมคิด เป็น หัวหน้าพรรค ตัวจริง .... และ อาจเป็นนายกฯสำรอง หาก พลเอกประยุทธ์ ถอดใจ!!

ไล่เก็บ-หั่นใส่‘หน้าตัก’

ไล่เก็บ-หั่นใส่‘หน้าตัก’



เทศกาล “ง่วง เหงา หาว นอน” เวียนมาอีกครั้ง มหกรรมเวิลด์คัพ 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ เปิดฉากบรรเลงแข้งไปแล้วเมื่อคืนวันที่ 14 มิ.ย. จากนี้อีกราว 1 เดือน บรรดาคอลูกหนังอดตาหลับขับตานอนกันยามดึกดื่น
หากไม่จัดระเบียบเวลาให้ดี แปรสภาพเป็นซอมบี้ช่วงกลางวันได้ง่ายๆ
และคราวนี้ผลพลอยได้ก็เหมือนทุกครั้ง มหกรรมลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติ ส่งผลดีต่อสภาวะเศรษฐกิจการค้าการขาย รับอานิสงส์เม็ดเงินช่วงฟุตบอลโลกกันไปมากบ้างน้อยบ้าง
เช่นเดียวกัน คิวฟุตบอลโลกจะมาแย่งซีนการบ้านการเมือง
เพียงแต่ว่า รอบนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ใกล้ถึงเลือกตั้งตามโรดแม็ป ก.พ.2562 ความเคลื่อนไหวการเมืองลดโทน แต่ไม่ได้หยุดนิ่ง
ในส่วนของอำนาจพิเศษ รัฐบาล คสช. หลังจากตระเวนจัดประชุม ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เดินสายลงพื้นที่ จัดโครงการพัฒนาแบบเต็มเหนี่ยว กระตุ้นยอดขาย
ปลุกกระแสเสร็จก็มีภารกิจต่างแดน ฟื้นการค้าขายกับประเทศบิ๊กๆยุโรป
ส่วนภารกิจทางนี้ไม่ต้องห่วง โปรแกรมต่างๆเดินหน้าไปได้เพราะมี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ช่วยระวังหลัง นอกจากจะอยู่โยงเฝ้าเก้าอี้ให้ผู้นำ รักษาการแทนในงานทั่วไปแล้ว
ในภาคการเมือง “บิ๊กตู่” ก็พึ่งพาใช้บริการ “พี่ใหญ่”
โดยโปรแกรมนัดพบตัวแทนพรรคการเมืองรอบแรก เพื่อหารือถึงทิศทาง กระบวนการคืนอำนาจสู่การเลือกตั้ง ที่กำหนดไว้ปลายเดือน มิ.ย.นี้ วางคิว “บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะ คุมเกมพูดคุย
นอกจากนี้ ที่ต้องติดตาม กับแผนระดมสรรพกำลังตั้งนั่งร้านหนุน “บิ๊กตู่” เป็นผู้นำหลังเลือกตั้ง
บรรดาโฟร์แมนคุมงานกำลังเร่งเครื่องเร่งมือกันเต็มพิกัด
สะท้อนจากหลายทีมที่แยกกันไปทำงาน โดยมีทัพหลวงยิงปืนใหญ่เบิกทางนำร่อง ล่าสุดยิงสลุตงบฯอีก 2 หมื่นล้านใส่กองทุนหมู่บ้านฯ เฉลี่ยหมู่บ้านละ 300,000 บาท กระตุ้นแต้ม “ฐานราก” ได้บาน
ขณะที่แม่ทัพหลักๆเร่งระดมไพร่พลรองรับแผนตีตั๋วต่อ ในสาย “ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ว่าที่หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ “กำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้คอนโทรลเกมอยู่หลังฉากหลังค่าย
เริ่มคำนวณแต้ม “โชว์ของ” วางเป้า 50 ที่นั่งบวก อย่างนั้นเลย
ส่วนที่ภายนอกยังดูเหมือนจะยังเป็นวุ้น แต่ของจริงก็ยังถือเป็นค่ายหลักในแผน กับพรรคพลังประชารัฐ ล่าสุดเริ่มคึกคัก จับตาปลายเดือนนี้อาจถึงเวลาข่าวดี ไพร่พลตบเท้าเข้าสมทบกันอีกลอตใหญ่
นั่นก็สอดคล้องกับที่ “เสี่ยแฮ้งค์” อนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส.ชัยนาท ระบุไว้ เร็วๆนี้จะ “มีงานทำ”
พร้อมๆกับมีกระแสข่าวอดีต ส.ส. นักการเมืองกลุ่มใหญ่ทั้งเกรดเอ-บี-ซี จากเครือข่ายวังน้ำยม นับ 100 ราย ภายใต้การ นำของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีต รมว.คมนาคม และ “เสี่ยแฮ้งค์” อดีตเลขาฯคู่ใจ
แว่วว่ากำลังตรวจกำลังพล เช็กลิสต์รอบสุดท้ายก่อนเปิดตัว เพราะถึงที่สุดแล้วก็คงต้องตั้งวงถก “ยุทธศาสตร์ร่วม” ให้ชัดกันอีกที
ไม่ปลาย มิ.ย. ก็ภายในเดือน ก.ค.นี้ได้รู้กัน “พลังประชารัฐ” แบรนด์ดังหนุนผู้นำ ยอดทะลุกันแค่ไหน
เอาเป็นว่า ถึงแม้สมการตัวเลข การเมืองสูตรคณิตศาสตร์ที่คำนวณไว้ ถึงเวลานี้ยังไม่เข้าเป้าเต็มที่ เพราะถ้าเอาเฉพาะเป้าหมายเก้าอี้ผู้นำ บวกรวมแต้ม 250 ส.ว. คงจะแบเบอร์แล้ว แต่ถ้าถึงขั้นบริหารให้มั่นคง-ยั่งยืน อย่างไรก็ต้องใช้เสียงให้เกินกึ่งหนึ่งจาก 500 สมาชิกสภาผู้แทนฯ
250 เสียงขึ้นไปถึงจะชัวร์
อีกกว่า 8 เดือน นอกจากทยอยเก็บกวาดเบี้ยใต้ถุนร้าน ก็ถือว่าเป็นช่วงที่เร่งหาช่อง
ระดม “ตัวช่วยพิเศษ” หั่นแต้ม 2 ขั้วใหญ่เพิ่มเติม
ทอนกำลังค่ายเพื่อไทย-ปชป.ได้มากแค่ไหน ก็มีโอกาสเติม “หน้าตัก” แผนต่อตั๋วได้มากเท่านั้น
มีเวลาเสริม “นั่งร้าน” ให้แน่นหนามากยิ่งขึ้น.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

3พรรค ‘พท.-ปชป.-อนค.’ เห็นตรงแก้รธน. ‘ไพบูลย์’ ชี้ต้องเดินตามกติกา ทนอีก 5 ปีแล้วจะชอบ

3พรรค ‘พท.-ปชป.-อนค.’ เห็นตรงแก้รธน. ‘ไพบูลย์’ ชี้ต้องเดินตามกติกา ทนอีก 5 ปีแล้วจะชอบ


เสวนา “อนาคตประชาธิปไตยไทย : ข้ามพ้น กับดัก ความหวัง?” 3 พรรค “พท.-ปชป.-อนต.” เห็นตรงกันต้องแก้ รธน. ส่วน “ไพบูลย์” ชี้ ทางออกคือเดินตามกติกา-รธน.
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีงานเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประชาธิปไตยไทย : ข้ามพ้น กับดัก ความหวัง?” โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและแกนนำเพื่อไทย (พท.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) โดยบรรยากาศในการเสวนาเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมการเสวนาจำนวนมาก และที่มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสังเกตการณ์ตลอดการเสวนา
นายจาตุรนต์กล่าวว่า สิ่งที่ยังเป็นปัญหาและกับดักในอนาคตคือการไม่มีความพยายามที่จะหาทางออก และหาทางแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเท่าเทียม ซึ่งไม่ใช่กับดักของนักการเมืองแล้ว แต่อนาคตในวันข้างหน้าจะเป็นกับดักของประเทศไทย และประชาธิปไตย อีกหน่อยสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่ขาดผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้ คือ ขาด คสช.ไม่ได้ อีกหน่อยอาจจะมีการทำผิดแล้วไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย ฯลฯ กับดักต่อมาคือ กับดักที่จะทำให้เกิดเงื่อนไขนำไปสู่ความขัดแย้ง และเป็นข้ออ้างที่ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต
นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ตามกติกาที่เขียนขึ้นได้นำประเทศไทยย้อนกลับไป 30-50 ปีที่แล้ว ทำประเทศถอยหลังไปมาก ที่ผ่านมามีพัฒนาการที่ดี และส่วนที่เป็นปัญหา มีระบบป้องกันการทุจริต แต่ระบบดังกล่าวก็ถูกแทรกแซงโดย คสช. การใช้กติกาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ยังไม่ถูกปลูกฝังและทำให้เกิดขึ้น การพัฒนาที่สำคัญที่ผ่านมาประชาชนให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง ได้รู้จักเลือกพรรค และนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและประเทศชาติ ทั้งนี้ ในการเลือกตั้ง คสช.เข้ามาแทรกแซง ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาอาจจะไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน อุปสรรคที่สำคัญมากคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดมาก แล้วรัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลทำตามแผนปฏิรูปมิเช่นนั้นจะถูกตรวจสอบ และนำไปสู่การถูกถอดถอนในที่สุด การพัฒนาจึงเกิดได้ยากมาก หาก คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาลก็เท่ากับได้วางแผนการบริการประเทศไว้แล้ว ซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน ดังนั้น เชื่อขนมกินได้เลยว่า ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน จะทำให้ประเทศไทยปรับตัวไปไม่ทันกับพัฒนาการ และภาระจะตกไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกพัฒนามาจะถูกกับดัก
นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ตนหารือกับพรรคแบบไม่ได้ประชุมมาแล้วว่า ทางที่จะหลุดจากกับดักไม่ให้รุนแรงคือ 1.กำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็ว ระบุวันมาเลย 2.คสช.งดใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง 3.ก่อนการเลือกตั้ง 3 เดือน ให้นายกฯ และ ครม.ทั้งคณะลาออก ให้ปลัดกระทรวงต่างๆ มาทำหน้าที่ตามมาตรา 168 แล้วใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 169 มาห้ามไม่ให้ ครม.ทำอะไรบ้าง เช่น การใช้งบประมาณ ฯลฯ 4.ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม 5.เพื่อป้องกันไม่ให้ คสช.สืบทอดอำนาจ พรรค พท.ยืนยันไม่สนับสนุนคนนอกเป็นนายกฯ และจุดมุ่งหมายคือการคัดค้าน ขัดขวาง คสช.ที่จะสืบทอดอำนาจ 6.พรรคการเมืองต้องมีความมุ่งมั่น และตั้งใจที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยจะต้องไม่ลืมเรื่องนี้เมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล พรรคการเมืองจะต้องประกาศเป็นนโยบายไว้เลย ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถ้าประชาชนทั้งประเทศเข้าใจ และสนับสนุนอย่างจริงจังการแก้รัฐธรรมนูญจึงจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ เราจะเสนอให้แก้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยจะชี้ให้เห็นว่าทั้ง 2 อย่างนี้เป็นปัญหาต่อการก้าวไปข้างหน้าของประเทศอย่างไร

ด้านนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่เราน่าจะคิดตรงกันคืออยากให้ประเทศไทยคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย 4 ปีที่ผ่านมาผู้มีอำนาจวางกับดักโดยการใช้วิธีจำกัดสิทธิเสรีภาพ เพื่อป้องกันความขัดแย้ง นี่คือสิ่งที่ตนถอดรหัสมาจากสิ่งที่นายจาตุรนต์พูด และเห็นด้วย ซึ่งแม้ปัจจุบันเราจะมีรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้งแล้ว แต่คำสั่งต่างๆของ คสช.กลับทำให้ไม่สามารถเดินไปตามกฎหมายต่างๆ ได้ ทั้งที่บอกว่ามีโรดแมป แต่การเดินตามตรงนี้ยังติดขัดด้วยคำสั่ง คสช. ต่อมาคือ กระบวนการเลือกตั้งที่จะทำให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้ต้องเริ่มต้นอย่างเสรี และเป็นธรรม แต่คำถามเกิดขึ้นว่าเราจะสามารถจัดการเลือกตั้งที่เที่ยงธรรมได้จริงหรือ เพราะเคยมีคำสั่งปลด กกต.ไปแล้วครั้งหนึ่ง มีคำถามว่า กกต.ที่จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งจะทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจที่เคยประกาศตัวว่าจะเป็นกรรมการกลับลงมาเป็นผู้เล่นเสียเอง อีกอย่างคือ ส.ว. 250 คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจเลือกผู้นำรัฐบาล สามารถใช้อำนาจสวนทางกับความต้องการของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง อีกกับดักคือ กติกาสูงสุดของประเทศในปัจจุบันยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตย มีบทบัญญัติอีกหลายบทที่ไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย ทั้งนี้ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทั่วโลก ถูกตั้งคำถามจากประชาชนเรื่องการมีส่วนร่วม ในการมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของประเทศโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้น นักการเมือง พรรคการเมือง จะต้องเร่งกอบกู้ศรัทธาจากประชาชน
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า การย้อนอดีตไม่ว่าหยิบส่วนไหนมาก็เป็นปัญหาได้ทั้งสิ้น เราไม่ได้อยากกลับไปสู่ความวุ่นวาย แต่การไปโทษว่าเป็นเพราะการเลือกตั้ง หรือเป็นเพราะประชาธิปไตย แบบนั้นก็ไม่ใช่ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะอยากกลับไปพฤษภาคม 35 หรือ เราอย่ามองด้านใดด้านเดียว แต่เราต้องเกี่ยวทุกสถานการณ์มาหาทางออกร่วมกัน ตนไม่ได้พูดถึงอนาคตใหม่ แต่พูดถึงอนาคตที่ใหม่กว่า ตนตั้งคุณค่าของประชาธิปไตยไว้ว่าเป็นระบบที่คนจะได้รับการเคารพศักดิ์ศรี และเสรีภาพ แม้อาจจะใช้เกินเลย หรือบางครั้งอาจจะตัดสินใจผิด ถ้าเราเน้นคุณค่า และรูปแบบตรงนี้ได้จึงจะเป็นประชาธิปไตย หากบอกว่าระบอบการเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้ง 4 วินาที แต่มันก็ยังนานกว่าการที่ไม่ใช่ระบอบการเลือกตั้ง และเราต้องรักษาสถาบันที่คอยตรวจสอบถ่วงดุล คนที่อาสาเข้ามาเลือกตั้งครั้งนี้หากมีข้อเสนอที่ดีกว่ายุทธศาสตร์ชาติ เสนอไปเถิด และต้องทำให้ได้ เพราะคุณได้รับอำนาจมาจากประชาชนแล้ว คุณต้องทำให้ได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรหรอก วันหนึ่งต้องมีการแก้ไข แต่หากเรากระโดดไปที่เรื่องนี้เลย ตนกลัวว่าเราจะเข้าไปติดกับดักเดิม คุณต้องบอกให้ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนได้อย่างไร แล้วระดมพลังของคนในสังคมแล้วไปแก้ไข แต่ถ้าเราตั้งไว้ว่าจะต่อกร แตกหักกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ต้นเกรงว่าเราจะก้าวเข้าไปติดกับดักเดิม
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ส.ส.ที่อยากแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในสภาอย่างไรก็เกิน 376 เสียง ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่กติกาที่เขียนไว้ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา การจะต้องทำประชามติอีก 2-3 ครั้ง จะทำให้ประชาชนไม่มากับเรา เพราะยังไม่มีหลักประกันให้ประชาชนว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่การแก้เพื่อตนเอง ทั้งนี้ ทางออกจากกับดัก เช่น 1.การปลดหรือเลิกคำสั่ง คสช. ควรทำให้เร็วที่สุด ตนยืนยันมาตลอดว่า การทำกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมืองแล้วจะไปกระทบความมั่นคงตนมองไม่เห็นจริงๆ 2.คสช.ต้องทำให้เกิดความชัดเจน และความมั่นใจจริงๆ ว่าจะไม่มีการใช้อำนาจใดๆ ไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. 3.คสช.ต้องชัดเจนกับประชาชนว่าเจตนารมณ์ของท่านจะเอาอย่างไร ประกาศตัวมาให้ชัด แล้วแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ท่านต้องเท่าเทียมกับคนอื่น ถ้าท่านไม่เท่าเทียมอย่ามาพูดเรื่องธรรมาภิบาล หรือประชาธิปไตย และวุฒิสภาจะมาฝืนเสียงข้างมากในสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ได้ 4.ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปสองพันกว่าหน้า มีการอ้างถึงยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งที่ยุทธศาสตร์ชาติยังไม่ประกาศเลย ไม่ต้องไปพูดถึงว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหนอย่างไรเลย เราต้องให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ทิศทางของประเทศ เราควรทำให้ประชาชนยอมรับด้วยความสบายใจ และเมื่อได้รับการยอมรับแบบนี้ก็จะไม่เป็นปมไปสู่ความขัดแย้ง


นายธนาธรกล่าวว่า หลังปี 2475 มีเพียง 24 ปี 310 วัน เท่านั้นที่นายกฯไทยมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น กับดักไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในรอบนี้ ชีวิตตนผ่านการทำรัฐประหารมาแล้ว 5 ครั้ง สำเร็จ 3 ล้มเหลว 2 แต่ไม่มีผู้นำการรัฐประหารคนใดถูกนำตัวมาลงโทษ การทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทยมีผลอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ตนคิดว่ามีความชัดเจน 1 อย่างในรอบ 60 ปีที่ผ่านมาว่าอะไรฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลง และการก้าวไปข้างหน้าของสังคมไทยไว้ พรรคอนาคตใหม่ปาวารณากับตัวเองว่าจะให้มันหยุดที่ยุคของเรา จะไม่ส่งผ่านการรัฐประหารไปยังลูกหลานของเรา วันนี้โลกของเราหมุนเร็วมาก จะรักษามาตรฐานของไทยในสังคมโลกไว้ได้ เราต้องหมุนเร็วให้ทันโลก ซึ่งระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยตามไม่ทัน ดังนั้น เราต้องทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาให้ได้

บอลโลกเริ่มลุย

บอลโลกเริ่มลุย



การเผชิญหน้าครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง สิงห์หนุ่มจอมอหังการ “คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ กับเสือเฒ่าเขี้ยวลากดิน “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำอเมริกา
โดยใช้ประเทศสิงคโปร์เป็นเวทีกลางก็จบลงอย่างหวานเจี๊ยบทุกระดับประทับใจ
สรุปย่อๆ คือ สหรัฐอเมริกา และเกาหลีเหนือ ตกลงจะเทความขัดแย้งทุกอย่างทิ้งไป เพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ก้าวใหม่ที่รุ่งเรืองมั่นคง
ผู้นำมหาอำนาจอเมริกาจะให้การรับรองความปลอดภัยของเกาหลีเหนือจากการคุกคามภายนอกทั้งปวง
ผู้นำเกาหลีเหนือให้คำมั่นสัญญา จะเดินหน้าปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์
จะไม่พัฒนา และไม่สะสมขีปนาวุธข้ามทวีปไปยิงข่มขู่ชาวบ้านให้ขวัญกระเจิงอีกต่อไป!!
อเมริกา และเกาหลีเหนือ จะร่วมแรงร่วมใจทำให้คาบสมุทรเกาหลีเกิดสันติภาพ และสันติสุขอย่างถาวร
เรียกว่าคุยกันครั้งเดียว...เคลียร์จบทุกประเด็น
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การเจรจาระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี คิม จอง อึน ตกลงกันได้อย่างสะดวกโยธิน
เนื่องจากทั้ง 2 คน เป็นมนุษย์ห้าวเป้งเหมือนกัน
เมื่อห้าวเป้งมาเจอห้าวเป้ง...คุยกันภาษาห้าวเป้ง ย่อมตกลงกันได้รวดเร็ว
ข้อสำคัญ...การนัดพบกันครั้งนี้ “จบกันแบบวิน–วิน”
ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นผู้นำคนแรกที่สามารถถอดปลั๊กไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ใหม่ ที่ล่อแหลมใกล้จะระเบิดเถิดเทิง
และเป็นคนที่ทำให้ “คิม จอง อึน” หยุดอาละวาดได้ซะที
ถือว่าเกมนี้ นายทรัมป์ ได้เครดิตไปเต็มๆ
ฝ่ายประธานาธิบดี “คิม จอง อึน” ก็กลายเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนแรก ที่ทำให้พี่เบิ้มอเมริกาต้องถ่อมาขอเจรจาปรองดอง
แถมยังพลิกภาพลักษณ์ตัวเองจากผู้นำเบ๊อะบ๊ะ กลายเป็นผู้นำซุปตาร์ในเวทีการเมืองโลกเพียงชั่วข้ามคืน
เกมนี้ คิม จอง อึน ได้กำไรบานตะไท
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าปัญหาที่จะต้องพิสูจน์ต่อไปคือ ผู้นำเกาหลีเหนือจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ประกาศไว้หรือไม่เท่านั้นเอง
จริงหรือว่า “คิม จอง อึน” จะยอมปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์
เพราะการปลดอาวุธนิวเคลียร์ จะทำให้เกาหลีเหนือ ไม่มีอำนาจต่อรองอย่างที่เคยมี
เป็นไปได้หรือว่า “คิม จอง อึน” จะยอมกลับลำเปลี่ยนนโยบายมาจูบปากกับอเมริการ้อยเปอร์เซ็นต์
เป็นไปได้หรือว่า “คิม จอง อึน” จะกลับมาญาติดีกับเกาหลีใต้ ที่รบราฆ่าฟันกันมาช้านาน และยังประกาศสงครามคาราคาซังมากว่า 50 ปี
ตรงนี้แหละที่ “แม่ลูกจันทร์” ต้องรอพิสูจน์ความจริง
แต่ที่ไม่ต้องรอพิสูจน์ความจริงให้เสียเวลา วันนี้ (14 มิ.ย.) สงครามลูกหนังโลกที่รัสเซีย จะได้ฤกษ์ฟาดแข้งอย่างแน่นอน!
คู่แรกประเดิมสนาม คือทีมเจ้าภาพรัสเซีย ปะทะทีมเศรษฐีน้ำมันซาอุดีอาระเบีย เวลา สี่ทุ่มตรง
ดูตามหน้าเสื่อ...รัสเซียเหนือกว่าครึ่งช่วงตัว
ดูบอลโลกให้สนุก เชียร์บอลโลกให้มันๆ ไม่ต้องวางเดิมพันดีกว่านะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ถึงจุดเติม 'วิทยายุทธ์'

ถึงจุดเติม 'วิทยายุทธ์'



“ถ้าคนหนุนหลักร้อยยังหาไม่ได้ ก็ไม่ต้องทะลึ่งมาลงสมัคร ส.ส.ให้อายเขาหรอก”
นี่คือคำพูดจากปากของเซียนการเมืองรุ่นใหญ่ ระดับหัวหน้าป้อมค่ายที่บอกชื่อไปต้องร้องอ๋อ ที่พูดถึงประเด็น “ไพรมารีโหวต” ที่พรรคการเมืองต่างๆพยายามอ้างเป็นเงื่อนไขในการเรียกร้องกดดันให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ปลดล็อกให้พรรคการเมืองเร่งหาสมาชิก
เพราะหวั่นปัญหาการทำไพรมารีโหวตไม่ทัน
นั่นหมายถึงถ้าเอาจริงๆก็ไม่มีปัญหา การหาคนมาการันตีสิทธิการลงสมัครในพื้นที่ ไม่เหนือบ่ากว่าแรงนักเลือกตั้งอาชีพ แค่อ้างกดดันตามเหลี่ยมเกมการเมือง
ตามท้องเรื่องโหมกระแส เร้าสถานการณ์เข้าโหมดเลือกตั้ง
โดยจังหวะที่ คสช.เองก็ไม่ได้แสดงท่าทีแข็งขืนเหมือนช่วงแรกๆ เพราะล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งฝ่ายความมั่นคง คสช. ก็ประกาศตัวเองเลย ได้รับมอบหมายจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
ให้นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมฟลอร์ใหญ่ปลายเดือนมิถุนายนนี้
ตามโปรแกรมที่ คสช.นัดตัวแทนพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หารือเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีคำตอบล่วงหน้าก่อนแล้ว แนวโน้มแบบที่ “บิ๊กป้อม” แบไต๋เป็นนัยกั๊กๆ จะยังไม่ปลดล็อกทั้งหมด เน้นแค่การเปิดให้หาสมาชิกพรรคการเมืองได้
อย่าเพิ่งหวังถึงขั้น “ปล่อยผี” เปิดประตูป่าช้าให้นักการเมืองลุยหาเสียงเลือกตั้ง เพราะต้องรอกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับบังคับใช้ครบก่อน
ค่อยๆผ่อนทีละขยัก ไม่ปล่อยไฟเขียวแบบพรวดพราด
ก็ขนาดยังไม่ปลดล็อก ผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ถือดาบมาตรา 44 อำนาจพิเศษอยู่เต็มกำมือ
“นายกฯลุงตู่” กับทีมรัฐบาล คสช.ยังเจอฤทธิ์เดชนักการเมืองอาชีพ เล่นแต้มล้อกระแสในโซเชียลมีเดีย ล้อมกรอบรุมสกรัมจนงอมพระราม
ตามรูปการณ์ ขืนปล่อยให้อาละวาดกันแบบฟรีสไตล์คงดูไม่จืด
แต่มาถึงตรงนี้ เหมือนเริ่มชินกับแรงเสียดทานทางการเมือง ตามอารมณ์แบบที่ “ลุงตู่” พูดบนเวทีเปิดโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืนโดยศาสตร์พระราชาตามแนวทางประชารัฐ
ส่วนตัวพร้อมยอมรับคำด่า ดีกว่าคำชมที่อาบด้วยยาพิษ
แค่แอบน้อยใจนิดๆว่า ชาวบ้านไม่สนใจสิ่งที่รัฐบาลทำให้ แต่ไปสนใจข่าวหวย 30 ล้าน เรื่องดาราเลิกกัน จนไม่รู้ว่ารัฐบาลช่วยอะไรไปแล้วบ้าง
ปรับวิธีคิด “บิ๊กตู่” เข้าใจธรรมชาติทางการเมืองขึ้นเป็นลำดับ
และนั่นก็มาพร้อมๆกับยุทธการตีไพ่ ชิงแต้มต่อในสนามเลือกตั้ง ตามจังหวะต่อเนื่องจาก ครม. สัญจรรอบล่าสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่ ครม.อนุมัติงบประมาณอัดฉีดชาวบ้านฐานราก
ท่ามกลางเสียงเหน็บแนม เอื้อประโยชน์การเมือง
แบบที่ “บิ๊กป้อม” ต้องแก้เกี้ยวว่า ไม่ได้เอื้อประโยชน์ เพราะนายกฯก็ไปเยี่ยมไปดูแลประชาชน เอางบประมาณให้ทุกภาคเหมือนกัน ทัดเทียมทุกจังหวัด ไม่มีการได้มากได้น้อย
เรื่องของเรื่อง ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องฉวยความได้เปรียบตรงนี้
เป็นวิถีที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจในระบบนิเวศการเมืองแบบไทยๆ
และก็เริ่มไหลมาเป็นชุดๆ ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สั่งตรึงราคาแก๊สหุงต้มถึงสิ้นปี เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนรวมถึงหาบเร่แผงลอย
รัฐบาลเร่งคิว “ปล่อยของ” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แก้โจทย์ปัญหาปากท้อง
ปิดจุดอ่อนไหวที่ถูกขบวนการฝ่ายต่อต้านจ้องทุบ
อีกจุดที่ต้องจับตา กับปรากฏการณ์ที่ “เสี่ยแฮงค์” นายอนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส.ชัยนาท ให้สัมภาษณ์นักข่าว หลังช็อตการพูดคุยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ
ส่งซิกให้แปรสัญญาณเป็นนัย จะมีข่าวใหญ่ปลายเดือนนี้ คงมีงานทำ
เดาทาง “นายกฯลุงตู่” น่าจะเสริมทีมนักการเมืองเข้ามาช่วยงานอีก หลังการมอบหมายงานให้ “เดอะแป๊ะ” นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ช่วยดูงานในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
ให้เครดิตกุนซือการเมือง เปิดพื้นที่ให้ทำงานเต็มที่
อย่างที่รู้ๆกัน มุมของนักเลือกตั้งอาชีพเป็นเรื่องที่ “ลุงตู่” จำเป็นต้องเสริมทักษะ
เพิ่มเติม “วิทยายุทธ์” ไว้สู้ในยามไร้ดาบวิเศษมาตรา 44.
ทีมข่าวการเมือง

พี่ใหญ่

ไม่ใช่"พี่ใหญ่"แค่อายุมาก

"บิ๊กป้อม”เผย ถกพรรคการเมือง มีรอบแรก ปลายมิย.และรอบ 2  หลังกม.ลูกบังคับใช้ ปัดตอบ”อนุชา-สมศักดิ์-สุริยะ”จะร่วมพรรค”พลังประชารัฐ “ ถาม ใครคือ คสช. ปัด ไม่ใช่พี่ใหญ่ แค่อายุมาก

 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว. กลาโหม กล่าวถึงการจะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการหารือ กับพรรคการเมืองต่างๆ ว่า คงได้พูดคุยกันหลายเรื่อง และต้องรอกฎหมายลูก 2 ฉบับด้วย 

 
เมื่อถามว่า ภายหลังการพูดคุย จะทราบผลชัดเจนใช่หรือไม่ว่าจะมีการปลดล็อคเรื่องอะไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า  ใช่  ซึ่งหลังจากคุยกันครั้งแรกแล้ว ภายหลังร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ผ่านแล้ว ก็จะมีการนัดพูดคุยกับพรรคการเมืองอีกครั้ง  

 
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีหลายคนให้ความสนใจพรรคพลังประชารัฐ ที่มองกันว่าเป็นพรรคของคสช.ที่จะมาสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อไป โดยเฉพาะนายอนุชา นาคาศัย  อดีตส.ส.ชัยนาท พรรคไทยรักไทย ที่ประกาศว่าจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้ รวมถึงยังมีกลุ่มของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ก็สนใจเข้าร่วม พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่รู้ ใครตกลงกับใครไม่รู้ และผใไม่ได้อยู่พรรคพลังประชารัฐ และใครบอกว่าเป็นพรรคของคสช. ใครพูดอย่างไรก็ไปถามคนนั้น ไม่ต้องมาถามผม

       
เมื่อถามว่าในฐานะเป็นพี่ใหญ่ในคสช. ทราบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนจะเป็นพี่ใหญ่ได้อย่างไร ตนแค่อายุมากกว่าเขาเท่านั้นเอง 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีนักการเมืองหลายคนออกมาระบุว่า สมาชิกในพรรคถูกคนของคสช. ดูดไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ดูดที่ไหน ใครดูด ใครทาบทาม ตนไม่ทราบ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนอะไรเลย 
///

บอลโลก2018 นัดเปิดสนามคืนนี้


Sermsuk Kasitipradit
บอลโลก2018 นัดเปิดสนามคืนนี้ 22.00..Russia ..Sbornaya กับ Saudi Arabia..The Green Falcons...
โค้ชซาอุบอกเป้าหมายเก็บสามแต้ม ไม่ได้หวั่นเกรงเจ้าบ้าน..อันดับบอลโลกรัสเซียอยู่ที่70 ซาอุ อยู่ลำดับที่67..เป็นสองทีมที่อันดับบอลโลกต่ำสุด รัสเซียไม่ชนะใครเลยใน7เกมหลังตั้งแต่เดือนต.ค.60 ขณะที่ซาอุ 3เกมหลังแพ้อิตาลี เปรู และเยอรมนี..สถิติมีไว้ให้ทำลายหรือไม่ เจ้าภาพบอลโลกไม่เคยแพ้ในนัดเปิดสนาม หากแพ้ซาอุ โอกาสเข้ารอบต่อไปริบหรี่...เกิจดัง LAWRO จาก BBC ให้เจ้าภาพได้เปรียบด้านเสียงเชียร์ ฟอร์มสองทีมไม่ต่างกันมาก เจ้าภาพน่าจะพลิกเอาชนะ 2 -0....
////////////
(ข้อมูล)

ฟุตบอลโลก 2018 (อังกฤษ2018 FIFA World CupรัสเซียЧемпионат мира по футболу 2018) เป็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลก ที่จะจัดขึ้นในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) โดยประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ นับเป็นการจัดครั้งแรกของรัสเซียและยุโรปตะวันออก และเป็นครั้งแรกที่ประเทศเจ้าภาพคาบเกี่ยวระหว่างสองทวีป คือ ยุโรปกับเอเชีย โดยการประกาศประเทศเจ้าภาพอย่างเป็นทางการมีขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ณ นครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับการประกาศประเทศเจ้าภาพ ปี 2022
คณะกรรมการจัดการแข่งขันของรัสเซียได้เตรียมการในการสร้างสนามฟุตบอลใหม่ถึง 9 แห่ง รวมกับสนามที่มีอยู่เดิม 7 แห่ง โดยมีสนามลุจนีกีเป็นสนามที่มีความจุมากที่สุด คือ 89,318 ที่นั่ง นอกจากนี้ สนามกีฬาโอลิมปิกโซชีที่สร้างเพื่อใช้ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 จะเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันในฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย
ผู้เล่น
ดูบทความหลักที่: ผู้เล่นในฟุตบอลโลก 2018
แต่ละทีมต้องส่งรายชื่อผู้เล่นเบื้องต้นในรอบแรก 30 คน จากนั้นส่งรายชื่อ 23 คนสุดท้ายจากรายชื่อผู้เล่นเบื้องต้น (ต้องมีผู้รักษาประตู 3 คน) ในการแข่งขันฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2017 ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน จนถึง 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 เป็นการเล่นประเดิมก่อนฟุตบอลโลก 2018 ทีมจะต้องส่งรายชื่อผู้เล่น 23 คน (โดยต้องมีผู้เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู 3 คน) หากมีผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บหรือเหตุผลอื่นที่ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ สามารถที่จะเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนที่จะแข่งขันนัดแรก ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในรายชื่อผู้เล่นเบื้องต้น[2]
สำหรับผู้เล่นเบื้องต้น 30 คน จะต้องมีเวลาเหลืออยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 21 และ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 ยกเว้นผู้เล่นที่เกี่ยวข้องในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2017 ที่จะเล่นในวันที่ 26 พฤษภาคม[3]

สิทธิการออกอากาศ

ในประเทศไทย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานแถลงข่าว ประเทศไทยเซ็นสัญญาคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018” ซึ่งจะจัดการแข่งขันขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิ.ย. - 15 ก.ค. 2561 ที่ประเทศรัสเซีย โดยความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐบาล นำโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยภาคเอกชน 9 องค์กร ที่ร่วมลงทุนในครั้งนี้ ซึ่งการเจรจาที่ผ่านมามีความล่าช้าไปเล็กน้อย เนื่องจากคิงเพาเวอร์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนเจรจาในตอนต้น เพิ่งได้รับแจ้งถึงนโยบายข้อกำหนดของฟีฟ่าว่า จะเจรจาและลงนามในสัญญาเฉพาะกับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจบรอดแคสติ้งเท่านั้น ซึ่งในเวลาที่กระชั้นชิด เพื่อให้ฟีฟ่าอนุมัติได้รวดเร็ว จะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาระดับโลก จึงประสานให้บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเจรจา และลงนามในสัญญา ทำให้คนในประเทศไทยสามารถรับชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ครบทั้ง 64 แมตช์ โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง ทรูโฟร์ยู ช่อง 24อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 และช่อง 5[6]

ฟีฟ่าเผยพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2018 เชิญชมคอนเสิร์ต ร็อบบี้ วิลเลียมส์ ร็อบบี้ วิลเลียมส์นักร้องดังชาวอังกฤษ วัย 44 ปี ที่จะมาร้องเพลงกล่อมให้แฟนๆ ได้ฟัง โดยมี ไอดา การิฟูลไลนา ที่จะได้กลับไปรัสเซีย เพื่อเปิดการแสดงที่สำคัญที่สุดหนหนึ่งในชีวิต

โพลบอลโลก 2018 คนกรุงคาด ‘บราซิล’ คว้าแชมป์

โพลบอลโลก 2018 คนกรุงคาด ‘บราซิล’ คว้าแชมป์

รัสเซียออกกฎคุมเข้มช่วงบอลโลก
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2018 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,117 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2561 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่าประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต้องการสะท้อนความคิดเห็นในเรื่อง ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อฟุตบอลโลก 2018 มีกำหนดการแข่งขันตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 8 กรกฏาคม 2561 โดยมีประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ความคิดเห็นของประชาชนต่อฟุตบอลโลก 2018 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าทีมที่จะได้แชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 คือทีมชาติบราซิล เป็นอันดับหนึ่ง 21.9% อันดับที่สองคือทีมชาติฝรั่งเศส 16.1% อันดับที่สามคือทีมชาติสเปน 12.8% อันดับที่สี่คือทีมชาติโปรตุเกส 10.1% และอันดับที่ห้าคือทีมชาติอาร์เจนตินา 8.1%

ในส่วนของตำแหน่งดาวซัลโวกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่า ลีโอเนล เมสซี ทีมชาติอาร์เจนตินา เป็นอันดับหนึ่ง 20.4% อันดับที่สองคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ทีมชาติบราซิล 20.1% อันดับที่สามคืออองตวน กริซมันน์ ทีมชาติฝรั่งเศส 11.3% อันดับที่สี่คือแฮรี่ เคน ทีมชาติอังกฤษ 9.8% และอันดับที่ห้าคือคริสเตียนโน่ โรนัลโด้ ทีมชาติโปรตุเกส 9.3%

แต่เมื่อถามถึงทีมที่ชื่นชอบและติดตามเชียร์ทีมชาติเยอรมนี 22.6% เป็นอันดับแรก ทีมชาติสเปนเป็นอันดับที่สอง 12.7% อันดับสามคือทีมชาติฝรั่งเศส 11.2% อันดับที่สี่คือทีมชาติโปรตุเกส 11.1% และอันดับที่ห้าคือทีมชาติอังกฤษ 9.5%

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 กับคนในครอบครัวมากที่สุด 37.0% อันดับที่สอง คือเพื่อนๆ 35.0% อันดับสามคือ คนรัก/แฟน 15.2% และอันดับสุดท้ายคือ คนเดียว 12.8% และสถานที่ที่คิดว่าจะรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่บ้านตนเองมากที่สุด 44.1% อันดับที่สองคือร้านอาหาร 22.4% อันดับสามคือบ้านเพื่อน 17.7% และอันดับสุดท้ายคือสถานบันเทิง 15.8%

และคิดว่าในช่วงเวลาการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ทำให้มีการพนันฟุตบอลมากยิ่งขึ้น 65.5% ไม่ใช่ 19.9% และไม่แน่ใจ 14.6% ซึ่งความเห็นต่อประเด็นปัญหาการพนันในฟุตบอลโลกนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้มงวดในการป้องกันไม่ให้มีการพนันฟุตบอลในช่วงเวลาการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ 58.5% ไม่อยาก 25.6% และไม่แน่ใจ 15.8%

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ชอบคำด่ามากกว่าคำชมเคลือบยาพิษ

“บิ๊กตู่” เผย  ชอบ คำด่า มากกว่า “คำชมที่เคลือบแฝงไปด้วยยาพิษ “

“หลายคน ไม่อยากฟัง ผม และรัฐบาลพูด เพราะต้องไปใช้เวลาติดตามหวย 30 ล้านว่า ใครมันโกง หรือดาราคนนี้เลิกกับคนนี้ 

ท้ายสุดก็ลืมว่าตัวเองคิดอะไร รัฐบาลพูดอะไร ก็ไม่รู้อีก แล้วกลับมาด่ารัฐบาล ด่ากันเองนี้แหละ 

“ผมยินดีรับคำด่า คำว่าทุกวัน มากกว่าคำชมที่เคลือบแฝงไปด้วยยาพิษ “

ต้องจริงใจต่อกัน คนเราพูดแล้วทำ สำคัญ และความรับผิดชอบ ความจริงใจที่ผมทำให้กับท่าน ผมไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดทำงาน คณะรัฐมนตรีทุกคนของผมเหมือนกัน” 

พล.อ.ประยุทธ์ เปิดปฏิบัติการโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยศาสตร์พระราชาตามแนวทางประชารัฐ ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ขยันสัญจร

ขยันสัญจร



เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ควบ หน.คสช.ผูกขาด อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ผู้เดียว
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมต้องโดนกระแสวิจารณ์โจมตีติฉินนินทาเป็นธรรมดา
ล่าสุด การยกขบวนไปจัดมหกรรม ครม.สัญจรภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ ก็ต้องเจอกระแสโจมตีว่าไปหว่านงบหาเสียงล่วงหน้า ตามแผนสืบทอดอำนาจ คสช.
มันก็มีส่วนจริงอย่างเค้าว่านั่นแหละโยม
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าการที่ นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ขยันลงพื้นที่ตรวจราชการ และพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศไทย...เป็นเรื่องที่ดี
จะได้เห็นของจริงด้วยตา และได้ฟังปัญหาชาวบ้านด้วยหูตัวเอง
ปัญหาคือการจัดประชุม ครม.สัญจร ส่วนใหญ่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่มีโอกาสได้สัมผัสสภาพปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริง
เพราะมีการจัดฉากผักชีโรยหน้าตามธรรมเนียมไทยๆ
แต่ถึงกระนั้น...การประชุม ครม.สัญจร ย่อมเกิดประโยชน์อยู่ดี เพราะต้องมีการอัดฉีดงบเพิ่มเติมตามที่จังหวัดและประชาชนในพื้นที่เสนอมา
ในการจัดประชุม ครม.สัญจร ล่าสุด (จังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์) มีสารพัดโครงการรวมวงเงินกว่าห้าหมื่นล้านบาทเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา
หลายโครงการเป็นวาระเร่งด่วน หลายโครงการน่าสนใจ แต่หลายโครงการก็ฝันเฟื่องเกินจริง
ถ้าไม่นับโครงการรถไฟรางคู่ ลพบุรี-ปากนํ้าโพ 145 กม. มูลค่า 20,000 ล้านบาทที่เริ่มเดินหน้าไปแล้ว
“แม่ลูกจันทร์” ขออนุญาตเลือกจิ้มอีก 2 โครงการที่เห็นว่ารัฐบาล คสช.ควรเร่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างที่ฉายหนังโฆษณา
1,โครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัด พิจิตร แหล่งนํ้าใหญ่อันดับ 3 ของประเทศไทย
เดิมบึงสีไฟ มีพื้นที่กักเก็บนํ้ามหา-ศาลถึง 12,000 ไร่ แต่ถูกบุกรุกจนเหลือพื้นที่เพียง 5,390 ไร่เท่านั้นเอง
เท่ากับพื้นที่เก็บนํ้าหายไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
แถมบึงสีไฟถูกปล่อยปละละเลยจนมีสภาพตื้นเขิน ไม่สามารถเก็บกักนํ้าจืดเพื่อการเพาะปลูก และการบริโภคได้เลย
“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่น พล.อ.ประยุทธ์ เร่งฟื้นฟูบึงสีไฟให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล คสช.
2,โครงการปฏิรูปบึงบอระเพ็ด แหล่งเก็บกักนํ้าจืดใหญ่ที่สุดของประเทศ ไทย เคยมีพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารกว่า 132,837 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คืออำเภอเมือง อำเภอชุมแสง และอำเภอท่าตะโก
ล่าสุดบึงบอระเพ็ด (ที่เคยมีจระเข้ชุม) ถูกบุกรุกจนเหลือพื้นที่นํ้าเพียง 32,285 ไร่
เท่ากับพื้นที่บึงบอระเพ็ดหายไป 70 เปอร์เซ็นต์
จากที่เคยเก็บนํ้าจืดได้กว่า 180 ล้าน ลบ.เมตร วันนี้บึงบอระเพ็ดเก็บนํ้าจืดได้ 30 ล้าน ลบ.เมตรเท่านั้นเอง
“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่าเมื่อต้นปี 2559 “พล.อ.ประยุทธ์” เคยยกขบวน ครม.สัญจรไปสำรวจบึงบอระเพ็ดด้วยตัวเอง และมีมติ ครม.ให้เร่งฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดให้คืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว
ผ่านไปแล้ว 2 ปี โครงการฟื้นฟู บึงบอระเพ็ดเสร็จหรือยัง??
พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตรวจการ บ้านตัวเองซะที.
“แม่ลูกจันทร์”

‘แต้มต่อ’ในสนามจริง

‘แต้มต่อ’ในสนามจริง



เข้าวัดทำบุญ หาพระหาเจ้าเอาฤกษ์เอาชัยในวันพระ
ตามโปรแกรมแทรกคิวพิเศษไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดนครสวรรค์ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ได้แวบไปกราบนมัสการ “หลวงปู่ลี” เจ้าอาวาสวัดหัวตลุกวนาราม อำเภอลาดยาว เกจิอาจารย์ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
พร้อมกันนั้นยังมีช็อตน่ารักๆแบบที่นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสบีบนวดขาให้เกจิดังเมืองปากน้ำโพ และได้ของดีเป็น “คชสิงห์หลวงปู่ลี” ติดไม้ติดมือกลับมาเป็นสิริมงคล
เรื่องของเรื่องประเมินจากภาพข่าวการเดินสายประชุม ครม.สัญจรที่พิจิตรและนครสวรรค์ สังเกตได้เลยว่า ผู้นำ คสช.อารมณ์ดี รอยยิ้มเริ่มกลับมาเจือบนใบหน้า
ขึ้นรถไฟทักทายประชาชนสองข้างทาง รำวงย้อนยุคกับผู้เฒ่าผู้แก่
พูดแหย่เย้าหยอกล้อกับชาวบ้านไปยันโอภาปราศรัยกับนักการเมือง อดีต ส.ส.ในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงที่มารอต้อนรับอย่างไม่มีฟอร์ม ไม่มีสคริปต์ ปล่อยมุกอย่างอารมณ์ดี
นี่แหละคือความเป็นตัวตนของ “นายกฯลุงตู่”
“จุดขาย” ตามธรรมชาติที่ไม่ด้อยไปกว่านักการเมืองอาชีพ
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ “บิ๊กตู่” คนที่ทำเนียบรัฐบาล ที่หน้าบึ้ง เสียงเขียว อารมณ์บูดเบี้ยวตลอด 2–3 สัปดาห์ เพราะอาการเสพโซเชียลมีเดียมากเกินไป
เครียดกับไซเบอร์ วอร์ แนวรบที่ฝ่ายต่อต้านลากเข้าไปรุมสกรัม
ทีมยุทธศาสตร์ต้องรีบดึง “นายกฯลุงตู่” กลับมาสู่เกมของตัวเอง
และแน่นอน มุมแบบนี้ก็ต้องเป็นเซียนการตลาดระดับ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ ที่ประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้ “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ตามจังหวะต้องออกแรงกระตุกกระแส เบรกอารมณ์กันตั้งแต่ช็อตที่เครือข่ายชาวนาประชารัฐ “เฟรนด์ ออฟ สมคิด” เข้าให้กำลังใจนายกฯที่ทำเนียบรัฐบาล และในการประชุม ครม.สัญจร “สมคิด” ก็คือคนดีลนักการเมืองเข้าร่วมฉาก สร้างบรรยากาศดีๆแบบที่ได้ทั้งมุมการบริหารราชการและบริการแต้มทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่ “จอมยุทธ์กวง” คอยกำกับคิวให้ผู้นำอยู่ในโหมดตุน “แต้มบวก”
และถึงตรงนี้ “ลุงตู่” ได้ผ่านด่านทดสอบ “แรงกระแทก” ทางการเมืองเบื้องต้น ก่อนลงสนามจริงไปแล้ว ตามแนวโน้มโลกสมมติในโซเชียลมีเดียที่สะท้อนว่า “ลุงตู่” ตกเป็นรองสงครามชิงกระแส
แต่นั่นก็ตรงกันข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริงที่ “ลุงตู่” กำลังถือแต้มต่อ
ประเมินเกมรุกคืบชิงพื้นที่ในสนามเลือกตั้ง กับคำสั่งหัวหน้า คสช.คืนตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ประกอบด้วย 1.นายสถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร 2.นางมลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร 3.นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ 4.นายชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร
แน่นอน มันคงไม่ใช่ปกติธรรมดาที่อยู่ๆจะหักมุมคืนเก้าอี้กันง่ายๆ
ตามรูปการณ์แบบที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ ต้องเป็นข้อแลกเปลี่ยนสำคัญ
เอาเป็นว่า เช็กข่าววงใน วงการนักเลือกตั้งขาใหญ่ยอมรับ 4 คน 4 จังหวัดที่ได้ตั๋วกลับมานั่งคุม อบจ.
ล้วนแล้วแต่ “ใจนักเลง” พูดคำไหนคำนั้น
นั่นหมายถึง ถ้ามีการตกปากรับคำกันจริงๆ แค่แลกกับการไม่หนุนตัวปัญหาของทหาร คสช. นั่นคือลูกข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ” ก็ถือว่า มีผลต่อเกมการเลือกตั้งแล้ว
ส่วนเป้าหมายที่ลึกไปกว่านั้น หากถึงขั้นดึงเข้าหนุนค่ายพลังประชารัฐ ก็ผู้นำท้องถิ่นนี่แหละ “ของแท้” ที่กุมฐานคะแนนเลือกตั้งในต่างจังหวัดอย่างแท้จริง
เสียงแน่น ชัวร์กว่าอดีต ส.ส. โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเภท “นกแล” ของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องอาศัยกระแสพรรค เครดิต “นายใหญ่” ไม่มีแต้มนิยมส่วนตัว
ถ้าย้ายพรรคเป็นสอบตก ไม่มีมูลค่าทางการตลาดอย่างแท้จริง
เมื่อ “ลุงตู่” ล็อกผู้นำท้องถิ่นเป็นแนวร่วม สนามเลือกตั้งใหญ่ก็เข้าทาง
และนี่แค่ประเดิมชุดแรก ตามรูปการณ์ที่ฟังจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย จะมีการทยอยคืนตำแหน่งให้ผู้นำท้องถิ่นที่ผลสอบสวนยืนยันไม่มีปัญหาทุจริต
ยังมีจ่อตามมาอีกหลายลอต หลายจังหวัด
ตามแนวโน้มน่าจะปล่อยให้ผู้นำท้องถิ่นชุดเดิมได้บริหารต่อไป โดยยังไม่มีการเลือกตั้ง ภายหลังงานพัฒนาท้องถิ่นสะดุดมานาน
2–3 ปี ถนนหนทางชำรุดไม่มีคนดูแล แก้ปัญหาชาวบ้านเดือดร้อน
เป็นแรงสะท้อนทำให้เกิดภาวะต่อต้านรัฐบาล
โจทย์สำคัญของ “แต้มจริง” ที่ต้องเคลียร์ก่อนเข้าโหมดเลือกตั้ง.
ทีมข่าวการเมือง

บิ๊กป้อมคุยเอง

“บิ๊กป้อม” คุยเอง

นายกฯ มอบ “บิ๊กป้อม”นั่งหัวโต๊ะ คุยกับนักการเมืองเอง ปลายมิย.นี้  บิ๊กป้อม เผย ผมจะคุยเอง ถกปลดล็อค รอบแรกเอง แต่จะแค่ให้พรรคการเมือง จัดประชุมและจัดการสมาชิกพรรค เท่านั้น ยังไม่ให้หาเสียง  ต้องรอกม.ลูกเสร็จก่อน เชื่อไม่มีปัญหา คุยนักการเมือง แต่ไม่ให้ Liveสด ชี้ไม่มา ก็ไม่ต้องมา ก็พูดคุยกันก่อน จะมาLive สดอะไรล่ะ เชื่อไม่มีปัญหา ระดับโลกเขายังทำอะไรกันได้เรียบร้อย ของเราแค่นี้

ครม.สัญจรใต้

จับตา ครม.สัญจร ปักษ์ใต้

"บิ๊กป้อม" ปัด ครม.สัญจรใต้ เอื้อประโยชน์ "พรรคลุงกำนัน" ยัน ดูแลเท่าเทียมกัน นายกฯแจก งบฯทุกภาค

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่มีแผนจะลงภาคใตั ในเดือนหน้า อาจถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บางพรรคการเมือง ที่มีฐานเสียงที่ภาคใตั  นั้น ว่า  ไม่หรอก เราทำเหมือนกันทุกภาค ไม่ได้ไป เอื้อประโยชน์ใคร  เราก็ไปประชุมของเรา

“นายกฯ ก็ไปเยี่ยมประชาชน ไปดูแลประชาชน เอางบประมาณไปให้ทุกภาค ให้ทัดเทียมกัน  ไม่มีการได้มากได้นัอย” พลเอกประวิตร กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ครม.สัญจร เดือนหน้า จะลงใต้ จนทำให้ถูกจับตามองว่า จะเอิ้อประโยชน์ให้ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีจุดยืน สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ และ คสช.ตลอดมา หรือไม่