PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ชี้ข้อดี-ข้อเสียการตั้งพรรคสำรอง

รายงานพิเศษ 
ปรากฏการณ์แตกตัวของพรรคการเมือง เพื่อตั้งพรรคสำรอง หรือ พรรคอะไหล่ ไม่ว่าเป้าประสงค์เพื่อรวมเสียงส.ส.ให้ได้มากที่สุด แก้ปัญหายุบพรรค หรือเพื่อปรับตัวตามกติกาใหม่ เพื่อเก็บกวาดส.ส.บัญชี รายชื่อ
แนวทางดังกล่าวจะได้ผลตามที่นักการเมืองคิดหรือไม่ 
และมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรต่อระบบการเมืองไทย 
1.ฐิติพล ภักดีวานิช 
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี
โมเดลการแตกพรรคสร้างพรรคสำรอง หวังเป็นทางเลือก เพื่อเก็บทุกคะแนนเสียงจากส.ส.เขตจะได้นำมาคิดเป็นคะแนนแบบส.ส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากพรรคหลักจะได้ผล กระทบจากการเลือกตั้งบัตรใบเดียวที่จะทำให้พรรคใหญ่ได้ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อน้อยลง จึงหวังกระจายตัวไปยังพรรคทางเลือกนั้น วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้การันตีว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนั้นจริง
เพราะพฤติกรรมของประชาชนต่อการติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมืองนั้น จะพบว่าให้ความสำคัญกับนโยบายสาธารณะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนโดยพรรคเดิมอย่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ที่มีฐานคะแนนนิยมตรงนี้อยู่
อีกทั้งในข้อเท็จจริงก็ยังไม่ชัดในความสัมพันธ์ อย่างพรรคนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตกปปส. กับประชาธิปัตย์ ก็ไม่ถือว่าเป็นเนื้อเดียวกัน พรรคนายสุเทพนั้นชัดเจนว่าสนับสนุนทหาร ส่วนทางประชาธิปัตย์ยังกั๊กอยู่ แม้หลายคนก็ประเมินกันว่าสุดท้ายก็พร้อมสนับสนุนทหารถ้าผลประโยชน์ทุกอย่างลงตัว
ทว่าโมเดลอย่างพรรคอนาคตใหม่นั้นมีความน่าสนใจกว่ามาก เพราะตั้งแต่กกต.รับรองการจดจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการก็ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง อย่างก้าวหน้าสร้าง สรรค์มาโดยตลอด สร้างกระแสนิยมภายในเวลาอันสั้นได้มาก ขนาดพรรคทหารยังมองว่าเป็นคู่แข่ง ใช้กฎหมายเล่นงาน
ถ้ากระตุ้นคนรุ่นใหม่ที่แอ๊กทีฟอยู่ในโซเชี่ยลมีเดีย ตื่นตัวจนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมากได้ก็จะส่งผลให้พรรคการ เมืองแบบอนาคตใหม่ มีโอกาสเข้ามาสร้างอนาคตใหม่ได้อย่างแท้จริง
โมเดลแตกพรรคสำรองจึงควรมีการทบทวน ถือเป็นวิธีไม่ฉลาด สิ่งที่พรรค การเมืองควรทำคือ มุ่งเน้นไปที่การจัดทำนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมทั้งต้องมีจุดยืนและประกาศอุดมการณ์ให้ชัดเจนว่า ยืนเคียงข้างประชาธิปไตย
เพราะตอนนี้กระแสการเลือกตั้งในปี 2562 ก็ชัดขึ้นเรื่อยๆว่า มีเพียง 2 ขั้วเท่านั้นคือ พรรคทหาร หรือประชาธิปไตย จุดนี้ เมื่อมองไปที่อนาคตใหม่ ก็จะพบความชัดเจน มากกว่าพรรคเพื่อไทย ที่ดูไม่เต็มร้อย เสียอีก แต่กระแสของพรรคเพื่อไทยยังได้อยู่ ก็เนื่องจากภาพที่ออกมา เพื่อไทยถูกกระทำจากทหาร ส่วนประชา ธิปัตย์นั้น ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับผลประโยชน์
ดังนั้น สิ่งที่พรรคการเมืองควรทำคือ สร้างระบบพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ไม่ต้องแตกตัวส.ส.ไปลงพรรคสำรอง ที่ไม่ได้มีหลักประกันว่าจะได้ส.ส.มากขึ้น ถ้าเดินหน้าสู้โดยพรรคหลักพรรคเดียว แล้วผลคะแนนยังออกมาในลักษณะที่พรรคใหญ่ยังได้รับความ นิยมสูง มันก็จะยิ่งสะท้อนชัดว่า การเมืองไทยของเราเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ
หากจะแตกตัวส.ส.ไปพรรคสำรอง เพื่อหวังผลเอาจำนวนส.ส.มาคานกับพรรคทหาร ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ที่สุดแล้วแต้มต่อของพรรคทหารก็มีอยู่แล้วคือ 250 ส.ว. ไม่สามารถทำอะไรได้มาก สู้เดินหน้าต่อไป ด้วยการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง หวังผลทางการเมืองในระยะยาวจะดีกว่า
2.ยุทธพร อิสรชัย 
รศ.ประจำคณะรัฐศาสตร์ มสธ.
เรื่องของพรรคสำรองไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องของการสร้างสถาบันทางการเมือง และไม่ได้สร้างการเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานจากมวลชน แต่เป็นเทคนิคทางการเมืองในการเลี่ยงกฎหมาย หรือปรับสภาพให้สอดคล้องกับบริบทต่างๆ
เมื่อมีข้อจำกัดก็จะมีการดิ้นหนีจากพันธนาการอยู่แล้ว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 กับพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองได้กำหนดการควบคุม การกำกับพรรคการเมืองไว้ค่อนข้างมาก 
หมายความว่าการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของพรรคถูกกำหนดโดยกฎหมาย พรรคการเมืองไม่ได้ดำเนินกิจกรรมตามธรรมชาติเป็นเหตุให้เขาต้องดิ้นหนี เป็นที่มาของการเกิดพรรคการเมืองสำรอง
สิ่งที่ตามมาคือถ้าพูดถึงการพัฒนาของพรรค การเมืองก็แทบจะไม่พบข้อดีของการมีพรรคสำรองเลย นอกจากนี้พรรคสำรองยังอาจไม่ใช่พรรคการเมืองที่แท้จริง แต่ตั้งขึ้นเพื่อเลี่ยงผลทางกฎหมายคงไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนาของพรรคการเมือง
แต่เอาไว้ส่งผู้สมัครส.ส.เพื่อลงรับเลือกตั้งเท่านั้นหากเกิดกรณียุบพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคถูกลงโทษ ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีภารกิจอะไรที่มากไปกว่านี้ ดังนั้น กรณีของการตั้งพรรคสำรอง เป้าหมายหลักเพียงเพื่อเผื่อไว้กรณีพรรคหลักมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน จะได้มีพรรคการเมืองเอาไว้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งได้ 
ส่วนเป้าหมายของการตั้งพรรคสำรองเพื่อแบ่งส.ส.บัญชีรายชื่อให้ได้มากขึ้นนั้นไม่น่าจะมีผลต่อเรื่องนี้มากเท่าไร ด้วยปัจจัยทางกฎหมายที่มีการกำหนดไว้ เพราะพรรคสำรองก็ต้องส่งส.ส.เขตให้ครบจึงจะได้เสียงในส่วนดังกล่าว 
ถ้าไม่มีเจตจำนงเพื่อทำงานทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่มีแนวทางนโยบายที่ชัดเจน ผู้สมัครก็ไม่สามารถทำให้พรรคได้คะแนนได้
พรรคที่จะได้ประโยชน์น่าจะเป็นพรรคขนาดกลาง และพรรคใหม่ที่มีแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ชัดเจนมากกว่าซึ่งเป็นพรรคเฉพาะกลุ่ม 
สำหรับโอกาสที่ผู้สมัครที่ไปอยู่พรรคสำรองจะได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนหรือไม่นั้น ต้องดูว่าพรรคหลักนั้นๆ ถูกยุบหรือไม่ ถ้ามีกระแสส.ส.ย้ายไปอยู่พรรคสำรองก็มีโอกาส แต่ถ้าไม่ โอกาสก็เป็นไปได้น้อย 
3.สมชาย ปรีชาศิลปกุล 
คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่
พรรคสำรองกรณีนี้เป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ทำให้พรรคการเมืองไม่มีความมั่นคง เห็นได้จากพรรคเพื่อไทย ตามจริงแล้วพรรคการเมืองไม่สมควรถูกยุบได้ง่าย แต่การออกแบบรัฐธรรมนูญและความไม่ชัดเจน กกต.ระบุไม่ได้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จนทำให้พรรคต้องเข้าไปเผชิญกับความเสี่ยงด้วยตัวเอง
ถ้าเป็นแบบนี้ก็สู้จะไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองและบีบให้เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้ เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นพรรคการเมืองที่ควรเป็นสถาบันทางการเมืองไม่ใช่จะมายุบกันได้ง่ายๆ 
ตอนประกาศให้ตั้งพรรคแต่ละพรรคคงมียุทธศาสตร์แตกต่างกัน ทั้งพรรคของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เน้นบางพื้นที่ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มอยู่แล้ว 
พรรคที่สนับสนุนรัฐประหารแม้ว่าจะมีหลายกลุ่มแต่มีฐานเสียงที่แตกต่างกัน กรณีฝ่ายรัฐบาลจึงไม่ใช่พรรคสำรองแต่เป็นกรณีที่เขาเปิดหน้าเล่น และเปิดหลายๆหน้า ซึ่งต่างจากเพื่อไทย
ในส่วนของพรรคเพื่อไทยหากเกิดอุบัติเหตุเชื่อว่าน่าจะมาด้วยคำวินิจฉัยกกต. มากกว่าคำสั่งคสช. จึงเตรียมให้ส.ส.มีที่ ไปได้ การใช้ยุทธวิธียุบพรรคของฝ่าย ผู้มีอำนาจเพื่อให้พรรคแตกกระจายนั้น ไม่ได้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามหายไป ไม่เป็นผลดี อะไรเลย
อย่างไรก็ตามไม่ควรมีพรรคสำรอง ถ้าเราอยู่ในระบบการเมืองที่มีความมั่นคง แน่นอนมีกติกาที่ชัดเจนว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และมีองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเชื่อว่าจะไม่มีพรรคสำรองแน่
แต่ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์การเมืองที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย ทุกพรรคพร้อมที่จะถูกยุบได้ง่ายๆ ยิ่งเป็นพรรคที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลยิ่งง่ายต่อการถูกยุบ 
การมีพรรคสำรองสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองไทยยังเป็นระบบที่หาความชัดเจนไม่ได้ ใครที่มาต้องระวังหลังตลอดเวลา 
4.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ 
คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
การตั้งพรรคสำรองเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งของการเมืองไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา พรรคถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ หรือกกต.เสนอให้ยุบมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการ เมืองและฝ่ายต่างๆแน่นอน เพราะปัจจุบันพรรคต่างๆมีโอกาสถูกยุบทิ้ง เช่น ข้อจำกัดห้ามหาเสียงทางโซเชี่ยลมีเดีย
จนเกิดคำถามว่าอะไรคือการหาเสียง อะไรทำได้หรือไม่ได้ และในความเป็นจริงจะทำได้หรือไม่ จึงเป็นเหตุผลที่แต่ละฝ่ายแต่ละกลุ่มต้องรักษาพื้นที่ของ ตัวเอง โดยการเตรียมพรรคสำรองเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ
การเมืองที่เห็นขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ยกตัวอย่างกลุ่มสามมิตรที่ยังขยับเข้าออกรัฐบาลโดยพรรคพลังประชารัฐแม้จะมีบุคคลที่ออกหน้าทั้งกลุ่มทุนที่สนับสนุนอย่างเป็นทางการ และรัฐมนตรีที่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง 
แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคเหล่านี้จะไม่ถูกยุบ ถ้าการเมืองเปลี่ยนขั้วและประเด็นทางสังคมและแรงรับรู้ของสังคมเปลี่ยนไป หากพรรคเหล่านี้ยังภักดีต่อคสช.อาจไม่โดนยุบ แต่ถ้าแปรพักตร์ ถูกพลังดูด หรือกรณีงูเห่าก็เป็นเรื่องที่เกิดได้
และที่กล่าวมานั้นส่งผลในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น คือการตั้งพรรคสำรองหรือพรรคนอมินี ยิ่งทำให้เกิดการบิดผันของระบบการเมือง เพราะปกติพรรคการเมืองจะเป็นตัวแทนประชาชนที่รู้สึกนึกคิดและเห็นพ้องต้องกันในแนวนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงสังคม การเมือง อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมารวมตัวกันเพื่อลงสมัครและเข้าไปใช้อำนาจทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง 
แต่ถ้าเมื่อไรที่มีพรรคที่คล้ายกันหรือพรรคลูก ยิ่งทำให้หลักคิดการเป็นตัวแทนของประชาชนกระจัดกระจาย ผิดเจตนารมณ์ของการสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากธรรมชาติการเมืองไทยที่บิดเบี้ยว
ฝ่ายการเมืองคงเรียนรู้อะไรมาพอสมควรถึงออกมาทำยุทธวิถีสร้างพรรคใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากการถูกยุบพรรค จึงมีทั้งข้อดีและเสียของผู้สมัครที่ไปอยู่พรรคสำรอง
หากมองอีกด้านจะเห็นว่าอาจทำให้ฐานเสียงของพรรคแตกกระจาย ยกตัวอย่างคะแนนปาร์ตี้ลิสต์หากมีการแยกพรรค คะแนนตรงนี้จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก มีการกระจายของคะแนนในกลุ่มที่มากขึ้น แม้จะเลือกได้ตัวบุคคลแต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ยังคาดเดายาก และทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจพรรคที่ไปเลือกว่าพรรคที่ตั้งสำรองจะเป็นตัวแทนของประชาชนได้หรือเปล่า ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่
การเมืองบิดเบี้ยวในรอบหลายปีที่ผ่านมา การลดความเสี่ยงของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้นด้วยการสร้างพรรคใหม่ทำให้ระบอบการเมืองอาจทำหน้าที่ไม่เต็มที่เหมือนกับที่ออกแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะต้องกังวลระหว่างพรรคใหญ่ที่เป็นหลักที่อาจต้องเสื่อมถอยพลังทางการเมืองลงเพราะเสียงกระจายไปตามพรรคเล็กด้วย ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลดีและเป็นผลในทางลบมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการตั้งพรรคสำรองที่เกิดจากการระบบการเมืองที่บิดเบี้ยวบังคับให้คนต้องตั้งพรรคเล็กขึ้นมาจะเป็นช่วงระยะสั้นๆ ถึงที่สุดก็จะเปลี่ยนไปโดยสภาพ 
การเมืองอย่างนี้ถ้ากติกาไม่เป็นธรรม มีความเสี่ยง หรือช่องทางที่ ทำไปแล้วรู้สึกว่าจะเปลี่ยนก็จะบีบให้คนที่อยู่ในกติกาหาเทคนิคเพื่อ เอาตัวรอด คงไม่ไปตัดสินว่าดีหรือไม่ดี เพราะถึงที่สุดคนที่อยู่ในเกมจะรู้ว่าเกมนี้จะได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร และท้ายสุดคนที่ตัดสินคือประชาชน

แก้เกมกติกา อย่าซ้ำวิกฤติ : โหมโรงเลือกตั้ง “ปั่นกระแส” สะท้อนธาตุแท้เก่า

ผ่านสัปดาห์แรกเดือนตุลาคม ห้วงเวลาของการเริ่มต้นปีงบประมาณ
สถานการณ์ที่ขุนทหาร บิ๊กตำรวจ ผู้นำหน่วยงานราชการพลเรือน ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ
พร้อมๆกับบรรยากาศของการ “โหมโรงเลือกตั้ง
การเริ่มต้นนับหนึ่ง จังหวะสตาร์ตออกตัวทางการเมือง ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ คสช.คลายล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อม
ประแป้งแต่งตัวก่อนลงสนามเลือกตั้ง
ตามรูปการณ์ที่พรรคการเมืองทุกป้อมค่ายต่างเดินหน้าจัดการประชุมใหญ่ เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยกเครื่องทีมงานที่ถูกดองเค็มมาหลายปี
เน้นที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการ ทีมผู้บริหารพรรค
โชว์โฉมแม่ทัพนายกองที่จะนำทีมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศ
แน่นอน ไฮไลต์ร้อนแรงอยู่ที่คิวของค่าย “พลังประชารัฐ” ตามสถานะพรรค “ตัวแปร” ใหม่ในสมการการเมืองไทย ที่ได้ฤกษ์จัด “แกรนด์โอเพนนิง” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ซึ่งก็เป็นไปตามโผตามคาด ตรงกับกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้า
เปิดโฉมผู้บริหารพรรคตัวจริงเสียงจริง นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ รับหน้าที่โฆษกพรรค
“4 กุมาร” ทีมงาน “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
“มาตามนัด” เพื่อเดินหน้าสานภารกิจเป็นฐานการเมืองต้นทุน สนับสนุน “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตีตั๋วต่อนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง
และก็มาตามนัดเหมือนกัน ทันทีที่ 4 รัฐมนตรีทีม
พลังประชารัฐเปิดหน้าเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตามอาการคนของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ขาใหญ่เจ้าถิ่นแท็กทีมกันรุมตีปี๊บ โห่ฮา ปั่นกระแสไล่ 4 รัฐมนตรีทีมพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่ง ไล่บี้โชว์สปิริตไม่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น
“รับน้องใหม่” ไล่ตามด่ากัน 3 วัน 3 คืน
แบบที่ไม่สน ไม่ฟัง นายอุตตมและรัฐมนตรีทีมพลังประชารัฐจะออกตัวยืนยัน ไม่ใช้อำนาจ ไม่ใช้เวลาราชการหาเสียง พร้อมลาออกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
ตามคิวรอประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งในเดือนธันวาคม
อารมณ์เขี้ยวของนักการเมืองต้องเตะตัดขาคู่แข่งตามฟอร์ม
และก็โดยอัตโนมัติ กระแสกดดันให้รัฐมนตรีทีม
พลังประชารัฐไขก๊อก ไหลต่อเนื่องกระแสปรับ ครม.เข้าเหลี่ยมคนวงในรัฐบาลท็อปบูตที่รอจังหวะจ้องเขย่า
ทหารตกขบวนหวังเบียดแทรกเป็นรัฐมนตรีส่งท้ายก่อนกลับบ้าน
สถานการณ์ผสมโรงป่วนน้องใหม่ทีมพลังประชารัฐ
เจออัดวัคซีนไข้ทรพิษการเมือง หนาวๆร้อนๆ
แต่นั่นก็สะท้อนว่า ทีมหนุน “ลุงตู่” ได้สร้างอิมแพคการเมืองแรงๆจนเจ้าถิ่นนั่งไม่ติด
โดยเฉพาะสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในฐานะ
แชมป์เก่าที่แสดงอาการกระหาย ตามอารมณ์เซียนเลือกตั้งอาชีพที่กำลังได้กลับสู่เกมถนัด
นัดประชุม 2-3 รอบ ตั้งแท่นรอเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่วันที่ 28 ตุลาคม
ในอารมณ์ที่ปั่นกระแสการตลาดยั่วกองเชียร์ตามแห่ ตามลุ้น แคนดิเดตจ่าฝูงคนใหม่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุงพรรคเพื่อไทย ก็กลับมาแรง พร้อมๆกับชื่อของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร “หลานเขยน้าชาติ” สายราชครู โผล่มาประกบเป็นคู่แข่งแซงเข้าป้าย
แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่ “นายใหญ่-นายหญิง” เคาะโต๊ะ
และไม่ว่าหวยออกที่ใคร มันก็แค่หัวหน้าพนักงานบริษัทชินฯจำกัด
อีกทั้งรอบนี้ หัวหน้าพรรคกับ “นอมินีภาค 3” ไม่จำเป็นต้องคนเดียวกัน ตามเงื่อนไขผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะอยู่ใน “บัญชีนายกฯพรรค” นั่นต่างหาก “ไพ่สำคัญ”
นั่นไม่น่าสนใจเท่ากับการผุดยี่ห้อ “เพื่อธรรม” เป็นสาขารองพรรคเพื่อไทย
ในมุมที่อ่านทางได้ ด้านหนึ่งก็แก้ปมขบเหลี่ยม “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่เมืองเหนือ ที่ไม่มีทางควักเนื้อให้ “เจ้าแม่เมืองกรุง” เสวยสุขหยิบชิ้นปลามัน
อีกด้านหนึ่งก็แก้เกมกติการัฐธรรมนูญที่บล็อก “ทักษิณ” กลับมายึดประเทศไทยตามเกณฑ์เลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแบบหิมะถล่ม กวาด ส.ส.
เขตเต็มอัตรา ก็จะไม่ได้โควตา ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงต้องเปิดค่ายเพื่อธรรมมากวาดแต้มบัญชีรายชื่อ รองรับผู้สมัครล้นทีม
รวมทั้งเป็นป้อมค่ายสำรองฉุกเฉิน หากเกิดอุบัติเหตุพรรคเพื่อไทยโดนยุบ จากปมแกนนำกระทำการขัดกฎหมายความมั่นคง ส่อเค้าโดนล้างน้ำสาม
ทั้งหมดทั้งปวงแกะรอยตามยุทธศาสตร์ ตามอาการที่จับทางได้
“นายใหญ่” รบทุกรูปแบบ “ทักษิณ” บุกทุกทาง เพื่อทวงแค้นกลับมาครองอำนาจประเทศไทย
เงื่อนไขสถานการณ์ใกล้เคียงกับ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังหวังลุ้นรีเทิร์นกลับมาแก้มือในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทำให้สถานะ “ตัวแปร” กลายเป็นตัวปัญหา
ท่ามกลางสถานการณ์ “เลือดไหลไม่หยุด” อดีต ส.ส.ย้ายหนี ทั้งภาคตะวันออก ภาคกลาง ไม่เว้นปักษ์ใต้ เพราะมองไม่เห็นอนาคต แม้แต่กลุ่มทุนยังไม่กล้าแทงหวย
กระตุ้นดีกรี “ศึกสายเลือด” ประชาธิปัตย์ ภาคใหม่ ระอุเดือด
อารมณ์เปิดหน้าหักดิบแบบที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก “มือปราบจำนำข้าว” เดินสายขึ้นเหนือล่องใต้ ดึงแนวร่วมท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคกับ “อภิสิทธิ์” โดยมีนายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ทีม กปปส.เป็นพี่เลี้ยงสั่งลุย
ฉากหน้าดูสวยงาม ตามหลักการประชาธิปไตย ประชาธิปัตย์เป็นค่ายแรกที่นำร่องระบบไพรมารีโหวต เปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง
แต่ฉากหลัง สไตล์ประชาธิปัตย์ฟัดกัน ใครแพ้ชนะ หนีไม่พ้นพรรคแตก
ที่คึกคักกว่าใครดูเหมือนจะเป็นค่ายภูมิใจไทย โดยการนำของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และอยู่ในกำกับของผู้มีบารมีนอกพรรคอย่าง “เสี่ยเน” นายเนวิน ชิดชอบ
ภายใต้ยุทธศาสตร์ “คั่วไพ่” สองหน้า
หน้าหนึ่งก็ดีลกับทีมพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ ที่ “เนวิน” ต่อสายมาตั้งแต่คิวหัก “ทักษิณ” ด้วยประโยค “มันจบแล้วครับนาย” แฝงกายตีคู่พรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทยจ้องเบียดซีนเป็นพรรคอันดับหนึ่งในขั้วท็อปบูต
หรืออีกสูตรก็พร้อมพลิกขั้วไปจับมือกับ “นายใหญ่” ที่ “เสี่ยหนู” บินไปมาหาสู่ตลอดเวลา
โดยทั้งสองสมการ “เสี่ยหนู” แอบลุ้น “นายกฯตาอยู่” ได้ใกล้เคียงความจริงสุด
นั่นทำให้ทุ่มเดิมพันไม่อั้น ไดโวซิโน–ไทย กลายเป็นเครื่องดูดพลังแรงสุด ลุยกวาดดะอดีต ส.ส.เกรดเอ ชิงมาหมดทั้งคนประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ
ดูดเพลินจนต้องเคลียร์ภาพแหล่งรวม “พรรคสีเทา”
ย้อนกลับไปตอนกลุ่มสามมิตรเดินสายทาบทามอดีต ส.ส. โดนรุมโห่ ตีปี๊บประจานเกมดูด ตกเขียว ส.ส. แต่พอมาถึงตอนนี้ กระแสดูดเงียบหายไปไม่มีการโวยวาย
เช่นเดียวกับการเรียกร้อง 4 รัฐมนตรีพลังประชารัฐลาออกเพื่อแสดงสปิริต แต่ย้อนกลับไปไม่ว่าจะเป็นยุค “ทักษิณ–อภิสิทธิ์–ยิ่งลักษณ์” ล้วนแต่ลากยาวจนรัฐบาลรักษาการ
มันก็สไตล์เดิมๆฟอร์มเก่งนักการเมือง เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น
โดยการสัมผัสบรรยากาศโหมโรงเลือกตั้ง จับจังหวะความเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทย ค่ายประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย รวมถึงการเปิดตัวน้องใหม่พรรคพลังประชารัฐ
มันก็ยังอยู่ในกระบวนท่าเดิมๆลีลาซ้ำๆ
ธาตุแท้โผล่ นักการเมืองพันธุ์เก่ายังแฝงอยู่ในทุกอณู
ไม่นับคนหน้าเก่าๆ อย่าง “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ อดีตนายกฯที่โผล่ออกมาเล่นบท “ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย” ป่วนเกมกดดันให้ “นายกฯลุงตู่” ถอยจากอำนาจ เปิดทางรัฐบาลแห่งชาติ
พูดเป็นเชิงเขย่าขวัญคนไทย ระเบิดตูมตาม ไฟความขัดแย้งจะลุกฮือกลับมา
มันก็มุกโบราณ เข้าข่ายตัวป่วนการเมือง
อะไรไม่เท่ากับว่า สังคมปัจจุบันอยู่ใต้อิทธิพลโซเชียลมีเดีย ข่าวลือ ข่าวปลอม กระจายว่อนไปทั่ว
ชาวบ้านร้านตลาดไม่มีพื้นฐานความรู้รัฐธรรมนูญ
ส่วนใหญ่เชื่อลมปากมากกว่ายึดตัวบทกฎหมาย
มันก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความปั่นป่วนวุ่นวาย คสช.คลายล็อกก็ส่อวุ่นทันที
นี่แหละที่ทำให้ชาวบ้านเกิดอาการเบื่อ ไม่อยากยุ่งการเมือง
ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่ดีเลย ในสถานการณ์ที่กำลังฝากความหวังไว้กับประชาชนในการรวมพลังเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์เปลี่ยนผ่านประเทศ
หวังพลังบริสุทธิ์คนไทยเป็นแรงฉุดให้ประเทศพ้นวงจรอุบาทว์.
“ทีมการเมือง”

ศึกในชวนเวียนหัวกว่า

ภูมิต้านทานยังแกร่ง
4 รมต.น้องใหม่ค่ายพลังประชารัฐยังนิ่ง ไม่แกว่งไปตามกระแสกดดันให้ไขก๊อกลุกจากเก้าอี้รัฐมนตรีที่โดนกระหน่ำต่อเนื่องมาร่วมสัปดาห์ตามสัญญาณที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รวมถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประสานเสียงไปทางเดียวกัน 4 รมต.ไม่จำเป็นต้องลาออก
สวมหมวก 2 ใบ ไม่ใช่เรื่องผิดกติกา หากจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม
กระแสเรียกร้องธรรมาภิบาลของคู่แข่งจุดไม่ติด กำลังภายในทีมน้องใหม่ยังไม่แผ่ว
ซ้ำยังเดินหน้าสเต็ปต่อไป ตามฉากที่ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปยื่นขอจัดตั้งพรรคต่อ กกต.อย่างเป็นทางการ
รับกับจังหวะของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ส่งสัญญาณคอนเฟิร์มยกขบวนมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐแน่นอน เตรียมเปิดตัวกันในสัปดาห์หน้า
ดับกระแสข่าวลือกลุ่มสามมิตรเตรียมชิ่งไปอยู่พรรคอื่น ไม่ลงเรือลำเดียวกับพรรคพลังประชารัฐเคลียร์กันให้ชัด จะไม่มีรายการทิ้งกันกลางทางเกิดขึ้น
เติมความมั่นใจให้ 4 รมต.เดินหน้าต่อ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
ประเมินรูปการณ์แล้ว น้องใหม่สามารถแบกรับแรงเสียดทาน ยืนระยะสู้ต่อได้ยาวๆ นอกจากไม่ยุบ ไม่แกว่งแล้ว ยังมีชั้นเชิงเป็นมวยมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างที่เห็นชัดๆจากการที่ 4 รมต.ค่ายพลังประชารัฐไม่ร่วมลงพื้นที่กับ “บิ๊กตู่”ไปตรวจราชการที่ จ.ลำพูน กันข้อครหาใช้กลไกอำนาจรัฐแฝงหาเสียงทางการเมือง เอาเปรียบคู่แข่ง
ระวังตัวทุกฝีก้าว เลี่ยงแม้กระทั่งการให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมืองในเวลาราชการ
ยกการ์ดสูง ถนอมเนื้อถนอมตัวไม่ให้เป็นเป้าถูกถล่มได้ง่ายๆ
ปล่อยให้ “ลุงตู่” ตระเวนเก็บคะแนนตามพื้นที่ต่างๆ รุกทั้งภาคเหนือถิ่นพรรคเพื่อไทยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ล่าสุดโผล่มาเซอร์ไพรส์กลางสวนลุมพินี ร่วมวิ่งออกกำลังกาย รำไท้เก๊ก เต้นบาสโลบ ร่วมกับชาวบ้าน
ประกาศตัวชัดพร้อมคลุกโคลนการเมือง ไม่กลัวการขุดคุ้ยประวัติใดๆ
ซุ่มหาเสียง เช็กเรตติ้งกันเนียนๆ ลีลาลูกล่อลูกชนเทียบชั้นนักการเมืองอาชีพเข้าไปทุกขณะ
ปิดทริปด้วยการตรวจสภาพการจราจร ลุยเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า-รถไฟ-เรือ แก้วิกฤติเรื้อรังให้คน กทม.
เปิดเกมรุกโซนภาคเหนือและเมืองกรุง ขอแชร์ส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าถิ่น “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์”
ย่อมเป็นอะไรที่ 2 พรรคใหญ่นั่งไม่ติด จ้องรุมกินโต๊ะบั่นทอนเครดิต “ลุงตู่” และพรรคน้องใหม่ต่อเนื่อง แฝงอาการหวั่นไหว กลัวพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งอยู่ลึกๆ
แต่ศึกนอกที่เห็นยังไม่น่าห่วงเท่าแรงกระเพื่อมภายใน ตามร่องรอยจากการปล่อยข่าวกดดันปรับ ครม.อยู่เป็นระลอก
อย่างที่เห็น นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าที่กระบอกเสียงพรรคพลังประชารัฐต้องรีบเปิดห้องทำงานโชว์ ยังไม่มีการเก็บข้าวของหนีไปไหน กางตารางงานยังแน่นเอี้ยด
กลบข่าวถอดใจเก็บข้าวเก็บของออกจากห้องทำงานตึกบัญชาการ 1 เตรียมลาออกจากตำแหน่งเร็วๆนี้
ของแบบนี้อ่านเกมกันออก เป็นเกมปล่อยของจากคนในด้วยกันเอง
หวังกระตุกกระแสปรับ ครม. เพื่อนำโควตาที่ว่างลงมาเฉลี่ยสัดส่วนให้พวกพ้องตัวเองที่ไม่ได้เกาะขบวนไปต่อกับ พล.อ.ประยุทธ์ในเที่ยวหน้า
อย่างที่รู้กันอยู่ ที่นั่งในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เผื่อที่ว่างให้ “ท็อปบูต” ก็ย่อมมีการทิ้งทวนของระดับ “บิ๊กเนม” รุมแย่งขุมทรัพย์เก้าอี้รัฐมนตรีเป็นการส่งท้าย
รู้ทั้งรู้ทีมงาน 4 รมต.ประกาศจุดยืนกันล่วงหน้า จะเหลือหมวกใบเดียว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมที่คาดว่าจะเป็นช่วงปลายปี แต่ก็ยังมีเกมป่วนคอยหวังแซะเก้าอี้
คนเหนื่อยหนักก็คือ “ลุงตู่-ลุงป้อม” ที่ต้องคอยแก้ข่าวให้วุ่นวาย
ทำไปทำมาคนในนี่แหละ ทำ “บิ๊กตู่” เวียนหัวกว่าคนนอกเยอะ.
ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เข้มรับเลือกตั้ง

เข้มข้น รับการเมือง !!

“บิ๊กป้อม” สั่ง  “ศูนย์ม้าบิน-ผบ.เหล่าทัพ ” เดินหน้า ดูแลความมั่นคง มุ่งหน้าสู่ “เลือกตั้ง “ แนะให้ตื่นตัว เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ที่อาจเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง และความไม่สงบสุข
และจับตา การบิดเบือน เสนอข่าวอันเป็นเท็จในสื่อสังคมออนไลน์  จ้องพวกใช้วาทกรรมหยาบคาย ปลุกเร้ายั่วยุให้เกิดอารมณ์ทางสังคม/ ย้ำจุดยืน เทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
/ประชุมศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ (ศมบ.) ครั้งแรก ของ ผบ.เหล่าทัพใหม่ 

 
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายดฯและรมว.กห. ประชุมและมอบนโยบายการปฏิบัติงานของ ศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ (ศมบ.) ที่ ศาลาว่าการกลาโหม 

โดยมี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ชุดใหม่เข้าร่วมประชุม ทั้ง บิ๊กณัฐ พลเอกณัฐ  อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม บิ๊กกบ พลเอกพรพิพัฒน์. เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด. บิ๊กแดง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก. บิ๊กต่าย พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ บิ๊กอุ้ย พลเรือเอกชาติชาย. ศรีวรขาน เสนาธิการทหารเรือ พร้อมด้วย นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ร่วมประชุมด้วย

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า  พลเอกประวิตร กล่าว ขอบคุณ ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการทุกกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันทำหน้าที่บริหารจัดการและประสานงานกัน ในการดูแลแก้ปัญหาความมั่นคงร่วมกัน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนเป็นที่เชื่อมั่นในเสถียรภาพความมั่นคงและความสงบสุขของสังคมต่อเนื่องกันมา 

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งให้มิติงานด้านเศรษฐกิจ สังคมและด้านอื่นๆ สามารถขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ด้วยดี เป็นที่เชื่อมั่น และยอมรับจากต่างประเทศ

พล.อ.ประวิตร ได้ย้ำเป็นนโยบายว่า ขอให้ร่วมกันให้ความสำคัญ ในการทำหน้าที่เทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมกับประชาชนด้วยความจงรักภักดี  

พร้อมทั้งให้ตื่นตัว เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ที่อาจเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งและความไม่สงบสุขของสังคม และการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว ต่อเนื่องกันไป เพื่อร่วมกันรักษาบรรยากาศความสุขสงบร่วมกันของสังคม ให้เป็นที่เชื่อมั่นและยอมรับต่อเนื่องไป ถึงหลังการเลือกตั้งทั่วไป ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง  เพื่อรักษากติกาทางสังคม โดยยึดประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ  

โดยเฉพาะการติดตามการบิดเบือนและเสนอข่าวอันเป็นเท็จในสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีให้เห็นถึง การใช้วาทกรรมหยาบคาย ปลุกเร้ายั่วยุให้เกิดอารมณ์ทางสังคมมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องเร่งให้ข้อเท็จจริงกับสังคมให้ทั่วถึงโดยเร็ว 

สำหรับ นโยบายสำคัญของรัฐบาล ในการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมกันในสังคม โดยเฉพาะการดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทั้ง ปัญหาหนี้นอกระบบ การเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอิทธิพล ปัญหายาเสพติดในชุมชน การจัดระเบียบทางสังคม 

รวมทั้งปัญหาปากท้องและความเดือดร้อนของชาวบ้าน  ขอให้ร่วมกันประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนแก้ปัญหาให้เกิดผลรูปธรรมต่อเนื่องกันไปสู่ความยั่งยืน 

โดยยึดหลัก “ความเท่าเทียม ทั่วถึงเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ” ทั้งนี้ ขอให้ขยายผลสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนควบคู่กันไป

เพื่อไทย-เพื่อธรรม



พรรคการเมืองกำลังจัดทัพปรับกระบวนรบ ทยอยเปิดตัวหัวหน้าพรรคกันอึกทึกครึก โครม
เหลือแต่ 2 พรรคใหญ่ “พรรคเพื่อไทย” กับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ยังเขย่าขวดไม่เสร็จซักที
แต่ถ้าดูโหงวเฮ้ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะเข้าป้ายเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยตามฟอร์ม
และอดีต นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะป้องกันเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไว้ได้อีกครั้งแบบหืดขึ้นคอ
แต่วันนี้ “แม่ลูกจันทร์” ขอย้ายโฟกัสไปที่พรรคเพื่อธรรม พรรคคู่แฝดของพรรคเพื่อไทย
ตอนแรกมีข่าวฮือฮาว่า อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะโผล่ไปนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อธรรม
แต่หวยล็อกกลายเป็น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.ต่างประเทศ และอดีต รมว.ยุติธรรม ยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็น 1 ใน 36 ขุนพลที่โดนศาลรัฐธรรมนูญเช็กบิลยกเข่ง
ตัดสิทธิเลือกตั้ง ห้ามเล่นการเมือง 5 ปี
วันนี้ นายสมพงษ์ คัมแบ็กกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม เตรียมนำลูกพรรคลงสนามเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ
มี นายพงศ์กร อรรณพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น และอดีต รมช.ศึกษาฯ ยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อธรรม
มี ดร.นลินี ทวีสิน อดีต รมต.สำนักนายกฯ ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม ฯลฯ
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า พรรคเพื่อธรรมแยกร่างมาจากพรรคเพื่อไทย
แต่เพื่อเหตุผลทางการเมือง จึงต้องแยกพรรคเพื่อไทยกับพรรคเพื่อธรรม ไม่ให้เกี่ยวดองกันโจ๋งครึ่มชัดเจนเกินควร
คือวางตัวพรรคเพื่อธรรมเป็นพรรคพันธมิตรของพรรคเพื่อไทย
ไม่ใช่พรรคสาขา, ไม่ใช่พรรคอะไหล่, ไม่ใช่พรรคสำรอง
โดย “พรรคเพื่อธรรม” จะส่งผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต ครบ 350 เขต และส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ครบโควตา 150 คน
ใช้ยุทธวิธี “แยกกันเดิน รวมกันตี” ตัดคะแนนพรรคคู่แข่งบ้าง ตัดคะแนนกันเองบ้าง ยังดีกว่าปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเป็นเป้าล่อตะเข้อยู่พรรคเดียว
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าสำหรับพรรคเพื่อไทย ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน การมี“พรรคเพื่อธรรม” เป็นฐานที่มั่นสำรอง...
น่าจะเกิดจากเหตุปัจจัย 4 ประการคือ
1, พรรคไทยรักไทยก็โดนยุบพรรค พรรคพลังประชาชนก็โดนยุบพรรค พรรคเพื่อไทยย่อมมีโอกาสเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอย??
ถ้าพรรคเพื่อไทยโดนยุบพรรค ยังเหลือพรรคเพื่อธรรมเป็นตัวตายตัวแทน
2, การยุบพรรคเพื่อไทย มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนเลือกตั้ง? และหลังเหลือกตั้ง? ทั้งจากใบแดง กกต.? และจากศาลรัฐธรรมนูญ?
อย่างน้อย ยังมี “พรรคเพื่อธรรม” ไว้ ผ่อนหนักผ่อนเบา
3, พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ จ้องเช็กบิลพรรคการเมืองที่ถูกบุคคลภายนอกครอบงำ
ถ้าเข้าล็อกเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยเสร็จค่อล่อซ่อแน่นอน
4, กรณีศาลกัมพูชา สั่งยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี. ของ นายสม รังสี ห้ามสมาชิกพรรคฝ่ายค้านห้ามลงเลือกตั้งยกเข่งทั้ง
118 คน
ทำให้พรรครัฐบาล ชนะเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์
เปิดทางสะดวกให้สมเด็จ ฮุนเซน เป็นนายกฯอีก 5 ปี
ใครจะกล้ารับประกันซ่อมฟรีว่า “ฮุนเซนโมเดล” จะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย??
"แม่ลูกจันทร์"

ไหนๆชาวบ้านก็ชินแล้ว


ไหนๆชาวบ้านก็ชินแล้ว

  • Share:
ถึงจังหวะต้อง “ตั้งการ์ดสูง” ตามเงื่อนไขสถานการณ์มวยกระโดดขึ้นเวที
ตามอาการล่าสุดที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกตัวกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ตามทำข่าว ยืนยันการลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.ลำพูน ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ได้มีเรื่องการเมืองแต่อย่างใด
แต่จังหวะหนึ่ง “นายกฯลุงตู่” ก็ทิ้งทุ่นกับชาวบ้าน ย้ำการทำงานในอนาคตทุกรัฐบาลจะต้องทำอย่างที่รัฐบาลปัจจุบันทำ คือการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ประชาชน และเอกชน เพื่อมุ่งไปข้างหน้า ทำให้ประเทศมีการพัฒนา สร้างรายได้ให้กับประชาชน ในลักษณะของ “พลังประชารัฐ”
ไม่วายเผลอโฆษณาแฝงกันกลายๆ
เรื่องของเรื่อง มันเลี่ยงกันยาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โดนล็อกเป้าจับตา คนทั้งประเทศรู้หมดแล้วว่า “นายกฯลุงตู่” ต้องตีตั๋วต่อ โดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นฐาน
การขยับเขยื้อนแต่ละช็อต ถูกโยงได้ตลอดอยู่แล้ว
แนวโน้มประชาธิปัตย์ เพื่อไทย คู่ต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ต้องจัดหนัก “ทีมลุงตู่”
นับจากนี้ไปมันเป็นเรื่องธรรมชาติของการเมือง ชาวบ้านคุ้นชินกันดี
ตามรูปการณ์จึงไม่ต้องเหนียม ออกอาการ “เกร็ง” ให้เสียการเสียงาน
ขืนทำเป็นเขินมากไป จะกลายเป็นโดนหมั่นไส้ โทษฐานเสแสร้ง “ดัดจริต” เปล่าๆ
เอาเป็นว่า ไหนๆก็สะท้อนอาการมั่นอกมั่นใจเต็มที่กันแล้ว อารมณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม บอกปัดกระแสข่าวลือในแวดวงนักการเมืองจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปเป็นวันที่ 28 เมษายน 2562
ย้ำชัดๆ รัฐบาล คสช.ยังยืนยันว่าเป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์
ปัจจัยเลื่อนเลือกตั้งดูแล้วก็ไม่มีอะไร มีแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆและประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากเลือกตั้ง
“พี่ใหญ่” ตีธงเดินหน้าเข้าคูหา สวนกระแส คสช.จ้องลากอำนาจ
นั่นหมายถึงความมั่นใจในสถานการณ์เดิมพัน โอกาสในการตีตั๋วไปต่อของ “นายกฯลุงตู่” ผ่านเกมการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งได้ ไม่เสียของซ้ำซากแน่
สอดรับกระแสพรรคพลังประชารัฐ ที่สร้าง “อิมแพ็ก” ทางการเมืองอย่างแรง
กระตุกขาใหญ่ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย นั่งไม่ติด
ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ ไล่บี้ไล่ต้อน “สมันน้อย” อย่างนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นาย
กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ 4 รัฐมนตรีที่เปิดตัวเป็นหัวหอกพรรคพลังประชารัฐ
รุมอัดให้ทิ้งเก้าอี้รัฐมนตรี ไล่บี้ให้แสดงสปิริตอย่าเอาเปรียบคู่แข่ง
นักการเมืองเจ้าถิ่น “ดิ้นแรง” แฝงอาการหวั่นไหวกับทีมหนุนนายกฯลุงตู่ ที่มาแบบเรียบๆ
แต่เฉียบด้วยยุทธศาสตร์ เดินหมากทีละช็อตจ่อเข้าฮอส
ตรงกันข้ามกับกระแสการตลาดที่วูบวาบ แต่เป้าหมายปลายทางยังเลื่อนลอย
ล่าสุดแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทย “สาขาใหญ่” ของยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ฤกษ์ประชุมใหญ่ แก้ไขระเบียบ วิธีการเลือกหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค
รองรับ “นายใหญ่” เคาะโต๊ะจ่าฝูงคนใหม่ในวันที่ 28 ตุลาคม
ตามกระแสที่พลิกไปพลิกมา ล่าสุด “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง กลับมาแรงแซงโค้งวัดเบญฯ มีโอกาสเข้าไปเบียดเข้าป้าย แต่อีกทางก็มีชื่อของ “ด็อกเตอร์ตั๊ก” นายปานปรีย์ พหิทธานุกร หลานเขย “น้าชาติ” สายราชครู ส่งออกมาประกบตีคู่
แต่ดูแล้ว หวยออกที่ใคร ก็แค่หัวหน้าพนักงานบริษัทชินฯจำกัด
ที่แน่ๆหัวหน้าพรรคกับ “นอมินีภาค 3” ไม่จำเป็นต้องคนเดียวกัน ตามเงื่อนไขผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะอยู่ใน “บัญชีนายกฯพรรค” นั่นต่างหาก “ไพ่สำคัญ”
สถานการณ์ตรงนี้ ชัดเจนแค่ว่า “นายใหญ่” สู้ทุกรูปแบบ บุกทุกทาง
ภายใต้ความมั่นอกมั่นใจ ยี่ห้อ “ทักษิณ” ส่งนกแล นกกระจอกที่ไหนก็ได้เป็น ส.ส.
ชนะแบบหิมะถล่มเมืองไทย แต้มไหลแบบแจ็กพอตแตก
ถึงขั้นตั้งพรรคสาขา เปิดยี่ห้อ “เพื่อธรรม” ขึ้นมาเป็นค่ายสำรอง ช้อนแต้มปาร์ตี้ลิสต์
คาดการณ์ล่วงหน้าเลยว่า พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเต็มโควตา แล้วจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามเกณฑ์วิธีคำนวณตามสูตรเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมของรัฐธรรมนูญ
ปั่นกระแสจนฟู อุปาทานหมู่เชื่อกันทั้งเครือข่าย “ทักษิณ”.
ทีมข่าวการเมือง

รมต.พลังประชารัฐพาทัวร์ห้องสยบข่าวขนของเตรียมไขก๊อกพ้นรมต.

4 ต.ค. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังมีกระแสข่าวนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และว่าที่โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เก็บของออกจากห้องทำงานหลังถูกคนใกล้ชิดนายกฯ กดดันให้ลาออก เพราะไปทำงานทางการเมือง ว่า วันนี้ (4 ต.ค.) นายกอบศักดิ์ ได้พาสื่อมวลเข้าไปยังห้องทำงานเพื่อยืนยันว่าไม่ได้มีการเก็บของตามกระแสข่าวดังกล่าว พร้อมกับยืนอธิบายตารางความคืบหน้าการทำงานที่ติดไว้ข้างผนังห้องจำนวนมาก ประกอบด้วย กฎหมายที่จะผลักดัน แก้ปัญหาความยากจน แผนงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) งานประชาสัมพันธ์โครงการรัฐบาล โดยนายกอบศักดิ์ระบุว่า แผนงานต่างๆ ยังใช้ต้องเวลาในการผลักดัน อย่างเช่นเรื่องอีอีซี ที่ต้องการให้มีการเซ็นสัญญาโครงการภายในเดือน ก.พ.62 เพื่อรับประกันว่ารัฐบาลที่เข้ามาจากนี้จะต้องสานต่อ ส่วนกฎหมายต่างๆ ต้องการให้เข้าสู่ชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือน พ.ย.61 เพื่อรับประกันความต่อเนื่อง มั่นใจถ้าทุกอย่างเสร็จ ประเทศไทยจะเปลี่ยนครั้งใหญ่
เมื่อถามถึงกระแสข่าวคนใกล้ชิดนายกฯกดดันให้ลาออกจากรัฐมนตรี หลังเปิดตัวกับพรรคพลังประชารัฐ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า รับทราบว่ามีคนจากพรรคต่างๆ กดดันให้ลาออกจำนวนมา ซึ่งตนยืนยันเสมอว่าลาออกแน่ ในเวลาที่เหมาะสม พร้อมกันทั้ง 4 รัฐมนตรี และมาตรฐานที่จะตั้งขึ้นมา คิดว่าเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการเมืองไทย ซึ่งอยากให้เป็นมาตรฐานที่คนอื่นในอนาคตทำตามด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนจะเป็นอย่างไรขอให้รอดู อย่างไรก็ตาม การเข้าสนามการเมืองครั้งนี้ตนรู้สึกตื่นเต้น กลัวเล็กน้อยด้วยว่าจะมีใครมาแซะ เพราะเป็นมือใหม่ไม่เคยลงสนาม แต่มาด้วยใจรัก ถูกรับน้องไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นประสบการณ์ชีวิต ตนมีความกระตือรือร้นที่จะลงสู่สนามการเมือง และคิดว่าประชาชนรอคนที่จะไปช่วยทำในสิ่งที่เขาปรารถนา   
เมื่อถามว่า เจอฝ่ายการเมืองแซะหนักๆ รู้สึกอย่างไร นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้สนใจ เพราะทุกวันทำแต่งาน รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา ส่วนมากจะเห็นมีแต่พรรคการเมืองต่างๆ มาแซะ ต้องทำใจ ในเมื่อลงสนามแล้ว ถือเป็นเรื่องปกติ แต่พอได้ยินเสียงต่างๆ ก็รู้ว่าเขาไม่พอใจ รู้ว่าเขาต้องการใช้เป็นกลการเมือง ตนรับฟัง แต่ต้องตัดสินใจว่าจะรับฟังเขาแล้วเอาประโยชน์ของเรา จะได้ไม่ต้องมาแซะ หรือจะทำเพื่อประชาชนที่มีความทุกข์ ตนทำงานมา 3ปี และเกือบจะถึงเส้นชัยแล้ว มั่นใจว่าเวลาที่เหมาะสมที่จะลาออก กับเวลาที่พวกเขามองว่าไม่เหมาะสมเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกัน
ต่อข้อถามว่า เมื่อตัดสินใจมาทำงานการเมือง จะตอบโต้กับนักการเมืองได้หรือไม่ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ตอบโต้ ตนคิดว่าเราเดินหน้าในโครงการที่ทำเพื่อประชาชนก่อน ส่วนที่เขาว่าปล่อยให้ว่าไป ถ้ามีสาระเราจะรับมาเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าไม่มีสาระก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
เมื่อถามอีกว่า พร้อมถูกขุดคุ้ยแล้วหรือยัง หลังตัดสินใจเล่นการเมือง นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เชิญให้ขุดเลย มีรถ 1 คัน มีเปียโน 1 หลัง

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

รมต.ไม่ต้องลาออก

(2/10/61)
“สมัย รัฐบาล สุรยุทธ์ ก็ไม่ต้องลาออก”!!

“บิ๊กป้อม” ยก รัฐบาลรัฐประหาร”พลเอกสุรยุทธ์” ก็ไม่ต้องลาออก แต่สื่อแย้ง บิ๊กแอ้ด ไม่ได้เล่นการเมือง ต่อ และไม่มี รมต.ไปเข้าพรรคการเมือง 

พลเอกประวิตร กล่าวถึง 4รัฐมนตรี ไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ควรจะลาออก นั้นว่า กฎหมายมีหรือไม่ เรื่องความสง่างามกับกฎหมายมันต่างกัน เวลานี้เรายึดกฎหมายทำตามกฎหมายทุกอย่าง

เมื่อถามย้ำว่ามีการเรียกร้องให้รัฐมนตรีลาออกก่อนจะไปหาเสียง พล.อ.ประวิตร กล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ถ้าอยากให้ลาออกก็ออกสิ” 

เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์กันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ควรใช้หลักการของรัฐบาลจากเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องลาออกก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตร  กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยมีการกระทำเช่นนั้นหรือไม่ 

เมิ่อย้ำว่า รัฐบาลนี้ มาจากวิธีพิเศษ นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า  รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มาจากวิธีพิเศษเช่นกัน  ไม่เห็นมีใครออกสักคน มีใครเคยออกบ้าง ยืนยันเราทำตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้ตั้งพรรคการเมือง และลงเลือกตั้ง  จึงไม่ต้องบาออก. แต่ พล.อ. ประวิตร ไม่ตอบ พร้อมเดินออกจากวงล้อมนักข่าว กลับไป

ป้อมเยือนเมืองเนวิน

“บิ๊กป้อม” เตรียมเยือน “เนวินซิตี้” อาทิตย์นี้......”นายกฯบิ๊กตู่” ไม่ไปเอง ส่งพี่ใหญ่ เหยียบถิ่น บุรีรัมย์ ร่วมชมแข่ง MotoGP 2018

มีรายงานว่า. พลเอกประยุทธ์ มอบหมาย ให้ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร พี่ใหญ่ รัฐบาลและคสช. เป็นตัวแทนไป ร่วมชม การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ "พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2018"   ที่เป็นส่วนหนึ่งของ MotoGP 2018 ที่  สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ 
ในวันอาทิตย์นี้ 7ตค.2561

ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ เกรงจะถูกมองว่าไปหาเสียง และเห็นว่า พลเอกประวิตรกำลังทำเรื่องการปราบปราม หนี่นอกระบบ และการนำโฉนดที่ดินมาคืนให้ชาวอีสาน มาหลายจังหวัดแล้ว จะได้ไปติดตามงาน ด้วยในคราวเดียวกัน

ปชช.อยากเลือกตั้ง

ประชาชนส่วนใหญ่ อยากเลือกตั้ง!!

“บิ๊กป้อม” ยัน ไม่มีเลื่อนเลือกตั้ง ไป 28เมย.62 ยัน เลือกตั้ง 24กพ.62  ยันฝ่ายมั่นคง ดูว่า ไม่มีอะไร มีแค่เล็กๆน้อยๆ

“บิ๊กป้อม”พลเอกประวิตร   ยัน เลือกตั้ง 24กพ.52 แน่นอน ไม่มีเลื่อนเป็น 28 เมย.62 ชี้ไม่มีสาเหตุอะไร ที่จะทำให้ต้องเลื่อนเลือกตั้ง ยันในฐานะที่ดูแลความมั่นคง ก็ไม่มีสถานการณ์อะไร ที่จะทำให้เลื่อนเลือกตั้ง  มีแค่เรื่องการเมือง เล็กๆน้อยๆ ผมดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไร แล้วประชาชนส่วนใหญ่ ก็อยากแล้วตั้ง ถ้าสื่ออยากเลื่อน. ก็เลื่อนเลย  แต่ประชาชน อยากเลือกตั้ง

“มีแต่คนอื่นคิด จะเลื่อนเลือกตั้ง เลื่อนเข้า เลื่อนออก นักข่าวก็ถามทุกวัน แต่รัฐบาลไม่เคยคิดเลื่อนเลย รัฐบาลวางเฉย”

“บิ๊กป้อม” เบื่อนักการเมืองปล่อยข่าวเลื่อนเลือกตั้ง ยัน รัฐบาลยึด 24 ก.พ.62 ชี้ ไม่มีเหตุต้องเลื่อน /โยน กกต.แจง “เทพเทือก”นำรปช.รับสมัครสมาชิก

 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธาน ประชุม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2561 ถึงการที่นักการเมืองข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งอาจจะถูกเลื่อนจากวันที่ 24 ก.พ.2562 ออกไป เป็นวันที่28 เม.ย.2562 ว่า ต้องไปถามเขาเขาเป็นคนคิดตนไม่ได้คิด ส่วนรัฐบาลยืนยันว่ายังเป็นวันที่ 24 ก.พ.และสถานการณ์ในวันนี้ไม่มีอะไร มีแต่เรื่องการเมือง นอกนั้นไม่มีอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีปัจจัยอื่นหรือไม่ที่จะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ สื่อคิดว่าอย่างไร ส่วนตนไม่ได้คิด 

เมื่อถามย้ำว่าสถานการณ์วันนี้ยังสามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.ได้อย่างราบรื่นใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า

“ก็ราบรื่นไหมล่ะ ลองดูว่าไม่มีอะไรมีแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆและประชาชนส่วนใหญ่อยากเลือกตั้ง” 

เมื่อถามว่าแสดงว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นแน่นอน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่อยากเลือกตั้ง สื่อจะเลื่อนก็เลื่อนเลย ตอนนี้ไม่มีเหตุอะไรจะไปเลื่อน สื่อก็ถามทุกวันเลื่อนเข้าเลื่อนออก แต่รัฐบาลยังไม่ทำอะไร ยังวางเฉย มีแต่คนคิดเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้พรรคการเมืองยังไม่สามารถหาเสียงได้ รองนายกฯ กล่าวว่า เพราะยังไม่ได้ปลดล็อก ส่วนที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำทีมพรรครวมพลังประชาชาติ ไทย(รปช.)ลงพื้นที่เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคนั้น ก็ให้คสช.และคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ดำเนินการไป ต้องถาม กกต.ที่ดูแลอยู่ว่าทำได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ก็จบ ถ้าได้ก็ได้

เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ในเมื่อช่วงการเลือกตั้งแต่ละพรรคจะมีการใส่ร้ายโจมตีกัน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า โจมตีกันอย่างนี้ทุกทีไม่ใช่หรือ เมื่อใกล้เลือกตั้ง ส่วนจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ ต้องว่ากันไป

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

หลักประกันสู้เกมโหด

รับ “วัคซีน” เสริมภูมิต้านทาน “ไข้ทรพิษการเมือง” โดยอัตโนมัติ
ตามปรากฏการณ์ โฟกัสพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม แทบทุกฉบับ รับมุกนักการเมืองอาชีพ ยี่ห้อพรรคเพื่อไทย ค่ายประชาธิปัตย์ ที่ตีปี๊บโห่ฮา
ดาหน้ารุมอัด รุมถล่ม รุมสกรัม
“รับน้อง” นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ว่าที่รองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ว่าที่เลขาธิการพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ว่าที่โฆษกพรรค
ไล่ไขก๊อกจากเก้าอี้รัฐมนตรี จี้อย่าเอาเปรียบคู่ต่อสู้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้เหนือจากการคาดหมายแต่อย่างใด ตามเงื่อนไขสถานการณ์ตั้งแต่นาทีแรกที่นายอุตตมประกาศชัดๆภายหลังการเปิดตัวร่วมงานพรรคพลังประชารัฐ
ยืนยันรัฐมนตรี 4 คนได้คุยกันแล้วว่า เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมจะลาออกพร้อมกัน จะไม่เอาเปรียบพรรคอื่น ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางที่ผิด ไม่ใช้อำนาจไปข่มคนอื่น และพร้อมให้ทุกคนตรวจสอบ
“4 รัฐมนตรี” รู้ข้อสอบล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะเจอเกมเขี้ยวยังไง
เรื่องของเรื่อง ย้อนอดีตรัฐบาลเลือกตั้งไม่ว่าจะคิวของพรรคเพื่อไทยหรือยี่ห้อประชาธิปัตย์ตอนเป็นรัฐบาล มาตรฐานเรื่องสปิริตสะกดกันไม่เป็นอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่
มันก็แค่ “เขย่าขวัญ” ตีกินกันตามฟอร์ม
และบังเอิญ “อุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์-กอบศักดิ์” ก็ล้วนแต่เป็นพวก “เด็กเนิร์ด” โดยบุคลิกไม่ต่อปากต่อคำกับใคร ภาพไม่ใช่พวกท้าทายกระแสที่จะยั่วต่อมหมั่นไส้
ใครจะด่าก็ลำบาก ลากมาตบตีด้วยก็ไม่สนุก
สรุป บวก ลบ คูณ หาร การก่อกำเนิดค่าย “พลังประชารัฐ” ยังไงก็กำไรมากกว่าขาดทุน
เพราะถ้าขืนไม่ตั้งพรรคพลังประชารัฐมาเป็นต้นทุนชัวร์ๆ แต้มหน้าตักส่วนตัวของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.
มัวรอความหวังให้เพื่อนแบกเสลี่ยงมาหาม
ตามอาการแบบที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ภายใต้ขาเฮี้ยวอย่าง “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จ้องขี่คอ “ลุงตู่” อยู่ทุกจังหวะ บวกกับลูกเขี้ยวของปรมาจารย์ชวน หลีกภัย
ถ้า “อภิสิทธิ์” ยอมโดยดี ประชาธิปัตย์คงไม่สู้กันพรรคแตกขนาดนี้
ยิ่งรายของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย ยิ่งแล้วใหญ่ เปิดไพ่หงายแต้มชัดๆ ภูมิใจไทยกลายเป็นตัวจริงเสียงจริง ยี่ห้อไดโว่ซิโน-ไทย พลังดูดแรงสูง กวาดดะ
สะท้อนแรงจูงใจคั่วไพ่สองหน้า “อนุทิน” จั่วได้ทั้ง “ทักษิณ” และตีน็อกท็อปบูต
แนวร่วมอย่างภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ มีแต่พวกที่รอเก็งกำไรจากสถานะ “ตัวแปร”
ถ้าไม่มีพลังประชารัฐ ไม่มีทีมของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”
“นายกฯลุงตู่” โดนบีบหน้าดำหน้าเขียวแน่
และเหนืออื่นใด ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เดิมพัน ยิ่งนานยิ่งเสื่อมมนต์ขลัง
เกมบีบ “นายใหญ่” รบทุกรูปแบบ บุกทุกทาง
สถานการณ์อย่างที่ล่าสุดมีการก่อกำเนิดพรรคเพื่อธรรม ที่นำโดยมวยเก๋าระดับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวขบวนกลุ่ม 16 แกนนำขาใหญ่ ยุคก่อตั้งพรรคไทยรักไทย
ซ่อนเงาไม่พ้น “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่เมืองเหนือพรรคเพื่อไทย
นัยว่า เป็นค่ายสำรองหากพรรคเพื่อไทยถูกยุบ
แต่อีกทางก็เป็นยุทธการ “แยกกันเดิน รวมกันตี” ถึงตรงนี้กองทัพของ “นายใหญ่” แปรรูปขบวนรบ แตกออกเป็นกองทัพย่อย โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นทัพหลวง พรรคเพื่อธรรม ที่เพิ่งตัดริบบิ้น พรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา พรรคอนาคตใหม่ของ “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
นี่แค่ขุมข่ายฝ่ายต้านทหารที่เปิดดีลอำนาจ เชื่อม “นอมินี” กันไว้
ไม่นับคิวของ “เสี่ยหนู” ที่คั่วไพ่สองหน้า หรือแม้แต่มุกชาติหน้าตอนบ่าย การเปิดทางให้ “อภิสิทธิ์” ขึ้นแท่นนายกฯแลกกับการ
ชิงพลิกขั้วอำนาจมาจากฝ่ายท็อปบูต คสช.
“ทักษิณ” ดักรอทวงแค้น ชิงอำนาจในสงครามถนัดสมรภูมิเลือกตั้ง
ขืนไม่ระวังนักการเมืองเหยียบตีน เกม “ฮั้ว” ล้มทหาร ลำพังหวังพึ่งตัวแปรอย่าง “อภิสิทธิ์-อนุทิน”
“ลุงตู่” เสี่ยงถูกหามไปเชือดอย่างโหด.

ทีมข่าวการเมือง

ส่องดูปูมหลัง 25 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

ส่องดูปูมหลัง 25 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ



พรรคพลังประชารัฐประชุมใหญ่ไปแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกันอย่างคับคั่งท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไป เพราะพรรคการเมืองนี้ตกอยู่ท่ามกลางกระแสข่าวตลอดเวลาว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะมาสังกัด
และยังเป็นพรรคที่มีข่าวว่าจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีกลุ่ม 3 มิตร ซึ่งตระเวนไปพบปะนักการเมืองเพื่อชักจูงให้มาร่วม และลงสมัครรับเลือกตั้งในที่สุด

ผลการประชุมของพรรคพลังประชารัฐปรากฎว่า ที่ประชุมโหวตหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค ดังนี้
1.นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
2.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
3.นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ เหรัญญิก ที่ปรึกษา รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4. นายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนสมาชิก ที่ปรึกษากระทรวงพาณิชย์ อดีตปลัดกระทราวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
5.นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์
6. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค อดีต กปปส. และอดีตส.ส.กทม. พรรคปชป.
7.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
กรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย
8.นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา แกนนำพรรคพลังชล
9.นายกรัณย์ สุทธารมณ์ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี จำกัด
10.นายชวน ชูจันทร์ ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ
11.นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
12. นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย
13. นางนฤมล สอาดโฉม ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง
14. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิล เอ็นจีเนียริงฯ (IEC)
15. ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
16. นายวิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน)
17. นายชาญวิทย์ วิภูศิริ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
18.นายสันติ กีระนันทน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม
19.นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล อดีตพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
20.นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ผจก.เพชรล้านนาฟาร์ม ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอินทรีย์ ตำบลแม่สุก อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง
21.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกฯ อดีตแกนนำ กปปส. อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
22.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.พรรคชาติไทย
23.น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรคเตอร์ แบรนด์ D.O.C. (ดีโอซี) หรือ Debutante O’ Couture
24.นายสรวุฒิ เนื่องจำนง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
25.นายอนุชา นาคาศัย แกนนำกลุ่ม 3 มิตร และ อดีตส.ส.ชัยนาท พรรคไทยรักไทย