PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เลือกตั้ง 2562: เพื่อไทย-ประชาชาติ แยกกันเดิน ร่วมกันตี ในชายแดนใต้

เลือกตั้ง 2562: เพื่อไทย-ประชาชาติ แยกกันเดิน ร่วมกันตี ในชายแดนใต้

เลือกตั้ง 2562: เพื่อไทย-ประชาชาติ แยกกันเดิน ร่วมกันตี ในชายแดนใต้
ผลประชามติ "คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ" ใน 3 จชต. เมื่อปี 2559 ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยมองเห็นโอกาส พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วย "มาเลเซียโมเดล" กำหนดให้เผด็จการเป็น "ศัตรูร่วม"
โรดแมปเลือกตั้งของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก้าวเข้าสู่บันไดขั้นท้าย ๆ ด้วยความคาดหวังจากฝ่ายการเมืองให้วันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นจุดสิ้นสุดอำนาจของ คสช.
ทว่าการณ์อาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อกลไกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เปิดช่องให้มี "นายกฯ คนนอก" เมื่อพรรคการเมืองเกิดใหม่อาสา "ขยายอำนาจ" ให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
"มาเลเซียโมเดล" หรือชัยชนะในศึกเลือกตั้งของพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านภายใต้การนำของ มหาเธร์ โมฮัมหมัด และ อันวาร์ อิบราฮิม ชนิด "พลิกแผ่นดิน" เมื่อ พ.ค. 2561 จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในหมู่นักการเมืองไทยที่ประกาศตัวยืนฝ่ายประชาธิปไตย หวังใช้ยุทธศาสตร์ "แยกกันเดิน ร่วมกันตี" และยุทธวิธี"สร้างพันธมิตรนอกพรรค" ทวงคืนอำนาจที่ถูกหักโค่นลงด้วยรัฐประหารปี 2557 พร้อมกำหนดให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสนามต่อสู้-ทดสอบโมเดล
บีบีซีไทยสนทนากับคนการเมืองจากพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชาติ (ปช.) หาสมมุติฐานทางการเมือง-โอกาส-อุปสรรคในการช่วงชิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) รวม 11 เสียงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เชื่อเลือกตั้ง 62 "โนโหวต" มาแน่เพื่อปฏิเสธเผด็จการ
วันมูหะมัดนอร์ มะทา ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชาติ วัย 74 ปี มองเห็นพลังโหวตเพื่อ "ล้างประเทศให้บริสุทธิ์" ของชาวมาเลเซีย ทำให้เขาจินตนาการต่อถึงความเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทย
วันมูหะมัดนอร์ มะทาImage copyrightTOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI
คำบรรยายภาพวันมูหะมัดนอร์ มะทา ชี้ "มาเลเซียโมเดล" มีโอกาสเกิดขึ้นในสภาล่างโดยพรรคขั้วอำนาจเก่าพลิกชนะพรรคที่สนับสนุนทหารอย่างถล่มทลาย แต่การจัดตั้งรัฐบาลไม่ง่ายเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 เปิดช่องให้มี "พรรค ส.ว."
"นี่น่าจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่การเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้คล้าย ๆ กับมาเลเซียที่ประชาชนปฏิเสธอำนาจรัฐที่ฉ้อฉลคอร์รัปชัน" และ "พรรคการเมืองใดที่สนับสนุนอำนาจเผด็จการ น่าจะได้รับการปฏิเสธจากประชาชนอย่างเงียบ ๆ ด้วยการไม่ไปกาบัตร (โนโหวต) วันเลือกตั้ง ผมเดาเอานะ"
วันนอร์เริ่มงานการเมืองในฐานะ ส.ส. ยะลา เมื่อ 39 ปีก่อน กับพรรคกิจสังคม เขาเป็นชาวมุสลิมชายแดนใต้เพียงหนึ่งเดียวที่มีโอกาสสัมผัสเก้าอี้ "ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ" เป็นประธานรัฐสภา ระหว่างปี 2539-2543 ภายใต้สังกัดพรรคความหวังใหม่ที่เขามีส่วนร่วมก่อตั้ง และยังเป็นนักการเมืองน้อยคนที่มีสถานะ "หัวหน้ากลุ่มการเมือง" ที่เรียกตัวเองว่า "วาดะห์" (แปลว่าเอกภาพ)
กลุ่มวาดะห์เป็นนักการเมืองกลุ่มแรก ๆ ที่แยกตัวออกจากพรรคเพื่อไทย ทว่าไม่ใช่การแยกเพราะแตกหัก แต่เป็นการแยกในเชิงยุทธศาสตร์ หลังพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ปิดทางชนะแบบถล่มทลายของ "ขั้วอำนาจเก่า" วางระบบป้องกันไม่ให้พรรคหนึ่งพรรคใดครองเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง หรือมี ส.ส. มากกว่า 250 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง
ชี้ "โหวตโน" ร่าง รธน. ในชายแดนใต้สะท้อนศรัทธาประชาธิปไตย
การขับเคลื่อนทางการเมืองของ "พรรคขั้วอำนาจเก่า" วางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวคิดทางการเมืองตรงข้ามกับรัฐบาล คสช. สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ "โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ" ในการออกเสียงประชามติเมื่อ ส.ค. 2559 ทำให้พวกเขามองเห็นโอกาสทางการเมือง เพราะเมื่อทดลองแปรคะแนนเสียง "โหวตโน" ใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ราว 4.83 แสนคะแนนเข้าระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ปรากฏเป็นยอด ส.ส. ถึง 7 คน (สูตร 70,000 คะแนนเสียง/ 1 ส.ส.)
หญิงชาวนราธิวาสอุ้มลูกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 ส.ค. 2559Image copyrightAFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหญิงชาวนราธิวาสอุ้มลูกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 ส.ค. 2559
"รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างขึ้นมาไม่ใช่โดยประชาชน แต่มาจากคนข้างบนกำหนด ฉะนั้นกติกาหลายประการจึงขัดแย้งกับวัฒนธรรม ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เขาก็เลยไม่รับร่างฯ" วันนอร์กล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแบบหมาด ๆ ที่บอกกับบีบีซีไทยว่า ปรากฏการณ์ "โหวตโน" ในจังหวัดชายแดนภาคใต้สะท้อนว่าประชาชนพึงประสงค์การปกครองระบอบประชาธิปไตย
"จิตสำนึกลึก ๆ ของเขาไปถึงศรัทธาของอุดมการณ์ประชาธิปไตยแล้ว เขาถึงบอกว่ารัฐธรรมนูญอันนี้มันไม่ใช่ มันไม่ได้มาตามครรลอง เขาก็ไม่รับ มันก็เป็นคำตอบในตัวว่าเขาตระหนักสิทธิเสรีภาพ เขาจึงมั่นใจว่าถ้าจะเลือกรัฐบาล ต้องเลือกรัฐบาลที่มั่นใจว่าต้องให้สิทธิเสรีภาพแก่เขา
กล่าวสำหรับ พล.ท. ภราดร กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น "เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก" เนื่องจากเป็นชาวเชียงใหม่เหมือนกัน อีกทั้งพ่อของทั้งคู่คือ พล.ท. กอบกุล พัฒนถาบุตร กับ เลิศ ชินวัตร ยังเป็นเพื่อนกัน และทักษิณยังยกให้ ปรีดา พัฒนถาบุตร อาของ พล.ท. ภราดร เป็น "ครูการเมือง"
พล.ท. ภราดรImage copyrightTOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI
คำบรรยายภาพพล.ท. ภราดรได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษานโยบายด้านความมั่นคงของพรรคเพื่อไทย หลังสมัครเป็นสมาชิกพรรคนี้
เพื่อไทย-ประชาชาติกำหนดให้เผด็จการเป็น "ศัตรูร่วม"
พล.ท. ภราดรชี้ว่า การต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง 2562 ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน มีเพียงปีกประชาธิปไตยกับปีกเผด็จการ
นี่ทำให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติ "กำหนดมิตร-แยกศัตรู" ได้ชัดเจน
วันนอร์บอกว่า "พรรคไหนที่เชียร์เผด็จการ ใช้อิทธิพลมืดไปบังคับข่มขู่ประชาชน สิ่งเหล่านี้คือศัตรูของเราที่ไม่สามารถยอมรับได้" ส่วน พล.ท. ภราดรก็ยืนยันว่าพรรคต้นสังกัดของเขา "ไม่มีการประนีประนอม" กับขั้วอำนาจปัจจุบันทุกรูปแบบ แม้ก่อนหน้านี้บทบาทในทางลับของแกนนำบางคนที่พยายามไปแอบแนบชิดกับกลุ่มผู้นำ คสช. จะสร้างความสับสนในทิศทางพรรคก็ตาม
พล.ท. ภราดร กับ พ.ต.อ. ทวี (ซ้ายมือ)Image copyrightAFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพพล.ท. ภราดร กับ พ.ต.อ. ทวี (ซ้ายมือ) คือสองคีย์แมนสำคัญในทีมพูดคุยสันติสุขฯ ยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปพบฝ่ายผู้เห็นต่างที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 13 มิ.ย. 2556
สายสัมพันธ์ในอดีตข้าราชการฝ่ายความมั่นคงยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กระจายตัวอยู่ตามพรรคปีกประชาธิปไตย อาทิ
  • พรรคเพื่อไทย มี พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นที่ปรึกษาพรรค
  • พรรคประชาชาติ มี พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเลขาธิการพรรค
  • พรรคอนาคตใหม่ มี พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สมช. เป็นรองหัวหน้าพรรค
จะทำให้การจัดวางบทบาทของการเป็น"พันธมิตรการเมือง" พัฒนาไปไกลถึงขั้น "มาเลเซียโมเดล" ที่มีแนวร่วมแห่งความหวัง "ปากาตัน ฮาราปัน" (Pakatan Harapan - PH) หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่หลายคนเคยคิด แต่โอกาสเกิดขึ้นไม่ง่ายด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญไทย ทว่า พล.ท. ภราดรยังเชื่อว่าการมีพื้นฐานคิดแบบเดียวกัน น่าจะทำให้เกิดความร่วมมือในเชิงนโยบายและไปในทางเกื้อกูลกันหากพวกเขามีโอกาสเป็นรัฐบาล
"ซีกประชาธิปไตยก็ต้องเดินไป แล้วไปแสวงหาจุดร่วมกันข้างหน้า ไม่ว่ากฎกติกาจะเป็นอย่างไรก็ตาม หากซีกประชาธิปไตยบวกกันแล้วเกิน 250 เสียงมันก็ไปได้" พล.ท. ภราดรระบุ
ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัดImage copyrightAFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดของมาเลเซีย หวนกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งในวัย 93 ปีหลังชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
"พรรคแบงก์ร้อย" เอาคืนสุเทพตระบัดสัตย์เพราะกลัวถูกรื้อคดี
อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์ "แยกกันเดิน ร่วมกันตี" ที่ถูกมองว่าคิดค้นโดยแกนนำพรรคเพื่อไทย ถูกเสียดเย้ยจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ว่าเป็นเพียงยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย" ของ ทักษิณ ชินวัตร
ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชาติหัวเราะรับฉายา "พรรคแบงก์ร้อย" ก่อนสวนกลับอย่างรุนแรงว่า "สุเทพเขาตระบัดสัตย์ เขาเปลี่ยนคำพูดเหมือนสุจินดา (พล.อ. สุจินดา คราประยูร อดีตแกนนำ รสช. ผู้ก่อรัฐประหารปี 2534) ที่บอก 'เสียสัตย์เพื่อชาติ' คนไทยไม่ลืมนะ เป้าหมายสุเทพทำเพื่อคดีความทั้งหลาย เพราะเมื่อรัฐบาลที่ไม่ใช่ คสช. ขึ้นมา คดีเขาถูกรื้อฟื้นนะ ทั้งปิดถนน ปิดทำเนียบ ปิดกระทรวง คนเราถ้าไม่เคยขึ้นศาลไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างไร มันเป็นทุกข์นะ แม้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ในใจนอนไม่ค่อยหลับ คนไม่เคยเข้าคุกตะราง.. แม้แต่นาทีเดียวก็ไม่อยากเข้าไป ต้องดิ้นสุดหนทาง ความจริงอยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ นี่มาลำบากลำบนเพื่อต่อขั้วให้ฝ่ายมีอำนาจได้มีอำนาจต่อไป จะได้ป้องกันตนเองได้"
กระบวนการสันติสุขจะเกิดได้ในบรรยากาศประชาธิปไตย
นอกจากแผนขอเสียงโหวตนี้เพื่อ "แก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิกลพิการ" ของสองพรรค พวกเขายังเตรียมชูนโยบาย"ดับไฟใต้ด้วยแนวทางสันติวิธี" เป็นวาระของหลัก ด้วยเพราะในขณะที่โรดแมปเลือกตั้งเข้าสู่ช่วงปลาย แต่โรดแมปดับไฟใต้ของรัฐบาล คสช. ยังก้าวไม่พ้น "ขั้นแรก-การสร้างความไว้วางใจ" ระหว่างตัวแทนรัฐไทยกับฝ่ายผู้เห็นต่างที่เรียกตัวเองว่า มารา ปาตานี หลังเปิดเจรจาครั้งแรกเมื่อ ส.ค. 2558
พล.ท. ภราดร กับ ฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนบีอาร์เอ็น ลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติสุข เมื่อ 28 ก.พ. 2556Image copyrightAFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพพล.ท. ภราดร กับ ฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนบีอาร์เอ็น ลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติสุข เมื่อ 28 ก.พ. 2556
พล.ท. ภราดร ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ วิจารณ์ว่ารัฐบาล คสช. ทำให้ "พื้นที่ทรงสภาพได้" แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง โดยอุปสรรคประการหนึ่งเกิดจากสถานะ "รัฐบาลทหาร" ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระดับปฏิบัติการในพื้นที่และประชาชนไม่ไว้วางใจนัก
"รัฐบาลประชาธิปไตยเดินมาสะดุดหยุดลง พอมาเป็นรัฐบาลทหาร มันคล้าย ๆ ก้าวหน้าเหมือนจะเดินไป แต่จริง ๆ แล้วมันเหมือนเป็นการซอยเท้า" อดีตเลขาธิการ สมช. ระบุ
นี่อาจเป็นความเห็นเพียงของคนที่ยืนขั้วตรงข้าม คสช. เพราะในระหว่างที่กระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ ดำเนินไป บางเสียงจากฝ่ายขบวนการผู้เห็นต่างระบุว่า "ทหารคือตัวจริงเสียงจริงของรัฐไทย" ซึ่ง พล.ท. ภราดรยอมรับบางส่วนและปฏิเสธบางส่วน "ทหารจะเป็นผู้ดูแล เป็นผู้กำกับ แก้ไขปัญหาอะไรก็จริง แต่สุดท้ายเขาเชื่อตรงกันหมดว่าถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยมันจะมีส่วนร่วม ทำให้เขาการแก้ปัญหาได้มากกว่าทหารแม้ดูเหมือนเป็นตัวจริงเสียงจริง"
ท้าใช้ผลเลือกตั้งพิสูจน์ผลงานดับไฟใต้ของ คสช.
ในวันที่ 24-25 ต.ค. นี้ มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีกำหนดเข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการคาดการณ์กันว่าการพูดคุยสันติสุขฯ ที่มาเลเซียอยู่เล่นบท "ผู้อำนวยความสะดวก" จะเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาหลักของ 2 ผู้นำ
อาหามัด ชูโว, สุกรี ฮารี, อาบูฮาฟิส อันฮากิม (จากซ้ายไปขวา)Image copyrightJIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพอาหามัด ชูโว, สุกรี ฮารี, อาบูฮาฟิส อันฮากิม (จากซ้ายไปขวา) แกนนำกลุ่มมารา ปาตานี ออกแถลงการณ์ถึงรัฐไทย ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เมื่อ มี.ค. 2561
พล.อ. ประยุทธ์ยืนยันว่ากระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ ก้าวหน้าหลายประการ และความรุนแรงในหลายพื้นที่ลดลง แต่ในสายตาของนักการเมืองผู้กินอยู่หลับนอนกับประชาชนในพื้นที่ ตัวชี้วัดความสำเร็จในงานความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ที่การแสดงออกในวันเลือกตั้งของประชาชน
"ถ้าประชาชนเขาพึงพอใจพรรคที่เชียร์หรือสนับสนุน คสช. เขาก็ได้รับการเลือกตั้งเสียงข้างมากไป แสดงว่าผลงานของ คสช. ดี การใช้ความมั่นคงแบบนี้ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าผลการเลือกตั้งออกมา พรรคที่ไม่เอาด้วยกับ คสช. ชนะเลือกตั้ง ก็จะได้เห็นว่านโยบายการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ถูกต้องโดยสมบูรณ์" วันนอร์กล่าวและว่า "คุณจะทำให้สงบสุข เอากองกำลังลงพื้นที่มันก็สงบ เหตุการณ์ลดลง แต่ประชาชนอาจไม่มีความสุขเพราะทหารอยู่เต็มพื้นที่ไปหมด"
ภราดร : "กำปั้นเหล็ก" จบแล้วตั้งแต่ยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์
ในขณะที่ฝ่ายการเมืองพาดพิงฝ่ายกองทัพว่า"เข้าใจปัญหาเพียงกระพี้เท่านั้น" พล.ท. นักรบ บุญบัวทอง อดีตเลขานุการคณะพูดคุยสันติสุขฯ ยุค คสช. ก็เคยวิพากษ์ว่า "แก่นของปัญหา" อยู่ที่เรื่องการเมืองและนักการเมือง พร้อมระบุว่า "หัวคะแนนเป็นกลุ่มผู้เห็นต่าง"
เด็กละหมาดImage copyrightAFP/GETTY IMAGES
หัวหน้ากลุ่มวาดะห์ปฏิเสธทันควัน โดยอธิบายว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีเพียงเล็กน้อยไม่ถึงร้อยละ 5-10 และฝ่ายผู้เห็นต่างไม่สนับสนุนการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่มีกลไกรัฐสภา เพราะต้องการรูปแบบของเขาเอง จะเป็นเอกราชหรืออะไรก็แล้วแต่ จึงไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ในฐานะต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ก็จำเป็นต้องระมัดระวังตัว "การจะไปประณามเขา เราก็ไม่มีกองกำลังติดตามป้องกันตัวเองได้"
อีกปัญหาที่ฝ่ายการเมืองมีส่วนก่อ-สร้างบาดแผลใหญ่ในพื้นที่ หนีไม่พ้น การดับไฟใต้ด้วยแนวทางที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 23 เรียกว่า "กำปั้นเหล็ก" รวมถึงการทิ้งวาทะว่าผู้ก่อเหตุไม่สงบเป็นเพียง "โจรกระจอก" ซึ่งทำให้พรรคพวกทักษิณไม่ประสบความสำเร็จในการทำการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่วันนอร์ไม่ขอพูดถึง โดยให้เหตุผลว่า "เราพยายามลืมเรื่องในอดีตเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยความรักสามัคคี"
ขณะที่ พล.ท. ภราดรประกาศผ่านบีบีซีไทยว่า "กำปั้นเหล็กจบไปแล้ว" ตั้งแต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์
"สิ่งที่นายกฯ ทักษิณเคยพูด มันคลายตัวไปแล้วพอมีรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพราะรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นจุดเริ่มต้นการของพูดคุยสันติสุขฯ เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยยอมรับว่าแนวหนึ่งที่เราเคยเข้าใจว่าจะไปอย่างนั้น เอ๊ะ! มันไปไม่ได้ พอลึกลงมาในสถานการณ์ที่เรารับรู้เข้าใจ เราก็พร้อมเปลี่ยนกลับ สุดท้ายเราก็กลับสู่แนวสันติวิธี แล้วก็เป็นครั้งแรกที่จัดคณะพูดคุยสันติสุขฯ จากที่เดินมาตรงนั้นถึงปัจจุบัน พี่น้องสามจังหวัดย่อมเข้าใจแล้วว่าเรายึดแนวสันติ" อดีตเลขาธิการ สมช. ระบุ
เตือนประยุทธ์อยู่นานเกินไป เป็นความผิดได้
นายกฯ พบชาวปัตตานีImage copyrightทำเนียบรัฐบาล
จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นพื้นที่พิเศษที่รัฐบาลทุกชุดไม่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรืออำนาจนิยมต้อง "ต่อสู้ทางความคิด" ในอย่างน้อย 2 ระดับ กล่าวคือ ทำความเข้าใจความขัดแย้งที่เกิดจากรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และการมีอัตลักษณ์พิเศษของประชาชน และทำความเข้าใจแนวคิดทางการปกครองในท้องที่ฟุ้งกระจายอยู่อย่างหลากหลายทฤษฎี โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่
ในนามของ "ผู้รักษาความมั่นคงแห่งรัฐ" ที่ประกาศ "คืนความสุขให้คนไทย" และ "คืนความสงบให้จังหวัดชายแดนภาคใต้" อาจจัดวางให้พื้นที่ปลายด้ามขวานเป็น "จุดยุทธศาสตร์" ที่รัฐบาล คสช. จะ "แพ้ไม่ได้" ทว่าการมุ่งสู่ชัยชนะมิใช่เรื่องง่าย พอ ๆ กับความพยายามไปต่อในทางการเมืองของหัวหน้า คสช. แม้กติการัฐธรรมนูญจะเปิดช่องก็ตาม
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบปะประชาชนระว่างลงพื้นที่ จ. ปัตตานี เมื่อ 4 เม.ย. 2561Image copyrightทำเนียบรัฐบาล
คำบรรยายภาพพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบปะประชาชนระว่างลงพื้นที่ จ. ปัตตานี เมื่อ 4 เม.ย. 2561
"เขาจะได้เป็นวีรบุรุษนะ ความจริงเสียดาย นักปฏิวัติในหลายประเทศเมื่อปฏิวัติแล้วก็ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนท่ามกลางความแซ่ซ้องประชาชน เป็นวีรบุรุษเลย แต่ถ้ากลัวว่าตัวเองจะเสียอำนาจ กลัวว่าตัวเองจะถูกรื้อฟื้น ก็พยายามยื้ออำนาจต่อไป ในที่สุดก็จะจบด้วยความสูญเสียของเผด็จการ"
"บางทีไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ถูกด่าเพราะประชาชนเบื่อไง บางทีความรู้สึกของประชาชน นานเกินไปกลายเป็นความผิดได้เหมือนกัน" นักการเมืองกลุ่มวาดะห์กล่าวทิ้งท้าย

สุเทพ "ถือธง" นำทีมพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เปิดปฏิบัติการ “เดินคารวะแผ่นดิน”

สุเทพ "ถือธง" นำทีมพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เปิดปฏิบัติการ “เดินคารวะแผ่นดิน” ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (25 ต.ค.) ประเดิมลงสู่ถนน 6 สายหลักใน กทม. ตลอดเดือน ก่อนไปพบประชาชนในภาคตะวันออก
กิจกรรม “เดินคารวะแผ่นดิน” จะเริ่มต้นในเวลา 09.30 น. ของวันพรุ่งนี้ โดย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค รปช. นำทีมคณะกรรมการบริหารและคณะผู้ร่วมจัดตั้งพรรค วางพานพุ่มสักการะเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เชิงสะพานพุทธฯ พร้อมกล่าวคำปฏิญาณของพรร
นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค รปช. แถลงว่า หากมองทั่วไปอาจจะเห็นว่าเป็นพิธีกรรม แต่พรรค รปช. มีความจริงจังในเรื่องของการตั้งสัตย์ปฏิญาณ ในการต้องรู้สำนึกว่าเราพูดจริงทำจริง ไม่ใช่เรื่องพิธีการสนุก ๆ หรือทำเล่นให้ดูโก้ ๆ เพราะบูรพกษัตริย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเรา และขณะเดียวกันพรรคจะนำตัวเองออกไปหาประชาชนเพื่อแนะนำตัว และเชิญชวนมาร่วมเป็นสมาชิกพรรค โดยเริ่มพบปะประชาชนในย่านใกล้เคียงกับพระบรมราชานุสาวรีย์ ร. 1 คือถนนวรจักร
“กิจกรรมจะจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เดินไปบนบาทวิถี ไม่ไปเดินบนถนน “เรายังยึดมั่นปฏิบัติในกรอบของกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะถ้าไปทำอะไรลุ่มล่ามก็จะได้รับผลกระทบในการดำเนินกิจกรรมของพรรคต่อไป” นายทวีศักดิ์กล่าว
ด้านนายวีระชัย คล้ายทอง กรรมการบริหารพรรค รปช. กล่าวว่า หากเห็น “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” ไปปรากฏตัวทุกจุดที่เราจะเดินไป หรือว่าเป็นผู้ธงนำขบวน ก็ขออย่าได้แปลกใจ เพราะที่ประชุมคณะผู้ก่อตั้งตั้งพรรค รปช. เมื่อ 25 พ.ค. 2561 มีมติให้ลุงกำนันเป็นประธานคณะทำงานรณรงค์เชิญชวนประชาชนเป็นสมาชิกพรรค เป็นผู้ถือธงนำ ดังนั้นอย่าได้แปลกใจว่าทำไมลุงกำนันมาเกี่ยวข้อง ก็มีที่มาที่ไป มีเหตุผลแห่งความชอบธรรมที่ลุงจะเดินได้”
แกนนำ รปช. ยืนยันว่า ได้ทำหนังสือแจ้ง กกต. เรียบร้อยถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 จึงมั่นใจว่า “สิ่งที่จะทำเป็นไปโดยชอบ” และโดยนัยของคำสั่งฉบับนี้เป็นการให้พรรคการเมืองแจ้งข่าวบอกกล่าวเล่าสิบ ไม่ใช่การขออนุญาตแต่อย่างใด
สำหรับกิจกรรม “เดินคารวะแผ่นดิน” จะมีนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค รปช. เป็น “พ่องาน” คอยประสานงานกับบุคลากรในพื้นที่ตาง ๆ
นอกจากนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค รปช. ยังมีมติให้เปิดปราศรัยใหญ่ในช่วงกลางเดือน พ.ย. หลัง คสช. “ปลดล็อกการเมือง” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ขณะนี้ยังไม่อาจระบุวันที่ และพิกัดในการตั้งเวทีที่แน่ชัดได้
สำหรับ รปช. ได้ยื่นขอจดจัดตั้งพรรคต่อสำนักงาน กกต. เมื่อ 8 ส.ค. และได้รับอนุมัติให้เป็นพรรคการเมืองเมื่อ 22 ต.ค. หรือใช้เวลารวม 75 วัน
รปช. เปิดปฏิทินเดินเท้าพบประชาชน
-25 ต.ค. ถนนวรจักร กทม.
-26 ต.ค. ถนนสุขุมวิท กทม.
-27 ต.ค. ถนนเยาวราช กทม.
-29 ต.ค. ถนนสีลม กทม.
-30 ต.ค. ถนนสาทร-บางรัก กทม.
-31 ต.ค. ย่านประตูน้ำ กทม.
-1 พ.ย. จ.จันทบุรี
-1-8 พ.ย. จ.ตราด, สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ระยอง, ชลบุรี และฉะเชิงเทรา
-9 พ.ย. เปิดที่ทำการพรรค รปช. ย่านรัชดาภิเษก กทม.
-10 พ.ย.-กลาง พ.ย. อ.เบตง จ.ยะลา แล้วเดินย้อนขึ้นมาที่ภาคใต้ตอนบน และภาคกลางบางส่วน
ที่มา : คำแถลงข่าวของคณะกรรมการบริหาร รปช. เมื่อ 24 ต.ค.
ฺ:ฺฺBBC ไทย

ราชกิจจาฯประกาศ”ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ” สันธนะ พร้อมอดีต 2 นายตำรวจ

ราชกิจจาฯประกาศ”ถอดยศ-เรียกคืนเครื่องราชฯ” สันธนะ พร้อมอดีต 2 นายตำรวจ
วันที่ 24 ต.ค. 61 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื้อความว่า
“มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดอดีตข้าราชการตำรวจออกจากยศตำรวจ ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 1(2) และ (4)
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ 6 ข้อ 7(2) และ (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 จำนวน 3 ราย ดังนี้
1.พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือกจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเบญจมาภรณ์ช้างเผือก
2.ร.ต.อ.กรินทร์ ทองมโนกูร ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้กระทำผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือรับของโจร และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก คดีถึงที่สุด และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือกและจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
3.พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
ทั้งนี้ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ร.ต.อ.กรินทร์ ทองมโนกูร และ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

นิวส์โน้ต : ฝ่าวงพรรคใหญ่

นิวส์โน้ต : ฝ่าวงพรรคใหญ่



2 พรรคคู่ปรับ เดินคนละแนว
เพื่อไทยแยกร่าง หลายหัว กันยุบ แก้เกม ย่อขนาดพรรคใหญ่
แต่อีกฟาก พลังประชารัฐ มุ่งจีเอ็มโอ
อัพไซซ์โตลัด
ขึ้นแท่นที่ 1 ได้ยิ่งดี
วิธีการ ก็ไม่ซับซ้อน ขายตรง ชวนยุบรวม
แต่ถ้าเมิร์ชไม่ได้ ก็จับมือเป็นพันธมิตร
ยุทธศาสตร์ใหญ่เป็นอย่างนี้
ส่วนในพื้นที่ เพื่อไทย-พลังประชารัฐ
พิมพ์เดียวกัน
ส่งสู้ชิงทุกเก้าอี้ ไม่เว้น-กันที่นั่งให้มิตรสหายทั้งสิ้น
ที่ตกที่นั่งลำบาก ก็พรรคเล็ก ขาลอย ฝันสอย
ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะหาคะแนนจากไหน
แต่พรรคขนาดกลาง พอมีทางเอาตัวรอดได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากมีฐานที่มั่น
อย่างชาติไทยพัฒนา นอกจากสุพรรณฯ
ยังได้นครปฐมอีกแห่ง
ภูมิใจไทยมีบุรีรัมย์ ‘ชาติพัฒนา’ รังใหญ่อยู่โคราช พลังชลก็ ‘ชลบุรี’
3 พรรคที่ยกมานี้ ไม่ต้องนับหนึ่ง วิ่งวุ่น
ทำพื้นที่ใหม่ ปักธง
แค่ทุ่มลง อัดฉีดต่อยอดเมืองหลวงของ
ตัวเอง ก็น่าจะหวังผลได้
เอาง่ายๆ หากชนะเลือกตั้งซัก 5 เขตๆ ละ 4 หมื่นแต้ม
ได้เห็นๆ 5 เก้าอี้ บวกปาร์ตี้ลิสต์ 2++ คน เป็นทุนตั้งต้นสบายๆ
แต่จะได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ ส.ส.เขต
ยิ่งทิ้งห่าง ได้แต้มสูงๆ ปาร์ตี้ลิสต์ก็มีลุ้นมากขึ้น
มากยิ่งๆ ขึ้นตามจำนวนจังหวัดฐานใหญ่

มาเป็นขบวน


เมื่อปี่กลองเริ่มดัง นักเลือกตั้งก็เริ่มไหว้ครู
ช่วงนี้อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เบอร์หนึ่ง เริ่มอัดหนักใส่รัฐบาล คสช.ติดต่อกันหลายขบวน
ปล่อยหมัดกระแทกลิ้นปี่ “นายกฯบิ๊กตู่” จนใส่คะแนนแทบไม่ทัน
ช่วงแรกๆยังเน้นประเด็นดูด ส.ส.อย่างเดียว
แต่ช่วงหลังเริ่มขยายเขตโจมตีไปถึงนโยบายรัฐบาลแบบไม่บันยะบันยัง
แซ่บสะเด็ดเผ็ดสะเด่ายิ่งกว่าซดต้มยำโฮกอือ
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าประเด็นที่ อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ หยิบมาวิจารณ์รัฐบาล คสช.หลายเรื่องมีเหตุผลน่ารับฟัง
เช่น การวิจารณ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ว่าทำไมรัฐบาลไม่โอนเงิน หรือจ่ายเป็นเงินสดให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรคนจนเดือนละ 200 บาท หรือ 500 บาทโดยตรง
หากประชาชนได้ใช้จ่ายเงินอย่างอิสระ คนในชุมชนก็จะเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าในร้านขายของชำในชุมชน หรือเอาไปซื้อสินค้าตามตลาดสดภายในชุมชน
แต่รัฐบาลกลับเอาเงินทั้งหมดไปกองไว้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ให้ผู้ถือบัตรคนจน 11.5 ล้านคน ต้องใช้จ่ายเพียงรอบเดียว
เมื่อเงินถูกดูดไปอยู่ที่ร้านธงฟ้าทั้งหมด ร้านค้าในชุมชนจึงไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการของรัฐบาล
เงินที่รัฐบาลอัดฉีดลงไปก็ไม่หมุนเวียน
แถมทำให้เจ้าของร้านค้าในชุมชนต้องจนหนักยิ่งกว่าเดิม
ส่วนโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซีที่รัฐบาลเร่งผลักดันให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ชี้ว่าโครงการอีอีซีต้องตอบโจทย์ให้ชัดว่า การดึงคนเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจอีอีซี จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทยอย่างไร??
ไม่ใช่มุ่งดูแต่ตัวเลขการลงทุน แต่สุดท้ายไม่ได้สร้างงานให้คนไทย และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจน
มาถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศของรัฐบาล คสช.
อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ จัดหนักพิเศษใส่ไข่สองใบ
“การปฏิวัติยึดอำนาจเขาบอกว่าจะเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ เพื่อปรับปรุงในหลายๆด้าน แต่ผ่านมากว่า 4 ปี แทบไม่มีอะไรจับต้องได้เลยว่ามีอะไรที่ได้รับการปฏิรูปบ้าง”
“บ้านเมืองย่ำแย่ เพราะเขาไม่เข้าใจรูปแบบการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน แม้รัฐบาลพยายามทำหลายอย่างเพื่อให้เกิดผลดีต่อประชาชน แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจ ไม่เคยสัมผัสประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่มีตัวแทนที่ใกล้ชิดประชาชน เหมือน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน”
“โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของประชาชน เขาบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น จากที่โต 3 เปอร์เซ็นต์ ขยับขึ้นเป็น 4 เปอร์เซ็นต์”
“แต่ในความเป็นจริง หากลงมาสัมผัสข้อมูลครัวเรือนในทุกพื้นที่จะพบว่า รายได้ครัวเรือนลดลงเกือบทุกจังหวัด บางจังหวัดเช่นจังหวัดตรัง ลดลงมากถึง 23 เปอร์เซ็นต์”
“ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเชื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน”
“แม่ลูกจันทร์” ชื่นชม อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่แต่หน้าเก่า ที่กล้าวิจารณ์รัฐบาล คสช.แบบไม่เกรงอกเกรงใจ
แต่...แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อการเลือกตั้งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
การเลือกตั้งจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม
แล้วเหตุไฉนพรรคประชาธิปัตย์ จึงบอยคอตเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง 2 ครา??
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่บอยคอตเลือกตั้ง ก็ไม่มีรัฐบาล คสช.
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แหละคุณโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ตามเกมที่ ‘มโน’ กันได้


ฤดู “หนาว” ของคนพรรคเพื่อไทยที่ส่อเค้ามาเร็วกว่าปกติ
กับแอ็กชันที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบะท่า “รับลูก” จากที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม
“เขี่ยบอล” ให้ซัลโว “ทักษิณ ชินวัตร” ฐานครอบงำพรรคเพื่อไทย
เลขาฯ กกต.ยอมรับเลยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทั้งจากภาพถ่าย คลิป และข่าว รวมถึงความเห็นของบุคคลต่างๆเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
โดยการจะเข้าข่ายครอบงำพรรคหรือไม่ กกต.จะพิจารณาว่า พรรคการเมืองนั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมหรือไม่ หากเข้าข่ายความผิดจะส่งผลให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบพรรค
ได้เวลา “กู้เบ็ด” ที่ปักไว้ จังหวะเหยื่อไหลเข้าเหลี่ยมล้างน้ำสาม
เรื่องของเรื่อง ตั้งแต่ก่อนที่ “บิ๊กป้อม” จะออกมาทักดังๆ อาการมันส่อตั้งแต่คิวที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ว่าที่แม่ทัพนอมินีรุ่น 3 ไปพูดในงานจัดตั้งสาขาพรรคเพื่อไทยที่สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ชิงออกตัวแทน “นายใหญ่” แบบล้อฟรี
ย้ำ “ทักษิณ” พูดไว้ชัด ไม่คิดหวนมาเล่นการเมืองอีก
บอกปัดเป็นพัลวัน “นายใหญ่” ให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น ไม่ได้พูดเพื่อเข้ามาก้าวก่ายพรรคเพื่อไทย แต่แสดงความเห็นในฐานะที่อยู่ภายนอก
จับอาการลูกแถวยังเสียวสันหลัง “คาบลูกคาบดอก”
ทั้งคนใน คนนอก ล้วนมองออก พฤติการณ์ “ทักษิณ” มันยั่วคมกฎหมาย
และคนที่เสี่ยงอันตรายกว่าใครก็คือ “เจ๊หน่อย” นั่นแหละ ในกรณีถ้านั่งแท่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้วไปโดนยุบในห้วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มก่อนเลือกตั้ง
นั่นหมายถึงแพ้ฟาวล์ ต้องนั่งตาปริบๆอยู่ข้างสนาม
ตรงกันข้ามกับ “นายใหญ่” ที่ชิลๆไม่มีอะไรจะเสีย
เผลอๆจะได้จังหวะจัดทัพ ได้ที่ว่างเพิ่ม เคลียร์คิวเจ๊ๆเฮียๆในทีมง่ายขึ้น ในเมื่อรู้กันอยู่ว่า ลูกข่าย “ทักษิณ” ชาชิน เชี่ยวชาญการหาทางหนีทีไล่สำรองไว้ไม่รู้กี่ค่ายต่อกี่ค่าย ยังไงก็ไล่ไม่จน
หลงกลเล่นตามเกมเขี้ยว “นายใหญ่” สุดท้าย “ทักษิณ” กำไรคนเดียว
เอาเป็นว่า แกะรอยจากช็อตที่มาของปมป่วนๆกรณีอดีตนายกฯทักษิณพูดกับสื่อญี่ปุ่น
ที่โกหกแน่ๆก็คือ “ทักษิณ” จะกลับมาเป็นนายกฯ
ทั้งๆที่พกคดีอยู่รอบเอว ประตูคุกเปิดรออยู่ กลับเมืองไทยเมื่อไหร่มีทีมไปล็อกตัวถึงเครื่องบิน
“ทักษิณ” แค่พูดเอามัน แม้แต่ฝันยังตื่นมาผวาเหงื่อตก
ส่วนที่เจ้าตัวโชว์ความมั่นใจฝ่ายประชาธิปไตยเครือข่ายของตัวเองจะได้ที่นั่งในสภามากกว่า 300 ที่นั่ง และรัฐบาล “ลุงตู่” จะกลายเป็นเสียงข้างน้อย ไม่สามารถผ่านงบประมาณและยังต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะล่มภายในไม่กี่สัปดาห์
อันนี้ว่ากันไม่ได้ “นายใหญ่” มีสิทธิ์ “มโน” กับกระแส “บุญเก่า”
ตามตัวเลขพรรคเพื่อไทยหรืออาจจะเป็นค่ายไทยรักษาชาติ ชื่อย่อ “ทษช.” ของสาวกที่เสพติดยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ผนวกกับ “พรรคสาขา” พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ แท็กทีมกับพันธมิตรข้ามค่าย ทั้งพรรคอนาคตใหม่ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พรรคประชาชาติ ภายใต้การนำของ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” พรรคเสรีรวมไทย ที่นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
และยังอาจนับรวมไปถึงพรรคภูมิใจไทย ภายใต้ปีกของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แสดงตัวพร้อมสวิงขั้วมาแจมกับ “นายใหญ่” ถ้าเป็นฝ่ายชนะได้เสียงข้างมาก
300 ที่นั่งของ “นายใหญ่” มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลัง “ทักษิณ”
เช่นเดียวกัน อีกฝ่ายก็คิดแบบมโนได้เหมือนกัน ตามหน้าไพ่ที่ถือแต้มรอง ถ้า “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะฐานต้นทุน 250 ส.ว.หนุน
ตามกติการัฐธรรมนูญ นายกฯรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีสิทธิ์ยุบสภา
เลือกตั้งกันใหม่แล้วก็มาจัดตั้งรัฐบาล เลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียง 250 ส.ว.เป็นฐานช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ
“ลุงตู่” ยุบสภา เลือกตั้งได้ไม่จำกัดครั้งในห้วงจังหวะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี
เลือกแล้วแพ้ แพ้แล้วก็เลือกอีก
จนกว่า “ทักษิณ” หมดแรงข้าวต้มไปเอง.

ทีมข่าวการเมือง

เสธ.แมว ชี้ เกมทุบพรรคทหาร ชู พท.ทัพหลวง ควบรวมซีกปชต.ทะลุ 280 เสียงแน่

เสธ.แมว ชี้ เกมทุบพรรคทหาร ชู พท.ทัพหลวง ควบรวมซีกปชต.ทะลุ 280 เสียงแน่





พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร

“พธ.-พ.พ.ช.” แค่ถังดับเพลิง – เสธ.แมว ชี้ เกมทุบพรรคทหาร ชู พท.ทัพหลวง ควบรวมซีกปชต.ทะลุ 280 เสียงแน่ เชื่อ “ภท.-ชทพ.” พร้อมทิ้งพปชร.ร่วมตั้งรบ.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กระแสการตั้งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ว่า ยังคงเป็นกระแสข่าวไม่เป็นทางการ เบื้องต้นยุทธศาสตร์ยังคงมุ่งเน้นโดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนกลางของพรรคในซีกประชาธิปไตย ตรงกันข้ามกับพรรคทหาร ที่คาดกันว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่วนพรรคเพื่อธรรม(พธ.) และพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) นั้น เกิดจากหลักคิดเพื่อใช้ตอบโจทย์บัตรใบเดียว ที่คาดว่าทุก 70,000 เสียง เท่ากับส.ส. 1 คน สำหรับส.ส.บัญชีรายชื่อที่มีดีเด่นดังของพรรคเพื่อไทย ในการต่อต้านเผด็จการทหาร การนำเสนอเพื่อไทย เพื่อธรรม และเพื่อชาติ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นเพื่อการสร้างการรับรู้ให้ความเข้าตรงกันว่า พรรคเหล่านี้ คือ แนวร่วมของฝ่ายประชาธิปไตย

“สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ พรรคเพื่อไทย จะยังคงเป็นหลัก ส่วนพรรคเพื่อธรรมจะเปรียบเสมือน ถังดับเพลิงสีแดง เผื่อเกิดวิกฤตฉุกเฉินอุบัติเหตุทางการเมือง เช่น พรรคเพื่อไทยถูกยุบ ซึ่งตามทิศทางข่าวตอนนี้ ก็จะพบว่าเริ่มมีกระแสการดำเนินคดีกับอดีตส.ส.เพิ่มเติมแล้ว ด้านพรรคเพื่อชาตินั้น เกิดจากปฏิสัมพันธ์จากแนวร่วมการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.เป็นสำคัญ บทสรุป ณ ตอนนี้พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นทัพหลวง อีกมุมหนึ่งคือ การจะใช้เทคนิคให้อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไปพรรคเพื่อธรรมนั้น จะต้องรอผลการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะทำการเอ็กเรย์รายเขตทั้ง 350 เขตโดยละเอียด ว่า มีโอกาสชนะแบบแบ่งเขตแล้วเท่าไร” พล.ท.ภราดรกล่าว


พล.ท.ภราดร กล่าวอีกว่า ในทางคณิตศาตร์การเมืองของการเลือกตั้งแบบนี้ มากที่สุดที่พรรคการเมืองพึงได้คือ 250 ส.ส. ต้องยอมรับว่า ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก แต่ในทางทฤษฎีก็ยังเห็นความเป็นไปได้อยู่ โดยไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงถึงกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ เพื่อมากำหนดจำนวนที่ส.ส.พึงมี เช่น มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 30 ล้านคน การจะได้สัดส่วนส.ส.ที่พรรคหนึ่งพึงมี ต้องได้เสียงรวมกันทั้งประเทศที่ 15 ล้านเสียง แต่หากพรคคเพื่อไทย มุ่งเน้นไปยังส.ส.เขตเป็นหลัก โดยวางเป้าหมายไปที่ 250 เขต จากทั้งหมด 350 เขต ประเมินว่าเสียงที่ชนะแบบเขตอยู่ที่ 50,000 คะแนนนั้น ก็จะพบว่า การจะได้กึ่งหนึ่งหรือ 250 เสียงของส.ส.นั้น เพียง 12.5 ล้านเสียง ก็จะเห็นว่านี่คือความเป็นไปได้ ซึ่งต้องรอเอกซเรย์รายเขตอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งเมื่อกกต.แบ่งเขต 350 แห่ง เสร็จเรียบร้อย

“หากพรรคเพื่อไทยได้ไม่ถึง 250 เสียง แต่ยังอยู่ในหลักสองร้อยต้นๆ ซัก210-220 เสียง เมื่อผนวกรวมกับพรรคการเมืองที่จุดยืนทางประชาธิปไตยชัดเจน อย่างพรรคประชาชาติและพรรคอนาคตใหม่ ให้ถึงราว 280 เสียง ก็เชื่อว่าเพียงพอจะทำให้พรรคขนาดกลางอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) และพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ที่คาดหมายว่าจะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล มาเข้าร่วมกับซีกประชาธิปไตยได้อย่างแน่นอน เพราะทั้งชทพ.และภท.เอง ทุกคนต่างก็รู้ว่ามีจุดยืนในการฟังเสียงประชาชน เมื่อซีกประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมมีส.ส.ยืนพื้นได้หลัก 280 เสียง ก็เชื่อว่าพรรคกลางจะฟังเสียงประชาชน กลายเป็นกระแสกดดัน 250 ส.ว.ที่คสช.แต่งตั้ง ไม่กล้าดึงดันเลือกคนจากพรรคทหารมาเป็นนายกฯแน่นอน เพราะถ้าตั้งรัฐบาลโดยมีเพียง 126 เสียงส.ส.นั้น ไปไม่รอดแน่นอน” อดีตเลขาสมช.กล่าว
////
(ข้อมูล)
พรรคสามเพื่อ
(10/10/61)
อดีตเลขาฯ สมช. ชี้ยุทธศาสตร์สู้ศึกเลือกตั้ง 'พรรค 3 เพื่อ' ผนึกกำลังสู้ศึกเลือกตั้งกับฝ่ายเผด็จการ ยอมรับ 'เพื่อชาติ' สายสัมพันธ์เสื้อแดง ตั้ง 3 พรรคป้องกันอุบัติเหตุ
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสมาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสมาชิกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การสู้ศึกเลือกตั้งผ่านพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม และพรรคเพื่อชาติ มีความจำเป็น เพราะหากย้อนรอยประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่า มีเหตุให้ยุบพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน มาแล้ว ประกอบกับกติกาอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายลูก ก็ส่อว่าจะเกิดอุบัติเหตุ จนนำไปสู่การยุบพรรคอีกเมื่อไรก็ได้
ดังนั้น ในแง่หนึ่งของพรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม และเพื่อชาติ ก็สะท้อนความหลากหลายของพวกพ้อง ที่แต่ละกลุ่มต่างมีมวลสมาชิกที่สนใจอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นการชดเชยจำนวน ส.ส.ที่อาจจะได้จำนวนลดลง เนื่องจากการเลือกตั้งแบบใหม่ ที่เมื่อได้จำนวน ส.ส.เขต มากกว่าจำนวนรวมที่ ส.ส.พึงมีแล้วจะไม่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า พรรคเพื่อชาติเองก็มีกระแสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้ง 3 พรรคนี้ มีจุดร่วมทางความคิดและอุดมการณ์ชัดเจน ในเฉดเดียวกัน เพื่อทำให้เห็นว่า นี่คือซีกของประชาธิปไตยในการเลือกตั้งครั้งสำคัญต้นปี 2562 ที่จะชี้ชัดว่า สังคมไทยจะเลือกอยู่กับ ระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ส่วนการแถลงเปิดตัวเครือข่ายเพื่อจับตาการเลือกตั้งนั้น เห็นด้วย เพราะสิ่งเดียวที่ซีกประชาธิปไตยไม่มั่นใจ การเลือกตั้งที่ไม่เสรีและเป็นธรรม

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ความมั่นใจในชัยชนะของ ‘ทักษิณ’ ผกผันวันเลือกตั้ง

ความมั่นใจในชัยชนะของ ‘ทักษิณ’ ผกผันวันเลือกตั้ง



ตอกย้ำคำเดิมทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ของ ”นายใหญ่” แห่งพรรคเพื่อไทย นายทักษิณ ชินวัตร ว่าจะชนะการเลือกตั้ง
ล่าสุด ประกาศผ่านสื่อญี่ปุ่นที่ฮ่องกงด้วยความเชื่อมั่นว่า ช่วงการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคม ปี 2562 พรรคภายใต้เครือข่ายของตัวเองจะได้รับเลือกตั้งและได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
นั่นคือจำนวน ส.ส.เกิน 250 ที่นั่ง
เป็นไปตามสูตร ”รวมกันแพ้ แยกกันชนะ” ที่กำลังเดินอยู่ขนาดนี้
นั่นคือ เพื่อไทย มีพรรคการเมืองที่แตกเซลล์ออกมา มี เพื่อธรรม, เพื่อชาติ และล่าสุด พลังไทยรักษาชาติ
นอกนั้นมีพรรคถือเป็นพันธมิตร อาทิ พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังปวงชนชาวไทย พรรคเสรีรวมไทย
หากข้อมูล ”คนแดนไกล” คาดการณ์ไว้เออเร่อ
ชนะเลือกตั้งได้ไม่ถึง 250 เสียง แต่มาอันดับ 1 ด้วยคะแนน 210-230 อาจร่วมพรรคที่เป็นพันธมิตร มีจุดยืนคล้ายกัน อย่างพรรคประชาชาติ และพรรคอนาคตใหม่
แล้วผนวกกับพรรคขนาดกลางที่มีนโยบายเหยียบเรือสองแคมทางการเมือง เป็นมิตรกับทุกฝ่าย จะสวิงไปรวม “พรรคเพื่อไทย” หรือ “ท็อปบูท” ก็ได้
ถ้า 2 พรรคนี้มาร่วมจับขั้วทางการเมือง เพื่อไทยน่าจะได้ถึง 280 เสียง
“เสธฯแมว” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สมาชิก พท. วิเคราะห์แบบฟันธงว่า
“พรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่คาดหมายว่าจะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล มาเข้าร่วมกับซีกประชาธิปไตย (พท.) ได้อย่างแน่นอน

เพราะทั้งชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ทุกคนต่างก็รู้ว่ามีจุดยืนในการฟังเสียงประชาชน เมื่อซีกประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรม มี ส.ส.ยืนพื้นได้หลัก 280 เสียง เชื่อว่าพรรคขนาดกลางจะฟังเสียงประชาชน
กลายเป็นกระแสกดดัน 250 ส.ว.ที่ คสช.แต่งตั้ง ไม่กล้าดึงดันเลือกคนจากพรรคทหารมาเป็นนายกฯแน่นอน เพราะถ้าตั้งรัฐบาลโดยมีเพียง 126 เสียง ส.ส.นั้น ไปไม่รอดแน่นอน”
ยิ่งคืนวันผ่านไป “นายใหญ่” แห่งเพื่อไทยมีความมั่นใจแค่ไหน โรดแมปวันเลือกตั้งที่ คสช.กำหนดไว้ 24 กุมภาพันธ์ 2562 เริ่มไม่แน่นอน
แม้นล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ “พี่ใหญ่” แห่ง คสช.จะออกมาย้ำว่า 24 กุมภาฯ 62 หย่อนบัตรวันนี้แน่
แต่ถ้าฟังเสียงของหัวหน้า คสช. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดปลายเปิดตลอด เช่น “ยังคงยืนยันว่าการเลือกตั้งจะเป็นในเดือนกุมภาพันธ์ 62 ไปก่อน ตามที่เคยพูดไว้ แต่ถ้าทำไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที …”
ยิ่งวันก่อน “บิ๊กตู่” ระบุระหว่างการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรนอร์เวย์ โดยคาดว่า จะจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2562
ยิ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ได้จริงหรือไม่
“หมอเลี้ยบ” นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตบิ๊กเนม “ไทยรักไทย” สวนว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งคร่อมวันสงกรานต์จึงควรหลีกเลี่ยง เพราะจะเกิดความโกลาหลที่ไม่อาจคำนวณได้
ทบทวนการเลือกตั้ง 27 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า มีการหาเสียงคร่อมวันสงกรานต์เพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือการเลือกตั้งวันที่ 22 เมษายน 2522 และวันที่ 18 เมษายน 2526 ซึ่งเป็นยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ
ฉะนั้น เวลานี้มองเห็น “หนทาง” ที่จะอ้างเลื่อนเลือกตั้ง โดยหา “เหตุ” กลบเกลื่อน ที่มีคนกล่าวถึงดวงดาว “ผู้มีอำนาจ” ถ้าเลือกตั้งก่อนกรกฎาคมแพ้แน่ คือการให้กลุ่มการเมืองที่ขอจัดตั้ง กกต.เป็นพรรคการเมืองยังไม่เรียบร้อยทั้งหลายนั้น ขอให้ คสช.ร่วมกับ กกต.ประกาศให้เลื่อนเลือกตั้งเป็น 5 พฤษภาคม โดยอ้างว่า ไม่เช่นนั้นพรรคการเมืองใหม่น่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งไม่ทันถึงร้อยละ 50
ดังนั้น ยิ่ง “ทักษิณ” ประกาศมีชัยชนะเหนือพรรคใดๆ วันหย่อนบัตรเลือกตั้งมีแนวโน้มเลื่อนออกไป เป็นเรื่องที่ผกผันกัน

พื้นฐานมั่นใจที่ต่างกัน


ฉากการเมืองเดินมาถึงช็อตชิลๆ
อารมณ์แบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินจูงมือ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ปลูกต้นพะยูง เนื่องในวันปลูกต้นไม้ประจำปีของชาติ ฮัมเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” อย่างสบายอุรา
สะท้อนอาการเบอร์ต้นๆของรัฐบาล คสช.อยู่ในห้วงผ่อนคลาย
กระแสตื่น “ปฏิวัติ” จางไป ตามน้ำเสียงนุ่มๆของ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่พูดจาเชิงเหตุเชิงผลเทียบสถานการณ์ให้คนเข้าใจง่ายๆ หากย้อนไปเมื่อช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยทุกคนได้เห็นว่า ใน 4 ปีนี้เป็น 4 ปีที่มีแต่ความสงบ ไม่มีการเดินขบวนประท้วงจนทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดปัญหา คนไทยก็อยู่อย่างมีความสุข ทำมาหากินอย่างปกติ การติดต่อค้าขาย เศรษฐกิจไปได้ด้วยดี กฎหมายมีการบังคับใช้ ทุกคนเคารพกฎหมาย ถือว่าสังคมอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีอะไรต้องกังวล
ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้คนไทยต้องกังวล ยังมีหนทางอื่นที่ใช้มากกว่าหนทางรัฐประหาร
“ภาษาท็อปบูต” พูดโทนเสียงเรียบๆ ก็ไม่เห็นต้องตื่นเต้นอะไร
ในจังหวะเบื้องหน้าที่เห็นๆกันอยู่ว่าสถานการณ์กำลังเดินตามโรดแม็ป
ล่าสุด “บิ๊กป้อม” ย้ำออกอากาศชัดถ้อยชัดคำอีกครั้ง “เลือกตั้ง เลือกแน่นอน 24 กุมภาพันธ์ 62”
ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่สอดคล้องต่อเนื่องกับจุดไฮไลต์ที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยกับสื่อมวลชนระหว่างร่วมคณะ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มีผู้นำมากกว่า 11 ประเทศที่มีความประสงค์จะพบหารือกับผู้นำไทย
เหตุเพราะนานาประเทศรับรู้ว่า โอกาสที่นายกฯจะกลับมาอีกก็มี
ใครๆก็อยากจะพูดคุยกับผู้ที่อาจจะเป็นผู้นำคนต่อไปของประเทศไทย
ทั้งช็อตของนายดอน ทั้งคิวของ พล.อ.ประวิตร จับไต๋ ประเมินปฏิกิริยาของฝั่งรัฐบาลที่หงายไพ่กันออกมา มันบ่งบอกระดับความมั่นอกมั่นใจ ในกระบวนการตีตั๋วไปต่อหลังเลือกตั้งของ “นายกฯลุงตู่”
คนที่ถืออำนาจชัวร์ๆอยู่ในมือ พร้อมปล่อยคิวไปวัดกันในสนามเลือกตั้ง
นี่แหละคือจังหวะของฝ่ายที่มั่นใจใน “แต้มต่อ”
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ของจริงที่รัฐบาลกุมสภาพได้เป็นส่วนใหญ่ทั้งเรื่องของอำนาจ เครื่องไม้เครื่องมือ ไปยันเนื้องานในเชิงปฏิบัติที่สัมผัสแตะต้องได้
แม้แต่เซอร์ไพรส์ล่าสุด “สวนดุสิตโพล” เปิดตัวเลขประชาชนถึงร้อยละ 89 ชื่นชอบพอใจการเดินหน้าสะสางปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล คสช.โดยให้คะแนน พล.อ.ประวิตร 9.8 เต็ม 10
อารมณ์เรื่องหนี้ของคนยากคนจน ใครไม่เป็นหนี้ไม่รู้
ที่แน่ๆมันติดหูติดตา ใครช่วยให้ลืมตาอ้าปากได้ คนจนจำขึ้นใจก็แล้วกัน
มันคือ “คะแนนดิบ” ทีม “ลุงตู่” ที่หักมุมกับเกมแห่กระแสต้านทหาร
โดยสถานการณ์เทียบกับความมั่นใจในลีลา“ตีเช็ก”ด้วยปากเปล่า ตามปรากฏการณ์แบบที่ “แม่ทัพพลัดถิ่น” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น
ฟันธง การปกครองโดยทหารใกล้ถึงจุดจบ
มั่นใจฝ่ายประชาธิปไตยเครือข่ายของตัวเองได้ที่นั่งในสภาฯมากกว่า 300 ที่นั่ง รัฐบาล “ลุงตู่” จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถผ่านงบประมาณและยังต้องเจอกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
รัฐบาลจะล่มภายในไม่กี่สัปดาห์
“ทักษิณ” เร่งเครื่องเบิ้ลกระแส เปิดเกมเขย่าขวัญด้วยตัวเลขมโนลอยๆ
แต่ในเชิงปฏิบัติมันยังขัดๆกันอยู่กับบริบทการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภายใต้เงื่อนไขการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสมตามรัฐธรรมนูญใหม่
เกมยากแบบที่พรรคเพื่อไทยต้องแตกค่าย รบแบบกองโจร แยกกันเดินรวมกันตี
แต่แฝงไปด้วยรอยแตกจริงจาก “สนิมเนื้อใน”
ขนาดลูกทีมยังมึน กองเชียร์สับสน ถึงวันเลือกตั้งจะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ขนาดนั้นเลยหรือไม่
ยี่ห้อ “ทักษิณ” อยู่ในภาวะลอยๆกับกระแส “บุญเก่า”
เอาเป็นว่า ณ วันนี้ ชัดเจนแค่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง คือแม่ทัพ “นอมินี” ภาค 3 ตามฉากที่ได้รับธงไปเปิดตัวฐานเชียงใหม่ เมืองหลวง “ทักษิณ”
และก็ชัวร์ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ไม่ร่วมวงสังฆกรรมด้วย แม้แต่ปรากฏกายร่วมงาน
อาการ “ศึกเจ๊” เครื่องรวนตั้งแต่ออกสตาร์ตเลย.
ทีมข่าวการเมือง