PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

วันเลือกตั้ง: รัฐบาล-กกต. ยืนยันกำหนดเดิม 24 ก.พ. 2562

วันเลือกตั้ง: รัฐบาล-กกต. ยืนยันกำหนดเดิม 24 ก.พ. 2562

Image copyrightAFP/GETTY IMAGES
ภายหลังมีพระราชโองการโปรดเกล้า ฯ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. รองนายกรัฐมนตรี ทั้ง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายวิษณุ เครืองาม และเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่างออกมายืนยันว่าวันเลือกตั้งยังเป็นกำหนดเดิม 24 ก.พ.62
พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. แถลงในวันนี้ ว่า เงื่อนเวลาการเลือกตั้งจะเริ่มนับ 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. ดังนั้น กรอบเวลาของวันจัดเลือกตั้งจะอยู่ระหว่างวันที่ 10 ธ.ค. 2561 ไปจนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562
เลขาธิการ กกต. ระบุว่า กกต.ยังยึดตุ๊กตาจัดเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำนักงาน กกต.สามารถจัดขั้นตอนต่าง ๆ ได้ เนื่องจากมีหน่วยเลือกตั้งถึง 90,000 หน่วยทั่วประเทศที่ต้องเตรียมความพร้อม
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยประกาศวันเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562
ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ราชกิจจานุเบกษา เพิ่งเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้า ฯ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ว่ายังไม่ตอบรายละเอียดเรื่องการคลายล็อกพรรคการเมือง ต้องรอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. นัดประชุมก่อน
ส่วนกำหนดวันเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตร ได้ระบุว่ายืนยันมาหลายครั้งแล้วว่าจะเกิดขึ้นภายในวันที่ 24 ก.พ. 2562 อย่างแน่นอน
Image copyrightAFP/GETTY IMAGES
เช่นเดียวกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ตอบผู้สื่อข่าวว่ากรอบเวลาเลือกตั้งขณะนี้ยังเป็นวันที่ 24 ก.พ.62 "ขณะนี้ยังไม่เคยมีใครพูดเป็นอย่างอื่น" ก่อนระบุถึง กรณีที่ฝ่ายการเมืองเคยออกมาวิจารณ์ว่ากรอบเวลาหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้น้อยเกินไป นายวิษณุ กล่าวว่า "กรอบเวลาหาเสียงครั้งนี้ถือว่านานที่สุดที่เคยมีในประเทศไทย"
นายวิษณุ อธิบายว่า แม้ก่อนหน้านี้ที่ประเทศไทยกำหนดให้เลือกตั้งภายใน 90 วันหลังยุบสภา แต่ต้องรอเงื่อนเวลาการออก พ.ร.ฎ. การเลือกตั้ง และกระบวนการรับสมัครไปจนถึงหาเสียง จึงทำให้แม้ฟังดูเหมือนจะนาน แต่ยังไม่สามารถเลือกได้ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างกรอบเวลา 90 วัน ก่อนที่ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะมีผลบังคับใช้พรรคการเมืองยังไม่สามารถทำกิจกรรมตามกฎหมายดังกล่าวได้ จะต้องรอให้มีคำสั่ง คสช.ที่จะออกมาเพื่อคลายล็อกให้ทำกิจกรรมบางอย่างก่อน
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นหน่วยงานสำคัญตามกฎหมายในการตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) สองฉบับสุดท้ายลงราชกิจจานุเบกษา คือ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ.ศ. 2561 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ. 2561
สำหรับ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้มีผลใช้บังคับใช้ในอีก 90 วันข้างหน้านับแต่วันประกาศลงราชกิจจานุเบกษา หรือตรงกับวันที่ 12 ธ.ค. โดยการเลือกตั้งทั่วไปจะต้องเกิดขึ้นภายใน 150 วันนับจากวันดังกล่าว
ร่างปฏิทินเลือกตั้ง ส.ส.
  • 12 ก.ย. - พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • 23 ก.ย. - ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้
  • 26 ก.ย. - กกต. ออกร่างประกาศเขตเลือกตั้งและจำนวน ส.ส. (จากนั้นจะให้พรรคเสนอความเห็น)
  • 13 พ.ย. - กกต. ออกประกาศเขตเลือกตั้ง/จำนวนประชากร/พรรคเริ่มเข้าสู่กระบวนการไพร์มารี
  • 11 ธ.ค. - พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้กฎหมาย
  • 19 ธ.ค. - ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้
  • 20 ธ.ค. - ครม. พิจารณาร่าง พ.ร.ฏ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
  • 31 ธ.ค. ประกาศ พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
  • 24 ก.พ. 62 วันเลือกตั้ง
ที่มา: เลขาธิการ กกต. / บีบีซีไทยปรับปรุงจากปฏิทินเลือกตั้ง(เบื้องต้น) ของ กกต. ที่เผยแพร่ในที่ประชุมของสำนักงาน กกต.
พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. มีเนื้อหาทั้งสิ้น 178 มาตรา โดยถือเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำระบบเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" มาใช้ โดยให้ประชาชนเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต 350 เขต และนำคะแนนผู้สมัคร ส.ส. ทั้งประเทศของพรรคนั้น ๆ ไปคำนวณสัดส่วนจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อรวม 150 คน นอกจากนี้ยังกำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีพรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อแล้วประกาศให้ประชาชนรับทราบเป็นการทั่วไป
โปรดเกล้าฯ พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.Image copyrightราชกิจจานุเบกษา
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากไม่ยอมไปใช้สิทธิก็จะถูกตัดสิทธิในการลงสมัคร ส.ส. สมาชิกท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการการเมือง
โดยหีบเลือกตั้งจะเปิดตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ส่วนการนับคะแนนจะเกิดขึ้นที่หน่วยเลือกตั้ง
ส่วน พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จะมีผลใช้บังคับวันถัดจากวันประกาศลงราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่ 13 ก.ย. นั่นเอง มีเนื้อหารวม 99 มาตรา โดยกำหนดให้ ส.ว. มีทั้งสิ้น 200 คน แต่เฉพาะในวาระเริ่มแรก 5 ปี กำหนดให้มี ส.ว. 250 คนจะมีที่มาจาก 3 ช่องทางคือ 1. มาจากการสรรหาของ คสช. จำนวน 194 คน 2. ผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็น ส.ว. โดยตำแหน่ง จำนวน 6 คน และ 3. การเลือกตั้งโดยกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งจะมาจากการเลือกตั้ง 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จำนวน 200 คนก่อนส่งรายชื่อให้ คสช. คัดเลือกขั้นสุดท้ายเหลือ 50 คน
ตามปฏิทินเบื้องต้นของ กกต. คาดการณ์ว่า ครม. จะพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฏ.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ในวันที่ 15 พ.ย. ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยประเมินว่าจะจัดการเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ว. ระดับอำเภอได้ในวันที่ 30 ธ.ค. ระดับจังหวัดในวันที่ 6 ม.ค. 62 และระดับประเทศในวันที่ 16 ม.ค. 62
ที่มา: ฺบีบีซี.ไทย
https://www.bbc.com/thai/thailand-45493498

ปฏิทินการเมืองเลือกตั้ง2562

'วิษณุ' กางปฏิทินเลือกตั้งให้ ครม. เตรียมการแล้ว เริ่มใช้ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 11 ธ.ค. ส่อขยับปลดล็อกหลังประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ยันคำเดิม! เลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 ได้ ครม.ใหม่ ภายใน มิ.ย.

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงปฏิทินการทำงานของรัฐบาลในการเลือกตั้ง ว่า หลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธ.ค. 2561 จะเริ่มนับกำหนดเวลาให้ต้องจัดเลือกตั้ง ส.ส. ให้เสร็จภายใน 150 วัน คือ ไม่เกินวันที่ 9 พ.ค. 2562 ซึ่งจากการหารือกับ กกต. แล้วเห็นว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ วันที่ 24 ก.พ. 2562




โดยวันที่ 16-27 ธ.ค. 2561 กกต. จัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับอำเภอ ก่อนเข้าสู่การเลือกระดับจังหวัด ต่อด้วยการเลือกระดับประเทศ ให้ได้ 200 คน แล้วส่งต่อให้ คสช. เลือกตัวจริง 50 คน และตัวสำรอง 50 คน ซึ่งระหว่างนี้ คสช. ตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. 9-12 คน เพื่อเตรียมการคัดเลือก ส.ว. ในส่วน 194 รายชื่อ

ขณะเดียวกันจะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่ง กกต. เป็นผู้ยกร่างและเสนอต่อรัฐบาล เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป และเมื่อมี พ.ร.ฏ.ดังกล่าว ออกมาแล้ววันใด ภายใน 5 วันหลังจากประกาศใช้ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง ให้ กกต. ออกประกาศยืนยันวันเลือกตั้ง ประกาศเขตเลือกตั้ง และจำนวน ส.ส. ในแต่ละเขต และภายใน 25 วัน หลังจากมี พ.ร.ฎ.นี้ ให้มีการประกาศวันรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และพรรคการเมืองต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะเข้ารับการเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีให้ กกต. รับทราบ

จากนั้นจะไปสู่การปลดล็อกคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 57/2557 ประกาศ คสช. ฉบับที่ 3/2558 และการห้ามหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้เริ่มการทำกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ได้ หาเสียงเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ วันที่ 28 ธ.ค. เป็นวันสุดท้ายของการส่งร่าง พ.ร.บ. ให้ สนช. พิจารณา

ส่วนการเลือก ส.ว. นั้น ในวันที่ 2 ม.ค. กกต. ส่งรายชื่อผู้เข้ารอบการคัดเลือก ส.ว. จำนวน 200 คน ให้ คสช. คัดเลือกเหลือ 50 คน และสำรอง 50 คน

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า สำหรับเดือน ก.พ. 2562 ในวันที่ 9 ก.พ. 2562 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ต้องส่งรายชื่อผู้เข้ารอบการคัดเลือก ส.ว. ทั้งหมด 400 คน ให้ คสช. คัดเหลือ 194 คน สำรอง 50 คน และมี ส.ว. ที่มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยตำแหน่ง 6 คน

วันที่ 15 ก.พ. สนช. จะหยุดการพิจารณาร่างกฎหมายทั้งหมด ยกเว้น ถ้ามีความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายใด รัฐบาลจะใช้อำนาจออกกฎหมายนั้นเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้ออกเป็นคำสั่ง คสช. และในวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะมีการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศ 500 คน

สำหรับเดือน มี.ค. 2562 เป็นช่วงที่ กกต. พิจารณาข้อร้องเรียน การให้ใบเหลือง-ใบแดงในการเลือกตั้ง

ขณะที่ เดือน เม.ย. 2562 นั้น กกต. ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ภายในวันที่ 24 เม.ย. 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายตามที่กฎหมายกำหนดกรอบเวลา 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง แต่ถ้ายังได้ ส.ส. ไม่ครบจำนวน ให้ประกาศผลไปก่อน แล้วสามารถยกเลิกในภายหลังได้ และในวันที่ 27 เม.ย. เป็นวันสุดท้ายที่ คสช. ต้องพิจารณารายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเป็น ส.ว. รวม 250 คน แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

สำหรับเดือน พ.ค. 2562 สนช. จะสิ้นสุดลง 1 วัน ก่อนเสด็จฯ เปิดการประชุมรัฐสภา ซึ่งกำหนดการเสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภาจะสิ้นสุดภายในวันที่ 8 พ.ค. 2562 และเมื่อเสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภาแล้ว จะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ต่อด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว จะต้องจัดตั้ง ครม. ซึ่งรัฐบาลเก่าและ คสช. จะสิ้นสุดลง เมื่อ ครม.ชุดใหม่ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่ คือ ภายในเดือน มิ.ย. 2562

และนับจาก ครม. ถวายสัตย์ปฏิญาณตนไปแล้ว 15 วัน ครม.ชุดใหม่ จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะเริ่มการทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยมีภารกิจในวันที่ 22-23 มิ.ย. 2562 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำอาเซียน

ส่วนการคิดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง มาตรา 173 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. รองนายกฯ กล่าวว่า กำหนดให้เริ่มนับเงินบาทแรกตั้งแต่วันที่มี พ.ร.ฎ.นี้ มีผลใช้บังคับจนถึงวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ หลังจากมี พ.ร.ฏ.ดังกล่าว ออกแล้ว พรรคการเมืองต่าง ๆ จะมีเวลารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 60 วัน ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สำหรับการหารือระหว่าง คสช. จะหารือกับพรรคการเมืองนั้น ตนไม่ทราบว่าจะกำหนดวันใด แต่คาดว่าภายในเดือน พ.ย. นี้ และเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีไม่มีภารกิจเดินทางไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศ

ส่วนการวางตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มีข่าวจะเป็น 1 ใน 3 ชื่อ ที่พรรคการเมืองจะเสนอเป็นนายกฯ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับรัฐมนตรีทั้งหมด เพราะการที่พรรคการเมืองเสนอชื่อนั้น ไม่ได้แปลว่ามีส่วนได้เสียทางการเมือง ไม่เหมือนกับการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะการเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ สามารถเสนอคนนอกพรรคก็ได้ แต่ถ้าเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็จะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ให้คุณหรือให้โทษต่อพรรคใด ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติ ไม่ใช่มาตรฐานที่พิสดารแต่อย่างใด

ส่วนการปฏิบัติตัวของ ครม. ต้องแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.รัฐมนตรี 4 คน ที่ไปเกี่ยวข้องกับการทำงานในฐานะพรรคการเมือง แม้ไม่มีความเสียหายเรื่องของกฎหมาย แต่ต้องดูเรื่องมารยาท โดยให้ระวังเรื่องการใช้เวลาราชการ ทรัพย์สินทางราชการ บุคลากรของรัฐ และสถานที่ทางราชการ ซึ่งต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของพรรคและทางการเมืองที่ไม่ใช่รัฐบาล 2.นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเหมือนที่ผ่านมา โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปเอื้อประโยชน์ให้คุณให้โทษแก่ผู้ใด หรือหวังผลในทางการเมือง

ขณะที่ สถานภาพของรัฐบาลปัจจุบันนั้น จากการที่รัฐบาลหารือกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ เว้นแต่จะมีเหตุใดเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องพ้นไป เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช. และรัฐบาลนี้อยู่แบบมีอำนาจเต็มต่อไป จนกว่ารัฐบาลชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนรับหน้าที่



คสช.ส่งการ์ดเชิญ​ 105 พรรค ปฏิเสธแล้ว​ 10 พรรค​ ชี้ ไม่มาก็ไม่มา แต่อย่าวิจารณ์

คสช.ส่งการ์ดเชิญ​ 105 พรรค ปฏิเสธแล้ว​ 10 พรรค​ ชี้ ไม่มาก็ไม่มา แต่อย่าวิจารณ์



รองโฆษกคสช. เผย​ คสช.ส่งการ์ดเชิญ​ 105 พรรคร่วมถก​ 7​ ธ.ค.​ ปฏิเสธแล้ว​ 10 พรรค​ ชี้​ จะร่วมหรือไม่​ เป็นสิทธิ​ แต่อย่าคอมเมนต์ตอนหลังแล้วกัน
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม​ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษา​ความสงบ​แห่งชาติ​(คสช.)​ เปิดเผยถึงการประชุมแม่น้ำ​ 5 สายกับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธันวาคม​นี้​ ที่สโมสรทหารบก ว่า ขณะนี้ คสช.ได้ส่งการ์ดเชิญไปถึงพรรคการเมืองทั้งหมด 105 พรรค และทราบว่าปฏิเสธมาแล้ว 10 พรรค ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองจะมา หรือไม่มาก็ได้ ถือเป็นสิทธิ และการจัดพูดคุยครั้งนี้​ จัดขึ้นเพื่อทุกคนทุกพรรคที่จะมีส่วนในการเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่ง คสช.ต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามารับฟังข้อมูล และข้อเสนอแนะ ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองว่าการหารือวันที่ 7 ธันวาคม​เป็นเพียงการให้ไปร่วมรับฟังนั้น ตนไม่อยากให้มีการนำข้อมูลในการ์ดเชิญไปตีความ​ เพราะเป็นเพียงข้อมูลและเนื้อหาในการ์ดเชิญ ขณะที่ในเนื้อหาสาระจริงๆ ยังมีข้อปลีกย่อยอีกมาก จึงอยากให้พรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยกัน แต่หากบุคคลใด พรรคการเมืองใดที่ไม่เข้าประชุม ก็จะไม่ได้รับรู้สาระและรายละเอียดในที่ประชุม

“ขออย่าวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ไม่มาก็ไม่มา แต่ขออย่ามาคอมเมนต์ในตอนหลัง เพราะมันเป็นมารยาท และจะไม่กดดันใครให้มาร่วมประชุม คงให้เวลาพรรคการเมืองไปนอนคิดอีก 1 คืน โดยจะรอดูพรุ่งนี้ เพราะการกระทำพรุ่งนี้ อาจไม่เหมือนกับที่พูดไว้เมื่อวาน เพราะเป็นเหตุการณ์ในแต่ละวัน” พ.อ.หญิงศิริจันทร์​กล่าว

ปชป.ทอดไมตรี‘พปชร.’ ‘เฉลิมชัย’ลั่น เอาไว้คุย‘หลัง’เลือกตั้ง

ดีล “บิ๊กป้อม” ยังมีลุ้น “เฉลิมชัย”ยังไม่ปิดประตูตาย พร้อมคุยหลังเลือกตั้ง ขณะ “มาร์ค” เปิดตัวลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ชิงเก้าอี้นายกฯ เสียงแข็งไม่จับมือพปชร. ยัน 7 ธันวาคม ไม่ร่วมวงถกคสช.ส่วน“หญิงหน่อย” เมินหารือเช่นกัน ด้าน“เทพเทือก”บุกวัดอ้อน้อยผนึกกำลัง“อดีตพุทธะฯ”พร้อมคุยแม่น้ำ 5 สาย

ที่สาขาพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)เขตห้วยขวาง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าปชป.เปิดเผยว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)แบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพื่อทำหน้าที่ช่วยสมาชิกพรรครณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศโดยจะเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1

สำหรับกระแสข่าว ปชป.ถูกทาบทามร่วมรัฐบาลสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าพรรคจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยเรื่องขั้วอำนาจสนับสนุนใคร แต่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อีกทั้งแนวทางของ พปชร.ในการบริหารงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การโยกย้ายฝ่ายการเมือง การรวมศูนย์อำนาจ เหล่านี้ที่แสดงออกมา มีแนวทางไม่สอดคล้องกับ ปชป.

ส่วนการประชุมแม่น้ำ 5 สายกับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ปชป.ยืนยันไม่เข้าร่วมประชุม เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะเข้าร่วม เนื่องจากหนังสือเชิญของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ระบุว่า เป็นเพียงการรับฟังการชี้แจงแนวทางการจัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่การร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการเลือกตั้ง ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือไม่ เพราะหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย

‘เฉลิมชัย’ทอดไมตรีคุยหลังเลือกตั้ง

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการ ปชป. เปิดเผยว่า หลายวันที่ผ่านมามีโทรศัพท์เบอร์แปลกโทรเข้ามาจำนวนมาก แต่ยืนยันว่าไม่รับการติดต่อจากบุคคลใด และไม่ได้โทรกลับสำหรับเบอร์แปลก เพราะทิศทางการเมืองไม่ควรแอบคุยล่วงหน้า แต่เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งจะต้องมีการพุดคุยกันแน่นอน โดยรอผลการเลือกตั้งให้ชัดเจนก่อนจึงจะมีการเป้าหมายในการพูดคุย

ขณะนี้ตัวแทนพรรคการเมือง มีเพียงการการคาดเดาล่วงหน้าเท่านั้นว่าจะได้ ส.ส.เท่าใด แต่สิ่งที่คาดอาจจะไม่เป็นตามที่คิด เนื่องจากต้องถามประชาชนว่าต้องการเลือกใครเข้าไปบริหารประเทศด้วยนโยบายอย่างไร สำหรับการพุดคุยระหว่างนักการเมืองด้วยกันส่วนตัวถือเป็นเรื่องปกติของคนที่มีพรรคพวกเพื่อนฝูงทั้งในและนอกพรรค มีการวิเคราะห์ทิศทางสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

“ขณะที่เรื่องของอนาคต การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งมีขั้นตอนวิธีการที่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้”นายเฉลิมชัย ระบุ

สมชัยห่วง4รมต.ถูกดำเนินคดี

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต กกต.โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค ส่วนตัวแสดงความห่วงใยถึงกรณี 4 รัฐมนตรีสังกัดพรรคการเมืองว่า หากไม่ลาออกในช่วงเลือกตั้ง แล้วไปกระทำการใน 4 เรื่อง เช่น บังเอิญไปใช้ทรัพยากรของรัฐที่หมิ่นเหม่ไปในทางหาเสียง หรือไปอนุมัติงบประมาณหรือโครงการใดๆที่มีผลผูกพันรัฐบาลชุดต่อไป หรืออนุมัติงบฉุกเฉินและมีลักษณะเป็นการหาเสียง จะเกิดการฟ้องร้องตีความกันอีกว่าทำได้หรือทำไม่ได้ ยิ่งเป็นเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการจะเกิดความวุ่นวายหากแต่งตั้งแล้วเป็นโมฆะภายหลังกฎหมายไม่ได้บอกให้ลาออก แต่วิญญูชนควรรู้ ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ และยิ่งวิญญูชนยิ่งควรรู้ว่าอะไรควรพูด ไม่ควรพูด” นายสมชัยกล่าว

ชพน.ยินดีเข้าร่วมถก คสช.7ธ.ค.

ด้านนายดล เหตระกูล เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา(ชพน.) กล่าวว่าชพน. ยินดีที่จะไปร่วมพูดคุยในวันที่ 7 ธ.ค.นี้กับคสช. รัฐบาล และกกต.เพราะถือว่าเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือกันในการเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงนี้ และจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อประเทศมาก ถ้ามีความร่วมมือกันจากทุกฝ่าย ช่วยกันทำให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องในทุกส่วนของการเลือกตั้งเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย สุจริต เป็นธรรม ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“พรรคชาติพัฒนา เชื่อว่าจะเป็นโอกาสอันดี ของประเทศไทย ที่จะได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากนานาชาติและนักลงทุนซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยวและจะนำพาประเทศชาติ กลับสู่ประชาธิปไตยและภาวะปกติของบ้านเมืองอีกครั้ง และเราเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วประชาธิปไตยคือ เครื่องมือที่ดีที่สุดในการบริหารและแก้ไขปัญหาต่างๆให้ลุล่วง”

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นการประชุมที่มีความสำคัญมากต่อการเลือกตั้งนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคและพล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก รองหัวหน้าพรรคจะเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเองตามที่ได้รับเชิญมา

‘สุเทพ’ร่วมงานอดีตพุทธอิสระ

เช้าวันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)ประธานคณะทำงานรณรงค์เชิญชวนประชาชนสมัครสมาชิก พรรค รปช.พร้อมด้วยคณะและว่าที่ผู้สมัคร สส.นครปฐม2 คน เดินทางเข้า กราบนายสุวิทย์ทองประเสริฐหรืออดีตหลวงปู่พุทธอิสระที่บริเวณโรงเจหอคุณธรรมฟ้า วัดอ้อน้อย(ธรรมอิสระ)โดยอดีตหลวงปู่พุทธอิสระยังต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน พา นายสุเทพ ชมบริเวณโดยรอบมูลนิธิฯด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทั้งคู่

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีอัญเชิญองค์พระมหาพุทธพิมพ์“ปกเกล้า ปกแผ่นดิน”ขึ้นประดิษฐานบุษบกโลหะแล้ว ทั้งนายสุเทพ พร้อมอดีตหลวงปู่พุทธอิสระจุดธูปสักการะที่บริเวณหน้าโรงเจ พร้อมร่วมทำบุญที่บริเวณปากเทพมังกรประตูสวรรค์ ด้วยหลังเสร็จพิธีทุกอย่างแล้ว

ไร้เงา“ตู่-จตุพร”เข้าร่วมงาน

นายสุเทพได้บอกว่าที่มางานก็เพราะเป็นลูกศิษย์และในชีวิตได้ร่วมทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินกับท่านหลวงปู่ฯ จากนั้นได้เชิญชวนสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะพรรคนี้เป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจสอบถามพูดคุยกับนายสุเทพเป็นจำนวนมากด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าเดิมทีงานครั้งนี้มีกำหนดว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำนปช.จะเดินทางมาร่วมงานด้วยแต่ปรากฏว่าได้แจ้งกับทางวัดมา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ว่าไม่สามารถมาร่วมงานได้

‘สุเทพ’พร้อมร่วมประชุมคสช.

นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ที่คสช.จะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าหารือ ว่า หากได้รับหนังสือเชิญก็จะไปประชุม เราจะร่วมมือกับทางรัฐบาลและคสช.เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เดินพบปะประชาชนพบว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญ นายสุเทพ กล่าวว่า มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจจริง เป็นการรายงานในทางข้อเท็จจริงที่ได้ไปพบมา จุดประสงค์คือเพื่อเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้ให้ความสนใจเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และร่วมมือกันทำอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและยกระดับรายได้ประชาชน ทำให้เศรษฐกิจในภาคประชาชนแข็งแรง

ยอมรับเศรษฐกิจซบมาหลายปี

เมื่อถามว่ามองว่าเศรษฐกิจในช่วง 4-5ปี ที่ซบเซา ผ่านมาเพราะอะไร นายสุเทพ กล่าวว่า จริงๆ แล้วมันเป็นมาหลายปีแล้ว อย่างที่พูด เช่น ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำต่อเนื่อง 8 - 9 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ยางพารา สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นต้นมา ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำต่อเนื่อง ปัญหาใหญ่เลยคือ เรื่องราคาพืชผลทางเกษตร ขายผลผลิตแล้วขาดทุน เขาก็จะไม่มีเงินเหลือติดกระเป๋า กำลังซื้อประชาชนข้างล่างก็ไม่มี ฉะนั้นพ่อค้าแม่ค้า เวลาไปเดินตามจังหวัดต่างๆ พบว่า พ่อค้าแม่ค้าออกมาพูดจาแทนเกษตรกร ว่าขอให้ช่วยเกษตรกรให้ขายสินค้าเกษตรมีราคา มีกำไรบ้าง

อย่าตีความว่าไปตำหนิ คสช.

ส่วนที่มองว่าอาจเป็นเพราะคสช.เข้ามาทำหน้าที่เลยเป็นเช่นนี้ นายสุเทพ กล่าวว่าอย่าไปตีความผิด ตรงไปตรงมา ตนพูดเท่าไรก็เท่านั้น ไม่ได้เจตนาอื่น ตนไม่มีเจตนาที่จะไปตำหนิคสช.หรือรัฐบาล หรือใครต่อใคร ตนมีเจตนาที่จะเรียกร้องว่า บัดนี้ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องผนึกกำลังกันเพื่อช่วยเหลือประชาชน

“สุดารัตน์”จี้‘บิ๊กตู่’ลาออก

ที่โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย(พท.)กล่าวถึงกรณีที่มีความชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะเข้าไปเป็น 1ในรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ควรลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ว่า ยากที่จะพูดเป็นจิตสำนึกของแต่ละคน จะไปตอบแทนไม่ได้ ต้องดูว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาโครงการที่ทุ่มงบประมาณของรัฐเป็นชื่อเดียวกับพรรคการเมือง ขณะเดียวกันยังถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯพรรคดังกล่าวด้วย เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องพิจารณาเอา ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์

ส่วนที่ทางพรรค พปชร.ประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์สามารถทำได้แต่ถ้าพรรค พท.ประกาศก็อาจจะผิดกฎหมายเนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ร่างมาเพื่อเรา ทั้งนี้หลังปลดล็อกกิจกรรมทุกอย่างของพรรคจะชัดเจน รวมถึงตนเองด้วย

“พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าสนใจร่วมพรรคที่มียุทธศาสตร์เหมือนกันนั้น เรื่องนี้จะไม่สอดคล้องได้อย่างไร เพราะทีมงานยังเป็นชื่อเดียวกัน คงสอดคล้องทุกประการ ทั้งรัฐมนตรีที่ทำโครงการประชารัฐ ไปเป็นผู้บริหารพรรคการเมือง งบประมาณแผ่นดินที่เป็นภาษีอากรที่ลงไปในโครงการยังชื่อเดียวกับพรรคการเมือง ดังนั้น จะมีอะไรที่ชัดเจนกว่านี้อีก” คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำ

ประกาศไม่ร่วมวงถก7ธันวาฯ

เมื่อถามว่าในวันที่ 7ธันวาคมที่จะมีการประชุมแม่น้ำ56สายระหว่างกกต.คสช.กับพรรคการเมือง พรรคพท.จะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่าเราพยายามที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ซึ่งตามหลักการนั้นการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต.เมื่อมีการเรียกประชุมทุกครั้งเราก็ไป แต่เราไม่คิดว่ารัฐบาลและ คสช.ซึ่งอยู่ในฐานะที่ตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกฯรวมถึงตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้วจะมาจัดการการเลือกตั้งอีก รวมถึงการใช้มาตรา44อีก มองว่าอะไรที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ไปแล้วจะเกิดประโยชน์อะไร

ส่วนการที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า พรรคการเมืองไม่เข้าร่วมเพราะไม่อยากเลือกตั้งนั้น พรรค พท.ยืนยันว่าทำตามกติกากฎเกณฑ์อย่างแท้จริง มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ก็ต่อเมื่อปล่อยให้ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระสามารถทำงานได้อย่างอิสระอย่างแท้จริง ไม่สนับสนุนการครอบงำ กกต.จากอำนาจมาตรา 44 ของ คสช. หรือจากรัฐบาล รวมทั้งการครอบงำฝ่ายรัฐบาลในกรมกองของกระทรวงต่างๆ ด้วยอำนาจของรัฐบาล และพรรคการเมืองในนามของรัฐบาล

อ๋อยซัดแผนสืบทอดอำนาจทหาร

ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์แสดงความเห็น กรณีที่ พปชร.เตรียมที่จะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิแดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรค ว่าเมื่อคสช.และรัฐบาลทหารตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้น แล้วพรรคนั้นก็เตรียมเสนอหัวหน้าคสช.เป็นนายกฯ พรรคนั้นก็คือพรรคของคณะรัฐประหารหรือเรียกได้ว่าเป็น “พรรคทหาร” ไม่ว่าจะมีทหารมาร่วมกี่คนก็ตาม เมื่อทำจนชัดเจนเช่นนี้แล้ว การออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่พรรคทหาร จึงเป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้ แบบนี้ความจริงก็เป็นสิทธิเสรีภาพ แต่กกต.จะว่าไงและพรรคอื่นหรือนักการเมืองคนอื่นทำบ้างจะได้มั้ย แต่ก็คงไม่มีนักการเมืองคนไหนเอารูปผู้นำประเทศอื่นมาใช้หาเสียงหรอกนะ

“สมศักดิ์”ลุยภาคเหนือตอนล่าง

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือก พปชร.และคณะเป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานพรรคที่นครสวรรค์ ก โดยมีนายวิริยะ วันทา ว่าที่ผู้สมัครและชาวบ้านกว่า 200คนให้การต้อนรับ จากนั่นเดินทางต่อไปย้งจังหวัดพิจิตร เปิดศูนย์ประสานงานให้นายภูดิท อินสุวรรณ์ ว่าที่ผู้สมัครเขต2 และนายสุรชาติ ศรีบุศกร ว่าที่ผู้สมัครเขต 3 และเดินทางต่อไปเปิดศูนย์ประสานงานให้นายพัฒนปกร ดอนตุ้มไพ ว่าที่ผู้สมัคร พิษณุโลก เขต2

ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่าคสช.ยังไม่เปิดให้หาเสียงซึ่งหาได้แค่สมาชิกจึงอยากมาเชิญชวนให้พี่น้องไปร่วมเป็นสมาชิกพรรคซึ่งกระแสตอบรับดีมาก พร้อมระบุว่า จากประการณ์ทางการเมืองเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีโอกาสง่ายกว่าคนอื่นที่จะเป็น นายกฯอีกสมัย เพราะ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจในการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิภา(ส.ว.)ตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดในบทเฉพาะกาล และส.ว.เป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.

อุตตมนำทีมพรรคพปชร.ร่วมถกแม่น้ำห้าสาย

5 ธ.ค. 61 นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กรณีบางพรรคการเมืองส่งสัญญาณว่าจะไม่เข้าร่วมการประชุมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ เวลา13.00 น. ที่สโมสรกองทัพบกว่า ยังไม่ทราบว่าพรรคไหนปฏิเสธการเข้าร่วมหารือ แต่พรรคพปชร. จะเข้าร่วมการหารืออย่างแน่นอน

นายสุรพร กล่าวว่า สำหรับตัวแทนของพรรคที่จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ได้แก่  นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายวิเชียร เชาวลิต นายทะเบียนสมาชิกพรรค เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อเสนอกับทาง คสช. และ กกต. โดยยืนยันว่าในการหารือครั้งนี้ พรรคจะไม่สร้างเงื่อนไขเพื่อต่อรองใดๆทั้งสิ้น

“พรรคเห็นว่า ประเทศจำเป็นต้องเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในวันที่ 24 ก.พ.62 ตามแนวทางที่กกต.เตรียมการไว้เพื่อให้พัฒนาการประชาธิปไตยไทยได้ก้าวเดินต่อ หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ได้เข้ามาหยุดยั้งวิกฤติของบ้านเมืองเมื่อ 4 ปีก่อน กระทั่งปัจจุบันประเทศมีความสงบสุขเรียบร้อยดี ทุกฝ่ายจึงเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องมีการเลือกตั้งเพื่อแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยให้นานาชาติได้ยอมรับ”นายสุรพร กล่าว

ทั้งนี้ พรรค พปชร. ขอยืนยันจะร่วมกับพี่น้องประชาชนก้าวข้ามความขัดแย้งและสลายสีเสื้อต่างๆเพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนนำพาประเทศไทยและคนไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้ได้

 

'สมศักดิ์'นำพปชร.ลุยเหนือตอนล่าง ฉะ'ยุคแม้ว'ชาวบ้านกู้จนหนี้ล้นกองทุนหมู่บ้าน

5 ธ.ค.61 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า เมื่อเ10.00 น.วันนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ นายภิรมย์ พลวิเศษ และนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช กรรมการฯ ได้เดินทางไปยังจ้งหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐและรับสมัครสมาชิก โดยมีนายวิริยะ วันทา ว่าที่ผู้สมัครและชาวบ้านกว่า 200คนให้การต้อนรับ จากนั่นเดินทางต่อไปย้งจังหวัดพิจิตร เปิดศูนย์ประสานงานให้นายภูดิท อินสุวรรณ์ ว่าที่ผู้สมัครเขต2 และนายสุรชาติ ศรีบุศกร ว่าที่ผู้สมัครเขต3

นายธนกร กล่าวว่า จากนั้นช่วงบ่ายได้เดินทางไปเปิดศูนย์ประสานงานให้นายพัฒนปกร ดอนตุ้มไพ ว่าที่ผู้สมัคร พิษณุโลก เขต2โดยมีประชาชนต้อนรับกว่า1500 คน จากการลงพื้นที่ ประชาชนตอบรับพรรคพลังประชารัฐ กระแสดีมากๆ ทำให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะได้ชัยชนะอย่างแน่อน นอกจากนั้นชาวบ้านฝากขอบคุณพลอ.ประยุทธ ที่ดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พี่น้องคนยากคนจนได้ประโยชน์มากและล่าสุดครม.อนุมัติเพิ่มค่าตอบแทนอสม.จาก600 บาทเป็น1000บาท เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับอสม.ในการช่วยเหลือชาวบ้านอย่างมาก 

ขณะเดียวกัน ระหว่างการลงพื้นที่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้มาในนามคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ เพราะ คสช.ยังไม่เปิดให้หาเสียง ซึ่งหาได้แค่สมาชิก จึงอยากมาเชิญชวนให้พี่น้องไปร่วมเป็นสมาชิกพรรค เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างเช่นที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐมีความตั้งใจทำให้พี่น้องอยู่ดีกินดี ทำคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงนโยบายของ

นายสมศักดิ์ กล่าวว่าที่ผ่านมานโยบายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนใหญ่จะให้กู้จนเวลานี้ชาวบ้านเริ่มเป็นหนี้สะสมในกองทุนหมู่บ้าน จนอยากให้รัฐผ่อนผันด้วยการพักชำระหนี้ แต่พรรคพลังประชารัฐมีแนวคิดสร้างอาชีพเสริม เพื่อประชาชน จะได้มีเงินไปใช้หนี้ โดยเรื่องนี้พรรคพลังประชารัฐ กำลังรวบรวมความเห็นของพี่น้องไปทำนโยบาย เราแตกต่างและเราต้องทำให้สำเร็จ.

หน้าไพ่เลือกตั้งใบแรก

                 "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นคนใช้ภาษาผู้ดีเก่ง!

                นักข่าวถาม......

                "วันที่ ๗ ธันวาจะไปร่วมประชุมพรรคการเมืองตามคำเชิญนายกฯ ประยุทธ์มั้ย?"

                คนพรรคอื่นๆ เช่น เพื่อไทย อนาคตใหม่ เพื่อชาติ เมื่อไม่ไป เขาก็ตอบว่า ไม่ไป

                แต่กับอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ นักข่าวถามเมื่อวาน (๕ ธ.ค.๖๑) ท่านตอบ..........

                "ยังมองไม่ออกว่าจะมีเหตุผลอะไรที่คุยกันตอนนี้"!

                รูปประโยคเก๋

                ฟังแล้ว เข้าใจ-ไม่เข้าใจ ไม่รู้ล่ะ แต่ผู้ดี๊..ผู้ดี รื่นหูจัง!

                ครั้นเมื่อคั้นเอาแก่นความจากประโยคนั้น ตกลง ประชาธิปัตย์จะไปร่วม หรือไม่ไป?

                ไม่รู้.........

                ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ "หัว-ก้อย" ตีความได้ทั้งสองทาง!

                นี่เป็น "พลิ้วศาสตร์" ของนักการเมืองเก๋า ที่นักการเมืองบวชใหม่ตามพรรคต่างๆ ควร "ครูพักลักจำ" ไว้บ้าง

                น่าต่อ-รองกันดู ว่าพรุ่งนี้ ประชาธิปัตย์จะไปหรือไม่ไปร่วมประชุม?

                ตัวอภิสิทธิ์ไปเองหรือไม่ไป ไม่ใช่ประเด็น 

                ที่เป็นประเด็นอยู่ตรงว่า ในนาม "พรรคประชาธิปัตย์" มีใครไปร่วม หรือไม่ยอมสมาคมคบค้ากับพลเอกประยุทธ์เลย?

                ความจริง ที่รัฐบาลนัดพรรคการเมืองทั้งหมดร่วมประชุมนั้น เป็นการนัดหมายมายาวนาน ๔-๕  เดือนแล้วมั้ง

                คือไม่ใช่เพิ่งเชิญ ด้วยเกิดเงื่อนไขใหม่ แรกๆ ก็เห็นแต่ "เพื่อไทย" เท่านั้น ที่ชัดเจนอยู่แล้ว "ไม่ไป"

                สำหรับประชาธิปัตย์ เพิ่งไม่กี่วันนี้ ที่ส่งสัญญาณ "ครึ่งร่วม-ครึ่งรวน" และให้น้ำหนักไปทาง "ไม่ไป"

                เรื่องทำนองนี้ ถ้าพร้อมจะไป มันก็มีเหตุผลเป็นคำตอบในตัวมันเองเยอะแยะ

                แต่เมื่อไม่พอใจจะไป มันก็มีเหตุผลยกขึ้นอ้างได้ร้อยแปดเช่นกัน ป่วยการที่ใครจะไปจับผิด-จับถูกในคำพูดแต่ละครั้ง

                และนั่น สอดคล้องคำตอบจากพลเอกประวิตร "ผู้จัดการรัฐบาล" ซึ่งท่านน้อมสนองว่า

                "ใครอยากมา ก็มา ไม่อยากมา ก็ไม่ต้องมา ไม่เห็นเป็นไรเลย"

                ก็สมน้ำ-สมเนื้อ...........

                ที่ประชาธิปัตย์พูด ก็ถูก 

                และที่พลเอกประวิตรพูด ก็ถูก

                การนัดประชุมพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เป็นเรื่องสังคมการเมืองร่วมสร้างบรรยากาศ "สังคมบริหาร" ให้ประชาชน "ผู้ถูกปกครอง" ได้เห็นความเป็นผู้ "บรรลุนิติภาวะ" ของคณะพรรคที่จะมามีอำนาจนำประเทศ

                สำนึกคน "สังคมนำ" ต่อ "สังคมรวม" ควรจะเป็นเช่นนี้

                การยกประเด็น "เผด็จการ-ประชาธิปไตย" หรือแค้นแอบจิต-พิศวาสออกหน้า 

                หรืออ้าง เลือกตั้งเป็นหน้าที่ กกต. พรรคการเมืองไม่ใช่ไม้ประดับรัฐบาล ฉะนั้น ไม่ไป

                ก็พูดได้-อ้างได้ 

                ก็เหมือนที่ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ และอีกหลายพรรค เรียกร้องให้ ๔ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ลาออก

                ไม่รู้จะอ้างกฎข้อไหนให้เขาต้องลาออก 

                ก็อ้าง "จิตสำนึก"

                ทำนองเดียวกัน การไป-ไม่ไป มันไม่มีกฎกติกาบังคับ หากแต่มันเป็นเรื่อง "จิตสำนึก"!              

                เหมือนได้รับการ์ดเชิญไปงาน เจ้าภาพให้เกียรติเชิญแล้ว จะไป-ไม่ไป เหตุผลเยอะ แต่น้ำหนักแห่งการคิดคำนึงอยู่ที่

                คำว่า "เกียรติ"....

                ที่เขาให้เรา และที่เราให้เขา!

                เห็นคุณอภิสิทธิ์บอกด้วยว่า เลือกตั้งครั้งนี้ จะลงปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ ๑ 

                ผมเนี่ย บอกตรงๆ ตั้งแต่มีสิทธิ์เลือกตั้ง เขตผมใครลง บางทีไม่เคยได้ยินชื่อเลย

                แต่เมื่อพะยี่ห้อประชาธิปัตย์ กากบาททันที!

                เหมือนตัวซวย..ผมน่ะ ในรอบ ๒ ทศวรรษ พรรคที่เลือก ไม่เคยชนะซักที

                อันที่จริง คุณอภิสิทธิ์เข้าการเมืองครั้งแรก ถ้าจำไม่ผิด ปี ๒๕๓๕  ลงสมัครเขตยานนาวา-บางคอแหลม ได้เป็น ส.ส.

                มาถึงรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ให้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คุณอภิสิทธิ์ก็เปิดทางให้คนอื่นลงเขต ตัวเองไปอยู่ปาร์ตี้ลิสต์

                กติการัฐธรรมนูญ ๔๐ ระดับประชาธิปัตย์ ปาร์ตี้ลิสต์ ๑๐-๒๐ คน สบายอยู่แล้ว

                แต่ตามกติการัฐธรรมนูญ ๖๐ ที่จะใช้เลือกกัน ๒๔ กุมภา ๖๒ ด้วยระบบสัดส่วน 

                ได้ ส.ส.มาก อาจ "ไม่ได้" ปาร์ตี้ลิสต์

                ในทางกลับกัน........

                ได้ ส.ส.น้อย "จะได้" ปาร์ตี้ลิสต์!

                ดังนั้น การที่คุณอภิสิทธิ์ประกาศ เที่ยวนี้ลงปาร์ตี้ลิสต์ แสดงว่าประชาธิปัตย์ "มักน้อย"

                ตรงข้าม "เพื่อไทย" การที่แตกพรรคออกไป ๔-๕ พรรค หวังเก็บคะแนนตก นั่นแสดงว่า "มักมาก"

                ที่ว่าประชาธิปัตย์มักน้อย.......

                เพราะคุณอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ในหลักการ หัวหน้าพรรคลงเลือกตั้ง จะต้อง "แพ้ไม่ได้"

                คือต้องชนะ "ได้รับเลือกตั้ง" สถานเดียว!

                ด้วยกติกาใหม่ ถ้าต้องให้มั่นใจ คุณอภิสิทธิ์ลง ส.ส.เขต ด้วยศักดิ์ศรี ได้รับเลือกตั้งแน่

                แต่ลงปาร์ตี้ลิสต์ "ไม่แน่" อาจปิ๋ว

                ตามสูตรที่ผมว่า คือถ้าแฟนๆ เลือกประชาธิปัตย์ถล่มทลาย ได้ ส.ส.เป็นร้อย-สองร้อย 

                เอาแค่ ๑๒ ล้านเสียง เท่าตอนเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ ก็พอ

                นั่นอาจมากเกิน "ส.ส.พึงมีได้" ตามระบบสัดส่วน 

                ซึ่งก็จะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม แม้แต่คนเดียว

                แบบนี้ ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ ๑ คือคุณอภิสิทธิ์ "หลุดสภา" ไปเลย

                เว้นแต่อยู่ในบัญชี "ว่าที่นายกฯ" ของพรรค 

                และได้รับโหวตจาก "รัฐสภา" เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเสียง ๓๗๖ เสียงขึ้นไปเท่านั้น!

                แต่เมื่อคุณอภิสิทธิ์ประกาศว่าลงปาร์ตี้ลิสต์ คำตอบเดียวก็คือ

                พรรคชั่งน้ำหนักลงตัวแล้ว เลือกตั้ง ๒๔ กุมภา ๖๒

                จะได้ ส.ส.น้อย ต่ำกว่าเกณฑ์ "ส.ส.พึงมีได้" แน่นอน

                เหตุนั้น จึงมั่นใจได้ว่า หัวหน้าลงปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ ๑ ชัวร์...ไม่พลาด!

                นี่จึงเป็น "สูตรมักน้อย" ของประชาธิปัตย์ เอาชัวร์ หัวหน้าพรรคไม่หลุดสภาไว้ก่อน

                ส่วนจะเป็นพรรคอันดับ ๑ แกนจัดตั้งรัฐบาล คงไม่หวัง        ยิ่งตำแหน่งนายกฯ ด้วยแล้ว อ่านจากยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีประชาธิปัตย์

                รอบนี้....ขอบายอีกรอบ!

                ตรงข้าม "เพื่อไทย" ทักษิณดีดลูกคิดแล้ว คราวนี้จะกวาด ๓๐๐ ส.ส.ขึ้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเกินกว่า "ส.ส.พึงมีได้" ของพรรคแน่นอน

                การได้ ส.ส.มาก จะทำให้หมดสิทธิ์ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงเกิดสูตร "แตกพรรค" หวังแชร์ปาร์ตี้ลิสต์

                กะกวาดปาร์ตี้ลิสต์จากพรรคบริวาร ไปรวมกับ ส.ส.เขตแล้ว จะได้เป็นที่ ๑ จัดตั้งรัฐบาล 

                นางสาวสุดารัตน์ เป็นนายกฯ ทักษิณบัญชาการ เป็นอำนาจระบอบทักษิณครองเมือง

                ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ คนไหน "ตีตัว-ตีใจ" ออกห่าง ฮึ่ม...มึงตาย กูคิดบัญชีย้อนหน้า-ย้อนหลังพวกมึงแน่ 

                นี่คือ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี "มักมาก" ของพรรคทั้งพวงทักษิณเขา!

                ก็มีคำถามสาธารณะตอนนี้ว่า.......

                ที่ประชาธิปัตย์ "ตีรวน" ทุกดอกกับรัฐบาล ในความหมายพลังประชารัฐ ที่จะเสนอชื่อ "พลเอกประยุทธ์" เป็นว่าที่นายกฯ ของพรรค เป็นพรรคที่ผีไม่เผา-เงาไม่เหยียบ นั้น

                ประชาธิปัตย์ตกลงจะร่วมงานการเมืองกับพรรคตระกูลเพื่อของทักษิณใช่ไหม?

                ตามหน้าไพ่ แต้มมันบอกอย่างนั้น

                แต่ในความเห็นผม โอกาสประชาธิปัตย์ร่วมงานกับพรรคตระกูลเพื่อ เป็นไปได้

                ในนาม "พรรคร่วม" ฝ่ายค้าน!

เอ๊ะยังไง'ภูมิธรรม'บอกเพื่อไทยวางมวยข่าวเกินจริง แต่'หัวเขียง'รับถึงขั้นใช้เท้า-แจ้งความดำเนินคดี

5 ธ.ค.61 -  นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายนวัธ เตาะเจริญสุข อดีตส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ทำร้ายร่างกายนายธนิก มาสีพิทักษ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยว่า ข่าวที่ออกมาเกินเลยความเป็นจริง ตนอยู่ในเหตุการณ์ไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือ เพียงแต่มีปากเสียงกันนิดหน่อยเป็นการตะโกนถามกันเท่านั้น วันดังกล่าวยืนคุยกับนายนวัธ ที่มาสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับผู้สมัครส.ส.เขต 7 ขอนแก่น ที่นายนวัธ เป็นส.ส.เก่า แล้วนายธนิก เดินผ่านมา นายนวัธ เลยตะโกนถามมายุ่งอะไรในเขต 7 ซึ่งตามภาษาผู้ชายจะเสียงดังหน่อย เลยบอกให้ใจเย็นตอนนี้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครส.ส.ของพรรคกำลังให้สมาชิกส่งประวัติแจ้งความประสงค์เข้ามาแล้วจะเริ่มพิจารณาหลังวันที่ 15 ธ.ค. ที่คาดว่าจะมีการปลดล็อกทางการเมืองแล้ว จากนั้นก็ให้นายนวัธ ก็นั่งลงร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับสมาชิกคนอื่น ขณะที่นายธนิกก็เดินออกไป

ขณะที่นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องประชุมที่ชั้น 2 เสร็จแล้วก็เดินทางกลับต่างจังหวัดทันที เลยไม่ได้ขึ้นไปในห้องอาหารชั้น 7 ที่เกิดเหตุด้วย จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ แต่ฟังจากเขาเล่ามาเหตุการณ์เหมือนใช้เท้าแหย่กัน ไม่ถึงขึ้นลงไม้ลงมือกันรุนแรง นายธนิก ไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย แม้จะแจ้งความกันได้ แต่ก็ได้พูดคุยกับนายธนิกแล้วว่าขอให้ทุกอย่างจบๆกันไป นายธนิกเองก็ไม่ถือเป็นคนหน้าใหม่ที่ไหน เป็นอดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่คนพื้นที่และตอนนี้ก็ยังมีบ้านพักใน อ.มัญจาคีรี ซึ่งเป็นอำเภอในเขตเลือกตั้ง และการสรรหาว่าที่ผู้สมัครส.ส.นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการวางตัวบุคคล เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรคจะพิจารณาอย่างรอบด้าน จึงคิดว่าเรื่องนี้จะไม่กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งของสมาชิกพรรค

คสช.ไม่ขวางอยากเลือกตั้งรวมพลเดินคารวะพรรคไม่เอาสืบทอดอำนาจ

5 ธ.ค.61 - แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง  นัดหมายรวมกลุ่มเดินทางไปให้กำลังใจพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่สนับสนุนคสช. ในการแทรกแซงการจัดการเลือกตั้ง ณ ที่ทำการพรรคต่างๆระหว่างวันที่ 6-7 ธ.ค.ว่า ความเคลื่อนไหวหลายๆอย่างของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ผ่านมาเราก็เห็นกันมาตลอดอยู่แล้ว ซึ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติและยังไม่ได้กระทบต่อความมั่นคง ตัวเขาก็รู้ว่าการทำแบบนี้ขัดกับกฎหมายหรือไม่ 

อีกทั้งก็รู้อยู่แล้วว่าในห้วงเวลานี้ได้มีการผ่อนคลายไปบ้าง อะไรที่สามารถทำได้และอะไรที่ทำไม่ได้ก็ต้องระมัดระวัง ทั้งนี้การเคลื่อนไหวดังกล่าว คสช.มองว่าสามารถทำได้ แต่ทุกอย่างที่ดำเนินการต้องไม่กระทบกับความมั่นคงและไม่กระทบกับกฎหมาย ตอนนี้บรรยากาศบ้านเมืองก็กำลังเดินเข้าไปสู่โหมดการเลือกตั้ง คสช.อยากให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบ ไม่กระทบกับความมั่นคง และไม่ผิดกฎหมาย รวมทั้งต้องไม่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน.

ค่าแรงแพง

กกต.คาดการณ์ว่าจะมีผู้สมัครรับลากตั้งเป็น ส.ว.ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 90,000 คน ถึง 1 แสนคน

แต่สุดท้ายมีผู้สนใจยื่นใบสมัคร ส.ว.รวมทั้งสิ้นเพียง 7,210 คน

ต่ำกว่าที่ กกต.ประเมินไว้ถึง 82,790 คน

หรือต่ำกว่าที่ กกต.ตั้งเป้าไว้ 1,200 เปอร์เซ็นต์

บางอำเภอไม่มีผู้ไปยื่นใบสมัคร ส.ว.แม้แต่คนเดียว

งานกร่อยเป็นแกงจืดลืมใส่น้ำปลา

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. แถลงว่าในจำนวนผู้ยื่นใบสมัครเป็น ส.ว.ลากตั้ง 7,210 คน เป็นผู้ยื่นใบสมัครด้วยตัวเอง 6,705 คน และสมัครในนามองค์กรมูลนิธิสมาคมอีก 505 คน

แยกเป็นชาย 5,315 คน และหญิง 1,896 คน

กลุ่มสาขาอาชีพเกษตรกรรมมีผู้สมัครมากที่สุดคือ 1,452 คน

รองลงมาคือกลุ่มสาขาอาชีพการศึกษา-สาธารณสุข 1,124 คน

กลุ่มภาคประชาสังคม 943 คน และกลุ่มบริหารราชการแผ่นดิน 765 คน

ส่วนกลุ่มสาขาอาชีพอื่นๆที่เหลืออีก 7 กลุ่ม ก็สมัครกันหร็อมแหร็มกลุ่มละไม่กี่ร้อยคน

จังหวัดอุบลราชธานีมีผู้สนใจสมัครเป็น ส.ว.มากที่สุด 431 คน

จังหวัดที่มีผู้สมัครน้อยที่สุดคือจังหวัดชุมพร มีผู้สมัครเพียง 16 คน

“แม่ลูกจันทร์” ไม่แปลกใจที่มีผู้ยื่นใบสมัครเป็น ส.ว.ต่ำกว่าที่ กกต.ตั้งเป้าไว้บานตะไท

เพราะโอกาสที่จะได้เป็น 1 ใน 50 ส.ว.ลากตั้งมันน้อยเหลือเกิน!!

เฉลี่ยผู้สมัคร 144 คน จะบุญหล่นทับตีนบวมได้เป็น ส.ว. 1 คนเท่านั้นเอง

ข้อสำคัญ กติกาลากตั้ง ส.ว.ไม่ได้วัดกันที่คุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถของผู้สมัครแต่ละคน

แต่ให้ผู้สมัครลงคะแนนเลือกกันเอง ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศให้เหลือ 200 คน

จากนั้น คสช.จะเลือกจิ้มให้เหลือ 50 คน

เพื่อเอาไปรวมกับ ส.ว.ที่ คสช.แต่งตั้งโดยตรงอีก 200 คน รวมเป็น 250 คน

ส.ว.ลากตั้งทั้ง 250 คน จะร่วมโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่รวมกับ ส.ส. อีก 500 คน

ฉะนั้นคนที่จะได้เป็น ส.ว.ลากตั้ง จึงต้องเป็นคนที่ คสช.ไว้วางใจว่าจะไม่แหกคอก ไม่เป็นหอกข้างแคร่ทำให้แผนสืบทอดอำนาจเดินหน้าไม่สะดวกโยธิน

นี่คือเหตุผลที่มีผู้ไปยื่นสมัครเป็น ส.ว.ลากตั้งเพียง 7,210 คน น้อยกว่าที่ กกต.ตั้งเป้าจะมีผู้สมัครไม่ต่ำกว่า 90,000 คน

แต่ประเด็นสำคัญที่ “แม่ลูกจันทร์” ต้องยิงคำถามตรงไปที่ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.

คืองบดำเนินการสรรหา ส.ว. 50 คน ที่ กกต.ขอเบิกรัฐบาลถึง 1,300 ล้านบาทมันสูงเว่อร์เกินควร!!

เฉลี่ยเท่ากับ กกต.ถลุงเงินภาษีประชาชนถึง 26 ล้านบาท ต่อ ส.ว.ลากตั้ง 1 คน

ทำให้พี่น้องประชาชนที่จ่ายภาษีให้รัฐบาลรู้สึกไม่สบายใจ

“แม่ลูกจันทร์” ขอเรียกร้องประธาน กกต.ออกมาชี้แจง ให้เกิดความ โปร่งใสว่างบดำเนินการ 1,300 ล้านบาท ที่ กกต.ขอเบิกจากรัฐบาลเอาไปจัดสรรใช้จ่ายอย่างไร??

เพราะผู้สมัครเพียง 7,210 คน เลือกกันเอง 3 รอบให้เหลือ 200 คน แล้วส่งให้ คสช.เลือกจิ้มให้เหลือ 50 คน

ใช้งบดำเนินการไม่ถึง 1,300 ล้านบาทแน่นอน!!

เรื่องนี้ กกต.อย่าทำมึน...ต้องชี้แจงให้เคลียร์นะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

ปิดทางรุกฆาต"ลุงตู่"?

เงินกำลังหมุนไปในเทศกาลแห่งความสุข

มติ ครม.นัดล่าสุดมีมติอนุมัติเพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จากเดิม 600 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ครอบคลุม อสม.ทั้งประเทศ 1,039,729 คน

ต่อเนื่องกับคิวก่อนหน้า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 8.69 หมื่นล้านบาท เดินหน้าอัดฉีดมาตรการช่วยคนจน ผู้มีรายได้น้อย เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินช่วยข้าราชการเกษียณและเงินบำเหน็จดำรงชีพ ชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์จัดทำโครงการบ้านล้านหลัง อัดฉีดมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์ม ช่วยพยุงราคายางพารา ฯลฯ

บวกช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ แถมสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพิ่ม 500 บาทในเทศกาลปีใหม่

อานิสงส์ถึงกลุ่มเป้าหมาย 14.5 ล้านคน

ไม่นับคิวที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โชว์ตัวเลข

ผลงานโบแดงผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ข่าวดีเรื่องการจัดการหนี้นอกระบบ ตามไปดำเนินการกับนายทุนเงินกู้โหด นำที่ดินที่ถูกยึดไปโดยไม่เป็นธรรม และมีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิ

เอามาคืนให้กับลูกหนี้ ชาวนา ชาวไร่

รวมที่ดินกว่า 7,000 ไร่ คิดเป็นมูลหนี้มากกว่า 52,000 ล้านบาท

เอาเป็นว่า คาดการณ์ตามจำนวนผู้มีรายได้น้อย 14.5 ล้าน บวกด้วยกลุ่ม อสม.อีกล้านกว่า รวมกับครอบครัวชาวไร่ชาวนาที่ได้คืนที่ดินจากหนี้นอกระบบเรือนหมื่น

บวกลบคูณหารตัวเลขเบื้องต้น 15–16 ล้านคน คิดแบบมักน้อยที่สุด ขอแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับประชาชน 8 ล้านเสียง ที่จะเทแต้มให้รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” เป็นฐานต้นทุน

ตุนหน้าตักให้ “พรรคพลังประชารัฐ”

ทีมหนุน “นายกฯลุงตู่” รุกเก็บคะแนนนิยมได้เป็นกอบเป็นกำ

จากปัจจัยเอื้อในฐานะฝ่ายถืออำนาจรัฐที่ปั่นเนื้องานแลกแต้มแบบสัมผัสจับต้องได้

แต่นั่นก็สวนทางกับจังหวะ “ตั้งรับ” สถานการณ์แรงเสียดทานที่ยกระดับตามอาการ “หมั่นไส้” ของนักการเมืองขาใหญ่เจ้าถิ่น ทั้งยี่ห้อประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ขุมข่าย “นายใหญ่”

ทีม “ลุงตู่” ตกอยู่ในโซนอันตราย “เกมทุบ” ทำลาย “แต้มต่อ”

อ่านไต๋ จับทางได้ง่ายๆตามเหลี่ยมของคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แท็กทีมนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค

ท่องสคริปต์ ตะโกนโห่ไล่ “นายกฯลุงตู่” ไขก๊อก

ไล่บี้ให้แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในฐานะคั่ว “นายกฯบัญชีพรรคพลังประชารัฐ” มีคุณมีโทษกับสถานะผู้นำ เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองคู่แข่งอย่างไม่แฟร์

ยกเป็นเหตุ “ตั้งแง่” ไม่ร่วมวงถกเลือกตั้งกับ “ลุงตู่” และแม่น้ำ 5 สาย

จังหวะเกมไหลแรงและเร็วมาก เกมเขี้ยวนักการเมืองอาชีพรุกไล่หัวหน้า คสช.จากคืบไปศอกจากศอกไปวาแค่ชั่วข้ามวัน ยังไม่ทันปลดล็อกกฎเหล็ก ไม่รอประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

จังหวะถึงเนื้อถึงตัว “นายกฯลุงตู่” โดนรุกฆาตแล้ว

และตามแนวโน้มสถานการณ์ที่เดารูปเกมได้ เงื่อนไขจะผูกโยงกับคิวที่ทีมรัฐมนตรี “4 กุมาร” ของค่ายพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ

ล็อกคิวไว้ จะไขก๊อกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

แน่นอนโดยกระแสทิศทางลม เมื่อทีมรัฐมนตรี 4 กุมารลาออกเมื่อไหร่ เมื่อนั้นน้ำหนักของกระแส “สปิริต” จะกดทับไปที่ “นายกฯลุงตู่” หนักหน่วงรุนแรงกว่านี้อีกหลายเท่า

เดาเกม ทีมงาน “ลุงตู่” อาจต้องดีดลูกคิด ประเมินได้เสียกันใหม่

เหนืออื่นใด กับจังหวะที่มือกฎหมายระดับนายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาการันตี 4 รัฐมนตรีแกนนำพรรคพลังประชารัฐไม่มีความจำเป็นต้องลาออก เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ในบทเฉพาะกาลระบุให้ ครม.อยู่บริหารราชการแผ่นดินจนกว่าจะมี ครม.ใหม่

เรื่องของเรื่อง ย้อนอดีตกลับไปไม่นานนี้ รัฐบาลจากการเลือกตั้งของนักการเมืองก็ไม่เคยมีบรรทัดฐานของการโชว์สปิริต ทั้งยี่ห้อเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ก็ลากจนหยดสุดท้ายยันรัฐบาลรักษาการ

เอาเป็นว่ามาถึงตรงนี้ ทีม “ลุงตู่” โดนด่าเรื่องเอาเปรียบคู่แข่งจนเป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าจะยื้อให้ “รัฐมนตรี 4 กุมาร” อยู่เป็นด่านรับแรงกระแทก ก่อนโดนรุกฆาตถึงตัว “ขุน”

โดนด่าแรงกว่านี้ ก็คงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคะแนนสักเท่าไหร่.

ทีมข่าวการเมือง