PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ย้อนรอยตำนาน "ผ้าเหลือง" ฉาว!! วิกฤตศรัทธา "พระสงฆ์ไทย" ที่ยากจะลืมเลือน?


วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2013 เวลา 11:37 น. เขียนโดย จำนง ศรีนคร หมวด เรื่องเด่น

"...ยิ่งความเจริญทางโลกเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ข่าวคราวในทางไม่สู้ดีเกี่ยวกับ พระสงฆ์ หรือ บรรพชิต ผู้ครองอาภรณ์แห่งธรรม ก็ยิ่งปรากฎตามหน้าสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเล็กข่าวใหญ่ แต่ทุกครั้งย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของประชาชนทั่วไป.."
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ที่ตามหลักพระพุทธศาสนา พระรัตนตรัย อันประกอบไปด้วย พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ถือเป็นแก้วสามประการประกอบกันและทำหน้าที่ธำรงคุณงามความดี ผิดชอบชั่วดีแก่มนุษย์มาหลายพันปี
พระพุทธ และ พระธรรม เป็นของสูง เป็นแก่นแท้และหลักการนำสู่การคิดปฏิบัติ โดย พระสงฆ์ มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนา และถือเป็นผู้น่าเลื่อมใส สามารถตัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงได้ เป็นที่สมควรแก่การกราบไหว้บูชา
แต่ถ้า พระสงฆ์ ไม่ควรเป็นที่กราบไหว้บูชา จะเกิดอะไรขึ้น?
ยิ่งความเจริญทางโลกเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ข่าวคราวในทางไม่สู้ดีเกี่ยวกับ พระสงฆ์ หรือ บรรพชิต ผู้ครองอาภรณ์แห่งธรรม ก็ยิ่งปรากฎตามหน้าสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเล็กข่าวใหญ่ แต่ทุกครั้งย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกรณีที่เป็นข่าวคราวโด่งดังตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน มีปรากฎแล้วมากมาย จากวันนั้นจนวันนี้ ก็ไม่มีทีท่าจะจบจะสิ้
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะปกครองสงฆ์ ได้รวบรวมข้อมูลที่พระสงฆ์ถูกร้องเรียนมากที่สุดและส่วนใหญ่พบว่าเป็นเรื่องจริง และเป็นการผิดวินัย ที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยเรื่องร้องเรียนที่พศ. พบมากที่สุดนั้น เป็นเรื่องการบิณฑบาตไม่เหมาะสม ซึ่งมีทั้งพระจริง และฆราวาส(พระปลอม)
นอกจากนี้ยังมี การฉันอาหารตอนเย็น เล่นพนัน การเปิดเพลงเสียงดัง ทะเลาะวิวาทกับฆราวาส รับเงิน ใช้ของแพง ซื้อลอตเตอรี่ การดูหนังโป๊ มีสีกาอยู่ในกุฏิซึ่งก็จะถือเป็นการปาราชิกร้ายแรง หรือแม้แต่พฤติกรรมไม่สำรวมในรูปแบบเพศที่สาม การไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และการร่วมชุมนุมต่อต้านตามสถานที่ต่างๆ มีการแสดงท่าที่ไม่สำรวม ทั้งนี้พระไม่สามารถเล่นการเมือง หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองได้ โดยมีคำสั่งของมหาเถรสมาคม พ.ศ.2538 ห้ามไว้อย่างชัดเจน
หากย้อนไปในอดีต กรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับพระเกิดขึ้นมากมาย หลายกรณีก็เป็นเรื่องราวใหญ่โตตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยอย่างครึกโครมมาแล้ว อาทิ

@พระครูใบฎีกานิกร ธรรมวาที (นายนิกร ยศคำจู) วัดสันปง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
เป็นเรื่องราวใหญ่โตเมื่อ พ.ศ.2533 พระนิกรซึ่งเป็นอดีตพระนักเทศน์เสียงทองแห่งยุค มีผู้คนแห่ไปฟังการเทศน์ไม่ขาดสาย จนถึงขั้นต้องเปิดสำนักปฏิบัติธรรมหลายสิบแห่งทั่วประเทศ พระนิกรได้สร้างความปวดร้าวให้แก่ชาวพุทธ เมื่อมีความสัมพันธ์กับ นางอรปวีณา บุตรขุนทอง จนมีลูกด้วยกัน พระนิกรพยายามตอบโต้ข่าวว่ามีผู้อิจฉาในชื่อเสียงของตน อีกทั้งบรรดาลูกศิษย์ก็พยายามหาหนทางตอบโต้ข้อกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่เชื่อว่า พระที่ยึดมั่นในศีลธรรมและเทศน์ได้ไพเราะจะทำตัวเช่นนั้น แม้มีหลักฐานมากมายจนถึงขั้นปาราชิก แต่พระนิกร ยังไม่ยอมถอดผ้าเหลืองและยังมีคนอีกมากมายหลงศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา แม้จะเต็มไปด้วยหลักฐาน ตั้งแต่จดหมายรัก ภาพถ่าย จนถูกดำเนินคดีทั้งศาลยุติธรรมและศาลสงฆ์ ซึ่งในที่สุดศาลสงฆ์ มีมติระบุความผิดพระนิกรว่า เป็น "ปฐมปาราชิก" คือการเสพเมถุนกับอิสตรี ขาดจากความเป็นพระ แม้จะกลับมาบวชใหม่ก็ไม่สามารถดำรงความเป็นสมณเพศได้ เปรียบดังตาลยอดด้วนที่ไม่สามารถเจริญเติบโตและงอกเงยได้อีกต่อไป
จึงเป็นเหตุให้มีการแก้ พ.ร.บ.ปกครองสงฆ์ พ.ศ. 2535 (ฉบับที่ 2) ให้ตำรวจ/อัยการ จับพระสึกได้ เรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาลงวันที่ 15 เดือนมกราคม พ.ศ. 2541 ยืนยันในพฤติกรรมไว้ชัดเจน
โดยคดีอาญา นางอรปวีณา บุตรขุนทอง กับพวกเป็นฝ่ายโจทก์ มีนายนิกร ยศคำจู เป็นจำเลย ใจความว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2533 เวลากลางวัน จำเลย ซึ่งขณะนั้นครองสมณเพศ ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพ.ต.ท.พิทักษ์ สุวรรณ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2533 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ โจทก์และพวกยึดเอาหนังสือเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน กระเป๋าเดินทาง และข่มขู่ให้ไปด้วย มิฉะนั้นจะทำร้าย แล้วพาจำเลยไปกักขังไว้ที่บ้านเลขที่ 1669/665 หมู่บ้านปิ่นเจริญ 2 พร้อมข่มขู่บังคับจะเอาเงินห้าล้านบาท ใช้อาวุธปืนบังคับให้จำเลยถอดจีวรออก แต่งกายแบบฆราวาส กระทำพิธีผูกข้อมือแต่งงานกับโจทก์ พร้อม ถ่ายภาพ และขู่ว่า หากไม่จ่ายเงิน จะนำภาพไปเปิดเผยทางสื่อมวลชน จำเลยกลัวจึงสั่งจ่ายเช็คธนาคากรุงเทพ จำกัด สาขาประตูช้างเผือก ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2533 จำนวนห้าล้านบาท
การแจ้งความดังกล่าวทำให้ฝ่ายโจทก์ถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว ได้รับความเสียหาย ทั้งที่ไม่ได้มีการกระทำความผิดในข้อหากรรโชกและทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพเกิดขึ้นตามที่จำเลยกล่าวหา ศาลฎีการตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด จำเลยเป็นพระภิกษุ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันปง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีชื่อเสียง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป และเป็นผู้ที่อบรมสั่งสอนประชาชนให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดเสียเองเช่นนี้ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลย โดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
@พระยันตระ อมโรภิกขุ (พระวินัย อมโร) หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ
พระยันตระ เป็นที่รู้จักดีเนื่องจากเคยเป็นพระสงฆ์นักปฏิบัติธรรมชื่อดังที่มีผู้เคารพศรัทธามากของเมืองไทยและต่างประเทศในช่วงหนึ่ง ก่อนจะถูกฟ้องคดีกล่าวหาว่าต้องปาราชิกาธิกรณ์และถูกมติมหาเถรสมาคมลงให้พ้นจากภาวะพระภิกษุ และหลบหนีออกนอกประเทศเมื่อ พ.ศ.2537 ไปอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองจนถึงปัจจุบัน
นายวินัย ละอองสุวรรณ เป็นชาวนครศรีธรรมราช ก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เขาได้ปฏิบัติตนเป็นนักพรตฤๅษีอยู่หลายปีจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในธรรมยุติกนิกายเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2517 ณ พัทธสีมาวัดรัตนาราม อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พระวินัย เมื่ออุปสมบทมักใช้คำแทนตัวว่า พระยันตระ ซึ่งแปลว่าผู้ไกลจากกิเลส ที่เคยใช้มาตั้งแต่ยังเป็นฤๅษียันตระ เมื่อบวชแล้วเป็นที่รู้จักดีทำให้มีผู้ศรัทธาบวชเพื่อเข้าเป็นลูกศิษย์มากมาย ทำให้เขามักแวดล้อมไปด้วยพระสงฆ์คอยอุปัฏฐากอยู่เสมอ ๆ นอกจากนี้ยังมีผู้ศรัทธาสร้างสำนักวัดถวายเขาหลายแห่ง โดยทุกวัดที่สร้างในสำนักเขาจะใช้คำว่า "สุญญตาราม" ประกอบด้วยเสมอ สำนักที่เป็นที่รู้จักดีคือ วัดป่าสุญญตาราม กาญจนบุรี และยังมีสำนักวัดป่าสุญญตารามของเขาในต่างประเทศอีกหลายแห่ง เช่นที่ วัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น
ใน พ.ศ.2537 นายวินัยได้ถูกฟ้องร้องหลายข้อหาและถูกตั้งอธิกรณ์ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ กับนางจันทิมา หรือแม่ดญ.กระต่าย อันเป็นหนึ่งในจตุตถปาราชิกาบัติที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระวินัยบัญญัติ โดยมีการต่อสู้ด้วยพยานหลักฐานมากมายตามสื่อต่าง ๆ เป็นข่าวโด่งดังในสมัยนั้น จนในที่สุดได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่าเขาต้องอาบัติหนักดังที่ถูกฟ้องร้อง แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ด้วยการปฏิญาณตนว่ายังเป็นพระภิกษุและเปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียว ทำให้ถูกสื่อต่าง ๆ ขนานนามว่า จิ้งเขียว, สมียันดะ, ยันดะ เป็นต้น ก่อนที่นายวินัยจะลักลอบทำหนังสือเดินทางปลอมเพื่อหลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาและได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ทำให้นายวินัยสามารถหลบหนีคดีความอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้จนถึงปัจจุบัน
@ พระอิสรมุนี สำนักสงฆ์ป่าละอู จังหวัดเพชรบุรี
พระอิสระมุนี หรือ พระพีระพล เตชะปัญโญ เดิมชื่อ นายบรรหาร อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมวิหารี (วัดร่วมใจพัฒนา-วัดป่าละอู) อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระสงฆ์สายวิปัสสนา ซึ่งเป็นที่นับถือเลื่อมใสจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ ภริยา พจมาน ชินวัตรเป็นอย่างมาก
พระอิสระมุนี เป็นอดีตพระเลขาของหลวงปู่ชา สุภัทโทแห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาเกิดขัดแย้งกับลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา ถูกกล่าวหาว่าโกงเงินของวัดจนถูกจับสึก จึงเดินทางมาที่จังหวัดเพชรบุรี ปักกลดและตั้งสำนักสงฆ์ บริเวณป่าละอู ตำบลป่าแดง อำเภอแก่งกระจาน พัฒนาจนกลายเป็นวัดธรรมวิหารี มีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ในปัจจุบัน
พระอิสระมุนีเป็นพระนักเทศน์ที่มีความสามารถ สั่งสอนธรรมะให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ได้นิยามถึงตัวตนของตนเองไว้ว่า เราผู้มีชื่อว่า อิสระมุนี ไม่ใช่ฐานันดรบุคคล ไม่ใช่พระมหาเถระผู้มีวาสนายิ่งใหญ่มหึมา ที่ใคร ๆ จะต้องกราบไหว้ ไม่ใช่พระมหาผู้มีความรู้กว้างขวางจนไม่มีใครเทียมเท่า ไม่ใช่บัณฑิตศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยใด ไม่ใช่นักปราชญ์หรือนักวิชาการ หรือนักคิดที่ถูกคนเขาให้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กันเป็นกระบุง ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่า อิสระมุนี ผู้ที่ต้องการรู้จักเราก็จงรู้ที่ออกมาจากใจของเราตามที่กล่าวมานี้เถิด
คำสั่งสอนของของพระอิสระมุนี เคยเป็นที่เลื่อมใสของ พ.ต.ท.ทักษิณ พ.ต.ท.ทักษิณมักนำคำสอนของพระอิสระมุนีมากล่าวอ้างอิงกับสื่อมวลชน เช่นเดียวกับคำสอนของพุทธทาสภิกขุ และเคยเดินทางมาสนทนาธรรมกับพระอิสระมุนี นอกจากนี้เมื่อ พ.ศ.2543 ยังให้นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย เข้าอุปสมบทและศึกษาพระธรรมกับพระอิสระมุนีอยู่ระยะหนึ่ง
กระทั่ง พระอิสระมุนีตกเป็นข่าวว่าต้องปาราชิก หลังจากมีเพศสัมพันธ์กับสีกาคนสนิท ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2544 จากการสืบสวนของทีมงานรายการถอดรหัส ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในขณะนั้น ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม มีหลักฐานเป็นจดหมายเขียนถึงสีกาสาว 10 หน้ากระดาษและเทปสนทนาทางโทรศัพท์ ซึ่งพระอิสระมุนีก็ได้สึกจากสมณเพศในทันที ข่าวพระอิสระมุนีนี้ทำให้ไอทีวีได้รับรางวัลสารคดีเชิงข่าวยอดเยี่ยม รางวัล "แสงชัย สุนทรวัฒน์" จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ประจำพ.ศ.2544
@ พระภาวนาพุทโธ(นายจำลอง คนซื่อ)
พ.ศ.2538 ไม่มีข่าวไหนที่สั่นคลอนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเท่ากับ ข่าวคาวความอื้อฉาวของพระภาวนาพุทโธ ที่ขณะนั้นถือว่า กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง แซงหน้าความมีชื่อเสียงของบรรดาพระวิปัสสนาจารย์ทำให้ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศ ต่างหลั่งไหล และมุ่งตรงไปสู่วัดสามพราน ทั้งลาภและสักการะจำนวนมหาศาล จึงเป็นผลพลอยได้เข้าสู่วัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่นอกเหนือจากการอบรมสั่งสอนวิปัสสนากรรมมัฏฐานแล้ว พระภาวนาพุทโธ ยังได้รับอุปการะเด็กชาวเขาจากจ.แม่ฮ่องสอน และจากจ.เชียงใหม่ ให้ได้รับการศึกษาเลี้ยงดู โดยนำมาพักอาศัยภายในวัดสามพราน ซึ่งหากเป็นเด็กผู้หญิง ก็ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแม่ชีภายในวัด
พฤติกรรมของอดีตพระภาวนาพุทโธนั้น ถูกระบุในคำพิพากษาว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2531-2538 ต่อเนื่องกัน แต่เรื่องมาปรากฏเป็นข่าวในพ.ศ.2538 เมื่อมีพระลูกวัดโพธิ์เรียง ซึ่งเป็นญาติของเด็กหญิงชาวเขา เหยื่อของพระภาวนาพุทโธคนหนึ่ง ทราบพฤติกรรมดังกล่าว จึงได้ทำเรื่องร้องเรียนต่อกรมการศาสนา และตำรวจกองปราบปราม ซึ่งเมื่อสื่อได้ข้อมูล-ข้อเท็จจริง ข่าวจึงถูกกระพือ ถัดจากนั้นมาอีก 9 ปีเต็ม ทั้งการดำเนินการในชั้นของพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ และชั้นศาล จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ศาลชั้นต้น จึงพิพากษา นายจำลอง คนซื่อ หรืออดีตพระภาวนาพุทโธ ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอายุไม่เกิน 13 ปีและไม่เกิน 14 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาตน และฐานได้กระทำต่อศิษย์ที่อยู่ในความดูแล และพวกแม่ชีถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุน เป็นธุระจัดหา และชักพาหญิงไปเพื่อสำเร็จความใคร่เพื่อการอนาจารเด็กหญิงชาวเขาถึง 6 คน โดยพิพากษาจำคุกเป็นเวลาถึง 160 ปี แต่ตามกฎหมายสามารถจำคุกจำเลยได้เพียง 50 ปีเท่านั้น โทษจึงคงเหลือจำคุก 50 ปี มีการสู้คดีกันต่อแต่ทั้งศาลอุทธรณ์และศษลฎีกาก็ยังคงพิพากษายืน
โดยคำพิพากษาศาลฎีกาบอกความถึงพฤติกรรม โดยศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์ที่เป็นผู้เสียหายเบิกความสอดคล้องกันทั้ง ๙ปากถึงพฤติการณ์จำเลยว่า ได้มีจำเลยที่เป็นแม่ชี พาผู้เสียหายรายละ๑คน เข้ามาที่กุฏิทางห้องน้ำ อ้างว่าต้องไปทำความสะอาดห้องบันทึกเทป จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายไหว้พระพุทธรูป จำเลยที่จึงเดินมาจากชั้น๒ทางบันได้เหล็ก แล้วให้ผู้เสียหายมากราบที่ตัก แล้วใช้มือลูบผม แล้วให้ผู้เสียหายไปปูที่นอน หรือให้ช่วยบีบนวดที่ขา จากนั้นจำเลยที่๑จะเดินมาทางด้านหลังแล้วโอบกอด โดยให้แม่ชีช่วยจับแขนขา จำเลยจึงจูบที่นมแล้วใช้อวัยวะเพศสอดใส่กระทำชำเรา เมื่อสำเร็จความใคร่แล้วก็ให้ผู้เสียหายกินยาคุมกำเนิด แล้วพาไปล้างอวัยวะเพศที่ก๊อกน้ำในห้องน้ำ ก่อนให้แม่ชีพากลับห้องพัก สำหรับรายที่ครั้งแรกไม่ยินยอมก็จะถูกลงโทษด้วยการเดินจงกลมกลางแดดบนพื้นดินที่มีกรวดหินแหลมคม

ข้อพิเคราะห์ของศาลฎีกาตามพยานหลักฐาน ได้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของจำเลยและพวกเป็นเช่นใด นอกเหนือจากพฤติกรรมที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระแล้ว จำเลยยังสู้อุตส่าห์ป้องกัน ด้วยการให้กินยาคุมกำเนิด ส่วนรายไหนไม่ยินยอม กลับลงโทษให้ไปเดินจงกรมกลางแดดบนพื้นดินที่มีกรวดหินแหลมคม ซึ่งพฤติกรรมการลงโทษเหยื่อที่ไม่ยินยอมด้วยการนำการเดินจงกรม อันเป็นหนึ่งในวิธีปฏิบัติของวิปัสสนามาเพื่อสนองตัณหาของตนเอง
แม้อดีตภาวนาพุทโธยังจะอ้างถึงความเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทั้งด้านวิปัสสนากรรมมัฏฐาน และความเอื้ออาทรที่มีต่อเด็กผู้ยากไร้ชาวเขา โดยต่อสู้ว่า ตนเป็นพระมีชื่อเสียงด้านบำเพ็ญภาวนา และนำเด็กชาวเขาที่นับถือศาสนาอื่นมาเป็นชาวพุทธ สร้างความไม่พอใจแก่ศาสนาอื่น จึงร่วมกันกลั่นแกล้งปั้นเรื่อง นอกจากนี้ห้องที่เกิดเหตุก็ไม่ตรงกับบันทึกแผนที่ของเด็ก และอวัยวะเพศของตนก็ผิดปกติไม่อาจร่วมเพศได้ ส่วนอวัยวะเพศผู้เสียหายก็ไม่มีร่องรอยถูกชำเรา แต่ศาลก็พิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยผิดวิสัยของผู้ปฏิบัติธรรมจริง
@เณรแอ(นายหาญ รักษาจิตร์) 
เป็นเจ้าของต้นตำรับ กุมารทอง ของขลัง รวมทั้งมนต์ดำเสน่ห์ยาแฝดที่ชื่อดัง บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดหนองระกำ อ.หนองโดน จ.สระบุรี อยู่หลายปี แม้ว่าอายุจะถึงวัยที่ต้องอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่เณรแอก็ไม่ยอมอุปสมบท แต่เลือกที่จะร่ำเรียนไสยศาสตร์มนต์ดำจากอาจารย์เขมร จนว่ากันว่ามีอาคมแก่กล้า ช่ำชองการทำเสน่ห์ยาแฝด การสะเดาะเคราะห์ และปลุกเสกของขลัง จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว แต่ละวันมีลูกศิษย์ลูกหาเดินทางไปให้ เณรแอ ทำพิธีทางไสยศาสตร์ให้จำนวนมาก
กระทั่งพ.ศ.2537 เณรแอ ใช้ใต้ถุนเมรุวัดหนองระกำทำพิธีปลุกเสกกุมารทอง ของขลังตามท้องเรื่องในวรรณคดีดัง ขุนช้างขุนแผน ที่เณรแอและผู้คลั่งไคล้ไสยศาสตร์ เชื่อกันว่า เป็นผีเด็ก ที่ใครมีไว้ในครอบครองแล้วจะทำให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน การค้าการขายได้กำไรดี แต่พิธีกรรมปลุกเสก กุมารทอง ในครั้งนั้น ทำให้เณรแอต้องติดคุกอยู่ 1 ปีเต็ม เนื่องจากในพิธีปลุกเสก มีการบันทึกภาพวิดีโอขั้นตอนการปลุกเสกไว้อย่างละเอียดยิบ โดยเฉพาะขั้นตอนการย่างศพเด็ก และมีการนำวิดีโอเทปไปเผยแพร่ในสื่อมวลชนต่างๆ จนเป็นข่าวครึกโครม
หลังจากนั้นไม่นาน กรมการศาสนาได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองโดน ให้ดำเนินคดี เณรแอ ในข้อหาอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีตัวตน ซึ่งศาลจังหวัดสระบุรีได้พิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี พฤติกรรมของเณรแอถึงกับมีผู้สร้างภาพยนตร์นำเรื่องราวไปถ่ายทำภาพยนตร์ให้ชื่อว่า "เณรแอจอมขมังเวทย์" ทำให้ชื่อเสียงของเณรแอเป็นที่จดจำของคนไทยทั้งประเทศจนถึงบัดนี้
หลังจากพ้นโทษ แม้ว่า เณรแอ จะไม่ได้ถือครองผ้าเหลือง แต่ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากแวดวงไสยศาสตร์ เณรแอได้ใช้บ้านพักทรงไทย ปลูกสร้างอยู่ในเนื้อที่ 5 ไร่ ที่สระบุรี เป็นสถานที่ทำเสน่ห์ยาแฝดให้แก่ผู้ที่ศรัทธา จนกลายเป็นคนมีฐานะ มีทรัพย์สินอยู่ในความครอบครองหลายสิบล้านบาท
พ.ศ.2538 เณรแอ ได้แต่งงานกับ นางชไมพร รักษาจิตร์ โดยยังคงยึดอาชีพหมอเสน่ห์ ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว แต่ก็ต้องเลิกรากันไป โดยนางชไมพรอ้างว่าทนพฤติการณ์ของเณรแอไม่ไหว กรณีบังคับให้หลอกลวงหญิงสาวที่มีปัญหาครอบครัวให้มาทำพิธีไสยศาสตร์ และได้ฟ้องหย่าต่อศาล ต่อมาพ.ศ.2548 นางชไมพรเข้าร้องเรียนต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวหาเณรแอ ว่าเป็นจอมลวงโลก มีพฤติการณ์ต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชน อ้างพิธีทางไสยศาสตร์หลอกข่มขืนหญิงสาวที่หลงเชื่อ แถมยังแอบถ่ายวิดีโอไว้แบล็กเมล์เหยื่อ โดยนางปวีณาได้ประสานไปยัง พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบก.ปดส.ในขณะนั้น ให้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีเณรแอในข้อหาฉ้อโกงประชาชน จนทำให้เณรแอต้องระเห็จเข้าคุกอีกครั้ง
ทั้งนี้ระหว่างการเข้าตรวจค้นบ้านพักของเณรแอ เมื่อเช้ามืดวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 ตำรวจพบ เณรแอนอนอยู่ในห้องพักกับหญิงสาววัย 19 ปี รายหนึ่ง โดยหญิงสาวรายนี้ยอมรับกับตำรวจว่า เดินทางมาพบเณรแอเพื่อให้ทำเสน่ห์ยาแฝดให้ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าพิธี จึงต้องยอมร่วมหลับนอนกับเณรแอแทน นอกจากนั้นยังพบเครื่องรางของขลังและอุปกรณ์การทำพิธีไสยศาสตร์อยู่เต็มบ้าน ทั้งพระพุทธรูป รูปปั้นกุมารทอง หัวกะโหลกลงอักขระหลายขนาด ตะกรุด ปลัดขิก ขวดน้ำมันพราย หุ่นขี้ผึ้งปั้นหญิง-ชายกอดกันและมัดติดกัน
อย่างไรก็ตาม ของกลางที่พบไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบได้ในบ้านพักของจอมขมังเวทรายนี้ แต่ที่ทำให้ตำรวจแปลกใจคือ มี ยาทน ยาไวอากร้า และยากล่อมประสาท ซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพระภายในห้องทำพิธีอีกด้วย
ปัจจบัน เณรแอ ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากคำพิพากษาศาลอาญารัชดาฯคดีฉ้อโกง เป็นเวลา 100 ปี แต่คำให้การของจำเลยมีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้เหลือจำคุก 75 ปี อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91 (2) ให้ลงโทษจำคุกจำเลยไว้สูงสุดที่ 20 ปี จากการสืบสวนของตำรวจ ปดส.ในครั้งนั้น พบว่ามีหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อของเณรแอ ทั้งสิ้น 33 คน ในจำนวนนั้นมีดารา นักแสดง และผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคม หลายรายรวมอยู่ด้วย
@พระราชภาวนาวิสุทธิ์หรือพระไชยบูลย์ ธัมมชโย (นายไชยบูลย์ สิทธิผล)
เป็นข่าวครึกโครมเมื่อมีการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเงินของพระในวัดพระธรรมกาย และสถาบันหรือโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายทั้งหมด โดยเฉพาะการสอบสวนถึงการที่อัยการถอนคดีความของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพื่อตัดตอนการพิจารณาคดีของศาล ว่า มีเงื่อนงำอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ โดยมีข้อเท็จจริงในการถอนฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2549
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนายสุนพ กีรติกุลผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวน และองค์คณะออกนั่งบัลลังก์ พิจารณาคดีดำ หมายเลขที่ 11651/2542และคดีดำหมายเลข 14735/2542 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระราชภาวนาวิสุทธิ์หรือพระไชยบูลย์ ธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สิทธิผล อายุ 62 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และนายถาวร พรหมถาวร อายุ 57 ปี ลูกศิษย์คนสนิท เป็นจำเลยที่ 1-2ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยสุจริต และเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระอ.วังทรายพูน จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร จำเลยที่ 2 และเงิน จำนวน 29,877,000บาทไปซื้อที่ดินเนื้อที่ 902 ไร่เศษ ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร และ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 เช่นกัน
ทั้งนี้ เรืออากาศโทวิญญ วิญญกุล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549 สรุปว่า ตามที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 และวันที่ 16 ธันวาคม. 2542 ตามลำดับโดยกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำผิด โจทก์ขอเรียนว่าการดำเนินคดีนี้ สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่มีว่า ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสั่งสอนโดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้พระสงฆ์ที่หลงเชื่อคำสอนบิดเบือนแตกแยกออกไปกลายเป็นสองฝ่าย มีความเข้าใจความเชื่อถือ พระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาทำให้พระสงฆ์แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบัน และอนาคตที่หนัก
ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษแต่เป็นการทำที่ถูกต้องคือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที (5 เมษายน .2542) ในชั้นต้นหากมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริง ๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นพระคืนให้แก่วัดก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติ ปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครองทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ให้พระพุทธศาสนา
คำร้องถอนฟ้องระบุต่อไปว่า บัดนี้ ข้อเท็จจริงในการเผยแพร่คำสอนปรากฏจากอธิบดีกรมการศาสนาผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เลขาธิการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะภาค 1 ว่า ในปัจจุบันจำเลยที่ 1กับพวก ได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎก และนโยบายของคณะสงฆ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกิจการของศาสนาทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐ และเอกชนจำนวนมาก
สำหรับในด้านทรัพย์นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1กับพวกได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959,300,000 บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ครบถ้วนทุกประการแล้ว
ประกอบกับขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่าเห็นว่า หากดำเนินคดีจำเลยทั้งสองต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักรโดยเฉพาะพระภิกษุ สามเณรและประชาชนทั้งในและต่างประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ และไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนคดีนี้ ดังนั้น โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหาขอศาลโปรดอนุญาต" คำร้องระบุ
ทั้งนี้ ศาลได้สอบถามว่าจำเลยทั้งสองจะคัดค้านหรือไม่ จำเลยทั้งสองแถลงว่า ไม่คัดค้านพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ก่อนศาลมีคำพิพากษา เมื่อจำเลยทั้งสองคนไม่คัดค้านที่โจทก์ถอนฟ้องจึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.35จึงอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง และจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความของศาลอาญา
อย่างไรก็ดีสำหรับยักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกายที่อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญามีเพียง 2 คนเท่านั้นคงเหลือสำนวนคดียักยอกทรัพย์ที่รอการสั่งคดีในชั้นอัยการอีก 3 สำนวน ประกอบด้วย
1.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ นางกมลศิริ คลี่สุวรรณ และนายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค ลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ต้องหาซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันเบียดบังเงินวัด จำนวน 95 ล้านบาทเศษไป ซื้อที่ดิน
2.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์นางสงบ ปัญญาตรง นายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค และนายชาญวิทย์ ชาวงษ์ ลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ต้องหา เบียดบังเงินจำนวน 845 ล้านบาทเศษ
และ 3. คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ร่วมกับนายเทิดชาติ ศรีนพรัตน์ นายมัยฤทธิ์ปิตะวนิค และนางอมรรัตน์ สุวิพัฒน์ หรือสีกาตุ้ย ลูกศิษย์คนสนิท ผู้ต้องหาร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
@หลวงปู่เณรคำ
เช่นเดียวกับกรณีของหลวงปู่เณรคำ ซึ่งกำลังเป็นข่าวดังในขณะนี้ ในเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสม การใช้ของแพงเกินสมณศักดิ์ และการมีภาพถ่ายคู่กับสีกาในลักษณะไม่เหมาะสมนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องมีการตรวจสอบโดยขั้นตอน ซึ่งขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว ขณะที่กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยนายสันตศักดิ์ จรูญงามพิเชษฐ์ ประธานกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เปิดเผยว่า มีการนำเรื่องหลวงปู่เณรคำเข้าพิจารณาแล้ว และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเชิญทุกฝ่ายเข้ามาชี้แจง
โดยพฤติกรรมที่ปรากฎ บวชตั้งแต่อายุ 12 แล้วปฏิบัติทางสมาธิภาวนาแบบอุกฤษฏ์คือยอมตายถ้าไม่บรรลุธรรม จนมีสมาธิจิตสูงถึงระดับฌาณ 8 มีฤทธิ์อภิญญา ขณะนี้ท่านอายุเพียง 30 ปีเศษเท่านั้น แต่ที่ท่านเรียกตัวเองว่า หลวงปู่ เพราะรวมกับอายุในชาติที่แล้ว ท่านระลึกชาติได้หลายแสนชาติ เห็นนรก เห็นเทวดาและองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ต่างๆ ช่วงที่ธุดงค์อยู่ตามป่าตามถ้ำ อ้างว่าได้สัมผัสกับผี เปรต พญานาค เทวดามากมาย 

แต่ที่โด่งดังกลับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความฮือฮาในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก กับภาพถ่ายในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น ชูสองนิ้วในศูนย์การค้า โดยภายในคลิปเป็นภาพคณะสงฆ์จำนวน 3 รูปนั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัว (ว่ากันว่า ลูกศิษย์ถวายให้ใช้เดินทางไกล หรือกรณีเร่งด่วน) หูเสียบหูฟังไอโฟน สวมแว่นตาดำและกระเป๋าหลุยส์วิตตอง โดยเครื่องบินเครื่องดังกล่าวบินลงจอดที่สนามบินอุบลราชธานี ซึ่งทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าพระบนเครื่องบิน มีชื่อว่า หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก วัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ผู้เขียนหนังสือ ชาติหน้าไม่ขอเกิด และนิพพานมีจริง ซึ่งล่าสุดคลิปดังกล่าวได้ถูกลบออกจากยูทิวบ์ไปแล้ว เหลือก็แต่ภาพที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตอนนี้เป็นภาพหน้าคล้ายที่นอนกับสีกา

ภาพเหล่านี้ ทำให้พุทธศาสนิกชนหลาย ๆ คนเคลือบแคลงใจ และตั้งคำถามว่า นี่หรือคือพระสงฆ์ที่อ้างตนว่ามีสมาธิจิตสูงถึงระดับฌาน 8 เนื่องจากพฤติกรรมที่แสดงออกมาค่อนข้างขัดแย้ง โดยเฉพาะการยึดติดในตัววัตถุ สิ่งของ ทั้ง ๆ ที่ตามหลักความเป็นจริงในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ควรมุ่งสู่ความหลุดพ้น และปล่อยวางไม่ใช่หรือ

แม้บางคลิปถูกลบออกไปแล้ว แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถามก็คือ หลักการตลาดเพื่อโปรโมตตัวเอง โดยตั้งชื่อให้ดูขลัง แสร้งทำตัวให้น่าเลื่อมใส อวดอ้าง อิทธิฤทธิ์ อภินิหารหรือไม่?
พระพุทธ และ พระธรรมนั้นไม่มีเสื่อม มีแต่บุคคลที่เสื่อม อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งหมดศรัทธาในการทำคุณงามความดี...แม้เรื่องฉาวโฉ่จะมีมาเรื่อยๆ แต่พระสงฆ์ดีๆ ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็ยังมีอีกมาก อยู่ที่เราจะเลือกศรัทธากันอย่างมีสติหรือไม่...

เจ้าสัวซีพี แนะทฤษฎี 2 สูง แก้วิกฤติ

เจ้าสัวซีพี แนะทฤษฎี 2 สูง แก้วิกฤติ

5 years agoThai Idol
ชม 18,656 ครั้ง
 

ธนินท์ เจียรวนนท์

"พยายามทำให้ประชาชน มีเงินเหลือ

ซึ่งประชาชน จะประหยัดการใช้เงิน โดยอัตโนมัติ 

เนื่องจากของแพง" 

เจ้าสัวซีพี แนะรัฐบาล ใช้ทฤษฎี 2 สูง

ขึ้นเงินเดือน-ดันราคาสินค้าเกษตร แก้เศรษฐกิจประเทศ

          

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวในการสัมมนา  "ทางเลือกสุดท้าย ทางรอดของประเทศ” โดยเชื่อว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและค่าแรงขั้นต่ำให้สูงกว่าราคาน้ำมัน ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ เพราะภาวะเงินเฟ้อหมายความว่า ประชาชนมีเงินแต่ซื้อของไม่ได้ ดังนั้นควรปล่อยให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามความเป็นจริงและช่วยให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

         "รัฐบาลญี่ปุ่น เป็นรัฐบาล ที่จนที่สุด เนื่องจากมีหนี้มากที่สุด โดยเป็นหนี้กับประชาชน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้ในโลก เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นฉลาด ปล่อยให้ราคาสินค้าแพง เงินเดือนสูง ญี่ปุ่นใช้ทฤษฎีนี้ คือพยายามทำให้ประชาชนมีเงินเหลือ ซึ่งประชาชนจะประหยัดการใช้เงินโดยอัตโนมัติ  เนื่องจากของแพง นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้กู้เงินจากประชาชน ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตระหนักว่าเงินมาจากการกู้ยืมจากประชาชน" นายธนินท์ กล่าว

       ทฤษฎี 2 สูงทำให้ประชาชนมีทางเลือก มีเงิน การพัฒนาด้านเทคโนโลยีก็เกิดขึ้น และในที่สุดราคาสินค้าเกษตร จะถูกลงมาเองตามธรรมชาติ อย่างเมื่อก่อนไก่เป็นอาหารคนรวย แต่ตอนนี้ไก่กลับมีราคาถูกกว่าหมู เนื่องจากรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงราคา ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยี ต้นทุนต่ำลง คนกล้าลงทุนมากขึ้น

 

นิตยสาร Forbes ได้ตีพิมพ์รายชื่ออภิมหาเศรษฐีติดอันดับโลกประจำปี 2008 ซึ่งหนึ่งในชาวไทยที่ติดอันดับเศรษฐีโลกคือ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ กัปตันใหญ่ผู้บริหารนาวาเครือเจริญโภคภัณฑ์นั่นเอง ดิฉันเองเคยเขียนเรื่องนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและ CEO ระดับโลกมาหลายท่านแต่ยังไม่เคยเขียนเรื่องของคุณธนินท์

ใช่ว่าคุณธนินท์ไม่สำคัญ แต่เป็นเพราะว่ามีคนเขียนเรื่องของท่านมากมายทั้งในรูปบทสัมภาษณ์ บทความ ตลอดจนพอคเก็ตบุ๊คเรื่องประวัติชีวิตการทำงานและวิสัยทัศน์ธุรกิจของท่าน

อย่างไรก็ตามวันนี้ขอเขียนถึงท่านสักที เหตุเพราะมีแรงจูงใจมาจากการได้ชมเทปบันทึกการบรรยายของท่าน ตามคำเชิญของสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมาในหัวข้อเรื่อง "ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย" (หากผิดพลาดเรื่องชื่อหัวข้อ หรือวัน เวลาที่จัด ต้องขออภัยเพราะดิฉันมิได้ชมรายการตั้งแต่ต้น) โดยการบรรยายของท่านมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการบริหารคนอยู่หลายประการ ซึ่งดิฉันขอนำมาเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้

น้ำมันบนดิน Vs. น้ำมันใต้ดิน

คุณธนินท์ได้กล่าวถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ชาติต่างๆ ล้วนต่างมีและอาจจะหมดไปในไม่ช้า ยกตัวอย่างเช่น ประเทศในกลุ่มโอเปคมีน้ำมันอันเป็นทรัพยากรที่หายาก ทั้งนี้ได้มีการวิเคราะห์กันแล้วว่า หากยังมีการขุดเจาะน้ำมันใช้ ในอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน น้ำมันดิบก็จะหมดจากโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า ทั้งนี้กลุ่มโอเปคตระหนักดีว่า น้ำมันที่ตนครอบครองอยู่ย่อมมีวันหมดไป จึงพยายามกำหนดราคาน้ำมันให้สูงเข้าไว้ เพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดขณะที่ยังมีเวลาอยู่

แต่สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นประเทศเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกข้าว ยางพาราเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้เทคโนโลยีในการทำฟาร์มกุ้งก็เป็นอันดับหนึ่งของโลก ผลผลิตทางการเกษตรของเราจึงเปรียบเสมือนเป็น "น้ำมันบนดิน" ของประเทศไทย ที่ใช้ไม่มีวันหมดหากมีการค้นคว้าวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร ดังที่เครือเจริญโภคภัณฑ์มีนโยบายพัฒนาด้านวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศไทยจึงควรตระหนักถึงคุณค่าของ "น้ำมันบนดิน" และพยายามพัฒนาการเกษตรเพื่อยกระดับราคาผลิตผลของเราให้สูงขึ้น จะได้ไปสู้กับราคาน้ำมัน

ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่เป็นอุปสรรค

คุณธนินท์ได้แสดงความเห็นที่น่าไปขบคิดอีกด้วยว่า ท่านคิดว่า เมืองไทยน่าจะสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำให้พอ ทั้งนี้อาจจะมี NGO บางกลุ่มออกมาคัดค้านการสร้างเขื่อนเพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทำให้ปลาบางชนิดอาจสูญพันธุ์ไป ในเรื่องนี้คุณธนินท์มีความเห็นว่าเราน่าจะนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา เช่น ถ้ากลัวว่าปลาชนิดใดจะสูญพันธุ์ ก็ให้เพาะปลาพันธุ์นั้นๆ มาเลี้ยงในเขื่อน ดิฉันฟังไอเดียของคุณธนินท์ก็ออกจะเห็นคล้อยตามอยู่ ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่ ขอยกประเด็นนี้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุวิทยาและสิ่งแวดล้อมไปวิเคราะห์ต่อถึงความเป็นไปได้

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ "วิธีคิด" ของคุณธนินท์ต่างหาก ดิฉันชอบตรงที่ท่านเป็น "นักแก้ปัญหา" ตัวยง ในขณะที่หลายคนมีไอเดียดีๆ อยากจะทำโน่นทำนี่ แต่ติดขัดเพราะเจอคำทักท้วงหรือปัญหา แล้วก็เลยหยุดคิดไม่ทำต่อ แต่ถ้ามีจิตใจเป็นนักสู้ และนักแก้ปัญหาอย่างคุณธนินท์ ก็จะพยายามวิจัยค้นหาว่าจะนำเทคโนโลยีตัวไหนมาแก้ปัญหา หรืออุปสรรคนั้นๆ ให้หมดไป วิธีคิดแบบนี้น่านิยมเพราะมันจะทำให้มีการค้นคว้าสร้างความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา

คนคือเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

แม้ว่าคุณธนินท์จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมาก แต่คุณธนินท์ยืนยันว่า คนคือเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุด เพราะคนเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีขึ้นมา คนจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ดังนั้นทางซีพีจึงมีนโยบายพัฒนา และให้ผลตอบแทนบุคลากรอย่างคุ้มค่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนดีมีฝีมือมีกำลังใจผลิตผลงานที่ดี นอกจากนี้ท่านยังแสดงความเห็นอีกด้วยว่า "เงินเดือนข้าราชการน้อยไป" ซึ่งดิฉันเห็นด้วยเต็มที่ ดังนั้นจึงยากที่จะจูงใจ และรักษาคนดีๆ ให้ทำงานเป็นข้าราชการ

คุณธนินท์ยกตัวอย่างประเทศจีนในปัจจุบันว่า ขณะนี้เงินเดือนของข้าราชการนั้นพอๆ กับหรืออาจมากกว่าเงินเดือนของผู้ที่ทำงานในบริษัทเอกชนชั้นนำ ซึ่งข้อนี้ดิฉันยืนยัน เพราะตนเองเพิ่งเดินทางไปเซี่ยงไฮ้มา และพบคนจีนที่เซี่ยงไฮ้เล่าว่า ขณะนี้เงินเดือนของข้าราชการจีนสูงกว่าเงินเดือนของบริษัทต่างชาติอีกแน่ะ!

ไม่ทราบว่ารัฐบาลไทยจะมีความเห็นอย่างไร ?

 

เขาเป็นผู้นำคนเดียวในสังคมธุรกิจไทย ที่สร้างอาณาจักรธุรกิจจากเล็กๆ จนยิ่ง ใหญ่ระดับภูมิภาคที่สำคัญ ที่มีความสามารถ ในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ภูมิภาค และสังคมไทยอย่างดี

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นเพียงกลุ่ม ธุรกิจกลุ่มเดียวที่พัฒนาธุรกิจสอดคล้องกับโอกาสใหม่ของสังคมไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ชนิดที่ไม่มีธุรกิจใดในประเทศทำได้

ทั้งนี้ต้องยอมรับความสามารถของ ผู้นำ - ธนินท์ เจียรวนนท์

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มซีพี มีประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลก 2 ช่วงที่สำคัญมาก สำหรับวางรากฐานและพัฒนาธุรกิจที่เป็นจริง และเป็นธุรกิจ พื้นฐานที่สุดของภูมิภาคนี้และของโลก

ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2510 คือการเรียน รู้เทคโนโลยีการผลิตทางการ เกษตรที่สำคัญจากตะวันตก โดยเฉพาะการร่วมมือกับ Aber Arcers แห่งสหรัฐฯ ในการพัฒนาพันธุ์ไก่ อันเป็นรากฐานและองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารครบวงจรในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นที่มาของโมเดลการผลิตที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูง สามารถสร้างเครือข่ายการผลิตที่กว้างขวางจากระดับประเทศ สู่ระดับภูมิภาค

ในช่วง 20 ปีจากนั้น ก็คือการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอย่างเข้มข้นอยู่เสมอจาก เจ้าของเทคโนโลยีระดับเล็กและกลางของโลก ด้วยการประยุกต์ที่เข้ากับสังคมเกษตรของไทย และภูมิภาคได้อย่างกลมกลืน จนเป็นการปฏิวัติการผลิตอาหารที่สำคัญในระดับภูมิภาคไป

อีกช่วงหนึ่งที่สำคัญมากคือ ช่วงพัฒนาการเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการ ตั้งแต่การได้มาซึ่งโครงการสร้างระบบโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย ในเขตเมืองหลวง ในต้นทศวรรษที่ 2530 ด้วยการร่วมทุนกับ Bell Atlantic แห่งสหรัฐฯ การร่วมมือครั้งนี้ ซีพีไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี และไม่มีทางจะพัฒนาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการสื่อสารได้ แต่การร่วมทุนครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการมอง ที่ผลตอบแทนอย่างสูง และรวดเร็วมากกว่าอุตสาหกรรมอาหารแล้วก็คือ ได้เรียนรู้เทคโน โลยีการจัดการกับระบบสื่อสาร ที่มองอย่างมีเเผน แต่ในที่สุดก็ได้พัฒนาการเรียนรู้อย่าง ถึงแก่นขององค์กรใหญ่ระดับโลก ซึ่งก็คือเทคโนโลยีหรือโนว์ฮาวว่าด้วยการจัดการ ซึ่ง ถือว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงของธุรกิจ เพื่อความ อยู่รอด เพื่อการปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

ซึ่งนับว่าเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างมาก

ปัจจุบันกลุ่มซีพี เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีเครือข่ายมาก กระจายทั่วไปในระดับภูมิภาค การบริหารยุคนี้ได้ผ่านมาตรฐานการบริหารงาน การผลิต บุคคล และการเงินทั่วๆ ไป ไปแล้ว ไปสู่การบริหารเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้เขามีพันธมิตรระดับโลก ซึ่งเป็น แนวคิดที่แตกต่างจากอดีต ซีพีในวันนี้มีความ สัมพันธ์กับ Bell Atlantic ธุรกิจสื่อสารระดับต้นๆ ของโลกจากสหรัฐฯ KfW สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเยอรมนี หรือ Allianz บริษัทประกันอันดับต้นๆ ของโลกจาก เยอรมนี การเรียนรู้จากพันธมิตรระดับโลก ซึ่งพวกเขานับว่าอยู่แนวหน้าในความชำนาญ ด้านการจัดการเชิงยุทธ์ การวางยุทธศาสตร์ และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับกับ สังคมธุรกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

นี่คือสิ่งที่ธนินท์มีมากกว่านักธุรกิจรุ่น เดียวกับเขาหรือรุ่นต่อๆ มา ที่ให้ความสำคัญ ในเรื่อง "สายสัมพันธ์" กับอำนาจรัฐแบบเดิม อย่างเข้มข้น แม้ว่าซีพีและธนินท์จะให้ความ สำคัญในสิ่งนั้นอยู่ไม่น้อย (โดยให้ความสัมพันธ์กว้างขึ้นในระดับภูมิภาค) แต่เขาก็มีสิ่งที่มากกว่าสิ่งนั้นในเชิงสาระของความ เป็นธุรกิจอีกมาก" ข้อความบางตอนจาก 50 ผู้จัดการ ปีที่แล้ว)

อย่างไรก็ตาม ธนินท์ได้พัฒนา "การ บริหารสายสัมพันธ์" ในระดับสูงไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจาก "สายสัมพันธ์" ในระบบอุปถัมภ์ นั่นคือ การเข้าถึงนโยบายการปรับตัวเข้ากับยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ

ธนินท์ได้ส่งตัวแทนเข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐอย่างต่อ เนื่อง กระจายตามจุดต่างๆ ในขณะที่โมเดล การพัฒนา การบริหารประเทศที่ดำเนินอย่าง ไร้ทิศทาง

แต่กลับค้นคิดโมเดลใหม่ ที่เป็นระบบครั้งแรกซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นผู้นำธุรกิจใหญ่ คนแรกๆ ที่เข้าถึง และเดินหน้าเข้าสู่กระบวน การสร้างโมเดลนั้นด้วยตนเอง ด้วยการให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ ซึ่งสัมพันธ์กับความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

นี่ถือว่าเป็นความสามารถเชิงผู้นำองค์กรใหญ่ที่สำคัญ และต่อเนื่องที่สุดของสังคมไทยเลยทีเดียว

ประวัติ

ธนินท์ เจียรวนนท์ แต่งงานแล้วและมีบุตร 5 คน นายธนินท์เริ่มทำงานเป็นครั้งแรกที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์ เมื่ออายุได้ 19 ปี โดยทำงานในตำแหน่งแคชเชียร์ หลังจากนั้นได้โยกย้ายไปทำงานที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย และบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด (ตามลำดับ) จนเมื่ออายุ 25 ปี ได้กลับมาทำงานอีกครั้งที่เจริญโภคภัณฑ์ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ รับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีว่าเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของไทย มีกลุ่มธุรกิจในเครือฯรวม 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร,กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและเคมีเกษตร, กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ, กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย, กลุ่มธุรกิจพลาสติก, กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม, กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมทั่วไป กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

ลำดับเศรษฐีของนายธนินท์

ในปี พ.ศ. 2549 นายธนินท์ ได้รับการจัดอันดับเป็นเศรษฐีอันดับ 390 ของโลก โดยเป็นคนไทยอันดับ 3 ของประเทศไทย รองมาจาก นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจเบียร์ช้าง และ นายเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังกระทิงแดง จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บ

  • เศรษฐีของโลกอันดับ 390 ในปี พ.ศ. 2549
  • เศรษฐีของโลกอันดับ 387 ในปี พ.ศ. 2548
  • เศรษฐของประเทศไทยอันดับ 3 ในปี พ.ศ. 2548
  • เศรษฐีของโลกอันดับ 342 ในปี พ.ศ. 2547
  • เศรษฐีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับ 15 ในปี พ.ศ. 2547
  • เศรษฐีของโลกอันดับ 329 ในปี พ.ศ. 2546
  • เศรษฐีของโลกอันดับ 351 ในปี พ.ศ. 2545
 

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

."ทวด 114 ปีศิษย์พ่อท่านคล้ายทาย “ปูไม่ได้นั่งเทียมเจ้า แม้วไม่ได้เข้าเมือง”

นครศรีธรรมราช - พบคุณทวดอายุ 114 ปี ยังแข็งแรงสุขภาพดี เผยพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์บอกว่าจะอายุยืนไปจนถึง 121 ปี ก่อนหัวเราะอย่างอารมณ์ดีทำนายการเมืองไทย “ยิ่งลักษณ์ไม่ได้นั่งเทียมเจ้า ทักษิณไม่ได้เข้าเมือง”

วันนี้ (27 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.นครศรีธรรมราช รายงานว่า คุณทวดวัย 114 ปี เดินทางมาพร้อมกับภรรยาวัย 96 ปี ซึ่งยังแข็งแรงคล่องตัวไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองอย่างน่าชื่นชม โดยทวดทั้ง 2 ได้มาพบกับผู้สื่อข่าวที่หมู่บ้านเมืองทอง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช คือนายคง ชายงาม อายุ 114 ปี เดิมอยู่บ้านเลขที่ 17/32 ม.6 ต.ปากแตระ อ.ระโนด จ.สงขลา ส่วนภรรยาคือนางพิกุล อินทร์หิรัญ อายุ 96 ปี ซึ่งทั้งสองสามีภรรยานั้นยังมีสุขภาพดีมาก สามารถเดินเหินด้วยความสะดวก และยังสามารถพูดจาสื่อสารได้เป็นอย่างดี โดยได้เดินทางมาด้วยรถโดยสารจากบ้านไม้หลา ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อมาเที่ยว และพบกับผู้สื่อข่าว

คุณทวดคง ชายงาม ได้เล่าถึงความหลังอย่างอารมณ์ดี รวมทั้งสาเหตุที่ทำให้อายุยืนจนถึงปัจจุบันว่า ตนเองเกิดวันอังคาร เดือนอ้าย ปีชวด พ.ศ.2443 จนปีนี้อายุ 114 ปี มีพี่น้อง 4 คน เสียชีวิตหมดแล้ว แต่ละคนจะมีอายุเกินร้อยปีหมด เช่น 106 ปี และ 109 ปี ส่วนตนยาวนานมาถึง 114 ปี แล้ว สำหรับครอบครัวนั้น ตนมีภรรยาหลายคน (นับได้ 10 คน) มีลูก 4 คน กับภรรยา 2 คน โดยลูกๆ หลานๆ ไม่สามารถติดต่อกันได้ คงเข้าใจว่าเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากมาได้ภรรยาคนสุดท้ายคือ นางพิกุล
“ไม่ได้ติดต่อกับลูกๆ หลานๆ เลย คิดว่าลูกหลานอาจจะคิดว่าทวดเสียชีวิตไปแล้วก็ได้ และไม่คิดว่าจะอยู่ได้จนถึงอายุกว่า 100 ปี ทั้งนี้ พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ซึ่งทวดเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ได้กล่าววาจาไว้ว่า “อายุยืน และจะสิ้นบุญในวันอาทิตย์เมื่ออายุ 121 ปี” ซึ่งได้ใช้ชีวิตมาโดย ตลอดจนอายุ 114 ปี ยังแข็งแรง จะตายเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ตอนทวดยังเด็กๆ ตอนนั้นยังไม่สวมเสื้อผ้าเลย แม่ของทวดเล่าให้ฟังว่าปู่ของทวดตายไปมีอายุยืนถึง 150 ปี” ทวดคงกล่าว
สำหรับอาหารการกินนั้น กินแต่ข้าวโอ๊ต และผักปลอดสารพิษที่ปลูกเอง คือ ผักบุ้ง โดยกินเพียงมื้อเช้าวันละ 1 ครั้งเท่านั้น ช่วงเย็นถ้าหิวก็จะกินขนมหวานที่ทำเอง ไม่กินน้ำร้อนและน้ำเย็น เพราะเชื่อว่าจะทำให้เลือดตาย และอาบน้ำวันละ 3 ครั้ง ช่วงรุ่งสาง เที่ยงวัน และช่วงเย็น โดยอาบน้ำครั้งละประมาณ 2 ชม. เนื่องจากจะทำให้ร่างกายสดชื่น นอกจากนี้ ก็สวดมนต์ตอนย่ำรุ่ง 1 ครั้ง และตอนก่อนนอน 1 ครั้ง และจะออกกำลังกายตามประสาคนบ้านนอก ปฏิบัติอย่างนี้มาตลอดจึงทำให้อายุยืนถึง 114 ปี ตอนนี้อาศัยอยู่กับลูกของนางพิกุล ภรรยาคนปัจจุบัน และจะไปไหนมาไหนด้วยกัน 2 คน โดยไม่ต้องให้ใครพาไป

“ปกติทวดจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง รถโดยสารจะไม่เก็บเงินค่าโดยสาร แต่จะเก็บเพียงนางพิกุล ภรรยาเท่านั้น ก่อนจะมาที่นี่ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้อง 3-4 วัน ที่บ้านไม้หลา ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ หลังจากนี้ก็จะเดินทางกลับบ้านพักที่ อ.ระโนด จ.สงขลา ตอนนี้หลวงเลี้ยงจ่ายเงินให้ทุกเดือน เดือนละ 1,500 บาท” คุณทวดคงเล่าด้วยอารมณ์แจ่มใส

เมื่อผู้สื่อข่าวลองถามเย้าถึงเรื่องการเมืองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปให้ทวดทำนาย ทวดคงบอกว่า “ยิ่งลักษณ์ไม่ได้นั่งเทียมเจ้า เบี้ยไม่บริสุทธิ์ ทักษิณไม่ได้เข้าเมือง อภิสิทธิ์เป็นจุมพล” ก่อนที่จะหัวเราะแล้วบอกว่า “แหลงมากไปแล้ว” ซึ่งหมายถึงพูดมากไปแล้วนั่นเอง จากนั้นก็หัวเราะต่ออย่างอารมณ์ดี

http://astv.mobi/Ae4SWv0

อย.สหรัฐฯ สั่งกักนำเข้าข้าวไทย ตื่นตัวกลัวเปื้อนสารเคมีสูง-เน่า-มีเชื้อรา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
27 มิถุนายน 2556 15:41 น.

ASTVผู้จัดการออนไลน์-สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ ตื่นตัว สั่งกักข้าวไทยนำเข้าทุกท่าเรือ-ผู้นำเข้าทุกรายทั่วสหรัฐฯ หลังรับรู้ข่าวข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาลไทยทั้งเน่า อัดสารเคมี มีมอด เชื้อรา เผยผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ผวา เตรียมตีจากข้าวไทย
     
       รายงานข่าวจากสหรัฐอเมริกา แจ้งว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food&Drug Administration : FDA) ของสหรัฐอเมริกามีคำสั่งแจ้งให้ท่าเรือและผู้นำเข้าทุกรายทั่วสหรัฐฯ กักกันข้าวที่นำเข้าจากประเทศไทยทุกๆ ตู้คอนเทนเนอร์ที่นำเข้ามา เนื่องจากปรากฏเป็นข่าวในไทยว่า ข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาลไทยที่ดำเนินการอยู่และเก็บไว้ในโกดังหรือสต๊อก พบว่า มีการใช้สารเคมีรมควันในปริมาณมาก สุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพ บางแห่งมีมอด มีเชื้อรา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคสหรัฐฯ จึงให้กักกันเพื่อตรวจสอบไว้ก่อน
     
       แหล่งข่าวจากวงการผู้ส่งออกข้าวกล่าวว่า การตื่นตัวของ FDA สหรัฐครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะปกติแล้วตลอดเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา การนำเข้าข้าวจากไทยไม่เคยมีปัญหานี้ ไม่เคยต้องถูกตรวจสอบคุณภาพเช่นนี้ แต่ตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ก็มีคำสั่งแจ้งเตือนออกมาและตามมาด้วยให้ท่าเรือทุกท่าทั่วสหรัฐฯ เช่น นิวยอร์ก ชิคาโก ผู้นำเข้าทุกรายกักกันข้าวไทยทุกๆ ตู้ไว้เพื่อสุ่มตรวจ หากสุ่มตรวจแล้วพบว่า คุณภาพของข้าวมีปัญหาเรื่องสารเคมี มอด หรือ เชื้อรา ของบริษัทใดจำนวน 5 ครั้ง ทาง FDA ของสหรัฐฯ จะขอให้ผู้นำเข้ารายนั้นปฎิเสธการนำเข้าข้าวไทย
     
       “ตามระเบียบอาหารและยาของที่นี่เข้มงวดมาก พอมีข่าวว่า ข้าวไทยมีปัญหาเริ่อง ข้าวเน่า มีเชื้อรา มอดเจาะ รวมทั้งใช้สารเคมีรมควันมาก เขาก็ตื่นตัวกลัวคนของเขาจะได้รับอันตรายก็ต้องกักไว้ก่อน ทุกพอร์ต ทุกบริษัทโดนหมด ผู้นำเข้าตอนนี้ก็เริ่มหวั่น การตรวจของ FDA นอกจากจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายกว่าหนึ่งพันเหรียญต่อดู้คอนเทนเนอร์แล้วหากสุ่มเจอ 5 ครั้งว่าผิดปกติ ก็ต้องถูกห้ามนำเข้าข้าวไทยไปเลย” แหล่งข่าวกล่าว
     
       ผลจากคำสั่ง FDA สหรัฐฯ ดังกล่าวนี้กำลังทำให้ผู้นำเข้าข้าวไทยระส่ำระสายอย่างหนัก เกรงว่าจะได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เพราะเพียงแค่การกักกันรอการตรวจสอบก็อาจทำให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าเกิดความไม่มั่นใจแล้ว และ กรณีที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้นำเข้าหลายรายเปลี่ยนใจนำเข้าข้าวจากประเทศคู่แข่งของไทยเช่น เวียดนาม กัมพูชาแทน
     
       ทั้งนี้ สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยจากข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ พบว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2556 (ม.ค.-พ.ค.) ไทยส่งออกข้าว 2.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1,794 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 52,988 ล้านบาท ราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 715 เหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง 14.7% และ 8.9% ตามลำดับ
     
       สำหรับเป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2556 กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 8.5 ล้านตัน มูลค่า 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยลูกค้ารายใหญ่ ก็คือ สหรัฐฯ
     
       สถิติการส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐฯ ในช่วง 4 เดือนของปี 2556 (ม.ค.-เม.ย.) ส่งออกได้ปริมาณ 130,178 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2555 ที่ส่งออกได้ 106,427 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 22.32% โดยข้าวที่ส่งออกส่วนใหญ่ เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อ และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ
ที่มา : ข่าวจาก เวป ผู้จัดการ
 
/////////
ต้นทางข่าว(เดือน เม.ย.56)
http://www.establishmentpost.com/lead-contamination-a-blow-to-thailand-rice/

เปิดข้อมูลKWater

“K Water ไทย” ทุน 3 ล้าน ประมูลงาน 1.63 แสนล้าน!"..//

ASTVผู้จัดการ – เปิดข้อมูล “เค วอเตอร์ (ประเทศไทย)” จดทะเบียนก่อนเปิดซองประมูลโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพียง 20 วัน ทุนจดทะเบียนจุ๋มจิ๋ม 3 ล้านบาท แต่คว้าเมกะโปรเจกต์น้ำด้วยเครดิตบริษัทแม่ไปสองโมดูล มูลค่ากว่า 1.63 แสนล้านบาท

จากกรณีที่ บริษัท เค วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งชนะการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล โดยได้โมดูล 3 สร้างฟลัดเวย์และแก้มลิงในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ งบประมาณ 1.63 แสนล้านบาท อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกเครือข่ายสิ่งแวดล้อมจากเกาหลีและสื่อมวลชนเปิดเผยว่าเป็นบริษัทมีหนี้สินสะสมจำนวนมาก และอาจไม่มีความพร้อมในการดำเนินโครงการใหญ่ดังกล่าวในประเทศไทย

ล่าสุดทีมข่าว ASTVผู้จัดการ ได้ตรวจสอบข้อมูล พบว่า บ.เค วอเตอร์ ได้มีการจดทะเบียนในนาม บริษัท เค วอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยดำเนินการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 ทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท และมีที่ตั้ง ณ เลขที่ 90 อาคารไซเบอร์ เวิลด์ ทาวเวอร์ ชั้น 26 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

ในการจดทะเบียนระบุประเภทของการดำเนินธุรกิจว่า เป็นการประกอบกิจการบริหารโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและการป้องกันปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย โดยเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพื่อดำเนินการ 1 คน โดยบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าว คือ นายยูน บียอนฮุน

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าการจดทะเบียน บริษัท เค วอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีดำเนินการก่อนการเปิดซองประมูลโครงการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 9 โมดูล 10 โครงการ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 เพียง 20 วันเท่านั้น โดยผลจากการเปิดซองพบว่า บ.ดังกล่าวได้โครงการไป 2 โมดูล คือ Module A3 การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานในพื้นที่โครงการชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์ เพื่อเก็บกักน้ำหลากชั่วคราว โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี และ Module A5 การจัดทำทางผันน้ำ (Flood diversion channel) ขนาดประมาณ 1,500 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งการก่อสร้างถนนเพื่อรองรับการคมนาคม โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1.53 แสนล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ บริษัทแม่ของ บ.เค วอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค วอเตอร์) จากประเทศเกาหลีใต้ ถูกนาย ยัม ฮยอง โชว ผู้อำนวยการสหพันธ์สิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ เอ็นจีโอซึ่งเกาะติดการดำเนินโครงการก่อสร้างต่างๆ ในเกาหลีใต้ ของบริษัท เค วอเตอร์ เปิดเผยว่า ในปี 2555 ทรัพย์สินของบริษัท เค วอเตอร์ ที่เกาหลี อยู่ที่ 6.76 แสนล้านบาท ทุนอยู่ที่ 3.04 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นหลักร้อยละ 99.9 มีรายได้ 2.27 แสนล้านบาท ขณะที่หนี้สินอยู่ที่ 3.72 แสนล้านบาท ภาษีที่ได้ 9.9 หมื่นล้านบาท รายได้สุทธิอยู่ที่เพียง 8,000 ล้านบาท

“สถานการณ์ทางการเงินของบริษัท เค วอเตอร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2006-2012 (พ.ศ.2549-2555) เห็นได้ว่าทุนจะอยู่เท่าเดิม แต่หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยในปี 2012 จะเห็นว่าหนี้สินสูงกว่าทุน ฉะนั้นเท่ากับว่าสถานการณ์ทางการเงินของเค วอเตอร์ ย่ำแย่ ภายในระยะเวลา 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2009-2012 การดำเนินงานใน 2 โครงการหลักของเค วอเตอร์ ได้แก่ หนึ่ง พัฒนาแหล่งน้ำหรือ 4 rivers project สอง พัฒนาคลองใช้เป็นฟลัดเวย์ พบว่าหนี้สินเพิ่มขึ้นถึง 758%” เอ็นจีโอด้านน้ำจากเกาหลีระบุ

อย่างไรก็ตาม วานนี้ (26 มิ.ย.) นายมณฑล ภาณุโภคิน ตัวแทนจาก บ.เค วอเตอร์ ก็ได้ออกมาตอบโต้ข้อมูลดังกล่าวโดยระบุว่า กลุ่มเค วอเตอร์ ซึ่งถือหุ้นโดยรัฐบาลเกาหลีใต้ ย่อมมีความแข็งแกร่งทางการเงิน ส่วนเรื่องภาระหนี้สินเป็นเรื่องปกติของการลงทุน และโครงการต่างๆ ที่เค วอเตอร์ ดำเนินการล้วนเป็นโครงการบริการประชาชนที่ไม่ได้มุ่งหวังกำไร โดยขณะนี้ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลเกาหลีให้ส่งรายงานทางการเงินมาให้ทางเค วอเตอร์ไทย นำเสนอต่อสังคมไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนคนไทยให้เชื่อมั่นว่าเค วอเตอร์ จะไม่ทิ้งงาน

เค วอเตอร์ เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะรับงานในไทยแล้วจะทิ้งงาน อีกทั้งตั้งแต่เข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ เค วอเตอร์ได้ผ่านการตรวจสอบสถานะทางการเงินแล้วว่ามีความพร้อม และยังได้วางเงินประกันซื้อซองเป็นมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท มีธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาในไทยเป็นผู้ค้ำประกันวงเงิน ขณะที่การดำเนินการทำโครงการบริหารจัดการน้ำในไทยจะใช้แหล่งเงินกู้ของไทยบางส่วน ส่วนเงินหมุนเวียน รัฐบาลเกาหลีในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของเค วอเตอร์ จะต้องเป็นผู้เตรียมเงินหมุนเวียนที่ต้องครอบคลุมมูลค่าของโครงการที่ชนะประมูล คือไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ตัวแทนของ เค วอเตอร์ไทย ระบุ

http://astv.mobi/AEKcBWo

สรุปสาระสำคัญคำพิพากษาศาลปค.คดีโครงการบริหารจัดการน้ำ3.5แสนล้าน

สรุปสาระสำคัญคำพิพากษาศาลปกครอง (27 มิ.ย. 2556) กรณีการฟ้องร้องโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
สรุปสาระสำคัญคำพิพากษาศาลปกครอง (27 มิ.ย. 2556) กรณีการฟ้องร้องโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

1. ให้ นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) นำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ กลับไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง

2. ให้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง และ มาตรา 67 วรรคสอง ก่อนที่จะลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัทเอกชน

ศาลบอกว่าทุกโมดูลมีแนวโน้มว่าจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จึงต้องไปทำ EIA และอื่นๆ ให้เรียบร้อยก่อน จึงจะเซ็นสัญญาออกแบบก่อสร้างได้ โดยไม่ได้กำหนดว่าการดำเนินการดังกล่าวต้องใช้เวลามากน้อยเท่าใด แม้ว่า TOR จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้รับเหมา แต่ศาลไม่เชื่อมั่นว่าเอกชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจะทำโดยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส จึงกำหนดให้หน่วยงานรัฐไปทำเรื่องดังกล่าว

"ชัชชาติ" ลองมั่ง! รอขึ้นรถเมล์สาย 509 นั่งไปดอนเมือง บ่นอุบรอนาน 30 นาที

"ชัชชาติ" ลองมั่ง! รอขึ้นรถเมล์สาย 509 นั่งไปดอนเมือง บ่นอุบรอนาน 30 นาที

Prev
1 of 1
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 27 มิ.ย. 2556 เวลา 14:47:53 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีการโพสรูปของผู้สื่อข่าวที่บังเอิญเจอ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำลังนั่งรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์บริเวณถนนราชดำเนินนอก โดยกำลังรอรถเมล์สาย 509 เพื่อเดินทางไปสนามบินดอนเมือง โดยบอกว่ารอรถเมล์มานาน 30 นาทีแล้ว
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาระหว่างการประชุมของกระทรวงคมนาคม นายชัชชาติ ได้ขอความร่วมมือให้ข้าราชการ และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่ระดับ 9 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมใช้บริการรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชน กรุงเทพ (ขสมก.) หรือรถร่วมบริการขสมก. อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เป็นระยะเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. - 30 ส.ค. 2556 เพื่อสำรวจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้รถโดยสารประจำทาง 

ยิ่งลักษณ์ งานเข้าศิษย์"เณรคำ"บุกเชิญร่วมพิธี

ฝ่ากระแสสังคม!! "ศิษย์เณรคำ" เชิญ "ยิ่งลักษณ์" ร่วมพิธีห่มผ้าฤดูฝน
ศิษย์เอก"เณรคำ" พร้อมลูกศิษย์ 10 คน ยื่นหนังสือต่อ "ยิ่งลักษณ์" เพื่อเชิญร่วมงานพิธีห่มผ้าฤดูฝน 
วันนี้ ( 27 มิ.ย.) ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุขุม วงประสิทธิ์ ผู้แทนที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม ในฐานะศิษย์เอกของหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม พร้อมลูกศิษย์ประมาณ 10 คน ได้มายื่นหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเชิญร่วมงานพิธีห่มผ้าฤดูฝน ต้อนรับพระเถรานุเถระจากประเทศศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศฝรั่งเศส ตามที่สำนักสงฆ์ขันติธรรม จัดพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลอง(ใหญ่ที่สุดโลก) ระหว่างวันที่ 27-30 มิ.ย. นี้ โดยในวันที่ 30 มิ.ย. พระเถรานุเถระนานาชาติจะเข้าร่วมระกอบพิธีห่มผ้าฤดูฝนพระแก้วมรกตจำลอง โดยพระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณราม ประเทศฝรั่งเศส เป็นประธานร่วมฝ่ายสงฆ์ และอาราธนาพระเถรานุเถระจากประเทศศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ร่วมเจริญพระพุทธมนต์และเชิญพุทธศาสนิกชนมาร่วมกันผ้าฤดูฝนขึ้นห่มถวายพระแก้วมรกตจำลอง เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

          นายสุขุม กล่าวว่า ประธานฝ่ายสงฆ์ วัดป่าขันติธรรม ได้เดินทางเป็นแขกของรัฐบาลฝรั่งเศส โดยได้อย่างสมเกียรติ เนื่องด้วยรมว.มหาดไทยของฝรั่งเศสให้การต้อนรับดูแลอย่างสมกียรติ แต่เมื่อพระนานานชาติเดินทางมาประเทศไทยด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ยังไม่มีผู้ใหญ่ของประเทศไทยให้การต้อนรับในการมาร่วมงานดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเป็นการให้เกียรติพระสงฆ์นานาชาติซึ่งรัฐบาลแต่ละประเทศกำลังจับตามองประเทศไทยอยู่ว่าจะมีผู้บริหารระดับสูงของไทยแสดงถึงความตั้งใจในการให้การต้อนรับคณะสงฆ์นานาชาติซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนแต่ละประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจึงไม่ควรละโอกาสสำคัญ ทางวัดป่าขันติธรรมจึงจำเป็นที่จะขอกราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นแขกสำคัญในมหาพิธีดังกล่าวในวันที่ 30 มิ.ย. เวลา 09.59 น.ที่วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

ศาลปค.ให้รัฐฟังปชช.ก่อนเซ็น"แผนน้ำ"3.5แสนล้าน

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้รัฐนำ “แผนน้ำ" ใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้าน กลับไปรับฟังความเห็นจาก ปชช.อย่างทั่วถึง ก่อนเซ็นสัญญากับเอกชน

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2556 ที่ศาลปกครอง องค์คณะของศาลปกครองกลาง นำโดยนายตรีทศ นิโครธางกูร ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวน อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 940/2556 ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกับพวก รวม 45 คน ยื่นฟ้อง 1.นายกรัฐมนตรี 2.คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) 3.คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และ 4.คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ขอให้เพิกถอนแผนบริหารจัดการน้ำที่ใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ที่ให้ทำรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึงก่อน รวมถึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ
ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาโดยสรุปว่า ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 นำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ กลับไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมจัดรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรคสอง และ มาตรา 67 วรรคสอง ก่อนที่จะลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัทเอกชน เนื่องจากมีโครงการบริหารจัดการน้ำที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง อาทิ โครงการแก้มลิง เพราะการที่ให้บริษัทเอกชนผู้รับจ้างไปรับฟังความคิดเห็นอาจได้ผลที่เบี่ยงเบนและไม่ตรงกับความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แม้ศาลปกครองกลางจะมีคำพิพากษา ห้ามไม่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีเซ็นสัญญาก่อนทำประชาพิจารณ์ แต่เนื่องจากคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่สามารถบังคับตามคำพิพากษาได้ อีกทั้งหากรัฐบาลอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน และสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน เห็นว่า การให้รัฐบาลเซ็นสัญญาไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายนั้น ก็สามารถยื่นขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราว ไม่ให้รัฐบาลเซ็นสัญญา จนกว่าคดีถึงที่สุดไ

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดีเอสไอร่อนหนังสือ“ระงับแจ้งเลิก” 49 บริษัทเครือข่ายคืนภาษี 4.2 พันล้าน

ดีเอสไอร่อนหนังสือ“ระงับแจ้งเลิก” 49 บริษัทเครือข่ายคืนภาษี 4.2 พันล้าน

Author by  24/06/13No Comments »
 
ดีเอสไอใช้อำนาจคดีพิเศษร่อนหนังสือถึงกรมพัฒนาธุรกิจฯระงับแจ้งเลิก-ชำระบัญชี 49 บริษัทเครือข่ายคืนภาษี 4.2 พันล้าน ยกเหตุเพื่อประโยชน์ในการสืบสวน พบช้าไป ถูกแจ้งเลิกก่อนหน้านี้นับสิบราย
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า  เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยนางศิวาพร ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขอให้ระงับการแจ้งเลิกและเสร็จการชำระบัญชีนิติบุคคลจำนวน 49 รายไว้ก่อนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษให้เหตุผลว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีกลุ่มนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์ร่วมกันสำแดงเท็จว่าส่งสินค้าประเภทเศษโลหะออกไปนอกราชอาณาจักรและร่วมกันออกและใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือแจ้งการเสียภาษีอากรอันเป็นเท็จ  ตามมาตรา 37 และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 115/2556  ต้องทำการสืบสวนสอบสวนตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547  ดังนั้นจึงขอให้ระงับการแจ้งเลิกและเสร็จการชำระบัญชีนิติบุคคลดังกล่าวไว้ก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อนิติบุคคลที่กรมสอบสวบคดีพิเศษที่ถูกระงับการแจ้งเลิกกิจการ ได้แก่
1.บริษัท ฟรีไทม์ ค้าโลหะ จำกัด 2.บริษัท ดี.เอส.พี.เอ็กปอร์ต จำกัด 3.บริษัท เอส.เอส.เอส.พี.เมทัล จำกัด 4.บริษัท เค.เค.พี.โอ.เอ. จำกัด 5.บริษัท เกิดทรัพย์มั่งมี จำกัด 6.บริษัท หอกิตติทรัพย์ จำกัด 7.บริษัท จี.จี.พี.เอส.ไอ.จำกัด 8.บริษัท โอ.เอ.โอ.พี.จำกัด 9.บริษัท พี.เอส.สำราญ จำกัด 10.บริษัท บี.เอส.จิตดี จำกัด
11.บริษัท โฮกิตติคุณ จำกัด 12.บริษัท สินทรัพย์อนันต์สุข จำกัด 13.บริษัท อำนวย เอ.โอ. จำกัด 14.บริษัท บี.บี. รีไซเคิล จำกัด 15.บริษัท บีบี บิ๊ก จำกัด 16.บริษัท บีบี กรุ๊ป วัน จำกัด  17.บริษัท ซีเอ็นบีซี กรุ๊ป จำกัด 18.บริษัท ซีเอ็นบีซี โกลบอล จำกัด 19.บริษัท เอ็นอีเอ โลหะการค้า จำกัด 20.บริษัท บีเอ็มเอส รีไซเคิล จำกัด
21.บริษัท นำชัยเจริญโลหะเก่า จำกัด 22.บริษัท พีพีทรัพย์โลหะ จำกัด 23.บริษัท ซีเอ็นบีซี เมทัล เทรด จำกัด 24.บริษัท เคเค เมทัล เทรด จำกัด 25.บริษัท บี.เค.แอล.เมทัล จำกัด 26.บริษัท โอ.เค.เมทัล เทรดดิ้ง จำกัด 27.บริษัท ธนกรุ๊ป เทรดดิ้ง จำกัด 28.บริษัท สโนว์ ไทย เทรด จำกัด 29.บริษัท เอ็น.ซี.วี.เทรดดิ้ง จำกัด 30.บริษัท วี.อี.อาร์.เค. จำกัด
31.บริษัท ไซเบอร์เทรดดิ้ง จำกัด 32.บริษัท ซัพพลาย เมทัล จำกัด  33.บริษัท ไมนัส เมทัล จำกัด 34.บริษัท ฟูลลี่ เมทัล จำกัด 35.บริษัท ดี.เอส.ที.เทรดดิ้ง จำกัด 36.บริษัท ไอ.เอส.เอส.เทรดดิ้ง จำกัด 37.บริษัท ลีดเดอร์ สตีล จำกัด 38.บริษัท เมเจอร์ เมทัล จำกัด 39.บริษัท โนเว็น สตีล จำกัด 40.บริษัท ที.เอ็น.อาร์ สตีล เมทัล จำกัด
41.บริษัท แซด.คาซ่า จำกัด 42.บริษัท สเตท เทรด จำกัด 43.บริษัท เอส.ยู.พี.สตีล จำกัด 44.บริษัท เดอะสตาร์ กรุ๊ป จำกัด 45.บริษัท เอส สตีล เทรดดิ้ง จำกัด 46.บริษัท บาลานซ์ สตีล จำกัด 47.บริษัท แอล.วี.ที. เมทัล เทรด จำกัด 48.บริษัท รีเวอร์ สตีล เมทัล เทรดดิ้ง จำกัด 49.บริษัท เอส เอ็ม รีไซเคิล จำกัด
ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่านิติบุคคลจำนวน 49 รายที่กรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้ระงับแจ้งเลิกกิจการและเสร็จการชำระบัญชี  ปรากฏว่ากว่า 20 รายถูกแจ้งเลิกกิจการไปก่อนหน้านี้แล้ว

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

“เหลิม” ป้ายสี “หน้ากากขาว” มาจากบ่อนพนัน-เคลื่อนไหวเมืองนอก “พวกเสือก” เย้ยไม่สำเร็จ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2556 14:50 น.

รองนายกฯ แอ่นอกรับ “ม็อบชาวนา” พรุ่งนี้ ยันรัฐบาลคะแนนนำ ชาวนาเข้าใจ ป้ายสี “หน้ากากขาว” ไม่เลิกขนมาจากบ่อน ส.ก.-ส.ข.หนุนหลัง เย้ยไม่สำเร็จ ขู่อีกอย่าเชื่อพวกชักนำ โวรู้ท่อน้ำเลี้ยง เหน็บหน้ากากขาวฮ่องกง-ซิดนีย์ “พวกเสือก” อุบใช้ พ.ร.บ.มั่นคงกำราบ โวยอดีตบิ๊กสีกากีวิจารณ์คดีอุ้มฆ่า “เอกยุทธ” พ่นพวกทำสำนวนไม่เป็
     
       วันนี้ (24 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ชาวนาทั่วประเทศนัดรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในวันที่ 25 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้
ทบทวนราคารับจำนำข้าวว่า ไม่น่ามีปัญหา เพราะชาวนาเพียงแค่มาแสดงความจำนงว่าต้องการให้รัฐบาลรับจำนำข้าวราคาตันละ 15,000 บาทเช่นเดิม ดังนั้นจึงต้องรอฟังข้อเสนอ แต่เป็นคนละ
แบบกับม็อบหน้ากากขาว ส่วนรัฐบาลจะสามารถปรับราคารับจำนำกลับไปเป็นตันละ 15,000 บาทเหมือนเดิมได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ต้องรอข้อเสนอจากชาวนา และนายกฯคงจะพิจารณา ทั้งนี้ สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จำนวน 3 กองร้อยที่มาประจำที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ไม่ใช่การรับมือ แต่เป็นการเตรียมตัวตลอด เพราะเกรงว่าพวกเดิมๆ ที่ไปเดินอยู่แถวสีลมจะมาทำเนียบรัฐบาลเหมือนกับสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เรื่องนี้ตนเป็นคนสั่งเอง ส่วนมือที่สามไม่มี
     
       ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับลดราคารับจำนำข้าวจะทำให้กระทบฐานเสียงรัฐบาลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า คนเสียแน่ๆ คือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวแล้วมาสร้างประเด็นเป็นเรื่องการเมืองตลอด รัฐบาลทำไมจะไม่รู้ว่าโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลต้องขาดทุนอยู่แล้ว แต่ชาวนาได้ประโยชน์ พรรคประชาธิปัตย์เสียแต้ม รัฐบาลยังคะแนนนำอยู่ ทั้งนี้ นายกฯ มีมติมอบหมายให้ตนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบในเรื่องของการรับจำนำ ไม่ใช่จำหน่าย ซึ่งเป็นคนละส่วนกับชุด พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ จะเป็นการตรวจสอบเบ็ดเสร็จทั้งระบบ จะทำให้รู้ชัดว่าที่ไหนทำไม่ดีไม่งามบ้าง โดยตนกำชับตำรวจแล้วว่าอย่าไปลูบหน้าปะจมูก ให้เดินหน้าเต็มที่ คนทำผิดต้องรับโทษ และเมื่อนายกฯสั่งแล้ว ต้องล้างกันสาด เคลียร์เด็ก ผิดจับหมด ไม่มีเว้น หากมีนักการเมืองเอี่ยวก็จับ
     
       เมื่อถามว่า เชื่อว่าที่สุดแล้วรัฐบาลจะสามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวนาได้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พวกเดียวกัน ชาวนาเข้าใจ ที่มารุมเร้ามีแต่พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนข้อห่วงใยที่ม็อบชาวนาอาจไปรวมกับกลุ่มหน้ากากขาวนั้นคงไม่มี พราะหน้ากากขาวรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ตนได้รับรายงานถี่ถ้วน ขณะนี้มีกลุ่มเคลื่อนไหวทั้งหมด 7 กลุ่ม ยังไม่ได้มีการรวมกัน เพราะยังหาแกนนำไม่ได้ บางส่วนรอเงินทุนสนับสนุน บางส่วนดูท่าทีทหาร บางส่วนแย่งกันนำ และกำลังทะเลาะกันแล้วเพราะแย่งกันเป็นแกนนำ โดยตอนนี้ตนจับตาดูอยู่ หากไม่ด่านายทุนป่านนี้กลุ่มคนพวกนี้เอาแล้ว
     
       เมื่อถามว่า เป็นข้อมูลเดียวกับของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า คนละข้อมูล และไม่เกี่ยวกับนายพล “ส.” ตาโปน ส่วนเรื่องการซื้อ ส.ส.ราคาหัว
ละ 80 ล้านบาทนั้น ตนไม่ทราบ แต่ถ้าใครคิดก็เสียเงินเปล่า ส่วนที่หาว่าตนข่มขู่ผู้ชุมนุมว่าจะมีระเบิดจากมือที่สามนั้น อยากถามว่ามีข้อความตอนไหนที่ตนให้สัมภาษณ์ข่มขู่ผู้มาชุมนุม ตนสนับสนุนการชุมนุม แต่บอกว่าเกรงจะมีมือที่ 3 โยนระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมแล้วจะเดือดร้อนมาถึงรัฐบาล หากคุณไม่กลัวก็มาชุมนุม ไม่ได้บังคับ และยังมั่นใจว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเขาไม่เห็นด้วยในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลยหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ร่วมมือม็อบจะไม่โตขอฟันธง
     
       เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงหลายพื้นที่คุกคามกลุ่มหน้ากากขาวที่ออกมาชุมนุม รองนายกฯ กล่าวว่า คงไม่มีแล้ว ที่เกิดขึ้นเป็นอดีต กลุ่มคนเสื้อแดงเข้าใจเแล้วว่าจะไม่ไปยุ่งด้วย ซึ่งจากการประเมินการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ใน กทม.น้อยลง ต่างจังหวัดมากขึ้น เรื่องนี้นักการเมืองหนุน
     
       “ที่ กทม.คนเยอะเพราะบ่อนการพนันบางซื่อ ส.ก.และ ส.ข.เอาคนมา กลุ่มหน้ากากขาวมีไม่กี่คน กลุ่มเสื้อหลากสีก็ไม่มี เรื่องนี้ไม่สำเร็จขอเตือนด้วย อยากจะบอกพี่น้องประชาชนอย่าไปเชื่อพวกชักนำ พวกนี้ธุรกิจสีเทา ทั้ง จ.อุดรธานี ขอนแก่น และกทม. คือ 1. เจ้าของบ่อน 2. บาคาราออนไลน์ และ 3. หวยใต้ดิน ผมบอกตำรวจแล้วอย่าปรานีคนชั่ว เรื่องนี้ไม่มีอะไร ผมติดตามใกล้ชิด แล้วถ้ามีเรื่องอย่ามาโทษรัฐบาล ไม่ได้ขู่” รองนายกฯ ระบุ
     
       เมื่อถามว่า 7 กลุ่มดังกล่าวจะสามารถรวมตัวกันได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า “รวมตัวกันได้ แต่ล้มรัฐบาลไม่ได้ เรารู้เส้นทางหมด ส่วนใหญ่เจ้าเก่ารอเงิน ถ้าไอ้น้ำเมาอยู่เฉยๆ ไอ้ขายเป็ดขายไก่อยู่เฉยๆ บ้านเมืองก็สงบ”
     
       เมื่อถามว่า ทุนหลักที่สนับสนุนมีจำนวนเยอะหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่รู้ว่าเยอะหรือไม่ แต่ว่าธนาคารเขาเบาลงไปแล้ว”
     
       เมื่อถามถึงการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวในต่างประเทศ รองนายกฯ กล่าวว่า “อ๋อ ไอ้พวกเสือกน่ะสิ อยากดัง มึงไปไล่ถึงเมืองนอกเมืองนา รัฐบาลเขาอยู่เมืองไทย ถ้าพูดไปเดี๋ยวหาว่า ร.ต.อ.เฉลิมข่มขู่ ผมไม่มีวันข่มขู่ ไอ้พวกนั้นเสือก ซิดนีย์ ฮ่องกง สื่ออย่าไปให้ความสำคัญไอ้พวกนอกระบบ คุณสนับสนุนเผด็จการหรือ บอกว่าเต็มสีลมก็มีแค่ 2,700 คน แต่ที่ประเมินทั่วประเทศมีหกพันคนนิดๆ”
     
       เมื่อถามว่า ประเมินกลุ่มหน้ากากขาวจะเติบโตหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ลดไม่ได้เพราะน้อยอยู่แล้ว
     
       เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง คุมการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขวา รองนายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่สถานการณ์ ขอยังไม่พูด และระหว่างนี้ระวังหากไปทำอะไรผิดแล้วตำรวจจับอย่ามาหาว่าแกล้งไม่ได้ ตอนนี้ตำรวจรายงานมาแล้ว ตนบอกตำรวจไปแล้วหากผิดจริงๆ ให้จับไป ส่วนเรื่องความผิดอะไรขอยังไม่บอก และขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าการคัดค้านด้วยวิธีนี้ไม่ถูกต้อง หยุดเถอะอย่ามาเลย และขอย้ำไม่มียุบสภา ไม่กลัวฝ่ายค้าน ตนตรึงสถานการณ์ได้ และนายกฯไม่มียุบสภาเด็ดขาด
     
       นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิมยังให้สัมภาษณ์ถึงคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดัง และเจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ว่า ตนขอหาเรื่องนิดนึง เนื่องจากมีนายตำรวจน้อยใหญ่หลายคนที่เกษียณอายุราชการไปแล้วมาแสดงความเห็นเรื่องคดีนายเอกยุทธ ซึ่งนายตำรวจบางคนที่วิจารณ์ตอนเป็นตำรวจไม่เคยฝึก ไม่เคยจับกุมผู้ต้องหา ทำบันทึกการจับกุมไม่เป็น ทำสำนวนสอบสวนไม่เป็น และตำรวจเกลียดค่อนกรม ได้ดีมาแล้วเพราะด่าตำรวจตนไม่ให้แต้ม ไม่ใส่ใจและไม่สนใจ บางคนยศมากเพราะสาระแน

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เปิดเอกสารสภาพัฒน์ มัด พาณิชย์ ละเมิดมติครม. หมกเม็ดการระบายข้าว

เปิดเอกสารสภาพัฒน์ มัด พาณิชย์ ละเมิดมติครม. หมกเม็ดการระบายข้าว เงินหมุนเวียนในโครงการ สะท้อน สามฤดูกาล ครม.ยิ่งลักษณ์ สุดชุ่ย มั่วเดินหน้าจำนำข้าว โดยไม่มีข้อมูลในมือ !

ผู้สื่อข่่าวรายงานว่า เพจTeam-Korn Chatikavanij Page ได้โพสต์เอกสารของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลงวันที่ 7 มิ.ย. 56 เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 ครั้งที่ 2 ของกระทรวงพาณิชย์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจ คือ

กระทรวงพาณิชย์ควรจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน การระบายสต๊อกข้าว และกระแสเงินสดของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่มีอยู่ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะ ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 , 1 พ.ค.2555 และ 31 มีนาคม 2556 เพื่อให้ครม.มีข้อมูลในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ควรจัดทำระบบการกำกับตรวจสอบการดำเนินงานของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้งกระบวนการให้มีความรัดกุม

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลอดการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตลอดสามฤดูกาลที่ผ่านมาคือ โครงการจำนำข้าวนาปี ปี 54/55 นาปรังปี 55 และนาปี ปี 55/56 กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้รายงานเกี่ยวกับการระบายข้าว และเงินหมุนเวียนที่ใช้ในโครงการให้ครม.รับทราบ แม้ว่าจะมีมติครม.ให้กระทรวงพาณิชย์รายงานข้อมูลดังกล่าวถึงสามครั้ง แต่ครม.ก็ยังอนุมัตให้มีการใช้เงินกู้ 5 แสนล้านเพื่อดำเนินโครงการจำนำข้าวต่อไปและส่าสุดมติครม.วันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ยังอนุมัตให้ ธ.ก.ส.กู้เงินเพิ่มมาใช้ในโครงการจำนำข้าวเพิ่มจากวงเงินที่ครม.กำหนดได้เป็นกรณีพิเศษโดยตกลงเป็นรายกรณีกับกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งยังให้นำเงินที่ใช้ดำเนินโครงการมาหมุนเวียนข้ามฤดูกาลได้อีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่ ครม.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการระบายข้าวในสต๊อคและยอดเงินที่ใช้ในโครงการอย่างชัดเจน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้รายงานตัวเลขต่อ ครม. แต่ ครม.ยิ่งลักษณ์ ยังอนุมัตให้เดินหน้าโครงการต่อโดยลดหย่อนหลักเกณฑ์ให้ใช้เงินเกินกรอบห้าแสนล้านตามมติครม.เดิม และให้นำเงินมาหมุนเวียนข้ามฤดูกาลได้ด้วย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมิได้พยายามที่จะหยุดยั้งความเสียหายจากโครงการนี้เลย

เซ็นทรัลแจง เป็นกลางทางการเมือง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์19 มิถุนายน 2556 17:35 น.
       ศูนย์ข่าวขอนแก่น - เซ็นทรัลร่อนหนังสือแจง หลังถูกมองให้ใช้สถานที่ชุมนุมทางการเมือง ยันเป็นกลาง ไม่หนุนหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
      
       วันนี้ (19 มิ.ย.) ฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ส่งหนังสือชี้แจงประเด็นการชุมนุมทางการเมืองว่า จากกรณีที่มีการชุมนุมทางการเมืองที่บริเวณศูนย์การค้าในเครือของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ช่วงที่ผ่านมา บริษัทตระหนักดีว่าการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ บริษัทจึงขอเรียนชี้แจงจุดยืนและนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้
      
       1. บริษัทขอยืนยันการดำเนินธุรกิจแบบมืออาชีพ และความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด โดยไม่สนับสนุนหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อม
      
       2. บริษัทไม่มีนโยบายคัดค้านการชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่สนับสนุนให้กลุ่มใดมาใช้พื้นที่ในการชุมนุม หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกรูปแบบ
      
       บริษัทประสงค์ให้ศูนย์การค้าทุกแห่งของบริษัทเป็นศูนย์กลางของชุมชน ในการที่สุจริตชนจะมาใช้ชีวิตพักผ่อนหย่อนใจอย่างปลอดภัย สะดวกสบาย และให้ผู้ประกอบการสามารถเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ดำเนินกิจการค้าขาย รวมถึงเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อให้เกิดรายได้และเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน โดยบริษัทเป็นผู้ดูแลพื้นที่ ผู้ประกอบการ และประชาชนที่มาใช้บริการ
      
       ดังนั้น บริษัทจึงขออภัยที่ไม่สามารถอนุญาตให้ผู้ใดใช้พื้นที่ของศูนย์การค้าเพื่อการชุมนุมทางการเมือง หรือผิดไปจากจุดยืนดังกล่าวได้
      
       ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมากลุ่มหน้ากากขาวขอนแก่นนัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ลานข้าวเหนียว ด้านหลังศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น แต่ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่น นำโดยกลุ่มอีสาน อัพเดท และกลุ่มคนเสื้อแดงร้านลาบก้อย นปช. ข่มขู่ขับไล่ และทำหนังสือถึงผู้บริหารของห้างห้ามให้กลุ่มหน้ากากขาวใช้พื้นที่โดยเด็ดขาด
      
       ในที่สุดกลุ่มหน้ากากขาวขอนแก่นได้รวมตัวกันที่หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ฝั่งถนนมิตรภาพ โดยผู้บริหารห้างสั่งปิดประตูทางเข้า-ออกด้านหลัง เพื่อป้องกันเหตุปะทะของทั้งสองกลุ่ม