PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เกม "ลึก" แผน "ลับ" ลบแผล "เสียของ" ตอน...ก่อน 22 พ.ค.

เกม "ลึก" แผน "ลับ" ลบแผล "เสียของ" ตอน...ก่อน 22 พ.ค.

วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 08:09:00 น.



มติชนรายวัน 4 สิงหาคม 2557


เหตุการณ์ครั้งนั้น ปลุกให้ประเทศไทยเกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความคิดหนึ่ง เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคือปัญหาทุกอย่างของประเทศ

อีกความคิดหนึ่ง เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นข้ออ้างสำหรับกลุ่มบุคคลที่ต้องการล้มระบบการปกครองที่เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเสรี 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 ประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นรัฐธรรมนูญที่ตัวแทนประชาชน ในนามของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมกันจัดทำขึ้น

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จูงใจให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มหาเศรษฐีของเมืองไทย กระโดดเข้าสู่วงการเมือง

การกระโดดเข้าสู่การเมืองครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้นำเอาเทคนิคการบริหารงานทางธุรกิจ เข้ามาดำเนินการทางการเมือง

ทั้งการสำรวจวิจัย การจัดทำโครงการขนาดใหญ่ การทำการตลาดในช่วงหาเสียง และการเจรจาต่อรองกับกลุ่มการเมืองเก่า

วิธีการต่างๆ ดังว่า ทำให้ พรรคไทยรักไทย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค ชนะการเลือกตั้ง และเข้าสู่การบริหารประเทศในปี 2544 



ผลการเลือกตั้งได้เบียดพรรคการเมืองเก่า โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ให้กลายเป็นฝ่ายค้าน 

การบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต นโยบายประชานิยมทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงใหลศรัทธา

กระทั่งการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงท่วมท้นกว่าปี 2544 เสียอีก

แต่ขณะเดียวกัน การบริหารงานสไตล์ พ.ต.ท.ทักษิณก็สร้างศัตรูในแวดวงการเมือง และแวดวงธุรกิจไว้มหาศาล

รอยปริแตกของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เกิดขึ้นเมื่อกำเนิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และขยายผลกลายเป็นม็อบในปี 2549

รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกโจมตีด้วยข้อหาฉกรรจ์ 2 ข้อ

หนึ่ง คือทุจริตทางนโยบาย

หนึ่ง คือไม่จงรักภักดี


ดูเหมือน ข้อหาฉกรรจ์ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณถูกกล่าวหา จะฝังลึกในห้วงสำนึกของฝ่ายคัดค้านระบอบ พ.ต.ท.ทักษิณ มาจนถึงปัจจุบัน

พ.ต.ท.ทักษิณเจอมรสุมหนักทั้งเรื่องซื้อขายที่ดินรัชดา ขายหุ้นชินคอร์ป รวมไปถึงการบริหารราชการแผ่นดินแบบ "ล้วงลูก" และผูกขาด

การบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มมีอุปสรรค พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มถอย ทั้งลาออก และยุบสภา แต่ก็เกิดปัญหาเพราะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นๆ ที่เห็นว่าหนทางแพ้เลือกตั้งมีมากกว่าชนะ

ในที่สุด พรรคการเมืองเหล่านั้นไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้ง เกิดเป็นเหตุให้พรรคการเมืองเล็กมีค่า และมีการกล่าวหาว่าจ้างวานให้พรรคการเมืองเล็กลงสู่สนามเลือกตั้ง 

กระทั่งการเลือกตั้งเป็นโมฆะ

เหตุการณ์ในประเทศย่ำแย่ มีข้อเสนอเรื่องนายกฯมาตรา 7 แต่ในที่สุดก็ล้มแผนไป ขณะเดียวกันได้เกิดกระแสใหม่ที่ถูกเรียกว่า "ตุลาการภิวัฒน์" ขึ้นมา

ในปี 2549 พ.ต.ท.ทักษิณได้รับสัญญาณเตือนว่า จะเกิดการยึดอำนาจ แต่ไม่เชื่อ เพราะคิดว่าการรัฐประหารน่าจะหมดไปจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2534 แล้ว

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนเสื้อแดงได้เกิดขึ้นมาประชันกับกลุ่มคนเสื้อเหลือง

แล้วในที่สุด เกิดการประโคมข่าว กลุ่มคนเสื้อแดงอาจจะปะทะกับกลุ่มคนเสื้อเหลือง ในวันที่ 20 กันยายน 2549

จน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ขณะนั้นถือเป็นเหตุ ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในช่วงค่ำวันที่ 19 กันยายน 2549 

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คนที่ไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะมีการปฏิวัติ กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในต่างประเทศ และหลังจากวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา สถานการณ์การเมืองไทยก็ผูกโยงกันมาเรื่อยจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

โปรดติดตามตอนต่อไป

หมายเหตุ - "มติชน" จะนำเสนอรายงานพิเศษเบื้องหลังการเกิดวิกฤตทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน โดยรวบรวมเป็นตอนๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้ย้อนถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งรายงานพิเศษเริ่มต้นนำเสนอตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม เป็นต้นไป

ใครเป็นใครในสนช.แยกเป็นหมวดหมู่

ใครเป็นใครในสนช.

1. นายทหาร ตำรวจ ชื่อดัง
- พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ (รักษาสันติภาพติมอร์/ไฟใต้)
- พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร (อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 กรณีเขาพระวิหาร)
- พลเอก ธีรเดช มีเพียร (อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน)
- พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ (ผบ สส ยุค คมช)
- พลเรือเอก กําธร พุ่มหิรัญ (อดีต ผบทร)
- พลโท ปรีชา จันทร์โอชา (น้องชายพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)
- พลตรี จารึก อารีราชการัณย์
- พลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
- พลตํารวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
- พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา
- พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
- พลตํารวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์
- พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย (พ่อน้องพิมพ์ดาว พานิชสมัย)
- พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม (อดีต สว)
- พลเรือเอก สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ (ผบทร)
- พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย
- พลเอก อู้ด เบื้องบน (ปลัดกระทรวงกลาโหม)
- พลตํารวจเอก เอก อังสนานนท์

2. ภาคธุรกิจเอกชน/การเงิน
- กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล (Toshiba)
- นายบุญชัย โชควัฒนา (ประธานกรรมการสหพัฒนพิบูลย์)
- นายสม จาตุศรีพิทักษ์ (พี่ชายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เคยเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์สมัยรัฐบาลพลเอกเชาวลิต)
- นายบุญทักษ์ หวังเจริญ (CEO ธนาคารทหารไทย)
- นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ (นายกสมาคมอาหารแช่แข็งไทย)
- นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ (นายกสมาคมผู้ผลิตสบู่/ที่ปรึกษากฎหมาย)
- นางเสาวณี สุวรรณชีพ (ธนาคารแห่งประเทศไทย, กรรมการบริษัท)
- นายอิสระ ว่องกุศลกิจ (ประธานกรรมการกลุ่มน้ำตาลมิตรผล)

3. รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานในกำกับรัฐ
- นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (ปตท)
- นายสมพล เกียรติไพบูลย์ (ประธาน กลต)
- นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร (อดีตประธานกรรมการบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย)
- นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย (ผู้บริหารบริษัท/ บอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง)
- นายสุพันธุ์ มงคลสุธี (ประธานสภาอุตสาหกรรม)

4. นักวิชาการ เทคโนแครต มหาวิทยาลัย
- นายณรงค์ชัย อัครเศรณี (ความเชี่ยวชาญเศรษฐกิจการค้า)
- นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน (NIDA)
- นายนรนิติ เศรษฐบุตร (ธรรมศาสตร์ อดีตอธิการบดี)
- นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ (อธิการบดี ม เกษตรศาสตร์)
- นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ (อธิการบดี ม ธรรมศาสตร์)
- นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย (อธิการบดี ม ขอนแก่น)
- นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (อธิการบดี มศว.)
- นางนิสดารก์ เวชยานนท์ (NIDA)
- นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต (อธิการบดี ม เชียงใหม่)
- นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ (NIDA)
- นายภิรมย์ กมลรัตนกุล (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
- นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน (อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล)
- นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง)

5. ข้าราชการ อดีต/ปัจจุบัน
- นายปรีชา วัชราภัย (เลขาธิการ ก.พ.)
- นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร (อดีตผู้ว่า กรรมการ ก.พ - รัฐศาสตร์จุฬา)
- นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ (อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน และปลัดกระทรวงพาณิชย์)
- นายสีมา สีมานันท์ (อดีตเลขาธิการ ก.พ.)
- นายกล้านรงค์ จันทิก (อดีตเลขา ปปช)
- นายกิตติ วะสีนนท์ (อดีตทูต)
- นายชาญวิทย์ วสยางกูร (อดีตผู้ว่า รัฐศาสตร์จุฬา)
- นายแพทย์ธํารง ทศนาญชลี (อดีตข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข กรรมการโรงงานยาสูบ)
- นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐศาสตร์ จุฬา)
- นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา (อดีตผู้ว่าฯ - เคยขึ้นเวทีมัฆวาน ในการชุมนุมของพันธมิตร)
- นายภาณุ อุทัยรัตน์ (อดีต ผอ ศอ บต - รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์)
- นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ (อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัด)
- นายประมุท สูตะบุตร (อดีตข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี)
- นายพรศักดิ์ เจียรณัย (ผู้ว่าราชการจังหวัด - รัฐศาสตร์ราม)
- นายวันชัย ศารทูลทัต (อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม)
- นายวิทยา ฉายสุวรรณ (ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
- นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ (อดีตทูต)
- นายศิระชัย โชติรัตน์ (อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ)
- นายสถิตย์ สวินทร (อดีตอธิบดีกรมป่าไม้)
- นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล (อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ)
- นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ (ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ)
- นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (โรงพยาบาลรามาธิบดี เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ)
- นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล (เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน/ประธานบริษัท ที่ปรึกษา)
- คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา)
- นายอําพน กิตติอําพน (อดีตเลขา ครม/ ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ประธานบอร์ดการบินไทย)
- นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ (อดีตอธิบดีกรมที่ดิน)
- นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช (อดีตอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
- นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ (เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

6. สว เก่า
- นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ (ครูหยุย)
- นายสมชาย แสวงการ
- นายสมพล พันธุ์มณี
- นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย (อดีตรองประธานวุฒสภา คนที่ 1 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์)
- นายเจตน์ ศิรธรานนท์ (แพทยศาสตร์ มหิดล)
- นายชัชวาล อภิบาลศรี
- นายตวง อันทะไชย (นิติศาสตร์)
- นายธานี อ่อนละเอียด (นิติศาสตร์)
- นายพีระศักดิ์ พอจิต (นิติศาสตร์)
- นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ (อดีตผู้บริหารโรงแรม และมูลนิธิ/องค์กรไม่แสวงหากำไร)
- นายวิทวัส บุญญสถิตย์ (อดีตผู้บริหารธุรกิจอุตสาหกรรม)
- นายสมบูรณ์ งามลักษณ์
- นายสุธรรม พันธุศักดิ์
- นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล

7. มีประสบการณ์ทางการเมือง
- นายสมพร เทพสิทธา

8. นักกฎหมาย ตุลาการ
- นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ (กรรมการกฤษฎีกา ที่ปรึกษาศาลปกครอง)
- นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ (อดีตเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา)
- คุณพรทิพย์ จาละ (อดีตเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา)
- นายพรเพชร วิชิตชลชัย (อดีตตุลาการศาลฎีกา มือร่างกฎหมายของ คสช)
- นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง (เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม)
- นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด (ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา)

9. มูลนิธิ/ NGO
- นายสนิท อักษรแก้ว (ศาสตราจารย์ด้านวนศาสตร์/ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

10. อื่น ๆ

- คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี (บุตรสาวจอมพลถนอม กิตติขจร)
- นายมณเฑียร บุญตัน (นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย อดีต สว.)

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รถไฟฟ้า คสช. 10 สายทาง สีน้ำเงินดีเลย์-จ่อประมูล 7 สาย 3 แสนล้าน

รถไฟฟ้า คสช. 10 สายทาง สีน้ำเงินดีเลย์-จ่อประมูล 7 สาย 3 แสนล้าน

Prev
1 of 1
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 05 ส.ค. 2557 เวลา 08:01:13 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โปรเจ็กต์รถไฟฟ้าหลากสีเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ "คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" เร่งรัดให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ล่าสุด "กระทรวงคมนาคม" ติดตามแผนงานก่อสร้างและแผนลงทุนเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เดินหน้าไปตามยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของไทย ที่ "บิ๊ก คสช." เพิ่งอนุมัติไปเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเปิดประมูลในปี 2557 อย่างน้อย 1-2 สายทาง



เร่งรัด 4 สายอยู่ระหว่างสร้าง

"สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์" ปลัดกระทรวงคมนาคมระบุว่า ได้รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้า 10 สายทางให้ที่ประชุม คสช.ชุดใหญ่รับทราบ เพราะเป็น 1 ใน 5 แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ภายใต้กรอบเวลา 8 ปี (2558-2565) มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯและปริมณฑล ใน 10 สายทางมีที่กำลังก่อสร้าง ประกอบด้วย สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ระยะทาง 26 กิโลเมตร คืบหน้า 16% ล่าช้าจากแผนงาน เนื่องจากรอการอนุมัติเพื่อปรับแบบก่อสร้างใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการในปี 2560

ส่วนสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) 23 กิโลเมตร งานก่อสร้างโยธาคืบหน้า 92% อยู่ระหว่างเร่งรัดงานระบบรถไฟฟ้าที่ "BMCL-บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)" ให้จัดหารถมาวิ่งทดสอบเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดบริการอย่างไม่เป็นทางการทันปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559

สายสีน้ำเงินดีเลย์ 2 ปี 

ด้านสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) 27 กิโลเมตร ก่อสร้างคืบหน้า 52% ล่าช้าจากแผนงาน 2 ปี คาดว่าจะเลื่อนเปิดบริการ จากเดิมเปิดในปี 2560 เนื่องจากติดเรื่องพื้นที่ทับซ้อน 3 จุดกับโครงการก่อสร้างของกรุงเทพมหานคร (กทม.) บริเวณแยกไฟฉาย แยกบรมราชชนนี และจุดตัดถนนบางแค

ส่วนงานระบบรถไฟฟ้าอยู่ระหว่างการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พิจารณาว่าดำเนินการรูปแบบไหน

ขณะที่สายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) 12.8 กิโลเมตร การก่อสร้างเร็วกว่าแผนงาน 3% โดยมีผลงานคืบหน้า 33% คาดว่าจะเปิดใช้บริการปลายปี 2559-2560

จ่อประมูล 7 สายกว่า 3 แสนล.

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ "ปลัดคมนาคม" อธิบายว่า จะเปิดประมูล 7 สายทาง ลงทุนรวม 355,937 ล้านบาท (ดูตาราง) สายทางที่กำลังประมูลมีสาย สีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) เฉพาะงานโยธาค่าก่อสร้างกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท ล่าช้าจากแผน 2 เดือน รอการพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่ จะเดินหน้าให้ยื่นซองราคาหรือเปิดประมูลใหม่

ส่วนสายทางที่ขออนุมัติโครงการจาก คสช.เพื่อประมูลก่อสร้างมี 6 สาย รวม 142.8 กิโลเมตร เริ่มดำเนินการปี 2557-2558 ได้แก่ 1.สายสีแดงส่วนต่อขยายจากรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ 2.สายสีแดง Missing Link (บางซื่อ-หัวลำโพง และช่วงบางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก) 3.สายแอร์พอร์ตลิงก์ (สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินดอนเมือง) 4.สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) 5.สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) 6.สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง)

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมเมกะโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าที่คมนาคมเตรียมความพร้อม และกำลังจะเริ่มต้นโหมโรงรับ ครม. ใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แฉ..อเมริกา ลักพาตัวผู้หญิงพร้อมลูก 3 คน ไปทรมาณ และคุกคามทางเพศ

วันที่ 4 ส.ค.57 แฉ..อเมริกา ลักพาตัวผู้หญิงพร้อมลูก 3 คน ไปทรมาณ และคุกคามทางเพศ
ดร.ไอเฟีย ซิดดีก จากปากีสถานซึ่งได้รับ 144 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และใบรับรองในด้านประสาทวิทยา จากสถาบันที่ต่างๆ ของโลก และเป็นนักประสาทวิทยาคนเดียวในโลกที่ได้ Ph.d กิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เขาได้ถูกเอฟบีไอในเมืองการาจี ลักพาตัวพร้อมบุตร 3 คน เป็นนักโทษที่อ่าวกัวตานาโม หมายเลข 650 ตอนนี้อยู่ในเรือนจำที่สหรัฐอเมริกา และได้สูญเสียความทรงจำ เนื่องจากถูกทรมานทางด้านร่างกาย จิตใจ และถูกคุกคามทางเพศ ยิ่งกว่านั้นเขาถูกกุมขังร่วมกับนักโทษชาย
เรื่องพวกนี้ตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ได้ไม่ยาก เพราะเธอได้ 144 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา และค้นหาประวัติแสนง่ายดาย เธอเป็นนักประสาทวิทยาคนเดียวในโลกที่ได้ Ph.d กิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยิ่งค้นหาง่ายใหญ่เลย เพราะไม่มีคนที่สอง เป็นนักโทษที่อ่าวกัวตานาโม หมายเลข 650 ก็ยิ่งค้นหาง่ายอีก เพราะบอกหมายเลขให้แล้ว
สรุป..เธอเป็นปัญญาชน ที่ฉลาดเกินไปของปากีสถาน และโลกให้การยอมรับ ดังนั้นสิ่งที่เธอพูดยอมน่าเชื่อถือ อเมริกากลัวว่าคนปากีสถานจะเชื่อเธอ จนชักใยประเทศนี้ไม่ได้..ไม่รู้จะตั้งข้อหาอะไรเขา ก็เลยลักพาตัวไป แล้วขังคุกฟรีๆ
จากนั้นก็ทรมานร่างกาย จิตใจ คุกคามทางเพศ และขังร่วมกับนักโทษชาย..นี่แหละคืออเมริกา ประเทศประชาธิปไตยของโลก ที่เจริญแล้ว และมีไอ้มาม่า ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเสียด้วย
ไม่มีอะไรที่รัฐบาลมะกันทำไม่ได้ ยกเว้นความดีและมีศีลธรรม ตามหลักศาสนา
@ เสธ น้ำเงิน4
https://www.facebook.com/thailandcoup

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สรุปเนื้อหา สปช.


สรุปเนื้อหาของ พรฎ.ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ.2557 (สปช.)
เปิดดูรายละเอียดได้ที่  www.thaigov.go.th/th/news1/item/download/2232.html
-   พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาฯ แบ่งเป็น 11 ด้าน ตามแนวทางการปฏิรูป เสนอชื่อด้านละไม่เกิน 50 คน และคณะกรรมการสรรหาฯ ประจำจังหวัด เสนอชื่อจังหวัดละ 5 คน ก่อนนำบัญชีรายชื่อส่งให้ คสช.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือก

       พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 31 กรกฎาคม 2557 มีจำนวน 18 มาตรา เนื้อหาระบุถึงข้อกำหนดและรายละเอียดในการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่มีที่มาแบ่งตามการปฏิรูป 11 ด้าน ประกอบด้วยคณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา ด้านเศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สื่อสารมวลชน สังคม และด้านอื่น ๆ  รวมทั้งกรรมการสรรหาประจำจังหวัด รวมจำนวนทั้งสิ้น 12 คณะ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแต่งตั้งผู้มีความรู้ ประสบการณ์ในแต่ละด้านทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหา คณะละ 7 คน เพื่อให้เสนอชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็น สปช. เสนอให้ คสช.สำหรับทำการคัดเลือกต่อไป

        สำหรับ ผู้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหา สปช. ประจำจังหวัดแต่ละจังหวัด นอกจาก กทม. ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด นายก อบจ. ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัดของจังหวัดนั้นครั้งล่าสุด และประธาน กกต.ประจำจังหวัด เป็นกรรมการสรรหา ส่วนคณะกรรมการสรรหา สปช. ประจำ กทม. ประกอบด้วย ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนใน กทม. และประธาน กกต.กทม.

        โดยจำนวน สปช. ใน 11 ด้านนั้น คณะกรรมการสรรหาในแต่ละด้าน สามารถเสนอบุคคลเพื่อเป็นสปช. ได้ไม่เกินคณะละ 50 คน แต่ไม่ต้องน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ส่วนคณะกรรมการสรรหา สปช.ประจำจังหวัดสามารถเสนอชื่อบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้นได้จังหวัดละ 5 คน ซึ่งเกณฑ์การคัดเลือก สปช. ทั้งหมดต้องคำนึงถึงการกระจายผู้มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วน ความเท่าเทียมกันทางเพศและผู้ด้อยโอกาสด้วย นอกจากนี้ คณะกรรมการสรรหาจะต้องพิจารณานิติบุคคลซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรสามารถเสนอชื่อได้ไม่เกิน 2 ชื่อ โดยเป็นมติของผู้บริหารนิติบุคคลนั้น จากนั้นจะต้องเสนอชื่อต่อหน่วยงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดภายใน 20 วัน นับตั้งแต่วันที่มีประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 ด้าน

       ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช.ทั้ง 11 ด้าน และคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอชื่อรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว คสช. จะคัดเลือกรายชื่อจังหวัดละ 1 คน รวมกับตัวแทนจากด้านต่างๆ ต้องไม่เกิน 250 คน จากนั้น หัวหน้า คสช. จะเป็นผู้นำรายชื่อดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุให้ตำแหน่ง สปช. ว่างลง หรือหากต้องแต่งตั้งเพิ่ม ให้ คสช.แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น สปช.ได้ รวมถึงหากมีปัญหาเกี่ยวกับการเสนอชื่อ การสรรหา หรือปัญหาอื่นใด ให้หัวหน้า คสช. เป็นผู้วินิจฉัยและถือว่าชอบด้วยกฎหมาย พร้อมกันนี้ ยังให้ คสช.มีอำนาจประกาศเปลี่ยนแปลงระยะเวลา หรือให้ดำเนินการและงดเว้นการดำเนินการใดที่เกี่ยวกับการสรรหา สปช. ได้

เปิดดูรายละเอียดได้ที่  www.thaigov.go.th/th/news1/item/download/2232.html

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

“วิชัย” คิงเพาเวอร์ คอนเนกชันลึกล้ำ จากราชวงศ์อังกฤษ ถึงนักการเมืองทุกขั้วที่คลาคล่ำในโรงแรมพูลแมน

“วิชัย” คิงเพาเวอร์ คอนเนกชันลึกล้ำ จากราชวงศ์อังกฤษ ถึงนักการเมืองทุกขั้วที่คลาคล่ำในโรงแรมพูลแมน จากแนวร่วมต้านรัฐประหาร เป็นแขกวีไอพีของนายพล

31 กรกฎาคม 2014
ที่มาภาพ : http://buaksib.com/do_uploads/20140708192624_thumb.jpg
ที่มาภาพ : http://buaksib.com/do_uploads/20140708192624_thumb.jpg
ชื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา นายใหญ่แห่งอาณาจักร “คิง เพาเวอร์” ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ทั้งในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ หน้าหลักแมกกาซีน เกือบทุกฉบับ ทั้งอยู่ในรายการข่าวภาคหลัก ข่าวกีฬา ในสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวาระที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี จัดกิจกรรมสร้างกระแสต่อเนื่องจากฟุตบอลโลกฟีเวอร์ ด้วยการนำทีมที่คิง เพาเวอร์ เป็นเจ้าของ มาลงเตะนัดนัดพิเศษ “Leicester City vs Everton Friendly Match Celebrating King Power 25 Years” ในเมืองไทย
ชื่อ “วิชัย” มิใช่แค่เป็นเพียงนักธุรกิจที่ครอบครองอาณาจักรธุรกิจ ร้านค้าปลอดภาษี (duty free) และกิจการอื่น 16 แห่ง มีสินทรัพย์เกือบ 35,000 ล้านบาท แต่สังคมรู้จักเขาในฐานะ “เจ้าพ่อคอนเนกชันภาคธุรกิจ” คนหนึ่งของวงการ มียุทธวิธีการขยายอาณาจักร และเส้นทางธุรกิจคล้ายกับเพื่อนสนิทของเขาที่เป็น “เจ้าพ่อคอนเนกชันธุรกิจ-การเมือง” ชื่อเนวิน ชิดชอบ
ทั้งชื่อ-ชั้นของ “วิชัย” ยังมิใช่แค่คอนเนกชันพิเศษกับคนการเมืองที่คลาคล่ำอยู่ในโรงแรมพูลแมนของเขาทุกค่ำคืน แต่กิจกรรมทางสังคมของ “วิชัย” ไปใกลถึงประเทศอังกฤษ ทั้งในฐานะเจ้าของทีมฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก มีฉายา “จิ้งจอกสยาม” และเจ้าของสนาม คิง เพาเวอร์ บิลลิ่ง แบร์ โปโล พาร์ค ด้วย
ที่มาภาพ : http://www4.pictures.zimbio.com/gi/Vichai+Srivaddhanaprabha+Leicester+City+v+3SMx_Nb71Zvl.jpg
ที่มาภาพ : http://www4.pictures.zimbio.com/gi/Vichai+Srivaddhanaprabha+Leicester+City+v+3SMx_Nb71Zvl.jpg
ชื่อ “วิชัย” ยังติดอยู่ในโผข่าวสังคมชั้นสูงในอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ด้วยกิจกรรมการแข่งม้า อันเป็นกิจกรรมของชนชั้นนำระดับที่ราชวงศ์อังกฤษเสด็จร่วมงานด้วยเสมอๆ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ และ เจ้าชายแฮร์รี แห่งเวลส์ เสด็จไปทรงร่วมการแข่งขันขี่ม้าโปโลการกุศลรายการ “เดอะ เดอ เบียร์ ไดมอนด์ จิวเวลเลอร์ รอแยล โปโล คัพ” การแข่งขันครั้งนี้เจ้าชายวิลเลียมทรงแข่งขันในทีมบา กู การ์ด ขณะที่พระอนุชาเจ้าชายแฮร์รีทรงแข่งขันในทีมคิง เพาเวอร์
ก่อนหน้านี้ 3 ปี “วิชัย” ถูกรู้จักในนาม “วิชัย รักศรีอักษร” แต่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 มีความในประกาศราชกิจจานุเบกษา ระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อสกุล “ศรีวัฒนประภา” ให้แก่ นายวิชัย รักศรีอักษร (สกุลเดิม) เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วงศ์สกุล”
ชื่อ “วิชัย” โด่งดังสูงเสียดยอดวงสังคมกรุงเทพฯ เมื่อ 5 ปีก่อน เพราะคอนเนกชันพิเศษของเขาในทุกวงการ(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)
ลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาคิงพาวเวอร์
วงการเมือง เขาเคยแนบแน่นกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีอิทธิพลที่สุดในการเมืองไทย สนิทกับ “เนวิน” ระดับที่ยอมเปิดโรงแรมพูลแมนเป็น “ศูนย์บัญชาการต้านรัฐประหาร” 19 กันยายน 2549 ครั้งนั้น โรงแรมแห่งนี้เป็นที่รับเอกสารแถลงการณ์ที่ส่งจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ถูกยึดอำนาจคาเวทีโลกในสหรัฐอเมริกา
และเมื่ออำนาจเปลี่ยนไปอยู่ในมือของคณะยึดอำนาจ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ชื่อ “วิชัย” ก็ไม่ได้หล่นจากอำนาจตามไปด้วย เขากลับกลายเป็น คนที่ “เดินเข้า-ออก” บ้านพักของ พล.อ. สนธิ ได้อย่างระดับแขกวีไอพีคนหนึ่ง
“วิชัย” เคยพูดว่า “พล.อ. สนธิ ได้คุยกันแล้วก็ถูกใจ…ท่านเข้าใจผม…จากนั้นท่านก็มาที่โรงแรมบ่อยๆ”
ด้วยความเป็นพ่อค้า คบหาคนทุกระดับ เมื่อการเมืองผลัดใบ นักการเมืองกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” พลิกขั้ว ทิ้งพรรคของ “พ.ต.ท. ทักษิณ” ไปจับมือกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผลักดัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ชื่อ “วิชัย” ก็ขยายเครือข่ายยึดโยงใยหนาแน่นยิ่งขึ้น
บริษัทในเครือคิงพาวเวอร์
ในงานครบรอบ 2 ทศวรรษ คิง เพาเวอร์ เมื่อปี 2552 แขกวีไอพีของงานจึงเต็มไปด้วยผู้มีบารมี อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี พร้อมครอบครัวนางศรีสกุล พร้อมพันธ์ุ, นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่นฯ, นายระวิ โหลทอง ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท และมีผู้บริหารกระทรวงคมนาคมทุกกรม ทุกกอง
ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชื่อ “วิชัย” ก็ใช่จะตกต่ำ เครือข่ายที่ปรึกษาบริษัทเขา ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ยังคาบเกี่ยวควบเก้าอี้ทั้งในฝ่ายบริหาร ข้าราชการ ก็ยังปรากฏเป็นแนวร่วมคิง เพาเวอร์ ไม่เคยห่าง
ในยุค คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ “วิชัย” ก็ยังมีพี่ใหญ่แห่งค่ายบูรพาพยัคฆ์ อย่าง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้ความเมตตา
“วิชัย” รู้จักมักคุ้น กับ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ. ตร.) บุคคลที่ถูกคาดหมายกันในโผว่า อาจจะได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะนายตำรวจผู้นี้ เคยร่วมงานกับ “วิชัย” ในฐานะอดีตเลขาธิการสมาคมขี่ม้าโปโล แห่งประเทศไทย ที่ “วิชัย” เป็นนายกสมาคม
ในสายข้าราชการระดับสูง “วิชัย” ถือว่ามีเพื่อนระดับอธิบดีในกระทรวงการคลังระดับสายตรง เช่น นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร อดีตอธิบดีกรมศุลกร ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 52 กับ พล.ท. ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายประสงค์ พูนธเนศ ก็เพิ่งได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นประธานบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.)
สาขาคิงพาวเวอร์
ส่วนกระทรวงคมนาคม ชื่อ “วิชัย” ถูกเอ่ยในห้องประชุมผู้บริหาร ในวาระการจัดงานครบรอบ 100 ปี ในฐานะผู้บริจาครายใหญ่ และมีความสัมพันธ์พิเศษยิ่ง
ชื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา จึงไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา แต่โดดเด่นตระการตาในวงสังคมชั้นสูง และมีคอนเนกชันพิเศษกับนักการเมืองทุกขั้ว สุขุมในความสัมพันธ์กับนายทหารในกองทัพราวกับพี่-น้อง ไม่ต้องนับรวมเครือข่ายอำมาตย์ ที่ “วิชัย” ไม่เคยพลาดให้บริการ ส่วนข้าราชการระดับสูงนั้น “วิชัย” สายตรงถึงหูเสมอ

จับตา เลขา สมช.คนใหม่ล้างอำนาจเก่า


หลังกลับเข้ารับตำแหน่งเลขาสมช. นายถวิล เปลี่ยนศรี ได้ทำเรื่องถึงหน.คสช.ขอปรับย้าย คืนตัวกลับกองทัพ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ที่เสธแมว พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร14 ดึงมาช่วยงานที่สมช. ว่ากันว่าเป็นมือไอโอให้รัฐบาลช่วงกปปส.ชุมนุมใหญ่ รวมถึงเป็นมือจัดซื้อจัดหาอาวุธให้กองทัพคนสำคัญ เล่นเอานายทหารที่ใก้ลชิดอาตู่ถามกลับว่า สมช.มายุ่งเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธเมื่อไหร่ ... ฟังมาว่าหน.คสช.เตรียมปรับย้ายใหญ่ทีเดียวในช่วงแต่งตั้งเลขาสมช.คนใหม่ ที่คนในสมช.ฟันธง เลขาถวิลเสนอ นายอนุสิษฐ์ คุณากร เป็นเลขาสมช.คนใหม่ ส่วนจะได้เป็นหรือไม่ต้องถามใจอาตู่
ฟังมาอีกว่าอาจขยับคนในกองทัพมานั่งที่สมช.ช่วงเปลี่ยนผ่าน หากเอาคนในกองทัพมาจริง เต็งหนึ่งน่าจะเป็นพล.อ.สุรวัช บุตรวงษ์ บิ๊กเซง หัวหน้าศูนย์ประสานงานประเทศเพื่อนบ้านจากกองทัพบก ที่ทำงานลับด้านข่าวมาตลอดชีวิตรับราชการ...และอย่าได้แปลกใจหากอาตู่จับบิ๊กเซงนั่งผอ.สน.ข่าวกรอง และโยกคนในสนข.กรอง รองฉัตรพงษ์ ฉัตราคม รองผอ.มาที่สมช. อะไรก็เป็นไปได้ หากอาตู่เห็นเหมาะสม....
ใครมีปัญหาช่วยยกมือหน่อย

"พีซคอร์ป" องค์กรเพื่อมนุษยธรรม ของสหรัฐฯ สั่งถอนกำลัง จนท. 340 คนใน 3 ประเทศที่"อีโบล่า" ระบาดหนัก

"พีซคอร์ป" องค์กรเพื่อมนุษยธรรม ของสหรัฐฯ สั่งถอนกำลัง จนท. 340 คนใน 3 ประเทศ คือ กินี , เซียร์ราลีโอน และ ไลบีเรีย ซึ่งมีการแพร่ระบาดของไวรัส"อีโบล่า" อย่างหนักแล้ว หลัง จนท. 2 คน อาจติดเชื้อไวรัสดังกล่าว และ วานนี้ รัฐบาลไลบีเรีย 1 ประกาศปิดโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ และประกาศให้ 1 ส.ค. เป็นวันหยุดเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อ สถานที่ทำการของรัฐบาล
องค์การอนามัยโลกรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก ณ. 27 ก.ค.57 มีผู้ป่วยติดเชื้ออีโบลาแล้ว 1,201 คน และมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลาแล้วรวม 672 คน แบ่งเป็นรายประเทศดังนี้
1. กินี 319 คน
2. เซียร์ราลีโอน 224 คน
3. ไลบีเรีย 129 คน
โดยหนึ่งในจำนวนนี้เป็นแพทย์ที่ทำงานในศูนย์รักษาผู้ติดเชื้ออีโบลาที่กรุงมันโรเวีย ประเทศไลบีเรีย นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ดร.ชีค อูมาร คาน (รูปที่ 5) หัวหน้าทีมแพทย์ของเซียร์ราลีโอน ได้เสียชีวิตลงเมื่อ 29 ก.ค. หลังติดเชื้อเมื่อสัปดาห์ก่อน
สำหรับผู้ติดไวรัสอีโบล่า จะมีอาการต่างๆ รวมทั้งไข้สูง มีเลือดออกและทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษา แม้ผู้ป่วยเสี่ยงเสียชีวิตสูงถึง 90% แต่ถ้าตรวจพบเนิ่นๆสามารถรักษารอดชีวิตได้.
อาการของผู้ติดเชื้ออีโบล่า ระยะฟักตัว 2-21 วัน
1. มีไข้หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ
2. มีอาการฝื่นคันที่ผิวหนัง
3. คลื่นไส้เจ็บหน้าอก เจ็บคอ
4. ปวดในช่องท้อง ท้องร่วง
5. ผิวเหลืองเหมือนดีซ่าน น้ำหนักลด
6. อวัยวะภายในล้มเหลว
ส่วนใหญ่คนไข้เสียชีวิตจากการเลือดออกภายในอวัยวะ อัตราการตายอยู่ที่ 60-90% เวลาตายน่ากลัวมาก ..แนะนำให้ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในที่แออัด หรือเดินทางไปแอฟริกาตะวันตก ใส่ Mask ไว้เมื่อไปใน รพ.
ขณะที่สายการบิน ASKY ที่ให้บริการบินทั่วแอฟริกา ได้ระงับทุกเที่ยวบินทั้งขาเข้าและออกจากเมืองหลวงของไลบีเรียและเซียร์รา ลีโอน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา หลังสายการบินอาริคของไนจีเรียได้หยุดเที่ยวบินตรงสู่ไลบีเรียและเซียร์ราฯมาแล้วเมื่อ 27 ก.ค. สอดคล้องกับสมาคมฟุตบอลของไลบีเรีย ที่ได้ระงับทุกกิจกรรมของสมาคมฯ สืบเนื่องจากการระบาดของไวรัสอีโบล่าด้วย
กระทรวงการต่างประเทศของไทย ออกประกาศวันนี้ แจ้งเตือนคนไทยเลี่ยงเดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา / ส่วนผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีโบล่าที่ฮ่องกง ผลตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าไม่ได้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวแต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โปรดเกล้าฯ พรฎ.ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557

ในหลวงโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 22 มาตรา 30 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/059/2.PDF


//////
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

หน้า ๒
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๒ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา
ขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔
“คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด” หมายความรวมถึงคณะกรรมการสรรหาประจํากรุงเทพมหานครด้วย “จังหวัด” หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย
มาตรา ๔ ให้มีคณะกรรมการสรรหาทําหน้าที่สรรหาบุคคลด้านต่างๆ เพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
(๑) คณะกรรมการสรรหาด้านการเมือง หน้า ๓ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
(๒) คณะกรรมการสรรหาด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
(๓) คณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
(๔) คณะกรรมการสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น
(๕) คณะกรรมการสรรหาด้านการศึกษา
(๖) คณะกรรมการสรรหาด้านเศรษฐกิจ
(๗) คณะกรรมการสรรหาด้านพลังงาน
(๘) คณะกรรมการสรรหาด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
(๙) คณะกรรมการสรรหาด้านสื่อสารมวลชน
(๑๐) คณะกรรมการสรรหาด้านสังคม
(๑๑) คณะกรรมการสรรหาด้านอื่น ๆ
(๑๒) คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคณะ
มาตรา ๕ ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) แต่ละคณะ ประกอบด้วยกรรมการสรรหาจํานวนเจ็ดคนซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับในด้านที่ได้รับการแต่งตั้ง ทําหน้าที่สรรหาบุคคลเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบุคคลใดจะเป็นกรรมการสรรหาเกินหนึ่งคณะมิได้

ให้กรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งประชุมเพื่อเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา
ให้ประธานกรรมการสรรหาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จากสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา

ให้นําความในวรรคห้าและวรรคแปดของมาตรา ๖ มาใช้บังคับแก่คณะกรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม

มาตรา ๖ ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร  ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตําบลในระดับจังหวัดของจังหวัดนั้นครั้งล่าสุด และประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัด เป็นกรรมการสรรหา ในจังหวัดใดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดด้วย

ให้กรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดเลือกกันเองเพื่อให้ได้คนหนึ่งเป็นกรรมการสรรหาแทนประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดในจังหวัดใดมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหลายคน ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นกรรมการสรรหา

ให้คณะกรรมการสรรหาประจํากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กร
ชุมชนเขตในระดับจังหวัดของกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด และประธานกรรมการการเลือกตั้งประจํา
กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการสรรหา หน้า ๔ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ กรรมการสรรหาตามวรรคหนึ่งและวรรคสี่จะแต่งตั้งหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นทําการแทนมิได้
ผู้ดํารงตําแหน่งตามวรรคหนึ่งและวรรคสี่ให้หมายความรวมถึงผู้รักษาราชการแทนผู้ดํารงตําแหน่ง
ดังกล่าวด้วย

ให้กรรมการสรรหาประจําจังหวัดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสี่เลือกกรรมการสรรหาประจําจังหวัด
คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหาประจําจังหวัดของคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดนั้น
ในกรณีที่ไม่มีกรรมการสรรหาประจําจังหวัดในตําแหน่งใด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ว่า
ด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดประกอบด้วยกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเท่าที่มีอยู่
จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรให้เป็นกรรมการสรรหาประจํา
จังหวัดแทน

ให้ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําจังหวัดเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัด

มาตรา ๗ วิธีการประชุมและการลงมติของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นไปตามที่ที่ประชุม
คณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะกําหนด

มาตรา ๘ ให้สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งรับผิดชอบงานเลขานุการและงานธุรการ
รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดําเนินการสรรหาและของคณะกรรมการสรรหา เพื่อการนี้ให้สํานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ แต่ต้อง
ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชกฤษฎีกานี้

ให้กรรมการสรรหาได้รับค่าตอบแทนการประชุมครั้งละสองพันบาท และให้กรรมการสรรหา
ซึ่งเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนได้รับค่าพาหนะเหมาจ่ายอีกคนละสามพันบาท

มาตรา ๙ ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) สรรหาบุคคลซึ่งสมควร
ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติคณะละไม่เกินห้าสิบคน แต่ต้อง
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรายชื่อที่ได้รับมาตามมาตรา ๑๐ ในด้านนั้น ๆ

ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดตามมาตรา ๔ (๑๒) สรรหาบุคคลที่สมควรได้รับ
การเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบุคคลซึ่งมีภูมิลําเนาในจังหวัดนั้น จังหวัดละห้าคน

การสรรหาตามมาตรานี้ ให้คํานึงถึงบุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ จากภาครัฐ  ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคอื่น ความเท่าเทียมกันทางเพศ และการให้โอกาสแก่
ผู้ด้อยโอกาส

มาตรา ๑๐ ในการสรรหาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาบุคคล
จากชื่อที่เสนอโดยนิติบุคคลซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากําไรมาแบ่งปันกันที่อยู่ในภาคต่าง ๆ
ตามมาตรา ๙ วรรคสาม โดยแต่ละนิติบุคคลเสนอได้ไม่เกินสองชื่อหน้า ๕ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

ให้นิติบุคคลที่ประสงค์จะเสนอชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่ง เสนอชื่อต่อหน่วยงานที่สํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด ภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่มีประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑)

มาตรา ๑๑ ในการเสนอชื่อบุคคลของนิติบุคคลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ส่วนราชการ ให้เสนอชื่อตามมติของ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม แล้วแต่กรณี
(๒) รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน ให้เสนอชื่อตามมติของคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ
หรือองค์การมหาชน
(๓) หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้เสนอชื่อตามมติ
ของคณะกรรมการดังกล่าว ในกรณีที่ไม่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้หัวหน้า
หน่วยงานเป็นผู้เสนอชื่อ
(๔) นิติบุคคลที่มีลักษณะเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือสภา ให้เสนอชื่อตามมติของคณะกรรมการ
สมาคมหรือมูลนิธิ หรือคณะกรรมการของสภา
(๕) นิติบุคคลอื่นที่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้เสนอชื่อตามมติ
ของคณะกรรมการของนิติบุคคลนั้น
(๖) สถาบันการศึกษา ให้เสนอชื่อตามมติของสภาหรือคณะกรรมการสถาบัน
(๗) นิติบุคคลใดไม่มีคณะกรรมการเป็นผู้กํากับดูแลหรือบริหารงาน ให้ผู้มีอํานาจทําการแทน
นิติบุคคลนั้นเป็นผู้เสนอชื่อ
มาตรา ๑๒ ให้นิติบุคคลตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เสนอชื่อตามแบบที่สํานักงาน
คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด และต้องแนบเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) สําเนาทะเบียนบ้าน และสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนหรือสําเนาบัตรประจําตัวอื่น
ของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อที่ทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้
(๒) เอกสารที่บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อแสดงความประสงค์ว่าจะเข้ารับการสรรหาในด้านใด
ด้านหนึ่งตามมาตรา ๔
(๓) หนังสือยินยอมให้เสนอชื่อ ทั้งนี้ บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อจะทําหนังสือยินยอมให้มี
การเสนอชื่อเกินหนึ่งฉบับมิได้
(๔) คํารับรองของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อว่าตนมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่
รัฐธรรมนูญกําหนด
เอกสารและหลักฐานตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อลงลายมือชื่อเพื่อรับรอง
ความถูกต้องด้วยหน้า ๖
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
แบบการเสนอชื่อที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมี
รายการที่กําหนดให้ผู้เสนอต้องระบุถึงความรู้ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์ของบุคคลซึ่งได้รับ
การเสนอชื่อด้วย
มาตรา ๑๓ ให้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการ
การเลือกตั้งมอบหมาย ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ รวมทั้ง
ตรวจสอบว่าการเสนอชื่อเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกฤษฎีกานี้หรือไม่ แล้วส่งให้คณะกรรมการสรรหา
ภายในสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง เพื่อดําเนินการต่อไป
มาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการสรรหาเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการคัดเลือก
ให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามจํานวนที่กําหนดในมาตรา ๙ ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ภายในสิบวันนับแต่วันที่พ้นระยะเวลาตามมาตรา ๑๓
มาตรา ๑๕ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้รับบัญชีรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับ
การคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
(๑) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจาก
บัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน
(๒) พิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชี
รายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านตามมาตรา ๔ (๑) ถึง (๑๑) เสนอ ตามจํานวนที่เห็นสมควร
แต่เม่อรวมก ื ับจํานวนตาม (๑) แล้ว ต้องไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน
ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินํารายชื่อบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง
ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๑๔ เพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป
เมื่อทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ให้ประกาศรายชื่อนั้นในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๖ ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือมีเหตุ
อันสมควรที่จะแต่งตั้งเพิ่ม คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะดําเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งบุคคลจาก
บัญชีรายชื่อตามมาตรา ๑๔ เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นหรือเพิ่มขึ้นก็ได้
มาตรา ๑๗ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเสนอชื่อหรือการสรรหา หรือมีปัญหาอื่นใดเกี่ยวกับ
การดําเนินการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติวินิจฉัย และเมื่อได้
ดําเนินการตามคําวินิจฉัยของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว ให้ถือว่าเป็นการชอบด้วย
พระราชกฤษฎีกานี้และกฎหมาย
ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อให้การสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอํานาจประกาศเปลี่ยนแปลงระยะเวลา กําหนดให้ดําเนินการหรืองดเว้นหน้า ๗
เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
การดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามที่กําหนดไว้ใน
พระราชกฤษฎีกานี้ได้
มาตรา ๑๘ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

หน้า ๘ เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ บัญญัติว่า องค์ประกอบและจํานวน

กรรมการในคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ วิธีการสรรหา กําหนดเวลาในการสรรหา จํานวนบุคคลที่จะต้องสรรหา และการอื่นที่จําเป็น ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา

จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

โปรดเกล้าฯ 200 สนช.แล้ว ทหารพรึ่บ ตามคาด ห้าเสือ แม่ทัพ นายกอง อดีต ผบ.เหล่าทัพ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ 200 สนช.แล้ว ทหารพรึ่บ ตามคาด ห้าเสือ แม่ทัพ นายกอง อดีต ผบ.เหล่าทัพ พร้อมโปรดเกล้าฯตราพระราชกฤษฏีกา เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 7สค. 
2557

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) จำนวน 200 คน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พร้อมโปรดเกล้าฯตราพระราชกฤษฏีกา เรียกประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 7สค. 2557

ทั้งนี้ สมาชิก สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้ง 200 คน มีบุคคล ที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา อาทิ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย, พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก, นายกล้าณรงค์ จันทิก,นาย
สมชาย แสวงการ, นายณรงค์ชัย อัครเสนณี,พล.ท.ปรีชา จันทร์ โอชาน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  มีทั้งนายทหารตั้งแต่ละดับห้าเสือ ทบ. แม่ทัพ  และอดีตผบ.เหล่าทัพ และอดีตนายทหาร มากถึง 105 นาย ตำรวจ  11 นาย ที่เหลือเป็น อดีตรัฐมนตรี อดีตผู้บริหารระดับสูง อดีต สว. สรรหา กลุ่ม ๔๐ สว.  บุคคลในภาคธุรกิจ และองค์กรอิสระที่มีชื่อเสียงหลายท่านเข้าร่วมด้วย.

/////
ประกาศ
แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้

๑. นายกรรณภว์ ธนพรรคภวิน ๒. พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช ๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์ ๔. นายกล้านรงค์ จันทิก๕. นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร ๖. พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์ ๗.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ๘. พลเรือเอก กําธร พุ่มหิรัญ ๙. นายกิตติ วะสีนนท์ ๑๐. พลโท กิตติ อินทสร ๑๑. นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย ๑๒. พลเอก กิตติพงษ์ เกษโกวิท ๑๓. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ๑๔. พลตรี กู้เกียรติ ศรีนาคา ๑๕. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ๑๖. พลเอก คณิต สาพิทักษ์ ๑๗. พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง ๑๘. พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ ๒๑. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ ๒๒. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๒๓. พลเอก จิระเดช โมกขะสมิต ๒๔. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒๕. พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ๒๖. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ๒๗. พลโท เฉลิมชัย สิทธิสาท ๒๘. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร ๒๙. พลอากาศเอก ชนัท รัตนอุบล ๓๐. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ ๓๑. พลตํารวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์ ๓๒. นายชัชวาล อภิบาลศรี ๓๓. พลตรี ชัยยุทธ พร้อมสุข ๓๔. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ๓๕. พลโท ชาญชัย ภู่ทอง ๓๖. นายชาญวิทย์ วสยางกูร ๓๗. พลโท ชาตอุดม ติตถะสิริ ๓๘. พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ๓๙. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๔๐. พลเรือโท ชุมพล วงศ์เวคิน ๔๑. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ๔๒. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ๔๓. พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ๔๔. นายดิสทัต โหตระกิตย์

๔๕. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ๔๖. นายตวง อันทะไชย๔๗. พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน ๔๘. พลอากาศโท ถาวร มณีพฤกษ์ ๔๙. พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ๕๐. พลอากาศเอก ทรงธรรม โชค
คณาพิทักษ์๑๙. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา ๒๐. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ ๒๑. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ ๒๒. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๒๓. พลเอก จิระเดช โมกขะสมิต ๒๔. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒๕. พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ๒๖. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ๒๗. พลโท เฉลิมชัย สิทธิสาท ๒๘. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร ๒๙. พลอากาศเอก ชนัท รัตนอุบล ๓๐. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ ๓๑. พลตํารวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์ ๓๒. นายชัชวาล อภิบาลศรี ๓๓. พลตรี ชัยยุทธ พร้อมสุข ๓๔. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ๓๕. พลโท ชาญชัย ภู่ทอง ๓๖. นายชาญวิทย์ วสยางกูร ๓๗. พลโท ชาตอุดม ติตถะสิริ ๓๘. พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง ๓๙. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๔๐. พลเรือโท ชุมพล วงศ์เวคิน ๔๑. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ ๔๒. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ๔๓. พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ๔๔. นายดิสทัต โหตระกิตย์๔๕. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ๔๖. นายตวง อันทะไชย

๔๗. พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน ๔๘. พลอากาศโท ถาวร มณีพฤกษ์ ๔๙. พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ๕๐. พลอากาศเอก ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ ๕๑. คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี ๕๒. พลเอก ทวีป เนตรนิยม ๕๓. พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์ ๕๔. นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ๕๕. พลอากาศเอก ธงชัย แฉล้มเขตร ๕๖. พลเรือโท ธราธร ขจิตสุวรรณ ๕๗. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ๕๘. นายธานี อ่อนละเอียด๕๙. พลโท ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ๖๐. นายธํารง ทัศนาญชลี ๖๑. พลโท ธีรชัย นาควานิช ๖๒. พลเอก ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ ๖๓. พลเอก ธีรเดช มีเพียร ๖๔. พลเอก นพดล อินทปัญญา ๖๕. พลเรือเอก นพดล โชคระดา ๖๖. นายนรนิติ เศรษฐบุตร ๖๗. นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ๖๘. นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา ๖๙. พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ๗๐. นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ ๗๑.พลโท นิวัติ ศรีเพ็ญ ๗๒. นางนิสดารก์ เวชยานนท์ ๗๓. นายนิเวศน์ นันทจิต ๗๔. นายบุญชัย โชควัฒนา ๗๕. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ๗๖. พลอากาศเอก บุญยฤทธิ์ เกิดสุข ๗๗. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ๗๘. พลตํารวจโท บุญเรือง ผลพานิชย์ ๗๙. นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ ๘๐. นายประมุท สูตะบุตร ๘๑. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ๘๒. พลโท ปรีชา จันทร์โอชา

๘๓. นายปรีชา วัชราภัย ๘๔. พันตํารวจโท พงษ์ชัย วราชิต ๘๕. ร้อยตํารวจตรี พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร ๘๖. นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ๘๗. พลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ๘๘. คุณพรทิพย์ จาละ๘๙. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ๙๐. นายพรศักดิ์ เจียรณัย ๙๑. พลเรือเอก พลวัฒน์ สิโรดม ๙๒. พลเรือเอก พิจารณ์ ธีรเนตร ๙๓. พลตํารวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ๙๔. พลเอก พิรุณ แผ้วพลสง ๙๕. พลโท พิสิทธิ์ สิทธิสาร ๙๖. นายพีระศักดิ์ พอจิต ๙๗. นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ๙๘. พลอากาศเอก เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ ๙๙. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ๑๐๐. พลอากาศเอก ไพศาล สีตบุตร ๑๐๑. พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเอง ๑๐๒. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย ๑๐๓. นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ๑๐๔. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ๑๐๕. พลโท ภาณุวัชร นาควงษม์ ๑๐๖. นายภิรมย์ กมลรัตนกุล

๑๐๗. นายมณเฑียร บุญตัน ๑๐๘. นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ๑๐๙. นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร ๑๑๐. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ ๑๑๑. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ ๑๑๒. นายยุทธนา ทัพเจริญ ๑๑๓. พลเรือเอก ยุทธนา ฟักผลงาม ๑๑๔. พลเอก ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา ๑๑๕. นายรัชตะ รัชตะนาวิน ๑๑๖. พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ๑๑๗. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร ๑๑๘. พลโท วลิต โรจนภักดี ๑๑๙. พลตํารวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ๑๒๐. นายวันชัย ศารทูลทัต

๑๒๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ๑๒๒. พลเรือเอก วัลลภ เกิดผล ๑๒๓. พลเอก วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ๑๒๔. พลเอก วิชิต ศรีประเสริฐ ๑๒๕. นายวิทยา ฉายสุวรรณ ๑๒๖. นายวิทวัส บุญญสถิตย์
๑๒๗. พลตํารวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้ ๑๒๘. พลเอก วิลาศ อรุณศรี ๑๒๙. พลเรือโท วีระพันธ์ สุขก้อน ๑๓๐. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ๑๓๑. พลโท วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล ๑๓๒. นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ ๑๓๓. นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ๑๓๔. นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร ๑๓๕. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย ๑๓๖. นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ๑๓๗. นายศิระชัย โชติรัตน์ ๑๓๘. พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล ๑๓๙.นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ๑๔๐. พลอากาศเอก ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ๑๔๑. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ๑๔๒. พลโท ศุภกร สงวนชาติศรไกร ๑๔๓. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์ ๑๔๔. พลเอก สกล ชื่นตระกูล ๑๔๕. นายสถิตย์ สวินทร ๑๔๖. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา

๑๔๗. นายสนิท อักษรแก้ว ๑๔๘. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ๑๔๙. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ๑๕๐. นายสมชาย แสวงการ ๑๕๑. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ๑๕๒. นายสมพร เทพสิทธา ๑๕๓. นายสมพล
เกียรติไพบูลย์ ๑๕๔. นายสมพล พันธุ์มณี ๑๕๕. พลตํารวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ๑๕๖. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ๑๕๗. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ ๑๕๘. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ๑๕๙. พลตรี สมโภชน์ วังแก้ว ๑๖๐. นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ๑๖๑. พลอากาศเอก สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ ๑๖๒. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ๑๖๓. นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล ๑๖๔. นายสีมา สีมานันท์ ๑๖๕. พลโท สุชาติ หนองบัว ๑๖๖. พลอากาศเอก สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ ๑๖๗. นายสุธรรม พันธุศักดิ์ ๑๖๘. นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ๑๖๙. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ๑๗๐. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ๑๗๑. พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ๑๗๒. พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ๑๗๓. พลเอก สุรวัช บุตรวงษ์ ๑๗๔. พลเรือเอก สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ๑๗๕. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ๑๗๖. พลโท สุวโรจน์ ทิพย์มงคล ๑๗๗.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช ๑๗๘. นางเสาวณี สุวรรณชีพ

๑๗๙. พลเอก โสภณ ศีลพิพัฒน์ ๑๘๐. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ๑๘๑. พลเอก องอาจ พงษ์ศักดิ์ ๑๘๒. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ ๑๘๓. พลโท อดุลยเดช อินทะพงษ์ ๑๘๔. พลโท อนันตพร
กาญจนรัตน์ ๑๘๕. นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ๑๘๖. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ๑๘๗. พลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง ๑๘๘. นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช ๑๘๙. พลเอก อักษรา เกิดผล ๑๙๐. พลอากาศ
เอก อาคม กาญจนหิรัญ ๑๙๑. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ๑๙๒. พลอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์ ๑๙๓. นายอาศิส พิทักษ์คุมพล ๑๙๔. นายอําพน กิตติอําพน ๑๙๕. พลโท อําพล ชูประทุม ๑๙๖. พล
ตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย ๑๙๗. พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ ๑๙๘. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ๑๙๙. พลเอก อู้ด เบื้องบน ๒๐๐. พลตํารวจเอก เอก อังสนานนท์

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ทหาร พล.ม. 2 รอ. แจ้งความ "เสธ.เจมส์" และพวก ฐานกรรโชกทรัพย์

ทหาร พล.ม. 2 รอ. แจ้งความ "เสธ.เจมส์" และพวก ฐานกรรโชกทรัพย์ / ขณะที่ผู้ค้าพัฒน์พงศ์ บุกร้อง 'หน.คสช.' ขอความเป็นธรรม ป้อง 'เสธ.เจมส์'

พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) และกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ (ม.พัน.3 รอ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว พล.ต.เจนณรงค์ เดชวรรณ หรือ “เสธ.เจมส์” ผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม กับพวกรวม 5 คนที่ถูกร้องเรียนว่ามีส่วนพัวพันกับการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการย่านซอยพัฒน์พงศ์ เขตบางรัก ว่าแม้จะเป็นนายทหารระดับสูงแต่ถ้าพบว่าทำความผิดจริงก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและดำเนินการเอาผิดทางวินัย กองทัพจะไม่ปกป้อง เพราะถ้าคิดจะช่วยเหลือกันก็คงไม่เข้าจับกุม
ขณะที่ผู้ค้าย่านพัฒน์พงศ์ จำนวนหนึ่งเดินทางไปกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้กับเสธเจมส์ โดยระบุว่ากลุ่มมาเฟียเรียกเก็บเงินจากผู้ค้า จึงได้ไปร้องขอให้เสธเจมส์ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับถูกกลุ่มมาเฟียกลั่นแกล้งโดยแจ้ง คสช. ให้วางแผนจับกุม โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
นอกจากนี้ยังอ้างว่าพวกตนได้ส่งเงินให้กับนายตำรวจ สน.บางรัก บางนาย โดยจะนำรายชื่อนายตำรวจไปมอบให้กับ คสช. ที่กองบัญชาการกองทัพบกด้วย

รวบ“หาสัน สะแต” หัวหน้ากลุ่ม RKK พัวพันบึ้มตลาดบ่อนไก่ โคกโพธิ์

กองกำลัง 5 ฝ่าย สนธิกำลัง จับกุม “นายหาสัน สะแต” อายุ 36 ปี หัวหน้ากลุ่ม RKK ผู้ต้องสงสัย ที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดบริเวณตลาดบ่อนไก่ บ้านห้วยเปรียะ ม.3 ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 23 ก.ค.
นอกจากนี้ยังเคยก่อเหตุ โจมตีฐานปฏิบัติการหน่วยพัฒนาสันติที่ 42-1 ในพื้นที่บ้านเกาะแลหนัง ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 24 ส.ค.54 และ ผู้ต้องหาหมายจับตาม ป.วิอาญา คดีความผิดฐานก่อการร้าย
อย่างไรก็ตามจากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุรุนแรง รับผิดชอบเขตพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งการข่าวเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าแนวร่วมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่หนองจิกมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุคาร์บอมที่ เบตง ด้วย / ยอมรับว่าเป็นมือระเบิดตลาดบ่อนไก่ชน โคกโพธิ์ ปัตตานี
cr.manageronline

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สามีสวิสยิง"กฤตยา ล่ำซำ"ดับฆ่าตัวตาม

ช็อกวงการประกันภัย"กฤตยา ล่ำซำ"ถูกยิงดับคาคอนโดหรู
วันศุกร์ที่ 25 กรกฏาคม 2557 เวลา 23.04 น.

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 22 ก.ค. ร.ต.ท.บุญลือ ทางตรง ร้อยเวร สน.ทุ่งมหาเมฆ รับแจ้งเหตุยิงกันตายใน คอนโดมิเนียมหรูส่วนตัว ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 7 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ รีบไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้ามูลนิธร่วมกตัญญูจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า ผู้เสียชีวิตชื่อ นางกฤตยา ล่ำซำ อายุ 48 ปี กรรมการในคณะอำนวยการบริหาร และกรรมการเมืองไทยประกันภัย บริษัทมหาชน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่กราม นอนเสียชีวิตจมกองเลือดในห้องนอน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พบศพ นายเรโด้ กาสเทลลาซซี่ สามี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นอนเสียชีวิตในห้องน้ำ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเดียวกันที่ใบหน้า สมองกระจายเต็มพื้นเป็นที่น่าสยดสยอง เบื้องต้นพบอาวุธปืนขนาด 11 มม. ในห้องน้ำ คาดว่า จะเป็นการยิงตัวตาย

จากการสอบสวนแม่บ้านที่ดูแลห้องดังกล่าว ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่ออกไปว่ายน้ำ และกลับมารับประทานอาหารตามปกติ โดยตัวแม่บ้านรีดผ้าอยู่อีกห้องหนึ่ง จนได้เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด เมื่อออกไปดูจึงเห็นว่าทั้งคู่เสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ไม่เคยทราบว่าทั้งคู่มีเรื่องราวขัดแย้งกันมาก่อน

อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ สันนิษฐานว่า ฝ่ายหญิงอาจมีเหตุขัดแย้งบางอย่างกับสามี จนถึงขั้นตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าเดินทางออกจากบ้าน แต่ยังไม่ทันเก็บสัมภาระเสร็จ ก็ถูกฝ่ายชายที่กำลังโมโห ต่อว่าอย่างรุนแรง ก่อนคว้าอาวุธปืนยิงภรรยารักเสียชีวิต จากนั้นจึงคิดได้ ตัดสินใจเดินเข้าห้องน้ำ หันปากกระบอกปืนจ่อในปาก ลั่นไกฆ่าตัวตายอย่างสยดสยองดังกล่าว