PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รัสเซียเสนอสร้างอุตสาหกรรม นิวเคลียร์ให้อียิปต์ เพื่อต่อต้านอเมริกา


Cr:ทหารปฏิรูปประเทศไทย
วันที่ 11 ก.พ.58 แสบสันต์.. รัสเซียเสนอสร้างอุตสาหกรรม นิวเคลียร์ให้อียิปต์ เพื่อต่อต้านอเมริกา
ประธานาธิบดี ปูติน รัสเซีย และ พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล ซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ แถลงข่าวร่วมกัน บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญที่กรุงไคโรของอียิปต์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศเผยว่า ได้มีการลงนามความร่วมมือหลายฉบับ เช่น
- การร่วมมือต่อต้านการก่อการร้าย
- การส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติระหว่างสองประเทศ
- และที่สำคัญที่สุดชวนอึ้ง ก็คือการที่รัสเซียตกลงช่วยอียิปต์สร้าง "โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์" แห่งแรกของประเทศ
ปูตินยืนยันว่า จะไม่ใช่แค่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เท่านั้น แต่เท่ากับการเริ่มต้นยุคแห่ง "อุตสาหกรรมนิวเคลียร์" ในอียิปต์เลยทีเดียว
นอกจากนี้พลเอกอัล ซีซี ยังแสดงความสนใจที่จะ "ซื้ออาวุธจากรัสเซีย" แสดงออกว่าอียิปต์กำลังพยายามคบค้ากับรัสเซีย เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐฯ แม้ว่าตอนนี้อียิปต์ยังต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ถึงปีละ 41,600 ล้านบาท
สายสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์ กับ สหรัฐฯ ง่อนแง่นมาตั้งแต่พลเอก อัล ซีซี รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของนายโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ซึ่งเป็นรัฐบาลแรกของอียิปต์ในรอบหลายสิบปีิที่มาจากการเลือกตั้ง ตามด้วยการปราบปรามกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศ
โดยรัฐบาลอียิปต์ต้องรับแรงกดดันจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ให้เร่งคืนสู่ประชาธิปไตย และเคารพในสิทธิมนุษยชนของพลเมืองในประเทศ ทำให้พลเอกอัลซีซี ต้องพยายามแสวงหาพันธมิตรใหม่อย่างรัสเซีย เข้ามาเป็นตัวถ่วงดุลสหรัฐฯ
--------------------------------->
ผู้นำอียิปต์ กำลังพลิกโฉมตะวันออกกลางใหม่ เพราะจะเป็น "อียิปต์โมเดล" ให้ชาติตะวันออกกลางอื่นๆ เลียนแบบข้อตกลงทำนองนี้บ้าง เช่น เลบานอน ลิเบีย ซีเรีย เยเมน อิหร่าน ฯลฯ โดยอ้างเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เป็นความร่วมมือจากรัสเซีย
อเมริกา จะไปขวางก็ไม่ได้ เพราะประเทศเหล่านั้นไม่ได้ทำเดี่ยวๆ แต่เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เป็นช่องว่างของหลักเกณฑ์ UN เพราะอเมริกา ก็ทำแบบนี้กับญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เหมือนกัน จึงไม่มีสิทธิ์ห้ามรัสเซีย ที่ย้อนเกร็ดด้วยวิธีเดียวกัน
คอยดูเถอะ รัสเซีย ก็จะใช้มุกนี้ ให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือ เรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บ้าง ในโอกาสที่คิม จองอิล จะเดินทางไปเยือนรัสเซีย..อเมริกาจะอ้างอะไรก็ไม่ได้แล้ว เพราะรัสเซียเขาทำตามอเมริกาเป๊ะ และถูกข้อกำหนด UN ด้วยที่เป็นความร่วมมือ ช่วยเหลือระหว่างประเทศ
ตอนนี้ รมต.ต่างประเทศซีเรีย เพิ่งออกมาขู่ว่า หากพบเครื่องบินประเทศใด ล่วงล้ำน่านฟ้าเขา เขามีสิทธิที่จะรักษาอำนาจอธิปไตยแห่งน่านฟ้า และดินแดน ตามกฎสหประชาชาติ คือ ส่งเครื่องบินขับไล่ บินขึ้นไปประกบให้ออกไป ถ้าขัดขืนเขาจะยิงทันที และก็ทำได้จริงๆ ตามกฎ UN ด้วย
เพราะอเมริกา จอร์แดน UAE ไม่เคยขออนุญาตซีเรีย ใช้น่านฟ้าในการโจมตีกลุ่ม IS ท้องถิ่น ดังนั้นซีเรียมีสิทธิร้อง ขอให้กองทัพรัสเซีย ที่มาตั้งฐานทัพในซีเรียอยู่แล้ว บังคับใช้กฎ UN ได้ คือ สอยด้วยขีปนาวุธ S-400 ซึ่งจะทำให้อเมริกา และพันธมิตร เกิดอาการขี้ไม่สุด
ช่วงหลังๆ มานี้มุกย้อนเกร็ดที่รัสเซีย งัดมาใช้สวนอเมริกา แต่ละดอก มันช่างบาดลึก และคมกริบ ชนิดชาติตะวันตก กระอักฝีออกมาจากใส่ติ่ง ไม่เว้นแต่ละวันเลยที่เดียว
@ เสธ นํ้าเงิน 2


การลี้ภัยทางการเมืองยิ่งลักษณ์

สะพัดยิ่งลักษณ์ลี้ภัย หาช่องหนีกบดานสหรัฐ ทหารประกบ24ชั่วโมง! บิ๊กตู่บอกให้เกียรติแล้ว

  ป.ป.ช.เผยส่งหนังสือเรียกตัว “ยิ่งลักษณ์”  รายงานตัวอัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องศาลแล้วในวันที่ 19 ก.พ.นี้ เจ้าตัวดอดเงียบขึ้นเชียงใหม่ทำบุญบรรพบุรุษ  เจอด่านค้นขบวนรถ “ทัพภาค 3” แจงเป็นระเบียบรักษาความปลอดภัยวีไอพีตามปกติ “บิ๊กป้อม” ชี้เป็นเจตนาดีหวั่นมือที่สามสร้างสถานการณ์ ดักคอคนเป็นนายกฯ คงไม่คิดหนี สั่งประกบติด 24 ชม.ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สะพัดปูขอลี้ภัย “หมอเชิดชัย” โวนารีขี่ม้าขาวขอตายในสนามประชาธิปไตย ไม่มีหนีแน่ นักวิชาการคาดไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อวันอังคาร(10ก.พ.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการส่งหนังสือเรียกตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้อัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อนำตัวไปส่งฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ในวันที่ 10 ก.พ. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ส่งหนังสือให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้ไปรายงานตัวต่อ อสส.ในวันที่ 19 ก.พ.2558 เวลา 10.00 น. ก่อนนำตัวส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ แล้ว

“ในวันที่ 19 ก.พ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องเดินทางไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด หากไม่เดินทางมา อัยการสูงสุดจะส่งฟ้องเลย ซึ่งเป็นเรื่องของศาลฎีกาฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป” นายปานเทพกล่าว
สำหรับความคืบหน้าการส่งสำนวนคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวกให้ อสส.นั้น นายปานเทพกล่าวว่า กรรมการ ป.ป.ช.ได้ลงนามรับรองสำนวนเสร็จหมดแล้ว กำลังให้เจ้าหน้าที่รีบประสานกับฝ่าย อสส.อยู่ เนื่องจากต้องส่งสำนวนหลังวันที่ประชุมมีมติรับรองภายใน 14 วัน คาดว่าจะส่งสำนวนให้ อสส.ได้ภายในสัปดาห์หน้า

    ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อนุญาตให้เดินทางออกไปเกาะฮ่องกงตามคำขอ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 9 ก.พ. เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษร่วมกับญาติๆ ที่วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งการเดินทางมาเชียงใหม่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ได้เข้ามาสืบข่าวถึงบ้านพักของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่หมู่บ้านกรีนวัลเลย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ด้วย

       โดยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 ก.พ. ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมผู้ติดตามและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กำลังเดินทางออกจากบ้านพักในหมู่บ้านกรีนวัลเลย์เพื่อไปร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับ
บรรพบุรุษ ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 และตำรวจตั้งด่านตรวจระหว่างทาง ซึ่งก็ได้มีการค้นรถของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเจ้าหน้าที่ที่ติดตามเพื่อรักษาความปลอดภัย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อเขียว กางเกงดำ นั่งอยู่ในรถตู้ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน กธ 77 เชียงใหม่ ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้น ยุพราชเชิญวูแมนทัช

           ภายหลังตรวจค้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังคงเดินทางไปร่วมทำบุญที่วัดโรงธรรมสามัคคีตามปกติ รวมทั้งได้ไปซื้อของที่ตลาดสันกำแพง อ.สันกำแพง ซึ่งก็ยังคงได้รับการต้อนรับจากประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจยังได้เฝ้าประกบติดตามความเคลื่อนไหว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตลอดทั้งวัน

           ทั้งนี้ มีรายงานแจ้งว่า โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เคยศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ได้เชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาร่วมงาน "คืนสู่เหย้าชาวบานเย็น ก้าวสู่ปีที่ 110
ชาวบานเย็น" วันเสาร์ที่ 14 ก.พ.2558 ณ สนามฟุตบอล โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เวลา 18.00 น. เป็นต้นไปด้วย

       ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา มีข่าวแพร่ออกมาว่า คสช.ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปต่างประเทศตามที่ได้ทำเรื่องขออนุญาตเดินทางไปเกาะฮ่องกง โดยสาเหตุมาจากว่า อสส.
กำลังจะยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะเป็นจำเลยต่อศาลฎีกา ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 โดยอาจยื่นฟ้องในวันที่ 19 ก.พ.

    ด้าน พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงกรณีข่าวทหารตรวจค้นรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ขอยืนยันว่าทหารไม่ได้ตรวจค้นรถของอดีตนายกฯ แต่อย่างใด แต่ทหารของมณฑลทหารบกที่ 33 (
มทบ.33) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยตั้งจุดตรวจจุดสกัดดูแลความมั่นคงเท่านั้น

          พล.ต.ธนา จารุวัต เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า เป็นการตั้งจุดตรวจ-จุดสกัดหรือด่านตรวจความมั่นคงตามปกติร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตั้งด่านตั้งแต่เวลา 22.00-12.00 น.ของอีกวัน เพื่อรักษาความปลอดภัย ประกอบกับมีกระแสข่าวเรื่องยาเสพติดและความเคลื่อนไหวที่จะก่อความวุ่นวาย จึงต้องมีความเข้มงวดกวดขัน โดยไม่ได้เป็นการเจาะจงบุคคลแต่อย่างใดมาตรการดูแลวีไอพี
 
          ขณะที่ พล.ต.ศรายุทธ รังษี ผบ.มทบ.33 กล่าวเช่นกันว่า ทหารไม่ได้ตรวจค้นรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะให้เกียรติ แต่การดำเนินการดังกล่าวเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยเมื่อเข้าพื้นที่ โดยยอมรับมีการตรวจค้นรถในขบวน แต่ไม่ได้แตะต้องรถอดีตนายกฯ เลย รวมทั้งการจัดรถทหารตามประกบเป็นเพียงการดูแลรักษาความปลอดภัยเมื่อมีบุคคลระดับวีไอพีเข้าพื้นที่เท่านั้น

"ต้องขออภัย หากทำให้อดีตนายกฯ ไม่สบายใจ แต่ทหารตั้งจุดตรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลบุคคลระดับวีไอพี โดยเบื้องต้นได้สั่งยกเลิกด่านจุดตรวจดังกล่าวแล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นการร้องขอจากอดีตนายกฯ แต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่าทหารมีวิธีดูแลรักษาความปลอดภัยบุคคลระดับวีไอพีในพื้นที่ตามระเบียบอยู่แล้ว และไม่ได้เป็นการตามประกบ อย่าคิดมากว่าทหารตาม เพราะกลัวหนีออกนอกประเทศ แต่เป็นการดูแลบุคคล สำคัญตามระเบียบเท่านั้น ตราบใดท่านยังอยู่ในพื้นที่เรา เราก็ต้องดูแล" พล.ต.ศรายุทธกล่าว

            ส่วนที่บ้านเกษะโกมล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่ได้เป็นการตรวจค้นหรือควบคุมตัว แต่เจ้าหน้าที่ดูแลในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ขอยืนยันเจ้าหน้าที่ไม่มีความคิดทำอย่างนั้น แต่การดำเนินการดังกล่าวเพราะกลัวมือที่สามจะมาทำให้เกิดความเสียหายในภาพรวม เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำ และถ้าหนักหนาอะไรก็จะพิจารณาอีกที

         "ถือเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในพื้นที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งเขาต้องกลัวในเรื่องมือที่สาม  ยืนยันไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตามประกบ เจ้าหน้าที่ทำก็เพื่อดูแลให้ท่านปลอดภัย เราไม่ได้ส่งคนไปควบคุม ติดตาม แต่เป็นการดูแลให้ท่านความปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ถือเป็นเจตนาดีของเจ้าหน้าที่" พล.อ.ประวิตรกล่าว

         เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ รู้สึกไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 3 คงมีการขยับขยายจุดตรวจดังกล่าวแล้ว และจะติดตามดูอีกที ซึ่งไม่ใช่คำสั่งของ คสช. เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ คสช.ไม่ได้สั่งการลงไป คสช.เพียงดูแลในภาพรวมในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลระดับวีไอพี

          เมื่อถามว่า เป็นการป้องกันไม่ให้อดีตนายกฯ ออกนอกประเทศใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า คงไม่ใช่จะหลบหนีอย่างไร ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว และเป็นถึงอดีตนายกฯ ท่านรู้ดี ส่วนจะแจ้งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบล่วงหน้าที่จุดตรวจดังกล่าวหรือไม่นั้น ไม่ทราบ แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ถือเป็นความปรารถนาดีเป็นระเบียบปฏิบัติประจำ ซึ่งท่านยังเป็นถึงอดีตนายกฯ ก็ต้องดูแล ท่านอยู่ กทม.เราก็ดูแลแบบนี้ ยืนยันไม่มีการแก้แค้นหรือจำกัดว่าท่านต้องไปอย่างโน้นอย่างนี้สั่งประกบติด 24 ชั่วโมง

             รายงานข่าวจากด้านความมั่นคงแจ้งว่า การตรวจค้นรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่แจ้งให้จับตา โดยเป็นคำสั่งอย่างไม่เป็นทางการจากระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ แต่ถูกชะลอออกไป และยังอยู่ในขั้นตอน อสส.จะส่งฟ้องต่อศาล ดังนั้นอดีตนายกฯ เดินทางไปไหนต้องติดตามใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และรายงานกลับมายังผู้บังคับบัญชาทราบเป็นระยะๆ แต่ในมาถึงชั้นปฏิบัติแล้วปรากฏออกเป็นข่าวอาจดูออกมาเข้มข้น เข้มงวดเกินไป

            “คสช.กังวล น.ส.ยิ่งลักษณ์จะซ้ำรอยกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ที่เดินทางออกนอกประเทศก่อนมีคำพิพากษา ซึ่ง คสช.ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการตามข้อเท็จจริง จึงต้องตามติดไม่ให้เกิดเหตุเดิมอีก เพราะไม่เช่นนั้น คสช.อาจถูกมองว่าไม่จริงจังต่อการปราบปรามคดีทุจริตคอร์รัปชัน” รายงานระบุ

           ขณะที่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ไม่อยากต่อว่าทหาร คนที่มีอำนาจเหมือนปากว่าตาขยิบ ปากบอกไม่ แต่ให้ลูกน้องไปทำ จะทำไปทำไม ความน่าเชื่อถือที่ลดลงอยู่แล้วจะลดลงไปอีก ไปรังแกอย่างนี้ ไม่รู้ว่าทหารต้องการอะไร ต้องการแสดงให้เห็นถึงอำนาจบาตรใหญ่อย่างนั้นหรือ ยิ่งทำให้บรรยากาศบ้านเมืองเลวร้ายลงไปอีก ทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่สุภาพบุรุษ คนเป็นอดีตนายกฯ ควรให้เกียรติกันบ้าง ไปค้นรถได้อย่างไร

             มีรายงานอีกว่า ตลอดทั้งวันมีกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เตรียมเดินทางออกนอกประเทศและขอลี้ภัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกระแสอ้างด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจประสานเป็นการภายในผ่านสถานทูตสหรัฐอเมริกาในไทยเพื่อเป็นช่องทางออกนอกประเทศ แต่ช่องทางนี้เป็นไปได้ยาก เพราะสหรัฐคงไม่กล้าเสี่ยง เพราะทำให้ความความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเลวร้ายลงไปอีก  อีกทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือรอคำสั่งศาลฎีกาฯ หากให้ประกันตัวในคดีโครงการรับจำนำข้าวแล้วขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งก็อยู่ที่ดุลยพินิจของศาลฎีกาฯ และ คสช.  โวตายในสนาม ปชต.

             นพ.เชิดชัยกล่าวถึงกระแสนี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเคยประกาศว่าจะขอตายในสนามประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายไม่ต้องการประชาธิปไตยกลัว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะกลับมาอีกผ่านการเลือกตั้ง เลยกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะทำให้ถูกเว้นวรรค 5 ปี ต่อไปคงมีเรื่องคดี ติดคุก ยึดทรัพย์แล้วก็ตามด้วยการยุบพรรคเพื่อไทย แต่ยังเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่คิดหนี ประกอบกับอัยการยังไม่ส่งฟ้องต่อศาล มีแค่จะส่งฟ้อง หากยังไม่ฟ้องจะไปหาว่าอดีตนายกฯ มีความผิดได้อย่างไร

            “แม้ท่านขอเดินทางออกนอกประเทศ หากได้รับอนุญาตไปแล้วเชื่อว่าท่านจะกลับมาสู้คดีแน่นอน คนเป็นนายกฯ หากต่อสู้ตามกระบวนการจะได้ใจประชาชนด้วย แต่ถ้าหากยังกลั่นแกล้ง

แบบนี้ คนที่เสียก็คือ คสช. จะหลบหนีไหมเป็นเรื่องอนาคต แต่ยังเชื่อว่าท่านไม่คิดหนี จะสู้ตามกระบวนการ รวมทั้งผู้พิพากษาที่ยังรักความเป็นธรรมก็มีอยู่เยอะ ก็อยากให้ท่านคิดเหมือนกันบ้าน

เมืองที่มันเป็นอย่างนี้เพราะอะไร” นพ.เชิดชัยกล่าว

            ถามว่า มีการประเมินกันว่าหนึ่งในทางเลือกหากจะขอลี้ภัยไปยังต่างประเทศ อาจใช้ช่องทางขอหลบเข้าสถานทูตบางประเทศ นพ.เชิดชัยตอบทันทีว่า ได้เลย สถานทูตถือเป็นเขตอำนาจของ

ประเทศนั้นๆ อยู่แล้ว คนถ้าไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ทำอย่างกับคนเถื่อนไล่ล่ามากๆ จะให้เขาทำอย่างไร จะสู้อย่างสันติตามกฎหมายแต่กลับไปไล่ล่า เขาก็ต้องหาทาง แต่ไม่เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์

จะหลบหนี ท่านยังเป็นนารีขี่ม้าขาว เป็นคนที่เข้มแข็ง ยังต้องนำพาประชาธิปไตยกลับคืนมา

               ด้านความเห็นนักวิชาการในการขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น นายนิยม รัฐอมฤต คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขั้นตอนการขอลี้ภัยต้องเป็นผู้ที่ได้

รับผลกระทบทางการเมือง อาทิ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง มีการยึดอำนาจและรัฐประหาร โดยประเทศต้นทางที่บุคคลนั้นๆ จะทำเรื่องขอลี้ภัยจะพิจารณาว่าบุคคลนั้นถูกกระทำขัดต่อหลักการมนุษยธรรมและเข้าประเด็นดังกล่าวหรือไม่ อีกจุดหนึ่งคือต้องมองว่าประเทศดังกล่าวมีอุดมการณ์เป็นอย่างไร ส่วนประเด็นคดีในศาลฎีกาฯ เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่นั้นขึ้น อยู่กับดุลยพินิจและการตีความของประเทศต้นทาง เพราะเวลานักการเมือกระทำผิดอาญาแล้วต้องขึ้นศาลฎีกาฯ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องการเมืองเสมอไป ตัวเขาเป็นนักการเมืองจริง แต่กระทำผิดคดีอาญา เช่น กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ระบุว่าที่ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษา แต่ให้เหตุผลว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองลี้ภัยไม่ใช่ง่าย

            “ขั้นตอนการขอลี้ภัยทางการเมืองจะกระทำผ่านช่องทางสถานทูต ที่ผ่านมามีการทำทั้งในลักษณะเป็นทางการและไม่เป็นทางการ บางครั้งทำกันแอบๆ ทำ จะให้รัฐบาลประเทศตัวเองรู้ไม่ได้
เพราะหากรัฐบาลรู้คงไม่ยอมแน่ เว้นแต่เรื่องปกติ อาทิ ผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจเพื่อหนีความยากจน ซึ่งประเทศต้นทางส่วนใหญ่ที่มักมีนักการเมืองขอลี้ภัยจะเป็นประเทศประชาธิปไตย หรือพยายาม
แสดงออกว่ารักความเป็นธรรม มีมนุษยธรรมสูงส่ง ปัจจุบันมีหลายประเทศ ส่วนประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น การจะตั้งได้ต้องมีประเทศนั้นๆ เปิดทางให้ก่อน เนื่องจากการจะให้ใครไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศตัวเองต้องมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย” นายนิยมระบุ

               นายสุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การลี้ภัยทางการเมืองที่ผ่านมาส่วนใหญ่บุคคลต่างๆ จะหลบหนี
ออกนอกประเทศทางชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านก่อน และค่อยไปทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองทีหลัง การทำเรื่องตั้งแต่อยู่ในประเทศ ต่อให้ประเทศต้นทางอนุญาตให้ลี้ภัยทางการเมืองได้ แต่หากรัฐบาลไม่อนุญาตก็ไม่สามารถออกนอกประเทศได้ เพราะอำนาจการให้คนเข้า-ออกอยู่ที่รัฐ ช่องทางทางสนามบินจึงหมดสิทธิ์ จะเหลือเพียงการหลบหนีออกทางประเทศเพื่อนบ้านไปอย่างเงียบๆ
แล้วไปทำเรื่องขอลี้ภัย ซึ่งมีช่องโหว่หลายช่องทาง อาจอาศัยคอนเน็กชั่นหรือสายสัมพันธ์กับระบบทุจริตที่ยังมีอยู่ หรือกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีการมองว่ามีการจงใจปล่อยให้ไป
                  วันเดียวกัน เวลา 21.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ทำอย่างเต็มที่ในการพูดคุยหารือและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และในรายละเอียดต้องพูดคุยกันอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจก็จะมีการร่วมมือกันหลายกิจกรรม
                ผู้สือข่าวถามว่า ระหว่างการเยือนต่างประเทศได้รับรายงานสถานการณ์การเมืองหรือไม่ เนื่องจากล่าสุดมีทหารเข้าตรวจค้นรถยนต์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ  ที่ จ.เชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ทราบ  เดี๋ยวตนจะสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องดู
    "คงไม่มีอะไรหรอก เขาคงเป็นกังวล ก็คงไม่มีอะไรหรอกนะ ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เขาตรวจรถทุกคัน ก็แล้วแต่มันก็ต้องตรวจ ก็บังเอิญเจอรถของอดีตนายกฯ พอดี พอเจอแล้วเขาคงไม่ค้นอะไร
มากมายอยู่แล้ว จะไปค้นอะไรกันนักหนา" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่มีการมองว่าการกระทำดังกล่าว เหมือนไม่ให้เกียรติอดีตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "ก็ให้เกียรติมาโดยตลอด นี่ก็ให้เกียรติ"
    นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการไม่อนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศนั้น ตนไม่ได้สั่งการ เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง อย่าให้เป็นเรื่องนักเลยน่ะ การจะไปหรือไม่ไปต่างประเทศก็ต้องไปดู
ว่าฝ่ายกฎหมายว่าอย่างไร และเท่าที่จำได้ตนบอกไปครั้งหนึ่งแล้วว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเรื่องดังกล่าวอัยการสูงสุดได้ทำเรื่องมาเป็นเอกสาร
    ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สรุปว่าอัยการสูงสุดเป็นคนทำหนังสือถึง คสช.ไม่ให้อดีตนายกฯ เดินทางออกนอกประเทศใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ถูกต้อง ผมเห็นเอกสารดังกล่าว  เอกสารบอกมาชัดเจน"
เมื่อถามว่า แต่อัยการสูงสุดยืนยันไม่ได้ทำเอกสารดังกล่าวมาที่ คสช. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "ก็ไปดูเอกสารอัยการสูงสุดสิ มันมีเอกสารอยู่ เพียงแต่ไม่ได้เอามาเผยแพร่ให้พวกคุณดู ยืนยันว่าผมเห็นเอกสารว่า เขาขอว่าเอาไว้ก่อน ก็ไปดูเอกสารราชการเขาสิ มันมีเอกสารอยู่  เขาไม่ได้มาแผ่ให้คุณดูเท่านั้น ผมเห็นเอกสารเขาใช้คำว่าไม่ควรให้เดินทาง ผมก็อนุมัติตามเสนอ เข้าใจยัง".
///////////////////////
การขอลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐอเมริการัฐบาลกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ผู้ที่ไม่มั่นใจในความปลอดภัยใน ชีวิต ทรัพย์สิน และเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็น หากเดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนโดยสามารถพิสูจน์หรือ ทำให้Immigration Judgeเชื่อได้ว่า ถูกดำเนินคดี จับกุม ถูกเรียกตัวไปสอบสวน ถูกข่มขู่ กดดัน ถูกแสดงความอาฆาต ถูกปองร้าย ถูกทรมานทั้งทางร่างกาย และจิตใจจาก

เหตุผลทางด้าน เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา สีผิว การเข้าร่วมกลุ่มทางสังคม และ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดย กอง ทัพ ทหาร ตำรวจ รัฐบาล(ทั้งประชาธิปไตย และเผด็จการทหาร/พลเรือน)
กลุ่มทางสังคมกลุ่มอื่น ๆ ที่มีแนวความคิดอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ขอลี้ภัย(ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนหรือไม่มี ศักยภาพในการยับยั้ง)หาก"รู้สึก"กลัวที่จะเดินทางกลับประเทศด้วยเหตุผลเหล่านี้ คุณสามารถขอลี้ภัย(Asylum)อยู่ในสหรัฐอเมริกาได้ทันที

จะเห็นได้ว่า ข้อกฏหมายเกี่ยวกับการลี้ภัยนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง เพียงแค่เรารู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย และ/หรือ พิสูจน์ได้ว่าเคยถูกดำเนินคดี ฯลฯ จากประเทศบ้านเกิด เราก็สามารถทำเรื่องขอลี้

ภัยได้เลย โดยมีข้อแม้ว่า จะต้องทำภายใน 1 ปี หลังจากเราเดินทางเข้ามาในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะอย่างถูกกฏหมายหรือผิดกฏหมาย เราก็จะสามารถมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยได้

แต่สถานะของผู้ลี้ภัย(Asylee)นี้จะถูกจำกัดเฉพาะผู้ที่อยู่ภายในสหรัฐฯแล้วเท่านั้นผู้ที่ขอลี้ภัยจากภายนอกประเทศสหรัฐ จะถูกกำหนดอีกสถานะหนึ่งให้ นั่นก็คือ ผู้อพยพ(Refugee)
ซึ่งทั้งสองสถานะนี้ค่อนข้างจะมีความใกล้เคียงกัน แตกต่างกันเพียงแค่สถานที่ตั้งต้นในการขอลี้ภัยเท่านั้น

ดังนั้นความเข้าใจผิดหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับสถานะของผู้ลี้ภัยทางการเมืองเช่น ผู้ขอลี้ภัยทางการเมืองต้องเคยเป็นนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อนจะถูกโค่นอำนาจถึงจะเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ลี้

ภัยทางการเมือง(ผมก็เคยเข้าใจอย่างนั้น)

และจากคำจำกัดความของผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากกฏหมาย Immigration ของสหรัฐ จะเห็นได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องถูกคุกคามจากอำนาจรัฐเพียงแค่เราถูกคุกคามจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
โดยที่รัฐไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเราได้ เราก็จะมีคุณสมบัติเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองได้เช่นกัน

อัตราส่วนของผู้ที่ขอลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกานั้น ถ้าแบ่งตามสถิติคดี สัดส่วนที่มากที่สุดคือ

1. ลี้ภัยจากการค้ามนุษย์ ส่วนใหญ่พวกนี้มาจากแอฟริกา ผมเคยเห็นสภาพกับบางคนที่ศาลอิมมิเกรชั่น ดูแล้วหดหู่ว่ะ...ตามข้อมือข้อเท้ามีรอยถูกล่าม มีรอยโดนกรีด โดนไฟฟ้าชอต
2. ลี้ภัยจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จากสงครามกลางเมือง ก็ส่วนใหญ่ก็คือ แอฟริกันอีกเหมือนเดิม เช่นพวกคนรวันดา คองโก โซมาเลีย ไนจิเรีย
3. ลี้ภัยจากการถูกคุกคามด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนา พวกนี้ส่วนใหญ่คือพวกตะวันออกกลาง เพราะแถวนั้นเป็นถิ่นของมุสลิมพวกคริสเตียนนิสต์ และ จิววิชช์ ไม่ค่อยได้รับการต้อนรับนัก

บางทีถูกอุ้มยกครัวเอาดื้อ ๆ
4. การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

อีกอย่างหนึ่งก็คือ การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่จำเป็นว่า คุณจะต้องเป็นคนที่ขึ้นไปเป็นแกนนำบนเวที เพียงแค่คุณเข้าร่วมการประท้วง แล้วถูกไล่ล่า ปราบปราม นั่นก็เพียงพอแล้ว
ที่จะเป็นการแสดงให้ศาลสหรัฐเห็นว่าคุณได้แสดงความคิดเห็น ทางการเมืองไม่ใช่โดยวาจา ไม่ใช่โดยตัวอักษร แต่ผ่านทางการแสดงออกทางร่างกาย ซึ่ง หากคุณถูกหมายจับ หมายเรียกตัวของ สอฉ.

ระหว่างมี พรก. ฉุกเฉินคุณก็สามารถลี้ภัยในสหรัฐได้เช่นกัน

และไม่จำเป็นต้องเป็นคดีที่เกิดขึ้นกับคุณ คุณเห็นรายแล้วรายเล่าที่โดนอุ้มหาย โดนหมายเรียก หมายจับแม้ว่าคุณจะยังไม่โดน แต่จะโดนในไม่ช้าแน่ ๆ อันนี้ก็สามารถขออนุญาติลี้ภัยได้เลยจะจาก

ในหรือนอกประเทศก็แล้วแต่

ยิ่งลักษณ์...จะลี้ภัยจริงหรือ..?

ยิ่งลักษณ์...จะลี้ภัยจริงหรือ..?

S! News
S! Newsสนับสนุนเนื้อหา
ยิ่งลักษณ์ ขออนุญาต คสช. บินไปฮ่องกง หรือจะลี้ภัยทางการเมือง?
ยิ่งลักษณ์...จะลี้ภัยจริงหรือ..?
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
เป็นประเด็นที่น่าจับตาขึ้นมาอีกครั้งสำหรับบทบาทของ อดีตนายรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อมีข่าวออกมาว่า ทางคสช.เบรก คำขอเดินทางไปต่างประเทศ โดยเหตุผลที่ คสช.เมินคำขอเดินทางครั้งนี้เนื่องจากเห็นว่า เกรงจะกระทบต่อรูปคดีโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์กำลังจะ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในโครงการรับจำนำข้าว ดังนั้นจึงยังไม่สมควรออกนอกประเทศ
สำหรับการขอเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีจุดหมายปลายทางตามที่สื่อรายงานคือจะไปฮ่องกง ทำให้มีการคาดการณ์ว่าคงจะเดินทางไปพบกับ อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร พี่ชายที่อยู่ระหว่างการหลบหนีคดี ดังนั้นจึงมีความเป็นห่วงว่า การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้จะเป็นการซ้ำรอย เหมือนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ หลังถูกดำเนินคดีก็ขอเดินทางไปต่างประเทศและไม่ยอมกลับมา หรือเป็นการหนีคดีนั้นเอง....
อย่างไรก็ตาม มีความเห็นที่แตกต่างออกไปก็คือ ทางนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์คงไม่ใช้วิธีการเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่จะใช้การลี้ภัยทางการเมืองแทน เพราะจะสร้างความชอบธรรมในการต่อสู้และขยายผลทางการเมือง....
ในเรื่องนี้ยังเป็นคำถามอยู่ว่า ..หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยทางการเมือง...แล้วเงื่อนไขของการลี้ภัยทางการเมืองคืออะไร....?
จากคำนิยามการขอลี้ภัยทางการเมืองเท่าที่ค้นคว้าดูนั้น ....สรุปสั้นๆคือ....บุคคลผู้ซึ่งมีหลักฐานปรากฏว่า ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ด้วยเหตุของเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ หรือการเป็นสมาชิกขององค์กรในสังคมองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เขาเหล่านั้นย่อมต้องได้รับความคุ้มครอง
คำถามคือ...น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้ากับเงื่อนไขการขอลี้ภัยหรือไม่....?
น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นอดีต นายกรัฐมนตรี...เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร...การถูกส่งฟ้องคดีอาญา..เป็นการสรุปจากอัยการสูงสุด...หรือทนายแผ่นดิน...
การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ในเรื่องโครงการจำนำข้าว ..มีข้อมูลมากมายที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ชอบในการดำเนินโครงการ...เกิดการรั่วไหล เกิดความเสียหายต่อฐานะการเงินของประเทศหลายแสนล้าน...
การเดินโครงการมีเสียงทักท้วงจาก ป.ป.ช.และหลายภาคส่วนว่าเกิดความเสียหาย ขอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลทบทวนโครงการ...แต่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่า การเดินนโยบายจำนำข้าวของตนนั้น ไม่เกิดความเสียหายตามที่กล่าวหา แม้กระทั่ง ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยืนยันและชี้แจงในเรื่องนี้ตลอด
จนกระทั่งหลังการลงมติ ในถ้อยแถลงของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยืนยันว่าตัวเองถูกต้อง และ เมื่อรับทราบว่าทางอัยการสูงสุดมีมติฟ้องคดีอาญากรณีจำนำข้าว... น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันจะอยู่ต่อสู้กับคดีความที่เกิดขึ้นจนถึงที่สุด จะต่อสู้เคียงข้างประชาชนเอาประชาธิปไตยกลับคืนมาให้ได้
แล้ว ทำไม่ ความหวาดระแวงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะหนีคดี...จะขอลี้ภัยทางการเมืองจึงเกิดขึ้น...? หรือเป็นสัจธรรม ของนักการเมืองไทยที่ว่า...ไม่สามารถยึดคำมั่นของนักการเมืองในเรื่องต่างๆได้ ...
ต้องจับตาดูกันต่อไป เพราะล่าสุดอัยการคาดว่า จะสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลในคดีจำนำข้าวได้ไม่เกิน 21 ก.พ.นี้ และหากศาลรับฟ้อง จะมีการกำหนดวัน ให้อดีตนายกฯในฐานะผู้ถูกร้อง ต้องไปแสดงตัวศาลฎีกาฯตามลำดับต่อไป
และหลังจากนั้นจะมีการขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศอีกหรือไม่.. จะได้รับอนุญาตหรือไม่ ...ไปแล้ว จะกลับมาหรือไม่...จะขอลี้ภัยการเมืองหรือไม่...ประเทศใดจะรับเป็นผู้ลี้ภัย...และตอบคำถามได้หรือไม่ว่า ที่ประกาศว่า...จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุกจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนเพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา...จะเป็นจริงหรือไม่...หรือจะเป็นแค่คำโก้หรูของนักการเมืองในอดีตที่ผ่านๆมา เรื่องเหล่านี้ต้องติดตามกันต่อไป.....

“โอบามา” ยืนกราน ไม่มีนโยบาย “จ่ายค่าไถ่” แลกอิสรภาพตัวประกันสหรัฐฯ

“โอบามา” ยืนกราน ไม่มีนโยบาย “จ่ายค่าไถ่” แลกอิสรภาพตัวประกันสหรัฐฯ
Cr:ผู้จัดการ
เอเอฟพี - ภายหลังที่มีรายงานยืนยันการเสียชีวิตของตัวประกันชาวอเมริกัน ที่ถูกจับตัวในซีเรีย ได้หลายชั่วโมง ล่าสุด ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ได้บรรยายถึงความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว เมื่อต้องชี้แจงเรื่องนี้กับครอบครัวผู้สูญเสียที่กำลังกระวนกระวายใจ ในขณะที่ผู้นำแดนอินทรียังคงยืนกรานว่า รัฐบาลของเขาไม่มีนโยบายจ่ายค่าไถ่ให้แก่กลุ่มหัวรุนแรง
การบอกครอบครัวของตัวประกันว่า เขาจะไม่จ่ายเงินเพื่อแลกกับอิสรภาพนั้นนับเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเขา โอบามายอมรับกับเว็บไซต์ข่าวบัซฟีด ในการให้สัมภาษณ์ หลัง เคย์ลา มุลเลอร์ หญิงสาวชาวมลรัฐแอริโซนาวัย 26 ปีถูกสังหาร
เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้นี้ถูกลักพาตัวไปขณะปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดอะเลปโป เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2013
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มติดอาวุธ “รัฐอิสลาม” (ไอเอส) ระบุว่า เธอถูกสังหาร ขณะจอร์แดนดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ในเมืองรอกเกาะห์ ของซีเรีย ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธ
โอบามาแถลงว่า เขารู้สึกใจสลายในทันทีที่ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของมุลเลอร์
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวถูกกดดันให้ทบทวนนโยบายไม่จ่ายเงินเพื่อแลกกับอิสรภาพของพลเมืองสหรัฐฯ ในขณะที่ตัวประกันชาวยุโรปบางคน ที่รัฐบาลของพวกเขายอมจ่ายค่าไถ่ได้รับการปล่อยตัวในที่สุด
เขาชี้ว่า นโยบายดังกล่าวเหมาะสมดีแล้ว เพราะ “ทันทีที่เราทำแบบนั้น เราไม่เพียงแต่ให้เงินสนับสนุนให้กลุ่มหัวรุนแรงฆ่าคนบริสุทธิ์ และทำให้องค์การก่อการร้ายเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้ชาวอเมริกันถูกจ้องลักพาตัวมากขึ้นในอนาคต”
ประธานาธิบดี โอบามากล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนินภารกิจช่วยเหลือมุลเลอร์ด้วยวิธีอื่นแล้ว รวมทั้งการส่งหน่วยปฏิบัติการปราบปรามพิเศษเข้าไปในซีเรีย
เขาระบุเพิ่มเติมว่า “เราได้ทุ่มเททรัพยากรมหาศาล และเราทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อช่วยเชลย หรือตัวประกันที่ใดก็ตามบนโลกเช่นนี้เสมอ”
“เราดำเนินปฏิบัติการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทั้งหมด ไม่เพียงแต่เพื่อช่วยชีวิตเธอ แต่เพื่อช่วยคนอื่นๆ ที่ถูกจับตัวไปด้วย และอาจคลาดกันวันหรือสองวัน เพียงเพราะเรายึดมั่นในข้อผูกพันเช่นนั้น”


นายกฯอ้างเห็น นส.อัยการสูงสุดค้านยิ่งลักษณ์ไปตปท.

นายกรัฐมนตรียอมรับ อัยการสูงสุดส่งหนังสือให้ความเห็น ไม่ควรให้น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปต่างประเทศมาที่ตนจริง ด้านทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์เรียกร้อง ยุติการคุกคามสิทธิและเสรีภาพ หลังเหตุการณ์ค้นรถยนต์และเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามตลอดเวลา หากเป็นการดูแลวีไอพีจริงตามที่รองนายกรัฐมนตรีระบุ ควรประสานงานมาเพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องนี้ คสช.ไม่ได้สั่งการ แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง โดยการจะไปหรือไม่ไปต่างประเทศนั้น ต้องไปดูว่าฝ่ายกฎหมายว่าอย่างไร โดยเรื่องนี้อัยการสูงสุด (อสส.) ได้ทำเรื่องเป็นลายลักษณ์อักษรมาถึง คสช. โดยมีความเห็นว่าไม่ควรให้อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งตนได้เห็นเอกสารดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตามที่ อสส.ปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งเอกสารดังกล่าวมาที่ คสช.นั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีเอกสารดังกล่าวอยู่จริง เพียงแต่ไม่ได้เอามาเผยแพร่ให้สื่อมวลชนดูเท่านั้น โดยเอกสารนั้นให้ความเห็นว่าไม่ควรให้เดินทาง ซึ่งตนก็ได้อนุมัติตามที่ อสส.เสนอมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ระบุว่า ไม่ทราบเรื่องเอกสารดังกล่าว แต่ตามหลักแล้วอัยการไม่มีอำนาจในการห้ามเดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะมีการยื่นฟ้องคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯ แล้ว ก็จะเป็นอำนาจในการพิจารณาของศาล
ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าค้นรถส่วนตัวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับวีไอพีทุกคน ซึ่งการดูแลรักษาความปลอดภัยก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงน.ส.ยิ่งลักษณ์เพียงคนเดียว แต่เจ้าหน้าพร้อมดูแลและให้ความปลอดภัยกับทุกคน เนื่องจากเกรงว่าอาจมีมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ได้
ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ แถลงว่า ภายหลังที่ คสช. ไม่อนุญาตให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปต่างประเทศตามคำขอแล้ว และมีการตรวจค้นรถยนต์เกิดขึ้น หลังจากนั้น ไม่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปที่ใดก็ตามในจังหวัดเชียงใหม่ ก็จะสังเกตเห็นว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจคอยติดตามตลอดทั้งวัน ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าว แม้จะไม่เป็นการควบคุมตัวโดยตรง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการควบคุมตัวโดยทางอ้อม อันเป็นการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัว และในขณะเดียวกันยังเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลด้วย อย่างไรก็ตาม หากจะมีการดูแลวีไอพีตามที่ฝ่ายความมั่นคงได้กล่าวอ้างนั้น ก็ขอให้ประสานงานโดยตรงเพื่อให้เกิดความสบายใจกันทั้งสองฝ่าย
นายนรวิชญ์ยังกล่าวอีกด้วยว่า สำหรับการฟ้องคดีที่ถูกกล่าวหาในโครงการรับจำนำข้าว สำนักงานอัยการสูงสุด ได้แถลงว่าจะใช้เวลาร่างฟ้องประมาณ ๑ เดือน หรือจะฟ้องคดีไม่เกินเดือนมีนาคม ๒๕๕๘ น.ส. ยิ่งลักษณ์จึงเข้าใจว่า ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๐ – ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ สามารถที่จะใช้สิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศได้ จึงได้ยื่นขออนุญาตเดินทางตามเงื่อนไขของ คสช. ประกอบกับสำนักงานอัยการสูงสุดเองก็แถลงชัดเจน แล้วว่า อัยการสูงสุดไม่มีอำนาจในการห้ามการเดินทาง เว้นแต่จะมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ซึ่งก็เป็นอำนาจของศาลฎีกา ดังนั้นในขณะนี้จึงยังไม่ถึงขั้นตอนตามกฎหมายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องเดินทางไปศาล และในทางปฏิบัติที่ผ่านมาในการยื่นฟ้องคดี ของอัยการสูงสุด ก็ไม่เคยมีการนำตัวจำเลยมาพร้อมกับการยื่นคำฟ้องแต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้ดูแลงานฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลและ คสช. ก็ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่จำเป็นต้องมาในวันที่อัยการยื่นฟ้อง ซึ่งปรากฏเป็นข่าวโดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
นายนรวิชญ์ กล่าวต่อว่าในฐานะทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร และตำรวจ ยุติการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของน.ส.ยิ่งลักษณ์ฯ ตามที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และควรปล่อยให้คดีเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมายต่อไป


จ่อเข้าครม.'ลงทะเบียนซิม-Free WiFi'เป็นวาระแห่งชาติ

จ่อเข้าครม.'ลงทะเบียนซิม-Free WiFi'เป็นวาระแห่งชาติ
Cr:แนวหน้า
11 ก.พ.58 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้เคยประสานงานไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดเรื่องการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน และการลงทะเบียนเพื่อแสดงตัวตนในการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบ WiFi เป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งก่อนหน้านี้ สำนักงาน กสทช.ก็มีการออกประกาศเรื่องการจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้า ลงวันที่ 21 ม.ค.58 ซึ่งสาระสำคัญของประกาศคือ การกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดผู้ใช้บริการ หรือลงทะเบียนซิม ภายในวันที่ 31 ก.ค.58 หากกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่ลงทะเบียนซิมภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการสามารถดำเนินการระงับบริการได้ทันที ล่าสุด มีการเตรียมข้อเสนอดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเห็นชอบให้นำเสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณาแล้ว
ทั้งนี้ ในหนังสือนำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อบรรจุข้อเสนอดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม.ระบุวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เพื่อเป็นการช่วยป้องกัน ระงับ ยับยั้ง การนำเทคโนโลยีการสื่อสารดังกล่าวมาใช้ประกอบการกระทำความผิด ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาตินั้น เนื่องจากการดำเนินการต้องได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน
สำหรับแนวทางการดำเนินงาน จะกำหนดให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินทุกคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ให้ลงทะเบียนให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบ และให้สำนักงาน กสทช.ติดตามและประเมินผล หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ให้สำนักงาน กสทช.เสนอมาตรการบังคับการทางกฎหมายที่เหมาะสมต่อไปต่อ ครม.เพื่อพิจารณา ส่วนเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบ Free WiFi กำหนดให้ประชาชนลงทะเบียนแสดงตัวตนในการใช้งาน รวมทั้งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้จัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตแบบ Free WiFi สนับสนุนการลงทะเบียนผู้ใช้บริการดังกล่าว ซึ่งในขั้นตอนการลงทะเบียนจะเป็นไปในลักษณะ Single Sign On คือ เป็นการลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อขอใช้งานเพียงครั้งเดียว โดยผู้ใช้บริการจะต้องแสดงบัตรประชาชน แจ้งหมายเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการลงทะเบียน
อย่างไรก็ดี ในส่วนของเรื่องการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน อันที่จริงเป็นข้อกำหนดตามประกาศ กสทช.ที่มีมาตั้งแต่ในยุคของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แต่ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในเรื่องความมั่นคงของประเทศ หากแต่เป็นเรื่องที่มีผลดีในการป้องกันการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไปในทางก่อกวน หลอกลวง หรือก่ออาชญากรรม รวมถึงมีผลดีในแง่การคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการ เช่น แสดงตนเพื่อใช้สิทธิร้องเรียนในกรณีที่ประสบปัญหาการใช้บริการ หรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ข้อกฎหมายดังกล่าวไม่ถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง จนส่งผลให้เกิดปัญหาผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินส่วนใหญ่จากจำนวนกว่า 90 ล้านเลขหมาย ไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุด้วยว่า โดยหลักการของกฎหมายข้อนี้ ต้องการให้มีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการก่อนการเปิดใช้บริการ ซึ่งในกรณีที่มีการเปิดให้บริการไปแล้วโดยไม่มีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการตั้งแต่ต้น แล้วมาระงับสิทธิผู้ใช้บริการในภายหลังหากไม่มีการลงทะเบียน อาจเข้าข่ายขัดต่อหลักกฎหมายในเรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม และถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค


วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สถานการณ์ข่าว10ก.พ.58

ความมั่นคง

ประชุม ครม. วันนี้ พล.อ.ประวิตร นั่งหัวโต๊ะ ขณะ นายกฯ มีกำหนดกลับถึงไทยช่วงค่ำวันนี้ 

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ ในเวลาประมาณ 09.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยังคงอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ.นี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดการเดินทางกลับถึงประเทศไทย ในเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันนี้  

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นที่น่าสนใจนั้น ในเวลาประมาณ 14.30 น. นายมาร์ค แอนดรูว์ เจฟฟรีย์ เคนต์ (H.E. Mr. Mark Andrew Geoffrey Kent) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้า
เยี่ยมคารวะ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1
-------------
ทนายความ นปช. เตรียมยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง-ขอปล่อยตัวชั่วคราว "กฤษณ์" ต่อศาลทหาร

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ มีความเเน่นอนแล้วว่า ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) จะนำตัว นายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้เผยแพร่แถลงการณ์ปลอม มาขออำนาจศาลทหารฝากขัง จากข้อกล่าวหาตาม มาตรา 112 เเละ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) (4) (5) โดยวันนี้ทนายความจะยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง พร้อมคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่หากศาลไม่อนุมัติจะทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อศาล เพราะจากการสอบถาม นายกฤษณ์ พบว่าไม่มีเจตนาอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน เป็นเพียงการแชร์ข้อมูลทั่วไป แต่เมื่อไม่มีประกาศออกมาเป็นทางการ จึงลบข้อความออกจากโซเชียลมีเดีย สำหรับช่วงเวลาที่ นายกฤษณ์ ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ได้รับการดูแลจากทหารภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เป็นอย่างดี
---------------
เครือข่าย ปชช. ปกป้องประเทศ-สภาปฏิรูปพลังงานไทย ยื่น ป.ป.ช. สอบ "ณรงค์ชัย-คกก.ปิโตรเลียม-อารีพงศ์-คุรุจิต-พวงทิพย์"

บรรยากาศที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงเช้าวันนี้ กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ สภาธรรมาภิบาล สภาปฏิรูปพลังงานไทย นำโดย น.ส.สมนึก คำผ่อง เดินทางมายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, คณะกรรมการปิโตรเลียม, นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน, นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิง ว่า เข้าข่ายมีความผิดทุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในพฤติการณ์ที่ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากกรณีที่สนับสนุนให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 21 หรือไม่

ทั้งนี้ ทางกลุ่มฯ ได้บอกว่าถึงแนวทางการเคลื่อนไหวด้วยว่า ขอเรียกร้องให้มวลชนออกมาแสดงพลังครั้งใหญ่ใน 16 ก.พ. 58 ที่ทำเนียบรัฐบาล และยืนยันจะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ จนกว่าจะได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ
---------------------
ทูตสหราชอาณาจักรเผยอังกฤษยังเป็นมิตรกับไทยทุกด้าน พร้อมร่วมมือเขียน รธน. หากเป็นประโยชน์ 

นายมาร์ค แอนดรูว์ เจฟฟรีย์ เคนต์ (H.E. Mr. Mark Andrew Geoffrey Kent) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการเข้าพบ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่
ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ความสัมพันธ์และท่าทีของประเทศอังกฤษยังคงเป็นมิตรกับประเทศไทยในทุกด้าน

นอกจากนี้ การเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่อังกฤษยินดีร่วมมือกับไทย หากเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพราะไทยเป็นประเทศต้องเดินหน้าพัฒนาต่อไป อย่างไรก็ตาม การปกครองเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและประชาชนไทย ซึ่งหากประเทศอังกฤษมีความเป็นห่วงสิ่งใดจะส่งข้อความมายังรัฐบาลไทยให้รับทราบต่อไป
-------------------------
โฆษก สตช. เผย คืบหน้าคดีความมั่นคง ทั้ง ระเบิดพารากอน แถลงการณ์ปลอม ไฟไหม้ไทยพาณิชย์ ไม่โยงกลุ่มเดียวกัน ยันคดีคืบหน้าทุกคดี

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. ในฐานะ โฆษก สตช. เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ตามที่เกิดคดีที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคง ทั้งคดีวางระเบิดทางเชื่อมสยามพารากอน คดีแถลงการณ์ปลอม หรือ คดีเพลิงไหม้ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ยืนยันว่า ทั้ง 3 คดี ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เป็นคนละกลุ่มที่ก่อเหตุ คดีเพลิงไหม้ไทยพาณิชย์ ก็เช่นกัน ยังชี้ชัดว่าจากอุบัติเหตุ หรือลอบวางเพลิง

โฆษก สตช.กล่าวอีกว่า คดีระเบิดพารากอน นั้น มีความคืบหน้ามากแล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ 2 คน ที่ออกหมายจับไปแล้วคือใคร และไม่ชัดเจนว่ายังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ แต่ ตร.ก็พยายามที่จะหาตัวมาให้ได้ เพื่อคลี่คลายคดีถึงคนบงการ ส่วนคดีแถลงการณ์ปลอมนั้น หลังจากจับตัวการระดับหัวได้ 1 คน ก็เริ่มจะเข้าใกล้คนบงการตัวจริงเช่นกัน ส่วนคดีเพลิงไหม้ ธ.ไทยพาณิชย์ นั้น ไม่ใช่เรื่องการสร้างสถานการณ์แน่ แต่จะเป็นอุบัติเหตุ ความประมาท หรือวางเพลิงนั้น ต้องรอผลพิสูจน์ของ พฐ. อีกครั้งหนึ่งก่อน
--------------------
ผกก.อีโอดี เผย ผบ.ตร. กำชับเฝ้าระวังดูแลจุดเสี่ยง กทม. ป้องเหตุป่วนเมือง ไม่ได้เข้าตรวจเหตุระเบิดที่สรรพาวุธ 

พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี กองบังคับการสายตรวจ ปฏิบัติการพิเศษ บช.น. เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ตามที่ทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกับกำลังพลในสังกัดวานนี้นั้น ได้กำชับให้ ทาง อีโอดี ดูแลเฝ้าระวังตรวจตราวัตถุต้องสงสัย ในจุดเสี่ยงใน กทม. ให้เข้มข้นมากขึ้น และได้ชมเชยหน่วยงานอีโอดี ว่า เป็นหน่วยงานของตำรวจที่ประชาชนรักไว้ใจ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งกำลังพล เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชม. อยู่แล้ว

นอกจากนี้ กรณีเหตุระเบิดที่กรมสรรพาวุธทหารบก วานนี้นั้น ทางทหารไม่ได้ประสานอีโอดี เข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุแต่อย่างใด เพราะทางทหารมีหน่วยงานอีโอดีอยู่แล้ว จะมีเพียง ตร.ท้องที่ ที่เขาไปเก็บรายละเอียดในการลงบันทึกประจำวันเท่านั้น
----------------------
โฆษก สตช. เผย ยังไม่นำตัว "หัสดิน" มาแถลงข่าววันนี้ ระบุ ทหารควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก 7 วัน ก่อนส่งตัวให้ ตร.ดำเนินการต่อ

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก สตช. เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ตามที่ ทาง ตร.ปอท. และทหาร ได้เข้าจับกุมตัว นายหัสดิน อุไรไพรวัน นามแฝง "บรรพต" Banpodj ผู้ที่เป็นหัวหน้าขบวนการและผลิตคลิปเสียงหมิ่นสถาบัน โดยจับกุมได้ที่ห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ภายในซอยศูนย์วิจัย ค่ำคืนวานนี้นั้น ตร. จะยังไม่นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวในวันนี้แต่อย่างใด เนื่องจากทหารได้ควบคุมตัวไปสอบสวนตามกฎอัยการศึก เป็นเวลา 7 วันก่อน จึงจะนำตัวมาให้ตำรวจเพื่อดำเนินคดีต่อ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถเปิดเผยถึงการขยายผลสอบสวนในคดีนี้ ว่า ผู้บงการคือใครกันแน่
------------------------
ทนาย นปช. เตรียมยื่นคัดค้านฝากขังพร้อมขอปล่อยตัวชั่วคราวมือเผยแพร่แถลงการณ์ปลอม ด้านอดีตผู้ดูแลเว็บ ASTV รับทราบข้อกล่าวหาที่ ปอท.แทน

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกลุ่ม นปช. เปิดเผยว่า ในวันนี้ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. จะนำตัว นายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้เผยเเพร่แถลงการณ์ปลอม มาขออำนาจศาลทหารฝากขัง จากข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เเละ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) (4) (5)

ทั้งนี้ นายวิญญัติ บอกว่าจะยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง พร้อมคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่หากศาลไม่อนุมัติจะทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อศาล เพราะจากการสอบถาม นายกฤษณ์ พบว่า ไม่มีเจตนาอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน เป็นเพียงการแชร์ข้อมูลทั่วไป แต่เมื่อไม่มีประกาศออกมาเป็นทางการ จึงลบข้อความออกจากโซเชียลมีเดีย สำหรับช่วงเวลาที่ นายกฤษณ์ ถูกควบคุมตัว
ตามกฎอัยการศึก ได้รับการดูแลจากทหารภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เป็นอย่างดี

ขณะที่วันนี้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของ นายนิรันดร์ เยาวภา อดีตผู้ดูแลเว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการ ผู้ต้องหาเผยแพร่แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอม เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เปิดเผย
ว่า วันนี้จะได้พาผู้ต้องหามาขึ้นศาลทหาร เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวน และจะมีการยืนรับคำร้องต่อศาล กรณีขอเพิกถอนหมายจับ ล่าสุด มีรายงานว่า ทางศาลทหาร  กรุงเทพฯ ไม่อนุญาตในการเพิกถอนหมาย จึงจะนำตัว นายนิรันดร์ ไปรับทราบข้อกล่าวหากับตำรวจที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. แทน
----------------------------
โฆษก สตช. เผย หัสดิน ยอมรับว่าเป็น บรรพต หมิ่นเบื้องสูง ประสาน ปปง. สอบเส้นทางการเงินขบวนการนี้

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีจับกุมตัว นายหัสดิน อุไรไพรวัน เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับเจ้าที่ทหารเข้าควบคุมตัว นายหัสดิน ภายในม่านรูดแห่งหนึ่ง ย่านมักกะสัน โดยขณะนี้มีการควบคุมตัวไว้ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ โดยใช้อำนาจตามประกาศกฎอัยการศึก เพื่อทำการสอบปากคำหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม

ทั้งนี้ จากการสืบสวนทราบว่า นายหัสดิน เป็นหัวหน้าขบวนการที่ใหญ่ที่สุดในเครือข่าย บรรพต ยืนยันว่า นายหัสดิน เป็นผู้ใช้นามแฝง "บรรพต" Banpodj ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการผลิตคลิปเสียงหมิ่นสถาบัน

และก่อนหน้านี้ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกับเครือข่ายบรรพตไปแล้วจำนวน 6 คน ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า นายหัสดิน เป็นระดับผู้สั่งการ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่พบการกระทำผิดที่เชื่อมโยงกับกลุ่มใด

อย่างไรก็ตาม ได้มีการประสานไปยัง ปปง. เพื่อให้ทำการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของเครือข่ายดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร่งด่วนต่อไป
------------------------
เว็บมาสเตอร์เอเอสทีวี เตรียมเดินทางมอบตัวกับ ตร.ปอท. คดีเผยแพร่แถลงการณ์ปลอม จ่อยื่นประกันตัวต่อศาล

นายนิรันดร์ เยาวภา เว็บมาสเตอร์เอเอสทีวีผู้จัดการ พร้อม นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ เตรียมเดินทางเข้ามอบตัวตามหมายจับในคดีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ฟ้องข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีโพสต์แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่ 13 ปลอม โดย นายสุวัตร ได้ยืนขอต่อศาลเพื่อขอยกเลิกหมายจับ แต่ทางศาลได้ปฏิเสธการยกเลิกขอหมายจับตามที่ทนายยื่นคำร้อง จึงได้นำตัว นายนิรันดร์ ไปที่ ปอท. เพื่อมอบตัวและสอบปากคำ และคาดว่าในช่วงบ่ายของวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ ปอท. จะพาตัว นายนิรัดร์ กลับมายังศาลทหารเพื่อยืนขอการประกันตัวต่อไป
--------------------------
ทนายความ พร้อม บก.เว็บไซต์ เอเอสทีวี มอบตัวต่อ ตร.ปอท.แล้ว คดีแถลงการณ์ปลอม เตรียมฝากขังศาลทหารต่อไป

ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ขณะนี้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ พร้อม นายนิรันดร์ เยาวภา อดีตผู้ดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ผู้ต้องหาหมิ่นสถาบัน ได้เข้ามามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) พร้อมรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว หลังเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ขอศาลออกหมายจับในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีที่ นายนิรันดร์ ได้โพสต์แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่ 13 ปลอม เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

และคาดว่า หลังจากการสอบปากคำแล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่จะได้นำตัวผู้ต้องหา พร้อมทนายความมายังศาลทหาร กรุงเทพฯเพื่อยืนขอประกันตัวต่อไป ซึ่งจะอนุมติหรือไม่ อย่างไรนั้น อยู่ที่ดุลพินิจของศาล
----------------------
ทนายความ หนุ่มเพชรบูรณ์ คดีแถลงการณ์ปลอม เตรียมหลักทรัพย์ 2 ล้าน เพื่อขอยื่นประกันตัว ต่อศาลทหาร

นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ กนส. เปิดเผยถึง กรณีเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ

ปอท. จะนำตัว นายกฤษณ์ บุดดีจีน ผู้ต้องหาเผยเเพร่แถลงการณ์ปลอม มาขออำนาจศาลทหารฝากขัง ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เเละความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า

ในวันนี้จะได้มีการยื่นคำร้องขอคัดค้านการฝากขัง พร้อมคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมเตรียมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 2 ล้านบาท เพื่อยื่นขอประกันตัว

โดยจากการสอบถาม นายกฤษณ์ ให้การภาคเสธ แต่ยืนยันว่า ได้โพสต์แถลงการณ์ดังกล่าวจริง เนื่องจากเอกสารดังกล่าวผิด แต่เมื่อทราบว่าเป็นแถลงการณ์ปลอม ไม่ถึง 30 นาที นายกฤษณ์ ก็ได้ลบ

ข้อมูลทิ้ง แต่ข้อมูลลิงค์ที่จากแหล่งที่มายังค้างในแอพพลิเคชั่น ทำให้เจ้าหน้าที่ออกหมายจับตามมา

โดย นายวิญญัติ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะได้มีการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติงาน เพราะเห็นว่าการปฏิบัติดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องหา ทั้งการเข้าจับกุมโดยไม่มีหมายจับ ไม่ว่า

จะบอกว่าทำตามกฎอัยการศึก ก็ตาม ถึงอย่างไรก็ต้องมีขอบเขตของกฎหมายบ้าง รวมทั้งการใส่กุญแจทั้งๆ ที่ยังไม่มีการแจ้งกล่าวหา ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับกรณีของ นายนิรันดร์ เยาวภา อดีต
ผู้ดูแลเว็บไซต์เมเนเจอร์ แล้วมีความต่างกันมาก รวมทั้งการเอาผิดกับคนที่แชร์นั้น ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะอาจจะแชร์ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ซึ่งทาง ปอท. ควรจะมีการตรวจสอบผู้ที่จัดทำให้ได้แน่

ชัดก่อน หรือมีการส่งหมายเรียกมาสอบปากคำ หรือเรียกปรับทัศนคติก่อนการแจ้งข้อหาด้วย
/////////////
ปปช./ยิ่งลักษณ์

ประธาน ป.ป.ช. เผย ส่งหนังสือเรียกตัว "ยิ่งลักษณ์" รายงานตัวกับ อสส. แล้ว

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า ในกระบวนการดำเนินคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก

รัฐมนตรี ที่ถูกชี้มูลความผิดทางอาญา กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ว่า ในวันนี้ เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ส่งหนังสือเรียกตัวให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อแจ้งให้ไปรายงานตัวต่อ

อัยการสูงสุด ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 10.00 น. เพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ส่วนความคืบหน้า ในการส่งสำนวนคดีอาญา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

โดยมิชอบ ให้แก่ อสส. ว่า ขณะนี้ กรรมการ ป.ป.ช. ได้ลงลายชื่อในสำนวนเสร็จหมดแล้ว ขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่รีบประสานกับฝ่าย อสส. อยู่ เนื่องจากต้องส่งสำนวนหลังวันที่ประชุม มีมติ

รับรองภายใน 14 วัน คาดว่าจะส่งสำนวนให้ อสส. ได้ภายในสัปดาห์หน้า
-----------------------
เลขา ป.ป.ช. เเถลงสำนวนกล่าวหา อภิสิทธิ์-พระสุเทพ สลายการชุมนุม ปี 53 ยังไม่สมบูรณ์ นำกลับพิจารณาส่งพิจารณาอีกครั้งใน 2 สัปดาห์

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แถลงถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการพิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงข้อ

กล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อเดือนเมษายนถึง

พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ว่า คณะกรรมการเห็นว่าข้อเท็จจริงในสำนวนยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ และยังมีประเด็นข้อกฎหมายตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่

ต้องพิจารณา จึงให้คณะกรรมการไต่สวนฯ กลับไปพิจารณาอีกครั้ง และนำมาเสนอต่อที่ประชุมคฯะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในเวลา 2 สัปดาห์
--------------------
แม่ทัพภาค 3 ยัน ไม่ได้ค้นรถ ยิ่งลักษณ์ เเค่ตั้งจุดตรวจดูความมั่นคง ป้องกันหากมีคนร้ายขนยาเสพติดเท่านั้น

พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าทหารตรวจค้นรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า ขอยืนยันว่าทหารไม่ได้ตรวจค้นรถของอดีตนายกรัฐมนตรี

แต่อย่างใด แต่ทางทหารของมณฑลทหารบกที่ 33 (มทบ.33) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยตั้งจุดตรวจจุดสกัดดูแลความมั่นคงเท่านั้น

ด้าน พล.ต.ธนา จารุวัต เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า เป็นการตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด หรือด่านตรวจความมั่นคงตามปกติ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะ

ตั้งด่านตั้งแต่เวลา 22.00-12.00 น. ของอีกวัน เพื่อรักษาความปลอดภัย ประกอบกับมีกระแสข่าวเรื่องยาเสพติดและความเคลื่อนไหวที่จะก่อความวุ่นวาย จึงต้องมีความเข้มงวดกวดขัน โดยไม่ได้

เป็นการเจาะจงบุคคลแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับ พล.ต.ศรายุทธ รังษี มณฑลทหารบกที่ 33 ยืนยันทหารไม่ได้ตรวจค้นรถของอดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการให้เกียรติดูแลรักษาความปลอดภัยเมื่อเข้ามาในพื้นที่ แต่ยอมรับว่ามีการ

ตรวจค้นรถในขบวน แต่ไม่ได้แตะต้องรถอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมปฏิเสธข่าวที่ว่ามีการตามประกบรถ เป็นเพียงแค่ดูแลรักษาความปลอดภัยเท่านั้น
---------------------------
พล.อ.ประวิตร ยัน คสช.ไม่ได้สั่งค้นรถยิ่งลักษณ์ ไม่ได้สั่งตามประกบกันหลบหนีออกนอกประเทศ เชื่อเจ้าหน้าที่ตรวจปกติรักษาความปลอดภัย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (

คสช.) ถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพภาคที่ 3 เข้าตรวจค้นรถยนต์ของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะเดินทางอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

โดยยืนยันว่าทาง คสช.ไม่ได้มีการสั่งการ แต่เป็นการดำเนินการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตามปกติเมื่อมีบุคคลสำคัญเดินทางเข้าไปในพื้นที่ เพื่อป้องกันการก่อกวนจากมือที่ 3 พร้อม

ยืนยันไม่มีการสั่งให้ติดตามประกบเพื่อป้องกันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะหลบหนีออกนอกประเทศ เพราะเชื่อว่าอดีตนายกรัฐมนตรีมีความเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะต่อสู้คดีความ

ขณะที่ในที่ประชุมได้มีการแสดงความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งก็ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งหาวิธีการดำเนินการให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
--------------------
(ข่าวด่วน) ระทึกเจอระเบิดลูกเกลี้ยง ในโรงงานหลอมเหล็กย่านเพชรเกษม คาดคนขายของเก่ามาขาย แจ้ง อีโอดี มาเก็บกู้แล้ว

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งว่า พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด ในโรงงานหลอมเหล็ก เบื้องต้น พบเป็นระเบิดลูกเกลี้ยง จำนวน 1 ลูก ห่อด้วยผ้าขนหนู ในโรงงานหลอมเหล็กไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ในซอยเพชรเกษม 51 โดยเบื้องต้น จนท.ตร.ของ
สน.ภาษีเจริญ ได้มาถึงที่เกิดเหตุแล้ว คาดว่าน่าจะมาจากคนที่ขายของเก่านำมาขายให้ ซึ่งล่าสุดกำลังรอให้ จนท.อีโอดี มา
ตรวจสอบและทำการเก็บกู้ต่อไป
--------------------
ผบช.น. ชี้ การสอบสวนคดีวางระเบิดพารากอนคืบไปกว่า 70% ลั่น ขออนุมัติหมายศาลจับเพิ่มอีก 1 คน

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยภายหลังการประชุมความคืบหน้าเหตุระเบิดบริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ว่า ขณะนี้การสืบสวนทางคดีมี

ความคืบหน้าไปมากกว่า 70% แล้ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมที่สามารถเห็นรูปพรรณ ใบหน้าของผู้ต้องหาชัดเจน เพียงพอที่จะใช้เป็นหลักฐานในการ

วินิจฉัยส่งฟ้องต่อศาลได้

ขณะเดียวกัน ได้ขออนุมัติศาลอาญารัชดา ออกหมายจับ 2 ผู้ต้องสงสัยตามการซัดทอด ซึ่งเป็นระดับปฎิบัติการและเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์จับกุมระเบิดไปป์บอม จำนวน 23 ลูก ในพื้นที่ สน.บางเขน

เมื่อปี 57 ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับไปแล้ว จำนวน 1 คน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คนนี้ไม่ใช่บุคคลที่เจ้าหน้าที่เคยควบคุมตัวมาสอบสวน

ส่วน 2 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับตามภาพไปก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้

เร่งรัดจับกุมคนร้ายให้ได้เร็วที่สุดเพื่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน

/////////////
สปช.

"พีระศักดิ์" ระบุ สนช. ติดตาม คืบหน้า ยกร่าง รธน. ต่อเนื่อง ประชุมวิป วันนี้ หารือ เกี่ยวกับการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ครั้งต่อไป

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ในส่วนของ สนช. ได้มีการขอความคืบหน้า ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อ กรรมาธิการยกร่าง

รัฐธรรมนูญ อย่างต่อเนื่อง และมีการเสนอความเห็นกลับไป เป็นระยะๆ เพื่อความรัดกุม ในการดำเนินการ ส่วนการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นครั้งต่อไปในช่วงต้นเดือนหน้า จะไปยังจังหวัดภาคใต้

หลังจากนั้นก็จะเป็นจังหวัดทางภาคกลาง และภาคเหนือ ต่อไป

ส่วนการประชุมกรรมาธิการกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ในวันนี้จะมีการหารือเกี่ยวกับการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ครั้งต่อไป รวมถึง การบริหารการประชุมจัดวาระการประชุม แต่ยังไม่

แน่ใจ จะมีการนำเรื่องประเด็นการถอดถอน 38 อดีต ส.ว. หารือด้วยหรือไม่ แต่เบื้องต้น ได้มีการกำหนดวันแถลงเปิดคดีชัดเจนแล้ว
--------------
อนุ กมธ.ปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ เชิญ ปธ. กสม.หารือ ปม ควบรวม กับผู้ตรวจการแผ่นดิน 

บรรยากาศความเคลื่อนไหวล่าสุดที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง นัดสมาชิกประชุม โดยมีวาระการประชุมเพื่อ

พิจารณาโครงสร้างขององค์กรอิสระ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ จึงได้เชิญ ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ

เลขาฯ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมผู้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวเข้ามาร่วมหารือ เนื่องจากมีหลายกลุ่มออกมาคัดค้านการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
และผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าด้วยกัน อีกทั้ง ยังเป็นแนวทางที่คณะกรรมธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการฟังความเห็นเพิ่มเติมในขั้นกรรมาธิการ
--------------------
อนุ กมธ.ปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง-องค์กรอิสระ ไม่เห็นด้วย ควบ กสม.กับผู้ตรวจฯ เตรียมเชิญองค์กรอิสระอื่นๆ หารือ

นายดิเรก ถึงฝั่ง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า การประชุมวันนี้ ได้เชิญ ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเลขากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมผู้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวเข้ามาร่วมหารือ จากกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อเสนอให้มี

การควบรวบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าด้วยกัน ว่า กสม. ได้ให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามอย่างละเอียด โดยเห็นว่า ไม่ควรควบรวม และให้เป็น กสม.

เหมือนเดิม ดังนั้น คณะอนุกรรมาธิการจะเก็บข้อเสนอของ กสม. มาเป็นข้อมูลในการพิจารณาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะส่งความเห็นดังกล่าวให้แก่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ และนอกจากนี้ ทาง คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเชิญองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงผู้

ตรวจการแผ่นดิน เข้ามาหารือร่วมกัน ทั้งนี้ นายดิเรก ยืนยันว่า พร้อมรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย ไม่ได้ทำงานแบบคิดเอง และเชื่อว่าข้อเสนอต่างๆ จะไม่ขัดแย้งกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
---------------------------
ผบ.ตร. เผย การปฏิรูป ตร. ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำ เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในองค์กรมากขึ้น

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวเปิดงานสัมมมาปฎิรูปตำรวจ ว่า มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธาน พิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาระบบงาน

ตํารวจ ซึ่งเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์และมีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ในวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการปฏิรูปโครงสร้างและองค์กรต่างๆ ของประเทศเป็น

กระแสหลักอยู่ในสังคมไทยในขณะนี้ เนื่องจากเป็นความคาดหวังของประชาชนทั่วประเทศที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ตนเคยกล่าวไว้

เสมอว่า การปฏิรูปประชาชน ต้องได้รับประโยชน์และในการปฏิรูปขอให้ตํารวจเข้าไปมีส่วนรับรู้และแสดงความคิดเห็นด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าไม่มีใครรู้จักตํารวจดีเท่าตํารวจด้วยกันเอง

ขณะเดียวกันในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาระบบงานตํารวจในวันนี้ เป็นการจัดกิจกรรมทางวิชาการที่สอดรับกับแนวความคิดการจัดทําแนวทางปฏิรูปของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็น

อย่างดี และจะสามารถนําผลการสัมมนาซึ่งได้จากความคิดเห็นของข้าราชการตํารวจซึ่งเป็นตัวแทนจากทุกหน่วยงานในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ รวมถึงนักวิชาการที่มีชื่อเสียง และตัวแทนสื่อ

มวลชนไปใช้ประโยชน์ในคณะทํางานกําหนดแนวทางปฏิรูป สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในการสัมมนาฝากให้ทุกคนได้ถกแถลงและพิจารณาให้ครบถ้วนในทุกมิติ

และทุกองค์ประกอบ ตามทฤษฏีการบริหารงานบุคคลและองค์กรเพื่อจะได้สะท้อนให้เห็นสภาพปัญหา ที่แท้จริงและนําไปสู่การกําหนดแนวทางการพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้อย่างครบถ้วน
สมบูรณ์
----------------------
ผบ.ตร. เปิดสัมมนา การพัฒนาวงการตรำวจ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปต่อไป แนะช่องทางในการร่วมปฏิรูป

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาระบบงานตำรวจ ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดย ผบ.ตร. กล่าวว่า งาน

สัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลที่ได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เสนอแนะแนวทางการปฏิรูประบบงานตำรวจและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเพื่อ

ระดมความคิดเห็นใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ การจัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง แนวทางการกระจายอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การให้ประชาชนมี

ส่วนร่วม ในกิจการตำรวจ และการถ่ายโอนภารกิจและงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปให้หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อสรุปและนำเสนอผลการสัมมนาต่อที่

ประชุมในวันที่ 11 ก.พ. 2558 ต่อไป

ขณะเดียวกัน ผบ.ตร. กล่าวว่า การปฏิรูปนี้ประชาชนต้องได้รับประโยชน์และในการปฏิรูปขอให้ตํารวจเข้าไปมีส่วนรับรู้และแสดงความคิดเห็นด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าไม่มีใครรู้จักตํารวจดีเท่าตํารวจ

ด้วยกันเอง พร้อมขอเชิญชวนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แสดงความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ ผ่านช่องทางต่อไปนี้ website : http://reform.police.go.th E-Mail: policereform@police.go.th เฟซบุ๊ก

https://www.facebook.com/thaipolicereform หรือ Twitter: https://twitter.com/thpolicereform
////////////
นายกฯ

นายกฯ พร้อมคณะเดินทางดูงานสถานีรถไฟโตเกียว ชื่นชมความทันสมัยของเทคโนโลยี ยืนยัน อยากให้มี ชินคันเซ็น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางไปยังอาคาร Sapia Tower สถานีรถไฟโตเกียว เพื่อรับฟัง
บรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานีรถไฟโตเกียว รถไฟสายต่าง ๆ และการพัฒนาด้านระบบรางของญี่ปุ่น โดยมี Mr.Hiroshi Muto
รองปลัดด้าน Transport, Tourism and International Affairs, Ministry of Land, Infrastructure, Transport
and Tourism (MLIT) รอให้การต้อนรับ

โดย Mr.Hiroshi Muto แสดงความยินดีที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้บรรยายสรุปให้แก่นายกรัฐมนตรี
และคณะ พร้อมยืนยันว่า ประสบการณ์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น สามารถนำมาพัฒนาแผนระบบรางของไทยได้

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ชื่นชมความทันสมัยของเทคโนโลยีญี่ปุ่น และกล่าวว่า ประเทศไทย มีแผนในการพัฒนาเส้นทางรถไฟ โดย
เริ่มจากพัฒนารางรถไฟขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร ซึ่ง ประเทศไทย ก็อยากให้มีชินคันเซ็น เช่นกัน อย่างไรก็ดี ต้องขึ้นกับการ
ให้ความสนับสนุนของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ภายหลังการบรรยายเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี และคณะ เยี่ยมชมศูนย์ควบคุมรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็น ณ ชั้น 10 สถานี
รถไฟโตเกียว ก่อนทดลองนั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็น จากสถานีโตเกียว ไปยังนครโอซากา
-------------------
การประชุม ครม.เริ่มแล้ว พล.อ.ประวิตร ทำหน้าที่ประธาน แทน นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างการเยือนญี่ปุ่น 

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ในช่วงนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี แทน พล.อ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยังคงอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. โดยมี คณะ

รัฐมนตรี รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ มีวาระการประชุมที่น่าสนใจ อาทิ ทาง กระทรวงแรงงาน เสนอการจัดระบบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม กระทรวงยุติธรรม เสนอร่าง

พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ขณะที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอร่าง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... และเสนอการดำเนินงานตามโรดแมปการจัดการขยะ

มูลฝอยและของเสียอันตราย

ส่วนทางด้าน กระทรวงมหาดไทย เสนอขอความเห็นชอบการปรับปรุงสวัสดิการด้านค่ารักษาพยาบาลของการประปานครหลวง (กปน.) และขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่าย

ประจำปีงบประมาณ 2557
-------------------------
เครือข่ายสลัม 4 ภาค ยื่นหนังสือถึง นายกฯ เรียกร้องแก้ปัญหาชุมชนแออัดถูกกลุ่มนายทุน-หน่วยงานรัฐรุกที่ดิน

เครือข่ายสลัม 4 ภาค นำโดย นายจำนง หนูพันธ์ ประธานเครือข่ายฯ พร้อมด้วย ชาวชนตลาดบ่อบัว จ.ฉะเชิงเทรา และชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ว่า 30 คน มายื่นหนังสือแถลงการณ์

คืนความสุขให้แบบไหนคนไทยยังมีไล่ที่ ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี นายพันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสาน

มวลชน เป็นผู้มารับหนังสือ

ซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าว มีการเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาสลัม หรือชุมชนแออัดถูกกลุ่มนายทุน หรือหน่วยงานรัฐรุกที่ดิน ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องขับไล่คนในพื้นที่ จนทำให้ถูกดำเนินคดี หรือเกิด

ความรุนแรงจนเกิดการปะทะกันขึ้น

นอกจากนี้ ทางชุมชนยังได้ประสานงานกับ กระทรวงคมนาคม ให้ชะลอการบังคับคดี และให้เปิดประชุมเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาโดยการแบ่งปันที่ดินเพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่ในพื้นที่เดิม และ

ทางบริษัทฯ สามารถดำเนินการพัฒนาที่ดินได้
---------------------------
นายกฯ พอใจเยือนญี่ปุ่น เสนอแนวทางร่วมทุนพัฒนาระบบราง เชื่อหากไทยมีรถไฟความเร็วสูง ช่วยส่งเสริมการค้าช่วยผู้มีรายได้น้อยยั่งยืน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทย ระหว่างการเยือนญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ ว่า พอใจการเดินทางเยือนครั้งนี้

เพราะญี่ปุ่น ให้เกียรติไทยอย่างเต็มที่ และได้มีการพูดคุยกันในหลายมิติ ขณะที่เรื่องการพัฒนาระบบรางของไทย ได้นำเสนอแนวทางการร่วมทุน โดยเชื่อว่าหากไทยมีรถไฟความเร็วสูง จะทำให้ได้

รับประโยชน์ในด้านการค้าขาย ที่จะส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เนื่องจากตลอดเส้นทางการเดินรถไฟ และสถานีจะสามารถทำการค้าขายได้

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า ในส่วนของสถานการณ์การเมืองของไทยนั้น ญี่ปุ่น เข้าใจและเชื่อมั่นด้วยดี โดยได้ชี้แจงว่า ไทยเดินหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามแผนโรดแมปที่วางไว้

โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่จะใช้เวลาอีกไม่นาน และคาดว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งได้ ในช่วงต้นปี 2559 พร้อมยืนยันว่า ตนเองเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งให้ประเทศไทย เดินไป

ข้างหน้ามีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน
///////////
คดีอญก./ตำรวจ

ผบก.น.2 เผยคืบเหตุเพลิงไหม้ไทยพาณิชย์ ตร. เชิญคนฉีดยากันยุงให้ปากคำ 4 คน ไม่พบพิรุธ วสท.เข้าตรวจสอบอีกครั้งวันนี้

พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงษ์สุเมธ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ หรือ SCB Park ว่า เมื่อวานที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สน.

พหลโยธิน ได้เชิญเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นยากันยุง มาสอบปากคำจำนวน 4 คน ว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้หรือไม่ แต่ในเบื้องต้น จากการสอบปากคำยังไม่พบพิรุธและยังไม่พบความผิดปกติ และ

ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 50 ปาก แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับใคร

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เวลาประมาณ 12.30 น. ศ.ดร.สุชีชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. พร้อมเจ้าหน้าที่จะเดินทางเข้าตรวจสอบโครง

สร้างของธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ตั้งแต่ชั้น 10 และชั้น 11 ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุเพลิงไหม้
-----------------------
 โรคจิตวางขวดน้ำกรดป้ายรถเมล์ถนนเพชเกษม รถเมล์เหยียบแตกกระจายใส่ชาวบ้านบาดเจ็บหลายราย เร่งนำส่ง ร.พ.

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งว่ามีคนนำเอาขวดน้ำกรดร้ายแรงไปวางไว้ที่ป้ายรถเมล์ และมีรถเมล์เหยียบแตกกระจายใส่ประชาชนที่กำลังรอรถเมล์จนได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยจุดเกิดเหตุนั้นเป็น

ป้ายรถเมล์ถนนเพชรเกษมในท้องที่ของ สน.ภาษีเจริญ จากการสอบถามผู้บาดเจ็บ ทราบว่า ขณะที่กำลังรอรถเมล์ในป้ายดังกล่าว โดยมีทั้งประชาชน เด็ก นักเรียนนับสิบคน รออยู่ด้วย รถเมล์วิ่งเข้า

ป้าย และเหยียบขวดน้ำกรดแตกกระจายใส่คนที่รออยู่ ได้รับบาดเจ็บนับสิบราย บางรายเจ็บหนัก แผลพุพองตามแขนขา เบื้องต้นนำส่ง ร.พ.บางไผ่ แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบว่าใครเป็น
ผู้นำมาวางต่อไป
---------------------------
รรท.ผบก.ป. เผย คืบคดีสาวราชบุรีร้องกล่าวโทษ อภิรุจ วันทนีย์ สอบเพิ่มอีก 1 ปาก พรุ่งนี้สอบลุงอีกครั้ง

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการผู้บังคับการปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้า นางสวิตา มณีจันทร์ อายุ 31 ปี ผู้เสียหาย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษว่า นายอภิรุจ และ นางวันทนีย์ สุวะดี บิดาและ

มารดาของ ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ ใช้อิทธิพลกลั่นแกล้ง จนได้รับโทษทางอาญาติดคุก 1 ปี 6 เดือน ว่า หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางมาให้ข้อมูลแล้ว พร้อมกับให้การปฏิเสธ พนักงาน

สอบสวน จึงแจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อหา ในความผิดฐานตาม ม.112, ใช้เจ้าพนักงานแจ้งความเท็จ และ เป็นผู้ใช้ผู้อื่นกระทำความผิด เพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นได้รับโทษ ก่อนจะปล่อยตัวไป เพราะ

เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน โดยที่ยังไม่มีการออกหมายจับแต่อย่างใด

ส่วนการสอบปากคำพยานในคดีนี้ พนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำพยานไปจำนวน 3 ปาก วันนี้ ได้สอบข้าราชการตำรวจเพิ่มอีก 1 ปาก และในวันพรุ่งนี้ ตำรวจกองปราบปราม จะเดินทางเข้า

สอบปากคำ ด.ต.สุรินทร์ ศุขกมลนัส ลุงของผู้เสียหาย ที่ จ.ราชบุรี
-------------------------------
รรท.ผบก.ป. เผย คืบคดียักยอกเงิน สจล. อธิการบดี นำเอกสารเพิ่มเต้มมาให้ รอผล พฐ.ตรวจลายเซ็น

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการผู้บังคับการปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการยักยอกเงินจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. ว่า เมื่อวานที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์ ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการอธิการบดี สจล. ได้เดินทางให้ข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมกับนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มามอบให้พนักงานสอบสวน และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้เรียกประชุม

คณะพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าว และมีการนำสำนวน บางส่วนมาตรวจสอบ ทั้งเอกสารจากธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ที่ส่งมาให้อีก 3-4 รายการ เกี่ยวกับเส้น

ทางการเงิน ในส่วนของลานมือชื่อในคำขอเปิดบัญชี ขณะนี้ได้มาครบทุกคนแล้ว อยู่ระหว่างส่งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ทำการตรวจสอบลายเซ็นดังกล่าว

สำหรับเหตุเพลิงไหม้ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ นั้น ยังไม่ได้รับรายงานว่า มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคดีของ สจล. อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และประสานข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์

หลักฐานและเจ้าของคดีอย่าง สน.พหลโยธิน
----------------------
นายกวิศวกรรมสถาน ตรวจสอบเหตุไฟไหม้ไทยพาณิชย์ แสกนโครงสร้างแข็งแรงพอหรือไม่ อีก 3-4 วันรู้ผล

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ (วสท.) พร้อมทีมงานวิศวกร เดินทางเข้าสำรวจ ชั้น 9-11 โซน A ของอาคารธนาคารไทยพาณิชย์

สำนักงานใหญ่ หรือ SCB Park หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา

โดย นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า วสท. ได้รับการประสานจากธนาคารไทยพาณิชย์ให้เข้าตรวจสอบโครงสร้างของอาคาร ในเบื้องต้น จากการตรวจสอบพบว่าเพลิงได้ไหม้พื้นชั้น 10 และชั้น 11 ซึ่งทาง

วิศวกรได้สั่งปิดพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 9 จนถึงชั้น 11 เพื่อใช้เครื่องมืออัลต้าโซนิคสแกนพื้นคอนกรีท ที่เกิดเพลิงไหม้ นอกจากนี้ ยังต้องใช้เครื่องมือดังกล่าวตรวจสอบโครงเหล็กแกนกลางของเสา 2 ต้น

ภายในอาคารที่ได้รับความเสียหายอยากหนัก เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้เป็นเวลานาน ว่า ยังมีความแข็งแรงอยู่หรือไม่ เพราะต้องแบกรับน้ำหนักอีก 20 ชั้น เพราะมีความกังวลเรื่องการรับน้ำหนักดัง

กล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบโครงสร้างดังกล่าว จะใช้เวลาตรวจสอบ 3-4 วัน และจะรายงานผลให้กับทางธานาคารฯ ทราบภายในสัปดาห์หน้า
------------------
ผกก.1 บก.ปอศ. นำกำลังเข้าตรวจสอบบริษัทรถหรู ของ บอย ยูนิตี้ พร้อมประสานกรมทางบกตรวจสอบรถ



พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ กัลยาวัฒนเจริญ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
หรือ ปอศ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอศ. เข้าตรวจสอบรถหรู ภายใน บ.ยูนิตี้ ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ปากซอยรัชดาภิเษก 16 หลังได้
รับการร้องเรียนจากผู้เสียหาย ว่า ซื้อรถยนต์ปอร์เช่ รุ่น 911 มาในราคาประมาณ 10 ล้านบาท แต่ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้ เนื่อง
จากรถยังไม่ได้เสียภาษีนำเข้าอย่างถูกต้อง

โดย พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากได้รับร้องเรียนแล้ว ปอศ.ได้ทำการตรวจสอบขยายผล จนกระทั่งวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจค้น
พร้อมกัน 4 จุด คือ ที่ ซ.รัชดาภิเษก 16 โชว์รูมรถยนต์ ที่ สุขุมวิท 26 ที่บ้านพักย่านรามคำแหง และ ใกล้กับ ซีดีซี เลียบทางด่วนราม
อินทรา

จากการตรวจสอบ ที่ บ.ยูนิตี้ ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เป็นของ บอย ยูนิตี้ ไฮโซชื่อดัง เมื่อก่อนเปิดเป็นโชว์รูมหรู แต่ปัจจุบันเปิดเป็นอู่
ซ่อมรถ ซึ่งจากการตรวจสอบพบรถยนต์หรู กว่า 10 คัน ที่ลูกค้านำมาจอดไว้เพื่อรอการซ่อมบำรุง บางคันมีเอกสารแสดงถูกต้อง
แต่มีรถลัมโบร์กีนี 2 คัน ที่ยังไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องอายัดไว้เพื่อทำการตรวจสอบที่มาของรถคันดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ปอศ.จะประสานข้อมูล กับ กรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสอบรถยนต์ที่อายัดไว้ว่ามีการนำเข้าและจดทะเบียนอย่างถูก
ต้องหรือไม่
----------------
นายกสมาคม วสท. ชี้ อาคาร SCB หลังเกิดไฟไหม้เสียหายเพียงชั้นที่ 9-11 เท่านั้น ลั่นขอปิดชั้น 1-11 ก่อนเพื่อตรวจสอบ

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ (วสท.) เผยเปิดภายหลังนำทีมงาน
วิศวกรเข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารของธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่าน ว่า ชั้น
10 ของอาคารต้นเพลิง พบว่าได้ติดตั้งระบบแก๊สไพโรเจน ซึ่งติดอยู่ด้านบนเพดานเมื่อเกิดเพลิงไหม้ แก๊สไพโรเจนที่ติดอยู่จะ
แตกตัวออกมาดับไฟทันที ซึ่งหากใช้ระบบสปิงเกอร์ที่ใช้น้ำดับไฟ อาจทำให้เกิดไฟช็อตและชั้นดังกล่าวเป็นที่เก็บเอกสารซึ่งหากใช้
ระบบน้ำเกรงว่าเอกสารจะได้รับความเสียหาย แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า แก๊สไพโรเจนจะทำปฏิกิริยากับยาฉีดยุงจนเกิด
เพลิงลุกไหม้หรือไม่

ส่วนโครงสร้างตัวอาคารพบว่ามีความแข็งแรงคงทน ซึ่งมีเพียงชั้น 9-11 ที่ได้รับความเสียหาย เช่น พื้น เพดาน และเสา หลังจากนี้
ได้สั่งปิดชั้น 1-11 ก่อนเพื่อตรวจสอบหาความยืดหยุ่นอีกครั้ง

นายก วสท. ยังกล่าวอีกว่า การตรวจสอบชั้น 10 พบว่า มี 1 ใน 3 เสา เสียหายมากที่สุด ทางวิศวกรจะนำวิธีทางวิทยาศาสตร์ เข้า
ตรวจสอบ โดยใช้ค้อนเคาะตามเสา เพื่อดูแรงดันว่ามีความหนาแน่นอยู่หรือไม่

นอกจากนี้ ทางวิศวกรจะใช้เครื่องมืออัลต้าโซนิคยิงเอ็กซเรย์ตามเสาทุกจุดที่ได้รับความเสียหาย เพื่อดูความหักเหของเสียง และนำ
ไปวิเคราะห์อีกครั้ง

ด้าน นายการุณ จันทรศุ วิศวกรผู้ออกเเเบบโครงสร้างธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า อาคาร SCB Park เป็นอาคารคอนกรีตที่
เสริมด้วยเหล็ก สร้างมาประมาณ 20 ปี ซึ่งอาคารมีความทันสมัยและแข็งแรงมาก และโครงสร้างอาคารได้ออกแบบให้ทนความร้อน
แม้จะเกิดเพลิงไหม้ 3 ชั่วโมง ซึ่งในส่วนการแก้ไขหลังจากนี้มีเพียงเสา เหล็ก เพดาน ที่เสียหายเล็กน้อย ซึ่งสามารถซ่อมแซมได้