PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข่าว28/2/60

ธรรมกาย

นายกฯ นำประชุม คสช. ก่อน ครม. เลี่ยงตอบคุยปมพระธรรมกาย ขณะ มท.1 สั่งภูมิภาคดูแลเข้มงวดประชาชนต่างจังหวัดที่จะเดินทางเข้าวัด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.08 น. พร้อมเป็นประธานประชุม คสช. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยก่อนประชุม นายกรัฐมนตรีเลี่ยงการตอบคำถามว่าที่ประชุม คสช. จะมีการหารือกรณีวัดพระธรรมกายหรือไม่

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการดูแลประชาชนต่างจังหวัดที่จะเดินทางมาที่วัดพระธรรมกาย ว่า ฝ่ายความมั่นคง มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดูแลส่วนภูมิภาค โดยกำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัด เข้ามาช่วยดูแลส่วนนี้ สำหรับความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความปรองดองในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ พล.อ.อนุพงษ์ ระบุว่า ฝ่ายปกครองได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว ซึ่งต้องรอความชัดเจนในการดำเนินการ คาดว่า จะชัดเจนช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นก็ลงพื้นไปทำความเข้าใจประชาชนเช่นกัน
------------
มท. แจ้ง ผจว. ทำความเข้าใจประชาชน ปมชุมนุมวัดพระธรรมกาย พร้อมขอสนับสนุนงาน ป.ย.ป. 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีการรวบตัวของกลุ่มมวลชนที่จะเข้ามาร่วมชุมนุมกับวัดพระธรรมกาย ว่า ทางฝ่ายความมั่นคงได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดูแล โดยได้มีการแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำความเข้าใจกับประชาชน โดยให้อาศัยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. ซึ่งได้กราบเรียนเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายสงฆ์ให้ทำความเข้าใจกับประชาชนอีกทางด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ทางกองทัพได้เตรียมประชุมทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการกำหนดแนวทางรับฟังความคิดเห็นจากส่วนต่าง ๆ และทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อสนับสนุนงานของ ป.ย.ป. ซึ่งก็ยังต้องรอความชัดเจนจากคณะทำงานส่วนนี้ก่อนว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป
------------
นายกฯประชุมคสช.เสร็จแล้ว - โฆษก ยัน ไม่พูดคุยปรับแผนควบคุมวัดพระธรรมกาย

ความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เป็นประธานการประชุมคสช.  โดยภายหลังใช้เวลานานกว่า 90 นาที สมาชิกคสช. อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธ์ พลอากาศตอม รุ่งสว่างผบ.ทอ.พลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัต ผบ.สส. ทยอยเดินทางออกทำเนียบทันที โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ขณะที่พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยืนยันว่า ที่ประชุมวันนี้ไม่มีพูดคุยถึงเรื่องการปรับแผนควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. แต่ได้หารือถึงการจดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ และเรื่องขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ  ขสมก. เกี่ยวกับการบริหารเส้นทางเดินรถ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะใช้มาตรา 44 ในเรื่องนี้หรือไม่ โดยรายละเอียดทั้งหมดจะต้องรอ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
-----------
รมช.กต. เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ สมาพันธรัฐสวิส 27 ก.พ. - 1 มี.ค. นี้

เฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน

แห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 34 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2560
-------
โฆษก คสช. เผย ที่ประชุมไม่หารือ ปรับแผนมาตรา 44 ควบคุมวัดธรรมกาย

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวภายหลังการประชุม คสช. ว่า ไม่มีการหารือถึงเรื่องการปรับแผนมาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งที่ประชุมในวันนี้ได้หารือถึงการจดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์ที่ยังอยู่ในระหว่างการหารือ และเรื่องขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เกี่ยวกับการบริหารเส้นทางเดินรถ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือว่าจะใช้มาตรา 44 ในเรื่องนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงรายละเอียดของการประชุม คสช. ทั้งหมดในวันนี้
----------
หัวหน้า คสช. ไม่เพิ่มกำลังดูวัดพระธรรมกาย พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เลี่ยงปะทะ ขณะไม่กำหนดกรอบเวลาตรวจค้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุม คสช. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย โดยนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงการจัดวางกำลัง และกำชับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกัน แต่ให้ใช้วิธีกดดัน ให้อ่อนแรง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจค้นได้ โดยไม่มีการปะทะ

ทั้งนี้ การปฎิบัติการยังไม่มีการเพิ่มกำลัง โดยใช้เจ้าหน้าที่  26 กองร้อย เท่าเดิม และไม่ได้กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการแต่อย่างไร
-----------
นายกฯ ยืนยันไม่ยกเลิก ม.44 คุมวัดพระธรรมกาย ขออย่าขัดขวางการตรวจค้น เน้นการพูดคุยยึดกฎหมาย ให้ กต. แจงนานาชาติ ไร้ความรุนแรงกับพระสงฆ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการดำเนินการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อนำตัว พระธัมมชโย มาดำเนินคดีตามหมายจับด้วยการหาทางออกระหว่างกัน โดยเน้นการพูดคุยที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย เพื่อให้ทุกอย่างแล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว และไม่กระทบกับผู้อื่น

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิกการคำสั่งตามมาตรา 44 เพราะต้องใช้กฎหมายนี้ในการอำนวยความสะดวกในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ ในการขอเข้าไปตรวจค้นในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ได้ให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ชึ้แจงการดำเนินการขอเจ้าหน้าที่ว่าทางรัฐบาลไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับพระสงฆ์ ตามกระแสข่าวที่ออกมา ซึ่งหากไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีทุกอย่างก็ไม่จบ
------------
พล.อ.ประวิตร รับ คุย มทภ.1 เรื่องวัดพระธรรมกาย ยันยังไม่มีการปรับแผน หวัง "พระธัมมชโย" มอบตัว มั่นใจยังอยู่ในวัด ยันไม่ใช้ไม้แข็งแน่นอน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยกับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 ถึงความเคลื่อนหน้าการดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกาย แต่ยังไม่มีการปรับแผนใด ๆ เพราะต้องการให้วัดและพระธัมมชโย ออกมามอบตัวเองเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายและเป็นการยุติเหตุการณ์ทั้งหมด โดยทางเจ้าหน้าที่มีความมั่นใจว่าขณะนี้พระธัมมชโยยังอยู่ที่วัด แต่ก็จะไม่มีการใช้ไม้แข็งกับพระอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยังระยุว่า ได้สอบถามถึงกรณีที่มีการเก็บค่าอาหารมื้อละ 80 บาท กับทางตำรวจที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งตำรวจยอมรับว่าในระยะแรกแม่ค้าเรียกเก็บค่าข้าวกล่อง 80 บาท จริง แต่ปัจจุบันได้ลดเหลือ 50 บาทแล้ว ขณะเดียวกัน ได้ปฏิเสธกระแสว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตรวจค้นวัดพระธรรมกายสูงถึง 60 ล้านบาท ว่าไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณใด ๆ
---------
"สุวพันธุ์" ยัน เฝ้าระวังมวลชนหนุนวัดพระธรรมกาย เชื่อมโยงการเมืองแล้ว ยังคงมาตรการเข้มงวดตามปกติ 

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นายกรัฐมนตรี ไม่มีการสอบถามถึงคดีวัดพระธรรมกาย พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีการเฝ้าระวังกลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายที่เคยร่วมชุมนุมทางการเมืองอยู่แล้ว โดยยืนยันว่า ได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์ในการดูแลกลุ่มสงฆ์ที่รวมตัวกันอยู่บริเวณตลาดกลาง เรื่องอาหารเช้าและอาหารเพลของคณะสงฆ์ ส่วนมาตรการอื่น ๆ ยังคงไว้เช่นเดิมก่อน แต่เนื่องจากทางวัดย้ำมาตลอดว่า พระธัมมชโย ไม่ได้จำวัดภายในวัดธรรมกายแล้ว จึงมีการเพิ่มการสืบสวนสอบสวนรอบพื้นที่รอบนอก เพื่อแกะรอยตามหาพระธัมมชโยมากขึ้น ส่วนการเจรจากับวัดพระธรรมกายนั้น นายสุวพันธุ์ ระบุว่า ยังมีการพูดคุยกันอยู่ และเจ้าคณะจังหวัดก็ได้ช่วยเข้าไปดูด้วย
----------
"สุวพันธุ์" ปัดข่าวเตรียมเปลี่ยนอธิบดี DSI ยันงบประมาณดูแล จนท. รอบวัดพระธรรมกาย ไม่ถึง 60 ล้านบาท ตามข่าวลือ

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงงบประมาณที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ใช้ในการจัดการรอบวัดพระธรรมกาย ว่า เป็นไปตามระเบียบราชการ และไม่ถึง 60 ล้านบาท ตามที่วัดพระธรรมกายกล่าวอ้าง ซึ่งส่วนตัวมองว่า สังคมจะต้องเรียนรู้ว่าเหตุการณ์นี้ ว่าทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลังหัวหน้า คสช. ประกาศใช้อำนาจมาตรา 44 ให้พื้นที่รอบวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมแล้ว 14 วัน แต่ก็ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จ และยังย้ำอีกว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม นายสุวพันธุ์ ยังปฏิเสธกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอธิบดีดีเอสใหม่ โดยยืนยันว่า ยังคงเป็น พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง เช่นเดิม
------------
นายกฯขอประชาชนอย่าเชื่อข่าวลือปมวัดพระธรรมกาย ขออย่าสร้างกระแส ไทยพุทธ-มุสลิม มีปัญหากัน 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้ไม่หวังดีสร้างกระแสว่า มุสลิมอยู่เบื้องหลังการเข้าบุกค้นวัดพระธรรมกาย และพระสงฆ์จากประเทศเมียนมา แสดงความไม่พอใจ ว่า เป็นเพียงกลุ่มไม่หวังดีสร้างกระแส ซึ่งตนเองและจุฬาราชมนตรี ได้มีการพูดคุยกันในการดูแลชาวมุสลิมในประเทศไทย จึงขออย่าสร้างกระแส ว่า ชาวพุทธ และมิสลิมมีปัญหากัน  ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการประสานไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งก็มีความเข้าใจดีระหว่างกัน ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ได้ยินมามีความเป็นไปได้หรือไม่
---------
จนท.ตั้งป้ายประกาศงดพระภิกษุสามเณรชุมนุมขัดขวางเจ้าหน้าที่บริเวณวัดพระธรรมกาย เพิ่มทางเข้าออกรอบวัดพระธรรมกาย อีก 1 จุด ขณะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตรวจใบสุทธิพระสงฆ์

ความเคลื่อนไหวที่ตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารนำแผงรั้วเหล็กกั้นรอบพื้นที่ ตั้งจุดตรวจคัดกรอง โดยได้เพิ่มทางเข้าออกเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ เพิ่มอีก 1 จุด รวมเป็น 3 จุด มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจบูรณาการตรวจค้นบุคคลเข้าออก

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ตั้งโต๊ะตรวจใบสุทธิพระสงฆ์ มาแล้วกว่า 3 วัน แต่วันนี้ ได้เพิ่มเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมตรวจสอบ ป้องกันบุคคลเข้ามาในพื้นที่ พร้อมนำป้ายประกาศงดพระภิกษุสามเณรชุมนุมขัดขวางเจ้าหน้าที่บริเวณวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมายมาติดตั้งไว้ บริเวณด้านหน้าทางเข้าออกตลาดกลางคลองหลวง เช่นเดียวกับบริเวณประตูที่ 7 ที่มีการนำป้ายประกาศ 3 ภาษามาติดไว้เช่นกัน

ส่วนพระภิกษุ 5 รูป ที่อดอาการประท้วง การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ คสช. มีอาการอ่อนเพลีย แต่ยังคงนั่งสวดมนต์ โดยทีมมีแพทย์ ของวัดพระธรรมกาย เข้าตรวจร่างกายเป็นระยะ เนื่องจากพระภิกษุทั้ง 5 รูป ได้นั่งสมาธิสวดมนต์มากว่า 6 วัน

นอกจากนี้ บริเวณฝั่งคลองแอนประตู 5 และ 6 วัดพระธรรมกาย พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร เตรียมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในเวลา 10.00 น.
-----------
รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยค้นภายในวัดพระธรรมกายยังมีบางจุดที่สงสัยอยู่ อุบรายชื่อคนปลุกระดมมวลชน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่า การเข้าค้นภายในวัดพระธรรมกายยังมีบางจุดที่สงสัยอยู่ แต่ไม่สามารถเข้าไปเข้าไปค้นได้เนื่องจากเป็นศาสนสถาน มีพระสงฆ์และลูกศิษย์ จำนวนมากปฏิบัติธรรมอยู่ แม้เจ้าหน้าที่มีมาตรา 44 อยู่ในมือ แต่ยังไม่อยากให้ประชาชนและสังคม มองว่าเจ้าหน้าที่ทำสิ่งที่รุนแรงและไม่เหมาะสม

ส่วนประเด็นว่าเป็นการทำลายศาสนานั้น อยากให้ประชาชนอ่านและศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณในการทำความเข้าใจสำหรับ 40 บุคคล ที่มีพฤติการณ์ปลุกระดม ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีรายชื่อเป็นใครบ้าง แต่เบื้องต้นทราบว่าเป็นชาวไทย ส่วนจะมีชาวต่างชาติเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ต้องขอดูรายชื่อก่อน โดยการประชุมวันนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปว่าจะมีการออกหมายเรียกหรือไม่
----------------
วัดพระธรรมกาย ขอพระสงฆ์เลิกอดข้าวประท้วง ม.44 ยืนยันไม่รู้ จนท. ปืนหาย 400 กระบอก

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ระบุ ขอให้กลุ่มพระสงฆ์ 5 รูป ยุติการอดอาหารเพื่อคัดค้านการใช้มาตรา 44 เนื่องจากทางวัดมีความเป็นห่วงด้านสุขภาพ และยืนยันทางวัดไม่ทราบเรื่องการติดป้าย We need food เมื่อเจ้าหน้าที่ประสานมาก็ยินดีปลดป้ายดังกล่าวออก ตั้งแต่ช่วงสายของเมื่อวานนี้ แต่สัญญาณถูกตัดขาดจึงประสานไม่ได้เจ้าหน้าที่ได้

ทั้งนี้ พระสนิทวงศ์ ยังเห็นว่าดีเอสไอควรไปทวงเงินกว่าหมื่นล้านจากที่อื่น เนื่องจากเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกส่งมาที่วัดพระธรรมกาย โดยพบว่าเงินส่วนใหญ่อยู่ที่บุคคลอื่น ส่วนที่พบว่าถูกบริจาคมาที่พระธัมมชโย มีเพียงร้อยละ 8 จากจำนวนทั้งหมด ซึ่งกลุ่มลูกศิษย์ได้ร่วมลงเงินช่วยเยียวยาผู้เสียหายจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นแล้ว แต่กลับถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานเรี่ยไร

ส่วนกระแสข่าวว่าปืนเจ้าหน้าที่หายกว่า 400 กระบอก และถูกซุกซ่อนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์นั้น พระสนิทวงศ์ ชี้แจงว่า ตั้งแต่วันที่ 16 - 18 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นภายในวัด

อย่างละเอียดแล้ว แต่ไม่พบเป้าหมายและสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา วัดก็อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ หากมีสิ่งใดผิดปกติไม่เกี่ยวข้องกับวัดเป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ และวันนี้ยังครบกำหนดวันสุดท้ายที่ระบุตามหมายค้นวัดพระธรรมกายของศาลด้วย

อย่างไก็ตาม พระสนิทวงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า การติดป้ายประกาศให้พระภิกษุสงฆ์ สามเณร งดการชุมนุมถือว่าผิดหลักทางศาสนา ขอให้ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา ทบทวนการออกคำสั่งต่าง ๆ ด้วย
---------
ดีเอสไอ งัดมาตรการเชิงรุก หลังพบการข่าวตลาดกลางคลองหลวงเตรียมยกระดับชุมนุม - ขู่ฟันไม่มีใบสุทธิ ผิดข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระ

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดว่า วัดพระธรรมกายจากการข่าว พบว่า การจัดตั้งมวลชนบริเวณตลาดกลางคลองหลวง วัดพระธรรมกาย มีความพยายามจะยกระดับการชุมนุม ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีความจริงจังในการเรียกบุคคลที่อยู่เบื้องหลังมารายงานตัว อีกทั้งมีข้อมูลว่ามีการพยายามใช้มวลชนเล็ดลอดเข้าในพื้นที่ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการสกัดกั้นตามขั้นตอน เนื่องจากวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม

พร้อมยืนยันว่าจากนี้ ดีเอสไอ สำนักพระพุทธศาสนาและหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทางฝ่ายสงฆ์จะใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้นในการปฏิบัติ เช่น การตรวจสอบใบสุทธิ หากอ้างไม่มีใบหรือตรวจไม่พบจะถูกดำเนินคดีในฐานแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์

อย่างไรก็ตาม ยังระบุว่าวันนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เรียกข้าราชการในสังกัดและผู้ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเกี่ยวข้องการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มารายงานตัวด้วย
-----------
จนท. บูรณาการตั้งจุดคัดกรองพระสงฆ์ที่ไปตลาดกลางคลองหลวง ตรวจสอบใบสุทธิวันนี้ 14 รูป

บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่ตลาดกลางคลองหลวง เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ร่วมกับ ฝ่ายปกคอง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และทหาร บูรณาการตั้งจุดคัดกรองพระสงฆ์ที่จะผ่านเข้าไปยังตลาดกลางคลองหลวง

โดย นายพลังชาติ เหมือนแก้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ (8) ดีเอสไอ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีพระสงฆ์ที่ได้เข้ามาในพื้นที่ และทำการตรวจสอบใบสุทธิไปแล้วทั้งหมด 14 รูป ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่อยู่นอกเขตวัดพระธรรมกาย และขณะนี้ ไม่อนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวงเพื่อร่วมชุมนุม ตามประกาศของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้เชิญให้กลับไปยังวัดที่เดินทางมา แต่มีพระสงฆ์ต้องการกลับวัดไปแล้วเพียง 4 รูป เท่านั้น

สำหรับการคัดกรองในจุดนี้ตั้งมาแล้ว 2 วัน มียอดรวมพระสงฆ์ที่อยู่นอกเขตวัดพระธรรมกายรวม 38 รูป มีใบสุทธิทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ จะเน้นการตรวจใบสุทธิ และถามเหตุผลที่เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอ้างว่าเคยเข้าร่วมในการบวชของวัดพระธรรมกาย และศรัทธาในพระธัมมชโย จึงต้องการมาร่วมการสวดมนต์

ส่วนด้านตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ชี้แจงว่า ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นำป้ายเข้ามาติดตั้งเพิ่มเติม ตามประตูต่าง ๆ ทางเข้าวัดพระธรรมกาย ว่าห้ามพระสงฆ์ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ถึงแนวทางการปฏิบัติต่อไป และในวันนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมาลงพื้นที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง ด้วย
-----------
พระสงฆ์ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย นั่งสวดมนต์ตลาดกลางคลองหลวง ต่อเนื่อง 

ความเคลื่อนไหวที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ยังคงมีพระสงฆ์ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายนั่งสวดมนต์ภายในเต็นท์อย่างต่อเนื่องขณะที่ท่าทีของพระสงฆ์ 5 รูป ที่ประกาศอดอาหารประท้วง การบังคับใช้มาตรา 44  ภายหลัง พระสนิทวงศ์ วุฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้ขอให้ยุติภารกิจ ล่าสุด ตัวแทนพระสงฆ์ 1 ใน 5 รูป ได้ระบุว่าจะต้องไปพูดคุยกันและขอสงวนท่าทีการเคลื่อนไหว แต่ยังยืนยันจุดยืนที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก มาตรา 44 และตลอด 7 วันที่ผ่านมา พระสงฆ์มีความอ่อนล้า แต่ได้พยายามฉันน้ำเข้าไปในร่างกายให้มากที่สุด ประมาณ 3 - 4 ลิตรต่อวัน

ขณะที่มาตรการการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการตั้งจุดคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกและตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ
-----------
พระภิกษุ 5 รูป อดอาหารประท้วง ยังนั่งสวดมนต์ตามปกติ ท่ามกลางตำรวจ ทหาร ที่ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด

ความเคลื่อนไหวที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี ตัวแทนพระสงฆ์ ยังคงเทศนาผ่านเครื่องกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ลูกศิษย์ยังคงนั่งสวดมนต์ภายในเต็นท์ แม้สภาพอากาศจะค่อนข้างร้อนอบอ้าว

ส่วนพระภิกษุ 5 รูปที่อดอาหาร ประท้วงการบังคับใช้มาตรา44 ล่าสุดได้กลับมานั่งสวดมนต์ ตามปกติ โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการยกเลิกการอดอาหารตามคำร้องขอ ของ พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง ยังคงมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชนหญิง (อคฝ.หญิง) เจ้าหน้าที่กรมการปกครองสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตั้งจุดตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวด
--------------
โฆษก DSI ระบุ ตั้งป้ายประกาศ ไม่ให้พระสงฆ์เข้าชุมนุม รอบวัดพระธรรมกาย พร้อมออกหมายเรียกบุคคลที่พยายามเข้ามาเคลื่อนไหว รวม 21 ราย

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าในการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ว่า ขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการกับพระสงฆ์ที่เข้ามาในพื้นที่ โดยเบื้องต้นได้มีการดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศ ไม่ให้พระสงฆ์เข้าร่วมชุมนุม รอบพื้นที่ และตั้งโต๊ะ ตรวจสอบใบสุทธิพระที่บริเวณประตู 7 โดยพบว่า มีพระสงฆ์พยายามจะเข้าในพื้นที่วัดพระธรรมกาย ประมาณ 50 - 100 รูปต่อวัน นั้น ส่วนมากเป็นพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากเครือข่ายของวัดพระธรรมกายในต่างจังหวัด ที่ถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมต่อต้าน โดยมีการให้ข้อมูลว่า ทางเจ้าหน้าที่พยายามทำลายศาสนา ซึ่งไม่เป็นความจริง

ส่วนประเด็นที่ทางเครือข่ายวัดพระธรรมกายในต่างประเทศ ได้มีการพยายามไปรวมตัวชุมนุมที่นครเจนีวา ต่อที่ประชุมสิทธิมนุษยชน ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ยึดแนวทางการปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการออกหมายเรียกบุคคลที่พยายามเข้ามาเคลื่อนไหว สนับสนุนในพื้นที่ไปแล้วแบ่งเป็น ออกหมายเรียก พระสงฆ์รอบแรก 14 รูป และบุคคลที่เคลื่อนไหว 4 คน และล่าสุด ช่วงกลางดึกเมื่อคืนทีผ่านมา มีการดำเนินการออกหมายเรียกเพิ่มเติมอีก 3 คน รวมขณะนี้มีการดำเนินการออกหมายเรียกไปแล้ว 21 ราย และยังคงมีกลุ่มบุคคลที่พบข้อมูลว่าพยายามเข้ามาเคลื่อนไหวอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหากพบว่าเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ก็จะดำเนินการออกหมายเรียกทันที
----------------
ดีเอสไอ เชิญตัวแทนพระสงฆ์ที่ปักหลักชุมนุมตลาดกลางคลองหลวง หารือ ขอไม่ให้พระสงฆ์เข้ามาเพิ่มอีก

คณะสงฆ์ นำโดยเจ้าคณะอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ทหาร ได้เชิญ พระเสกสรรค์ อัถตะธรรมโม ตัวแทนพระสงฆ์ ที่ปักหลักชุมนุมในตลาดกลางคลองหลวง จ.ปทุมธานี เข้ามาหารือภายในรถนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมฟังการพูดคุย ระบุเบื้องต้นว่า ได้มีการขอความร่วมมือแนวทางการจัดระเบียบพระสงฆ์ที่จะเดินทางเข้ามาในตลาด ไม่ให้เพิ่มจำนวนมากกว่าที่มีอยู่ประมาณ 100 รูป ซึ่งจะจำกัดจำนวนไว้เท่านี้ ส่วนพระสงฆ์ที่กังวลว่า หากออกจากพื้นที่แล้วจะไม่ได้กลับเข้ามาในพื้นที่ตลาดกลางอีก ให้นำใบสุทธิ และทำประวัติก่อน เนื่องจากเมื่อจะกลับเข้ามาแล้ว เจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบ พบว่าได้มีการทำประวัติไว้ก่อนหน้านี้ ก็จะอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่เช่นเดิม สำหรับการที่เชิญตัวแทนเข้ามาพูดคุยเพียงไม่กี่คนนั้น ก็เพื่อเป็นการลดความตรึงเครียดและการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ทางพระสงฆ์ ยังคงต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง ก่อนที่เวลา 17.00 น. วันนี้จะมีการแถลงจุดยืนและกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว ร่วมทั้งท่าทีของพระสงฆ์ 5 รูป ที่อดอาหารประท้วงการบังคับใช้มาตรา 44 ว่า จะยกเลิกภารกิจตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วงหรือไม่
-------------------
////////////////
ปรองดอง

ปลัด กห. คุยปรองดอง 4 พรรค พรุ่งนี้เปิดเวทีระดับภูมิภาค ให้ผู้ว่าฯ เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานคณะอนุกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ครั้งที่ 9 โดยวันนี้ ได้เชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ข้อเสนอแนะในการสร้างความปรองดอง โดยเรียงตามตัวอักษร ประกอบด้วย พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย พรรคพลังเครือข่ายประชาชน พรรคพลังสหกรณ์ พรรคมหาชน และพรรคยางพาราไทย ซึ่งการหารือในวันนี้ "พรรคมหาชน" ไม่ได้ร่วมเข้าหารือ เนื่องจากติดภารกิจ และในพรุ่งนี้ จะเป็นคิวของ"พรรคพลังชล"

อย่างไรก็ตาม การหารือดังกล่าวจะยึดแนวทางการปรองดองตามกรอบแนวทางของรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ข้อ และสอดคล้องกับการทำงานของ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ส่งเสริมแผนต่าง ๆ ตามนโยบายคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ดำเนินต่อไปด้วยความรวดเร็ว

ทั้งนี้ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (1 มีนาคม 2560) เป็นวันแรกที่จะเปิดเวทีการปรองดองในระดับภูมิภาค ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค เป็นผู้กำกับในระดับภาค ส่วนในระดับจังหวัดจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ระบุใช้เวลา 1 เดือน ในการรับฟังความคิดเห็น
-------------
"เสรี" มั่นใจ รายงานปรองดองของอนุฯ ครอบคลุมปัญหาในอดีต ยึดหลักการของกฎหมาย มีผลในทางปฏิบัติได้ 

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมการธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (สปท.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมาธิการ ว่า ได้อ่านรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ ประเด็นแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ทางการเมืองแล้ว เห็นว่า เป็นรายงานที่ครอบคลุมถึงปัญหาความขัดแย้งในอดีต และข้อเสนอในการแก้ปัญหา น่าจะมีผลในทางปฏิบัติได้ โดยยังคงให้ยึดหลักการของกฎหมายและการพิสูจน์ความถูกต้อง ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่มีโอกาสได้รับการให้อภัยกลับคืนสู่สังคม ทั้งนี้ อาจมีกฎหมายพิเศษมารองรับ ซึ่งไม่น่าจะกระทบต่อความเห็นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการ จะได้พิจารณาปรับแก้ เพื่อให้สมบูรณ์และเสนอต่อที่ประชุม วิป สปท. ในวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม นี้ ว่าจะตัดสินใจนำรายงานนี้ส่งตรงไปที่ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) หรือส่งให้ สปท. ได้พิจารณาในที่ประชุมใหญ่ก่อนส่งให้ รัฐบาลรับไปดำเนินการ
---------------
"ชาญชัย" เรียกร้อง ป.ป.ช. ใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ขอข้อมูลจัดการคนผิดสินบนโรลส์ - รอยซ์ 

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ปี ค.ศ.2003 ซึ่งไทยร่วมเป็นภาคีสมาชิกกับองค์การสหประชาชาติ มาใช้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับกรณีบริษัท โรลส์ - รอยซ์ เนื่องจากในอนุสัญญาดังกล่าว ข้อ 43 ระบุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่รัฐภาคีสมาชิกต้องให้ความร่วมมือ ร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการทุจริต และข้อ 46 ระบุไว้ว่า ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางกฎหมาย ที่รัฐภาคีต้องข่วยเหลือในการสืบพยานหลักฐาน สอบปากคำบุคคล ส่งเอกสารของศาล ค้น ยึด และอายัด ตรวจสอบวัตถุและสถานที่ให้ข้อมูล พยานหลักฐาน

นอกจากนี้ ยังมีข้อ 23 เรื่องการฟอกเงิน ในกรณีการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างหรือให้สินบน ถือเป็นการฟอกเงินที่ได้มาจากการทุจริต ก็ให้ใช้กฎหมายฟอกเงินเข้าดำเนินการได้ทันที ดังนั้น จะเห็นได้ว่าอนุสัญญานี้เปิดช่องให้สามารถดำเนินการครบถ้วน และทำใช้ได้ทันที

ทั้งนี้ นายชาญชัย ยังกล่าวด้วยว่า ไม่เข้าใจ ทำไม ป.ป.ช. จึงยังไม่ดำเนินการ โดยอ้างว่าต้องรอให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ขอข้อมูลตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ เพราะในทางปฏิบัติ ป.ป.ช.
ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการดำเนินคดีอาญาภายในประเทศก่อนตามที่มีการกล่าวอ้าง
------------------

เส้นทาง 'ปราบผีบุญธรรมกาย'/เปลว สีเงิน

กับพวกหัวโล้น "หน้าด้าน-ไร้ยางอาย" ที่เรียก "ทุมมังกุ ผู้-เก้อ-ยาก" นั้น

เปรียบก็เหมือน "ก้อนอุจจาระ"

การกำจัดนั้น ไม่ยาก.......

แต่จะกำจัดแบบไหน วิธีไหน จึงจะไม่เลอะเทอะเปรอะมือ และไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งกระจาย เป็นที่สะอิดสะเอียน ชวนอ้วกแตก

ตรงนี้แหละ...สำคัญ!

เพราะถ้าไม่รู้วิธี เรื่องกำจัดอุจจาระ ไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่หรอก แต่ด้านภาพและกลิ่น

มันจะใหญ่ ลอยวน สร้างความคลื่นเหียน น่ารำคาญไม่รู้จบ-รู้สิ้น!

อย่างกรณี ใช้ ม.๔๔ ชำระสะสาง "เปรต-มาร" ที่เข้ามาอิงอาศัยวัด ในคราบพระของพระพุทธศาสนาหากินขณะนี้

การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ล้อมอยู่ภายนอกวัดธรรมกาย เล่นเจ้าล่อ-เอาเถิด กับพวกอลัชชี "ผีบุญลัทธิธรรมกาย" ไปวันๆ

ระวัง จะเข้าตำรา "ไม้สั้นไปรันขี้"............

เลอะมือ แล้วก็เหม็น แถมรันออกไปไม่หมด "อาณาจักรสงฆ์" ด้วย!

ถ้าเป็นคนธรรมดา มาตอดหน้า-ตอดหลัง หวังสร้างสถานการณ์เป็นเหตุยืดเยื้อ อย่างเห็นรอบๆ อาณาจักรจานบินเป็นรายวันอยู่ตอนนี้

นั่นไม่ยากที่ตำรวจ-ดีเอสไอจะรับมือ

แค่สะบัดแข้ง-สะบัดขาตามหน้าที่ ที-สองที ก็เรียบร้อย

แต่นี่ มาในเครื่องแบบธงชัยพระพุทธศาสนา คือโกนหัวโล้น-ห่มเหลือง เป็นพระจริง-พระปลอม มั่วไปหมด

แต่คนทั่วไป เห็นเหลืองๆ หัวโล้นๆ ก็ตีราคา "เหมาเข่ง" เป็นพระไปหมด

นั่นจึงยากที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าจัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด-เข้มงวด-จริงจัง เหมือนการจับโจรผู้ร้ายทั่วไป

เมื่อตำรวจ-ดีเอสไอ ต้องทำหน้าที่แบบไม่สามารถกระชับให้เต็มกำมือได้ ด้วยเห็นแก่ผ้าเหลือง

จึงเป็น "จุดหลวม" ให้พวกผีบุญธรรมกายเคลื่อนไหว-ปลุกระดมไปได้เรื่อยๆ

แถมสร้างสตอรี "ม.๔๔ รังแกพระ" ใช้ระบบสื่อสารไอทีแทนนกพิราบ ส่งข่าวกระจายออกไปตลบตะแลง ขอความช่วยเหลือจากแนวร่วมภายนอก

ยูอง-ยูเอ็น ก็ไม่เว้น ใช้มารยาสาไถยผีบุญไปฟ้องดะ!

กับคนรู้-คนเข้าใจ ก็ไม่เป็นไร .........

ก็อ๋อ..."เล่ห์ธรรมกาย-ธรรมโกง" สนิทวงศ์มันร้ายกาจ

แต่กับคนในสังคมโลกทั่วไป ที่ไม่มีความรู้-ความเข้าใจ ว่าธัมมชโยเจ้าลัทธิผีบุญกับสาวก คือซาตานซุกวัด-ซุกผ้าเหลืองหากิน ที่ต้องกำจัด

ก็จะทึกทักผ่านภาพ-ผ่านข่าวลวงเป็นว่า..........

เจ้าหน้าที่บ้านเมือง กำลังกำราบปราบปราม "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ซึ่งเขาเข้าใจว่า...คือพระ

ความจริงไม่ใช่พระ

เป็นซาตานคลุมเหลือง ในลัทธิผีบุญธรรมกาย ผนึกการเมือง สร้างอาณาจักรเป็น "รัฐซ้อนรัฐ"!

นี่...มันง่ายในยาก และยากในง่าย อยู่ในลักษณะนี้ ถ้าตำรวจ-ดีเอสไอ จะเล่นบทแมวเฝ้ารูหนูอยู่อย่างนี้ โดยไม่ศึกษาธรรมชาติความเป็นอยู่ของหนู

ผมเกรงว่า.......

แมวจะหลับคาปากรู ปล่อยให้หนูคลานออกมาขลิบหนวดให้ได้อาย แถมชาวบ้าน-ชาวเมืองจะพากันขำตายเท่านั้นแหละ!

ฉะนั้น ควรเข้าใจว่า ในภาพรวม "ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย"

แต่ในคำว่า "ทุกคน".........

ยังต้องจำแนกหมวดหมู่ไปตามสถานภาพสังคม

และนั่น นอกจาก "กฎหมาย" ที่ต้องยึดในภาพรวมแล้ว

แต่ละคน ยังต้องถูกร้อยรัดอยู่ภายใต้ "กฎ-ระเบียบ" ที่เรียกว่า "วินัยองค์กร" ที่แต่ละคนสังกัดอีกด้วย

นั่นคือ ไม่ว่าพระ-ว่าโจร นอกจากอยู่ภายใต้กฎหมายแล้ว ในความเป็นพระ-เป็นวัดในพระพุทธศาสนา

ต้องถูกควบคุม-ร้อยรัดด้วย

๑.พระธรรมวินัย

๒.พ.ร.บ.คณะสงฆ์

๓.คณะกรรมการมหาเถรสมาคม และ

๔."กฎมหาคณิสสร" โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดนโยบายหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง

สำหรับพระภิกษุและสามเณร ที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์

จะเห็นว่า ตอนนี้ เราใช้แต่กฎหมายบ้านเมือง ที่เจตนารมณ์มีเพื่อใช้บังคับกับโจรผู้ร้าย ในความหมายอาชญากร-อาชญากรรม

มิได้มุ่งใช้กับพระสงฆ์ ที่ให้ค่าเป็นผู้ทรงศีล มีหิริ-โอตตัปปะ ประจำใจโดยตรง

หิริ คือความละอายใจตัวเอง ต่อการประพฤติทุจริตชั่วร้าย

โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อผลของการประพฤติทุจริตชั่วร้าย

หิริ-โอตตัปปะ คือ "ธรรมคุ้มครองโลก" มนุษย์ทุกคน ไม่เฉพาะพระ ถ้ามีหิริ-โอตตัปปะ กฎหมายไม่จำเป็นเลย

แต่ทีนี้ไม่งั้น คนทั่วไป ไม่มีหิริ-โอตตัปปะ ก็พอเข้าใจได้

แต่กับ "มนุษย์พระ" เมื่อไม่มีหิริ-โอตตัปปะ มันก็ยากแล้ว ที่ "สังคมนี้" จะอยู่ด้วยศานติธรรม อันประเทศพุทธควรจะเป็น!

เราอย่าปล่อยให้อลัชชีในคราบ "ผีบุญธรรมกาย" ใช้อามิสปัจจัย คือเงินทองซื้อพระ-ซื้อวัดไปอยู่ในอาณัติลัทธิอย่างนั้นง่ายๆ เลย

ถ้าทอดธุระ-ถอนอาลัย ปล่อยกันไป............

ความเป็น "ราชอาณาจักรไทย" อันใครจะแบ่งแยกมิได้ ก็ยากจะแน่ใจว่าดำรงคงอยู่อย่างนั้นได้

"การเมืองผนึกผีบุญธรรมกาย" จะเป็นขุมกำลังใหญ่ ก่อตัวและทดสอบความเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" ได้สำเร็จ มีความเป็นได้อยู่!

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การใช้กำลังตำรวจ-ดีเอสไอภายใต้กฎหมายบ้านเมืองเข้าจัดการ "ธัมมชโย-ลัทธิธรรมกาย" นั่นยังเป็น "ทางเฉียงๆ" อยู่

อยากให้ใช้ "ทางตรง" เข้าผสมด้วย จะช่วยให้ทุกอย่างรวบรัดยิ่งขึ้น มีข้ออ้างอิงในการทำ "ทุกขั้นตอน" ถึงใครแย้ง แต่ไม่มีเหตุผลรับฟัง

เรื่องธัมมชโย เป็นผู้ต้องหา แต่หลบหนีการจับกุม และเรื่อง "วัด-พระ" ทั้งพระวัดพระธรรมกายและวัดอื่นๆ ที่มาซ่องสุม-ชุมนุม ขัดขวางเจ้าหน้าที่ ที่จะเข้าไปตรวจค้นภายในวัด

เหล่านี้ นอกจากเข้าข่ายผิดกฎหมายบ้านเมือง ในความเป็นสงฆ์ ถือว่าทำผิดพระธรรมวินัย และผิดกฎมหาคณิสสร

ดังนั้น ควรนำเรื่องนี้ เสนอเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นกรณีพิเศษ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขึ้นกับนายกฯ ประยุทธ์โดยตรง

ขณะนี้ มี "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เป็น ผอ.สำนักพุทธ แทนนายพนม ศรศิลป์แล้ว

ตามกฎหมาย ผอ.สำนักพุทธ เป็นทั้งเลขาธิการมหาเถรสมาคม และทั้งเลขาธิการคณะกรรมการมหาคณิสสร หรือผู้ทำหน้าที่คุมกฎศาลสงฆ์

ควรที่จะนำเรื่องเข้าวาระประชุม เพื่อให้ มส.มีมติทางใด-ทางหนึ่ง เป็นแนวทางปฏิบัติต่อพระและวัดอันมีพฤติกรรมนอกพระธรรมวินัยดังปรากฏ

เมื่อ มส.มีมติ เป็นหลักเกณฑ์ พระและวัด ต้องเข้าสู่การไต่สวนกระบวนความตามกฎมหาคณิสสรแล้ว

ถ้าวัด-พระรูปใดขัดขืน...........

ทีนี้แหละ เป็นความชอบทั้งกฎธรรม ชอบทั้งกฎหมาย ในเมื่ออ้างเป็นพระ แต่ไม่ยอมรับกฎหมายพระ

มันก็ต้องใช้ "กฎหมายชาวบ้าน" กันเต็มภิกขาละทีนี้ จับถอดผ้าเหลือง ลากคอมันเข้าตะรางทั้งหัวโล้นๆ ได้เลย

รู้จักอำนาจ-หน้าที่มหาคณิสสรกันไว้หน่อยก็ดี จะยกมาให้ดูพอเป็นสังเขป ซัก ๒-๓ มาตรา

มาตรา ๒๖ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ "มหาเถรคณิสสร" มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑.ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม

๒.ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร

๓.ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์

๔.รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

๕.วินิจฉัยอุทธรณ์ของพระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้รับนิคหกรรมถึงขั้นให้สละสมณเพศ วางหลักเกณฑ์ในการดูแลและจัดการศาสนสมบัติกลาง

๖.กำหนดกิจการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

๗.ให้คำแนะนำในการแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

๘.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

เพื่อการนี้ ให้มหาคณิสสรมีอำนาจออกข้อบังคับ วางระเบียบ โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

หรือออกคำสั่ง มีมติ ออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัย ใช้บังคับได้

และจะมอบให้ภิกษุรูปใด หรือคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ ตามมาตรา ๓๐ เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่งก็ได้

เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาคณิสสรจะตรากฎมหาคณิสสร โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

เพื่อกำหนดนโยบายหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้

พระภิกษุสามเณรที่ได้รับโทษตามวรรคหนึ่ง ถึงขั้นให้สละสมณเพศ ต้องสึกภายใน ๓ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ

มาตรา ๓๙ พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัยนั้น

มาตรา ๔๐ เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องด้วยกรณีข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

๑.ต้องคำวินิจฉัยตามมาตรา ๓๘ ให้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึก แต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น

๒.ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ

๓.ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง

๔.ไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

๕.ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาคณิสสร

พระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศตามวรรคสอง ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยนั้น

คำวินิจฉัยของมหาคณิสสรเป็นอันถึงที่สุด

ครับ....ก็พอเป็นตัวอย่าง เปิด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๔๔ ดูได้

ถ้ารัฐบาลใช้มติรัฐบาลสงฆ์ คือมติมหาเถรสมาคม เป็นธงนำ ตามด้วยการใช้กฎหมายบ้านเมือง กระหนาบ "ธัมมชโย-ธรรมกาย" ควบคู่ไปด้วย

ทุกอย่างจะเข้าทางตรง ทั้งพระ-ทั้งผี จะไร้ข้อโต้แย้ง

และนั่น "ช้า-เร็ว" ยังไง ความมั่นใจว่า "จบ" ต้องมี...มีชนิด

"ไร้เงื่อนไขโต้แย้ง" ด้วยประการทั้งปวง.

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

โลกก่อหนี้ทุบสถิติ อุ้มศก.เอาใจประชาชน

(Feb 27) โลกก่อหนี้ทุบสถิติ อุ้มศก.เอาใจประชาชน : สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) องค์กรจัดอันดับเรตติ้งชื่อดัง คาดการณ์ว่า รัฐบาลทั่วโลกจะออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นอีก 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 237 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ปริมาณหนี้พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้นแตะ 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,535 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ มากที่สุดทำสถิติใหม่ นำโดยรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐที่พร้อมจะก่อหนี้ตามแผนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และญี่ปุ่นที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน
เอสแอนด์พี ระบุว่า สหรัฐจะกู้ยืมเพิ่มผ่านการออกพันธบัตรในปีนี้อีก 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 76 ล้านล้านบาท) ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมจะออกพันธบัตรเพิ่มอีกมากกว่า 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 62 ล้านล้านบาท) โดยการออกพันธบัตรใหม่ทั้งสองชาติคิดเป็นสัดส่วน 60% ของแนวโน้มการออกพันธบัตรใหม่ทั้งหมดในปีนี้
การกู้ยืมเพิ่มดังกล่าวมาในยุคที่ประชาชนกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณกันน้อยลง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่การเติบโตไม่ได้ร้อนแรงเช่นประเทศตลาดเกิดใหม่ และรัฐบาลไม่ต้องการเสี่ยงทำให้ประชาชนไม่พอใจด้วยการรัดเข็มขัดจนเกินไป ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ร้อนแรง ซึ่งเห็นได้ชัดจากสหรัฐและอังกฤษที่ต่างเจอเหตุการณ์พลิกผันเมื่อปีก่อน
ทรัมป์ให้สัญญาจะกระตุ้นทางคลังด้วยการปรับลดภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา รวมถึงยังจะใช้จ่าย
ด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกมหาศาล โดยองค์กรนอกรัฐที่ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินในสหรัฐอย่างสภาเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมี ความรับผิดชอบ คำนวณว่า นโยบายของทรัมป์จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น จาก 77% ในปัจจุบัน เป็น 105% ในเวลา 10 ปี
แผนการของทรัมป์ทำให้องค์กร จัดอันดับความน่าเชื่อถือในการ ชำระหนี้รายใหญ่อย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ออกมาเตือนว่าอาจมีการ ปรับลดเครดิตของสหรัฐลงในอนาคต แม้ในระยะสั้นจะยังไม่มีผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้ง่ายต่อการจ่ายหนี้ รวมถึงสินทรัพย์ของสหรัฐยังมีฐานะเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย
ทว่า สำหรับด้านอังกฤษแล้ว ภายหลังการทำประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2016 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างเดินหน้าลดเครดิตของสหราชอาณาจักร โดยเอสแอนด์พีปรับลดลงมา 2 ระดับ จาก AAA เป็น AA ขณะที่ฟิทช์ลดจาก AA+ เป็น AA กระนั้น เพียงไม่กี่วันถัดมา จอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลัง ในขณะนั้น ได้ยกเลิกแผนการทำให้งบประมาณเกินดุลภายใน ปี 2020 ไป
จากการรวบรวมข้อมูลของนิตยสารอีโคโนมิตส์ ระบุว่า ในปัจจุบันมีเพียง 11 ชาติเท่านั้นที่ได้เรตติ้งสูงสุดระดับ AAA จากฟิทช์ เพียงแค่ 11 ชาติ ลดลงจากปี 2009 ที่อยู่ที่ 16 ชาติ หรือหากคิดเป็นมูลค่า
พันธบัตรรัฐบาลคิดเป็นสัดส่วน 40% ของโลกอยู่ที่ระดับความน่าเชื่อถือสูงสุด ลดลงจาก 48% เมื่อ ทศวรรษก่อน
ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการคลังเพื่อรองรับกับความต้องการของประชาชนในประเทศ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้รัฐบาล ยังคงออกหนี้เพิ่มขึ้นในทุกปี โดยการ ที่นักลงทุนและธนาคารกลางยังคงถือครองพันธบัตรในประเทศพัฒนาแล้ว เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลกล้าที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีแนวโน้มจะก่อหนี้เป็นอันดับ 2 ของปีนี้ โดยระดับหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอยู่ที่ 245% ของ จีดีพี และเอสแอนด์พีลดอันดับเครดิตของญี่ปุ่นลงในปี 2015 จาก AA- เป็น A+ หลังนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ อาจ ไม่ได้ผลต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ด้านฟิทช์ออกโรงเตือนญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาว่า อาจมีการปรับลดอันดับเครดิตด้วยเหตุผลเดียวกัน รวมถึงยังเป็นเพราะญี่ปุ่นเลื่อนแผนขึ้นภาษีขายออกไปอย่างน้อยจนปี 2019
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงลงทุนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอย่าง ต่อเนื่อง และผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นก็นับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 0.06% ในปัจจุบัน ปรับขึ้นมาจากแดนลบในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบส่งผลให้นักลงทุนเข้าหาพันธบัตรซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จนราคาพันธบัตรซึ่งสวนทางกับผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น
นอกเหนือไปจากความเสี่ยงด้านความสามารถชำระหนี้ ซึ่งจะวัดจากอันดับเครดิตแล้ว นักลงทุนจะพิจารณาความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในตลาด โดยเมื่อใดก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ราคาของสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างพันธบัตรมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามดอกเบี้ยมีความน่าดึงดูด ในการลงทุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง และในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของบีโอเจ อยู่ที่ลบ 0.1%
ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนยังคงให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่แม้จะเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ อัตราเงินเฟ้อ โดยปัจจุบันญี่ปุ่นยังคงประสบปัญหาอย่างมากในการทำให้อัตราเงินเฟ้อกระเตื้องขึ้นให้ถึงเป้าหมายของบีโอเจที่ 2% จึงไม่มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดอย่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อพันธบัตร
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังไป ลดแรงซื้อของนักลงทุนอีกด้วย ยกตัวอย่าง หากลงทุนซื้อพันธบัตรในปัจจุบันด้วยเงิน 100 เยน เมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาเป็น 4% จะทำให้ราคาสิ่งของที่ซื้อมาเพิ่มขึ้นเป็น 104 เยน โดยผลตอบแทนของพันธบัตรยังคงเท่าเดิมที่ 1% ส่งผลให้เมื่อถึงเวลาไถ่ถอน นักลงทุนจะได้รับเงินคืน 101 เยน แม้ในปัจจุบันราคาที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 104 เยน เท่ากับขาดทุนไป 3 เยน โดยหากประสบกับภาวะเงินฝืดจะให้ผลในทางตรงกันข้าม
ขณะเดียวกัน พันธบัตรของญี่ปุ่นยังมีลูกค้ารายใหญ่อีกรายหนึ่ง นั่นคือ บีโอเจ ที่ใช้มาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ขนานใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา แม้บีโอเจเปลี่ยนทิศทางนโยบายด้วยการจะเข้าซื้อหรือขายพันธบัตรเพื่อให้พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มีผลตอบแทนอยู่ที่ราว 0% โดยไม่ยึดติดกับปริมาณการเข้าซื้อปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 24 ล้านล้านบาท) แต่จากการคำนวณของดอยช์แบงก์ บีโอเจถือพันธบัตรรัฐบาลเป็นสัดส่วนมากที่สุดในตลาดเกิดใหม่ ด้วยสัดส่วนมากกว่า 30% ของพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด
การที่นักลงทุนหรือธนาคารกลางยังคงพร้อมที่จะถือครองพันธบัตรรัฐบาลอยู่ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกกล้าจะออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม นอกเหนือไปจากการใช้งบประมาณทางการคลังเพื่อดำเนินนโยบายแบบประชานิยม
การกู้ยืมเพิ่มมาในยุคที่ประชาชนกังวลถึงการขาดดุลงบประมาณกันน้อยลง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่การเติบโต ไม่ร้อนแรงเช่นประเทศตลาด เกิดใหม่
โดย ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
Source: Posttoday

นายกฯ สั่ง ยกเลิก EHIA / EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่



นายกฯ สั่งยกเลิก EIA และ EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ให้ สผ.เร่งแจ้งกระทรวงพลังงาน แจงเป็นห่วงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ต้องโปร่งใส เตือนผู้เห็นต่างยึดหลักกฎหมาย ไม่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหนังสือไปถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อแจ้งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกเลิกผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
“ปัจจุบันมีปัญหาบ้านเมืองมากมายที่รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไขและปฏิรูป เพื่อให้เกิดมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยคำนึงถึงความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ได้รับฟังเสียงของประชาชนแล้ว จึงอยากเรียกร้องให้ผู้ที่เห็นต่างเปิดใจกว้างรับฟังรัฐบาลด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งยึดหลักกฎหมายเป็นบรรทัดฐานไม่ว่าจะดำเนินการใด ๆ โดยเฉพาะการระดมมวลชนเพื่อชุมนุมเรียกร้องต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย ไม่ให้เกิดลัทธิเอาอย่างจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืนไม่ว่ากรณีใด ๆ อันก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเฉียบขาด”

กระทรวงพลังงานเตรียมแผนรับซื้อไฟฟ้าปี2560 อีกจำนวน850-1,000เมกะวัตต์

กระทรวงพลังงานเตรียมแผนรับซื้อไฟฟ้าปี2560 อีกจำนวน850-1,000เมกะวัตต์

  • Date : 27/02/2017, 15:56.
  • hybrid
กระทรวงพลังงานเตรียมแผนปี2560รับซื้อไฟฟ้าเพิ่ม 850-1,000 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นนโยบายเดิมในส่วนของโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์  ขยะชุมชน  FiT Bidding ภาคใต้ และนโยบายใหม่ใน 3 โครงการสำคัญ คือ SPP Hybrid Firm  ,VSPP แบบSemi Firmและ โครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ
 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แผนรับซื้อไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานในปี2560 ที่จะมีทั้งนโยบายเดิมและนโยบายใหม่ รวมประมาณ 850-1,000 เมกะวัตต์นั้น ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะทะยอยออกประกาศรับซื้อทั้งหมดภายใน2-3เดือนหลังจากนี้
โดยในส่วนที่เป็นนโยบายเดิมที่จะมีการดำเนินการประกอบด้วย โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)ในส่วนราชการจำนวน400เมกะวัตต์ ที่จะมีการพิจารณาในระดับนโยบายว่าจะสามารถรับซื้อได้จำนวนเท่าไหร่ และในส่วนของโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ เฟสที่2 อีกจำนวน119 เมกะวัตต์ ที่จะใช้วิธีการคัดเลือกแบบจับสลาก  รวมทั้งการรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลแบบประมูลแข่งขันในภาคใต้ที่ยังเหลือค้างอยู่12เมกะวัตต์  ,โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน78เมกะวัตต์
สำหรับส่วนที่เป็นนโยบายใหม่นั้น จะมีโครงการ รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in-Tariff (FiT)สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จำนวน300เมกะวัตต์ จากนโยบาย โรงไฟฟ้า- ประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 53 เมกะวัตต์  และการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากหรือVSPP ในรูปแบบSemi Firm  จากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพืชพลังงาน อีก 289 เมกะวัตต์ ตามมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา  
นายทวารัฐ กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27ก.พ.2560  ถึงมติกพช.เรื่องของ SPP Hybrid Firm   ว่า  รัฐบาลต้องการที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบFeed-in-Tariff (FiT)ที่ 3.66 บาทต่อหน่วยสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ดังนี้ คือ ใช้สำหรับการเปิดรับซื้อรายใหม่เท่านั้น และขายเข้าระบบเป็น SPP ขนาดมากกว่า 10  เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ โดยสามารถใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ประเภท โดยไม่กำหนดสัดส่วน
ทั้งนี้อาจพิจารณาใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ร่วมได้ และต้องเป็นสัญญาประเภท Firm กับ กฟผ. เท่านั้น (เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และ ในช่วง Off-peak ไม่เกิน 65 % โดยอาจต่ำกว่า 65% ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่ กกพ.กำหนด) นอกจากนี้ยังห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วงการเริ่มต้นเดินเครื่องโรงไฟฟ้า (Start up)เท่านั้น และยังต้องมีแผนการจัดหาเชื้อเพลิง และต้องมีแผนการพัฒนาเชื้อเพลิงใหม่เพิ่มเติมใช้พื้นที่ร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชพลังงาน เป็นต้น สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าในลักษณะ Competitive Bidding ใช้อัตรา FiT เดียวแข่งกันทุกประเภทเชื้อเพลิง กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในปี 2563
 โดยกระทรวงพลังงานได้จัดทำอัตราการรับซื้อไฟฟ้า FiTสำหรับ SPP Hybrid Firm ซึ่งพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานหลายประเภทเชื้อเพลิง บนพื้นฐานเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพในการดำเนินการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบ Firm และสรุปอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT สำหรับ SPP Hybrid Firm ได้ดังนี้
 นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบให้รับซื้อไฟฟ้าโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid ในปริมาณ 300 เมกะวัตต์ โดยมอบหมายให้ กกพ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กำหนดปริมาณการรับซื้อแบ่งเป็นรายภูมิภาคตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และนำเสนอให้ กบง. พิจารณาเห็นชอบ ก่อนออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm ต่อไป
สำหรับ โครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการจัดตั้ง “โครงการพาคนกลับบ้าน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” และ โครงการรองรับมวลชน หมู่บ้านสันติสุข” แก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยการสร้างงาน เพิ่มรายได้  ที่กพช.ให้ความเห็นชอบนั้น ได้กำหนดแผนงานการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลขนาดเล็ก ไว้ 3 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 18 เมกะวัตต์ และจะจ่ายไฟเข้าระบบจำหน่ายของ กฟภ. รวม 12 เมกะวัตต์ โดยให้ใช้เชื้อเพลิงเศษไม้ยางพาราเป็นเชื้อเพลิงหลัก
ในส่วนแผนงานการผลิตไฟฟ้าจากชีวภาพ กำหนดให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวภาพ จำนวน 30 แห่ง ในพื้นที่ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 35 เมกะวัตต์ จ่ายไฟเข้าระบบจำหน่ายให้ กฟภ. รวม 30 เมกะวัตต์ ใช้หญ้าเนเปียร์ เป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยทั้ง 2 แผนงานนี้ ทุกปีจะมีจัดสรร 10% ของกำไรสุทธิ กลับคืนให้แก่ชุมชนในพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในชุมชนอย่างยั่งยืน

ยัน ม.44 ไม่ได้ทำลายพุทธศาสนา

"โฆษกคสช."ยัน ม.44 ไม่ได้ทำลายพุทธศาสนา ชี้ต้องใช้คุม"ธรรมกาย"เพราะเป็นคดีละเอียดอ่อน ไม่เหมือนคดีทั่วไป ชี้มีปิดบัง ปลุกคนมาขัดขวาง ใช้โซเชี่ยลฯบิดเบือน ชี้ฝ่ายตรงข้าม หวังโจมตี ม.44 เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกจากตัวบุคคล ชี้ ใช้ตามสถานการณ์ แบบสมดุลย์ ทั้งนิติศาสตร์ และสังคมศาสตร์
พันเอกวินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึง
กรณีการใช้ ม.44 กับวัดพระธรรมกาย ว่า เป็นการใช้ตามความจำเป็นจริงของสถานการณ์ ใช้แบบสมดุลย์ ทั้งนิติศาสตร์ และสังคมศาสตร์
หลักๆ คือมาตรการเสริมให้ จนท.ปฏิบัติหน้าที่บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่ง จนท.DSI ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักมาแต่เดิม เมื่อทำงานมาระยะหนึ่งพบมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะคดีนี้เป็นคดีที่ละเอียดอ่อน มีองค์ประกอบต่างๆ ไม่เหมือนคดีอื่นทั่วไป เช่น มีลักษณะของการปิดบัง มีแนวโน้มจะปลุกคนมาขัดขวาง มีการใช้โซเชี่ยนในลักษณะบิดเบือนหรือไม่เหมาะสม ฯลฯ
คำสั่งฯ ฉบับนี้ยังคงมีกรอบที่ชัดเจน คือเพื่อเสริมให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีประสิทธิภาพ กำหนดผู้รับผิดชอบคืออธิบดี DSI มีเป้าหมายคือสนับสนุนการติดตามบุคคลตามหมายคดีอาญา ไม่ใช่ดำเนินการต่อองค์กรวัดหรือศาสนา อย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน
ข้อบังคับในคำสั่งเน้นคลี่คลายการกระทำใดๆ ที่ขัดขวางการทำงาน จนท. ตามความจำเป็นเฉพาะในส่วนที่เสริมให้บรรลุวัตถูประสงค์ เช่น การควบคุมระมัดระวังเรื่องการเข้าออก ,การเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล ,ควบคุมระบบสาธารณูปโภค, เข้าสถานที่ใดเพื่อตรวจค้น หรือ ขอเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวาง ฯลฯ
และด้วยการบริหารจัดการในลักษณะถ้อยที่ถ้อยอาศัย ยังไม่พบกระทบกิจกรรมใดๆ ของสงฆ์และศิษย์ หรือประชาชน หรือกระทบต่อการปฏิบัติศาสนกิจได้
ส่วนกรณีการมีผู้ไม่หวังดีกล่าวหาว่าคำสั่ง คสช. ฉบับนี้เป็นเหมือนเครื่องมือในการทำลายพระพุทธศาสนานั้น โฆษกคสช. กล่าวว่า ก็ไม่จริง เชื่อว่าเป็นความพยายามบิดเบือนตามรูปแบบแนวทางการต่อสู้เชิงข่าวสารเพื่อจะทำลายความน่าเชื่อถือภาครัฐ หรืออาจเพื่อจะเบี่ยงเบนความสนใจสังคมจากเรื่องของบุคคล ให้ไปเป็นเรื่องขององค์กรวัด หรือเรื่องศาสนา เพราะคนอาจรู้สึกอ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายกว่า
ส่วนหลังๆมา จะเริ่มมีการหยิบใช้ประเด็นเรื่อง ม.44 เพราะอาจเป็นคำคุ้นเคยทางการเมือง สามารถหยิบมาเสริมปั้นแต่งให้เป็นประเด็นในมุมต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่อง ม.44 คงคาดเดาว่าอาจทำให้มีแนวร่วมอื่นมาสมทบสนับสนุนได้
"ขอให้มั่นใจแนวทางของผู้บังคับบัญชาต่อการดำเนินการของ จนท.ภายใต้ คำสั่งฯ ม.44 คงเน้นปฏิบัติภายใต้กรอบ ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดให้ได้มากที่สุด และกระทำทุกอย่าด้วยสุจริตเหมาะสม ป้องกันไม่ให้ถูกผู้ไม่หวังดีหยิบไปขยายผลในทางลบ "

แผนช็อป10ปี

แผนช็อป10ปี
"บิ๊กป้อม"นำผบ.เหล่าทัพ ถกสภากลาโหม อนุมัติ แผนซื้ออาวุธ10ปี ชื่อ"แผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม" Modernization Plan : Vision 2026 ) กำหนดแผนจัดซื้อจัดหา แบบ ความต้องการระดับสูงสุด-ต่ำสุด ในการดำรงศักยภาพกองทัพ ดำรงสภาพพร้อมรบ ชี้สอดคล้อง แผนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี และแผนปฏิรูปกลาโหม
พลตรี คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า ในการประชุมสภากลาโหม ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นชอบ 
ร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2560 – 2569( Modernization Plan : Vision 2026 )

สำหรับ ร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม นี้. เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกองทัพ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างกำลังกองทัพ ให้มีความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ ตามความจำเป็นเร่งด่วน ในห้วงระยะเวลา 10 ปี ให้สามารถเผชิญกับภัยคุกคาม
พร้อมกับการปฏิบัติภารกิจตามความรับผิดชอบและการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยประเมินจากปัจจัยสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคง ความต้องการยุทโธปกรณ์ การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการประเมินผล ควบคู่กับ จัดทำขึ้นให้สอดคล้องกับ ร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ร่างยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ กห.(พ.ศ.2560 – 2579) ร่างยุทธศาสตร์ทหาร กองทัพไทย 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ร่างแผนแม่บทการปฏิรูปการบริหารจัดการและการปรับปรุงโครงสร้าง กห. (พ.ศ. 2560 – 2569) และแผนแม่บทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (พ.ศ.2558 – 2563)
โดยเป็นการกำหนดความต้องการยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ในภาพรวม 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มดำรงสภาพความพร้อมรบ กลุ่มขยายขีดความสามารถ และกลุ่มเสริมสร้างความทันสมัย
โดยแบ่งความต้องการเป็น 2 ระดับ คือ ความต้องการระดับสูงสุด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกองทัพให้มีความสมบูรณ์ ภายใต้กรอบวงเงินซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ กห. ได้รับการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับจากประมาณร้อยละ 1.4 – 2 ของ GDP ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569
และความต้องการระดับต่ำสุด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกองทัพ เท่าที่มีความจำเป็นและสามารถยอมรับเกณฑ์เสี่ยงได้ โดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติภารกิจปกติของหน่วย ภายใต้กรอบวงเงินขั้นต่ำสุด ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ กห. ได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 3 ของปีที่ผ่านมา
โดยภาพรวม แผนดังกล่าว นี้ เป็นการสรุปความต้องการยุทโธปกรณ์และการพัฒนาขีดความสามารถกำลังกองทัพ ระดับสูงสุดและต่ำสุด ในห้วงระยะเวลา 10 ปี โดยการประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อเสริมสร้างกองทัพให้มีความสมบูรณ์และมีความพร้อมรบ ในการทำหน้าที่เป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ บนปัจจัยหลักพื้นฐาน ด้านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง นโยบายของรัฐบาลและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น



"บิ๊กตู่" เปรยโรดแมพ นั่นคือโรดแมพ ทำเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ อะไรเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันมีอะไรมาขัดขวาง โรดแมพ มันก็ขยับ/ขอ ทุกคนสงบสติอารมณ์ ทำบ้านเมืองสงบเรียบร้อย จะทำอะไรก็ตามนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่าไปให้ความสนใจ เรื่องขัดแย้ง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกรมศิลปากร และคาดว่าจะใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี หรือประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2560 ก็เสร็จเรียบร้อย และจะมีพิธีที่ยิ่งใหญ่ เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ
"ช่วงนี้อยากให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย นึกถึงคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเขาบ้าง จะทำอะไรก็ตามนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐบาลคิดทุกอย่าง นึกถึงคนทั่วประเทศอยู่ทุกวันๆ แก้ปัญหาทุกปัญหาทุกวันๆ เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่จำเป็น อะไรที่เป็นความขัดแย้ง อะไรที่ไม่สร้างสรรค์ อย่าไปให้ความสนใจมากนัก ให้เจ้าหน้าที่เขาทำงานเท่านั้นเอง" นายกฯกล่าว
นายกฯ กล่าว ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเจ้าหน้าที่และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลที่ได้มอบหมายรองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีส่วนที่เกี่ยวข้องรวมถึงคณะกรรมการอำนวยการฯทั้งคณะ ที่ตนเป็นประธาน วันนี้ได้มาเห็นความก้าวหน้าและสบายใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนงาน
"การจะทำอะไรก็ตามต้องมีแผนงาน การสร้างที่นี่ก็มีแผนงานไปจบเดือนกันยายน-ตุลาคม เหมือนกับรัฐบาลทำงานก็มีโรดแมพ นั่นคือโรดแมพ ทำเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ อะไรเมื่อไหร่ แต่ถ้ามันมีอะไรมาขัดขวาง โรดแมพมันก็ขยับ ทำไม่เสร็จ เข้าใจแค่นี้พอ ไม่ต้องเรื่องมาก" พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ออกมาแล้วครับ"



"ออกมาแล้วครับ"
วันนี้ เวลา 10.00 น. ผมไปพบท่านแม่ทัพภาคที่ 1 (พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์) ที่กองทัพภาคที่ 1 ตามคำเชิญ ผมนั่งรถไปกับนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยและน้องๆ ที่ขอไปเป็นเพื่อน ท่านแม่ทัพอนุญาตให้ผมและคณะทุกคนเข้าไปในกองทัพภาคที่ 1 ได้ โดยให้ลูกน้องขับรถนำรถพวกผมเข้าไปแต่ขอให้คณะพักรอในห้องรับรอง ส่วนผมท่านเชิญให้เข้าไปคุยในห้องทำงานกับท่านเป็นส่วนตัวเรื่องแนวทางสร้างความปรองดอง ทั้งนี้เนื่องจากผมปฏิเสธการเป็นตัวแทนของพรรคที่จะไปพูดคุยกับ ปยป. ที่กระทรวงกลาโหม ท่านแม่ทัพจึงต้องเชิญผมมาพูดคุยกับท่านต่างหากเพื่อเป็นข้อมูล การสนทนาสิ้นสุดประมาณ 13.00 น. จากนั้นท่านได้ให้นายทหารขับรถนำรถพวกผมออกมาจากกองทัพภาคเป็นอันเสร็จภารกิจ
ผมจะยังคงแสดงความเห็นทางการเมืองต่อไปเพราะไม่มีใครมาขอร้อง จึงขอขอบคุณทุกท่านที่แสดงความเป็นห่วงและให้กำลังใจ ผมออกมาอย่างปลอดภัยและพร้อมจะสู้ต่อไปจนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรมครับ
วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
27 กุมภาพันธ์ 2560

ข่าว27/2/60

พระเมรุมาศ

นายกฯ เป็นประธานพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณท้องสนามหลวง โดยมี คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศฯ กล่าวรายงานในนามของรัฐบาล และพสกนิกรชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จึงพร้อมใจกันแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งการสร้างพระเมรุมาศสำหรับถวายพระเพลิง พระบรมศพ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเป็นราชประเพณีที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รูปแบบพระเมรุมาศเปรียบดังทิพยวิมานที่ประดิษฐานอยู่เหนือยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับงานพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เริ่มในเวลา 10.01 น. ตามเวลามหัทธโนฤกษ์ เพื่อเป็นนิมิตรหมายอันดีให้การดำเนินงานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสนองพระมหากรุณาธิคุณสำเร็จลุล่วงสมดังมโนปณิธานทุกประการ

โดยนายกรัฐมนตรี ได้จุดธูปเทียนที่เครื่องบวงสรวง ก่อนทำพิธีสรงน้ำ ปิดทอง และผูกผ้าแพร 3 สี ที่เสาเอกพระเมรุมาศ พร้อมโปรยข้าวตอกดอกไม้ และวางพวงมาลัยที่โคนเสาเอกฯ จากนั้นนายกฯ ได้ถวายภัตตาหารพร้อมด้วยเครื่องไทยธรรมและจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์จำนวน 10 รูป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมแบบผังพระเมรุมาศและตรวจการก่อสร้างพระที่นั่งทรงธรรม ก่อนตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกรมศิลปากร ณ วิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) บริเวณท้องสนามหลวงด้านทิศใต้ ด้วย
/////////
ธรรมกาย
คสช. ยันใช้ ม.44 วัดพระธรรมกาย อำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ ยันใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ขออย่าบิดเบือน

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ชี้แจงถึงคำสั่งที่ 5/60 ในการให้อำนาจและกำหนดพื้นที่ควบคุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบังคับใช้กฎหมาย บริเวณวัดพระธรรมกาย และพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถบูรณาการกำลัง เข้าตรวจค้นติดตามจับกุม พระธัมมชโย นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ว่า สถานการณ์ขณะนี้มีการปลุกระดมมวลชนมาต่อต้าน การเคลื่อนไหวของแกนนำมวลชนที่เคยใช้ความรุนแรง และอดีตนักการเมืองเข้ามาในพื้นที่รวมทั้งการบิดเบือนข้อมูล สร้างภาพอันเป็นเท็จเพื่อปลุกกระแสในสังคมออนไลน์ และมีการแขวนป้าย We need food เพื่อเจตนาบิดเบือน ว่า เจ้าหน้าที่ห้ามนำอาหารเข้าไปภายในวัด และพยายามจุดกระแสว่า คำสั่งตามมาตรา 44 คือประเด็นปัญหา จึงต้องการชี้ให้เห็นว่า เรื่องเป็นปัญหาร่วมกันของคนในประเทศ ที่กฎหมายอะไรก็ยุติคนไม่ดีไม่ได้ และวันข้างหน้าถ้าไม่มี มาตรา 44 ไม่มี คสช. จะอยู่กันอย่างไร และอนาคตจะเป็นอย่างไร การใช้กฎหมู่ไม่เคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อันจะนำไปสู่ความเดือดร้อนวุ่นวาย ในที่สุดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ตั้งแต่การเจรจา และขอเข้าตรวจค้น ตามคำสั่งของศาล ซึ่งนอกจะไม่ได้รับความร่วมมือแล้ว ยังถูกขัดขวางทุกวิถีทาง จนสุ่มเสี่ยงต่อการ ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงขึ้น คสช. จึงจำเป็น ต้องใช้กฎหมายพิเศษ เข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม คำสั่ง คสช. ไม่ได้กระทบกระเทือน ลิดรอนสิทธิ หรือสร้างผลกระทบ ต่อประชาชนโดยทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะกฎหมายปกติ ไม่สามารถทำได้ และยืนยัน ที่จะดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศชาติ บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค เหมาะสมตามขั้นตอน และมั่นใจได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายได้ดำเนินไปตามกรอบและคำสั่งของศาล และกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกต้องสมบูรณ์ แม้ว่าอาจต้องใช้เวลา
------------
"พล.อ.ประวิตร" โยนถาม "สุวพันธุ์" ปมวัดพระธรรมกาย คุมสอบตำรวจ ยันยึดตามกฎหมาย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย ว่า ไม่ทราบในรายละเอียด จึงไม่ขอตอบอะไรในตอนนี้ แต่ที่ผ่านมาได้รับรายงานมาโดยตลอด และให้สอบถามถึงสถานการณ์ล่าสุดกับ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพราะเป็นผู้ดูแลในเรื่องดังกล่าว และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็ดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งมั่นใจว่าสถานการณ์จะต้องคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และทุกฝ่ายต้องยอมรับ เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะเสียเลือดเนื้อ โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปล่อยให้มวลชนเข้าไปสนับสนุนเพิ่มเติม แต่ยอมรับว่าทางวัดพระธรรมกายก็มีทั้งคนที่ชื่นชอบและไม่ชอบเหมือนกัน

ส่วนกรณีที่มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จากการฆ่าตัวตาย จากการประท้วงให้ยุติการใช้มาตรา 44 นั้น ตนเองไม่ขอวิจารณ์ ขอให้ไปถามคนในพื้นที่ และการจับกุมอดีตนายตำรวจที่พกอาวุธเข้าพื้นที่วัดพระธรรมกาย เพื่อนำไปสอบสวนนั้น ก็ต้องเป็นตามกระบวนการของกฎหมาย
---------------
เจ้าหน้าที่ ควบคุมตัว อดีต พล.ต.ต.  พยายามขับรถเข้าพื้นที่วัดพระธรรมกาย ตรวจค้นภายในรถพบ อาวุธมีด - เสื้อเกราะ  

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชายต้องสงสัย 1 คน ชื่อตามบัตรประชาชน พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันท์ ได้ที่บริเวณคลองสาม ขณะขับรถมุ่งหน้าไปทางคลองสี่ ซึ่งคนในพื้นที่รู้กันดีว่ามีทางลัดเข้าวัดพระธรรมกายได้ โดยชายต้องสงสัยได้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะไปย่านรามคำแหง แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เพราะเห็นกระจกหลังรถติดสติ๊กเกอร์ของวัดพระธรรมกาย จึงขอตรวจค้นรถตรวจสอบในรถพบมีดพก และเสื้อเกราะกันกระสุน พร้อมแผ่นป้ายกระดาษขนาด A4 ที่เขียนด้วยลายมือ มีข้อความว่า "นายอนวัช ธนเจริญรัฐ วีรบุรุษชาวพุทธ สละชีวิตให้มาตรา 44 เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2560 21.00 น. พวกเราช่วยกันแผ่เมตตาร่วมงานศพตามศรัทธา"

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันท์ เคยเป็นผู้บังคับการส่วนตรวจราชการ 1 และอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.
----------
เจ้าหน้าที่นำกำลังค้นพื้นที่ก่อสร้างศูนย์อบรมเยาวชนคลองหลวง ถ.เลียบคลองสี่ หลังพบกลุ่มพระสงฆ์ปักหลักเข้าออกพื้นที่

เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างศูนย์อบรมเยาวชนคลองหลวง เนื้อที่ประมาณ 52 ไร่ บริเวณถนนเลียบคลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มพระภิกษุสงฆ์กลุ่มหนึ่ง เดินเข้าออกพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ทราบว่าเป็นพระจากวัดใด

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ระหว่างเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นพบพระภิกษุสงฆ์จำนวน 12 รูป โดยกลุ่มพระให้ข้อมูลว่าเป็นพระที่เพิ่งบวชใหม่ จึงยังไม่มีใบสูทธิประจำตัว อีกทั้งยังพบว่ามีมุ้งสำหรับพักแรม ตั้งอยู่ภายในพื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งหมด 3 ตู้ ตรวจสอบเบื้องต้นพบอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไปอยู่ภายในตู้
------------
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เตรียมเข้าตรวจสอบพระสงฆ์ปักหลัก หลังวัดพระธรรมกาย ด้านพระ แจง แค่มาร่วมโครงการบวชถวายเป็นพระราชกุศล เตรียมเดินกลับแล้ว 

ความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างศูนย์อบรมเยาวชนคลองหลวง เนื้อที่ประมาณ 52 ไร่ บริเวณถนนเลียบคลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มพระภิกษุสงฆ์กลุ่มหนึ่ง เดินเข้าออกพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ทราบว่าเป็นพระจากวัดใด

ล่าสุดจากการสอบถาม พระสงฆ์รูปหนึ่ง ที่เดินทางออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว เปิดเผยว่า ตัวเองเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย เพื่อเข้าร่วมโครงการบวชถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทางวัดพระธรรมกายจัดขึ้น ซึ่งมีระยะเวลาโครงการ 21 วัน ครบกำหนดไปเมื่อวานนี้ ส่วนสาเหตุที่มาพักแรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ทางวัดจัดไว้ให้สำหรับปฏิบัติธรรม แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้น ก็จะตัดสินใจจะเดินทางกลับไปจำวัดต่อที่จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่อนุญาตให้พระสงฆ์ทั้งหมดออกนอกพื้นที่ เพื่อรอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าตรวจสอบอีกครั้ง ในเวลา 10.00 น.
---------------
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอ พระธัมมชโย ตัดสินใจมอบตัว ยุติความเคลื่อนไหว - เร่งหารือปรับแผนปฏิบัติ

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผย ระบุ 3 แนวทางยุติความเคลื่อนไหวในพื้นที่วัดพระธรรมกาย โดยขอให้พระธัมมชโย ตัดสินใจ เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเนื่องจาก เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด แต่หากไม่เข้ามอบตัวก็จะต้องเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ผู้ฏิบัติงาน ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงการชุมนุมขัดขวางของพระสงฆ์และลูกศิษย์วัด จะต้องยุติบทบาทการตามไปด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น โดยพยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและความรุนแรง

ส่วนที่พระสงฆ์และลูกศิษย์ รวมตัวกันชุมนุมโดยรอบพื้นที่ควบคุมพิเศษนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้มีการหารือปรับแผนกันทุกวัน และเชื่อว่าสัปดาห์นี้จะมีการปรับแผนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นด้วย ย้ำว่าการดำเนินการกว่า 10 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยมีหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ จึงเชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นพยาน ได้ว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างไร

ส่วนกระแสข่าวการหลบหนีของพระธัมมชโยนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า เนื่องจากเชื่อว่า พระธัมมชโย ยังคงหลบหนีอยู่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นที่จะต้องเข้าตรวจสอบพื้นที่วัดอย่างละเอียด โดยเฉพาะบริเวณโซน เอ และ โซน บี เพื่อยืนยันว่ายังหลบหนีอยู่ภายในวัดหรือไม่ ส่วนการปรับเปลี่ยนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตนเอง เชื่อในสำนักนายกรัฐมนตรี ว่ามีการพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบครบและรอบด้านแล้ว
-----------
พระมหาวิชิต พระลูกวัดพระธรรมกาย ยัน พระ 12 รูป หลังวัดพระธรรมกาย เป็นพระสงฆ์บวชใหม่ตามโครงการทดแทนคุณบิดา - มารดา ระยะสั้นที่จัดขึ้นทุกปี - พศ. เชิญตรวจสอบรายละเอียดเพิ่ม 

นายสงคราม ไชยนาม เจ้าหน้าที่สำนักเลธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าตรวจสอบพื้นที่ 52 ไร่ บริเวณถนนเลียบคลองสี่ จ.ปทุมธานี หลังได้รับแจ้งว่ามีพระภิกษุสงฆ์
กลุ่มหนึ่งพักอาศัญอยู่ โดยจากการพูดคุยกับ พระมหาวิชิต ธมมวชิโร พระลูกวัดพระธรรมกาย ที่ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่บริเวณนี้ ยอมรับว่า พื้นที่เป็นของมูลนิธิวัดพระธรรมกาย ที่ขอใช้ในการจัดตั้งเป็นศูนย์อบรมเยาวชน มาประมาณ 1 ปีแล้ว ส่วนพระสงฆ์ที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ เป็นพระสงฆ์ที่เข้าร่วมโครงการบวชทดแทนคุณบิดา - มารดา ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเป็นการจัดขึ้นโดยไม่มีสังกัดและไม่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย และแต่เดิมมีพระสงฆ์บวชเข้าร่วมโครงการ 16 รูป แต่เมื่อวานนี้หลังสิ้นสุดโครงการ มีพระสงฆ์ลาสิขาบท 5 รูป ทำให้เหลือพระสงฆ์อาศัยอยู่ที่นี่ 12 รูป รวมพระมหาวิชิต

ส่วนกรณีที่พระสงฆ์เหล่านี้ไม่มีใบสุทธิสงฆ์แสดงต่อเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นพระสงฆ์บวชใหม่และเป็นการบวชในโครงการระยะสั้น 21 วัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องทำใบสุทธิสงฆ์ แต่หลังจากนี้หากมีพระสงฆ์รูปใดประสงค์ที่จะบวชต่อ ก็จะมีการขออนุญาตเป็นกรณีไป

ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าตรวจสอบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นิมนต์พระสงฆ์ทั้งหมด ไปพูดคุยพร้อมกับตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมที่วัดตะวันเรือง ซึ่งเป็นสำนักงานเจ้าคณะตำบล
-----------
พระสนิทวงศ์ เรียกร้องเจ้าหน้าที่ คืนน้ำมัน 9 หมื่นลิตร ไข่ไก่ รวมกว่า 1.5 ล้านบาท ให้วัดพระธรรมกาย เพราะขาดแคลนอาหารแล้ว ปัดไม่รู้ใครติดป้ายเราต้องการอาหารหอสังเกตการณ์ - ปลดออกแล้ว 

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่คืนน้ำมัน 9.8 หมื่นลิตร ที่ทำการตรวจยึดไปจากบริเวณภายในวัด เพื่อนำไปตรวจสอบ เนื่องจากมีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท รวมถึงเสบียงอาหาร อาทิ ไข่ไก่ คืนให้กับวัดพระธรรมกาย เนื่องจากภายในวัดขณะนี้ขาดแคลนอาหารแล้ว จนทำให้เมื่อวานที่ผ่านมา มีบุคคลนำป้ายผ้าเขียนอักษรว่า WE NEED FOOD เราต้องการอาหาร ไปติดไว้ที่หอสังเกตการณ์ ใกล้กับอาคาร 100 ปี พื้นที่ 196 ไร่ ซึ่งทางวัดไม่ทราบว่าใครเป็นคนนำป้ายผ้าไปติดไว้ และทางวัดได้ปลดป้ายผ้าออกแล้ว

ส่วนการที่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้มีการปิดล้อมวัดพระธรรมกาย จึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่นำตู้คอนเทนเนอร์ที่ปิดอยู่บริเวณทางเข้าออกประตู 15 ออกจากพื้นที่
---------
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เผย ไม่ให้ประกัน อดีตนายตำรวจ พกป้ายข้อความแสดงความเสียใจ ชายผูกคอเสียชีวิต ต้าน ม.44 

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ระบุว่า จะไม่อนุญาตให้ประกันตัว พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันท์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกทหารควบคุม
ตัวได้ ขณะขับรถเข้าไปบริเวณเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ ใกล้วัดพระธรรมกาย เมื่อคืนนี้ พร้อมยึดของกลางเสื้อเกราะ, มีด และป้ายข้อความแสดงความเสียใจต่อกรณีการเสียชีวิตของ นายอนวัช ธนเจ
ริญณัฐ อายุ 64 ปี ที่เรียกร้องให้รัฐบาล ยกเลิกคำสั่ง คสช. มาตรา 44 ที่ประกาศให้บริเวณโดยรอบ และวัดพระธรรมกาย เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ หลังมีการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว พร้อมระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบพบมีประวัติ เคยบวชที่วัดพระธรรมกายด้วย  
------------
ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เผย ดีเอสไอ เตรียมเรียกแกนนำปลุกระดมวัดพระธรรมกายกว่า 40 คน เข้าพบพนักงานสอบสวน - เชื่อพระธัมมชโย อยู่วัด

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เตรียมเรียกแกนนำปลุกระดมมวลชนวัดพระธรรมกาย ประมาณ 30 - 40 คน เข้าพบพนักงานสอบสวน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ขอให้ดีเอสไอเป็นผู้ชี้แจง แต่ยืนยันว่า ตำรวจมีการตรวจสอบการข่าวกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมปลุกระดมมวลชนทั้งในและนอกประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้การตรวจสอบพบว่า มวลชนค่อนข้างคงที่แต่เพื่อความไม่ประมาท ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้สั่งการให้ตำรวจทุกพื้นที่ สอดส่องเรื่องการนำพระสงฆ์ และศิษยานุศิษย์ เข้ามาในพื้นที่เพิ่มเติม

ทั้งนี้ สำหรับกำลังตำรวจที่รักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบวัดพระธรรมกาย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวด้วยว่า จะมีการสับเปลี่ยนกำลังตามปกติ แทนกำลังพลที่อ่อนล้า พร้อมเชื่อมั่นว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังอยู่ภายในวัด
-----------------
เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เผย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สอบพระ 12 รูป ปักหลักหลังวัดพระธรรมกาย ไม่พบความผิดปกติ  

ภายหลัง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นิมนต์พระสงฆ์ 12 รูป ที่ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนคลองหลวงไปสอบถามรายละเอียดการบวช เนื่องจากไม่มีใบสุทธิสงฆ์ มาแสดงโดย นายสงคราม ไชยนาม เจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยรายละเอียดการบวช มีพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอคลองหลวง ได้มาเป็นผู้รับรองการบวชตามโครงการของศูนย์ฝึกอบรมจริง และศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ ก็มีเอกสิทธิ์ซึ่งเป็นของมูลนิรัตนอุบาสิกาจันทร์ โดยใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และไม่ต้องแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในการจัดตั้ง และขณะนี้ทางดีเอสไอ ยังไม่มีการประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อเข้าตรวจค้นพื้นที่ใดอีก อยู่ระหว่างรอการประสานงาน
-------------
DSI ยืนยัน อนุญาตให้นำอาหารปรุงสุกเข้าไปในวัดได้ เผยไม่สามารถคืนน้ำมันให้กับทางวัดได้ เนื่องจากผิด พ.ร.บ.ควบคุมเชื้อเพลิง

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษก กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ยืนยันอนุญาตให้นำอาหารปรุงสุกเข้าไปภายในวัดพระธรรมกายได้ แต่ขอความร่วมมือไม่ให้นำอาหารสดเข้าไป ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ยึดอาหารสด อาทิ ไข่ไก่ เนื้อหมู โดยได้นำไปคัดแยกและแจกจ่ายให้กับวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากตามข้อตกลง หากจะนำสิ่งของเข้าไปภายในวัด ต้องให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอตรวจสอบก่อน

ทั้งนี้ จากการข่าวทราบว่าวัดยังมีอาหารเพียงพอ ยืนยันไม่มีการสกัดกั้นการนำอาหารเข้าไปภายในวัด ส่วนการขึ้นป้ายผ้าข้อความ WE NEED FOOD เราต้องการอาหาร พบว่าขึ้นอยู่ในพื้นที่ 196 ไร่ของวัดพระธรรมกาย วัดจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้เห็น ขณะที่ความต้องการอาหารที่ทางวัดระบุว่าไม่เพียงพอนั้น ก็อยากให้ลูกศิษย์ และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกมาจากวัด เนื่องจากในวัดมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนที่ พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เรียกร้องให้ดีเอสไอคืนน้ำมันเกือบ 1 แสนลิตร นั้น พ.ต.ต.วรณัน ระบุว่า ไม่สามารถคืนน้ำมันดังกล่าวได้ เนื่องจากผิด พ.ร.บ.ควบคุมเชื้อเพลิง ตำรวจ สภ.คลองหลวง ได้ดำเนินการยึดไว้เป็นของกลาง ส่วนกล้องวงจรปิดที่ทางวัดอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทุบทำลาย ยังไม่ได้รับรายงาน ขณะที่ตัวแทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยืนยันว่า ดีเอสไอไม่ได้สกัดกั้นการนำอาหารเข้าไปภายในวัด แต่ยอมรับว่าอาหารปรุงสุกที่ส่งเข้าไปภายในวัดนั้น ไม่เพียงพอ โดยความต้องการคือ 300 กล่องต่อวัน แต่ส่งเข้าไปได้เพียง 200 กว่ากล่องเท่านั้น

ส่วน พระวินยาธิการ ที่มีการแต่งตั้งขึ้นโดยเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ระบุว่า ยังคงร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบใบสุทธิสงฆ์ของพระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาสมทบ บริเวณวัดพระธรรมกายและพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระจากวัดสาขาของวัดพระธรรมกาย และหากพบว่าไม่ได้เป็นพระลูกวัดพระธรรมกาย ก็จะให้เดินทางกลับวัดตามภูมิลำเนา พร้อมยืนยันว่า ตั้งแต่ที่มีการตรวจสอบยังไม่พบพระสงฆ์ประพฤติผิดวินัย
-----------
ผบ.ตร. ยอมรับมีเจ้าหน้าที่รัฐหลายส่วน เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ทำให้การตรวจค้นยาก ยัน ไม่นำเรื่องนี้ไปขยายผลทางการเมือง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับ มีเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความศรัทธาและเป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ทำให้ดำเนินการเข้าตรวจค้นเป็นไปได้ยาก และยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมปฏิเสธแสดงความเห็นกรณีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เนื่องจากขณะนี้ตำรวจมีหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เท่านั้น ซึ่งจะสามารถเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายได้อีกเมื่อใด ขึ้นอยู่กับดีเอสไอ ย้ำ ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายจนถึงที่สุด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังยืนยันด้วยว่า ดีเอสไอ หรือ ตำรวจ มีอำนาจในการเชิญตัวแกนนำปลุกระดมมวลชน วัดพระธรรมกาย เข้าพูดคุยปรับทัศนคติได้อยู่แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวมถึงการปลุกระดมตามช่องทางต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ ตลอดจนจับตาบุคคลทางการเมือง ที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายด้วย โดยยังเชื่อมั่นว่า จะไม่มีการนำกรณีวัดพระธรรมกาย ไปขยายผลเป็นประเด็นทางการเมือง
------------

//////////
ปรองดอง

นายกฯ ย้ำยึดโรดแมป ขู่เลื่อน หากยังขัดแย้ง ขอทุกคนมีสติให้ประเทศสงบสุข

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังพิธีบวงสรวงก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ ว่า วันนี้เป็นการมาเยี่ยมการทำงาน ซึ่งกรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบ โดยวันนี้เป็นพิธีลงเสาเอก ที่เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงความสามารถของคนไทยในการออกแบบและใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ จึงอยากให้สังคมและประชาชนรู้ ว่าประเทศไทยมีสิ่งที่สวยงามที่เป็นจารีต ประเพณี เป็นอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเฉพาะรูปแบบอาคารเป็นสิ่งที่เราควรภาคภูมิใจ เพราะเป็นการถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่คนไทยทั้งประเทศร่วมกันทำมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี

ทั้งนี้ จากการเยี่ยมครั้งนี้ ก็รู้สึกสบายใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน เพราะทุกอย่างต้องมีแผนงานเหมือนกับรัฐบาลที่มีโรดแมป แต่หากมีอะไรมาขัดขวาง โรดแมปก็ขยับออกไป 

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้อยากให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยยืนยันว่า รัฐบาลทำทุกอย่างได้นึกถึงคนทั้งประเทศและแก้ปัญหาอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้น เรื่องใดที่ไม่จำเป็นเกิดความขัดแย้ง และไม่สร้างสรรค์ ก็ขออย่าไปให้ความสนใจมาก โดยปล่อยให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน
-------------
"พล.อ.ประวิตร" ต้อนรับ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา หารือความสัมพันธ์ทวิภาคี

ความเคลื่อนไหวที่กระทรวงกลาโหมเช้าวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้การตอนรับนาย Glyn T. Davies (กลิน ที เดวีส) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จะเข้าเยี่ยมคำนับ เพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - สหรัฐฯ ครบ 200 ปี ในปี 2560

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของการหารือ คาดว่า เป็นการติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ของประเทศไทย
----------
ทูต US หวังไทยมุ่งเลือกตั้งตามโรดแมป พร้อมชื่นชนไทยเจ้าภาพฝึกคอบบรา โกลด์ ได้ดี มั่นใจสร้างความเข้มแข็งภูมิภาคนี้ 

นายกลิน ที เดวีส เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวภายหลังการเข้าพบหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ดีใจที่ได้เข้าพบและมีการพูดคุยในหลายเรื่อง ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณในการฝึกคอบบรา โกลด์ 17 ซึ่งไทยนั้นเป็นเจ้าภาพที่ดีเยี่ยม เป็นความร่วมมือของทั้ง 28 ประเทศ ที่เข้าร่วม โดยจะเป็นการสร้างสร้างความมั่นคง ปลอดภัยในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความร่วมมือในด้านสาธารณสุข การบังคับใช้กฎหมาย และความสัมพันธ์ของประชาชนสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงเรื่องการปรองดองและการดำเนินการตามโรดแมป เพื่อนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งมีการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งถือเป็นการหารือที่ดีและหวังว่าจะมีการพบกันอีกครั้งหน้า ส่วนในปีหน้าที่จะมีการเลือกตั้งนั้น สหรัฐฯ ก็ตั้งความหวังว่าจะเป็นไปตามแผนของการปองดองเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยซึ่งประชาชนควรจะมีส่วนร่วม ส่วนในรายละเอียดของการพูดคุยตนเองเป็นนักการทูตไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้

-----------
"วัฒนา" อดีต ส.ส.เพื่อไทย เข้าให้ข้อมูลราชการที่กองทัพภาค 1 แล้ว เชื่อไม่โดนกักตัว 

ล่าสุด นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าไปภายในกองทัพภาคที่ 1 แล้ว ตามคำเชิญของผู้บังคับการพลทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ โดยก่อนเข้าพบ นายวัฒนา ได้นัดรอหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ ที่ปั๊ม ปตท.เสือป่า พร้อมเปิดเผยว่า การเชิญมาในวันนี้เป็นการให้ข้อมูลทางราชการ ซึ่งตนเองได้รับโทรศัพท์เชิญตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และมีความพร้อมที่จะเข้ามาพบในวันนี้

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่มีการกักตัว เพราะหากเป็นเช่นนั้นถือว่าเป็นการหลอกลวงให้มาให้ข้อมูล คงไม่มีนายทหารกล้านำเกียรติยศมาทำเช่นนี้ นอกจากนี้ นายวัฒนา ยังกล่าวอีกว่า เป็นครั้งแรกที่ยอมเดินทางมา เพราะมีการเชิญด้วยดีเป็นมิตร และเนื่องด้วยเป็นบรรยากาศของการสร้างความปรองดองด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของคนผ่านสื่อ
----------
“วัฒนา” อดีต ส.ส. เพื่อไทย มองการสร้างปรองดอง ป.ย.ป. ไม่ยั่งยืน แนะใช้หลักนิติธรรมทุกฝ่ายร่วมกำหนดกติกา

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความปรองดองของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดอง ใน ป.ย.ป. ซึ่งเชื่อว่า อาจไม่มีความยั่งยืน
เพราะการสร้างความปรองดอง เป็นการสร้างกระบวนการให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โดยคู่ขัดแย้งและประชาชน จะต้องกำหนดข้อตกลงร่วมกัน แต่ขณะนี้กติกาได้ถูกกำหนดไปแล้ว จากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็อาจเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก

ทั้งนี้ เชื่อว่าหลักนิติธรรมจะช่วยให้คนคิดเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ และเกิดความปรองดองขึ้น รวมถึงการกำหนดกติกาต่าง ๆ ก็จะต้องให้คนเห็นต่าง มาร่วมกันกำหนด โดยจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากสังคมด้วย
--------------
"พล.อ.ประวิตร" โยนคสช.ดูทภ.1เชิญ "วัฒนา" เข้าพบ ชี้พรรคการเมืองร่วมมือให้ความเห็นปรองเป็นอย่างดี 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีกองทัพภาคที่ 1 เชิญ นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าพบ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็น เรื่อง วัดพระธรรมกาย ทางโซเชียล ว่า เป็นเรื่องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ติดตามการเคลื่อนไหว ซึ่งตนเองไม่ทราบในรายละเอียด

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร ยังเปิดเผยว่า การดำเนินการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ขณะนี้พรรคการเมืองได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และตอบรับมาเสนอข้อคิดเห็นมาตลอด ตั้งแต่เริ่มกระบวนการรับฟัง
-----------
"พล.อ.ประวิตร" เผย ตำรวจจับมือโพสต์เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวได้แล้ว ปัดตอบว่าเป็นบุคคลกลุ่มใด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถจับกุมบุคคลที่นำหมายเลขโทรศัพท์บ้าน และเบอร์ส่วนตัว ของตนเองไปเผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก พลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อสันติภาพและความยุติธรรม ในโซเชียลมีเดียได้แล้ว แต่ปฏิเสธตอบว่าเป็นบุคคลกลุ่มใด
------------
คณะอนุฯ รับฟังเตรียมส่งร่างปรองดองให้ กมธ. การเมืองต้น มี.ค. นี้ คาดส่งให้ ป.ย.ป. ได้กลางเดือนหน้า 

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็นวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง (สปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษา รวบรวมความคิดเห็นปรองดอง ว่า ในร่างนี้คณะอนุฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งและลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ โดยขณะนี้ได้ยกร่างเกือบเสร็จแล้ว ซึ่งจะนำมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง และเตรียมส่งให้แก่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในต้นเดือนมีนาคม เพื่อพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม พล.อ.เอกชัย เชื่อ กมธ. ว่า จะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาและส่งให้คณะกรรมการ ป.ย.ป. ได้ในกลางเดือนมีนาคมนี้
------------
"พล.ต.คงชีพ" แจง เวทีปรองดองต่างจังหวัดไม่เจาะจงที่ไหนก่อน ย้ำใครพร้อมเริ่มได้ทันที 

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง ในส่วนของการจัดเวทีปรองดองในต่างจังหวัด จะทยอยจัด ซึ่งทางผู้รับผิดชอบ ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค เป็นผู้กำกับในระดับภาค ส่วนในระดับจังหวัดจะเป็นผู้ว่าราชการฯ เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ส่วนที่มีระบุว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรกนั้น ระบุว่า ไม่ได้เจาะจง หากจังหวัดไหนพร้อมก่อน มีคณะกรรมการ และประสานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถเริ่มได้ก่อนเลย โดยจะเริ่มในช่วงต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ใช้ระยะเวลา 1 เดือน ในการดำเนินงาน
----------------
สภากลาโหม เห็นชอบร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม ปี พ.ศ. 2560 - 2569 ปฏิรูปกองทัพ

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 2/2560 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนพัฒนาขีดความสามารถกระทรวงกลาโหม ปี พ.ศ. 2560-2569 (10 ปี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกองทัพ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างกำลังกองทัพ ให้มีความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ตามความจำเป็นเร่งด่วนในช่วง 10 ปี เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะคำนึงถึงการดำรงสภาพพร้อมรบ การขยายขีดความสามารถ และการเสริมสร้างความทันสมัย โดยแบ่งความต้องการเป็นระดับความต้องการสูงสุด ที่อ้างอิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ซึ่งสูงขึ้นทุกปี และระดับความต้องการต่ำสุด ภายใต้กรอบวงเงินขั้นต่ำสุดเท่าที่มีความจำเป็น
////////////////
การทุจริต

ประธาน ป.ป.ช. นัด คกก. ประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศประชุมนัดแรก - หารือกรอบการทำงาน

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นัดประชุมคณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศนัดแรก โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฃประชุม ประกอบด้วย สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

ซึ่งเบื้องต้นจะหารือถึงกรอบการทำงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน แต่จะยังไม่มีการลงลึกในรายละเอียด พร้อมจะชี้แจงแนวทางการทำงานของ ป.ป.ช. ให้กับหน่วยงานอื่นที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วย เช่น กรณีขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างประเทศผ่านอัยการสูงสุด ใครจะเป็นผู้ตั้งประเด็นคำถาม เป็นต้น คณะกรรมการชุดนี้จะดำเนินการในทุกคดีระหว่างต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ 20 คดี
----------------
ประธาน ป.ป.ช. ยัน ยังไม่มีการประสานข้อมูลสินบนอังกฤษเป็นทางการ รอตั้งข้อกล่าวหาให้ชัดเจน ก่อนให้ อสส. เป็นผู้ดำเนินการ

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กล่าวถึงการตรวจสอบกรณีการติดสินบทของบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสานขอข้อมูลจากประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ แต่ได้มีการขอข้อมูลเป็นการภายใน เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลของ สตง. และบริษัทการบินไทย ส่งให้ ป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของการแสวงหาข้อเท็จจริง ที่จะรวบรวมข้อมูลจนเกิดความชัดเจน ก่อนตั้งข้อกล่าวหากับผู้ที่กระทำความผิด เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และเมื่อมีความชัดเจนในความผิดแล้ว ก็จะให้อัยการสูงสุดประสานข้อมูลกับประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการ

ส่วนกรณีที่กฎหมายของไทย มีบทกำหนดโทษคดีทุจริตสูงสุดประหารชีวิต ทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือในการส่งข้อมูลจากต่างประเทศนั้น นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีนี้มีทางออกโดยให้รัฐบาลโดยผ่านมติคณะรัฐมนตรีทำหนังสือรับรองว่าจะให้ใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทน ซึ่งสามารถทำได้ตาม พระราชบัญญัติความร่วมมือคดีอาญาระหว่างประเทศ มาตรา 36/1 ฉบับแก้ไขใหม่ ที่ระบุว่าแม้ศาลพิพากษาสูงสุดให้ประหารชีวิตในคดีนี้ รัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิต
-------
ประธาน ป.ป.ช. พบคดีสินบนข้ามชาติ 12 เรื่อง เร่งบูรณาการความร่วมมือทุกฝ่าย กำหนดทิศทางเพื่อไม่ให้การขอข้อมูลจากต่างประเทศ 

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยภายหลังการหารือ คณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ ว่า ขณะนี้มีเรื่องการติดสินบนข้ามชาติอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ทั้งหมด 12 เรื่อง รวมถึง กรณีบริษัท โรลส์ - รอยซ์ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. สำนักงานอัยการสูงสุด หรือ อสส. โดยให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้กำหนดทิศทาง เพื่อไม่ให้การขอข้อมูลจากต่างประเทศกระจัดกระจาย โดยที่ประชุมได้มีมติว่าในส่วนของการขอข้อมูลอย่างเป็นทางการจะให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่หากเป็นการประสานข้อมูลภายในอย่างไม่เป็นทางการ สำนักงาน ป.ป.ช. จะเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมยืนยันว่า ทุกหน่วยงานจะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ และขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ให้เบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบต่อไป ฃ
------------
"พล.ต.อ.วัชรพล" แจง คกก. ประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ เร่งดำเนินการ 12 คดี 

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า มีเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ มีทั้งสิ้น 12 คดี ประกอบด้วย คดี บริษัท เจเนอรัล เคเบิล คอร์ปอเรชั่น จ่ายสินบน ToT และการไฟฟ้านครหลวง ติดตั้งสายเคเบิ้ล, คดีติดสินบนจัดซื้อเครื่องตรวจวินิจฉัยโรค กระทรวงสาธารณสุข, คดีติดสินบนจัดซื้อใบยาสูบจากเอกชนสหรัฐฯ ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง, คดีติดสินบนนำเข้าสุราข้ามชาติของสรรพสามิต, คดีติดสินบนกรมศุลกากร หลีกเลี่ยงภาษีนำเข้ารถหรู, คดีบริษัท พีทีที กรีนเอเนอร์ยี่ จ่ายสินบนจัดซื้อที่ดินปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียโดยมิชอบ, คดีทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล แบงค์กอก อารีน่าของ กทม., คดีทุจริตสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ - คลองลาดพร้าว ของ กทม., คดีรับสินบนให้สัมปทานบริษัทเหมืองแร่ข้ามชาติ, คดีอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรับสินบนจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ,คดีอดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่ำรวยผิดปกติ และคดีเรียกรับสินบนโรยส์รอย จากอังกฤษ
----------
"เรืองไกร" ยื่นนายกฯ เรียกร้องปลด 2 รมต. ผิดมาตรา 4 พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนหรือถือหุ้นของ รมต. 

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ปลด นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกจากตำแหน่ง กรณีที่เป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจที่ดินเขาใหญ่ เข้าข่ายผิดมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543

โดย นายเรืองไกร กล่าวว่า มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วน ห้ามรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน และห้ามเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ซึ่งของ นายอุตตม และ นายสนธิรัตน์ มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ โดยมีหลักฐานแจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช. ว่า มีการทำสัญญาลงทุนทำธุรกิจที่ดินที่เขาใหญ่ จำนวน 29 ไร่ มูลค่า 100 ล้านบาท เพื่อแบ่งผลกำไรกัน ซึ่งเข้าลักษณะการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญชัดเจน โดยมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ยกเว้นให้เฉพาะ 2 กรณี คือ การเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัด ความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ หรือการเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ อย่างกรณีการลงทุนทำธุรกิจที่ดินของรัฐมนตรีทั้ง 2 คน มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนฯ ห้ามเอาไว้โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ นายเรืองไกร ย้ำว่าเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงมีสองทางเลือก คือ รัฐมนตรีทั้ง 2 คน ควรลาออกจากตำแหน่ง หรือนายกรัฐมนตรี ต้องปรับออกจากตำแหน่ง แต่กรณีที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบจากรัฐมนตรีทั้ง 2 คน จึงขอให้นายกฯ พิจารณาปรับทั้ง 2 คน ออกจากตำแหน่ง และหวังว่านายกฯ จะยึดหลักกฎหมายตามที่เคยพูดไว้ หากยังไม่มีความคืบหน้าในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเอง
/////////////
รัฐธรรมนูญ

รบ. ให้ความสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐ มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม 

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ว่า รัฐบาลได้มีนโยบาย และให้ความสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อการพัฒนาประเทศทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งกลไกลในการพัฒนา ประเทศได้มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปวิทยาแขนงต่าง ๆ ให้เกิดความรู้และการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดและความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า สำหรับการประชุมในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก เพื่อที่จะกำหนดกรอบการทำงาน ซึ่งมีวาระพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานภายใต้สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ แผนการขับเคลื่อนและการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมแบบบูรณาการของประเทศ และรวบถึงกรอบแนวทางการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ภายใต้โครงการสารพลังประชารัฐ รวมทั้งได้รับทราบกรอบงบประมาณตามแผนบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2561

---------
กมธ.สื่อสารมวลชน ปรับเพิ่มสัดส่วนกรรมการวิชาชีพสื่อฯ เป็น 15 คน จ่อถกอีกครั้ง 6 มีนาคม ก่อนส่ง วิป สปท. บรรจุวาระ

พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมทำการทบทวนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนกรรมการใน "สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ" ใหม่ เป็น 15 คน จากเดิมมีจำนวน 13 คน โดยเพิ่มสัดส่วนกรรมการด้านสื่อสารมวลชนอีก 2 คน พร้อมให้คำจำกัดความของสื่อ คือ ต้องเป็นผู้ปฏิบัติงานประจำและมีค่าตอบแทน โดยหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้สื่อมวลชนจะต้องขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตภายใน 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมาธิการฯ จะทำการทำทบทวนร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน อีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ก่อนส่งให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ วิป สปท. ในวันที่ 9 มีนาคมนี้ พิจารณาเพื่อบรรจุวาระต่อไป