PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มติกกต.ตั้งอนุสอบ 90 สนช. ส่อขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง

มติกกต.ตั้งอนุสอบ 90 สนช. ส่อขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 4 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต.เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต.มีมติตามที่สำนักกฎหมายของสำนักงานกกต.เสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ตรวจสอบการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 ประกอบมาตรา 187 และมาตรา 170(5) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการถือครองหุ้น ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแแห่งชาติ (สนช.) 90 คน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 264 วรรคสอง โดยประธานกกต.จะได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันนับจากนี้ และคณะอนุกรรมการไต่สวนมีเวลาดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันก่อนเสนอความเห็นต่อกกต. โดยหากเห็นว่าไม่มีมูลก็จะเสนอกกต.ยกคำร้อง แต่หากเห็นว่ามีมู, ก็จะเสนอให้กกต.มีความเห็นเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ผบ.ทบ.ขอแฟนคลับยิ่งลักษณ์อย่าเคลื่อน

"ผบ.ทบ."ขอ FC"ยิ่งลักษณ์"เข้าใจถึงสถานการณ์ ขอ ยึดบ้านเมืองเป็นหลัก"/" ส่ง กำลังทหารดูแลมวลชนให้กำลังใจ "ยิ่งลักษณ์ สืบพยานคดีจำนำข้าวนัดสุดท้าย 
         

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึง การดูแลรักษาความปลอดภัย การสืบพยานฝ่ายจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวนัดสุดท้าย วันที่ 21ก.ค.ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ว่า โดยปกติเจ้าหน้าที่จะมีการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว ซึ่งหากเป็นการเข้ามาเคลื่อนไหว ชุมนุมหรือจัดกิจกรรมต่างๆ จะต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน 

แต่หากเป็นการเข้ามาเพื่อให้กำลังใจเพียงอย่างเดียว ตนคิดว่าทุกคนที่มาคงเข้าใจดีว่าควรจะปฎิบัติตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง  

ทั้งนี้ในด้านการรักษาความปลอดภัยนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเป็นหลัก โดยจะมีการขอกองกำลังเสริม จากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.) เข้าไปดูความเรียบร้อยและภาพรวมของความเรียบร้อยในพื้นที่ 

"ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นหลัก"

สาระ ร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้


สาระสำคัญของร่างพระราชกำหนด

ปรับปรุงพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และพระราชกำหนดการนำ คนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

1. กำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว” มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยให้คณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวตามพระราชกำหนดนี้ไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชกำหนดนี้

2. กำหนดให้การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยมี 2 กรณี ได้แก่

2.1 กรณีที่ผู้รับอนุญาตเป็นผู้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ
2.2 กรณีที่นายจ้างเป็นผู้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีและต้องวางหลักประกันไว้กับอธิบดีเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการที่นายจ้างได้นำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ

2.3 กำหนดให้มี “กองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อและวัตถุประสงค์ของกองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว โดยให้รับโอนบรรดากิจการ เงิน สิทธิ และหนี้สินจากกองทุนเดิม

2.4 กำหนดการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ขึ้นใหม่ ให้นายจ้างผู้รับอนุญาตและลูกจ้างผู้รับใบอนุญาตทำงานซึ่งมีการจ้างงานตามพระราชกำหนดนี้ อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติประกันสังคม   พ.ศ. 2533

2.5 แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจนายทะเบียนในการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและเพิ่มบทบัญญัติเรื่อง การประกาศรายชื่อนายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติในเรื่องการให้คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือ  ไม่จ่ายเงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 7 มีนาคม 2560--

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/cabt/2613249

ปฏิบัติยาก โดย นฤตย์ เสกธีระ

ปฏิบัติยาก โดย นฤตย์ เสกธีระ


เคยมีคนเตือนล่วงหน้าแล้วเรื่องการออกระเบียบกฎหมายที่ไม่ได้ผ่านการแสดงความคิดเห็น
เตือนว่าระวังยุ่ง เพราะปฏิบัติไม่ได้

ดังนั้น ผลพวงจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รวมไปถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่ยากต่อการปฏิบัติ
สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหา

ปัญหาแรกคือ ปัญหาความขัดแย้งทางความคิด

ปัญหาต่อมาคือ ปัญหาเมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติ

กรณีรัฐธรรมนูญกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยกำหนดคณะกรรมการคุมยุทธศาสตร์เข้ม
มีบทลงโทษกับรัฐบาลที่จะมาบริหารประเทศต่อไปอีก 20 ปี

ก่อนหน้านี้เคยมีความเห็นแย้ง และขณะนี้กำลังจะมีคนแย้งขึ้นมาอีก

แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญเอง และแย้งว่ายากจะนำไปสู่การปฏิบัติ

เช่นเดียวกับร่างกฎหมายพรรคการเมือง ในกรณีของการกำหนดไพรมารี

เมื่อปรากฏออกมาอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมาย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน

คนร่างรัฐธรรมนูญและคณะยังรู้สึกว่าปฏิบัติไม่ได้

ขนาด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. แม้จะบอกว่าต้องทำให้ได้ แต่ก็ยอมรับว่ายากต่อการปฏิบัติ

กรณีล่าสุดที่รัฐบาลเข้มงวดคือ การออก พ.ร.ก.การจ้างแรงงานต่างด้าว

เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตื่นกลัว

ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวกลัวว่า หากปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดจะไม่มีแรงงาน

เพราะความเข้มงวดเหล่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสทำผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เมื่อข่าวแพร่ไปสู่แรงงานต่างด้าว แรงงานต่างด้าวเองก็ตื่นกลัว

ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนกันแล้ว

ผลกระทบดังกล่าว แม้แต่ กกร.ก็อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องรีบยื่นหนังสือให้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ช่วยเหลือ

และนายพรเพชรก็ส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมาธิการของ สนช. เพื่อดูรายละเอียด

นี่คือตัวอย่างของกฎระเบียบที่ออกโดยไม่ได้หารือ

นี่ไม่ได้โทษรัฐบาลนะ รู้ว่าที่ออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยได้มาตรฐานสากล

แต่กำลังมองกระบวนการออกกฎหมาย ที่บางทีก็ก่อปัญหาให้เกิดขึ้นในภายหลังได้

เพราะแม้ผู้ออกกฎหมายมีเจตนาดี แต่หากกฎหมายนั้นส่งผลกระทบมหาศาล เวลาปฏิบัติย่อมเกิดปัญหาขึ้น

ก่อนหน้านี้ กรณีคำสั่ง ม.44 เรื่องนั่งท้ายรถกระบะคงพอเห็นเป็นตัวอย่าง

ตอนนี้ที่กำลังเป็นประเด็นก็คือเรื่องการจ้างแรงงานต่างด้าว

และต่อไป คาดว่าจะมีกฎระเบียบอีกหลายหลากที่จะมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ระเบียบกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับแต่ละฉบับ ย่อมส่งผลดีและผลกระทบ

ส่งผลดีกับกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มจะได้รับผลกระทบ

ดังนั้น กฎหมายซึ่งส่งผลกระทบ ที่กว่าจะประกาศใช้สุดแสนลำบาก เพราะต้องผ่านความคิดเห็นมากนั้น
ประกาศใช้ได้เมื่อใด การปฏิบัติจะง่าย เพราะคนเข้าใจและรู้เนื้อหามาแล้ว

แต่กฎหมายที่คลอดง่าย แต่คนที่ได้รับผลกระทบไม่รู้เรื่องด้วย

เมื่อประกาศใช้ ย่อมปฏิบัติยาก

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้และชุดหน้าต้องเผชิญคือ การบังคับใช้กฎหมายที่คลอดง่าย แต่ปฏิบัติยาก
……………….

นฤตย์ เสกธีระ maxlui2810@gmail.com

บัญญัติ กฎหมาย บนฐาน แห่งการไม่รู้ แรงงาน ต่างด้าว

บัญญัติ กฎหมาย บนฐาน แห่งการไม่รู้ แรงงาน ต่างด้าว


กรณีพระราชกำหนด “แรงงานต่างด้าว” อันส่งผลให้มีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตาม “มาตรา 44” ชะลอและยืดเวลาการบังคับใช้

สำคัญและมากด้วยความแหลมคม

สำคัญเพราะเท่ากับเป็นรูปธรรมสะท้อนให้เห็นถึงความไม่รอบคอบ ความไม่รัดกุมอย่างเพียงพอในการตรา “กฎหมาย”

อาจเปี่ยมด้วย “เจตนาดี” แต่ไม่สอดคล้องกับ “ความเป็นจริง”

เจตนาดีในที่นี้ คือ ต้องการจัดระเบียบ วางระบบ ในเรื่อง “แรงงานต่างด้าว” เพื่อให้สามารถควบคุมได้ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในเรื่อง “การค้ามนุษย์”

เป้าหมายอาจอยู่ที่ “เทียร์” อันมาจาก “สหรัฐ”

แต่ความเป็นจริงจากสหรัฐก็คือ ไม่มีผลอะไรเลย เรายังคงถูกจัดอยู่ในจุดเดิม “ถูกเฝ้ามอง” ราวกับว่าการประกาศและบังคับใช้ “พระราชกำหนด” สูญเปล่า

เท่ากับ “เจตนา” ไม่เป็นเอกภาพกับ “ผล”

ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีเสียงร้องอย่างอึกทึก ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประมง ก่อสร้าง ร้านอาหารและรีสอร์ต

ยิ่งทำให้เห็นว่า “ผลสะเทือน” กว้างไกล และลึกซึ้ง

ธุรกิจขนาดใหญ่มีต้นทุนสูง มีสายป่านยาว อาจสามารถต้านรับกับ “พระราชกำหนด” ได้ แต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก หนักหนาสาหัส

ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ยิ่งยอบแยบ

ปมเงื่อนก็คือ แรงงานจากพม่า กัมพูชา ลาว เกิดการถอนตัวอย่างฉับพลัน เฉพาะแรงงานพม่าก็คืนกลับประเทศโดยฉับพลันเป็นเรือนหมื่น

การก่อสร้างหยุดชะงัก การประมงเป็นอัมพาต

คำถามพุ่งตรงไปยังกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกาศและบังคับใช้อย่างจู่โจมเช่นนี้มีการตระเตรียมรับมืออย่างไร

คำตอบก็คือ ไม่มีอะไรเลย

กรณีของพระราชกำหนดอันเกี่ยวกับ “แรงงานต่างด้าว” จึงดำเนินไปเหมือนกับกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่องของ “รถกระบะ”

เจตนาดี แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพ

คำว่า “สภาพ” ในที่นี้คือความเป็นจริง ไม่ว่าความเป็นจริงของการใช้รถกระบะของชาวบ้าน ไม่ว่าความเป็นจริงของแรงงานต่างด้าวในธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก

เท่ากับซ้ำเติม “ประชาชน”

เท่ากับแสดงให้เห็นว่า ก่อนการออกเป็นคำสั่ง หัวหน้า คสช.มิได้มีการศึกษาวัฒนธรรมและความสำคัญของรถกระบะของชาวบ้านอย่างเพียงพอ

ถึงกับอาศัยอำนาจ “มาตรา 44” มา “ทุบ”

เท่ากับแสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งกระทรวงแรงงานซึ่งสัมพันธ์กับ “แรงงานต่างด้าว” มาอย่างยาวนาน แทบไม่ได้สรุปบทเรียนอะไรเลย

โดยเฉพาะบทเรียน “ข่าวลือ” ในห้วงหลัง “รัฐประหาร”

โดยเฉพาะความเป็นจริงที่แรงงานพื้นฐานในสังคมประเทศไทยแอบอิงอยู่กับ “แรงงานต่างด้าว” อย่างแนบแน่น

เป็นไปได้อย่างไร

จะโทษ คสช.ก็ไม่ถนัดปาก จะโทษรัฐบาลก็น่าเห็นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “รถกระบะ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “แรงงานต่างด้าว” เพราะเรื่องอย่างนี้ “ทหาร” อาจไม่รู้มาก่อน

ต้องโทษบรรดาพลเรือน ต้องโทษบรรดาข้าราชการ ซึ่งทำงานสัมพันธ์อยู่กับประชาชน เหตุใดจึงไม่บอกความจริงให้กับ คสช.และรัฐบาล

เจตนาดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้อง “รู้” ด้วย

"บิ๊กตู่" เป็น "ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ" ไปที่ไหน ก็ได้ อยู่ยังไง ก็ได้

ชึ้ "บิ๊กตู่" เป็น "ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ" ไปที่ไหน ก็ได้ อยู่ยังไง ก็ได้
พระจาก วัดบูรพา เมือง อุบลราชธานี นำ เทียนแกะสลัก รูป "คุณทองแดง" สุนัขทรงเลี้ยง เพื่อถวาย "ร.9" มาให้นายกฯชม ก่อนประชุม ครม. ในโอกาส เทศกาลเข้าพรรษา 9 กค. นี้
พระครู สถิตย์ บุญวัฒน์ บอกว่า ได้เจอตัวจริง นายกฯบิ๊กตู่ วันนี้ เหมือนในทีวี. มีทั้งดุ เข้ม และ ตลก อารมณ์ดี แล้วแต่ข่าว แล้วแต่ช่อง
"เคยเห็น นายกฯบิ๊กตู่ ปั้นข้าวเหนียว มั้ยล่ะ บิ๊กตู่ ก็เหมือน ข้าวเหนียว นั่นล่ะ แต่เป็นข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ ไปที่ไหน ก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่ใช่ ข้าวเหนียวเปียกน้ำ นั่นไม่ได้ความ แต่ นายกฯ เป็น ข้าวเหนียว ไม่เปียกน้ำ ไปได้ทุกที่ อิสานไปก็ไปได้
อยู่ยังไง ก็อยู่ได้"
แต่จะอยู่ยาว แค่ไหน ให้ รอชม....

"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย ที่ประชุมคสช.เห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61

"บิ๊กเจี๊ยบ"เผย ที่ประชุมคสช.เห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61 ยืดไป 180 วัน ใน มาตรา101,102,119,122 นายกฯสั่งหาคนเรียกรับผลประโยชน์ แรงงานพม่าที่ชายแดน
พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาฯคสช. กล่าวถึง พรก.แรงงานต่างด้าว ว่า กม.ฉบับนี้ ส่งผลดี ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เป็นระบบ. และมีผลต่อความมั่นคง อีกทั้ง ประเทศเราแรงงานยัง เสรี อีกทั้ง ตัวเลขไม่ชัดเจน จึง ต้องมีการควบคุม อีกทั้ง ในเรื่อง ค้ามนุษย์ ทางEU ก็ยังเพ่งเล็งเราอยู่
แต่ยอมรับว่า กม.นี้ ทำให้ สังคมยังกังวล เพราะการแจ้งเตือน ให้ประขาชนปรับตัว ยังทำได้จำกัด ส่วนบทลงโทษ ค่าปรับ ที่ดูว่า สูงนั้น แต่ความจริงแล้ว มีความเชื่อมโยง ใกล้กับ กม.ฉบับอื่น ยืนยันว่า พรก.ฉบับนี้ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเศรษฐกิจ ในประเทศ
ดังนั้น ที่ประชุมคสช. จุงเห็นชอบใช้ ม.44 ยืดใช้พรก.แรงงานต่างด้าว มีผล1 มค.61 ยืดไป 180 วัน ใน มาตรา101-102-119-122 ส่วนรายละเอียด ทางรัฐบาล จะมีการแถลง
ส่วน ผวจ.เมียวดี ของพม่า ส่งหนังสือแจ้งว่ามีจนท.เรียกรับประโยขน์ จากแรงงานต่างด้าวนั้น พลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่าพลเอกประยุทธ์ ได้สั่งการในที่ประชุม คสช. ให้ไปตรวจสอบ และ ตามหาตัว คนที่เรียกรับประโยขน์ ให้ได้

คนนอกคนในก็ชื่อเดียว

คนนอกคนในก็ชื่อเดียว

เด้งเชือก ตีกรรเชียง ล้อคลื่นไปตามจังหวะกระแส

เจอแหย่ถามถี่ๆเข้า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ออกตัวแค่ว่า ตอนนี้ยังไม่มีความคิด แต่อนาคตจะเข้าสู่สนามการเมืองหรือไม่ ยังตอบไม่ได้

มาฟอร์มเดียวกันกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ออกตัวแค่ว่า “สถานการณ์จะเป็นตัวชี้วัดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต”

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” แทงกั๊ก ไม่รีบมัดคอตัวเองให้ลำบากภายหลัง

เพราะตัวอย่างของการตระบัดสัตย์เพื่อชาติมันมีให้เห็นมาแล้วว่า จุดจบเป็นยังไง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ล่าสุดเหมือนจะมีการเฉลยคำตอบกันเป็นนัย เมื่อมีการยึดโยงกับเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ชัด หาก คสช.และทีมงานแม่น้ำ 5 สายจะลงสนามการเมือง ต้องลาออกจากตำแหน่งภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

นั่นหมายถึง “จบข่าว” ไปเลย

ตามเงื่อนไขสถานการณ์เป็นไปไม่ได้ที่ “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” จะไขก๊อกจากเก้าอี้ เพื่อแต่งตัวรอลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นนักการเมืองเต็มตัว

ชัวร์เลยว่า ไม่มีใครบ้องตื้นเล่นแผลงๆแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะลงเลือกตั้งเองหรือขึ้นเสลี่ยงคานหามเป็นนายกฯ

กระแสมาถึงตรงนี้ แปะข้างฝาได้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คือนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขที่ล็อกไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

สังคมไทยคุ้นเคยกับคำตอบสุดท้ายแล้ว

แนวโน้มตามสถานการณ์ก็เหลือแค่การขยับ “ชิงพื้นที่อำนาจ” ทีมงานของ “นายกฯลุงตู่” ต้องเดินหน้ายกระดับเพิ่มความชอบธรรมในการต่อตั๋วคุมเกมอำนาจต่อ

โดยเฉพาะการตุนคะแนนนิยมรัฐบาล คสช.

ตามท้องเรื่องอย่างที่กัปตันทีมอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ วางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ สอดแทรกการ “มัดจำ” แต้มทางการเมือง

อัดฉีดสารพัดมาตรการช่วยเหลือคนจนฐานรากของประเทศ ผ่านโครงการยี่ห้อ “ประชารัฐ”

ล่าสุดก็เป็นอีกช็อตสำคัญ ตามการประกาศของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ จ่อเสนอที่ประชุม ครม.สัปดาห์นี้ เพื่ออนุมัติงบประมาณกลาง วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท

ตามแผนกระจายเงินให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยลงสู่ชุมชนทั่วประเทศ ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ในรูปของค่าแรงในการจ้างงานผ่าน เกษตรกรยากจนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ ประมาณรายละ 2,500 บาท หรือตามการทำงานจริงตามค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท

ยุทธศาสตร์ 2 เด้ง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากพร้อมกับบรรเทาปัญหาปากท้องชาวบ้าน

“นายกฯลุงตู่” กับ “สมคิด” ลุย “ประชารัฐ” ให้ลืม “ประชานิยม”

แต่ปมมันอยู่ตรง “จุดบอด” รัฐบาล คสช.อ่อนด้อยในการสื่อสารกับสังคม

ตัวอย่างสดๆร้อนๆกับ “หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร” ทั้งที่เป็นเงินลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมด แต่บังเอิญเป็นโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องสรรหาเอกชนโดยการประมูลตรงนี้รัฐบาล

คสช.จึงต้องพิจารณาเห็นชอบให้งดเว้นไม่ต้องประมูล

และงบประมาณจริงๆแค่ 4–5 พันล้าน แต่บวกไปบวกมาโฆษกรัฐบาลแถลงตัวเลขกลมๆ 7 พันกว่าล้านบาท กระแสเลยกลายเป็นรัฐบาลทุ่มงบ 7 พันล้านสร้างหอชมเมืองโดยไม่ต้องประมูล

เข้าเหลี่ยมตีปี๊บประจาน รัฐบาลโดนถล่ม “งุบงิบงาบ” ตามฟอร์ม

จากหอชมเมืองต่อเนื่องมาถึง “พ.ร.ก.ต่างด้าว” ที่กระตุกต่อมผวา แรงงานพม่า กัมพูชา ลาว อพยพกลับประเทศกันจ้าละหวั่น วันละหลายหมื่นคน

ส่งผลให้ภาคธุรกิจสะดุดหัวทิ่มกันเป็นแถว เพราะขาดแรงงาน

บางแห่งต้องเลิกกิจการทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.ออกไป โดยเฉพาะ 3 มาตราสำคัญที่เกี่ยวกับการเอาผิดนายจ้าง ลูกจ้าง ออกไปอีก 120 วัน

เรื่องของเรื่อง มันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องแสดงความจริงจัง เพื่อเคลียร์ปมค้ามนุษย์ รวมถึงป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เพียงแต่ขาดการสื่อสาร สไตล์รวบรัดแบบทหาร ทำให้เกิดความเสียหาย

“แต้มบวก” เลยกลายเป็น “แต้มลบ” ซะงั้น.
ทีมข่าวการเมือง

ไทยกำลังกลับไปเป็น “คนไข้หมายเลขศูนย์” “Patient Zero” อีกครั้ง?

Pipob Udomittipong
21 ชม.
William Pesek คอลัมนิสต์ดังของ Bloomberg เชี่ยวชาญเศรษฐกิจเอเชียบอก เป็นเรื่องประหลาดที่ครบรอบ 20 ปี #ต้มยำกุ้ง ไทยกำลังกลับไปเป็น “คนไข้หมายเลขศูนย์” “Patient Zero” อีกครั้งหนึ่ง (อย่างไม่เต็มใจ) ด้วยผลงานสุดบู่ของทหาร ซึ่งบริหารยังไง เศรษฐกิจของเราจึงเติบโต ”ต่ำเตี้ย” กว่าชาวบ้านเขา ฟิลิปปินส์โต 6% อินโดฯ โต 5% แต่ไทยอย่างเก่งแค่ 3.3% ทำไม?
พีเส็กบอกว่าเป็นเพราะสิ่งที่รัฐบาลทหารทำคือการพยายาม “ลอก” การบ้านมาจากรัฐบาลทักษิณ ในแง่การทำตัวเป็น “รัฐบาลประชานิยม” “ลดแลกแจกแถม” แต่ที่ทำไม่เป็นและไม่ได้ทำคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและ innovation ได้รวดเร็วพอ หากินวนเวียนอยู่กับของเก่า ๆ (การท่องเที่ยวไง เป็นสิ่งเดียวที่รัฐบาลคุยได้ และคุยมาตลอด จัดงาน ออกบูธ ดมรองเท้าอยู่นั่นแหละ อันนี้ผมว่าเองนะ)
“ประชานิยม” ของรัฐบาลนี้มีแต่จะก่อหนี้สาธารณะให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) เลย สิ่งที่จะดึงดูดให้ Toyota หรือ Samsung มาสร้างโรงงานในเมืองไทยคือการแจกเงินหรือ? เปล่า แต่เป็นการพัฒนาถนนหนทาง ท่าเรือ สะพาน สายส่งไฟฟ้า ฯลฯ มากกว่า ที่สำคัญอีกอย่างคือการทำให้เมืองไทยคอร์รัปชันน้อยลง เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจายลงไปสู่คนข้างล่างมากขึ้น อันนี้รัฐบาลทหารก็ทำไม่สำเร็จ ในความเห็นของนายพีเส็ก
น่าเศร้า ครบรอบ 20 ปี ไทยก็กำลังกลับมาเป็น “Sick Man of Asia” อีกครั้งหนึ่ง
ท่อนนี้เศร้ามาก แต่จริง “But if you’d told Thais in 1997 that 20 years on men with guns would be running the place, few would’ve thought it remotely possible.”

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้นำหวยล็อก ชิงพื้นที่อำนาจ

ผู้นำหวยล็อก ชิงพื้นที่อำนาจ

“ประยุทธ์” ปรับท่าทีสะท้อน “จูน” ห้องเครื่องลงตัว 

ปฏิทินย่างเข้าครึ่งปีหลัง สู่ห้วงไตรมาสสาม

ตามเงื่อนเวลาของเทอมรัฐบาล คสช.ที่หดสั้นลงเรื่อยๆ

ขณะที่สถานการณ์ความคืบหน้ากระบวนการโรดแม็ป มาหยุดอยู่กับการพิจารณากฎหมายลูกสำคัญ 2 ฉบับ นั่นคือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

กลายเป็นเรื่อง “เหยียบตาปลา” กันเองของทีมแม่น้ำ 5 สาย

ทั้งปม “ไพรมารีโหวต” ที่ “หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา” สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขเพิ่มเติม ดัดแปลงร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จนทีมงานของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังรับไม่ได้

ยืนกรานเลยว่า มีปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอน

หรือประเด็น “เซ็ตซีโร่” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ยาแรงขนานหนักจนทีม 5 เสือ กกต.กระอัก และก็ไม่ยอมหลบทางถอยง่ายๆ

ต่างฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชากลากถู ยึด “หลักความถูกต้อง” ของฝั่งตัวเอง

ย้อนศร ย้อนคอหอย ล่อกันฝุ่นตลบ

ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายของนักการเมืองที่อ่านไต๋ ชิงดักทาง คสช. จะอาศัยกระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมฯฟันธงกฎหมายลูกที่เป็นปัญหา

หนีไม่พ้นต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ มองยังไงก็ไม่ทันโรดแม็ป

ถือเป็นการ “หน่วงเวลา” เลือกตั้งกันแบบนิ่มๆเนียนๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยเงื่อนไขเวลาที่กระชั้นเข้ามาถึงกำหนดเส้นตาย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่วนหนึ่งได้ร่อนใบลาออกตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

เพื่อเปลี่ยนชุดจาก “นักลากตั้ง” แต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้ง

ตามจังหวะเร้า ปี่กลองเชิดฉิ่งโหมโรง ในอารมณ์ของพวกกระสันเลือกตั้ง อยากลงสนามเต็มแก่
แต่ในอาการของฝ่ายคุมเกมอย่าง คสช.ที่ถืออำนาจอยู่ในมือ ยังไม่ผลีผลาม ท่องบทเดิม ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการโรดแม็ปที่ประกาศไว้

ณ วันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

และก็เป็นอะไรที่มาได้ตรงจังหวะสถานการณ์พอดีกับผลสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เปิดตัวเลขการแสดงความเห็นของประชาชนล่าสุด

ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนรัฐบาล คสช.

โดยเป็นประเด็นต่อเนื่องมาจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อ-ไทยจับมือกันตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งรอบหน้า

แต่ก็ไม่เชื่อว่า จะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เป็นไปได้จริงๆ

ก่อนอื่นเลยด้วยความเป็นเหตุเป็นผลของโพลที่ออกมาถือว่า มีน้ำหนัก

ไม่ได้เป็นแค่ “โพลเชลียร์”

และด้วยเหตุและผลดังกล่าว นั่นก็พอจะอนุมานได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมยอมรับรูปแบบการเมืองที่อาจจะผิดเพี้ยนจากรูปแบบปกติทั่วไป

ขอแค่ให้ลงล็อกลงตัว เหมาะกับสถานการณ์เมืองไทย ณ ห้วงเวลานี้

แน่นอนด้วยตัวเลขโพลนิด้าที่ออกมา มันถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ส่งผลดีกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.

เพราะนั่นเท่าการยอมรับในบทบาทของรัฐบาลทหาร

ยืนยันกระบวนการบริหารด้วยอำนาจพิเศษ ที่ผ่านมาได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ไม่ขัดข้องถ้าจะกลับมาเป็นรัฐบาล เบิ้ลรอบสอง

และจุดที่น่าสังเกตก็คือ ท่วงทำนองที่เปลี่ยนไปของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อถูกถามถึงเรื่องโพลประชาชนเชียร์ให้ตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน คสช.

เจ้าตัวตอบแบบหล่อๆแค่ “สถานการณ์จะเป็นตัวชี้วัดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต”

จับอาการเริ่ม “แทงกั๊ก” จากแรกๆที่จะปฏิเสธเสียงแข็ง ควันออกหูทันทีที่ถูกถามเรื่องการสืบทอดอำนาจ ยืนยันแค่เข้ามากู้วิกฤติของบ้านเมืองเท่านั้น

ไม่เคยมีความคิดเล่นการเมืองแต่อย่างใด

โดยลีลาที่แปลกไปของผู้นำ คสช. สะท้อนแนวโน้ม “เงื่อนไขเปลี่ยนไปแล้ว”

ถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พูดมัดคอตัวเอง เลี่ยงเดินตามรอย “ตระบัดสัตย์เพื่อชาติ” เหมือนนายทหารรุ่นพี่อย่าง “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา ครา-ประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาล รสช.

เหมือนเปิดช่อง “เคลียร์ทาง” รอไว้

ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่นำทีมงานรัฐบาลเดินสายพบปะพูดคุย สร้างความเข้าใจที่ดีกับผู้บริหารสื่อหลายสำนัก

ปรับฟอร์มจากคนที่ไม่ชอบสุงสิง ไม่เคยเข้าหาสื่อเลย

โดยรูปการณ์มันต้องมีเป้าหมายกับการยอมเปลี่ยนท่าทีแบบ 180 องศา

“นายกฯลุงตู่” เริ่มเดินล้อตามจังหวะสถานการณ์

ยิ่งเป็นอะไรที่ประเมินตามเงื่อนไขในเชิงยุทธศาสตร์ ไล่กันตั้งแต่ภารกิจตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การเดินหน้าวาระแห่งชาติ “ไทยแลนด์ 4.0” ในการขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติ

การอัดฉีดสารพัดโครงการ มาตรการช่วยเหลือประชาชนภายใต้ยี่ห้อ “ประชารัฐ”

ตามรูปการณ์แบบที่นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการ อดีตคนเดือนตุลาฯ วิเคราะห์สิ่งที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการว่า เป็นมาสเตอร์แพลนในการชิงมวลชน

เป็นกลไกสถาปนาอำนาจของชนชั้นนำ

ประกอบกับความพยายามปรับโหมดการทำงานแบบเข้าถึงชาวบ้าน รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์มีแนวคิดฟื้นกิจกรรมการเดินสายจัดประชุม “ครม.สัญจร” ไปตามต่างจังหวัด

ก็ยิ่งชัดเจน เป็นยุทธศาสตร์การตีฐานเสียงของนักการเมือง

ตามท้องเรื่องที่มีการมองไปถึงความเป็นไปได้ในการวางหมากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งเอง เพื่อความสง่างามและความชอบธรรม

กับสถานะของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง

ทั้งหมดทั้งปวง ว่ากันตามปรากฏการณ์ โพลสะท้อนประชาชนส่วนใหญ่หนุนให้มีพรรคการเมืองสนับสนุนการทำงานของ คสช. ล้อกับบทวิเคราะห์เรื่องการชิงพื้นที่ของชนชั้นนำกับนักการเมือง

สอดคล้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ก็เริ่มปรับท่าที ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธการลงสนามการเมือง และการปรับโหมดเข้าหาชาวบ้านของรัฐบาล มีการมองไปถึงการปูทางลงสนามเลือกตั้ง

ประกอบกับเงื่อนไขความจำเป็นในการนำพาประเทศไทยก้าวพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูป

ทุกอย่าง “จูนเครื่อง” กันลงล็อกลงตัว

ถึงตรงนี้ก็ไม่แปลกถ้าจะฟันธง “นายกฯลุงตู่” คือ “ผู้นำหวยล็อก”

ชิงพื้นที่อำนาจของชนชั้นนำคืนจากนักการเมือง

เป็นการเดินแต้มของทหาร ไม่ให้ปฏิวัติ “เสียของ” ซ้ำซาก

แต่กระนั้นก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประคองศรัทธาของประชาชนให้ได้ตลอดด้วย

โดยเฉพาะปมอันตรายของรัฐบาล คสช.ที่ต้องปิด “จุดตาย” เรื่องของ เพื่อนพ้อง น้องพี่ ไม่ให้ไปแสวงหาผลประโยชน์จนโดนจับได้

ไล่ทัน ประชาชนโห่ไล่ก็พังเหมือนกัน

ถึงแม้จะหลีกไม่ได้กับไฟต์บังคับ ต้องสงวน “จุดอ่อน” เพื่อรักษา “จุดแข็ง”

“น้องเล็ก” ขาด “พี่ใหญ่” ไม่ได้ เพราะรัฐบาลยวบแน่

แต่เมื่อเปลี่ยนตัวบุคคลไม่ได้ ก็คงต้องมีการขอร้องให้เปลี่ยนท่าที ปรับพฤติกรรมกันบ้าง

เพราะโอกาสบังเอิญเข้าล็อกแบบนี้ มันไม่ได้มาง่ายๆ.
“ทีมการเมือง”

เริ่มเห็นเค้าสูตรพิเศษ

เริ่มเห็นเค้าสูตรพิเศษ

จากชุดคำถามที่ยิงต่อเนื่อง หลังจากที่มี สปท.เปิดไต๋ชัดๆพร้อมคิวทิ้งเก้าอี้ก่อนเวลาเพื่อเตรียมแต่งตัวลงสนามการเมือง ก่อนครบเดดไลน์ 90 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มีคิวปล่อยของแถม

อ่านไต๋ผู้มีอำนาจเตรียมตั้ง “พรรคทหาร”

จนถึงสำนักโพลช่วยแตกประเด็น สรุปผลสำรวจความเห็นประชาชน ไม่ขัดข้องหากจะมีการตั้งพรรคการเมืองหนุน คสช. ชี้ทำนอง “ทางโล่ง” ค่าย “เขียวลายพราง” ในคิว “ต่อท่ออำนาจ”

เลยคิดแทนผู้นำ อ่านทางบิ๊ก คสช.กันเจี๊ยวจ๊าวเลย

และที่เป็นตัวกระตุ้น คงเพราะจับโฟกัสไปที่ตัวละครเอก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. รอบนี้ถึงไม่ตอบรับ แต่ไม่เสียงแข็งบอกปัดเช่นเคย

“สถานการณ์จะเป็นตัวชี้ชัดต่อไปเอง”

ล่าสุด ถูกบี้ให้พูดให้ชัดปมนี้ “บิ๊กตู่” กลับมาปฏิเสธ “ไม่ใช่เวลาจะตอบ”

ไม่มัดคอให้โดนเสียงสวด “เสียสัตย์” ในวันข้างหน้า

แต่เพียงแค่กั๊กๆเท่านี้ บรรดา “นักอ่านทาง” อำนาจ รอปั่นกระแสก็คึกคักในฉับพลัน ทั้งที่ประเภทมีโบรกเกอร์ “นายหน้าผู้มีอำนาจ” มาทาบทามจริง ทั้งที่ใช้วิชาปั่นค่าตัว เร่ง “โชว์ของ” กันยกใหญ่
เตรียมเสลี่ยงรอหาม “บิ๊กตู่” กันพร้อมเพรียง

ทั้งนายสมพงษ์ สระกวี ที่ทิ้งเก้าอี้ สปท.ประกาศจะรวมกับ “เพื่อน ตท.12” ของนายกฯ ไปผนึกกับพรรคเล็กๆ เป็นพรรคกลางๆพอดีคำ โดยยกชื่อ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ มาเอี่ยว
เข้าเค้ากระแสข่าวอดีตบิ๊ก คมช.กำลังซุ่มเตรียม “งานใหญ่” อยู่เหมือนกัน

ยังไม่รวมค่ายที่เปิดตัวรอแล้วเพียบ อาทิ พรรคประชาชนปฏิรูป ที่รออุ้ม “บิ๊กตู่”เต็มแรง พรรคพลังท้องถิ่นไท มีข่าวเป็นหนึ่งในค่ายการเมืองใหม่ ที่มี “ชัชวาลย์ คงอุดม” อดีต ส.ว.กทม. เป็นสปอนเซอร์
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งย่านเตาปูนรายนี้ก็แน่นปึ้กกับ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ ที่อีกทางก็มีข่าวเชื่อมต่อคอนเน็กชั่นเครือข่ายเก่าในพรรคเพื่อไทย ที่เคยร่วมงานกันมาสมัยยุครัฐบาลทักษิณ

นอกจากนี้ บรรดา “ดีลเมกเกอร์” สายต่างๆก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว ทั้งข่าวดีลป้อมค่ายในสายเอสเอ็มอี การรวมตัวจัดตั้งสโมสรอดีต ส.ส. การเคลื่อนไหวของข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่นพื้นที่เมืองหลวงผิดปกติ

พร้อมๆกับบิ๊กเนมการเมืองอย่าง “เดอะจ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. หรือ “บิ๊กแดง”
พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กระทั่ง “บิ๊กวิน” พล.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.
มืองานคอนเน็กชั่นกว้างขวาง เริ่มถูกเอ่ยถึงถี่ในช่วงนี้

อีกทางหนึ่ง หันมาที่ 2 พรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย ถึงแม้ไม่ถูกเอ่ยอ้างถึง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปิ๋วจากแผนอำนาจ

เพราะเอาเข้าจริง มองข้ามช็อต ถึงแม้กฎกติการัฐธรรมนูญใหม่จะเอื้อให้พรรคขนาดกลางขนาดย่อม แต่ก็น่าจะ“พองตัว” ได้ระดับหนึ่ง ขณะที่พรรคใหม่ก็ยังไม่ชัดว่าจัดตั้งเต็มสูบ ถึงขั้นปั้นเป็นพรรคหลัก

บวกแต้มแล้วกรุ๊ปนี้ จาก 500 ที่นั่ง ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ได้บวก-ลบ แต้ม 100 คงไม่มากน้อยเท่าไหร่

ยังไงก็ต้องพึ่งพาเสียงพรรคใหญ่ประเภท 100 แต้มขึ้นเป็นหลัก

หากจะตามรอยสูตรสำเร็จ “รัฐบาลผสม” ฉบับ “ป๋าโมเดล”

เพียงแต่จะเป็นค่ายไหน ปชป.-เพื่อไทย คอการเมืองก็คงมองออก

นั่นก็ไม่แปลกที่คนค่าย ปชป.จะออกลูกเฮี้ยวใส่อำนาจพิเศษบ่อยๆ เหมือนมั่นใจยังไงก็อยู่ในข่าย “ถูกเลือก” ตามสูตรบังคับ

ยังไงก็มีแต้มต่อ รอตั๋วขึ้นขบวนรถไฟสายอำนาจรอบต่อไป

โดยอาจลืมฉุกคิดไปเหมือนกันว่า สายลมของการเปลี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่มีอะไรแน่นอน

บางครั้งผกผัน พัดมาวูบเดียว พลิกทิศเปลี่ยนทางกันเลย.

ทีมข่าวการเมือง

"พลโทอภิรัชต์" อดีต ผบ.พล.1รอ. เฉพาะกิจ เพื่อรัฐประหาร ...

"พลโทอภิรัชต์" อดีต ผบ.พล.1รอ. เฉพาะกิจ เพื่อรัฐประหาร ...
จาก ขุมปฏิวัติ กองพลที่1 รักษาพระองค์...บนเส้นทางเหล็ก สู่ เก้าอี้ แม่ทัพภาค1 ห้าเสือทบ. และผบ.ทบ.
บิ๊กแดง พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค1 ในวันนี้ และอดีต ผบ.พล.1รอ. ที่นั่งแค่6 เดือน เพื่อมาคุมกำลัง ตอนรัฐประหาร 22พค.2557...ก็อยู่ในเส้นทางเหล็ก.... ที่โยกย้ายนี้ จ่อขึ้น พลเอก 5 เสือทบ. เป็น "ผช.ผบ.ทบ." เพื่อ รอเป็น ผบ.ทบ.
ในสาย วงศ์เทวัญ และ สาย "จันทร์โอชา" น้องรัก นายกฯ บิ๊กตู่
เก้าอี้ ผบ.พล.1รอ. ถือเป็นเส้นทางเหล็ก ก่อนขึ้น แม่ทัพภาค1 ห้าเสือทบ.และเป็น ผบ.ทบ. ในอนาคต... ส่วนใหญ่ นายทหารที่เป็น ผบ.พล.1รอ. มักจะได้เป็น แม่ทัพภาค1 และ ผบ.ทบ.
ในยุคหลังๆ นี้ เช่น บิ๊กซัน พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก บิ๊กตุ๋ย พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี พลเอกวิมล วงศ์วานิช บิ๊กเกาะ พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์. บิ๊กป๊อก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา
ก่อนมาเป็นคิวของ ผบ.พล.ร.2รอ. บูรพาพยัคฆ์ ขึ้นแม่ทัพภาค1 และ ผบ.ทบ. ตั้งแต่ พลเอกอนุพงษ์ มา บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

"คสช." สวนกระแส ยันหนุน ใช้ "พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว"

"คสช." สวนกระแส ยันหนุน ใช้ "พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว"ชี้ช่วยสร้างมาตรฐานการดูแลแรงงานให้เป็นระบบ /"บิ๊กเจี๊ยบ" สั่งทหารเร่งชี้แจงปชช.ให้เข้าใจ และอย่าให้มีการสร้างความเข้าใจผิด หรือ หาผลประโยชน์
​​
พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ บก.ทบ.
พันเอกหญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคสช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุม พลเอก เฉลิมชัย กล่าวถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งสังคมให้ความสนใจว่า กฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องปรับปรุงเพื่อบริหารจัดการและจัดระบบแรงงานต่างด้าวให้เป็นมาตรฐานสอดคล้องกับกฎกติการะหว่างประเทศ
จึงขอให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ได้ไปศึกษาในรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว
สำหรับใช้เป็นแนวทางในการประสานการปฏิบัติงานร่วมกับส่วนราชการต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ชายแดน
นอกจากนี้ ให้ช่วยชี้แจงประชาชนได้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ดังกล่าว ที่จะช่วยให้การควบคุมและดูแลแรงงานต่างด้าวเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดผลดีทั้งด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว
ในขณะเดียวกันขอให้ช่วยกันกำกับดูแล อย่าให้มีการสร้างความเข้าใจผิดหรือการหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้

"ผมมันตัวเปิดศึกจริงๆ"



"ผมมันตัวเปิดศึกจริงๆ"
"นายกฯ บิ๊กตู่" เพิ่งรู้....ตัดพ้อตัวเอง พูดอะไรออกมา ก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง ขนาดเขียนกลอน ก็ทำกวี ทะเลาะกัน เปรย จะหยุดพูด1 เดือน
พลเอกประยุทธ์ ยกกลอน สอนเยาวชน เพราะเห็นว่า เยาวชนรุ่นหลัง หน้าตาหล่อสวย
"แต่บางคน พยายามจะสวย ก็ไปถูกเขาหลอก ทำเสริมสวย พอถึงเวลาก็มาฟ้องสาธารณสุข เพราะไปผ่าตัดเสริมสวยร้านที่ไม่ถูกกฎหมาย และราคาถูก มันไม่ได้
"คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน 
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน 
คนจะรวย รวยสุนทานใช่บ้านโต"

"เดี่ยวหาว่าผมพูดเป็นกลอนอีก วันนี้ผมแต่งกลอนไปหน่อยเดียว ทะเลาะกันอีกแล้ว ในองค์กรกวีแห่งชาติ ทะเลาะกันสองฝ่ายผมไม่เข้าใจ
เอ!!!...ผมมันตัวเปิดศึกจริงๆ ผมคิดอะไรเร็ว คิดอะไรออก ผมก็นั่งเขียนออกมาได้ กลายเป็นสองฝ่าย. ศิลปินแห่งชาติทะเลาะกัน ผมก็กลุ้มใจจริงๆ ผมว่าคงต้องหยุดพูดสักเดือนหนึ่ง" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ศาลฎีกานัดพิพากษา "สมชาย –บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท คดีสลายม็อบ พธม. เช้า 2 ส.ค.นี้

ศาลฎีกานักการเมือง นัดพิพากษาคดี ป.ป.ช.ฟ้อง "อดีตนายกฯ สมชาย –บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท อดีต 

ผบ.ตร.-พล.ต.ท.สุชาติ อดีต ผบช.น." คดีสลายม็อบ พธม. เช้า 2 ส.ค.นี้

            30 มิ.ย. 60 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ 
นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เจ้าของสำนวนคดีสลายการชุมนุมของกลุ่ม
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และผู้พิพากษาองค์คณะรวม 9 คน ได้นัดไต่สวน
พยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีหมายเลขดำ อม.2/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ
ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี , 
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. 
และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4  ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนัก
งานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย
แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบ
ปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 295 และ 
302 จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 รัฐบาลนายสมชายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอคืนพื้นที่การชุม
นุมจากกลุ่ม พธม.ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา ซึ่งภายหลังมีการสลายการชุมนุมโดยมิชอบ ไม่
เป็นไปตามหลักสากล กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 471 ราย
            โดยวันนี้ นายสมชาย อดีตนายกฯ จำเลยที่ 1 , พล.ต.อ.พัชรวาท อดีต ผบ.ตร. จำ
เลยที่ 2  และพล.ต.ท.สุชาติ อดีตผบช.น. จำเลยที่ 3 เดินทางมาฟังการพิจารณา ขาดเพียง 
พล.ต.อ.ชวลิต จำเลยที่ 2 ที่มีอาการป่วยไม่ได้เดินทางมาศาล ซึ่งศาลอนุญาตให้ไต่สวนลับ
หลังจำเลยได้  
            ขณะที่ทนายความ ได้นำพยานจำเลยขึ้นเบิกความรวม 5 ปาก โดยพยาน 3 ปาก คือ 
พล.ต.ต.โกสินธ์ บุญสร้าง รอง ผบช.ตชด. (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) , พ.ต.อ.นพศิลป์ 
พูลสวัสดิ์ หัวหน้าชุดหาข่าวกลุ่มผู้ชุมนุม (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) และ พ.ต.อ.สมชาย 
เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ ได้เบิก
ความถึงสถานการณ์เมื่อวันที่ 6-7 ต.ค.51 สรุปว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเดินทางจากรัฐสภากลับ
ไปทำเนียบรัฐบาล โดยแกนนำได้เจรจาขอเดินผ่านหน้า บช.น. แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำ
ให้ไปอีกทาง เพราะกลัวกระทบกระทั่งกันทั้ง 2 ฝ่ายและเข้ามายึด บช.น. แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมและ
พยายามผลักดัน รื้อลวดหนามผ่านเข้าไป โดยตำรวจไม่ได้ทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุม
ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย บางรายมีย่าม แต่ไม่ได้สังเกตว่า มีอาวุธหรือไม่ เนื่องจากช่วงเวลานั้นไม่มี
แสงสว่างเพียงพอ ซึ่งหลังเหตุการณ์สิ้นสุดลงได้ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา โดยไม่ปรากฏว่า 
มีเจ้าหน้าที่พบวัตถุระเบิดหรือเจ้าเหน้าที่บาดเจ็บจากการถูกวัตถุระเบิด แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ
บาดเจ็บจากกการถูกยิงด้วยอาวุธปืน  
            ส่วนพยานอีก 2 ปาก คือ พล.ต.ต.ภูวดล วุฑฒกนก ผบก.กองพลาธิการและสรรพาวุธ 
และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ชาติเชื้อ สารวัตรงานคลังอาวุธและวัตถุระเบิด (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) เบิกความถึงการใช้แก๊สน้ำตาสรุปว่า วันดังกล่าวไม่มีการสลายการชุมนุม แต่เป็นการป้องกันที่ตั้งสถานที่ราชการ 
โดยยอมรับว่า มีการใช้แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากจีนเมื่อปี 2538 แต่ไม่มีผลรุนแรง เนื่องจากเป็นแก๊ส
น้ำตาที่หมดอายุ และแก๊สน้ำตาที่ผลิตจากจีนมีปริมาณดินระเบิด 7 กรัม เพื่อจุดระเบิด แต่ไม่
สามารถทำให้ถึงตายได้ ส่วนกรณีที่ยิงไปถูกจุดสำคัญของตัวบุคคลแล้วระเบิดก็อาจเกิดการฉีก
ขาดได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมากเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น
            ภายหลังไต่สวนพยานเสร็จสิ้น นายสมชาย อดีตนายกฯ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลง
ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรความยาว 20 หน้าพร้อมกับแถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาล ระบุว่า 
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหน้าที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วันหลังได้รับการโปรดเกล้า 
โดยประธานรัฐสภาได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายในวันที่ 7 ต.ค.51 แต่ช่วงค่ำวันที่ 
6 ต.ค.51 ผู้ชุมนุมได้เริ่มเคลื่อนตัวมาปิดล้อมรัฐสภา มีจุดประสงค์ไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบาย 
ตนเห็นว่า เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ หากถูกขัดขวางคณะรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้า
ที่ได้ ซึ่งศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่า การชุมนุมดังกล่าว ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ 
ที่โจทก์กล่าวหาว่า ตนกระทำผิดมาตรา 157 โดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งตนไม่ได้กระทำการอันใดที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายกับผู้ชุมนุม และ
จากการไต่สวนก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์มีพยานใดชี้ว่า ตนกระทำการโดยมีเจตนาให้เกิดความบาด
เจ็บเสียหายกับผู้ชุมนุม
            นายสมชาย เเถลงต่อว่า ในวันที่ 6 ต.ค.51 ตนคาดหมายแล้วว่า หากมีการเเถลงนโยบาย
อาจการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมจะเกิดความไม่สงบได้ จึงคิดว่า จะต้องมีการเปลี่ยนสถานที่หรือเลื่อน
การแถลงนโยบายออกไป  จึงให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานไปยังประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้
มีอำนาจสั่งการ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถทำได้ทั้งสองอย่าง เพราะล่วงเลยเวลาดำเนินการ
เเละขัดข้อบังคับของสภา ตนจึงเชิญ ครม. และพล.อ.ชวลิต ในฐานะนายกรัฐมนตรี มาประชุม
ปรึกษาหาทางออก  ขณะที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ซึ่ง
เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลสถานการณ์เพื่อรายงานครม.  โดยตนก็ไม่ได้สั่งการใดๆ เพิ่มเติม
 เนื่องจากเห็นว่า เป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจ เเละขณะนั้นไม่มีใครเสนอเรื่องการสลายการชุมนุม เเละไม่มีการสลายการชุมนุมเเต่อย่างใด โดยเมื่อ ครม. ทราบมีคำสั่งของประธานสภา จึงต้องมีการเตรียมความ
พร้อมในการเเถลงนโยบาย หากไม่สามารถเข้าไปในรัฐสภาได้ก็จะให้ฟังคำสั่งประธานสภาอีกครั้ง 
 และ ครม. มีมติให้พล.อ.ชวลิต จำเลยที่ 2 ประสานงานร่วมเพื่อให้คำปรึกษาแก้ปัญหาให้เกิด
ความเรียบร้อย โดยเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นผลการประชุมร่วมเเละเป็นมติ ครม.ไม่ใช่คำสั่งของตน  
ในวันรุ่งขึ้นมีการประชุมตามนัดหมาย หลังตนแถลงนโยบายเสร็จมีการติดต่อให้ตนรีบออกจาก
รัฐสภา เพราะเกรงว่า จะไม่ปลอดภัย ตำรวจได้เจรจาผู้ชุมนุมขอให้เปิดทาง และแจ้งกับตนว่า 
หากไม่เปิดทางมีความจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งตนก็ได้ห้ามไว้ เพราะกลัวเกิดความโกลาหล
วุ่นวาย เเละเหตุการณ์บานปลาย พร้อมทั้งขอให้แก้ปัญหาด้วยความละมุนละม่อม ซึ่งทาง ผบ.ชน. 
ก็ได้เเจ้งว่า มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตามขั้นตอนอยู่เเล้ว เเต่ถ้าไม่ใช้เเก๊สน้ำตาก็จะต้องใช้วิธีปีน
กำเเพงที่มีความสูงพอสมควรออกไป ซึ่งหลังการเจรจาไม่เป็นผล ตนก็ตัดสินใจที่จะต้องปีน
กำแพงออกไปฝั่งพระที่นั่งวิมานเมฆ ทั้งที่ตนมีสิทธิเสรีภาพของตนเช่นคนอื่น
            นายสมชาย กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวก็เเสดงให้เห็นว่า ตนมิได้มีเจตนาให้เกิด
ความเสียหาย ซึ่งหลังจากตนออกจากรัฐสภาแล้ว  คิดว่า ทุกอย่างจะคงจบ เพราะตนแถลงนโย
บายเสร็จ และออกจากรัฐสภาเดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยในช่วงที่เกิดเหตุตน
ไม่ได้อยู่ในสถานที่ดังกล่าว และไม่ได้รับรายงานเหตุรุนแรง เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงเฉพาะหน้า
ของตำรวจ ไม่ใช่หน้าที่นายกฯ และที่ตำรวจไม่รายงานเข้ามาก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งคำพิพากษาศาล
ฎีกาเคยระบุว่า ผู้กระทำผิดตามมาตรา 157 ต้องเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ตน
ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะเป็นอำนาจของตำรวจ ส่วนที่กล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้มี
ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ ผู้เสียชีวิตคนแรกขับรถบรร
ทุกระเบิดเข้ามาด้วยตัวเองและเกิดระเบิดขึ้น ส่วน น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ 
 เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งตำรวจบอกว่า มีสารซีโฟร์ไม่ใช่แก๊สน้ำตา จึงไม่มีความเกี่ยว
ข้องกับตน
            นายสมชาย กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาตนได้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับราชการ
มาหลายปี เป็นทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ  ไม่เคยมุ่งร้ายให้ใครเดือดร้อน  
มีแต่ทำงานด้วยความประนีประนอม มีหน้าที่ดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้
เลือกปฏิบัติ จึงขอได้โปรดพิจารณาให้ความเป็นธรรมด้วย
            ภายหลังนายสมชาย อดีตนายกฯ แถลงปิดคดีเสร็จสิ้น ศาลได้กำหนดให้ พล.อ.ชวลิต 
รองนายกฯ , พล.ต.อ.พัชรวาท อดีต ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สุชาติ อดีต ผบช.น.จำเลยที่ 2-4 ยื่น
คำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ ‪20 ก.ค.นี้ หากไม่ยื่นตามกำหนดถือว่าไม่ติดใจ
            โดยศาลกำหนดฟังคำพิพากษา‪ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ‪เวลา 09.30 น. ซึ่งศาลกำชับให้ 
พล.อ.ชวลิต จำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาตามนัด ทั้งนี้ศาลยังชี้แจงด้วย การนัดฟังคำตัดสินเกิน 
7 วัน เนื่องจากมีพยานและเอกสารจำนวนมากที่ต้องพิจารณา

            ต่อมานายสมชาย อดีตนายกฯ จำเลยที่ 1 ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คดีก็เป็นการต่อ
สู้ตามขั้นตอนปกติ เพราะเชื่อมั่นว่า ตนไม่ผิด ส่วนการสืบพยานดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เพราะ
ทีมกฎหมายทำงานเต็มที่ ท้ายสุดการวินิจฉัยเป็นอำนาจของศาล อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กระบวน
การดำเนินไปตามปกติ ไม่มีวิธีใดแตกต่างจากคดีอื่นเป็นพิเศษ ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายตนแสดง
ความบริสุทธิ์ตามพยานหลักฐาน โดยตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

.

ระส่ำ ธุรกิจชายแดนแม่สอดกระอัก ต้องลอยแพแรงงานพม่ากว่า 400 คนหลัง กม.มีผลบังคับใช้

ตาก - นายกฯ สั่งการเร่งด่วนให้อธิบดีกรมจัดหางานไปศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบกฎหมายแรงงานต่างด้าวในไทย หลังแรงงานพม่าตามจังหวัดชายแดนระส่ำเพราะสถานประกอบการเลิกจ้างเกรงผิดกฎหมาย เอกชนชี้สวนทางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากทำแรงงานป่วนหนัก
       
       วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่บริเวนชายแดนไทย-พม่า แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ประมาณ 400-500 คน ต้องเดินทางข้ามแม่น้ำเมยกลับไปยังจังหวัดเมียวดี ประเทศพม่า ตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากที่นายจ้าง และผู้ประกอบการไม่กล้าจ้างแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย และไม่สามารถนำแรงงานพม่าเข้ามาทำงานตรงกับอาชีพที่ระบุไว้ได้
       
       หลังจากที่ประเทศไทยได้ออกกฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ที่มีโทษรุนแรง ทำให้สถานประกอบการเริ่มได้ผลกระทบ และทางการพม่าต้องแบกรับภาระการหลั่งไหลกลับไปของแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อน โดยซื้อข้าวห่อไปเลี้ยงแรงงานที่ตกงานทั้งหมด
       
       นอกจากนี้ ยังมีบรรดานายหน้าที่เคยส่งแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ก็ไม่รับแรงงานต่างด้าวอีกเกรงว่าจะถูกจับกุม และได้รับโทษที่รุนแรง
       
       เจ้าหน้าที่พม่า ที่จังหวัดเมียวดี รายหนึ่งแจ้งว่า แรงงานพม่าที่กลับไปต่างบอกว่าไม่ได้ไปก่ออาชญากรรม และกระทำผิดกฎหมายความมั่นคงของไทย ทำไมต้องมากำหนดโทษรุนแรง
       
       สำหรับเรื่องนี้กำลังเป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนายจ้างคนไทย และผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าว โดยการออกกฎหมายลักษณะเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการค้า การลงทุนของไทย และยังสวนทางกับนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากด้วย
       
       นายจ่อ อายุ 25 ปี แรงงานพม่ารายหนึ่งที่กลับไปยังจังหวัดเมียวดี บอกว่า ต้องจ่ายเงินค่านายหน้าวิ่งหางานทำให้ในราคา 3,000 บาท พอไปถึงโรงงานนายจ้างไม่กล้ารับเพราะกลัวถูกจับ จึงกลับไปฝั่งพม่าเพื่อกลับบ้าน แต่ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เงินหมดเพราะจ่ายให้นายหน้าไปหมดแล้ว
       
       ล่าสุดกระทรวงแรงงานกำลังหามาตรการที่ใช้ผ่อนปรนให้ใช้แรงงานต่างด้าวเป็นการชั่วคราวใน 3 กลุ่มแรงงานต่างด้าว คือ กลุ่มแรงงานที่ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME กลุ่มแรงงานก่อสร้าง และกลุ่มคนรับใช้ในบ้านและครัวเรือน โดยมีมาตรการชั่วคราวในการผ่อนผัน คือ
       1. สามารถเปลี่ยนชื่อนายจ้างใหม่ได้ หากชื่อแรงงานไม่ตรงกับนายจ้าง
       2. ขยายการทำ MOU คือขยายระยะเวลาของการขออนุญาตทำงาน
       3. ไทยจะออกวีซ่าให้แรงงานที่มีพาสปอร์ตสามารถทำงานได้ชั่วคราว
       
       โดยมาตรการผ่อนผันนั้นนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายวรานนท์ ปิติวรรณ อธิบดีกรมจัดหางาน เร่งไปศึกษาแนวทางแล้ว 
ระส่ำ ธุรกิจชายแดนแม่สอดกระอัก ต้องลอยแพแรงงานพม่ากว่า 400 คนหลัง กม.มีผลบังคับใช้
        
ระส่ำ ธุรกิจชายแดนแม่สอดกระอัก ต้องลอยแพแรงงานพม่ากว่า 400 คนหลัง กม.มีผลบังคับใช้
        
ระส่ำ ธุรกิจชายแดนแม่สอดกระอัก ต้องลอยแพแรงงานพม่ากว่า 400 คนหลัง กม.มีผลบังคับใช้