PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กตู่"ก้าวข้าม..."ทักษิณ" แล้ว !!!

"บิ๊กตู่"ก้าวข้าม..."ทักษิณ" แล้ว !!!
เผย ลืมชื่อนี้ ไปตั้งแต่วันแรก ที่เข้ามา ติงนักข่าว นั่นแหล่ะไม่ก้าวข้าม ถามทุกวัน....ยั้วะแทน "บิ๊กป๊อก" โดนถามเล่นงาน ฉะ ไม่เคยถามเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่เคยถามผมไปประชุม มาเหนื่อยมั้ย
"นายกฯบิ๊กตู่" เมิน โพลล์ คะแนนนิยม"ทักษิณ" ในรอบ 15 ปี มาเป็นอันดับ 1 ที่ถูกมองว่า ยังไม่ก้าวข้าม "ทักษิณ ชินวัตร"
"เป็นเรื่องของพวกคุณ คุณไปถามใครกันมา"
"ผมก้าวพ้นไปนานแล้ว สื่อ พวกคุณหลายคน ก็ยังก้าวไม่พ้นอยู่ เสนอกันทุกวัน ก็เสนอกันไปซิ ก้าวไม่พ้นสักที ผมลืมไปแล้ว
เป็นเรื่องของกฎหมายก็ไปว่ากันมา เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ
"การก้าวพ้น คือการสร้างการรับรู้ ที่มันทำให้ไม่พ้น เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะก้าวให้พ้นคือ ลืมๆ ไป. แล้วให้กฎหมายเขาดำเนินการตามกระบวนการ
แต่ถ้ามัวคิดถึง แต่ตรงนั้น ไม่ต้องทำอะไร ประเทศไม่ต้องเดินหน้าไปไหน พวกคุณเข้าใจมั้ย ว่าความผิดมันยังมีอยู่ สื่อก็ช่วยกันบอกสิว่าความผิดนั้นยังมีอยู่
สำหรับผมก็ได้อธิบายให้ต่างประเทศเขารับทราบแบบนี้ว่า มีความผิดอย่างไร แต่จะผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม ถ้าหนีไปก่อนก็พิจารณาไม่ได้ คดีก็จะต้องติดค้างอยู่แบบนี้ เรื่องมีแค่นี้เอง
รัฐบาลไม่ได้ต้องการไปไล่ล่าใครทั้งสิ้น เรื่องนี้มันมีความผิดเกิดขึ้นมาก่อน ก่อนที่ผมจะเข้ามาด้วย"
เมื่อถามว่า แล้ววันนี้รัฐบาลก้าวข้ามชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "มีแต่พวกคุณนั้นแหละ ที่ไม่ก้าวข้าม ถามกันอยู่ทุกวัน
"เมื่อวานก็ไปสอบถาม รมว.มหาดไทย ถูกเล่นงานมาครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้ยังมาถามผมอีก "
สำหรับผมก้าวข้ามทุกคน ที่เป็นความขัดแย้ง และผมไม่ได้ก้าวข้ามหัวเขานะ
ไม่ได้ไปดูถูก การก้าวข้ามของผมคือ การไม่นึกถึงเขา ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่ได้ทำอย่างที่เขาพูด ขอให้สื่อคิดแบบผมบ้าง จะได้ตั้งคำถามที่เกิด
ประโยชน์มากกว่าเดิมหน่อย
"สื่อไม่เคยถามเลยว่า ผมไปประชุม BRICS ที่ประเทศจีนมานั้น เหนื่อยมั้ย เขายอมรับประเทศไทยแค่ไหน สื่อไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย สื่อสนใจแต่เรื่องการก้าวข้าม หรือไม่ก้าวข้ามอยู่นั้นแหละ พวกคุณนั้นแหละที่ไม่ก้าวข้าม ไม่ใช่ผม ผมก้าวข้ามตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่แล้ว ก็ให้กลไกของกระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป นั้นคือวิธีการก้าวข้ามของผม ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย ก็เพราะที่ผ่านมามันไม่ทำกัน เพราะมันไม่ก้าวข้ามปลุกประชาชนออกมาสู้กันอยู่นั้นแหละ แล้วสื่อจะไปปลุกกันขึ้นมาอีกหรือ ไปให้กำลังใจให้แต่ละฝ่ายออกมากัน ทะเลาะกันไปมาสุดท้ายก็รุมด่านายกฯ คนเดียว นี่คือวิธีการที่สื่อทำกันวันนี้ ขอให้เข้าใจกันบ้าง อย่ามาบอกว่าผมไม่รู้เรื่อง สร้างความขัดแย้ง อย่าคิดว่าผมไม่ได้ติดตามการทำงานของสื่อนะ ผมติดตามมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ได้ความสำคัญในบางเรื่อง แต่เรื่องดีๆ ผมก็สนใจ ส่วนเรื่องห่วยๆ ผมขี้เกียจอ่าน ไร้สาระ"
"ผมอยากรู้ว่าทำไมสื่อ ไม่เคยถามว่าเหนื่อยหรือไม่ ไปแล้วจะกลับมาหรือเปล่า ฉันไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า ฉันไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า แล้วไม่ต้องมาถามตอนนี้เพราะมันเลยเวลามาแล้ว กลับมาถึงก็โดนสื่อบี้ กลับไปเรื่องเดิมแล้วก็มาถามว่าผมก้าวข้ามไหม พวกคุณนั้นแหละที่ไม่ก้าวข้ามเอง" นายกฯ กล่าวอย่างมีอารมณ์

มีแต่ถาม "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์"ทุกวัน ไม่ก้าวข้าม

เฮ้อ!! ..."บิ๊กตู่" ฉะนักข่าว เคยถาม ผมมั้ยว่า เหนื่อยมั้ย ไปประชุมมา ....มีแต่ถาม "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์"ทุกวัน ไม่ก้าวข้าม
พลเอกประยุทธ์ กล่าวในช่วงหนึ่ง ในตอนท้ายของการให้สัมภาษณ์ ด้วยว่า นักข่าวไม่เคยถามเลยว่า ผมไปประชุม BRICS ที่ประเทศจีนมานั้น เหนื่อยมั้ย เขายอมรับประเทศไทยแค่ไหน
"สื่อไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย สื่อสนใจแต่เรื่องการก้าวข้าม หรือไม่ก้าวข้ามอยู่นั้นแหละ 
พวกคุณนั้นแหละที่ไม่ก้าวข้าม ไม่ใช่ผม ผมก้าวข้ามตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่แล้ว ก็ให้กลไกของกระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป นั้นคือวิธีการก้าวข้ามของผม ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย ก็เพราะที่ผ่านมามันไม่ทำกัน
เพราะมันไม่ก้าวข้ามปลุกประชาชนออกมาสู้กันอยู่นั้นแหละ แล้วสื่อจะไปปลุกกันขึ้นมาอีกหรือ ไปให้กำลังใจให้แต่ละฝ่ายออกมากัน ทะเลาะกันไปมา
สุดท้ายก็รุมด่านายกฯ คนเดียว นี่คือวิธีการที่สื่อทำกันวันนี้ ขอให้เข้าใจกันบ้าง อย่ามาบอกว่าผมไม่รู้เรื่อง สร้างความขัดแย้ง อย่าคิดว่าผมไม่ได้ติดตามการทำงานของสื่อนะ ผมติดตามมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ได้ความสำคัญในบางเรื่อง แต่เรื่องดีๆ ผมก็สนใจ ส่วนเรื่องห่วยๆ ผมขี้เกียจอ่าน ไร้สาระ"
"ผมอยากรู้ว่าทำไมสื่อ ไม่เคยถามว่าเหนื่อยหรือไม่ ไปแล้วจะกลับมาหรือเปล่า ฉันไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า ฉันไปเที่ยวไหนมาหรือเปล่า
แล้วไม่ต้องมาถามตอนนี้เพราะมันเลยเวลามาแล้ว กลับมาถึงก็โดนสื่อบี้ กลับไปเรื่องเดิม แล้วก็มาถามว่าผมก้าวข้ามไหม พวกคุณนั้นแหละที่ไม่ก้าวข้ามเอง" นายกฯ กล่าวอย่างมีอารมณ์

ก้าวข้าม"ทักษิณ"

ฉุน !! นักข่าว เล่นงาน "บิ๊กป๊อก" พี่เลิฟ ....ถาม เรื่อง"ปู"หนี -ทักษิณ ฉะ สื่อไม่ก้าวข้าม
พลเอกประยุทธ์ อารมณ์เสีย ถูกนักข่าวถามเรื่อง โพลล์ คะแนนนิยม"ทักษิณ"ยังที่1 และ การหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
"มีแต่พวกคุณนั้นแหละ ที่ไม่ก้าวข้าม ถามกันอยู่ทุกวัน
"เมื่อวานก็ไปสอบถาม รมว.มหาดไทย ถูกเล่นงานมาครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้ยังมาถามผมอีก "
"ผมก้าวข้ามทุกคน ที่เป็นความขัดแย้ง และผมไม่ได้ก้าวข้ามหัวเขานะ ไม่ได้ไปดูถูก
การก้าวข้ามของผมคือ การไม่นึกถึงเขา ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่ได้ทำอย่างที่เขาพูด ขอให้สื่อคิดแบบผมบ้าง จะได้ตั้งคำถามที่เกิดประโยชน์มากกว่าเดิมหน่อย"

'ซูเปอร์เพาเวอร์' เพื่อการพาหนี

นี่ยังละเมอหา "ยิ่งลักษณ์" กันไม่จบอีกหรือนี่?
ตอนเธออยู่........
ขยะแขยงกันเหมือนมูตร-คูถ ขับไล่ไสส่ง ประหนึ่งเป็นตัวกาลกิณีบ้าน-กาลกิณีเมือง ไม่เว้นแต่ละวัน
ครั้น "หายตัว-หายหัว" จากบ้านจากเมืองไป
แทนจะดีใจที่แผ่นดินสูงขึ้น กลับทำเหมือนโหยหาอาลัย ตื่นเช้าขึ้นมา เจอหน้าใคร ก็เอาแต่ถาม
ยิ่งลักษณ์อยู่ไหน...ใครพายิ่งลักษณ์หนี?
เหมือนทารกยังไม่หย่านม ซึ่งมันได้ประโยชน์อะไร ที่ต้องซักไซ้-เซ้าซี้ เหมือนอยากได้ของเหม็นกลับมาดอมดม
นี่ถ้าผมรู้ใครพาหนี จะขอปิดทองเลย ฐานที่มีจิตสาธารณะ ช่วยนำร่องขยะให้พ้นภาพ ทั้งรก-ทั้งเหม็นเมือง
ใครจะไปฆ่าแกงเธอ ทำไม่ได้แน่ และผมก็ไม่ยอม
สมมุติเอาไปติดคุก..........
ขัง ๘ ไม่แตกหรือ?
ตื่นเช้าขึ้นมา เธอเรียกหาคนพอกหน้ากลบหลุมอุกกาบาตให้ ในคุกมีบริการหรือ?
และวันๆ เจ้าหน้าที่ก็ไม่เป็นอันได้ทำอย่างอื่นแน่ แค่คอยหรี่เสียงตะโกนข้ามกำแพง ยิ่งลักษณ์สู้..สู้
กับจัดแถว-แจกบัตรคิวให้ "ปูแฟนคลับ" เข้ามอบกุหลาบแดง ก็หัวหมุน-ตาลายแล้ว
ฉะนั้น เธอจะหนีนอกหรือหลบใน ก็ปล่อยเธอไปตามสบายเถอะ คอยลุ้นวันที่ ๒๗ กันยาตามศาลนัดอีกที ค่อยว่ากัน
ตอนนี้ ถือว่าอยู่ในช่วง "ทดเวลาหนี"
เธอจะหนีชั่วคราว หรือหนีลับชั่วกัป-ชั่วกัลป์ การหนีของเธอ "เป็นคุณ" ประเทศสถานเดียว
ส่วนเรื่องคนพาหนีน่ะ ..........
ไม่ต้องไปพร่ำถามหาให้มากความหรอก เพราะเรื่องลักษณะนี้เป็นแนวทางสืบต่อกันมาแต่อดีต ถึงปัจจุบัน ยันอนาคต ของคนระดับนายกฯ
ไม่ใช่ยิ่งลักษณ์เป็นคนแรก เพียงแต่เงื่อนไข-เหตุผลการหนีของแต่ละอดีตนายกฯ มันต่างกันไปเท่านั้น
"พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี" ผู้ที่ทักษิณซื้อใจได้ด้วยรองเท้ากอล์ฟคู่เดียว ยังพูดเลย........
"ท่านยิ่งลักษณ์นายผม อยากหนีทำไมไม่บอก ผมจะพาหนีเอง"
เพราะรู้ๆ กันอยู่
การหนีออกนอกประเทศนั้น ถ้าไม่มีระดับซูเปอร์เพาเวอร์-ขี้โล้เพาเวอร์ เป็นคนนำ-คนพาละก็
หนีไม่ได้หรอก!
เรื่องยิ่งลักษณ์หนี คนที่ยืดอกพูดด้วยความรับผิดชอบแบบชายชาติทหารน่านับถือ ผมยกให้
"พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท" ผบ.ทบ.
นับแต่วันแรก ถึงนาทีนี้ ท่านไม่ปฏิเสธถึงความบกพร่อง และไม่ปฏิเสธประเด็น คนมีเพาเวอร์อยู่เบื้องหลังการหนี!
ประเทศไทย นับจาก ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ๒๙ คน
ใน ๒๙ นายกฯ มีถึง ๘ นายกฯ ถูกปฏิวัติ-รัฐประหาร แต่จับใครไม่ได้ซักคน
ซูเปอร์เพาเวอร์บ้าง ขี้โล้เพาเวอร์บ้าง พาหนีออกนอกประเทศไปทุกคน!?
ยกเว้นคนเดียวคือ "นายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ"
ถูก "พลเอกสุนทร คงสมพงษ์" ผบ.สูงสุด นำคณะ รสช.ยึดอำนาจเมื่อ ๒๓ ก.พ.๓๔
จับพลเอกชาติชาย คาเครื่องบิน C 130...........
ขณะพา "พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก" ไปเชียงใหม่ เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง รมช.กลาโหม
คุมตัวไว้แค่ ๑๕ วัน ก่อนปล่อยเป็นอิสระ
แต่ด้วยสปิริตการเมือง ท่านเดินทางไปอยู่อังกฤษเงียบๆ พักใหญ่ ด้วยไม่ต้องการอยู่ เพราะเกรงตัวเองจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารของรัฐบาลใหม่
เมื่อทุกอย่างเข้าที่ ก็กลับเข้ามาเงียบๆ แบบไม่เป็นคลื่นกระแทกรัฐบาลใหม่!
กรณียิ่งลักษณ์ ไม่ต้องห่วงจะเป็นความลับดำมืดตลอดไป ว่าใครพาหนี
ถึงจังหวะ-ถึงเวลา "ชาตินี้-ชาติไหน" ระบอบทักษิณคืนอำนาจ พวกพาหนี จะกรูกันออกมาชูทั้งหน้า-ชูทั้งคอ
แย่งรับเหรียญ "Pedigree"!
มาย้อนเก่า-เล่าอดีต เป็นการศึกษาวัฒนธรรมการเมืองไทย ว่าด้วยเรื่อง "หนีคุก-หนีภัย" ของ ๘ อดีตนายกฯ ดับกระหาย "ยิ่งลักษณ์อยู่ไหน" กันดีกว่า
-"พระยามโนปกรณ์นิติธาดา"
ถูกพวกเดียวกัน คือ "พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา" หัวหน้าคณะราษฎร ยึดอำนาจ เมื่อ ๒๑ มิ.ย.๗๖
ก็ไม่จับไว้-ไม่ฆ่าแกง .........
ใส่รถไฟเนรเทศไปอยู่เกาะปีนัง และอยู่ที่นั่นจนตาย ทุกวันนี้ร่างของ "นายกฯ ประชาธิปไตย" คนแรกของไทย
ยังฝังอยู่ในสุสานที่ปีนัง!
-"ปรีดี พนมยงค์”
ถูกกดดัน จากกรณีสวรรคต ร.๘ ลาออก ให้ "พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ขึ้นเป็นนายกฯ แทน
๘ พ.ย.๙๐ "พลโทผิน ชุณหะวัณ" ทำรัฐประหาร ปรีดีหนีการจับกุม มีคนพาหนีออกนอกประเทศ ลี้ภัยอยู่สิงคโปร์ ๒ ปี ก่อนไปอยู่จีน กว่า ๒๐ ปี
พยายามกลับเข้ามายึดอำนาจคืน แต่ไม่สำเร็จ สุดท้าย ต้องไปอยู่ฝรั่งเศส จวบวาระสุดท้ายชีวิต "รัฐบุรุษอาวุโส"
-พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
จากรัฐประหาร ๘ พ.ย.๙๐ ขณะกำลังทหารบุกไปจับตัวที่บ้าน แต่มีการข่าวบอกให้รู้ตัว หนีไปได้ฉิวเฉียด
ก็มีคนพาหนีไปอยู่ฮ่องกง แต่ได้กลับมาตายในมาตุภูมิหลังจากนั้น
-"จอมพล ป. พิบูลสงคราม"
"จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ขุนพลข้างกาย ในฐานะ ผบ.ทบ.ด้วยประชาชนเรียกร้อง "ยึดอำนาจ" เมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐
ลูกน้องพาจอมพล ป.หนีการไล่ล่าเพื่อจับตัว จากกรุงเทพฯ ไปทางตราด เข้าเขมรทางเกาะกง
ก่อนไปลี้ภัยทางการเมืองต่อที่ญี่ปุ่น และจบชีวิตที่นั่น
-จอมพลถนอม กิตติขจร
จากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ต้องลาออกจากนายกฯ และไปขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมือง หลบไปอยู่บอสตัน สหรัฐฯ
ก็อยู่ไม่ได้ คนไทยที่นั่นต่อต้าน ต้องไปปักหลักที่สิงคโปร์ แล้ว ๖ ตุลา ๑๙ อันเป็น "๑๔ ตุลา ภาค ๒" ก็เกิดขึ้น
เมื่อบวชเป็นสามเณรกลับเข้ามาไทย!
คนต่อมาคือ "พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ" ก็ตามที่เล่าไปแล้วข้างต้น
-ทักษิณ ชินวัตร
"พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน" ผบ.ทบ.ยึดอำนาจ ขณะตัวไปประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก เมื่อ ๑๙ กันยา ๔๙
เป็นอดีตนายกฯ คนแรก ที่อ้างคำว่า "ลี้ภัยทางการเมือง" เพื่อขออยู่ประเทศไหนไม่ได้
เนื่องจากไม่มีภัยทางการเมืองอะไร ที่ทำให้ทักษิณจะกลับไม่ได้ อีกทั้งไม่มีใครห้ามมิให้ทักษิณกลับ
เหตุที่ไม่กลับ เพราะ "ทักษิณไม่กลับเอง"!
ทักษิณไม่ต้องคดีทางการเมืองใดๆ..............
หากแต่ทักษิณ "ต้องคดีอาญา" ข้อหาทุจริต-คอร์รัปชัน ข้อหาใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ ข้อหาหนีคดี-หนีโทษคุก หลายคดี
นั่นคือ ทักษิณเป็นทั้งนักโทษหนีคุก เป็นทั้งผู้ต้องหาคดีอาญา เป็นทั้งผู้ต้องหาหนีประกัน จึงไม่ยอมกลับเข้ามา
สิ่งยืนยันว่าทักษิณกลับได้ แต่ไม่กลับเอง ก็ตอนปี ๕๑ เมื่อนอมินีอำนาจเป็นรัฐบาล ก็กลับเข้ามากราบแผ่นดิน
แต่พอรู้ว่า "คุก" แน่........
ก็อ้างศาลรับเชิญโอลิมปิกที่จีน แล้วฉวยโอกาสพาเมียหนีเตลิดแต่บัดนั้น ถึงบัดนี้!
รายนี้ หนีด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่มีซูเปอร์ หรือขี้โล้เพาเวอร์ "นำทางหนี" เหมือนรายอื่นๆ ในจำนวน ๘ ราย
-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เป็นรายที่ ๘ บทบาทนายกฯ ของเธอห่วยมาก แต่บทบาท "หลอกลูกน้องไปศาล" เพื่อให้ตัวเองหนี "ถึงบท-ถึงบาท" เยี่ยมมาก
มีการดึงเอาพระมาเข้าฉากซะด้วย!
แต่จริงๆ แล้ว การหนีของยิ่งลักษณ์ คนละเงื่อนไขกับอดีตนายกฯ อื่นๆ ยกเว้น "ทักษิณ" คนเดียว หนีด้วยเงื่อนไขเดียวกัน
คืออดีตนายกฯ อื่น หนีในฐานะ "นักโทษการเมือง" ขอลี้ภัยได้
แต่ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ไม่ใช่นักโทษการเมือง หากแต่เป็นจำเลย-ผู้ต้องหา-นักโทษ "หนีคดีอาญา"
ที่เหมือนกัน ก็ตรงมีซูเปอร์เพาเวอร์ พาหนีเท่านั้น!
"นักโทษการเมือง" หนีแล้ว คลื่นลมสงบ อยากกลับ ก็กลับสบาย ไม่มีข้อหาทางคดีอาญาให้ต้อง "นับอายุความ" ตามกฎหมายใหม่
อย่างยิ่งลักษณ์-ทักษิณ นั่นตะหาก เป็นผู้ต้องหาคดีอาญา
เมื่ออยากหนี ก็ "ปล่อยโซ่" ไปเลย...........
ให้ไปตายที่อื่น ถ้าอยากกลับมาตายรัง ก็ต้องมาเข้ากระบวนการศาล นับ ๑ "อายุความ" วันนั้น นั่นแหละ.

อย่ามั่นใจ

อย่ามั่นใจ

ถึงจะรู้ชะตากรรมล่วง หน้าว่าต้องโดนเซ็ตซีโร่ยกทีม

แต่ห้าเสือ กกต.ก็ยังเดิน หน้าเตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่สุดลิ่มทิ่มประตู

ล่าสุด ที่ประชุม กกต.ได้กำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศครั้งใหม่ ใน “วันที่ 19 สิงหาคม 2561”

ปักธงล่วงหน้าไว้ 1 ปี เพื่อให้นับถอยหลังกันยาวๆ

“แม่ลูกจันทร์” ขอนำกรอบเวลาเตรียมการเลือกตั้งใหญ่ของ กกต.มาฉายเรียกน้ำย่อย ดังนี้คือ

เดือนมีนาคมปีหน้า กกต.จะประกาศระเบียบการเลือกตั้ง ส.ส.แบบ ใหม่ เลือกได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรใบเดียว

เดือนเมษายน กกต.จะประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ ที่เปลี่ยน แปลงไปจากเขตเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

เดือนมิถุนายน กกต.จะเปิดรับสมัคร ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อทุกพรรค ทุกเขต ทั่วประเทศพร้อมกัน
และวันที่ 19 สิงหาคม 2561 จะเป็นวันที่คนไทยต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อกำหนดอนาคตการเมืองไทย
ปลายเดือนสิงหาคม กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น ใครจะจัดตั้งรัฐบาล? ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี? ไม่ใช่เรื่องของ กกต.อีกต่อไป

เพราะหน้าที่ กกต.คือจัดเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเดียว

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า กำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ที่ กกต.วางล็อกไว้ให้เป็นวันที่ 19 สิงหาคม 2561

กกต.ไม่ได้คิดเองเออเองตาม อำเภอใจ แต่ยึดตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป๊ะๆ ทุกขั้นตอน
โดยมาตรา 267 และมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ขีด เส้นตายให้ สนช.ต้องคลอดกฎหมายลูก 4 ฉบับ ได้แก่ 1, พ.ร.บ.พรรคการ เมือง 2, พ.ร.บ.กกต. 3, พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. และ 4, พ.ร.บ.ลากตั้ง ส.ว.ภายใน 8 เดือน หรือ 240 วัน นับจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

จากนั้นให้จัดการเลือกตั้ง ส.ส.ให้เสร็จภายใน 5 เดือน หรือ 150 วัน

กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ จึงลงล็อกวันที่ 19 สิงหาคม 2561 ตามที่ กกต.ปักธงไว้ด้วยประการฉะนี้แล
อย่างไรก็ดี “แม่ลูกจันทร์” ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าการเลือกตั้งใหญ่จะเป็นวันที่ 19 สิงหาคมปีหน้า 100 เปอร์เซ็นต์

เพราะ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายเนติบริกร ออกมาแทงกั๊กว่ารัฐบาลยังไม่ยืนยันว่าการเลือกตั้งใหญ่จะเป็นวันใดแน่นอน

แม้ กกต.จะมีหน้าที่กำหนดวันเลือกตั้งก็จริง แต่การนำ พ.ร.บ.ลูกทั้ง 4 ฉบับ ขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล

อือม์...มันก็ถูกอย่างที่คุณพี่วิษณุชี้แจง

เพราะตราบใด ก.ม.ลูก 4 ฉบับยังไม่คลอดออกมาเป็นตัว วันเลือกตั้งใหม่ก็ยังกำหนดไม่ได้แน่นอน

อาจมีเหตุขัดข้องทางเทคนิค ทำให้ ก.ม.ลูก 4 ฉบับ ขัดลำกล้อง คลอดไม่ทันกำหนด 240 วัน??

หรืออาจมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินต้องเลื่อนการเลือกตั้งปุบปับฉับพลัน??

ข้อสำคัญเคยเลื่อนโรดแม็ปเลือก ตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง 2 ครา ถ้าจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งอีกครั้งก็ไม่น่าแปลกใจ

ของมันเลื่อนกันได้ อย่าคิดอะไรเลยคุณ.

“แม่ลูกจันทร์”

หนีแรงสะท้อนอำนาจ

หนีแรงสะท้อนอำนาจ

เกมอำนาจ “3 ก๊ก” ฉบับประเทศไทย ยิ่งใกล้ฉากจบโรดแม็ป ยิ่งสลับซับซ้อน

ตามท้องเรื่องมาถึงตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังเดินหน้าทวงแค้น

เอาคืนยุทธการ “เซ็ตซีโร่” ด้วยการเทกแอ็กชั่นจัดประชุมผู้อำนวยการเลือกตั้งทั่วประเทศ

ปล่อยไทม์ไลน์ จัดเลือกตั้ง ส.ส.ได้ในเดือนสิงหาคม 2561 และลากตั้ง ส.ว.ได้ในเดือนมิถุนายนปีหน้า
นัยว่ามัดคอกดดันกันในที ตามจังหวะล้อกับเสียงทักดักคอของคนยี่ห้อประชาธิปัตย์รีบดักทางถ้าไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ กกต.แสดงว่า รัฐบาลทหาร คสช.ส่อยื้อเลือกตั้ง

อีกทางหนึ่งก็เป็นนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ มืองานปรองดองของ คสช.ที่โยนทุ่น “เงื่อนไขพิเศษปรองดอง” โยงเรื่องของ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ล่องหน” หลบคำพิพากษาคดีจำนำข้าว เป็นดีลอำนาจเพื่อนำไปสู่การแตะมือกันหลังเลือกตั้งเป็นรัฐบาลแห่งชาติ

เรียกแขกให้ฝ่ายต้านยุทธการฮั้ว ตีปี๊บประจานเกมเกี้ยเซียะ

หรือการที่คนระดับ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาและกรรมการ ป.ป.ช.ออกมาชี้ช่องให้ญาติเหยื่อต่อสู้คดีสลายชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง นปช.เมื่อปี 2553

ที่ศาลฎีกายกฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ.

โยนบ่วงรัดคอ “อภิสิทธิ์–สุเทพ” ยังไม่รอดปลอดภัย ชะตากรรมยังป้วนเปี้ยนๆอยู่หน้าคุก แบบพวกที่มีส่วนทำให้บ้านเมืองวิกฤติจนเกือบรัฐล่มสลาย

นี่คือหมากเกมซ่อนเงื่อน ดักคอ ตีกัน กดดัน หวังผลได้ทั้งทุบฝ่ายตรงข้ามและล่อเป้าฝ่ายเดียวกัน
แกะรอยตามกันเหนื่อย เพราะโจทย์พันกันมั่วไปหมด

แต่ที่แน่ๆด้วยประการทั้งหมดทั้งปวง ณ เบื้องนี้ แรงกดทับตกไปอยู่ที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

แบกหลังแอ่นหนักกว่าใครเพื่อน

และเหมือนทุกอย่างจะไหลย้อนกลับมาเข้าตัวหัวหน้า คสช.ทุกช็อต

ไม่ว่าจะปรากฏการณ์ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยเบื้องหลังมีการแฉเรื่องของผลประโยชน์นัวเนียกับ “บิ๊กสีกากี” ตามกระแสเกี่ยวโยงกับพลตำรวจเอก กับอีกหนึ่งพลตำรวจตรีที่มีบารมีมากกว่าพลตำรวจเอก มีเอี่ยวกับการไล่ทุบบริษัทเอกชนแล้วแกล้งเล่นบทมวยล้มต้มคนดู

แต่จุดสำคัญมันโยงคำสั่งตรงจาก “นายกฯลุงตู่” ในการจัดการขบวนการทัวร์ราคาถูกตามที่รับปากกับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต่างก็เสียหายมหาศาลจากทัวร์ศูนย์เหรียญ

งานนี้คนหนีไม่พ้นความรับผิดชอบก็คือ “นายกฯลุงตู่”

สถานการณ์เดียวกับการใช้มาตรา 44 ปิดเหมืองทองคำใหญ่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก ที่กำลังมีการกระพือกระแสเอกชนต่างชาติเดินหน้าฟ้องร้องค่าเสียหายนับหมื่นล้าน

ก็มีการมุ่งเป้าความรับผิดชอบไปที่ “นายกฯลุงตู่” ในฐานะผู้ออกคำสั่ง

หรือการยกเครื่องแรงงานต่างด้าวที่เป็นจุดทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก โจทย์ก็ย้อนมาที่ “นายกฯลุงตู่”
แม้แต่การจัดระเบียบฟู้ดสตรีทที่เป็นโครงการของกรุงเทพมหานครภายใต้การนำของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ที่มีเสียงวิจารณ์ว่ากระทบชีวิตความเป็นอยู่ของพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนระดับล่าง โดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากสะดุด

กระแสก็พาลด่า “นายกฯลุงตู่” และรัฐบาล คสช.

นั่นก็คือแรงสะท้อนกลับของ “อำนาจพิเศษ” ที่กระแทกตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์

และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ “นายกฯลุงตู่” น่าจะต้องเริ่มคิด

จากข้อเสนอที่หลายฝ่ายเรียกร้องมาเป็นระยะในการปรับ ครม.ลดโควตารัฐมนตรีท็อปบูต

ตามจังหวะเดินเข้าเหลี่ยมยุทธศาสตร์นำร่องสู่โหมดปรองดอง ถ้าจะมีการเปิดทางให้นักบริหารมืออาชีพจากทุกภาคส่วน รวมถึงนักการเมืองเข้ามาเสริมทีมบริหารของรัฐบาล

เพื่อปั่นเนื้องาน เข้าถึงชาวบ้าน ลดแรงเสียดทานมวลชนขั้วขัดแย้ง

ยกระดับความชอบธรรมของรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อการปฏิรูปใหญ่ประเทศ

โดยที่ยังไม่ต้องเลือกตั้งก็มี “รัฐบาลแห่งชาติ” ได้.

ทีมข่าวการเมือง

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ถาม จะรื้อทำไม คดีสลายม็อบ"แดง" ปี 53 ยัน ทำตามกฎหมาย

"บิ๊กป้อม" ถาม จะรื้อทำไม คดีสลายม็อบ"แดง" ปี 53 ยัน ทำตามกฎหมาย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าว ถึงกรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เรียกร้องให้ปปช. รื้อคดีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 99 ศพ มาพิจารณาใหม่ว่า ถึงวันนี้ไม่มีอะไร ที่มีผลกระทบต่อหน่วยงานด้านความมั่นคง ทุกอย่างก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
ส่วนที่กลุ่มนปช. อยากให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่นั้น จะให้รื้อขึ้นมาอีกทำไม เจ้าหน้าที่ทำแทบตาย
เมื่อถามว่า ทหารจะเดือดร้อนหรือไม่หากมีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาจริง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "คงไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ทำตามกฎหมาย"

ไม่เลี้ยง ไม่อุ้ม!

ไม่เลี้ยง ไม่อุ้ม!
ผบ.ทบ. ลั่น ไม่เลี้ยง ทหารผิด เผยปี 60 ปลดแล้ว8 นายทหาร 126นายสิบ เผยทหาร โดยหนัก ทั้งวินัย-อาญา แจงเหตุ ทำร้ายพลทหาร อย่าเหมารวม เผย พลทหารขอนแก่น ถูกลวงทำร้าย เป็นเรื่องส่วนบุคคล
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเลขาธิการคสช. กล่าว ยอมรับว่ามีกำลังพลทำผิดวินัยหลายครั้ง และมีจำนวนมาก ทั้งที่เป็นความผิดส่วนบุคคล และ ความผิดที่มีผลกระทบมากับหน่วย ส่วนบุคคลก็ว่าไปตามคดีความด้านกระบวนการยุติธรรม
ในขณะเดียวกันเมื่อกลับมา ก็ต้องลงโทษทางวินัยซ้ำอีก ต่างจากคนข้างนอกที่คดีความจบเรื่องก็จบ
ส่วนที่กระทบกับหน่วยก็เช่นเดียวกัน ตรงไหนที่ผิดกฎหมายก็ว่าไปตามกฎหมาย และลงโทษทางวินัย หากเป็นเรื่องภายในก็ลงโทษภายในกันเอง เรื่องใดที่มีผู้เสียหายหน่วยก็ต้องไปเยียวยาให้ความช่วยเหลือ

“ทุกครั้งที่ประชุมผมจะย้ำเรื่องนี้เสมอ และมีการลงโทษตามกระบวนการขั้นตอนของทางราชการ
"ปีนี้ก็งดบำเหน็จไปจำนวนมาก ทั้งนายทหาร นายสิบ และมีการปลดออก มีการสรุปตัวเลขว่ามีนายทหาร 8 นาย นายสิบ126 นาย
เพราะฉะนั้นผมไม่ได้เลี้ยงใครไว้ ถ้าผิดก็ผิด ไม่มีความจำเป็นที่ผมต้องไปช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำความผิด
เพราะเวลานี้เมื่อเปิดสอบสมัครต้องการ 20 คน แต่มีผู้มาสมัครถึง 5 พันคน ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องไปเลี้ยง หรือช่วยเหลือกัน ยืนยันตามกรอบ ผมก็พยายามเต็มที่ แต่คนหมู่มากก็อาจจะมีบ้าง
ส่วนกรณี พลทหารบัญชา กิจมานะ พลทหารประจำกองร้อยอาวุธเบาที่ 3 ค่าย ร.8 พัน 3 เข้าร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาประจำ ร.8 พัน 3 ค่ายสีหราชเดชโชชัย จ.ขอนแก่น ถูกทหารยศนายสิบและจ่าสังกัดเดียวกันหลอกให้ไปทำความสะอาดบ้านพัก แต่ให้พลเรือนเข้ามาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บว่า อยู่ในขั้นตอนของคดีความที่ต้องดำเนินการไปตามกรอบของคดีในเรื่องการทำร้ายร่างกาย หากมีใครเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดต้องได้รับการลงโทษ

"อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุนี้เกิดจากตัวบุคคลสองคน ขัดแย้งเรื่องส่วนตัวทำร้ายกัน จากที่จ่าซึ่งควบคุมพาไปทำงานเท่านั้นเอง ไม่ใช่กรณีของการไปซ่อม ทำโทษกันตามที่ปรากฏเป็นข่าว"ผบ.ทบ. กล่าว
ส่วน กรณีพลทหาร ยุทธกินันท์ บุญเนียม ถูกทำร้ายร่างกายระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ มทบ.45 จ.สุราษฎร์ธานี นั้นก็ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายไปแล้ว
ส่วนกรณีพลทหาร ทาโร่ นพดล วรกิจพันธ์ สังกัดมทบ.45 เสียชีวิตนั้น ยังไม่มีความชัดเจน แต่ภาวะโดยรวมผลชันสูตรยังไม่ออกมา ยืนยันว่ายังไม่ใช่การซ้อมทรมาน

ครม.สัญจร สุพรรณฯ-อยุธยา



ครม.สัญจร สุพรรณฯ-อยุธยา
‪"นายกฯบิ๊กตู่" เตรียมนำ ครม.สัญจร ภาคกลาง 18-19 กย.60 นี้ ลงพื้นที่ "สุพรรณบุรี"และถกครม. ที่อยุธยา หลังเพิ่งไป ครม.สัญจร"โคราช"21-22สค.‬ ...ตามแผนจะไปสัญจร ให้ครบ ทั้ง 6ภาค

นักข่าว ร้อง เฮ้ยยย!!....“บิ๊กป้อม ตอบ "ไม่รู้ "เลือกตั้งในปี 61 หรือไม่ อ้างกฎหมายลูกยังไม่เสร็จ



นักข่าว ร้อง เฮ้ยยย!!....“บิ๊กป้อม ตอบ "ไม่รู้ "เลือกตั้งในปี 61 หรือไม่ อ้างกฎหมายลูกยังไม่เสร็จ ยังไม่อาจกำหนด เลือกตั้ง สค.61
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุวันเลือกตั้งเบื้องต้นที่เดือนสิงหาคม 2561 ว่า กกต.ก็กำหนดไป แต่ยังไม่รู้ว่ากฎหมายลูกจะเสร็จเมื่อใด เพราะต้องรอกฎหมายลูกก่อน
เมื่อถามว่าที่ กกต.กำหนดเบื้องต้นใกล้เคียงกับตุ๊กตาที่รัฐบาลวางไว้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้วางตุ๊กตา รัฐบาลตั้งไทม์ไลน์ออกมาเท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าจะต้องเลือกตั้งเดือนไหน แต่ต้องยึดกฎหมายลูก
เมื่อถามว่าสุดท้ายการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2561 แน่นอนหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ ตอบ ได้ไง
ผู้สื่อข่าวตอบว่าถามเพื่อประชาชนจะได้มั่นใจ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “จะไม่มั่นใจได้ยังไง ไม่มั่นใจตรงไหน ทำยังไงถึงไม่มั่นใจ”
ผู้สื่อข่าวถามว่าเพราะมีคนพูดว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ใครเป็นคนพูดก็ไปถามคนนั้น
เมื่อถามย้ำว่า ทำไมถึงไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งปีหน้าหรือไม่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็กฎหมายลูก ยังไม่แล้วเสร็จ

จาก ตามล่า.."ลุงวัฒนา"มือระเบิดรพ.มงกุฎฯ...ถึง ตามหา "ยิ่งลักษณ์" ...

จาก ตามล่า.."ลุงวัฒนา"มือระเบิดรพ.มงกุฎฯ...ถึง ตามหา "ยิ่งลักษณ์" ...
"บิ๊กป้อม"พลเอกประวิตร เผยตร.ใช้การแกะรอย "ยิ่งลักษณ์"แบบการตามหา นาย วัฒนา ภุมเรศ "มือระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ" ด้วยไล่ตามดูภาพจากกล้องวงจรปิด ขอเวลา จนท.ทำงาน อย่าเพิ่งกำหนดกรอบเวลา เผยมีรถหลายคันต้องสงสัย และระยะทางไกล แถมบางจุด ก็ไม่มีกล้องวงจรปิด
เผยยังไม่ได้ประสาน "พลเอกเตียบันห์" รองนายกฯและรมว.กลาโหม กัมพูชา หรือ ขอความร่วมมือกัมพูชา ระบุ ตรวจสอบในส่วนในประเทศของเราก่อน ปัด หรี่ตา กระพริบ ให้หนี. เชื่อ ไม่ได้ออก ด้าน เกาะกง หรือ จ.ตราด

ให้ "ปู" ตามหา"ปู"

ให้ "ปู" ตามหา"ปู"
"บิ๊กเจี๊ยบ" พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาม ผบทบ. และเลขาฯคสช. เผยว่า พลเอกประวิตร รองนายกฯและรมว.กห. มอบให้ทางตำรวจ นำโดย บิ๊กปู พลตำรวจเอก ศรีวราห์ รองผบ.ตร. มีอะไร ทาง รองนายกฯและ ท่านศรีวราห์ จะเป็นคนชี้แจง เพราะตอนนี้ จนท.ทำงานกันทั้งวัน ทั้งคืน
ทั้งนี้ มีความคืบหน้า เรื่อง"ยิ่งลักษณ์"พอสมควร เผยตำรวจไล่กล้องวงจรปิด เป็นร้อยๆกล้อง ไล่ตามรถต้องสงสัย แต่ขอเวลา เพราะไล่ตามดูรถทีละคัน ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องกลับมาไล่กล้องดูใหม่ มอบ"ศรีวราห์" ดูแล เมื่อคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ เผยจนท.ทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปัดระบุว่า ตามรถอะไร เพราะถ้าผลออกมาไม่ใช่ ฟอร์จูนเน่อร์ ยังบอกไม่ได้ มีจนท.ช่วยเหลือในการหลบหนีหรือไม่

ไล่กล้องวงจรปิด...ตามรถ ต้องสงสัย

ไล่กล้องวงจรปิด...ตามรถ ต้องสงสัย
"บิ๊กเจี๊ยบ" ผบทบ.แย้ม แกะรอย"ยิ่งลักษณ์"คืบหน้า เผยตำรวจไล่กล้องวงจรปิด เป็นร้อยๆกล้อง ไล่ตาม รถต้องสงสัย แต่ขอเวลา เพราะไล่ตามดูรถทีละคัน ซึ่งมีจำนวนหลายคัน เพราะถ้าไม่ใช่ ก็ต้องกลับมาไล่กล้องดูใหม่ มอบ"ศรีวราห์" ดูแล เมื่อคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ เผยจนท.ทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปัดระบุว่า ตามรถอะไร เพราะถ้าผลออกมาไม่ใช่ ฟอร์จูนเน่อร์ เพราะถ้าไม่ใช่ต้องไล่ใหม่ 1 คัน1 วัน. แต่ยังบอกไม่ได้ มีจนท.ช่วยเหลือในการหลบหนีหรือไม่
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./เลขาฯคสช. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า มีความคืบหน้าพอสมควร โดยเป็นเรื่องของคณะทำงาน ซึ่งเราต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่ด้วย เนื่องจากมีรถที่เกี่ยวข้องหลายคัน และรถแต่ละคันก็ต้องตรวจสอบรายละเอียดจากกล้องวงจรปิดหลายสิบตัว แต่ความคืบหน้านั้นมีแน่นอน ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะชี้แจงทางพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะชี้แจงในเรื่องนี้เอง
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและน.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจมีความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้นั้นตนยังไม่ทราบ แต่เรื่องทั่วไปยังไม่มีอะไรที่น่าห่วงใย

"ยังไม่สามารถแย้มความคืบหน้าได้ เกรงว่าจะเกิดความสับสน เพราะมีบางคนพูดถึงเรื่องรถฟอร์จูนเนอร์ เดี๋ยวพอเวลาจริงๆ ไม่ใช่รถฟอร์จูนเนอร์. ก็จะบอกว่าที่พูดไว้ทำไมไม่ใช่รถฟอร์จูนเนอร์ ดังนั้นขอให้มีความชัดเจนก่อน ก็จะออกมาบอก
ทุกวันนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจและเจ้าหน้าที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนในการไล่ดูกล้องวงจรปิดทุกพื้นที่ และรถต้องสงสัยทุกคัน ผมก็ทราบจากพล.อ.ประวิตรว่ามีความคืบหน้าพอสมควร ถ้ามีอะไรพล.อ.ประวิตรคงชี้แจง รวมถึงทางตำรวจโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ"

เมื่อถามว่า เป็นที่ยืนยันชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า หลักฐานยังไม่มี แต่เป็นการทำงานตามกรอบความคิดและความเชื่อที่เชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว

เมื่อถามต่อว่า จากการวิเคราะห์เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ยังไม่ขอสรุปและต้องขอเวลาตรวจสอบอีกนิดนึง เพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลา

"บิ๊กป้อก" ติดตลก "จะไปพาใครหนีได้. ผมมา ทำเนียบฯยังรถติดเลย"

"บิ๊กป้อก" ติดตลก "จะไปพาใครหนีได้. ผมมา ทำเนียบฯยังรถติดเลย" ....หลังถูกพาดพิง ว่า ระบุว่า ใครช่วย"ยิ่งลักษณ์" หนี
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และพี่รอง ในคสช. และ บูรพาพยัคฆ์ ตกเป็นเป้าสายตา ในฐานะ เพื่อน เตรียมทหาร10 ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร. แต่ทว่า ก็เป็นคน ปฏิวัติล้ม อำนาจ ทักษิณ เมื่อ19กย.2549 ในฐานะแม่ทัพภาค1 คุมกำลัง
พลเอกอนุพงษ์ กล่าวว่า ผมไม่เข้าใจสื่อประเทศไทย ทำไมเอาเรื่องนี้มาถาม
"ผมไปเกี่ยวอะไรด้วย ไม่มีอะไรสำคัญ เอางี้แล้วกัน เมื่อถามมาก็จะตอบ คุณชอบถามแบบนี้ คำถามไม่ค่อยได้อะไร แก่ประเทศ สังคมไม่ได้อะไรเลย นิสัยชอบถามแบบนี้"
"โดยอำนาจหน้าที่ของผม ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง สิ่งที่ผมควรทำ ผมคงไม่ไปทำอะไรที่มันพิเรนทร์ แบบนั้น" พลเอก อนุพงษ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม กำลัฃให้ จนท.ฝ่สยกฎหมาย ดูว่าจะดำเนินการทางกม.ได้อย่างไรหรือไม่ เพราะเหมือนนั่งทำงานอยู่เฉยๆ แล้วมีคนมากล่าวหาอย่างนี้ มันไม่ใช่ผมอย่างเดียว ครอบครัวผม ตระกูลผม สังคมไม่ได้อะไรขึ้นมา ไร้ความคิด ใร้สมองคิด หรือไง
เมื่อถามว่า ได้วิเคราะห์ หรือไม่ว่า ทำไมจึงมีชื่อปรากฏ พลเอก อนุพงษ์ ไม่ตอบ
ก่อนกล่าว ติดตลกว่า จะไปพาใครหนีได้. ผมมานี่ยังรถติดเลย

"บิ๊กป้อก" ฮึ่ม!! ฟ้องเพจ "กูฯ" ลงข้อความพาดพิง

"บิ๊กป้อก" ฮึ่ม!! ฟ้องเพจ "กูฯ" ลงข้อความพาดพิง ใครช่วย"ยิ่งลักษณ์"หนี ให้ทีมกม.ดำเนินการ ยันไม่ทำอะไรพิเรนทร์ แบบนั้น ติงสื่อถามเรื่องนี้ ไม่มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง ไร้สมอง ไร้ความคืด
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และพี่รอง ในคสช. และ บูรพาพยัคฆ์ กล่าวว่า ผมไม่เข้าใจสื่อประเทศไทย ทำไมเอาเรื่องนี้มาถาม
"ผมไปเกี่ยวอะไรด้วย ไม่มีอะไรสำคัญ เอางี้แล้วกัน เมื่อถามมาก็จะตอบ คุณชอบถามแบบนี้ คำถามไม่ค่อยได้อะไร แก่ประเทศ สังคมไม่ได้อะไรเลย นิสัยชอบถามแบบนี้"
"โดยอำนาจหน้าที่ของผม ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง สิ่งที่ผมควรทำ ผมคงไม่ไปทำอะไรที่มันพิเรนทร์ แบบนั้น" พลเอก อนุพงษ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม กำลัฃให้ จนท.ฝ่สยกฎหมาย ดูว่าจะดำเนินการทางกม.ได้อย่างไรหรือไม่ เพราะเหมือนนั่งทำงานอยู่เฉยๆ แล้วมีคนมากล่าวหาอย่างนี้ มันไม่ใช่ผมอย่างเดียว ค ครอบครัวผม ตระกูลผม สังคมไม่ได้อะไรขึ้นมา ไร้ความคิด ใร้สมองคิด หรือไง
เมื่อถามว่า ได้วิเคราะห์ หรือไม่ว่า ทำไมจึงมีชื่อปรากฏ พลเอก อนุพงษ์ ไม่ตอบ
ก่อนกล่าว ติดตลกว่า จะไปพาใครหนีได้. ผมมานี่ยังรถติดเลย

ที่ดินอัลไพน์ 'แก้ผิดให้ผิดอีก'

ได้ยิน "ท่านรองฯ วิษณุ" พูดเมื่อวาน ได้แต่นึก...เออ หนอ ในใจ!
ก็เรื่องที่กำลังวิพากษ์กันขรม.........
มหาดไทย-สำนักพุทธเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ "วัดธรรมิการามวรวิหาร" ที่กลายเป็นสนามกอล์ฟอัลไพน์
ให้ "มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย"
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ "นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา"
ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแล้วด้วยซ้ำ
คนเห็นร่าง พ.ร.บ.ก็ท้วงติงอื้ออึง
"นี่มันร่าง 'นิรโทษกรรมยกเข่ง' ชัดๆ นี่นา ถ้าออกมา นายยงยุทธได้อานิสงส์นิรโทษด้วย?"
อีกอย่าง คุณยายเนื่อมถวายที่ดินแก่วัด ย่อมเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ต่อมามูลนิธิฯ นั่นแหละเอาไปขายให้ทำสนามกอล์ฟ
เมื่อจะออกกฎหมายคืน ก็ต้องคืนที่วัดให้แก่วัดตามพินัยกรรม ไม่ใช่คืนให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย (ตัวปัญหา)
เมื่อโวยกัน เมื่อวาน (๔ ก.ย.๖๐) รองนายกฯ วิษณุ จึงบอกว่า
"ยังไม่ใช่กำลังจะออกกฎหมาย........
และยังไม่เคยเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จะเข้า สนช.ได้อย่างไร รวมถึงยังไม่เคยไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา
เรื่องยังไม่ได้พ้นจากกระทรวงมหาดไทย เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยและสำนักพุทธกำลังหารือกันอยู่"
เอาล่ะ เมื่อรองนายกฯ พูด ก็ต้องเชื่อท่าน เรื่องที่ดินคุณยายเนื่อม มันยอกย้อน-ซ่อนเงื่อน
เมื่อศาลตัดสินจำคุกนายยงยุทธ ๒ ปี ปัญหาที่ต้องแก้กันต่อไปคือ
ในคำพิพากษาเมื่อ ๒๙ สิงหาระบุว่า........
"พินัยกรรมของนางเนื่อม ระบุชัดเจนว่ายกที่ดินให้กับวัดเท่านั้น และให้มูลนิธิร่วมกับวัด ไปร่วมกันช่วยจัดทำประโยชน์ในการครอบครองที่ดิน โดยที่ไม่อาจขยายความไปถึงการขายที่ดินได้....ฯลฯ..."
ก็ชัดเจน แม้ซื้อ-ขายกันไปหลายทอดก็ตาม..........
แต่ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ และที่ดินบ้านจัดสรรอัลไพน์ ก็ยังคงเป็น "ธรณีสงฆ์" เหมือนเดิม!
เพื่อการติดตามเรื่องแบบมี "ฐานข้อมูล"
วันนี้ ขอเก็บความจาก "บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา"
app-thca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig? whichLaw=cmd&year=2544...
เรื่อง "ที่ดินอัลไพน์" ตามที่กรมการศาสนาหารือกฤษฎีกามาทบทวนกัน เป็นการเก็บความและนำมาบางส่วนนะครับ
กรมการศาสนา ขอหารือดังนี้
๑.เมื่อนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ถึงแก่กรรม ที่ดินซึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร
ทั้งสองแปลงจะตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด โดยทันทีหรือไม่ อย่างไร?
๒.ที่ดินตามพินัยกรรมดังกล่าว อยู่ภายใต้เงื่อนไขบทบัญญัติมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ อย่างไร?
๓.หากที่ดินตามพินัยกรรมดังกล่าว ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามข้อ ๒
แต่ผู้มีอำนาจได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามวรวิหารได้มาซึ่งที่ดินแล้ว ที่ดินตามพินัยกรรมจะตกเป็นของผู้ใด อย่างไร?
๔.ที่ดินทั้งสองแปลงที่นางเนื่อมได้ทำพินัยกรรม ยกกรรมสิทธิ์ให้วัด ผู้จัดการมรดกจะนำที่ดินดังกล่าวไปจำหน่าย จ่าย โอน ได้หรือไม่ อย่างไร?
คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมใหญ่) ได้พิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง เมื่อนางเนื่อมถึงแก่กรรม ที่ดินทั้งสองแปลงจะตกเป็นที่ธรณีสงฆ์โดยทันทีหรือไม่ นั้น
เห็นว่า ตามข้อเท็จจริง นางเนื่อมได้ทำพินัยกรรม ณ ที่ว่าการอำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร โดยระบุในข้อ ๑ (๓) (ง) และ (จ)[๒] ของพินัยกรรมว่า
ต้องการยกกรรมสิทธิ์ที่ดินสองแปลงที่ตั้งอยู่ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่รวมกันประมาณ ๙๒๔ ไร่ ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร
ต่อมาในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๔ นางเนื่อมถึงแก่กรรม วัดซึ่งเป็นผู้รับมรดกได้ครอบครองหาประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวตลอดมา โดยการให้เช่าทำนา
จนกระทั่งได้โอนให้ "มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย" ในฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓
กรณีจึงพิจารณาได้ว่า นับตั้งแต่นางเนื่อมถึงแก่กรรม มรดกของนางเนื่อมตกทอดไปยังทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดซึ่งเป็นทายาทตามพินัยกรรม นับตั้งแต่นางเนื่อมถึงแก่กรรม[๓] โดยไม่จำต้องทำการรับมรดก หรือเข้าครอบครองที่พิพาท
ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๕๙๙[๔] ประกอบกับมาตรา ๑๖๐๓[๕] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และวัด ในฐานะผู้รับพินัยกรรม อาจใช้สิทธิเรียกร้องเรียกเอาที่ดินมรดกให้ตกได้แก่วัดได้นับตั้งแต่นางเนื่อมถึงแก่กรรมเป็นต้นไป ตามมาตรา ๑๖๗๓[๖] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งการได้มาซึ่งที่ดินตามพินัยกรรมดังกล่าว เป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม
แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มา ที่ดินนั้นก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทแล้ว[๗]
เพียงแต่จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง[๘] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
อนึ่ง ตามมาตรา ๑๕๙๙ วรรคสอง[๙] แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น
ทายาทอาจเสียสิทธิในมรดกได้ โดยประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ซึ่งการเสียสิทธิในมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประการหนึ่ง คือ การทำหนังสือแสดงเจตนาสละมรดกตามมาตรา ๑๖๑๒
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นับตั้งแต่เมื่อนางเนื่อมถึงแก่กรรม วัดได้เก็บผลประโยชน์จากที่ดินโดยเก็บค่าเช่าทำนามาโดยตลอด และไม่ปรากฏว่าวัดได้ทำหนังสือแสดงเจตนาสละมรดกที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด
ดังนั้น ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ดินตามพินัยกรรมของนางเนื่อม จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดแล้วตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม
การที่วัดได้มาซึ่งที่ดินมรดกสองแปลงนี้ ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายที่ดินด้วย
ซึ่งมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติให้การได้มาซึ่งที่ดินของวัด ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี แต่ไม่กระทบถึงที่ดินที่วัดได้มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ
และมาตรา ๘๕ บัญญัติว่า ในกรณีที่วัดได้ที่ดินมาเกินข้อกำหนดแห่งกฎหมายตามความในมาตรา ๘๔ เมื่อประมวลกฎหมายนี้ได้ใช้บังคับแล้ว ให้นิติบุคคลดังกล่าวจัดการจำหน่ายภายใน ๕ ปี
โดยนัยนี้เท่ากับว่า ประมวลกฎหมายที่ดิน ถือว่าที่ดินที่วัดได้มาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดแล้ว
แต่หากรัฐมนตรีไม่อนุญาต วัดจะถือกรรมสิทธิ์ต่อไปไม่ได้
และมาตรา ๘๕ กำหนดให้วัดจัดการจำหน่ายเสียภายใน ๕ ปี ซึ่งผู้มีกรรมสิทธิ์เท่านั้นที่จะมีอำนาจจำหน่ายทรัพย์สินได้
ในระหว่างนั้น วัดจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจนกว่าจะจำหน่ายที่ดินไป
บทบัญญัติมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่เป็นเงื่อนไขการได้มาซึ่งที่ดินของวัดแต่อย่างใด แต่เป็นเงื่อนไขในการจะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่อไปเท่านั้น
ดังนั้น ในกรณีของวัดธรรมิการามวรวิหารนี้ วัดได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกตามพินัยกรรมของนางเนื่อมทันทีที่นางเนื่อมถึงแก่กรรม
และมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ใช่บทบัญญัติยกเว้นการได้มาดังกล่าว
เมื่อผลทางกฎหมาย ที่ดินมรดกของนางเนื่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕
ซึ่งการโอนที่ธรณีสงฆ์ ต้องทำโดยพระราชบัญญัติตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕
ประเด็นที่สอง ที่ดินทั้งสองแปลง ผู้จัดการมรดกจะนำที่ดินไปจำหน่าย จ่าย โอน ได้หรือไม่ นั้น
ปรากฏจากข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่นางเนื่อมถึงแก่กรรม ศาลแพ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง นายพจน์ สุนทราชุน, นายหงษ์ สุวรรณหิรัญ และนายแพทย์วิรัช มรรคดวงแก้ว เป็นผู้จัดการมรดกนางเนื่อมเมื่อ ๑ ก.ย.๑๔
แต่ต่อมา ศาลแพ่งได้มีคำสั่งอนุญาตให้นายพจน์และนายแพทย์วิรัช ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก และนายหงษ์ถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๕ เม.ย.๓๓
เนื่องจากไม่มีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่ ต่อมาศาลแพ่งจึงได้มีคำสั่งเมื่อ ๑๑ ส.ค.๓๓ แต่งตั้งมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้จัดการมรดก วันที่ ๒๑ ส.ค.๓๓
กรมที่ดิน ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่มูลนิธิฯ ในฐานะผู้จัดการมรดก
ซึ่งมูลนิธิฯ ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้โอนที่ดินมรดกให้แก่มูลนิธิฯ เอง แล้วมูลนิธิฯ ได้โอนที่ดินดังกล่าวต่อไปให้บริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด ในวันเดียวกันนั้นเอง
กรณีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า มูลนิธิฯ ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?
มาตรา ๑๗๑๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไว้ว่า
ให้ทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก
จึงเห็นได้ว่า เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมสั่งความไว้เป็นประการใด ผู้จัดการมรดกย่อมต้องจัดการไปตามคำสั่งนั้น จะจัดการนอกเหนือคำสั่งในพินัยกรรมไม่ได้
ในกรณีของที่ดินมรดกสองแปลงของนางเนื่อมที่เป็นปัญหานี้ นางเนื่อมได้สั่งไว้ในพินัยกรรมว่า
ยกให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมจึงชอบแต่จะจัดการจำหน่าย จ่าย โอน ที่ดินมรดกให้แก่วัดผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเท่านั้น
จะโอนให้แก่บุคคลอื่นที่พินัยกรรมมิได้ระบุให้เป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น มูลนิธิฯ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม จึงต้องโอนที่ดินมรดกตามพินัยกรรมที่ระบุให้ตกแก่วัด ให้แก่วัดได้เท่านั้น
จะโอนให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากวัดไม่ได้
การโอนที่ดินมรดกให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากบุคคลที่ระบุให้เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม
จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของเจ้ามรดก ซึ่งไม่ผูกพันทายาท และจะต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา ๑๗๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ก็พอเข้าใจกันกระมัง.......
ที่จะออกกฎหมายเอาที่ดินไปยกให้มูลนิธิฯ (ตัวการ) แทนที่จะเป็นวัด เป็นการ "ทำผิดให้เป็นถูก" หรือ
"ทำที่ผิดให้มันผิดอีก"?

เครดิตผู้นำสำคัญสุด

เครดิตผู้นำสำคัญสุด

จังหวะที่แรงเสียดทานทางการเมืองเบาบาง

ฝั่งตรงข้ามยังตั้งหลักไม่ทัน ในสถานการณ์ที่ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังล่องหน
ล่าสุด “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พร้อมนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และคณะได้บินไปเข้าร่วมการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS “บริกส์” กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ที่เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 4–5 กันยายน 2560

ยกระดับประเทศไทยในฐานะที่มีบทบาทสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา

และอีกช็อตสำคัญนายกรัฐมนตรีไทยยังจะพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีจีนและร่วมกันเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงในเรื่องความร่วมมือรถไฟไทย–จีน

ย้ำดีลยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับจีนแผ่นดินใหญ่

เท่าที่ดูตามโปรแกรมหลังจากนี้ “นายกฯลุงตู่” มีคิวเดินสายไปต่างประเทศอีกหลายงาน ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับข้อตกลงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

ตามสถานะของประเทศไทยคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค ซึ่งนั่นก็แปรผันตามเครดิตผู้นำรัฐบาลทหารของไทยที่ได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง ประกอบกับเงื่อนไขเชิงบวกของอำนาจพิเศษที่เอื้อต่อการปลดล็อกปมติดขัดข้อกฎหมายให้มีความสะดวกคล่องตัวมากกว่าปกติ

นี่คือจังหวะที่รัฐบาล คสช.จะเดินเนื้องานด้านต่างประเทศที่เอื้อกับเศรษฐกิจภายใน

แต่อย่างไรก็ตาม มันก็มีร่องรอยของปรากฏการณ์แปร่งๆ ยุทธการงัดกันเองระหว่างกระทรวงใหญ่ที่มีขุนทหารนั่งบัญชาการ จากปมโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้า “สตึงมนัม” โปรเจกต์ระหว่างไทยกับกัมพูชา
เป็นกระแสข่าวที่ขัดแย้งกันเองในตัว คนนอกอ่านแล้วยังงงๆ

เมื่อย้อนไปตรวจสอบข้อมูลข่าวย้อนหลัง จุดเริ่มเลยมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้หารือกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อคราวเดินทางเยือนประเทศไทย ในการขอความร่วมมือกันเดินหน้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและบริหารจัดการน้ำร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ
โดยทางผู้นำกัมพูชาได้เห็นชอบด้วย หลังจากนั้นนายกฯฮุน เซนได้สั่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกัมพูชาเปิดทางสะดวกในการเดินหน้าโครงการ เอื้อกับข้อตกลงที่ได้รับปากกับผู้นำไทย

ขณะที่นายกฯประยุทธ์ได้สั่งการผ่าน “บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน และนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ไปบูรณาการกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เดินหน้าศึกษารายละเอียด วางแผนเส้นทางน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ตามข่าวก็มีการรายงานความคืบหน้าโครงการต่อที่ประชุม ครม.เป็นระยะ

เป้าหมายหลักของโครงการคือรองรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล นอกเหนือจากน้ำที่ใช้ในการบริโภคและการเกษตรในภาคตะวันออกที่ทุกปีก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ขณะที่อีกมุมก็มีการเปรียบเทียบกับค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่สูงกว่าปกติ เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา

สรุปเมื่อบวกลบคูณหารทางด้านเศรษฐกิจแล้วถือว่าคุ้มกับไทย

แต่ก็เป็น “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาตัดบทแบบชัดถ้อยชัดคำ การผันน้ำจากเขื่อนสตึงมนัมไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะกระทรวงเกษตรฯได้หารือกับกระทรวงทรัพยากรฯเห็นชอบที่จะให้กรมชลประทานเข้าไปก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่แทน

นั่นก็ทำให้แผนที่วางไว้ปั่นป่วน ฝ่ายปฏิบัติหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

เพราะ พล.อ.ฉัตรชัยก็ระดับเพื่อนรัก ขณะที่ พล.อ.อนันตพรก็ระดับสายตรง

ตกลงไม่รู้ “นายกฯลุงตู่” จะเอายังไงกันแน่

และตามโปรแกรม พล.อ.ประยุทธ์มีคิวเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 กันยายนนี้ ซึ่งแน่นอนน่าจะมีเรื่องของเขื่อนสตึงมนัม “วัดใจ” อยู่บนโต๊ะเจรจาความเมืองด้วย

เรื่องของเรื่อง ยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นทางเทคนิค ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ หรือปมลึกลับซับซ้อนที่มีการร่ำลือในวงการว่ายุทธการสกัดเขื่อนสตึงมนัมโยงกับการลงทุนโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
เป็นการขัดเหลี่ยมผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจแฝง คสช.ที่แบ่งเป็น 2-3 ก๊ก

แต่ที่แน่ๆว่ากันตามเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างผู้นำ 2 ประเทศที่ตกปากรับคำกันไว้ นั่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะของประเทศไทย แต่มันเกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เป็นเครดิตความน่าเชื่อถือของผู้นำไทยในเวทีโลก.

ทีมข่าวการเมือง