PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

จากน้องเมยถึงนาฬิกาหรู เปิดใจ ‘ป้ามล’ พร้อมเปลืองตัว ล่าชื่อจี้ ‘บิ๊กป้อม’ ลาออก

จากน้องเมยถึงนาฬิกาหรู เปิดใจ ‘ป้ามล’ พร้อมเปลืองตัว ล่าชื่อจี้ ‘บิ๊กป้อม’ ลาออก



ทิชา ณ นคร
ภายหลังจากเปิดแคมเปญบนเว็บไซต์ change.org รณรงค์ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา
ทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็ก ผู้หญิง กล่าวเปิดใจกับมติชนออนไลน์ถึงการโพสต์ข้อความ “สนับสนุน ทิชา ณ นคร โดยลงชื่อใน Change.org ให้รองนายกประวิตรฯลาออก ยังเปิดลงชื่ออยู่” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thicha Nanakorn ว่า หลังจากการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหารเมย นายภคพงษ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 ก็ติดตามดูอย่างใกล้ชิด ผลการชันสูตรศพล่าสุดยืนยันว่าน้องเมยไม่ได้เจ็บป่วย ไม่ได้อ่อนแอ แต่ตายจากการถูกทำร้าย ซึ่งเราก็เชื่อมาตลอดหลังจากรู้ข่าวการเสียชีวิต และฟังจากองค์ประกอบที่ครอบครัวสื่อสารออกมา จนมาชัดเจนจากผลชันสูตรดังกล่าว ทั้งนี้ เมื่อรู้ผลดังกล่าวเราได้ถอยกลับไปตรวจสอบท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ตอนแรก ซึ่งก็เคยอยู่ในภารกิจแบบนี้ ผ่านเรื่องราวของโรงเรียนเตรียมทหารมา มีข้อมูลและรับรู้ว่าอะไรคือความถูกต้องอะไรไม่ถูกต้อง เพียงแต่ไม่กล้าหาญที่จะปกป้องผู้สูญเสีย มิหนำซ้ำยังให้สัมภาษณ์ที่ทำให้สังคมไขว้เขว ทำให้สังคมเชื่อว่าเป็นการตายที่ไม่เกี่ยวกับระบบการเรียนของนักเรียนทหาร

นางทิชากล่าวอีกว่า เรื่องนี้ยังประจวบกับที่รองนายกรัฐมนตรีต้องประสบกับความเทาดำในเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของงบประมาณ ก็ทำให้ตนเกิดความรู้ว่าเราจะต้องทนอีกนานสักเท่าไหร่ จึงเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ดังกล่าว แม้ไม่รู้หรอกว่าการรณรงค์ดังกล่าวจะได้ผลแค่ไหน แต่อยากส่งสัญญาณว่าอย่าเล่นกับความรู้สึกของครอบครัวผู้ตาย ต้องคืนความเป็นธรรมให้ครอบครัวผู้ตาย ไม่ว่าจะขอโทษ ให้เกียรติ ทำอะไรที่คิดว่ามนุษย์คนหนึ่งพึงกระทำต่อผู้สูญเสีย ซึ่งตอนนี้ยังมีเวลา

“น่าจะมีสักครั้งในประเทศไทยที่ผู้นำระดับสูง ซึ่งนำพาสังคมไปหลงทิศผิดทาง จะออกมาขอโทษและลาออก ดิฉันมองว่านี้จะเป็นการลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม ซึ่งอยากให้ทำเป็นของขวัญคนไทยสักครั้ง ดีกว่าทำความผิดต่อไป เสมือนประโยคที่ว่าเริ่มต้นจากการทำความผิดเล็กๆ ที่สุดต้องทำความชั่วเพื่อปกปิดความผิดตัวเอง” นางทิชากล่าวและทิ้งท้ายว่า

“เชื่อว่าคนอีกหลายล้านคนที่รู้เรื่องแต่ไม่ได้ลุกไม่ขึ้น ก็ไม่ได้แสดงว่าไม่มีความรู้สึกนะ ขณะที่ตนภายหลังเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ก็มีอินบ็อกซ์เข้ามาในเฟซบุ๊กเพื่อเตือนด้วยความหวังดี ว่าทำไมไม่เรียกร้องผ่านการรวมตัวของกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ควรเปิดหน้าเรียกร้องเพียงลำพัง เพราะอาจได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี ป้าพร้อมเปลืองตัว คิดว่าสถานการณ์แบบนี้ควรมีคนเปลืองตัวบ้าง แม้จะมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมสถานการณ์เยอะ แต่คิดว่าเอาทุกคนมาเปิดหน้าไม่ทันการณ์ ดั่งประโยคที่ว่า จุดเทียนกลางสายฝน ดีกว่าก่นด่าท่ามกลางความมืด”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเปิด แคมเปญให้รองนายกประวิตรฯลาออก ณ เวลา 13.27 น. วันที่ 11 ธันวาคม มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญนี้ 689 คน

ดำรง พุฒตาล เตรียมประกาศข่าวสำคัญท่ามกลางเสียงลือ ‘คู่สร้างคู่สม’ ลาแผงอีกฉบับ

ดำรง พุฒตาล เตรียมประกาศข่าวสำคัญท่ามกลางเสียงลือ ‘คู่สร้างคู่สม’ ลาแผงอีกฉบับ


เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม มีการเปิดเผยถึงการเตรียมประกาศข่าวสำคัญของนิตยสารคู่สร้างคู่สม โดยนายดำรง พุฒตาลในรายการมองรอบด้าน สุดสัปดาห์ วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคมนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ TNN24 ช่อง 16 เวลา 17.05-18.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาเกิดกระแสข่าวว่านิตยสารดังกล่าวจะปิดตัวลง โดยจะวางแผงฉบับสุดท้ายในวันที่ 20 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งผู้อ่านส่วนหนึ่งได้เข้าไปสอบถามในช่องแสดงความคิดเห็นของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘คู่สร้างคู่สม (ประเทศไทย) จำกัด’ แต่ยังไม่มีคำตอบ
นอกจากนี้ ในโลกโซเชียล ยังมีการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊ก Nitipan Tangnopparat ของนายนิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์ ทายาทร้านหนังสือเก่าแก่ของจังหวัดพิษณุโลก อย่าง ‘เสียงทิพย์ บุ๊คเซ็นเตอร์’ ซึ่งโพสต์ข้อความว่า
“เรื่องช็อคอันดับท็อปๆของปีนี้ คู่สร้างคู่สม กล่าวอำลา เป็นหัวที่คิดว่าจะไปเป็นคนสุดท้าย ทำไมทำกันหยั่งนี้”
เมื่อข้อความดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้แสดงความคิดเห็นว่ารู้สึกใจหาย และเสียอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งระบุว่า ไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นนิตยสารเก่าแก่ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ ‘มติชนออนไลน์’ ได้สอบถามไปยัง นายตาลเด่น พุฒตาล บุตรชาย ได้รับคำตอบเบื้องต้นว่า ขอให้นายดำรง พุฒตาล เป็นผู้ชี้แจง อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถติดต่อนายดำรงได้

กระทั่ง ล่าสุด มีการประกาศว่านายดำรง พุฒตาล จะเปิดเผยข่าวสำคัญของคู่สร้างคู่สม ผ่านช่อง TNN24 ดังที่กล่าวมาแล้ว
ทั้งนี้ นายดำรง พุฒตาล ก่อตั้งนิตยสารคู่สร้างคู่สมขึ้นเมื่อ 38 ปีก่อน โดยได้รับความนิยมของคนไทยทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมากจนได้ชื่อว่าเป็นนิตยสารที่ขายดีที่สุดของไทย โดยเมื่อไม่นานมานี้นักเขียนนามปากกา ‘มารพิณ’ ได้วิเคราะห์ว่า คู่สร้างคู่สมมีเนื้อหาที่เฉพาะตัว แต่ละคอลัมน์ก็อัดลึกเจาะแน่นมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ต่างจาก Content Online สมัยนี้ ซึ่งแฟนคลับต่างก็ชื่นชอบเนื้อหาสาระของคู่สร้างคู่สมเป็นอย่างดี เพราะคุ้มค่ากับราคาหน้าปกเพียง 30 บาท และมีแฟนคลับอยู่ในทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ ข้างทาง หรือที่สถานทูตไทยในต่างประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่นิตยสารเล่มนี้จะยังขายได้แม้ในวันที่สิ่งพิมพ์กำลังฉุดกันล้มลงไป (ที่มา : www.spokedark.tv)
นอกจากนี้ ปกคู่สร้างคู่สมฉบับวันที่ 1-10 กันยายน (ปีที่ 38 ฉบับที่ 994) ยังพาดหัวว่า ‘วิกฤตสื่อหนังสือ ดำรง…ยืนยัน “คส.คส.” ไม่มีวันเจ๊ง’
เป็นเหตุให้ผู้ได้รับทราบข่าวลือดังกล่าวต่างส่งกำลังใจและลุ้นว่าขอให้กระแสข่าวลือไม่เป็นความจริง
ส่วนข่าวสำคัญที่ดำรง พุฒตาล เตรียมประกาศในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จะเป็นข่าวช็อคของคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ ต้องติดตาม.

จดหมายนายชวน โดย นฤตย์ เสกธีระ

จดหมายนายชวน โดย นฤตย์ เสกธีระ

ภาพจากเฟสบุ๊ก Democrat Party, Thailand

ระยะหลังๆ นี่ ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจประเทศไทยไม่ค่อยสอดคล้อง

จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลหน้าบาน

จากตัวเลขการส่งออกที่ตอบรับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นขึ้นมา

จากตัวเลขดัชนีผู้บริโภคที่มีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ฟังแล้วฟังซ้ำจนกระทั่งเคลิ้ม

เชื่อแน่ว่าเศรษฐกิจไทยพุ่งทะยานไปข้างหน้า

แต่ตัวเลขที่ปรากฏ เมื่อเทียบกับกระแสเสียงที่สะท้อนจากคนในท้องถิ่น

ทำไมจึงไม่สอดคล้อง

กรณีจดหมายของนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์สามารถยืนยันปรากฏการณ์นี้

นายชวน ได้ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ

เนื้อความจดหมายสรุปว่า ภายหลังการบริหารงานของรัฐบาลมาระยะหนึ่ง สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ออกสำรวจ

ผลการสำรวจพบว่า รายได้ครัวเรือนต่อเดือนทั่วราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น

แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วพบว่า รายได้ครัวเรือนต่อเดือนในภาคเหนือและภาคใต้ลดลง

โดยเฉพาะรายได้ครัวเรือนของภาคใต้ลดลงไปมาก

นายชวนระบุถึงจังหวัดที่รายได้ครัวเรือนลดลงมากในพื้นที่ภาคใต้

ระนอง ลดลงหมื่นบาท ตรังลดลงเก้าพันบาท และยะลาหกพันบาท

นายชวนระบุว่า จังหวัดตรังและจังหวัดระนอง รายได้ลดลงประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด

พร้อมกันนั้นได้ระบุเจตนาท้ายจดหมายว่า นำเสนอข้อมูลเพื่อให้พิจารณาปัญหาของภาคใต้

รุ่งขึ้นผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สุ่มสอบถามนักธุรกิจในจังหวัดใต้และเหนือ


ที่จังหวัดตรังมีความเห็นสอดคล้อง

หนึ่ง ยอมรับว่ารายได้จากการค้าขายน้อยลง สอง ยอมรับว่า ราคายางและปาล์มที่ลดลง ทำให้รายได้ลดลง

สาม จำนวนนักท่องเที่ยวไม่เติบโตขึ้น สี่ การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคไม่ดี และห้า มีคู่แข่งคือธุรกิจสะดวกซื้อ

ส่วนที่จังหวัดพิจิตร แม่ค้าที่นั่นเล่าว่า ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่เหมือนปีนี้

คนไม่ออกมาจับจ่าย คนไม่มีเงิน ถนนเงียบ ไม่เคยรู้สึกหมดหวังแบบนี้

ตอนนี้ไม่มีการลงทุนแล้ว มีแต่หาเงินนอกระบบมาต่อลมหายใจ

จากจดหมายของนายชวน ประกอบกับเสียงจากพื้นที่ ตอกย้ำข้อสงสัย

ทำไมตัวเลขทางเศรษฐกิจกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านจึงฟังขัดๆ

นายชวน เป็นผู้แทนราษฎร และลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนอยู่เป็นประจำ

แม้ระยะหลายปีที่ผ่านมา ประเทศจะตกอยู่ในอำนาจทหาร และห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหว

แต่สังเกตจากข่าวสารก็ยังมีนักการเมืองออกไปพบประชาชน

นายชวนเองก็มีข่าวอยู่เนืองๆ

การพบปะกันทำให้รู้ว่า ขณะนี้ประชาชนกำลังเป็นทุกข์หรือเป็นสุข

จดหมายของนายชวนระบุเนื้อหาที่แตกต่างจากตัวเลขที่รัฐบาลนำเสนอ

ในทางการเมืองแล้ว จดหมายฉบับนี้คือการเปิดเกมรุก

รุกรัฐบาลที่กำลังถดถอย

รุกขณะที่รัฐบาลเพิ่งปรับ ครม. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

รุกฉับพลันแบบนี้ ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะรับมือได้ทันท่วงทีหรือไม่

คำตอบกำลังมา

คำตอบกำลังมา


หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โยนคำถาม 6 ข้อ ให้ประชาชนทั่วประเทศตอบผ่านศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย

“โยนหินถามทาง” หาก คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.หลังการเลือกตั้งให้เกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

พี่น้องประชาชนเห็นด้วยหรือไม่โปรดตอบมา

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าบัดนี้ผ่านไปครบ 1 เดือน กระทรวงมหาดไทยควรสรุปความคืบหน้าคำถาม 6 ข้อของนายกรัฐมนตรีได้หรือยัง??

1,ประชาชนไปตอบคำถาม 6 ข้อ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจำนวนเท่าใด?

2, ผลคำตอบประชาชนเห็นด้วยกี่เปอร์เซ็นต์? ไม่เห็นด้วยกี่เปอร์เซ็นต์?

อย่างน้อยสรุปเป็นน้ำจิ้มเพิ่มความคึกคักสักหน่อย ดีกว่าปล่อยให้เงียบเหงาหาวเรอ

แต่เอาเถอะ...ระหว่างรอกระทรวงมหาดไทยสรุปคำตอบประชาชนต่อคำถาม 6 ข้อของนายกรัฐมนตรี

“แม่ลูกจันทร์” ขอนำผลการสำรวจความเห็นประชาชน “สวนดุสิตโพล” และ “นิด้าโพล” ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ ควรหยิบมาพลิกคว่ำพลิกหงายให้อ่านกันเพลินๆ

สวนดุสิตโพล สอบถามความเห็นประชาชนประเด็นจุดแข็ง–จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

สรุปย่อๆประชาชนส่วนใหญ่ 72.2 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีกลไกปราบทุจริตเข้มข้นกว่าเดิม
ประชาชนส่วนน้อย 25.4 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าปราบทุจริตไม่ได้อยู่ดี

ประชาชนส่วนใหญ่ 55.6 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าระบบเลือกตั้ง ส.ส.แบบจัดสรรปันส่วนผสมของ “ซือแป๋มีชัย” จะทำให้พรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุดไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล

แต่ประชาชนส่วนน้อย 37.6 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าพรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุดในสภาจะได้จัดตั้งรัฐบาล

ประชาชนส่วนใหญ่ 57.8 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดช่องให้สืบทอดอำนาจ คสช.

แต่ประชาชนอีก 37.7 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ คสช.สืบทอดอำนาจแต่อย่างใด

สืบทอด? หรือไม่สืบทอด? ต้องรอพิสูจน์ของจริงหลังเลือกตั้งอีกที

ทีนี้มาถึงคิว “นิด้าโพล” สอบถามความเห็นประชาชนประเด็นปลดล็อกพรรคการเมือง

ประชาชนส่วนใหญ่ 77.6 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมเพื่อเตรียม พร้อมสู่การเลือกตั้งปลายปีหน้าโดยไม่ชักช้าร่ำไร

แต่ประชาชนส่วนน้อย 17.6 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า คสช.ยังไม่ควรปลดล็อกพรรคการเมือง เพราะสถานการณ์ยังไม่ปกติ หากปลดล็อกอาจเกิดความวุ่นวาย

“นิด้าโพล” ถามความเห็นประชาชน ว่ายังเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นปลายปีหน้า 2561 หรือไม่??

ประชาชนส่วนใหญ่ 51.2 เปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อหรือเชื่อน้อยว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ปลายปีหน้าอย่างที่ฉายหนังโฆษณา

แต่ประชาชนส่วนน้อย 39.5 เปอร์เซ็นต์ ยังเชื่อว่าจะได้หย่อนบัตรเลือกตั้งปลายปีหน้าแน่นอน

“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ปลายปีหน้าเริ่มลดน้อยถอยลงๆ

อนิจจังไม่เที่ยงแท้ไม่แน่นอน...โรดแม็ป คสช.ย่อมยืดได้ขยายได้ตามสถานการณ์

ยืดมาแล้ว 2 ครั้ง ถ้าจะยืดอีกครั้งก็ไม่น่าแปลกใจ.

“แม่ลูกจันทร์”

ถึงจุดนี้ไม่มีเหตุบังเอิญ

ถึงจุดนี้ไม่มีเหตุบังเอิญ


ในทางพุทธศาสนา ไม่มีคำว่า “บังเอิญ”

ทุกอย่างล้วนแต่มี “กรรม” เป็นตัวกำหนด มีเหตุผลที่มาที่ไป ไม่เว้นแม้แต่เหตุบ้านการเมืองของคนใหญ่คนโตที่เกิดขึ้นในห้วงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความ “ซวย” ปมแหวนเพชรกับนาฬิกาหรูที่กำลังเป็นประเด็นร้อน สถานการณ์โยงต่อเนื่องถึงเหตุเผอเรอเบิกตัวนักโทษออกจากเรือนจำ เพราะจำวันศาลนัดผิด กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว เจ้าหน้าที่กรมคุกเด้งกันระนาว

เข้าใจได้ว่าเป็นฉากที่ถูก “กรรม” เซตขึ้นมา ให้ได้เห็นเหตุแห่งการกระทำของคนที่มีกรรมเกี่ยวโยงกัน
ที่แน่ๆถึงตอนนี้ “พี่ใหญ่” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ตกอยู่ในสถานะ “ขาค้ำยัน” ที่เดี้ยงแล้วเดี้ยงอีกของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

และนั่นก็เป็นจังหวะต่อเนื่อง เหตุที่เชื่อมโยงกันได้ กับปรากฏการณ์ที่ “นายหัวชวน” ชวน หลีกภัย ประธานกุนซือพรรคประชาธิปัตย์ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง “บิ๊กตู่” ไล่บี้ให้แก้ไขปัญหารายได้ต่อครัวเรือนของประชาชนภาคใต้และภาคอื่นๆลดลง มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจภายหลังรัฐบาล คสช.บริหารประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

พร้อมอ้างผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้มีรายได้ลดลงต่อครัวเรือนต่อเดือน จากปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้มี 3 จังหวัดที่รายได้ลดลง คือ ระนอง ตรัง ยะลา

ย้ำตัวแดงเลยว่า รายได้ประชาชนลดลงอย่างน่าตกใจ

“มวยใหญ่” อย่าง “นายหัวชวน” ขยับ จังหวะย่างก้าวต้องจับตา

โดยเฉพาะความตั้งใจ มุ่งเป้ากระแทกไปที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ที่ประกาศว่าจะไม่มีคนจนแล้ว แต่นายชวนถากถางนิ่มๆเลยว่า พวก ส.ส.นักการเมืองนั่งดูรายละเอียดของทุกจังหวัด จึงได้ตัวเลขนี้ออกมา จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลรับรู้ เดี๋ยวจะหาว่าเห็นแล้วไม่บอก

ถึงแม้ไม่มีสภา แต่เราก็เป็นผู้แทนของเขา

โดยลีลาเก๋าๆระดับ “ปรมาจารย์ชวน หลีกภัย” จับทางได้เลยว่า ตั้งท่าทิ่มหมัดตรงเข้าใส่ “จุดแข็ง” แต่แฝงความ “เปราะบาง” นั่นคือทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของ “กัปตันสมคิด”

ช็อตแรกคือการ “เจาะยาง” ขาที่แข็งแรงสุดยามนี้ ที่ประคองรัฐบาล “นายกฯลุงตู่”

เพราะดูตามรูปการณ์ นอกจากปมปัญหาปากท้องที่โดนนักการเมืองอาชีพตีปี๊บปลุกอารมณ์ชาวบ้าน แต่ประเมินสัญญาณบวก “สมคิด” กำลังดันเศรษฐกิจภาพรวมติดลมบน ทั้งในมุมของตัวเลขจีดีพี ตัวเลขการส่งออกที่สูงขึ้น รวมถึงล่าสุด เวิลด์แบงก์ประเมินประเทศไทยจะสามารถขยายฐาน คนชั้นกลางให้มากขึ้น ทำให้ฐานคนจนลดลง

เป็นข้อมูลมาตรฐานทางการในระดับโลกที่อุปโลกน์เองไม่ได้

ที่สำคัญมาถึงจุดนี้ ดูเหมือน “สมคิด” จะเจอช่องโหว่ กับการโยกเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับแสนล้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เติมสภาพคล่องในระบบที่หายไป จากที่ชาวนาเคยได้เงินโครงการจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท และชาวสวนยางพาราที่เจอปัญหายางราคาตกเหลือกิโลละ 40 บาท จากที่เคยได้กิโลละ 60-70 บาท คูณด้วยตัวเลขชาวนา ชาวสวนยาง เงินหายไปมหาศาล

งานนี้ “สมคิด” ตั้งธงแล้วจะทำให้เห็นเนื้อเห็นหนังภายใน 4 เดือน เศรษฐกิจฐานรากจะคล่องตัวมากขึ้น

แน่นอน ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเป้า มันย่อมเข้าทางเหลี่ยม

“ตุนแต้ม” ให้ “นายกฯลุงตู่” เดินหมากอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านตามเงื่อนไขที่วางไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น

โอกาสที่นักการเมืองอาชีพจะทวงเวทีคืนก็ยิ่งยากขึ้น

และโดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่โยงต่อเนื่องกับช็อตที่สอง กับการขยับของมวยรุ่นใหญ่ยี่ห้อ “ชวน หลีกภัย” นั่นก็คือจังหวะ “เคาะสนิม” ให้กองเชียร์และคนดูได้โฟกัสกระบวนท่าการเคลื่อนไหว

หวนกลับมาอยู่ในกระแสการเมือง

ล้อกับสถานการณ์ที่เล่าลือกันวงในพรรคประชาธิปัตย์ มีแค่ชื่อ “ชวน หลีกภัย” คนเดียวที่จะเข้ามาขัดตาทัพ เกมหักดิบระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขาใหญ่ กปปส.

จ่อพรรคแตกซ้ำรอยประวัติศาสตร์ “กลุ่ม 10 มกรา”

และยังว่ากันว่า ชื่อของ “ชวน หลีกภัย” คือความลงตัวสุด หากจะเกิดปรากฏการณ์ปรองดองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ในการกัดฟัน ฝืนกลืนเลือด จับมือกันตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

สกัดเส้นทาง “นายกฯลุงตู่” ยึดยาวอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน

สถานการณ์ล็อกให้มวยรุ่นเก๋าต้องปัดฝุ่น ฝืนลากสังขารทวงแชมป์อีกรอบ.

ทีมข่าวการเมือง

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"ชวน"ไม่เรียกร้องปลดล็อก กลัวคนรำคาญ

'ชวน' กำชับสมาชิกพรรคปชป. ไม่เรียกร้องปลดล็อก หวั่นคนรำคาญ ลั่นเกิดปัญหารัฐบาลต้องรับผิดชอบ
(10/12/60)นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง ว่า ผู้ใหญ่ในพรรคได้หารือกันแล้วว่าให้แจ้งสมาชิกไม่ต้องเรียกร้องเรื่องนี้เพราะมีคนรับผิดชอบอยู่ เขาจะรู้เองว่าหากทำช้าเสียหายก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องเรียกร้องเพราะชาวบ้านที่เบื่อเรื่องการเมืองจะรำคาญ เพราะรัฐบาลจะต้องพิจารณาเองว่าภายใต้เงื่อนเวลามีอะไรต้องทำ เมื่อไหร่ อย่างไร ดูให้เหมาะสม ซึ่งตามกฎหมายก็มีกรอบเวลาบังคับไว้ เช่นวันที่ 5 มกราคม 2561 ก็ต้องแจ้งฐานสมาชิกพรรคให้กกต.รับทราบ จึงต้องถามรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร พรรคจะไม่เรียกร้องใด ๆ แต่ถ้าเกิดปัญหาก็อย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ
อย่างไรก็ดีเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ นายชวนกล่าวต่อว่าเป็นการให้ความสำคัญกับรูปแบบการปกครองระบบรัฐสภาที่ใช้กฎหมายเป็นหลัก โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บทในการกำหนดบทบาทการคานอำนาจของแต่ละฝ่าย ซึ่งตนขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ที่ชอบพูดว่าประชาธิปไตยเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศว่า ในความเห็นส่วนตัวที่เป็นผู้อาสาสมัครมาเป็นนักการเมืองนั้น ระบอบประชาธิไตยไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศแต่อุปสรรคที่แท้จริงคือตัวคน กฎหมายบ้านเมืองก็ไม่ใช่อุปสรรค รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมีจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ใช่อุปสรรคที่เป็นสาระสำคัญ ที่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยสะดุดคือคน ตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานไม่มีความจริงใจหรือรักประชาธิปไตยที่แท้จริง
ส่วนนายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า พรรคเตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. ขอขยายเวลาในการทำกิจกรรม หลังประเมินว่าอาจแล้วเสร็จไม่ทัน โดยเฉพาะการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรค ส่วนปัญหา การสรรหา กกต.สายศาลที่อาจโมฆะ ยังไม่ให้ความเห็นไม่ได้ว่าจะกระทบเลือกตั้งหรือไม่ 

เหตุ กับ ปัจจัย ปม รัฐบาล “ขาลง” อะไร คือมูลฐาน

เหตุ กับ ปัจจัย ปม รัฐบาล “ขาลง” อะไร คือมูลฐาน



คําว่า “ขาลง” ของ คสช.และของรัฐบาล เป็นคำอันไม่ควรเกิดขึ้น หรือมีขึ้นอย่างเด็ดขาดหากมองจากอำนาจที่มีอยู่ในมือของ คสช.และของรัฐบาล
ถามว่าแล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร
ต้องยอมรับว่าคำว่า “ขาลง” เป็นเงาสะท้อนจากคำถามของ “ผู้สื่อข่าว” ที่เสนอต่อบุคคลสำคัญไม่ว่าจะเป็นของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล
แล้วก็ได้รับการปฏิเสธทุกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นคำถามต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็นคำถามต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ตาม
นั่นถือได้ว่าเป็น “ความรับผิดชอบ”
ทั้งๆ ที่ได้รับการปฏิเสธ ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แล้วเหตุใดคำว่า “ขาลง” จึงยังดำรงอยู่
เหมือนกับเป็น “ความจริง” อย่างปกติ
หากประเมินจากแต่ละสถานการณ์อันถือว่าเป็นเงาสะท้อนในห้วง “ขาลง” ของ คสช.และของรัฐบาลก็จะเห็นได้จากหลายกรณีประกอบและประสานเข้าด้วยกัน
นั่นก็ได้แก่ กรณีซึ่งเกี่ยวกับการปรับ ครม.
การที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถือเป็นรูปธรรมแห่งความขัดแย้งอย่างเด่นชัด
เป็นความขัดแย้งจาก “ภายใน”
ภายใน 1 คือ มีสาเหตุมาจากการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงแรงงานผ่าน ครม. ภายใน 1 คือ มีสาเหตุมาจากการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.โดยมาตรา 44 เพื่อกลับมติ ครม.
นั่นก็ได้แก่ รายละเอียดอันเกี่ยวกับการปรับ ครม.
ถ้าทุกอย่างเป็นปกติการปรับ ครม.ก็น่าจะจำกัดกรอบเพียงแต่ 1 กระทรวง 1 คน แต่นี่กลายเป็นการปรับ ครม.ขนาดใหญ่ บางกระทรวงถึงกับมีการกวาดล้างไปทั้งยวง

นี่คือความไม่เป็นปกติอย่างยิ่งจาก “ภายใน”
ทั้งหมดนั้นคือรากและฐานที่มาอย่างแท้จริงของปัญหาซึ่งดำรงอยู่ภายใน คสช. ภายในรัฐบาล ขณะที่แต่ละปรากฏการณ์ถือได้ว่าเป็นความต่อเนื่อง
อย่างเช่น การออกมาพูดกรณีของ “น้องเมย”
อย่างเช่น การส่งเสียงตวาดกลางตลาดปลา ปัตตานี อย่างเช่นการทำให้เรื่องไม่เป็นเรื่องกลายเป็นเรื่องกลายเป็นประเด็นในกรณีของ “แบมุส”
และที่สุดก็มาถึงกรณีของ Richard Mille
เห็นหรือไม่ว่าแต่ละรูปธรรมอันนำไปสู่บทสรุปว่าเป็น “ขาลง” ของ คสช.และของรัฐบาลนั้นมีความสัมพันธ์และยึดโยงกันและกัน
หากไม่มีการพูดเลอะเทอะต่อ “น้องเมย” คงไม่มีการขอโทษ
หากไม่มีการตวาดที่ตลาดปลา ปัตตานี และการไล่กวาดต้อนชาวบ้านที่แยกสำโรงสงขลา ก็คงไม่ต้องย้อนกลับไปยังตรังเพียงอีกไม่กี่วันคล้อยหลัง
เหล่านี้เสมอเป็นเพียง “ปรากฏการณ์” แต่ละปม แต่ละปัญหา
หากรากฐานอย่างแท้จริงดำรงอยู่ภายใน “คสช.” ดำรงอยู่ภายในกระบวนการบริหารจัดการของ ครม.มากกว่า
การมอบหมายอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จของการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจให้กับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั่นแหละคือตัวจริง ของจริง
ตัวจริง ของจริงว่า “ปัญหา” คืออะไร
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะบริหารจัดการอย่างไร จะมุ่งต่อประเด็นในทางเศรษฐกิจโดยละเลยและมองข้ามประเด็นในทางการเมืองกระนั้นหรือ
นี่ย่อมเป็น “การบ้าน” อย่างแหลมคมยิ่ง

ปูรากฐานก่อนเลือกตั้ง : ท้าพิสูจน์ทีมเศรษฐกิจเลือดใหม่เดินหน้าประชารัฐ

ปูรากฐานก่อนเลือกตั้ง : ท้าพิสูจน์ทีมเศรษฐกิจเลือดใหม่เดินหน้าประชารัฐ


นับเป็นโค้งสุดท้ายที่จะพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความอยู่ดีกินดี ภาระตกหนักจึงมาอยู่ที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะขุนพลคนสำคัญ
“หลังปรับทัพใหม่ของ ครม.ประยุทธ์ 5 ทิศทางจะดีกว่านี้แน่” นายสมคิด เปิดหัวบทสนทนารุ่งเช้าวันที่ ทีมข่าวการเมือง เข้าสัมภาษณ์ที่ห้องทำงาน ทำเนียบรัฐบาล
แถมย้อนรำลึกอดีตการทำงานยุคที่ผ่านมา ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ
ผมเจอโจทย์ยากมาทุกสมัย เมื่อปี 2540 ก็เจอโจทย์ยาก ครั้งนี้ก็ไม่ได้ง่าย ถ้าเรามัวแต่ไปคิดว่ายาก ข้างหน้ามันลำบาก ถ้าคิดแบบนั้นคงทำงานกับผมไม่ได้
การที่เรามาอยู่ตรงนี้ ดวงชะตาให้มาช่วย พล.อ.ประยุทธ์ ให้สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างให้เดินไปข้างหน้า รอบนี้ดวงชะตาส่ง พล.อ.ประยุทธ์มาเพื่อทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต
ส่วนทีมงานหรือ ครม.ชุดนี้คิดว่าพร้อมและเหมาะสมมาก แต่ละคนมีประสบการณ์แม้จะมาเป็นรัฐมนตรีใหม่ สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปรับใหม่ทั้งหมดเป็นทีมที่ดีมาก
คนที่ไม่ได้อยู่แล้วไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่นายกฯอยากจะจัดทัพให้ทุกอย่างเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ เหมือนการวิ่งสี่คูณร้อย ผลัดแรก ผลัดสอง ผลัดสาม ผลัดสี่ มันไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้คือความร่วมมือจะมีมาก คีย์อยู่ที่ว่าการทำงานทุกกระทรวงต้องเข้าหากันร่วมมือกัน ปัญหาทุกเรื่องต้องบูรณาการทุกกระทรวง ไม่มีแยกย่อย ถ้าแยกย่อยบ้านเมืองไปไม่รอด
ทีมการเมือง ถามว่าปัญหาปากท้องจะแก้ไขอย่างไร เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ถึงรากหญ้า นายสมคิด ตอบว่า การที่บอกว่าต้องแก้ให้ดีขึ้นนั้นพูดมันง่าย รัฐบาลไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ต้องดูว่าอะไรที่เป็นโครงสร้างที่ต้องแก้ไข อะไรคือการแก้ปัญหาระยะสั้น ระยะยาว
นายกฯสั่งการแล้วว่าในหลวงทรงห่วงใยประชาชน ดูแลให้มีความสุข รู้ว่าข้างล่างยังลำบาก ถ้าทำดีที่สุดแล้วน่าจะดี
เห็นได้ว่านโยบายรัฐบาลตั้งแต่เริ่มต้นตอนเข้ามาใหม่ๆ ขอเลยคือไม่ให้เศรษฐกิจทรุด และต้องปฏิรูปให้บ้านเมืองไปได้ในอนาคตข้างหน้า
ขณะนี้เศรษฐกิจระดับบนกระเตื้องขึ้น เงินเฟ้อก็ต่ำ ทุกอย่างไปได้ดีหมด ต่างประเทศจากที่ไม่มองหน้า เดี๋ยวนี้ไปไหนก็ยอมรับ ทุกอย่างมาเมืองไทยหมด ดีหมดทุกกรอบ
ถามว่ารัฐบาลที่ทำมา 10 ปี เทียบกับรัฐบาลประยุทธ์ได้ไหม ไม่ได้เชียร์ แต่ให้ดูข้อเท็จจริง
แม้ว่าจะดีขึ้น ก็ยอมรับว่าระดับล่างยังไม่ดีเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลว่ากลุ่มคนจนมีไม่กี่อาชีพ เป็นเกษตรกรแน่นอน เมื่อข้าวราคาต่ำ ราคายางตกย่อมได้รับผลกระทบ
เมื่อถามว่า นักการเมืองบอกว่าทำไมรัฐบาลไม่เตรียมประกันพืชผลทางการเกษตรที่จะออกมา เราป้องกันการเมืองอย่างไร นายสมคิด ตอบว่า เรื่องประกันรายได้ จำนำข้าว เป็นเส้นทางที่ง่าย แต่ต้องแบกหนักเพราะมีพ่อค้าเข้ามา สองทางนี้รัฐบาลใหม่ไม่อยากให้ทำเพราะทุจริตง่าย
การแก้ปัญหาเลยต้องใช้เวลา เงินไหลลงช้า ทำให้ข้างล่างเงินไม่หมุนเวียน ยางพาราไม่ใช่ปัญหาง่ายๆที่จะบอกว่าให้ราคา 80 บาท
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว จำได้ว่าน้ำมันแพงมาก มีบริษัทประกาศรับซื้อยางพาราให้ราคาดี รัฐบาลขณะนั้นให้ปลูกยางเพิ่มที่อีสาน รายได้ดีจริงๆ กลายเป็นดับเบิ้ลซับพลายการผลิต
จากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 15 ปีที่ผลิตเพิ่มตลอด ราคาน้ำมันดิ่งมีสิ่งทดแทน ราคายางไม่มีทางจะไปอยู่ตรงนั้นได้อีก พยายามให้ขึ้นในระดับสมน้ำสมเนื้อ
การแก้ปัญหาต้องหาทางเพิ่มรายได้ให้เขา ต้องหาโครงการเพื่อให้มีรายได้เสริม ถ้าไม่ได้ปลูกจะมีรายได้จากอะไร สั่งการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ไปคิดมา
ทีมการเมือง ถามว่าประชาชนยังขาดความรู้หากจะปลูกพืชเสริม นายสมคิด อธิบายว่า กระทรวงเกษตรฯกับ ธ.ก.ส.ต้องชี้เป้าให้เขา เมื่อชี้เป้าแล้วต้องให้สินเชื่อ ให้เขาผลิตโดยที่ไม่เสี่ยงมาก หาตลาดให้ รวมพลังกัน ทำช้าไม่ได้ ต้องทำเร็ว
คอนเซปต์นายกฯไม่ได้บอกให้เลิกปลูกข้าว แต่ให้หาพืชทางเลือกมาเสริม รวมถึงปศุสัตว์ การบ้านอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ
ถ้าพูดแค่ประกันราคา จำนำข้าว คิดได้แค่นี้ ทั้งที่ทางวิ่งระยะทางยาว ไม่ว่ากันถ้าคิดได้แค่นี้ก็คิดไป แต่อย่าเอามาโจมตีจนกระทั่งไม่สามารถวางอนาคต
ถ้าคิดแค่ว่า 15,000 อีกสิบปีจะไปอยู่ที่ไหน
ผมคิดว่าเขาคิดเป็น ถ้าคิดจะเอาชนะกันด้วยคะแนนเสียงต้องเอาตรงนี้มาตี
การพลิกการเมืองของทุกประเทศพลิกได้ตอนที่ชีวิตคนลำบาก พอฝืดเคืองปั๊บเอาอันนี้มาตี ถ้าทำโดยไม่กลัว มองไปในระยะยาวเตรียมวางฐานและไม่ละเลยระยะสั้น คือสิ่งที่รัฐบาลนี้วางแนวทางไว้
การมองสู่อนาคตต้องไปถึงดิจิทัลค้าขายข้ามประเทศ เพราะดิจิทัลสำคัญมาก ที่เมืองจีนหายจนเพราะดิจิทัล ไทยเราต้องทำให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้น กระทรวงเกษตรฯต้องเร่งให้เกิดผลผลิต กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งทำตลาด
ส่วนการช่วยเหลือคนจน กระทรวงการคลังออกแบบบัตรคนจนทำให้เงินถึงมือคนจนโดยตรง ทีแรกถูกโจมตีบัตรคนจนไม่ดี ทั้งที่คนจนได้เงินเดือนต่ำกว่า 2,500 บาทต่อเดือน ความจริงอยู่ไม่ได้
ปีหน้าเงินงบสวัสดิการประชารัฐต้องมีมากกว่าเดิม จะใช้บัตรคนจนเป็นตัวหลักการ เมื่อรู้ว่ามีคนจนจำนวนเท่านี้ ต่อไปจะมีประโยชน์ที่จะเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อลดค่าใช้จ่ายเขา
เขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ตอนนี้กำลังคิดเรื่องยา คนจนใช้อะไรไม่มาก กินข้าวกับซื้อยา นี่คือการลดค่าใช้จ่ายคนจน
จะทำให้คนจนอยู่ได้จริงๆไม่ใช่จนดักดาน
นอกจากนี้ยังเห็นว่า สิ่งหนึ่งที่จะมีผลต่อรายได้ท้องถิ่นมหาศาลคือการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเมืองรอง นโยบายใหม่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับคือการท่องเที่ยวต้องไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะ ททท.คือโปรโมชั่น กระทรวงการท่องเที่ยวฯคือพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
ถ้าทำท่องเที่ยวเมืองรองกับชุมชน มีนักท่องเที่ยวแค่หมื่นคน จะทำให้ชุมชนเล็กๆเงินจะสะพัด
ทั้งหมดคือแนวทางของรัฐบาลที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและช่วยคนจน
ปีนี้เห็นสัญญาณแล้ว ตลาดหุ้นก็ดี ปีหน้าส่งออกคงไม่ทรุดแล้ว ความเชื่อมั่นมีมากขึ้น การลงทุนจะมีมากขึ้นทั้งเอกชน รัฐบาล เอกชนที่เราหล่อเลี้ยงไว้จะออกผล ปีหน้าจะดีแน่นอน
ผมไม่ต้องการแค่นั้น ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไปสู่อีกอย่างให้ได้ ช่วงสั้นทำอย่างไร ปรับโครงสร้างอย่างไร อย่าปล่อยให้ลอยไปตามอากาศ
ถ้าการเมืองไปถึงตอนนั้นแล้ว มันเกิดหมดแล้ว เชิญเลือกตั้งตามสบาย
ทีมการเมือง ถามว่าความรับผิดชอบทีมเศรษฐกิจเหมือนทัพหน้า นายสมคิด ตอบว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น คิดแค่ว่ามีหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด คนที่รับผิดชอบทั้งหมดคือนายกฯ ครม.ต้องทำงานแบบไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย ทุกคนต้องช่วยกัน
ปีหน้าต้องลงให้ถึงข้างล่าง นี่คือเหตุผลว่าทำไมนายกฯถึงลงพื้นที่เยอะ เพื่ออธิบายให้รู้รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง แต่ยากที่จะไปนั่งอธิบายว่าปัญหาเกิดจากอะไร
การทำงานบางทีสิ่งสำคัญไม่ใช่เนื้องาน สิ่งสำคัญจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจไม่ให้การเมืองมาบิดพลิ้วบิดเบือนได้ บิดง่ายมาก
ถ้าคุณอยู่กับสิ่งเดิมๆ ส่งออกก็สิ่งเดิมๆ เกษตรก็เดิมๆ จะไปแข่งขันอย่างไร อยากให้คิดก้าวข้าม
อย่าเอาเวลาสั้นๆมาบีบบอกว่าต้องแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน แก้ไม่ได้พาชาติเจ๊ง
ถ้าไม่คิดอะไร คิดสั้นๆนี่แหละจะพาชาติเจ๊ง.
ทีมการเมือง

1ปีที่เหลือชี้ชะตา“ประยุทธ์” : ผ่าประสิทธิภาพ“สมคิด”เจาะเศรษฐกิจลงฐานราก

1ปีที่เหลือชี้ชะตา“ประยุทธ์” : ผ่าประสิทธิภาพ“สมคิด”เจาะเศรษฐกิจลงฐานราก


สะดุดช่วงเร่งเครื่องออกตัว “ครม.ประยุทธ์ 5”
เป็นเรื่องเป็นราว ตั้งแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. นำทีม รมต.ชุดใหม่ ร่วมประเดิมประชุมหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง และเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ
เหตุเกิดเมื่อคิวก่อนเข้าร่วมถ่ายรูปที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ คนต้นเรื่องอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม หนีไม่พ้นพื้นที่สถานะ “ตำบลกระสุนตก”
แค่ยกมือบังแดดส่องก็แจ็กพอต แหวนเพชรเม็ดใหญ่ส่องประกายดวงอาทิตย์และแสงแฟลช หนำซ้ำแขนเสื้อเปิดโชว์นาฬิกาหรูเรือนละหลายล้านบาท
เลยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ทั้งปมราคาค่างวด รวมทั้งการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เมื่อช่วงเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในปี 2557
ขาประจำไล่บี้ ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.สอบ เขย่ากันสนุกเลย
เรียกว่าเพิ่งตั้งหลักได้หมาดๆ มาถึงตอนนี้ “บิ๊กป้อม” ต้องเหนื่อยประคองตัวอีกแล้ว
แต่ก็เป็นไปตามรูปการณ์ ผ่านพ้นคิวปรับ ครม.ก็ชัดเจนสำหรับ “บิ๊กตู่” อย่างไรต้องมี “พี่ใหญ่” เคียงข้าง ประคอง “เรือแป๊ะ” ไปถึงฝั่งฝันด้วยกัน
และที่จริง หากดูที่งานของ “บิ๊กป้อม” ก็ถือว่าเข้าเป้า โดยเฉพาะด้านความมั่นคง ทั้งจากอำนาจพิเศษในมือ ขุมข่าย เครื่องมือ กลไกรัฐ รวมทั้งเครือข่ายพี่–น้องในกองทัพคอยหนุน เอื้อ “พี่ใหญ่” คุมเกมอยู่หมัด
หลายครั้งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พี่ใหญ่เหมือนออกตัว “เจ็บแทน” ผู้นำ
ล่าสุดก็คิวตรวจค้นพบอาวุธสงครามใน จ.ฉะเชิงเทรา “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง” โยงข้อมูลที่ได้รายงานไปถึงความเคลื่อนไหวการเมือง ลากไปถึงคิว “ปลดล็อก” อาจเลื่อนไปช่วงใกล้เลือกตั้ง
กวักมือเรียกแขก คนการเมืองรุมสวดจากทั่วทิศ
เพราะ “ไต๋” รัฐบาล คนการเมืองเลือกอ่านผ่านทาง “บิ๊กป้อม” ในฐานะ “ถือดุลร่วม”
ไม่แปลกที่บทบาทสำคัญของพี่ใหญ่ ทั้งจากคิวปรับ ครม. และจากการแบ่งงานรองนายกฯ
สำหรับงานด้านความมั่นคง “บิ๊กป้อม” ยังอยู่เป็นหลัก
ในห้วงที่โฉม ครม. “ประยุทธ์ 5” ที่มีเสียงสะท้อนตอบรับด้วยดี ทั้งการลดโทนสีเขียวถอดรัฐมนตรี ท็อปบูตเหลือน้อยลง เติมมืออาชีพเข้ามาหลายราย รวมทั้งโยกสลับกระทรวงที่ติดขัด
เน้นประสิทธิภาพของงาน ในโค้งสุดท้าย
งานอื่นน่าจะอยู่ตัว เดินหน้าไปต่อได้ แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตกคืองานด้าน “เศรษฐกิจ”
ปมปากท้องที่ยังสะสางไม่ถึงเป้า
คิวใหญ่ที่ “บิ๊กตู่” ก็น่าจะรับรู้ และหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด
โดยเฉพาะภาวะ “ขัดลำกล้อง” ในฝ่ายบริหาร รมต.ต่างกระทรวงขัดลำ ทำให้กระบวนการอัดฉีดค้างท่อ การขับเคลื่อนนโยบายไปไม่ถึงฐานราก
สะท้อนชัดจากคิวปรับ ครม.หนนี้ ผู้นำตัดสินใจผ่าตัดจุดที่เป็นปัญหา เทน้ำหนักมาที่การแก้ปมขบเหลี่ยมระหว่างกระทรวง หนุน “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มี “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ นั่งแท่นกัปตันใหญ่
หลังจากที่การขับเคลื่อนนโยบาย มีปัญหาติดขัดมาตลอด
ทั้งการตัดสินใจโยกเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 “บิ๊กนมชง” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จาก รมว.เกษตรฯ ไปเป็นรองนายกฯ ผลักดันนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.ในเครือข่าย ดร.สมคิด ขึ้นชั้น รมว.พาณิชย์ หรือการเติมรัฐมนตรีในกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งอัดฉีดอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี และเมกะโปรเจกต์อีอีซี ฯลฯ
ปรับเปลี่ยนเอื้อต่อ “ทีมเศรษฐกิจ” ชัดเจน
นอกจากนี้ถ้าหากโฟกัสที่กระทรวงเกษตรฯ การตั้งนายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย มาเป็น รมว.เกษตรฯ เติม 2 รมช.ทั้งนายลักษณ์ วจนานวัช มาเร่งงานอัดฉีดงบฯสู่เกษตรกร และดึง “อาจารย์ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร มาผลักดันงานการเกษตรตามศาสตร์พระราชา
กระทรวงเกษตรฯ เป็นอีกจุดสำคัญฟื้นฐานราก

สำหรับนายกฤษฎา อดีตปลัดมหาดไทย แม้มีภาพผิดฝาผิดตัว แต่เมื่อดูที่ตำแหน่งที่มาและคุณสมบัติ ประกอบกับทิศทางนโยบายรัฐบาลปั่นเศรษฐกิจปากท้องในโค้งสุดท้าย

อดีตปลัด มท.อย่างนายกฤษฎา ถือว่าลงล็อก
เพราะมีประสบการณ์การบังคับบัญชา คุมกลไกข้าราชการมาก่อน ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีช่องเชื่อมฝ่ายปกครองในพื้นที่ ข้อต่อชั้นดีประสานมหาดไทย
ไม่เพียงเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังรับรู้ข้อจำกัดในการทำงานของทีมเศรษฐกิจ รอบนี้ตัดสินใจมอบ “อำนาจเต็ม” ด้านเศรษฐกิจให้ “ดร.สมคิด” จากคิวแบ่งงานรองนายกฯ ได้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพิ่มเติมจากเดิม
เรียกว่าคุมเศรษฐกิจ “เบ็ดเสร็จ” ก็ว่าได้
ที่ต้องโฟกัส อีกรายการใหญ่ที่ผู้นำอำนาจพิเศษออกแรงทลายจุดอุดตัน ข้อต่อบางจุดที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายสะดุด นอกจากประกาศเชิงขู่หน่วยงานราชการ รวมทั้ง อปท.สนองนโยบายทีมเศรษฐกิจ
น่าจะเป็นคิว “บิ๊กตู่” เคาะโต๊ะในที่ประชุม ครม. ไฟเขียวดึงงบฯองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นับแสนล้านบาท มาสนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่ ฝึกอาชีพ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน
หลังจากที่มีการจับตา เพราะก่อนหน้านี้ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เคยออกมาแจกแจงรายละเอียดเงื่อนไขการใช้งบฯ อปท.
เหมือน “ขวางเปิดท่อ” กันในที
ในเงื่อนไขไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ความสำคัญของรัฐบาล คสช.นอกจาก “พี่ใหญ่” แล้ว “พี่รอง” ก็คือหลังพิงหลัก เป็นกำลังสำคัญของ “บิ๊กตู่” แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องใช้อำนาจนายกฯก็ต้องทำความเข้าใจ
ไฟต์บังคับต้องใช้อำนาจผู้นำ ประกาศขอรับผิดชอบเอง ในการงัดเปิดท่อ อปท.อัดฉีดฐานราก
เรียกว่าปัจจัยต่างๆเอื้อต่อการทำงานทีมเศรษฐกิจ เข้าทาง “ดร.สมคิด” ในการแก้โจทย์โคตรหิน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในภาวะที่โพลสำรวจสำนักต่างๆ รวมไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาดสะท้อนออกมา
เศรษฐกิจฟูเฟื่องไม่ทั่วถึง ปมปากท้องยังบักโกรก
ชนิดที่ถ้าเดินสำรวจตลาดร้านค้า สถานการณ์ไม่เป็นบวกเหมือนตัวเลขเศรษฐกิจด้านต่างๆที่ออกมา
อยู่ในภาวะดีกระจุกตัว แต่ส่วนใหญ่ซบเซาหนัก

“คนขายหน้าเหี่ยว ลูกค้ากระเป๋าแห้ง” หายใจพะงาบๆตามกัน
สอดคล้องกับที่นายธนาคารใหญ่ “เสี่ยปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ บิ๊กบอสธนาคารกสิกรไทย ออกมากระตุก รัฐบาลทำนอง ต้องเร่งแก้ปมรวยกระจุก–จนกระจาย ทำให้ชาวบ้านฐานรากลืมตาอ้าปากได้
ตามรูปการณ์ก็มาถึงจุดที่ “ดร.สมคิด” รู้ดี มาถึงจังหวะนี้ ปัจจัยต่างๆเอื้อต่อการทำงาน
ได้เพิ่มอำนาจ เติมคน ใช้งบฯได้เต็มพิกัด
ดังนั้นการแก้ปมเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ลงถึง “ฐานราก” ถึงเวลาที่ต้องเดินหน้าเต็มสูบ
ถึงแม้ว่าอีกทางหนึ่ง ยังมีอีกจุดสำคัญคือกลไกของหน่วยงานราชการ ที่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนระดับรัฐมนตรี แต่ในส่วนของข้าราชการ กับปัจจัยที่เกี่ยวกับเครือข่ายอำนาจ วัฒนธรรม ค่านิยมการทำงาน
ทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาจูนเครื่องกันอีกพักใหญ่
แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อแก้ต่างแก้ตัว หากสุดท้ายผลลัพธ์ไม่เข้าเป้า
เพราะน้ำหนักที่ “บิ๊กตู่” เทมาที่โจทย์เศรษฐกิจ สะท้อนว่าผ่านมา 3 ปี หมดเวลาลองผิดลองถูก
ถึงไฟต์บังคับ คืนความสุขให้ประชาชนเต็มที่อย่างที่ประกาศ
ดังนั้น 1 ปีจากนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญสำหรับ “ดร.สมคิด” ในการยกระดับเป็นอีก “ตัวเลือก” ในอนาคต
เป็นจุดชี้ทิศทางอำนาจ คสช. ในห้วงเปลี่ยนผ่าน
เหนืออื่นใด ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นตัวชี้ชะตา พล.อ.ประยุทธ์ ในแผน “ต่อตั๋ว” อำนาจพิเศษ.
“ทีมการเมือง”

ต้องเหนื่อยกว่าทุกครั้ง

ต้องเหนื่อยกว่าทุกครั้ง


ตั้งแท่นสอบกันทันทีทันควัน
ตามซีนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประเด็นนาฬิกาหรู “Richard Mille” ราคาหลายล้านบาท และแหวนเพชรเม็ดโต ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม
โยงกรณีไม่ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตามที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ
โดยขีดเส้นให้ “บิ๊กป้อม” ทำหนังสือหรือมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาและวันเวลาที่ได้ทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน
ปมข้อสงสัยของสังคมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
ในมุมที่ ป.ป.ช.เองก็อยู่เฉยไม่ได้ หากปล่อยเกียร์ว่าง ไม่ดำเนินการตรวจสอบเรื่องที่กระแสสังคมกำลังเพ่งเล็งให้ความสนใจ เผลอๆอาจโดนหางเลขถูกเล่นงานตามไปด้วย
สถานการณ์ของพี่ใหญ่ยังสลัดไม่หลุดดงกระสุนตก ทำอะไรดูเหมือนจะขวางหูขวางตา ถูกจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา
นั่นก็เป็นไปตามบทที่คอยทำหน้าที่เป็นกันชนให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เจ็บตัวน้อยที่สุด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีแต่เรื่องให้เข้าเนื้อเจ็บตัวอยู่ตลอดเวลา
แค่ยกมือขึ้นมาบังแดดยังกลายเป็นเรื่องผิด ถูกลากไปขยายผลถึงขั้นตรวจสอบ ทรัพย์สิน
และมีทีท่าว่า อาจจะต้องชี้แจงเหนื่อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ลำพังแค่กรณีการไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ยังพออนุมานได้ว่า เพิ่งได้นาฬิกาและแหวนเพชรมาในช่วงหลังจากเข้ารับ ตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อปี 2557 จึงยังไม่มีทรัพย์สินรายการดังกล่าวอยู่ในลิสต์บัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.
แต่ดันมีปมหวาดเสียวเรื่องการขยายผลให้ตรวจสอบปมร่ำรวยผิดปกติห้อยท้ายมาด้วย
เป็นสิ่งที่นักการเมืองแค่ได้ยินก็ขนหัวลุกทุกราย หากถูกแทงเรื่องให้ตรวจสอบ เพราะเสี่ยงต่อการถูกเอกซเรย์ที่มาของทรัพย์สินอย่างละเอียดยิบ
เหมือนอย่างที่นายศรีสุวรรณพยายามโหมฟืนตั้งข้อสังเกต คำนวณรายได้ พล.อ.ประวิตรที่รับราชการทหารมา 40 ปี เป็นนักการเมือง 2 สมัย โดยไม่มีธุรกิจใดๆ แต่มีบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.มากถึง 87 ล้านบาท และยังมีหัวเชื้อเรื่องทรัพย์สินหรูเข้ามาผสมโรงอีก
กระตุกอารมณ์ร่วมให้สังคมระแวงบิ๊ก คสช.
แน่นอนที่สุดถ้าอยู่ในสภาวะรัฐบาลปกติ “พี่ใหญ่” เลี่ยงไม่พ้นถูกลากขึ้นเขียง เจอซักฟอกกลางสภาแน่ แต่ในภาวะรัฐบาลพิเศษที่ท็อปบูตคุมกลไกทุกอย่างได้หมด
พลังการตรวจสอบในสภาไม่เข้มข้นเหมือนในอดีต
อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนแรงปะทะจากหนักเป็นเบา สะกดแรงกระเพื่อมไม่ให้ขยายวงมากเกินเหตุ
ในมุม “บิ๊กป้อม” ก็พยายามสงวนท่าที ขอแจกแจงรายละเอียดทุกอย่างต่อ ป.ป.ช. ไม่ขอชี้แจงผ่านสื่อมวลชน ป้องกันไม่ให้ถูกขยายผล ออกไปอีก
ยื้อเวลารอผลสอบจาก ป.ป.ช.อย่างเดียว
แต่ที่น่าห่วงคือ การเคลียร์คำถามกับสังคม ตามที่รับรู้โดยทั่วกันถึงสถานะของ “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เป็นลูกน้องเก่า เคยเป็นอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ช่วยงาน พล.อ.ประวิตรมาก่อนหน้านี้
ระดับสายสัมพันธ์เจ้านาย–ลูกน้องเก่าที่ใกล้ชิดกัน มันก็หมิ่นเหม่อาจถูกมองในแง่การฟอกขาวช่วยลูกพี่ให้รอดบ่วง
หนีไม่พ้นถูกตั้งคำถามจับผิด เหมือนกรณีที่เคยไม่ยื่นอุทธรณ์ฟ้อง “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องเลิฟ “บิ๊กป้อม” ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อเดือน ต.ค.2551
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าผลสรุปของ ป.ป.ช.ออกมาอย่างไร พี่ใหญ่ย่อมโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
ยิ่งหากบทสรุปสุดท้ายพบว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้มีความผิด ต่อให้พูดปากเปียกปากแฉะแค่ไหน มันก็ลบความรู้สึกของสังคมบางส่วนได้ลำบาก
ทำไปทำมากว่าจะสลัดพ้นมลทินได้ พี่ใหญ่อาจจะหืดจับกว่าทุกครั้ง.
ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เปล่า กลั่นแกล้ง!!

เปล่า กลั่นแกล้ง!!
คสช. ยันคุมเข้ม บังคับใช้กม.ชี้ ช่วงนี้ มีความพยายามบิดเบือน ข้อมูล ยุยงปลุกปั่น ปัด"จัดฉาก" อาวุธสงคราม/โต้"หมวดเจี๊ยบ" ยัน ฟ้อง ม.116 ไม่ได้ใช้ความรู้สึก หรือกลั่นแกล้ง ยึดหลักฐาน ข้อเท็จจริง เปล่าเลือกปฏิบัติ /ยันคสช.ไม่เคยปิดกั้นแสดงความคิดเห็น /เผยให้โอกาส "เสธ.หยอย" ตท.10 เพื่อน"ทักษิณ"ประกันตัว
พลตรีปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 และ ทีมโฆษก คสช.กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจหลายๆเรื่อง เช่น การตรวจพบอาวุธสงคราม ในพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะต่างๆ รวมถึงการวิ่งเพื่อการกุศลของ ตูน บอดี้สแลม
ในห้วงเวลานี้ อาจจะมีบุคคลหลายคน เข้ามาเกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชน รวมทั้งการเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการพาดพิงกล่าวร้าย กล่าวเท็จ บิดเบือน ก่อกระแสยุยงปลุกปั่น ให้สังคมและคนทั่วไปเข้าใจผิด
คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย และศูนย์ติดตามประเมินผลวิเคราะห์ข้อมูล ของ คสช. ตรวจสอบพบว่า ในเรื่องของการตรวจพบอาวุธสงคราม มีการบิดเบือนข้อมูล ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สร้างเรื่องในลักษณะที่เรียกว่า การจัดฉาก และมีผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับการซัดทอด คสช. ได้ดำเนินการต่อกลุ่มขบวนการดังกล่าว กล่าวคือ นายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร ได้ถูกเรียกตัวมาเพื่อสอบสวน ซักถาม ในห้วงเวลาตามอำนาจหน้าที่ของกรอบกฎหมาย เมื่อพบว่าไม่มีการเกี่ยวข้องหรือ เชื่อมโยง ก็ได้ส่งตัวกลับไป
สำหรับผู้ที่ถูกพาดพิง มีความเชื่อมโยงและมีหลักฐานพยาน ฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน ปัจจุบันศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับจำนวน 5 คน
และหนึ่งในจำนวนนั้น คือ เสธ.หยอย พลโท มนัส เปาริก ได้เข้ามอบตัวและคสช. ได้ให้โอกาสในการประกันตัว เพื่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
สำหรับในกรณีของ "หมวดเจี๊ยบ" ร้อยโทหญิง สุนิสา เลิศภควัต นั้น ฝ่ายกฎหมายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหากระทำความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 จะเห็นได้ว่า คสช. ดำเนินการต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ดำเนินการด้วยความรู้สึก หรือดำเนินการในลักษณะกลั่นแกล้ง ดำเนินการภายใต้หลักฐาน ข้อเท็จจริง และได้ให้ความเป็นธรรมต่อทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย โดยไม่ได้มีลักษณะของการเลือกปฏิบัติ หรือกลั่นแกล้ง รังแกใดๆทั้งสิ้น
และ คสช.ไม่เคยปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็น แต่ผู้แสดงความคิดเห็นต้องรับผิดชอบตนเอง ถ้ากระทำความผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ และจากนี้ไปอาจจะมีผู้กระทำผิดที่ต้องถูกร้องทุกข์กล่าวโทษอีกจำนวนหนึ่ง

"บิ๊กป้อม" (เปล่า) หายหน้า!! ....

"บิ๊กป้อม" (เปล่า) หายหน้า!! ....
โฆษกกห.ยันไม่ได้ไปไหน เมื่อเช้า ไปประชุม ที่สตช. เผย "บิ๊กป้อม" สั่งการ มาตรการ รปภ.ช่วงปีใหม่
"บิ๊กป้อม"สั่งหน่วยความมั่นคง เตรียมแผนดูแลรักษาความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุ ช่วงปีใหม่ เรียกประชุม14ธค.นี้ ลั่น ต้องป้องกัน และแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นซ้ำๆให้ได้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม หายตัว งดออกงาน เป็นวันที่2 หลังจากที่หายตัวไป ตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสฯ โดย ยกเลิกงาน ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยวันนี้ พลโท คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกลาโหม ยันว่า ไม่ได้หายไปไหน เมื่อเช้าไปประชุม ที่ สตช. รวมทั้ง ยังมีสั่งการ
พลโท คงชีพ เผยว่า พลเอกประวิตร สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมข้อมูลสำหรับกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชน และมาตรการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ห้วงเทศกาลสิ้นปี ให้พร้อม
โดย พลเอกประวิตร เรียกประชุมใน 14 ธ.ค. 2560 นี้ที่ กระทรวงกลาโหม
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กลาโหม กล่าวว่า พลเอกประวิตร ให้เน้น การประสานข้อมูลร่วมกันในทุกส่วนราชการและพิจารณาใช้ข้อมูลสถิติที่ผ่านมา ทั้งด้านอาชญากรรม ข้อมูลเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ข้อมูลอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่เคยได้รับแจ้งจากประชาชน เช่น การชำรุดของเส้นทางและแสงสว่างที่เป็นจุดเสี่ยงของอุบัติเหตุ ความไม่สมบูรณ์ของรถขนส่งสาธารณะ แหล่งมั่วสุมที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนหรือมีผลกระทบกับความมั่นคง รวมทั้งข้อมูลด้านยาเสพติด เป็นต้น เพื่อบริหารจัดการ กำหนดมาตรการเชิงรุกในการดูแลรักษาความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เป็นรูปธรรม ช่วงเทศกาลสิ้นปี โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์มากขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการ กวดขันและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องดังกล่าว อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป โดยเฉพาะต้องป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆให้ได้
พร้อมทั้งให้รณรงค์สร้างการรับรู้ในสำนึกและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบของประชาชนควบคู่กันไป เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดการสูญเสียชีวิตประชาชนที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน

"ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน
...ผมไม่ได้เป็นคนขี้โมโห บางครั้งเป็นการหยอกล้อ แต่สัญญาว่าจะพยายามเก็บอารมณ์ ให้มากขึ้น"......ขอ อย่ามุ่งแต่จะเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาจะเกิดขึ้นเอง ขอให้ประชาชนเลือกคนดีๆเข้ามาก็พอ"
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดตรังติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ 3อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง อำเภอกันตัง และ อำเภอรัษฎา ซึ่งสถานการณ์น้ำในวันนี้เริ่มคลี่คลายแล้ว หลายอำเภอ
โดยนายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสถานการณ์การระบายน้ำ ในแม่น้ำตรังบริเวณสะพานคลองช้าง สั่งกำชับเร่งรัดแผนการขุดคลองผันน้ำจาก แม่น้ำตรัง เพื่อให้ไหลลงสู่แม่น้ำปะเหลียน เพื่อระบายลงทะเลอันดามันให้เสร็จภายในปี61 จะให้การระบายน้ำทำได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงต้องเร่งสร้างพนังกั้นน้ำทดแทนของเดิมที่เสียหายไป เนื่องจากมีอายุใช้งานมาหลายสิบปี โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนเข้าใจการแก้ปัญหา และอาจจะต้องเวนคืนพื้นที่บางพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดตรัง มีปัญหามากว่า70ปี รัฐบาลพยายามหาทางแก้ปัญหา แต่ปีนี้ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดตรังจังหวัดเดียว ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เพราะถึง65 จังหวัดทั่วประเทศ
จึงขอให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไข ปัญหา พร้อมแสดงความเป็นห่วงสุขภาพประชาชน ไม่ต้องการให้เกิดโรคระบาดที่มากับน้ำ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวัง
ส่วนปัญหาราคายางพารา สัญญาว่าจะเร่งเพิ่มกำลังการใช้งานยางพาราซึ่งต้องเพิ่มสัดส่วนเป็นล้านตัน เพื่อให้ราคาเพิ่มขึ้น แต่ยอมรับว่าทำได้อยากเพราะมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก ดังนั้นขอให้ประชาชนช่วยกันคิด ว่าจะทำอย่างไร อาจจะช่วยกันปลูกพืชเสริมลดการปลูกยางพาราลง พร้อมกำชับให้หน่วยงานต่างๆร่วมมือกัน
"อย่ามุ่งแต่จะเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาจะเกิดขึ้นเอง ขอให้ประชาชนเลือกคนดีๆเข้ามาก็พอ"
"ผมไม่ได้เป็นคนขี้โมโห บางครั้งเป็นการหยอกล้อ แต่สัญญาว่าจะพยายามเก็บอารมณ์ ให้มากขึ้น"
"ผมรักคนใต้....คนใต้ น่ารัก คนขยันอดทน "

มรสุม โลหิต ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนักหนา สาหัส

มรสุม โลหิต ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนักหนา สาหัส


ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ก่อนปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ในสภาพเป็นเหมือนกับ “ตำบลกระสุนตก”
ถูก “เขย่า” อย่างเป็น “ระบบ”
รุนแรงถึงขนาดอุปมาฉันใดว่าเป็น “ตัวอับเฉา” ติดมากับสำเภาจากเมืองจีน อันเท่ากับเป็นอุปไมยฉันนั้นว่าเป็น “ตัวถ่วง”
ตัวถ่วงต่อ “ภาพลักษณ์” ของ คสช.และของรัฐบาล
การรุกในประเด็นต้องตัดรัฐมนตรี “สายทหาร” ออกไป จึงมิได้หมายเพียง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เท่านั้น
หากเด่นชัดว่า เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
การยืนหยัดคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไว้ที่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาจสะท้อนความแน่วแน่ มั่นคงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผลก็คือ แรงกระทบยิ่งหนักหนา
มีความแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า ปัจจัยบ่อนเซาะต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่กระหน่ำเข้ามา จากองค์ประกอบ 2 ส่วน
ส่วน 1 มาจาก “ภายนอก” แน่นอน
ขณะเดียวกัน ส่วน 1 อันหวาดเสียวเป็นอย่างมากมาจากปัจจัย “ภายใน” ซึ่งมากด้วยความละเอียดอ่อนอย่างเป็นพิเศษ
เพราะว่าตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มี “ส่วน”
อย่างเช่นกรณีที่หลุดปากให้ความเห็นต่อกรณีการเสียชีวิตอย่างมากด้วยเงื่อนปมของ “น้องเมย” จะไปโทษใครก็ไม่ได้
ต้องโทษ “ปาก” ของตัวเอง

อย่างเช่นกรณีที่นำนาฬิกายี่ห้อหรู
ริชาร์ด มิลล์ ไปเผยแสดงระหว่างถ่ายรูป ครม. “ประยุทธ์ 5” เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม
เด่นชัดว่าต้องโทษ “คนที่บ้าน” ว่าไม่ติง-เตือน
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็สะสมความรับรู้มาเป็นลำดับ ตั้งแต่ที่ปรากฏผ่านกรรมาธิการกิจการตำรวจของ สปช. กระทั่ง การใช้คำว่า “ตัวอับเฉา” เปรียบเปรย
รากที่มาของ “ปรากฏการณ์” นี้มาอย่างไร
แน่นอน มิได้มาจากพรรคเพื่อไทย มิได้มาจาก นปช.คนเสื้อแดง ตรงกันข้าม มาจากบางคนบางส่วนอันเคยเคลื่อนไหวตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และต่อเนื่องมายังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่อย่างนั้นจะได้ไปนั่งอยู่ใน “สปช.” ละหรือ
คนเหล่านี้บางคนแนบแน่นอยู่กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และบางคนก็แนบแน่นอยู่กับขบวนการชัตดาวน์ของ กปปส.
ก่อนนี้ก็เคยเป็น “คนใน” แต่ในวันนี้กลายเป็น “คนนอก”
คนนอกซึ่งมาจากคนในอย่างนี้แหละที่กำลังสาดน้ำร้อน น้ำเย็น เข้าใส่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ถามว่าเป้าหมายในการแซะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างเป็นระบบ อย่างเป็นกระบวนการ ต้องการอะไร
คำตอบ คือ ต้องการ “ด้อยค่า”
คำตอบ คือ ต้องการแยก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกไป โดดเดี่ยว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เหมือนกับ “หวังดี” แต่ก็คลุมเครือ เลือนจาง

‘7 เสือ กกต.’ มารอก่อน

‘7 เสือ กกต.’ มารอก่อน


ไม่ฮือฮา ไม่เรียกเรตติ้งสักเท่าไหร่

กับว่าที่ “7 เสือ” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “สเปกเทพ” ในรัฐธรรมนูญฉบับ “ซือแป๋” มีชัย ฤชุพันธุ์
แยกเป็นในส่วนของคณะกรรมการสรรหา กกต. ประกอบด้วยนายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายบริษัทเอกชน และนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

คัดจากผู้สมัครทั้งหมด 41 คน และมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 15 คน

รวมกับผู้ที่ผ่านการคัดกรองจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติเลือกนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.สายศาล จำนวน 2 คน

ครบ 7 คน ส่งต่อให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ

คำตอบสุดท้ายยังอยู่ที่ สนช.อีกด่าน

แต่เท่าที่เปิดโฉมหน้าออกมาเบื้องต้น ต้องยอมรับว่ามีแค่นายประชา เตรัตน์ กับนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่ชื่อคุ้นหู จัดอยู่ในข่ายคนเด่นดังในวงการระดับประเทศ

มาตรฐานภารกิจหน้าที่เก่า พอขึ้นชั้นเป็นกรรมการการเลือกตั้งได้

กับโควตาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคือ นายฉัตรชัย จันทร์พรายศรี และนายปกรณ์ มหรรณพ ที่เชื่อมือได้ในเรื่องของมาตรฐานความเที่ยงธรรมทางข้อกฎหมาย

นอกนั้นจัดอยู่ในข่าย “โนเนม” ไม่ปรากฏประวัติเนื้องานระดับชาติ

ที่แน่ๆเชื่อได้เลยว่า โอกาสนี้นักการเมืองอาชีพ ป้อมค่ายต่างๆคงไล่เจาะข้อมูล วิ่งสืบหาเส้นทางเข้าถึงตัวว่าที่ กกต.ชุดใหม่กันให้ควั่กแล้ว

ตามแนวโน้มจะต้องเคลียร์ด่านเลือกตั้งล่วงหน้า

เผื่อสถานการณ์ต้องเจอใบเหลือง ใบแดง

เรื่องของเรื่อง แม้จะขัดๆกับเงื่อนไข “สเปกเทพ” ของยี่ห้อ “ซือแป๋มีชัย”

แต่ในสมัยหนึ่งก็มีการเปรียบ กกต. ไม่ว่าแมวขาว แมวเทา ขอให้จับหนูได้ก็พอแล้ว

และจริงๆมันก็ไม่มีอะไรชี้วัดมาตรฐานคำว่า “สเปกเทพ” เพราะบางทีคนไม่ดัง อาจเป็นคนดีก็ได้ ตรงกันข้ามคนดี เด่น ดัง แต่พฤติกรรมน่าผิดหวัง ก็มีให้เห็นมาแล้วใน กกต.ชุดที่ผ่านๆมา

ถ้าไม่เอาอารมณ์เบิ้ลบลัฟ อาการของพวกหมั่นไส้ยี่ห้อ “มีชัย” มาเป็นที่ตั้ง

มันก็ยังเร็วเกินไปที่จะติเรือทั้งโกลนกับโฉมหน้าว่าที่ “7 เสือ กกต.” ประเดิมรัฐธรรมนูญใหม่

ถึงเวลาจริงอาจเป็นชุด “ปราบเซียน” ก็ได้

ที่สำคัญมาถึงตรงนี้ ถือว่าเงื่อนไขสถานการณ์ในการเตรียมการเลือกตั้งคืบหน้าไปอีกขั้น จ่อมี กกต.ชุดใหม่เข้ามาประจำการแล้ว

รองรับกระบวนการตามโรดแม็ปที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ย้ำสัญญาประชาคม จะประกาศเลือกตั้งในเดือนมิถุนายนปี 2561 และเข้าคูหากาบัตรกันในเดือนพฤศจิกายนปลายปีเดียวกัน

หมดปัญหาลักลั่นในส่วนของคนจัดเลือกตั้ง

เหลือที่ยังต้องลุ้นก็คือ กระบวนการจัดทำกฎหมายลูก ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช. โดยเฉพาะโฟกัสไปที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีผลแปรผันโดยตรงต่อการจัดเลือกตั้ง

ถ้ามีจุดพลิกผัน ก็มีผลต่อเงื่อนเวลาที่ “บิ๊กตู่” ประกาศทันที

ตามเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่แว่วๆฝ่ายคุมเกมอำนาจบางส่วนก็ยังเห็นว่า จะรีบเลือกตั้งเร็วไปทำไม ในเมื่อแรงเสียดทานจากต่างประเทศที่เป็นเงื่อนไขสำคัญก็เบาบางไปแล้ว แนวโน้ม “ลุงตู่” ก็ยังตีประคองได้ น่าจะจัดระเบียบประเทศให้เสร็จไปเลยทีเดียว

ดีกว่าเสี่ยงปล่อยเลือกตั้งแล้ววุ่นวาย วิกฤติการเมืองวนกลับไปจ่อปากเหวซ้ำ

ทหาร คสช.ก็กลัวเสียของ กลุ่มทุนก็แหยงเสียเงินฟรี นักเลือกตั้งเองก็เหนื่อยเปล่า

หนีไม้พ้นต้องแอ่นแอ๊นกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เลิก.

ทีมข่าวการเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปปช.รื้อคดี"ทักษิณ"ใหม่

7 ธ.ค.60 - นายวรวิทย์ สุขบุญ รักษาราชการแทนเลขาธิการป.ป.ช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกคดีที่ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสาระบบแล้วขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 69 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 27 และมาตรา 28 ของกฎหมายดังกล่าว
นายวรวิทย์ กล่าวว่า ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ 3 คดี ประกอบด้วย 1.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือคดีหวยบนดิน มีนายทักษิณ ชินวัตร และพวก 47 คนเป็นจำเลย 2.คดีทุจริตการอนุมัติให้เงินกู้แก่รัฐบาลสหภาพพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน หรือคดีเอ็กซิมแบงค์ ซึ่งมีนายทักษิณเป็นจำเลยเช่นกัน และ3.คดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกทม. ที่มีนายโภคิน พลกุล และพวกรวม 6 รายเป็นจำเลย โดยคณะกรรมการได้มอบอำนาจให้นายณรงค์ รัฐอมฤต และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมอบหมายให้พนักงานคดีว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลต่อไป.