PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

‘อภิสิทธิ์’เรียกประชุมทีมกฎหมายพรรค ถกชี้แจงศาล ปมคำร้องคำสั่งคสช.ขัดรธน.

‘อภิสิทธิ์’เรียกประชุมทีมกฎหมายพรรค ถกชี้แจงศาล ปมคำร้องคำสั่งคสช.ขัดรธน.


“อภิสิทธิ์” เรียกประชุมทีมกฎหมาย 24 เม.ย. ถกความพร้อมชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญปมคำสั่ง คสช. ส่อขัดรัฐธรรมนูญ “วิรัตน์” เผย มั่นใจประเด็นเด็ดมีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลเห็นอุปสรรค
เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 53/2560 ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ทีมกฎหมายได้หารือกันเพื่อจัดทำข้อสรุปเนื้อหาคำชี้แจง ก่อนนำไปชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 เมษายนนี้ โดยมีประเด็นสำคัญที่มั่นใจว่าจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจถึงเหตุผลการยื่นคำร้องของพรรค ปชป. และเข้าใจถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติจริงคือการยืนยันสมาชิกพรรคซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้พบว่ามีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ การมีวันหยุดราชการจำนวนมากในเดือนเม.ย. ทำให้เหลือเวลาเปิดทำการได้เพียง 20 วัน ประชาชนไม่อยู่ในภูมิลำเนา ซึ่งส่งผลต่อการยืนยันตัวเองของสมาชิกพรรค เพราะพรรค ปชป. มีจำนวนสมาชิกมากถึงกว่า 3 ล้านคน การใช้ระยะเวลาดำเนินการยืนยันสมาชิกเพียงแค่ 30 วัน ถือว่าไม่มากพอ

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้มีการเรียกประชุมทีมกฎหมายของพรรคในวันที่ 24 เมษายน เวลา 14.00 น. เพื่อตรวจสอบคำชี้แจง รวมถึงประเด็นที่อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งหารือกันถึงข้อสรุปว่า นายอภิสิทธิ์จะเดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ทางทีมกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการแทน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการวินิจฉัยโดยเร็วซึ่งจะไม่กระทบกับโรดแมปการเลือกตั้ง

ดาบ 2 คมจากกลยุทธ์ “ดูด” หนีไม่พ้น ได้อย่างเสียอย่าง

ดาบ 2 คมจากกลยุทธ์ “ดูด” หนีไม่พ้น ได้อย่างเสียอย่าง


สวนดุสิตโพลล่าสุด “ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในทรรศนะประชาชน” สะท้อนลักษณะ 2 ด้านของการตัดสินใจของ”คสช.”ได้อย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัด
ไม่ว่าจะในเรื่อง “พลังดูด”ต่อ นายสนธยา คุณปลื้ม
ไม่ว่าจะในเรื่อง “การปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมือง
เป็นลักษณะ 2 ด้านอันโบราณเรียกว่า “ดาบ 2 คม”
คม 1 เหมือนกับว่าคสช.และรัฐบาลสร้าง “กองหนุน”ได้เพิ่มขึ้น คม 1 เหมือนกับว่าคสช.และรัฐบาลสร้างความได้เปรียบ ขณะที่”พรรคการเมือง”ถูกมัดแขนมัดขา
แต่ในอีกด้าน คม 1 ก็ทำให้ประชาชนตาสว่าง แต่ในอีกด้าน คม 1 ก็ทำให้มองเห็นความเป็นชายชาติทหารของคสช.กับรัฐบาล

คสช.อย่าได้หงุดหงิด รัฐบาลอย่าได้หงุดหงิด ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเสียงสะท้อนผ่าน”โพล”จะยิ่งคมชัด
อย่างต่อคำถามกรณี นายสนธยา คุณปลื้ม
ร้อยละ 40.20 รัฐบาลต้องการดึงพรรคการเมืองเข้ามาร่วมทำงาน สร้างแนวร่วมร้อยละ 33.01 เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง ขยายอำนาจ
ชาวบ้านรู้ ชาวบ้านเข้าใจ

อย่างคำถามสมควรให้อิสระกับพรรคการเมืองแล้วหรือยัง ร้อยละ 44.47 ควรปลดล็อกโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นประชาธิป ไตย เกิดความเท่าเทียม พรรคการเมืองมีอิสระ ทำกิจกรรมได้ ช่วยให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น
ร้อยละ 36.45 ควรปลดล็อกแต่มีเงื่อนไข มีกฎเกณฑ์ร่วมกัน
มีเพียงร้อยละ 19.08 เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ควรปลดล็อกเพราะอาจเกิดความเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง บ้านเมืองไม่สงบ วุ่นวาย รัฐบาลอาจควบคุมดูแลยาก
ชาวบ้านกินข้าว ชาวบ้านไม่ได้กินแกลบ ชาวบ้านไม่ได้กินหญ้า อย่างแน่นอน

ที่คิดว่ายื้อเวลา“ปลดล็อก”จะสร้างความได้เปรียบเห็นหรือไม่ว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น
ที่คิดว่าการใช้”พลังดูด”คือการสร้าง”กองหนุน” อาจไม่ใช่
ยิ่งตระเวนดูดจาก “ซุ้มชลบุรี”กระจายไปยัง”ซุ้มสุโขทัย”กระจายไปยัง”ซุ้มบ้านริมน้ำ”
ได้”คน”มา แต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้ “คะแนน”

ชักเคยตัว

ชักเคยตัว



กรณีที่ประชุม สนช.ลงมติไม่เห็น ชอบรายชื่อว่าที่กรรมการ กสทช.ชุดใหม่ที่ผ่านการสรรหามาแล้วทั้ง 14 คน
เททิ้งยกเข่งอีหรอบเดียวกับที่ สนช.โหวตล้มกระดานการสรรหา กกต.ชุดใหม่ยกกระบิ 7 คน
เท่ากับต้องเริ่มต้นการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ซํ้าอีกที
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า “กสทช.” หรือมีชื่อเป็นทางการว่า “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ” เป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติชาติ มีอำนาจให้ใบอนุญาตธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียง และธุรกิจสื่อสารไร้สายครบวงจร ฯลฯ
และเก็บค่าต๋งจากธุรกิจเอกชนส่งเป็นรายได้ให้รัฐบาล
ถือว่า กสทช. 7 คนมีหน้าที่ดูแลขุมทรัพย์มูลค่านับล้านล้านบาทโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ประสงค์ลงสมัครสรรหา เป็นว่าที่ กสทช.ชุดใหม่ถึง 85 คน
มีผู้ผ่านการสรรหา ครบทั้ง 7 สาขา รวม 14 คน เพื่อเสนอที่ประชุม สนช.คัดเลือกให้เหลือ 7 คน ตามกติกา
แต่ปรากฏว่า ที่ประชุม สนช.โหวตเททิ้งยกเข่งไม่เหลือไว้ทำปุ๋ยหมักแม้แต่คนเดียว
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า กรณี สนช.ลากตั้ง พร้อมใจโหวตล้มกระดานว่าที่ กสทช.ทั้ง 14 ราย ไม่ใช่เกิดขึ้นปุบปับฉับพลัน
เพราะมีข่าวปูดล่วงหน้าก่อนที่ประชุม สนช.จะลงมติ 2 วัน ว่า ผู้ผ่านการสรรหาเป็น กสทช.ชุดใหม่ 8 คนจาก 14 คน มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ กสทช.
และมีข้อเสนอจาก สนช.บางคนให้ล้มกระดานการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ทั้งหมด 14 คน ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
ส่วนจะมี “ใบสั่ง” จากใครหรือไม่? “แม่ลูกจันทร์” ไม่มีใบเสร็จยืนยัน
ถ้าไม่มีใบสั่ง “แม่ลูกจันทร์” ไม่เชื่อว่า สนช.ลากตั้ง 118 คน จะกล้าลงมติเททิ้งยกเข่งว่าที่ กสทช.ทั้ง 14 คน จนเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม
แต่จะมีใบสั่งหรือไม่มีใบสั่ง ยังไม่ใช่สาระสำคัญ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ รายชื่อว่าที่ กสทช.ที่เสนอให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาทั้ง 14 คน ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีทั้งผู้แทน ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้แทนศาลฎีกา ผู้แทนศาลปกครองสูงสุด ประธาน ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาแล้วเป็นอย่างดี
เหตุใด ในที่ประชุม สนช.ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า มีผู้ผ่านการสรรหาถึง 8 คน จากทั้งหมด 14 คน มีคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมจะปฏิบัติหน้าที่ กสทช.
1,ถ้าเป็นความจริง...แสดงว่าคณะกรรมการสรรหาบกพร่อง ผิดพลาด ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านการสรรหาให้รอบคอบรัดกุม
ปล่อยให้คนที่ขาดคุณสมบัติหลุดเข้ามาได้ถึง 8 คน
2,ถ้าเป็นความจริง...แสดงว่ายังมีผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเหมาะสมจะเป็น กสทช.ได้อีก 6 คน
เหตุใด ที่ประชุม สนช.จึงไม่ลงมติเห็นชอบ (หรือไม่เห็นชอบ) ผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนอีก 6 คน ให้เป็น กสทช.??
ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของ สนช.ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
แถมทำให้ผู้ผ่านการสรรหาทั้ง 6 คน ต้องสูญเสียโอกาส และได้รับความเสียหายร้ายแรง
จะเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่...?? ก็เสียวๆเหมือนกันนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”

ปลุกกระแสเลือกตั้งใหญ่จุดไฟปฏิรูป : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

ปลุกกระแสเลือกตั้งใหญ่จุดไฟปฏิรูป : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส



การเมืองไทยจะปฏิรูปไปทิศทางใด หลังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองฉายภาพรวมให้เห็นถึงสถานการณ์และแนวโน้มภายใน

ได้ระบุถึงสภาพปัญหาทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีความขัดแย้งจนเกิดความรุนแรงหลายครั้ง เหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้วนเวียนมาอย่างยาวนาน

โดยเฉพาะในห้วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมในอำนาจปกครองที่แตกต่างกัน

ซึ่งเกิดจากความเชื่อ ทัศนคติ ความเข้าใจในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน

การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นักการเมืองขาดคุณสมบัติและจริยธรรม ไม่ทำ หน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชน มีปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ พรรคการเมืองถูกครอบงำจากนายทุน

สภาพปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ แม้มีการใช้มาตรการบังคับลงโทษทางกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาการเมือง แต่ปัญหาไม่ได้ทุเลาเบาบางลง เนื่องจากประชาชนยังมีความรู้ ความเข้าใจไม่ตรงกันในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แม้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า80 ปี แต่ไม่ทำให้การปฏิรูปทางการเมืองเกิดผลสัมฤทธิ์ ยังคงมีความพยายามสร้างประชาธิปไตยในแบบของไทย โดยยึดหลักประชาธิปไตยแบบตะวันตกเป็นพื้นฐาน ผสมผสานให้เกิดความยืดหยุ่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ให้มีความผสมกลมกลืน เหมาะสมกับสังคมไทยมากขึ้น

สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงมีความยั่งยืน เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนต่อไป และพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นสถาบันที่สร้างความชอบธรรม เสมือนดั่งผู้ให้การรับรองในเรื่องต่างๆ และให้การทำงานเพื่อบ้านเมืองสามารถดำเนินการไปได้อย่างถูกต้อง ชอบธรรม

เช่น กรณีการยึดอำนาจรัฐประหาร หลังยึดอำนาจคณะที่ทำการรัฐประหารจะต้องเข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลเรื่องราวต่างๆ การแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าไปบริหารบ้านเมือง ต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พร้อมต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ขณะเดียวกัน ในพื้นฐานเดิมที่เกี่ยวกับทางด้านการเมืองไม่ได้อ่อนแอไปเสียทั้งหมด

ยังมีแนวคิดและมีวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ ทำให้การบริหารบ้านเมืองดำเนินไปด้วยดีหลายประการ
เช่น วัฒนธรรมทางการเมืองในลักษณะของความเชื่อที่ว่า ก่อนการเลือกตั้งคือการเมือง หลังการเลือกตั้งคือบ้านเมือง การเคารพผู้อาวุโสทางการเมืองในลักษณะวัฒนธรรมรุ่นพี่รุ่นน้อง มีธรรมเนียมการขอโทษและให้อภัยภายใต้การแข่งขันทางการเมืองหรือการทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

สอดรับกับหลักการทำงานของคนไทย วัฒนธรรมทางการเมืองเหล่านี้มีส่วนทำให้การพัฒนาทางการเมืองดำเนินไปด้วยดี

การปฏิรูปการเมืองจึงต้องผสมผสานรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งแบบตะวันตกและแบบตะวันออกเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีของไทย มาเป็นแนวทางในการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเกิดเสถียรภาพ มีความมั่นคง ยั่งยืน

การเมืองจะปฏิรูปให้เกิดเสถียรภาพ มีความมั่นคง ยั่งยืนได้อย่างไร นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า การเมืองไทยเป็นระบอบไฮบริด สลับขั้วไปมาระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบทหาร สังคมไม่ได้มีความผูกพันภักดีต่อทั้ง 2 ระบอบมากนัก

เราจึงมุ่งหมายให้ประชาชนมีพลังทางการเมืองมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศสู่ความรุ่งเรือง

พรรคการเมืองก็ต้องสานต่อการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ หากไม่ชอบก็สามารถปรับแก้ได้

ไม่ใช่ชนะเลือกตั้งแล้วก็ลิงโลดใจ ถ้าทำไม่ดีทหารก็เข้ามาอีก ทหารก็เช่นเดียวกันเมื่ออยู่ในช่วงยึดอำนาจทหารก็เป็นใหญ่ แต่อย่าคิดว่าประชาชนจะยอมตลอดไป เขาก็ต้องการเลือกตั้ง

ผู้นำต้องทำด้วย ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว ผู้นำที่บริการรับใช้ คนไทยชอบ ขอให้อธิบายให้เข้าใจ ประชาชนพร้อมที่จะทำเดินหน้าการปฏิรูป ทำไปเรื่อยๆ ตอนนี้ควรเน้นให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสุจริต โปร่งใส ไม่นำไปสู่ความแตกแยก เป็นปรปักษ์ต่อกัน

และรัฐบาลควรทำเรื่องเฉพาะหน้าที่เป็นพื้นฐานมูลฐาน เช่น ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ มีความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติที่ดีในทางการเมือง การปกครอง มีความตระหนักในสิทธิหน้าที่ เคารพกฎ-หมายและกติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคม รู้จักยอมรับใน ความเห็นทาง การเมือง

พร้อมเป็นพสกนิกร ที่ดีของพระเจ้าแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์

แผนและขั้นตอนปฏิรูปทั้งหมด รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ทำหน้าที่เชื่อมโยงรัฐบาล คณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ และกระทรวง กรม มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือน สั่งปลัดกระทรวง อธิบดี หัวหน้าที่รับผิดชอบหน่วยงานต่างๆได้กำกับดูว่าทำตามแผนปฏิรูปแค่ไหน

พอทำไปสักระยะหนึ่ง คณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆจะบอกว่าคนนั้นคนนี้ทำไม่เป็นไปตามเป้า ก็เป็นอำนาจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ต่อไปก็เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อาจจะเป็นรัฐบาลผสม มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลผสม มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ หรือรัฐบาลผสม มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกฯ ก็จะต้องเอาแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง

ขณะที่พรรคการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปการเมือง จะต้องทำให้เป็นสถาบันและไปร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านสถาบันวิทยาการพรรคการเมือง เพื่ออบรมบุคลากรในพรรคให้มีคุณภาพ มีจิตอาสา ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาพรรค การเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศ ได้วางกรอบบทบาทของสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและกำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปการเมืองแล้ว
“ผมในฐานะเป็น 2 ประธาน ได้คุยกับผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองต่างๆมาพอสมควร พบว่ามีความพยายามหลายอย่างที่น่าชื่นชม เช่น บ้านเมืองที่ไม่สงบมาจากความบกพร่องของพวกเขาด้วย ก็พยายามปรับปรุง
เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเพียงคู่ขัดแย้ง เขาอยากทำตัวเป็นเจ้าภาพเชื่อมสมานฝ่ายต่างๆด้วยถ้าเป็นไปได้

รวมถึงมีความพยายามจะออกมาพูดให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบ

อยากสัญญากับประชาชนว่าจะส่งผู้สมัครที่ดีที่สุด เสนอนโยบายที่ดีที่สุด ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และพยายามไม่ทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมร่วมมือกับทุกพรรคให้กว้างที่สุด
ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าเป็นรัฐบาลก็อยู่กับฝ่ายไหนก็ได้เพื่อให้เกิดความคล่องตัว
ไม่อยากเห็นบ้านเมืองอยู่ในทางตีบทางตัน อยากเห็นบ้านเมืองมีทางรอด

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ ที่พรรคการเมืองมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้”

อีกกี่ปีถึงจะเห็นหน้าเห็นหลังการปฏิรูปการเมืองตามที่ประชาชนต้องการ นายเอนก บอกว่า การปฏิรูปเสกหรือเป่าให้สำเร็จไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งรัฐบาลเริ่มจากชุดนี้ ต้องอธิบายให้ประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อปฏิรูปการเมือง

พรรคการเมืองโดยหัวหน้าพรรคจะต้องยอมรับแผนการปฏิรูป ถ้าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านจะทำเรื่องปฏิรูปอย่างไร

ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก ขอให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความจำเป็นของการปฏิรูป โดยแสดงออกบนเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การปฏิรูปการเมือง

ถ้าจำเป็นก็อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องชัยชนะ ต้องเลือกนักการเมืองที่ถูกใจเท่านั้น

เพราะจะทำให้ประเทศขยับไปไหนไม่ได้ ลูกหลานของเราจะอยู่กันอย่างไร โอกาสดีของประเทศจะเสียไป

หากเป็นไปได้อยากให้เลือกพรรคการเมือง นักการเมืองที่เราไว้ใจว่าจะเข้าไปปฏิรูปการเมือง

ทำให้การเมืองเป็นธรรมาธิปไตย เป็นการเมืองของพลเมือง เป็นการเมืองที่พลเมืองเป็นพสกนิกร

การคิดแบบนี้เป็นการปฏิรูปจากภายในจิตใจของเราที่เบื่อการเมือง

เมื่อต่างคนต่างคิดแล้วไปหย่อนบัตรในวันเลือกใหญ่

ผลออกมาจะมีพลัง บังคับทิศทางการปฏิรูปได้.
ทีมการเมือง

ดูดแชร์อำนาจ ประกันเสียงข้างมาก

ดูดแชร์อำนาจ ประกันเสียงข้างมาก



ผ่ายุทธการ“หลังม่าน”สมประโยชน์ต่างตอบแทน
ควันหลงเทศกาลมหาสงกรานต์
ในจังหวะไล่เลี่ยกับ “วันไหล” บางแสน พัทยา จังหวัดชลบุรี
มันก็มีปรากฏการณ์เซอร์ไพรส์ทางการเมือง ตามการอนุมัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ผ่านมติคณะรัฐมนตรีนัดแรกหลังวันหยุดยาว
แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อดีต รมว.วัฒนธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และในคราวเดียวกันยังแต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตนายกเมืองพัทยา นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา
มาเป็นแพ็กเกจ 2 พี่น้อง “พลังชล”
เบื้องต้น ตามเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงเป็นเชิงว่า สถานการณ์ใกล้ปลดล็อกการเมืองไปสู่การเลือกตั้ง จำเป็นต้องตั้งที่ปรึกษาทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินบ้าง
เพราะตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญ
ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตามข่าวเป็นผู้ประสาน ระบุว่า นายสนธยาได้อาสามาเพื่อจะสื่อสารกับประชาชน และทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะพื้นที่ของนายสนธยาเป็นอีอีซีอยู่แล้ว
ดูแนวก็สมเหตุสมผล ว่ากันตามเนื้องาน
แต่โดยเงื่อนไขสถานการณ์มันหนีไม่พ้นถูกมองมุมแฝงเหลี่ยมทางการเมืองอยู่ดี
โดยเฉพาะในสายตาของนักการเมือง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต่างประสานเสียงโจมตียุทธการ “ดูด” ของพรรคการเมืองหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ
ปั่นกระแสประจาน “ตกเขียว” ด่า “ตกปลาในบ่อเพื่อน”
ทั้งเตือน ทั้งโห่ฮา ทั้งขู่ จะซ้ำรอยเผด็จการทหารที่ต่อท่ออำนาจการเมือง
แต่เรื่องของเรื่อง นักการเมืองเจ้าถิ่น ขาใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยด่าไป
ก็ต้องรีบตาลีตาเหลือก “อุดเลือดไหล” ไป
อาการแบบที่ “นายใหญ่” ดูไบ ต้องส่งน้องเขยอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นำทีมแกนนำพรรคเพื่อไทยกว่า 20 คน ไปออกรอบตีกอล์ฟรายการเดิมพันสำคัญ
ชิงตระกูล “สะสมทรัพย์” รั้งบ้านใหญ่จังหวัดนครปฐมให้อยู่กับพรรคต่อไป
ไล่ตามรอยจากที่ “นายกฯลุงตู่” ไปออกรอบ พร้อมปรากฏรูปถ่ายกับพี่น้อง “สะสมทรัพย์” ต่อเนื่องกับปรากฏการณ์ที่ “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” ยังไม่ยืนยันสมาชิกกับพรรคเพื่อไทย
ส่อนัยจะชิ่งวิบากกรรมกับ “นายใหญ่” ย้ายเข้าสังกัดใหม่
อารมณ์เดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องยืนขาสั่น ปากตะโกนเสียงแข็ง มั่นใจจะไม่มีสมาชิกย้ายออกจากพรรคไป ไล่หลังปรากฏการณ์ที่นายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม. แกนนำ กปปส.ลาออกไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ต่อเนื่องจากการเข้าพบนายสมคิดที่ทำเนียบรัฐบาล
สถานการณ์ยังโยงกับคิวของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตผอ.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกปปส. ที่ส่อแหกค่าย ตามจังหวะเชิดใส่เสียงไล่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประกาศชัดใครหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไสหัวออกจากพรรคไป
ล้อกับข่าววงในประชาธิปัตย์อาจมีอดีต ส.ส.กทม.หายอีกหลายคน
เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ต่างคนต่างผวาแรงดึงดูด “ลุงตู่” ที่ไม่ธรรมดา
นั่นก็เพราะไม่ใช่แค่อิทธิพล อำนาจปืน อำนาจเงิน เหลี่ยมกฎหมาย ตามฟอร์มของผู้นำทหารเท่านั้น
แต่มันยังพิเศษตรงที่กระแสประชาชนไม่น้อย หนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อ เพราะเชื่อมั่นการทำให้บ้านเมืองสงบ จากผลงานที่สามารถคุมความมั่นคงจนปลอดม็อบป่วนเมือง การพัฒนาประเทศเดินหน้าต่อเนื่อง
คนไม่อยากเสี่ยงให้นักการเมืองกลับมาลากไปลงเหววิกฤติ
ประกอบกับแรงส่งจากนายสมคิดก็พาเศรษฐกิจภาพรวมติดลมบน การันตีด้วยคนระดับโลกอย่าง “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา และคณะผู้บริหาร บินตรงมาพบ “นายกฯลุงตู่” ที่ทำเนียบรัฐบาล
พร้อมกับมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) โครงการลงทุนด้านสมาร์ทดิจิทัล ฮับ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นภาพที่ตอกย้ำเชื่อมั่นสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทย
ตลอดช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา มีการแต่งตัวให้พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในมุมเนื้องาน ความนิยม ความชอบธรรม และความเหมาะสม
เห็นได้ชัดเลยว่า กระบวนการหนุน “นายกฯลุงตู่” ตีตั๋วต่อรอบนี้ เตรียมทำการบ้านมาอย่างดี ศึกษาวางแผนจากโจทย์ความล้มเหลวในอดีต
ไม่ใช่สูตรสำเร็จของพรรคทหารที่ใช้อำนาจใช้เงิน เพื่อไปเจ๊งตอนจบ
ถึงจุดที่ครบเครื่องแล้ว ถึงเปิดไพ่ตีตั๋วต่อ
และแน่นอน ด้วยระบบนิเวศการเมืองแบบไทยๆ การก่อกำเนิดพรรคใหม่ได้ ต่อให้โลกสวย หลักการหรูยังไง มันก็ต้องมีนักการเมืองเก่าเป็นส่วนผสม
เพื่อประกันความชัวร์ ไม่จั่วลมวืดเป้า
โดยเฉพาะตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่ ถึงแม้จะมีการยกระดับความชอบธรรมให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็น “นายกฯคนใน” จากบัญชีนายกฯพรรค
แต่นั่นก็ต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง พรรคถึงจะมีสิทธิเสนอชื่อผู้ชิงนายกฯได้
นี่คือสิ่งที่เป็นคำตอบได้ในเบื้องต้น เหตุผลที่พรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ จำเป็นต้อง “ดูด” นักการเมืองเข้าสังกัด ไม่เว้นแม้แต่การ “ตกปลา” ในบ่อเพื่อน ดึงตัวกลุ่มการเมืองจากพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ทั้งๆที่พร้อมยกมือโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว
ต้องเอาให้ชัวร์ที่สุด ไม่เสี่ยงยืมจมูกคนอื่นหายใจ
ไว้ใจเขี้ยวนักการเมืองไม่ได้
และตามรูปการณ์ มันก็ย้อนรอยทฤษฎี “ขนมชั้น” ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในการก่อกำเนิดอาณาจักรไทยรักไทยที่เริ่มต้นจากเทคโนแครต นักวิชาการ รวมตัวกันคิดนโยบายขายตรงกับชาวบ้านรากหญ้า ถัดมาก็ดึงนักธุรกิจชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมาร่วมทีม ก่อนจะโปะด้วยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นชั้นสุดท้าย
กลายเป็นพรรคการเมืองที่สร้างประวัติศาสตร์ได้รับการเลือกตั้งถล่มทลาย
พรรคหนุน “ลุงตู่” ตีตั๋วต่อ ก็เริ่มก่อกำเนิดจากชื่อของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ทีมมือบริหารของ “สมคิด” เป็นชั้นแรก แล้วก็เริ่มห่อหุ้มด้วยนักการเมืองประเภทชัวร์ๆใส่แต้มล่วงหน้าได้อย่างทีมพลังชลและบ้านใหญ่นครปฐม
และว่ากันตามสูตรการเสริม “ขนมชั้น” ต้องมีตามมาอีกแน่
ไม่ใช่เรื่องเหนือการคาดหมาย ถ้าจะมีการต่อสายให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่เคยมีที่นั่งในสภาฯ ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ฯลฯ ส่งตัวแทนเข้ารับตำแหน่ง ร่วมเป็นทีมงานบริหารกับรัฐบาล “ลุงตู่” ลักษณะเดียวกับค่ายพลังชล
ได้ทั้งเนื้องาน พร้อม “มัดจำ” ทางการเมือง
ที่สำคัญเป็นจังหวะแชร์อำนาจให้นักเลือกตั้ง ทหารเลิกผูกขาดแต่ผู้เดียว
ตามรูปการณ์มาถึงตรงนี้มันก็หนีไม่พ้นภาพการเมืองเป็นเรื่องของการสมประโยชน์
ไม่ว่ายุคทหารหรือยุคนักเลือกตั้งครองเมือง
อยู่ที่ว่าจะสมประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือทำให้ประชาชนสมประโยชน์ด้วย
จากอดีตในยุคประชาธิปไตยเต็มใบ ทฤษฎี “ขนมชั้น” ทำให้ “ทักษิณ” เป็นเสือติดปีก เหลิงอำนาจ แปลงร่างเป็นเผด็จรัฐสภา สุดท้ายเข้าป่าเข้าพง
ทิ้งไว้ซึ่งความเจ็บปวดให้ประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤติยาวนับสิบปี
ถึงวันนี้ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ภายใต้การนำของ “ลุงตู่” ก็กำลังย้อนตำนานทฤษฎีขนมชั้นเดินหน้าสร้างรัฐบาล “ไทยนิยม” ตีตั๋วต่ออำนาจช่วงเปลี่ยนผ่าน
ประสบการณ์มีตัวอย่างแล้ว ต้องลุ้นตอนจบจะลงเอยอย่างไร.
“ทีมการเมือง”

พึ่ง “พลังดูด” ต่อวีซ่า!

พึ่ง “พลังดูด” ต่อวีซ่า!



โชว์ช็อตอภินิหารกันอีกรอบ
ในซีนที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โหวตล้มกระดาน ไม่เลือก กสทช.ชุดใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหา กสทช.เสนอชื่อมา 14 คน เพื่อให้ สนช.เฟ้นให้เหลือ 7 คน
ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งกระบวนการสรรหาใหม่ ซ้ำรอยการเลือก 7 อรหันต์กกต.ก่อนหน้านี้ที่ถูก สนช.ลงมติคว่ำยกเข่งเช่นกัน
แต่ที่ดูร้อนแรงยิ่งกว่า ก็คือปรากฏการณ์ร้อนๆที่ตามมาติดๆทันที คลิปหลุดที่แพร่สะพัดอ้างว่า เป็นบทสนทนาระหว่างการประชุมลับวิป สนช. ที่มีการอ้างชื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ไม่แฮปปี้กับรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กสทช.
ถูกโยงมาเป็นจิ๊กซอว์ปะติดปะต่อเป็นเหตุผลสำคัญการเทกระจาดรายชื่อ กสทช.ในเที่ยวนี้
“บิ๊กตู่” เจอหางเลขตกเป็นเป้าสั่งคว่ำกระดานเลือก กสทช. แหล่งขุมทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านบาทที่ใครๆก็อยากเข้ามานั่งคุม
ตัดคะแนนทำเสียรังวัดในจังหวะที่กำลังไล่เก็บแต้มเพิ่มต้นทุนต่อตั๋วอำนาจ
ในคิวที่กำลังตุนไพร่พลใส่สต๊อก ดูดทีมงานพรรคใหญ่-พรรคเล็กเข้าสังกัดเป็นระยะๆ
นำร่องกันอย่างที่เห็นๆการแต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วย รมต.การท่องเที่ยวและกีฬา
มั่นหมายจองตัวกันล่วงหน้า ก่อนมาร่วมหอลงโรงกันในอนาคต
ยังไม่นับรวมคิวดึงตระกูล “สะสมทรัพย์” ผู้กว้างขวางแห่งนครปฐมมาเป็นพันธมิตร จนพรรคเพื่อไทยก้นร้อนต้องบุกไปออกรอบตีกอล์ฟถึงถิ่น รั้งตัวไม่ให้ย้ายค่าย
ที่ต้องจับตาสถานีต่อไป โปรแกรม ครม.สัญจรเที่ยวหน้า บุกถิ่น จ.บุรีรัมย์ พื้นที่ยึดครองตระกูล “ชิดชอบ” จะมีสัญญาใจอะไรเกิดขึ้นหรือไม่
ตลาดการเมืองดีดตัวคึกคัก ทุกพรรคมีสิทธิถูกตกเขียว เสียกำลังพลให้ คสช. ต้องไล่อุดภาวะเลือดไหลออกกันให้วุ่นวาย
ตามคิวที่ คสช.เดินสายช้อนยกตระกูล ตั้งเป้าดูดเฉพาะพวกสายแข็ง มีศักยภาพในตัวเอง ทำแต้มได้ชัวร์ๆ ไม่ให้ช็อปมาแล้วเสียของ
ไล่กวาดอดีตผู้แทนเข้าสังกัดตามสูตร “สามัคคีธรรมโมเดล” และ “ไทยรักไทยโมเดล” ในอดีต
สอดรับท่าทีของนักเลือกตั้งหลายรายรีบทอดสะพาน ขอแปรพักตร์รับไมตรี เปิดตัวอยู่ข้าง “ลุงตู่” ช่วยผู้นำ คสช.ต่อตั๋วอำนาจ
ภายใต้สถานการณ์บังคับ บีบ “บิ๊กตู่” ต้องเปลี่ยนท่าที หันมาญาติดีฝ่ายการเมือง กลืนน้ำลายที่เคยรังเกียจพรรคการเมืองในช่วงเข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ
และรับประกันได้เลย ในเร็วๆนี้จะมีรายการสมนาคุณแต่งตั้งอดีต ส.ส.มาช่วยงานรัฐบาล สร้างความเชื่อมั่นให้พวกที่ยังลังเลใจ รีบตัดสินใจกระโดดเกาะขบวนรถไฟให้ทัน
เพราะถ้าคิดจะต่อวีซ่าอยู่ยาว ยังไงก็ต้องยืมจมูกนักการเมืองช่วยหายใจ เป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้
ลำพังยืนด้วยลำแข้งตัวเองคงไม่เพียงพอ ต้องมีนักเลือกตั้งเป็นนั่งร้านสนับสนุน มีตัวเลขจำนวนที่นั่งผู้แทนให้เห็นชัวร์ๆ เพื่อช่วงชิงอำนาจหลังเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่พูดฝันกันลอยๆ
สลับฉากไปกับการหั่นแต้มคู่แข่ง 2 พรรคใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ให้ได้ที่นั่งน้อยที่สุด
บวกลบคูณหารกันแล้ว อย่างน้อยต้องมีหน้าตัก ส.ส.เพียงพอ ไว้ต่อรองกับพรรคอื่นๆได้อย่างไม่ขี้เหร่ ไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่าง โดนต่อรองหนักตอนจัดตั้งรัฐบาล
หนีไม่พ้นออกมาในรูปสูตรเดิมๆ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” วางรากฐาน ควบแน่นความเข้มแข็ง
เคลียร์ทางให้ “บิ๊กตู่” กลับเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำหลังการเลือกตั้ง
จะประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบ ก็ต้องพึ่ง “พลังดูด” ต่อวีซ่า!!!
ทีมข่าวการเมือง

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

"ผบ.ทบ." สั่งจัดการรุนแรง เด็ดขาด "ผู้มีอิทธิพล"ในพื้นที่ ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ระนอง

"ผบ.ทบ." สั่งจัดการรุนแรง เด็ดขาด "ผู้มีอิทธิพล"ในพื้นที่ ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ระนอง หากทำผิด-ทำประชาชนเดือดร้อน/ไฟเขียว"ผบ.กกล.เทพสตรี"ดำเนินการ ย้ำรักษาสัมพันธ์เพื่อนบ้าน-ดูแล ประชาชน
"บิ๊กเจี๊ยบ" พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./ผบ.ศปก.ทบ. ตรวจเยี่ยม และรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงาน กกล.เทพสตรี และ ฉก.ร.25 ที่ค่ายรัตนรังสรรค์ เมือง ระนอง ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ สื่งผิดกม. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และความมั่นคงชายฝั่งทะเล ยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง ปัญหาชายแดน ทั้งทางบก และทางทะเล
พร้อมทั้ง ไปมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพลในการปฏิบัติงาน และ ไปตรวจเยี่ยม ชุดเฝ้าตรวจ(ชฝต.)4105 ฐานปฏิบัติการบ้านน้ำทุ่น อ.กระบุรี จ.ระนอง
พลเอกเฉลิมชัย ได้มอบนโยบายและสั่งการ ว่า. ให้ดำรงความสัมพันธ์กับ ทหาร เมียนมาทในระดับพื้นที่ หากมีปัญหาเกิดขึ้นให้มีช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยต้องมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ในทุกโอกาส
รวมท้ว ให้ ัดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างดีที่สุด
พลเอกเฉลิมชัย กล่าวด้วยว่า หากตรวจพบผู้ที่ทำตนเป็นผู้มีอิทธิพล หรือกระทำผิดก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน จะดำเนินการลงโทษอย่างรุนแรง
การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ ผบทบ.มี บิ๊กเล็ก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ เสธ.ทบ./เลขาฯกอ.รมน. บิ๊กแก้ว พลโทเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการ ทบ. บิ๊กหนุ่ย พลโทธเนศร์ กาลพฤกษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทบ. ร่วมคณะ
โดยมี บิ๊กเหนียว พล.ต.กฤษดา พงษ์สามารถ ผบ.พล.ร.5 และ ผบ.กกล.เทพสตรี ต้อนรับ

สถานีต่อไปบุรีรัมย์

"บิ๊กตู่" เตรียม ลงพื้นที่"เนวิน" กลางกระแส
"ดูด"!!

"พลเอกประยุทธ์" เตรียมบิน สิงคโปร์ ประชุม Asean summit 27-29เมย.นี้ ....หลัง บิ๊กป้อม บินเยือนสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของ กลาโหม สหรัฐฯ21-27เมย.กลับมาแตะมือ

เมื่อกลับมา นายกฯเตรียมลงพื้นที่ กาบเชิง-เมือง สุรินทร์ พบปะประชาชน และถก ครม.สัญจร ที่บุรีรัมย์7-8 พค....ลุ้น "เนวิน ชิดชอบ"นำทีมต้อนรับ หรือไม่ ท่ามกลางกระแส "ดูด-ดีล"อดีต สส.เข้าพรรคทหาร

ไก่อู

ยิ้มสู้ ทุกภัยพาล...
ไก่อู-ไก่เอย-ไก่อ่วม ....เป็น ไก่อดทน!

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ผ่านมาหมาดๆ.."เสธ.ไก่อู" พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล โดนหนัก....

ทั้ง เรื่อง ทำ ไลน์ สติ๊กเกอร์ โปรรัฐบาล 7ล้านบาท... ที่ เสธ.ไก่อู ยันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะตนเองเป็นโฆษกฯ ไม่ได้ทำในส่วนอื่น ทั้งการตั้งโครงการ ตั้งงบประมาณ เพราะมีการตั้งเรื่องขึ้นมา จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ว่า ตนโยนข้าราชการ

ทั้งเรื่อง โยกย้าย ในกรมประชาสัมพันธ์ ที่ เสธ.ไก่อู ยืนยันว่า ไม่เคยมีคนของผม ในกรมประชาฯ เพราะมาเป็น รักษาการอธิบดีกรมฯ แค่ปีกว่าๆ ไม่เคยวางคนของผมไว้ ผมไม่รู้จักใครเลย ตอนมารับหน้าที่ แล้วก็ไม่เคยเอาคนของผมมาอยู่ ที่สำคัญ การมานั่งรักษาการฯ ผมไม่ได้ขอ นายกฯ เพราะรู้กันดีว่า ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น เพราะ พลเอกประยุทธ์  ก็ไม่ใช่คนแบบนั้น ท่านพิจารณาเลือกเองว่าจะให้ใครไปอยู่ตรงไหน ทำอะไร 

แม้แต่เรื่อง เตรียมใช้มาตรา44 ให้กรมประชาฯ หาโฆษณา ได้  ที่มันก็ต้องปรับตัวไปตามยุคสมัย เรามีอุปกรณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย ไม่แพ้ใคร มีบุคลากรที่มีความสามารถ เพิ่อทำรายการดีๆ ออกมาให้คนดู

"เวลาโดนด่าเยอะๆ ก็เอาคำสอนของ นายกฯนี่ล่ะ มาเป็นกำลังใจว่า ถ้าไม่ถึงที่สุด ก็ให้อดทนไป ยกเว้นในบางเรื่องที่มันเกินเลยข้อเท็จจริงไปมาก ก็ต้องชี้แจง เพราะทุกอย่าง ประชาชนจะเป็นคนตัดสิน ประชาขน จะเห็นเองว่า ใครทำอะไร เพราะคนที่ออกมาวิจารณ์นั้น ก็เคยได้โอกาส ในการทำงานมาแล้ว และได้ทำมั้ย ทำสำเร็จมั้ย ทำไว้ยังไง ประชาชนเห็นเอง" เสธ.ไก่อู เลยยึดความอดทน เป็นที่ตั้ง

แต่เมื่อนายกฯมอบหมายหน้าที่ให้ ก็ต้องทำอย่างดีที่สุด ......จนทุกวันนี้ น้ำหนักลด หน้าซูบลง แก่ลงไปเยอะ ในวัย55....แม้ไปพักผ่อน ที่อังกฤษ ก็ทำงานตลอด นานๆจะได้ไปสักครั้ง

จาก ไก่อู จึงเป็น ไก่เอย และเป็น ไก่อ่วม ในที่สุด.....จนต้องเป็น ไก่อดทน

ทำเองเออเองเท กสทช.

ใครจะไปสั่ง ได้??!

"บิ๊กป้อม" ปัดใบสั่ง "บิ๊กตู่"ให้ สนช.คว่ำสรรหา"กสทช." ถาม ใครจะไปสั่ง สนช.ตั้ง200กว่าคน จะสั่งยังไง เหน็บ ""ว่ากันไปเอง ทำเอง เออเอง แล้วมาโยนให้คนอื่น"

 

จากกรณีที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติคว่ำสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ทั้ง 14 คน  และ มีการเผยแพร่คลิปเสียงจากที่ประชุมคณะกรรมธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมของบุคคลที่สมควรได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการ กสทช. ที่อ้างว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจบุคคลที่เข้ารับการสรรหาจำนวน 8 คน จาก 14 คน จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นใบสั่งจากรัฐบาล

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่มีใครจะสามารถไปสั่งมสนช.ได้ มีตั้ง กว่า 200 คน

"ว่ากันไปเอง ทำเอง เออเอง แล้วมาโยนให้คนอื่น"

ส่วนจะต้องเข้ากระบวนการสรรหา กสทช. อีกครั้งหรือไม่ พลเอกประวิตร กล่าวว่า เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับที่ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า ถ้าไปไม่ได้ จะต้องทำอย่างไรต่อไป ให้ไปอ่านดูนะ

(data)ล็อบบี้เลือก 7 กสทช. ทหาร-บ.เอกชน มีขยับ

(ข้อมูล)21/1/61 ไทยโพสต์

ล็อบบี้เลือก 7 กสทช.
ทหาร-บ.เอกชน มีขยับ 
การคัดเลือกคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดใหม่กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครเป็น กสทช.ที่มีด้วยกัน 86 คน และจากนั้นจะลงมติเลือกให้เหลือไม่เกิน 14 รายชื่อ ส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เลือกให้เหลือ 7 ว่าที่อรหันต์ทองคำ กสทช. ส่วนรายชื่อที่ออกมาสังคมจะยอมรับหรือไม่ต้องรอติดตาม 
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ที่เวลานี้อยู่ระหว่างรักษาการรอ กสทช.ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่รับงานต่อ กล่าวถึงภาพรวมการเลือก กสทช.ชุดใหม่ โดยยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้สมัครบางคนอาจใช้คอนเนกชันกับผู้คัดเลือกเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็น กสทช. รวมถึงยังได้กางแผนงานเร่งด่วนที่รอให้ กสทช.ชุดใหม่เข้ามาสานต่อ
เริ่มต้นถามการเลือก กสทช.ดูจากรายชื่อผู้สมัครหลายคนมีที่มาที่ไปหลากหลาย ทั้งภาคราชการ  ภาคเอกชนที่มาจากกิจการโทรคมนาคม หากกลุ่มเหล่านี้เข้ามาเป็น กสทช.จะเป็นอย่างไร นพ.ประวิทย์ ให้ความเห็นว่า ถ้าเป็นเอกชนแล้วคิดว่าบอร์ด กสทช.จะชี้เป็นชี้ตายกับเขา ขั้นแรกก็ต้องส่งตัวแทนไปเป็นบอร์ด ดังนั้นเขาก็ต้องหาคนที่เคยคุ้นเคยกัน เช่นเคยทำงานที่บริษัทหรือใครก็ตามแต่ที่เขาไว้ใจ ซึ่งบางทีอาจเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะบางทีเอกชนก็ไว้ใจอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะเขาเลี้ยงดูกันมาระดับหนึ่งแล้วส่งมาเป็นบอร์ด กสทช.
ยกตัวอย่างครั้งที่ผมสมัครแล้วเข้ามาเป็นกรรมการ พอคนทางเขาแพ้ เขาทำอย่างไร เขาไม่หยุด ไม่ยอมแพ้ คือต่อให้เขาคิดว่าคนที่จะมาเป็นตัวแทนไม่สามารถเข้ามานั่งเป็นกรรมการได้ เขาก็มาล็อบบี้บอร์ดที่ไม่ใช่ตัวแทนเขา มาทำความคุ้นเคยกันใหม่ก็ได้
 “เอกชนเขาทำสองช็อตตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลว่าบางคนดูชื่อแล้วเป็นพวกเขา ต่อให้คนพวกนั้นไม่ได้รับเลือก เขาก็ต้องพยายามมาหาพวกใหม่อยู่ดี”
 ดังนั้นใครที่เป็นบอร์ด กสทช. ต่อให้ไม่รู้จักแต่ต่อไปก็จะรู้จัก เอกชนก็จะมาป้วนเปี้ยนมาแนะนำตัว มาเลี้ยงดูอะไรกันก็ว่ากันไป หรือเอาแบบทหาร เอาแบบการเมือง ผมต้องบอกไว้ก่อนว่าตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาลปกติ ตั้งแต่ยุค กทช.-กสทช. จะไม่ค่อยฟังรัฐบาลเท่าไหร่เพราะเชื่อว่าเป็นอิสระ
ยกตัวอย่างตั้งแต่สมัยคุณอภิสิทธิ์ อยากแปลงสัญญาณสัมปทานเป็นใบอนุญาต โดยมีเงื่อนไขว่าอยากให้ยืดอายุด้วย คุณอภิสิทธิ์มาเองเลย เราก็ลงไปคุยด้วย เราก็บอกว่าแปลงได้แต่ยืดอายุไม่ได้เพราะกฎหมายเขียนชัด การเมืองก็ถอยกลับไปเพราะรู้ว่าทำอะไรไม่ได้ ก็เหมือนกัน พอมาเป็นยุคเพื่อไทยก็เหมือนกัน สั่งอะไรมาไม่ใช่ว่าเราจะทำให้ เพราะมีกรอบกฎหมายอยู่ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นยุคทหาร  ไม่ต้องสั่ง แค่กระซิบมาทุกอย่างก็เดินแถวตรงหมด อยากปิดทีวีช่องไหน แม้ช่องอื่นก็พูดเหมือนกัน แต่อยากจะปิดบางช่อง แต่ช่องอื่นไม่ปิด หรืออยากมีนโยบายอะไรก็เดินตามนั้น
ส่วนหนึ่งเพราะองค์กรกลัวผลกระทบจากอำนาจ ระดับบอร์ดคือดื้อมาก เดี๋ยวจะโดน ม.44 องค์กรดื้อมากก็จะโดนปฏิรูปองค์กร หลายคนก็เข้าแถวเป็นเด็กดี
นพ.ประวิทย์ กล่าวอีกว่ารายชื่อผู้สมัคร กสทช.ทั้งหมด พิจารณาภาพรวมแล้วหลายคนก็ต้องบอกว่ามีหน่วยก้านดี ไม่ใช่ไม่ดี ไม่ใช่ว่าขี้ริ้วขี้เหร่ทุกคน ถ้าจะเลือกให้เป็น กสทช.ที่ดีเลือกได้ จะเข้ามาทำให้ กสทช.ดีได้ แต่ปัญหาคือเหมือนตัวอย่างครั้งที่ผ่านมา คนที่ดูแล้วหน่วยก้านดี บางคนพูดแบบผู้หญิงคือดีเกินไป เราไม่เลือก
ผมยกตัวอย่างคนที่เคยคลุกคลีกับวงการโทรคมนาคม เคยทำงานวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ   ฝีมือดี แต่ก็ไม่ได้รับเลือก ซึ่งการเลือกก็เป็นดุลยพินิจของกรรมการสรรหาและฝ่ายสภาก็ต้องยอมรับ
“อนาคต กสทช.ชุดใหม่จะดีหรือไม่ดีก็ต้องรอวันโหวต โหวตชื่อออกมาเสร็จถึงจะรู้ว่ายี้หรือไม่ยี้
 แล้วที่บางคนกังวลว่าทหารจะเข้ามาครอง เรื่องครองไม่ครองผมไม่รู้ แต่ผมมีเหตุผลที่ต้องอธิบายว่า รัฐบาลอำนาจนิยมสิ่งที่กลัวที่สุดคือสื่อ แล้วสื่อปัจจุบันพวกสื่อในระบบค่อนข้างเป็นเด็กดี เซ็นเซอร์ตัวเองเยอะ ฉายารัฐบาลไม่ตั้งมาสองปีแล้ว เคยมียุคไหนบ้างที่สื่อไม่ตั้งฉายารัฐบาล จะอ้างเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คือการทำตัวเป็นเด็กดีของรัฐบาล แต่สื่อที่รัฐบาลคุมไม่ได้คือสื่อสังคม ฝ่ายสนับสนุนก็มี ฝ่ายไม่สนับสนุนก็มี ตรงนี้เข้าใจว่าฝ่ายอำนาจก็พยายามจัดการสื่อสังคมเหล่านี้ ก็เป็นเหตุผลว่าต้องเข้ามามีบทบาทในองค์กรสื่อ องค์กรกำกับดูแลสื่อทั้งหลายทุกองค์กร เรื่อง กสทช.คนในขั้วอำนาจก็อยากได้คนที่เห็นเหมือนกันกับเขามาควบคุมสื่อ
นอกจากนี้คือเรื่องผลประโยชน์ หน่วยงานรัฐถือครองแค่ไหน วิทยุที่กองทัพถือครองมีแค่ไหน รวมถึงวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ บริษัท อสมท ซึ่งจริงๆ แล้วต้องถูกดึงคลื่นกลับมาจัดสรรใหม่ ซึ่งคนที่มีคลื่นพวกนี้อยู่ก็จะมีเงินเข้ากระเป๋า หากมีการปฏิรูปก็จะหายไป
คนที่ครองอำนาจรัฐก็พยายามหาทางจัดการ จะเอาแบบคือจะไม่ยอมคืนเลย หรือคืนคลื่นก็ได้แต่ต้องให้มีเงินอุดหนุนให้รัฐพอมีกินเหมือนเดิม เช่นเอาคลื่นคืนไปแต่ต้องเอาเงินมาให้ ยื่นหมูยื่นแมว จึงเป็นเหตุผลว่าอำนาจรัฐก็อยากยึดครอง กสทช.
ถามย้ำว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ในยุค คสช.ทหารจะเข้ามายึด กสทช.ทั้งหมด นพ.ประวิทย์-กสทช. ตอบว่ายึดหมดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่พูดง่ายๆ ว่าในยุคที่ผมเข้ามาเป็น กสทช. ตอนนั้นเป็นช่วงรัฐบาลประชาธิปไตย พวกเครื่องแบบก็ยังเข้ามาเยอะแยะ ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะตามกฎหมายเขียนไว้ว่าพวกที่มาจากสายเอกชน หากจะมาสมัครเป็น กสทช.ต้องเว้นวรรคหนึ่งปี พวกเอกชนใหญ่ๆ  จะมาไม่ทัน เพราะไม่รู้ล่วงหน้าจะเปิดรับสมัครวันไหน และคนที่ถือครองหรือจัดการคลื่นพวกนี้มาตลอดคือภาครัฐ เช่นทหาร กรมประชาสัมพันธ์ คนในภาครัฐจึงเชี่ยวชาญเรื่องคลื่นและการจัดการธุรกิจพวกนี้มากกว่าเอกชนอยู่แล้ว คนในภาครัฐจึงรู้ช่องทางมากกว่าเอกชน เมื่อมาสมัครก็มีโอกาสมากกว่าอยู่แล้ว  แล้วในภาครัฐก็จะมีคอนเนกชันกันอยู่แล้ว เช่นการไปอบรมหลักสูตรของหน่วยงานต่างๆ ด้วยกัน หรือวิ่งไปบ้านต่างๆ ก็มีเครือข่ายกันอยู่
- หลังกรรมการสรรหาคัดเหลือ 14 ชื่อส่งไปให้ สนช.เลือกให้เหลือ 7 คน จะมีระบบอุปถัมภ์ การล็อบบี้กันได้หรือไม่?
อันนี้ต้องเคารพกรรมการสรรหา แต่ผมเข้าใจว่าหากผมมีอำนาจ ถ้าผมอยากได้คนที่ล็อกชื่อไว้ ผมก็ต้องเข้าไปพูดคุยกับกรรมการสรรหา ก็อยู่ที่กรรมการสรรหาแต่ละคน ยกตัวอย่างกรรมการสรรหาสายโน้นสายนี้ ใครบ้างคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพิงอำนาจ ถ้าต้องพึ่งพิงอำนาจเมื่อใด ผู้มีอำนาจสั่งมาก็ต้องยอม  แต่ถ้าบางคนรู้สึกว่าไม่ หน่วยงานของตนเองอิสระอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผู้มีอำนาจสั่งมาก็อาจไม่ยอมก็ได้
ดังนั้นเข้าใจว่าอันนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่อยากบอกว่าเป็นกองทัพหรือรัฐบาล ผมเชื่อว่าคนที่สมัครส่วนใหญ่จะพยายามหาทางคอนเนกกับกรรมการสรรหา กสทช. จะเรียกว่าล็อบบี้หรือแนะนำตัวก็ได้ ก็พยายามเชื่อมต่อหมด ถ้าตัวเองเชื่อมไม่ได้ก็พยายามไปหาเจ้านายตัวเอง ไปหาผู้ใหญ่ของตัวเองให้ไปเชื่อมต่อ ดังนั้นไม่ใช่แค่ทหาร ผมเชื่อว่าทุกคนก็พยายามหาผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างหลังให้เชื่อมต่อให้ แต่จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็อีกเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ทหารจะมีแต้มต่อกว่าคนอื่น เพราะคนอื่นเห็นผู้ใหญ่เป็นคนๆ  แต่ทหารคือคนที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน แล้วผู้ใหญ่สั่งหรือพูดไปปุ๊บ กรรมการสรรหาไม่ทำตามก็อาจไม่มีคุณไม่มีโทษกัน อาจแค่เฮิร์ตหรือขุ่นข้องหมองใจเล็กน้อย แต่ถ้าทหารที่ครองอำนาจอยู่สั่งปุ๊บ แล้วกรรมการสรรหาไม่ฟัง ดีไม่ดีอาจจะโดนอะไรบางอย่าง อาจจะโดนมาตรา 44 อะไรต่อไปเรื่อยๆ
“พวกนี้ก็ทำให้เชื่อได้ว่า ถ้าอำนาจปัจจุบันไปสั่ง มีโอกาสจะสำเร็จสูง"
นพ.ประวิทย์ พูดถึงข้อเสนอแนะต่อกรรมการสรรหาและ สนช.ในการลงมติเลือก กสทช.ว่า ผมยกตัวอย่างถ้าเป็นร้านอาหาร กสทช.ก็คือพ่อครัว กรรมการสรรหาคือคนคัดเลือกพ่อครัว ก็ต้องถามกรรมการสรรหาว่าอยากให้ร้านนี้อาหารอร่อยสะอาดหรือไม่ ก็แปลว่าต้องรู้ว่าจะคัดเลือกใคร เพราะหากคัดคนมาผิดอาหารก็จะห่วย ไม่มีคนกิน สกปรก แล้วก็ต้องเจ๊ง กรรมการสรรหาจึงไม่ได้แค่ดูว่าพ่อครัว มีศีลธรรมถือศีลห้า ซึ่งจะมีศีลห้าหรือไม่มีผมไม่สน สนแต่ว่าเป็นพ่อครัวที่ดีหรือไม่ ถ้ากรรมการสรรหาบอกว่าคนนี้ประวัติดี แบบนี้ผมไม่สนเพราะประวัติไม่เกี่ยวกับการทำอาหาร เอาเป็นว่าเขาทำอาหารดีหรือไม่ ที่ผมต้องการบอกก็คือกรรมการสรรหาไม่ใช่แค่คัดคนดี แต่ต้องคัดคนที่ทำงานได้
ส่วนที่จะให้คนที่สมัครแสดงวิสัยทัศน์ แต่คนที่ฟังการแสดงวิสัยทัศน์ต้องรู้เรื่องดีกว่าคนที่แสดง  เพราะไม่เช่นนั้นพูดอะไรมาก็ไม่รู้เรื่องอะไร กรรมการสรรหาจึงต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่อง กสทช.ในอนาคตด้วยในอีก 6 ปีข้างหน้า ซึ่งหากผู้สมัครพูดมาตรงก็ผ่านการคัดเลือก แต่ไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นญาติกับใคร  คนนี้รวยแล้วไม่โกง คนนี้จบการศึกษาจากสถาบันที่ดี แบบนี้ไม่มีประโยชน์ คำถามต้องคือเขามีวิสัยทัศน์ตรงกับวิสัยทัศน์ประเทศไทยหรือไม่ ผมไม่อยากให้กรรมการสรรหาแค่คัดเลือกคนดี แต่ต้องเลือกคนที่ทำงานได้ ทำให้สังคมเดินไปข้างหน้าได้
ถามว่าแต่กรรมการสรรหาแต่ละคนก็เป็นระดับผู้ใหญ่ มาจากทั้งศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด องค์กรอิสระ เชื่อถือได้หรือไม่ นพ.ประวิทย์ ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องโครงสร้างกรรมการสรรหา กสทช.ดังกล่าวมาตั้งแต่แก้ไขกฎหมายแล้ว เพราะคนที่จะมาสรรหาพ่อครัวต้องรู้ดีกว่าพ่อครัว ใครจะมาสรรหา กสทช.ต้องรู้ดีกว่าคนมาสมัครเป็น กสทช. เชื่อหรือว่าเอา ป.ป.ช. เอาผู้ตรวจการแผ่นดิน เอาศาลมาแล้วจะรู้ดีกว่า กสทช. แต่ละท่านรู้จักดิจิทัลหรือไม่ อนาคตดิจิทัลด้านต่างๆ เช่น การหลอมรวม เรื่องแพลตฟอร์มต่างๆ เว้นแค่การให้มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาร่วมเป็นกรรมการสรรหา เพราะแบงก์ชาติมีวิสัยทัศน์ว่าดิจิทัลต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่กรรมการคนอื่นผมไม่รู้ว่ามีหรือไม่ เพราะคนที่จะเลือก กสทช.ต้องฉลาดกว่า กสทช. แต่ผมไม่แน่ใจว่ากรรมการสรรหาแบบนี้จะฉลาดกว่าหรือไม่ ก็อาจได้คนแบบที่บอกคือดูแค่ลักษณะท่าทาง ประวัติ ซึ่งไม่ได้บอกอะไรเลย หากกรรมการไม่รู้เรื่องสิ่งที่ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ก็จบเห่
- ยิ่งตอนส่งชื่อไปให้ สนช.ที่ส่วนใหญ่เป็นทหาร ก็อาจมีคำสั่งให้เลือกหรือล็อกชื่อไว้ตามโผ
ก็เป็นไปได้ ผมเข้าใจแบบนี้ คือตรงไปตรงมาก่อน แม้แต่ยุคประชาธิปไตยที่เป็นวุฒิสภาเลือกกสทช. สมาชิกวุฒิสภาก็มีกลุ่มต่างๆ มีโผของตัวเอง เช่นกลุ่ม 40 ส.ว. หรือกลุ่มที่มีการเมืองอยากเลือกใคร ก็มีการล็อบบี้มีโผกันหมด เพียงแต่ที่ผ่านมามันเบี้ยหัวแตก กลุ่ม 40 ส.ว.ก็กลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่มีการเมืองหนุนก็มีหลายกลุ่ม แต่ตอนนี้ถ้าพูดแบบชาวบ้านคือพรรคทหารเป็นใหญ่ ก็มีโอกาสสำเร็จสูงอย่างที่บอก ถ้าสั่งเมื่อใดก็มีโอกาสสำเร็จสูง
นพ.ประวิทย์ กล่าวตอบหลังถามว่าประธาน กสทช.คนใหม่จะเป็นทหารหรือไม่ว่า เอาเข้าจริงๆ  แล้ว กสทช.ยุคแรกตอนยังเป็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ประธาน กทช.คนแรกก็เป็นทหาร เพราะอย่างที่บอกหน่วยงานรัฐถือครองคลื่น เช่น เจ้ากรมทหารสื่อสาร หรือพวกกรมประชาสัมพันธ์ ดังนั้นคนที่มีบทบาทก็จะเป็นพวกกรมประชาสัมพันธ์ กรมไปรษณีย์โทรเลข กรมทหารสื่อสาร ประธานคนแรกก็เป็นทหาร ก็เรื่องปกติ
“แล้วถามว่าจะเป็นทหารอีกไหม ก็มีโอกาส แต่ก็อยากบอกว่ามันไม่เข้ากับยุคสมัย เพราะช่วงหลังพวกเอกชน สายวิชาการเริ่มมีบทบาทขึ้น บางทีรู้เรื่องมากกว่ากรมทหารสื่อสาร กรมประชาสัมพันธ์ กรมไปรษณีย์ฯ ถ้ายังจะพยายามล็อกให้เป็นทหารให้ได้ มันอาจไม่ทันยุคสมัย  แต่ส่วนหนึ่งถ้าฝ่ายอำนาจต้องการอยากคุมให้ได้ แน่นอนว่าก็ต้องเอาคนที่เขาเชื่อใจ ถ้าบังเอิญคนที่เขาเชื่อใจเป็นพวกพ้องทหารก็เป็นทหาร”
ก็มีบางคนมาถามว่าคนที่สมัครบางคนมีคุณสมบัติ เช่นทำงานด้านนั้นอย่างวิทยุ โทรทัศน์ หรือทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมาไม่น้อยกว่าสิบปี จริงหรือไม่ คือหากเคยอยู่ช่อง 5 ก็อาจได้ แต่หากไม่เคยทำมาก่อน แล้วถามว่าเอาตรงไหนมาบอกว่าทำงานด้านนั้นสิบปี ตรงนี้หากตรวจสอบกันดีๆ ผมเชื่อว่าคนที่มาสมัครร่วม 86 คนจะหายไปอื้อ แต่หากหลิ่วตากันคนที่ถูกล็อกก็จะเข้ามาได้
 เอาง่ายๆ หากกฎหมายบอกว่าผมต้องเชี่ยวชาญด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ผมก็ไปเขียนใบสมัคร แค่นี้คุณก็ไม่ซื่อสัตย์ต่อประเทศ แล้วจะเป็น กสทช.ที่ดีได้อย่างไร เพราะแค่เริ่มต้นก็โกหกแล้วทำงาน กสทช. 6 ปี จะไม่โกหกได้อย่างไร ไม่ใช่บอกว่าขอให้เป็น กสทช.ก่อนแล้วจะกลับตัวเป็นคนดี โดยที่ กสทช.บรรยากาศมันยั่วยวนมีกิเลสมากกว่าที่เคยอยู่อีก ถ้าอยู่ข้างนอกเป็นคนเลว เข้ามาเป็น กสทช.อาจเลวกว่าเดิม
- คนที่เข้ามาอาจไม่ได้เป็นสายตรง แต่เป็นนอมินีก็ได้?
ได้ทั้งนั้น แต่ผมเห็นอดีตข้าราชการบางคนที่มาสมัครคุณสมบัติไม่น่าจะครบ แต่ก็ยังบอกว่าครบ
นพ.ประวิทย์-กสทช. ที่กำลังนับถอยหลังอำลาเก้าอี้ พูดถึงภารกิจงานเร่งด่วนที่รอให้ กสทช.ชุดใหม่เข้ามาดำเนินการต่อจากชุดรักษาการตอนนี้ว่า ต้องแยกเป็นสองส่วนหลัก คือต้องมองไปอนาคตที่ประเทศไทยต้องไปดิจิทัล ไปสู่ 5 จี 6 จี อะไรต่างๆ สิ่งที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง เช่นรู้อยู่แล้วว่าทรัพยากรที่จะไปสู่ดิจิทัลคือเรื่องคลื่น ก็ต้องดูว่าเมื่อใดจะสะสางเรื่องคลื่นให้จบเสียที จะมีโรดแมปต่างๆ เช่นการดึงคลื่นคืนเมื่อใด จะจัดสรรและประมูลคลื่นเมื่อใด และทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงและเท่าทัน เช่น การรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ พวกนี้ต้องทำในอนาคต ซึ่งตอนนี้มันไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใด เช่นการสะสางเรื่องคลื่นที่ส่วนใหญ่คนถือครองคือรัฐเลยไม่สำเร็จ ถ้าเป็นเอกชนถือครองก็จะถูกดึงกลับมาหมดแล้ว แต่เพราะเป็นรัฐเป็นกองทัพถือครองก็เลยปล่อยกันเลยตามเลย
- หาก กสทช.ชุดใหม่ส่วนใหญ่มาจากทหาร การจะไปดึงคลื่นวิทยุกลับคืนมาก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้?
หรือเป็นไปได้ด้วยการแลกกลับมาเป็นเงิน คือเอาคลื่นคืนไปแต่ต้องให้เงินมา เรียกว่าค่าชดเชยเยียวยา เพราะกฎหมายฉบับแก้ไขมีการเขียนไว้ว่าถ้าเรียกคืนคลื่นก็ต้องเยียวยา
ส่วนการจัดการเรื่องที่ค้างคาก็ต้องดูว่าคลื่นที่ถือโดยรัฐ ต้องดูว่าคลื่นไหนถือโดยชอบหรือไม่ชอบ  แล้วจะจัดการอย่างไร ต้องขีดเส้นตาย ยกตัวอย่างหน่วยงานรัฐที่ถือครอง บางหน่วยงานไม่มีหลักฐานการถือครองโดยชอบด้วยกฎหมาย พอให้แสดงหลักฐานก็ไม่มี จึงควรต้องสะสางการถือครองกรรมสิทธิ์ให้จบเสียที เช่นคลื่น 2600 ที่ อสมท ถือ เรื่องนี้ยังไม่จบเพราะข้อเท็จจริงยังคาราคาซังอยู่ หากยังกั๊กกันอยู่ประเทศก็ไม่พัฒนา กสทช.ชุดใหม่ก็ต้องมาสะสางการถือครองคืน
นพ.ประวิทย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ก็ต้องแก้ปัญหาทีวีดิจิทัล ต้องทำให้ชัดว่าอุตสาหกรรมจะเดินไปได้แค่ไหน เช่นควรต้องมีการวิเคราะห์หรือไม่ว่า ทีวีดิจิทัลหากจะให้รอดต้องมีกี่ช่อง สมมุติพบว่ามีแค่สิบช่อง แสดงว่าช่องที่เหลือจะตายใช่หรือไม่ แล้วจะมีวิธีอย่างไรให้ Soft Landing หรือจะให้เป็นแบบ  Hard Landing ใครจะตายก็ต้องปล่อยให้ตายไป วิธีการก็จะออกมาอีกแบบหนึ่ง แต่ถึงทุกวันนี้ กสทช.ยังตอบไม่ได้เลยว่าเมืองไทยควรมีทีวีดิจิทัลกี่ช่อง เพราะ กสทช.ไม่ได้ศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ต้องศึกษาให้หมด แล้วถึงจะตอบได้ว่าจะอุ้มได้แค่ไหน
รวมถึงงานด้านอื่นๆ เช่นเรื่องดาวเทียม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตัดสินว่าผิดกฎหมายในคดีของนายทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องมาทำให้จบ ยกตัวอย่างที่ศาลตัดสินว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ใช่ดาวเทียมในสัญญาสัมปทาน ถ้าไม่ใช่นั่นหมายถึงว่านอกสัมปทานใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ต้องหยุดระบบอนุญาต ตอนนี้ดาวเทียมไอพีสตาร์ ถ้าศาลไม่เคยอยู่ในสัญญาสัมปทานก็ไม่เคยมาขออนุญาต กสทช. แปลว่าดาวเทียมหรือพูดง่ายๆ คือต้องทำให้ถูกกฎหมายด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ใช่ไอพีสตาร์ไม่อยากทำให้ถูกกฎหมาย แต่หน่วยงานของรัฐไม่มีช่องทางให้เขาทำให้ถูกกฎหมาย มันก็เลยยังไม่จบเสียที ก็ต้องทำให้จบเสียทีเพื่อให้ไอพีสตาร์วิ่งไปได้
งานที่ กสทช.ชุดใหม่ต้องเข้ามาสะสาง ซึ่งความจริงควรสะสางทุกเรื่อง แต่บางเรื่องหากไม่สำคัญ สะสางไปก็เสียเวลา เพราะมีเรื่องให้สะสางเป็นร้อยๆ เรื่อง ก็ต้องเอาแต่เรื่องที่มีความสำคัญแล้วมุ่งไปเรื่องนั้น 
ถามย้ำว่างานใหญ่งานแรกๆ ของ กสทช.ชุดใหม่คืองานประมูลคลื่น1800 นพ.ประวิทย์ ย้ำว่าผมในฐานะกรรมการชุดเก่าไม่อยากจัดประมูล เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หากให้เราจัดก็จะลำบาก ส่วนชุดใหม่เข้ามาเหมือนกับว่าไม่มีเวลาเรียนรู้งาน ต้องมาจัดประมูลเลย ก็ขอแนะนำว่าตอนเลือก กสทช.ชุดใหม่ต้องเลือกคนที่รู้งาน เพราะถ้าได้กรรมการที่ฉลาดรู้งานมาทำงานเขาก็ทำงานได้เลย ยกตัวอย่างก็เหมือนเวลาสภาเลือกนายกรัฐมนตรี ถามว่ามีเวลาให้นายกฯ ลองงาน 3 เดือน 6 เดือนหรือไม่ ก็ไม่มี  เพราะเข้ารับตำแหน่งก็ทำงานเลย ประชุม ครม.เลย ดังนั้นหากเลือก กสทช.ที่ทำงานเป็นก็จัดการประมูลได้ แต่ถ้าเลือกคนที่ทำงานไม่เป็นก็ยุ่งเหมือนกัน
- สมมุติว่า กสทช.ชุดใหม่มีแบ็กที่ช่วยให้เข้ามา แล้วมีค่ายมือถือบางแห่งไม่อยากให้จัดประมูลก็สามารถทำได้
ก็ได้ คือกรรมการ กสทช.ชุดใหม่จะมาล้มประมูลก็ได้ เลื่อนประมูลก็ได้ จะปรับปรุงการประมูลก็ได้  แต่อยู่ที่ว่ากระบวนการชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุมีผลหรือไม่ ในการจะเลื่อนหรือจะปรับปรุง ถ้ามีเหตุผลทำได้ทุกอย่าง
 นพ.ประวิทย์ ให้ทัศนะต่อโครงสร้าง กสทช.ที่เปลี่ยนให้ไปขึ้นกับคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือกรรมการดีอีฯ โดยเมื่อถามว่าเรื่องดังกล่าวจะทำให้ กสทช.ขาดความเป็นอิสระจนถูกฝ่ายการเมืองรัฐบาลสั่ง กสทช.ได้มากขึ้นหรือไม่ โดยมองว่ามองได้สองมุม คือการให้ไปฟังคนอื่น แน่นอนว่าอิสระลดลง แต่ผมบอกเลยตั้งแต่ยุคคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  ต่างประเทศเคยมาประเมิน เขาบอกเลยว่าของเรามีความเป็นอิสระเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ก็เลยมีการพยายามเขียนให้มีการยึดโยงกับนโยบายของรัฐระดับหนึ่ง
…ถามว่าจะลดความเป็นอิสระลงหรือไม่-ก็คงลด แต่ก็ขึ้นอยู่กับ กสทช.แต่ละคน เพราะหากนโยบายมันถูกต้องเราก็ทำตาม หากนโยบายไม่ถูกต้องมีการสั่งการแบบลับๆ มีจดหมายน้อยก็อย่าไปทำตาม การออกแบบให้ กสทช.ต้องไปฟังกรรมการดิจิทัลมีข้อดีหรือไม่ มันก็มีข้อไม่ดี แต่มันก็มีข้อดีระดับหนึ่ง สุดท้ายมันจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่กรรมการดิจิทัลและ กสทช.
 คือคณะกรรมการดิจิทัลต้องให้นโยบายเป็น หากให้นโยบายมั่วแอบมองผลประโยชน์ของค่ายต่างๆ ประเทศก็เละ เช่นเดียวกัน กสทช.ก็ต้องมีจุดยืน ไม่ใช่ว่ารัฐบาลหรือกรรมการดีอีพูดอะไรมาแล้ว  ครับผม/ แถวตรง /ซ้ายหัน ขวาหัน กันหมด ถ้าแบบนั้นไม่ต้องมี กสทช. แค่ตั้งเป็นกรมขึ้นมาก็ได้จะประหยัดงบประมาณ
สำหรับระยะห่างระหว่าง กสทช.กับกรรมการดีอี เห็นว่ากรรมการดิจิทัลควรให้แค่นโยบาย เช่น อยากเห็นการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล, ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือการแข่งขันที่เป็นธรรมทางตลาด ค่าบริการถูกลง แต่ไม่ใช่การบอกว่าอยากเห็นอินเทอร์เน็ตไปมีที่หมู่บ้านที่อยากเห็น  แบบนี้ไม่ใช่นโยบาย อันนั้นคิดแบบการเมือง นโยบายต้องเป็นนโยบาย ไม่ใช่รายละเอียด กรรมการดีอี อย่าสั่งในรายละเอียด และอย่ามีวัตถุประสงค์แฝงว่าจะเอื้อใคร เอื้อรัฐวิสาหกิจ เอื้อเอกชน.
...
6 ปีบนเก้าอี้ กสทช.
ธุรกิจ-ทหาร-การเมือง ครอบงำ
นพ.ประวิทย์ กสทช. ที่อยู่ในตำแหน่งมา 6 ปี และกำลังนับถอยหลังรอวัน กสทช.ชุดใหม่มารับช่วงต่อ พูดถึงบทบาทการทำงานของ กสทช.ในยุค คสช.ตลอดช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา โดยมองว่าเรื่องธรรมาภิบาลดีขึ้นชัดเจน เพราะกลัวมาตรา 44 ทำให้ที่เคยใช้งบประมาณมากมายก็ใช้ดีขึ้น เช่นไปต่างประเทศน้อยลง การจัดซื้อจัดจ้างที่ สตง.เคยทักท้วงว่าใช้วิธีพิเศษก็เปลี่ยนอย่างชัดเจน มีการประกวดราคาทำตามขั้นตอนหมด
อย่างไรก็ตาม นพ.ประวิทย์ ระบุว่า แต่ดุลยพินิจการกำกับดูแลเริ่มซ้ายหันขวาหันมากขึ้น ยกตัวอย่างการปิดทีวี วิทยุ บางทีเสมือนหนึ่งมีเสียงกระซิบหรือมีความต้องการมาหรือไม่ หรืออย่างการไปจัดการกับเฟซบุ๊ก ถามตรงๆ มีกฎหมายมาตราไหนให้เราไปจัดการได้-ก็ไม่มี แต่พอกระแอมขึ้นมาทุกคนก็วิ่งไปจัดการเฟซบุ๊กกันใหญ่เลย ยังดีที่ทำไม่ได้ เพราะหากทำแล้วเฟซบุ๊กฟ้องกลับมาไม่รู้ใครจะรับผิดชอบ
 ถามว่าระยะหลัง กสทช.แถวตรง ซ้ายหันขวาหันมากขึ้นหรือไม่-ก็ใช่ จากที่เคยแสดงบทบาทอิสระมากมาย ก็ค่อนข้างทำตามแนวทางที่อำนาจอยากให้เป็น อำนาจอยากเห็นอะไรก็สนองไปทางนั้น การสั่งการผมเข้าใจว่าสั่งผ่านตัวบุคคล ไม่ได้ทำหนังสือมา แต่อยากสั่งอะไรก็สั่งผ่านคนโน้นคนนี้
            นพ.ประวิทย์ กล่าวถึงภาพรวมการทำงานของ กสทช.ชุดปัจจุบันในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาว่า การทำงานของ กสทช.ก็มีขึ้นมีลง เห็นได้จากการประมูลคลื่น 2100 เมกะเฮิร์ตซ ได้เงินส่งรัฐต่ำกว่าที่คาด ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก แต่พอมาดูการประมูล 1800 กับ 900 เมกะเฮิร์ตซ มีรายได้ส่งรัฐมาก คนก็ชื่นชม ก็มีทั้งขึ้นและลง ก็ต้องดูผลระยะยาว เพราะไม่ได้ดูว่าได้เงินมากหรือน้อย แต่ต้องดูว่าประมูลไปแล้วตลาดมีการแข่งขันกันจริงหรือไม่ ผู้บริโภคได้บริการที่ดีมีคุณภาพหรือไม่
            ถามตรงๆ ให้ตอบชัดๆ ว่าทำงานมา 6 ปีกว่าพอใจการทำงานของ กสทช.ชุดที่กำลังจะอำลาเก้าอี้หรือไม่  นพ.ประวิทย์ตอบว่าจากการมานั่งทำงานรู้สึกว่า กสทช.ยังไม่มีอิสระ ยังมีอิทธิพลของธุรกิจเข้ามาครอบงำได้ อิทธิพลของทหาร อิทธิพลของการเมืองเข้ามาครอบงำบางเรื่องบางราว แม้ตามกฎหมายก่อนหน้านี้จะออกแบบให้ กสทช.เป็นอิสระ แต่ก็ยังไม่เป็นอิสระอย่างเต็มที่ ส่วนหนึ่งพอเป็น องค์กรอิสระ ส่วนใหญ่ไม่เป็นอิสระจากรัฐ จากทุน และการเมือง แต่มักอ้างความเป็นอิสระจากประชาชน  วิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่รับฟัง ความเห็นจึงมองว่า กสทช.ชุดปัจจุบันยังขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ยังทำตัวเหมือนหน่วยงานภาครัฐที่ฟังแค่ภาครัฐด้วยกันเอง
- มีการพูดกันว่า กสทช.ชุดปัจจุบันมีผลงานหลายเรื่อง เพราะนำเงินเข้ารัฐได้ร่วม 3 แสนล้านบาทจากการประมูลทีวีดิจิทัล-ประมูล 3 จี?
ถ้ามองในแง่รัฐก็ต้องการเงินไปพัฒนาประเทศ แต่ต้องดูระยะยาว เช่นหลังประมูลเสร็จเกิดการแข่งขันจริงหรือไม่ หรือยังมีการผูกขาด แล้วตลาดรอดหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นทีวีดิจิทัล ก็จะเห็นว่านำเงินเข้ารัฐมากกว่าที่คาดการณ์เป็นเท่าตัว แต่ผลก็คือสุดท้ายน่าจะมีช่องที่ไม่รอดพอสมควร หลังมีช่องไทยทีวีไม่รอดไปแล้ว ช่องอื่นก็ต้องดูว่าจะฟันฝ่าสถานการณ์ไปได้แค่ไหน จึงไม่ใช่แค่ว่าประมูลแล้วได้เงินเยอะแล้วจะดี เช่นเดียวกับการประมูลมือถืออย่างคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ ต้องบอกว่าสถิติการประมูลของประเทศไทยแพงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและเมกะเฮิร์ตซที่ประมูล จนหลายประเทศตกใจว่าประเทศไทยทำกำไรได้ขนาดนั้นเชียวหรือ
…ตอนนี้เริ่มเห็นเอกชนออกมาเอ่ยปากแล้วว่า งวดสุดท้ายที่ต้องชำระในปี 2563 ที่ต้องจ่าย  60,000 ล้านบาท จะขอผ่อนทั้งที่ยังทำกำไรอยู่ อันแตกต่างจากกรณีของทีวีดิจิทัล เหตุใดจึงโวยล่วงหน้า ทำไมรู้ว่าอีกสองปีข้างหน้าตัวเองจะทรุด แต่ที่โวยล่วงหน้าเพราะเริ่มมีข่าวว่าจะมีการใช้มาตรา 44  มาช่วยธุรกิจทีวีดิจิทัล แล้วคาดการณ์ได้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งหลังเลือกตั้งจะไม่มีมาตรา 44 เลยจะขอกระโดดมาล่วงหน้าให้ช่วยอุ้มติดขบวนไปด้วย ทั้งที่ธุรกิจมือถือยังไปได้และยังมีช่องทางอื่นๆ หาเงินมาได้ แต่จะมาขอฉวยขบวนรถไปด้วย ว่าเมื่อจะช่วยทีวีดิจิทัลแล้วก็ช่วยค่ายมือถือด้วย ทั้งที่ค่ายมือถือกำไรดีกว่า ยิ่งปัจจุบันคนเลิกดูทีวีไปดูในมือถือ ค่ายมือถือก็ต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จะขอติดขบวนไปด้วยว่าจะไม่จ่ายเงิน
ถึงได้บอกว่าการประมูลมันไม่ได้วัดความสำเร็จที่เม็ดเงิน แต่วัดที่ความสำเร็จในธุรกิจว่าตลาดมีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือไม่ จึงต้องบอกว่าการประมูลทีวีดิจิทัล ประมูลคลื่น 3 จี พูดตรงไปตรงมา ในต่างประเทศต้องบอกว่าล้มเหลว ไม่มีใครบอกว่าประสบความสำเร็จ
 การประมูล 3 จี ผมยังมองว่าได้รายได้ต่ำไป เอกชนนั่งหัวเราะเพราะประหยัดเงินได้เป็นหมื่นล้าน  เพราะรัฐออกแบบมาทำให้ไม่ต้องควักกระเป๋า แต่พอประมูล 1800 กับ 900 เมกะเฮิร์ตซ เอกชนร้องไห้ เพราะต้องควักกระเป๋าเงินหลายหมื่นล้านบาท ประเทศไทยไม่ได้ออกแบบมาให้การประมูลสมดุล
ถามว่าผลงานเด่นของ กสทช.คืออะไร อันที่หนึ่ง ชุดนี้ก็เป็นชุดแรก มันก็คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานสู่ระบบใบอนุญาต เช่น การประมูลโทรทัศน์ที่เปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล เช่นเดียวกับการประมูล 3 จี ก็เพราะสัมปทาน 2 จีของเอไอเอสกับดีแทคกำลังจะหมด มันคือการเปลี่ยนผ่าน การเปลี่ยนผ่านก็ถือว่า กสทช.ทำได้ดีพอสมควร แต่ยังไม่ดีที่สุดยังมีข้อบกพร่องเป็นระยะ
การเป็น กสทช.จึงต้องมีมุมมองที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นมีคนบอกทหารจะมายึด บอกเลยว่าหากทหารมายึดแล้วมองมุมเดียว กสทช.ก็เดินแถวตรงอย่างเดียว แต่เทคโนโลยีวันข้างหน้ามีความหลากหลาย ดังนั้นต้องมีตัวแทนที่หลากหลายใน กสทช.
ถามถึงกรณีปัญหาธรรมาภิบาลใน กสทช.ซึ่งมักมีข่าวปรากฏมาตลอด นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า คนที่จะรู้เรื่องราวดีสุดก็คือหน่วยงานตรวจสอบ เพราะจะเห็นข้อมูลทั้งหมด แต่หน่วยงานตรวจสอบก็ยังพิกลพิการอยู่ เช่นตามกฎหมายที่ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. แต่จนถึงวันนี้ยังไม่เลือกชุดใหม่เลยผ่านมาเกือบสามปีแล้ว แล้วกรรมการชุดดังกล่าวก็ต้องมาขอเงิน กสทช. เมื่อคนที่จะติดตามตรวจสอบ หากเขียนเชียร์ก็คงได้เงินเยอะ แต่หากเขียนด่าก็คงไม่ให้เงิน ทำให้กรรมการติดตามและประเมินผลล้มลุกคลุกคลาน หน่วยงานตรวจสอบเลยไม่มีประสิทธิภาพ
 ส่วนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่พบว่าการตรวจสอบของ สตง.มีประเด็นมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่รายงาน สตง.ถือเป็นความลับทางราชการ ไม่เปิดเผย ก็เลยเกิดคำถามว่าเมื่อตรวจสอบแล้วเจอสิ่งไม่ดี แต่มาห้ามเปิดเผยแล้วใครจะรู้ ก็รู้กันแค่ไม่กี่คน ก็เลยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่สังคมค่อนข้างอ่อนไหวก็คือเรื่องการใช้เงิน อย่างเช่นช่วงแรก สตง.ก็ตรวจสอบพบว่ากรรมการเดินทางไปต่างประเทศกันจำนวนมาก เดินทางไปเป็นร้อยๆ วันต่อปี ไม่ได้อยู่เมืองไทยเท่าใดนัก หรือการจัดซื้อที่แพง เช่นซื้อสูทชุดละสามหมื่น แต่จริงๆ เรื่องนี้ผมไม่ค่อยห่วง หาก สตง.หรือ ป.ป.ช.ทำงานดี มันก็จัดการง่ายเพราะมีหลักฐาน แต่ที่น่าห่วงคือการใช้ดุลยพินิจมากกว่า คือการตัดสินใจแบบนี้ไปเอื้อรายโน้น แต่อีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน แต่บอกว่าไม่เหมือน ก็คือพยายามทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมในตลาด หรืออะไรบางอย่างที่กฎหมายบอกว่ามันน่าจะผิด แต่เราก็ไปตีความว่ามันถูก
ลักษณะแบบนี้ตรวจสอบยากกว่า เพราะ สตง.เชี่ยวชาญการตรวจสอบเม็ดเงิน แต่การตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจลำบาก ขณะที่การตรวจสอบจาก ป.ป.ช.ก็ใช้เวลานาน ทำให้การตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจจึงเป็นปัญหา ว่ามีการทุจริตเชิงนโยบายหรือมีการเอื้อประโยชน์หรือไม่ มีการตัดสินใจที่มีเบื้องหลังที่ซับซ้อนหรือไม่ อันต่างจากการตรวจสอบการใช้งบ เช่นเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อ สตง.ตรวจสอบ มีคนส่องสปอตไลต์จับตามอง ก็ทำให้ช่วงหลังแต่ละคนก็ระมัดระวังขึ้น ทำตัวดีขึ้น ทำให้คนที่เคยไปต่างประเทศปีละจำนวนมากก็ไปน้อยลง
ถามย้อนไปถึงก่อนหน้านี้ที่เคยมีข่าวค่ายมือถือนำโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มาแจกให้กรรมการ กสทช. นพ.ประวิทย์ แจงว่าต้องบอกว่าเป็นเอกชนนำมาให้ ผมยกตัวอย่างการจัดงานปีใหม่ที่ กสทช. เคยมีการทำกันมาตั้งแต่ยุคเดิมๆ พนักงานก็อยากได้ของขวัญ ก็มาขอกรรมการบ้าง แล้วอีกส่วนหนึ่งก็ไปขอจากเอกชน เอกชนก็จะนำโทรศัพท์รุ่นใหม่มาให้จับสลากในงานปีใหม่ หรือกระเช้าปีใหม่ที่ก็มีการนำมาให้เป็นเรื่องปกติ แต่บางทีเอกชนก็นำโทรศัพท์มาให้กรรมการแล้วบอกว่าให้ทดลองใช้
ผมก็รู้สึกว่าเราไม่มีหน้าที่ทดลองให้ค่ายมือถือ เราก็ไม่เอา แต่กรรมการคนอื่นก็บอกว่าไม่ได้รับ แต่ผู้บริหารค่ายมือถือแห่งหนึ่งก็บอกว่าใครจะบอกไม่รับก็บอกไป แต่แจกทุกคนไม่เลือกปฏิบัติ ก็อยู่ที่ว่าเราจะเชื่อใคร เชื่อคนให้หรือเชื่อคนรับ ทำให้ต่อมาหลังจากนั้นการจะให้อะไรก็จะไม่โจ่งแจ้ง ไม่สามารถทำแบบเดิมได้
คือแต่ละคนที่เข้ามาไม่ใช่ว่าไม่ดีตั้งแต่ต้น แต่มันมีบรรยากาศแบบเดิมๆ อยู่ คือเอกชนเขาเคยให้อยู่แล้ว พอชุดนี้มาก็เลยมาให้ด้วย ไม่ใช่ว่าเอกชนเพิ่งมาคิดว่า กสทช.ชุดนี้เข้ามาแล้วต้องให้เป็นพิเศษ- ไม่ใช่ เพราะเขาทำมานานแล้ว แล้วบางคนไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่พอมาอยู่ในระบบแบบนี้ที่มีความยั่วยวน ผลประโยชน์มหาศาล ถ้าทนไม่ไหวก็เสียคน แล้วผลประโยชน์ผมเชื่อว่ามากมายมหาศาลจริง  เพราะบางครั้งการลงมติบางเรื่อง เอกชนบางรายก็ได้ประโยชน์เป็นพันล้านหมื่นล้าน
ยกตัวอย่างประมูล 3 จี หากเปิดให้แข่งขันจริง ราคาจะเพิ่มมากกว่าที่ประมูลได้หลายพันล้านบาท หรืออาจถึงหมื่นล้านบาท แต่พอออกแบบการประมูลมา เอกชนไม่ต้องสู้กันเลย หมอบกันตั้งแต่ต้น เรื่องพวกนี้บางเรื่องเอกชนได้ประโยชน์กันทีเป็นพันล้านหมื่นล้านบาท คิดกันเล่นๆ หากเขานำเงินพวกนี้มาเป็นเงินทอนก็มหาศาล ก็อยู่ที่ใครจะรับหรือไม่รับ
- การทำงานของ กสทช.เช่นเวลาประชุม มีข่าวว่าไม่ค่อยได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เหมือนมีธงมาแล้ว?
ใช่ ต้องบอกว่าที่ประชุมไม่ค่อยได้ถกกันเท่าไหร่ โดยที่บางเรื่องเช่นเกี่ยวข้องกับเงินเป็นพันล้านหมื่นล้าน ควรที่กรรมการต้องถกกันให้เยอะแล้วค่อยหาข้อสรุปร่วมกัน แต่บางครั้งคุยไปคุยมาบางคนก็รู้สึกว่าอย่าพูดมากเลย ลงมติกันเลยดีกว่า การทำงานก็เลยดูแปลกๆ 
ถ้าเป็นเอกชนแล้วคิดว่าบอร์ด กสทช.จะชี้เป็นชี้ตายกับเขา ขั้นแรกก็ต้องส่งตัวแทนไปเป็นบอร์ด..เช่นเคยทำงานที่บริษัทหรือใครที่เขาไว้ใจ..แล้วส่งมาเป็นบอร์ด กสทช. ...ต่อให้เขาคิดว่าคนที่จะมาเป็นตัวแทนไม่สามารถเข้ามานั่งเป็นกรรมการได้ เขาก็มาล็อบบี้บอร์ด..มาทำความคุ้นเคยใหม่..เอกชนเขาทำสองช็อตตลอดเวลา..เอกชนก็จะมาป้วนเปี้ยนมาแนะนำตัว มาเลี้ยงดูอะไรกัน
หากผมมีอำนาจ ถ้าผมอยากได้คนที่ล็อกชื่อไว้ ผมก็ต้องเข้าไปพูดคุยกับกรรมการสรรหา ก็อยู่ที่กรรมการสรรหาแต่ละคน ..เชื่อว่าคนที่สมัครส่วนใหญ่ จะพยายามหาทางคอนเนกกับกรรมการสรรหาฯ  กสทช. จะเรียกว่าล็อบบี้หรือแนะนำตัวก็ได้ ก็พยายามเชื่อมต่อหมด ถ้าตัวเองเชื่อมไม่ได้ก็พยายามไปหาเจ้านาย ไปหาผู้ใหญ่ของตัวเองให้ไปเชื่อมต่อ...ทำให้เชื่อได้ว่า ถ้าอำนาจปัจจุบันไปสั่งมีโอกาสจะสำเร็จสูง..

กม.ห้ามประชานิยม

ราชกิจานุเบกษา ประกาศใช้กฎหมาย 'ห้ามประชานิยม' ระบุคณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
เว็บไซต์ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่รัฐสภา ทั้งหมด 87 มาตรา 
ซึ่งเหตุผลในการออกกฎหมายดังกล่าวระบุไว้ว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพ และมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบการดำเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกำหนดวินัยทางการคลัง ด้านรายได้และรายจ่าย ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลังและการบริหารหนี้สาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจคือ มาตรา 9 คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้ อย่างเคร่งครัด ในการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายการคลัง การจัดทํางบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือ ประชาชนจะได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
อ่านรายละเอียดเต็ม พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ