PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'แดงเชียงใหม่'ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ

'แดงเชียงใหม่'ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ ฝ่ายหลังแตกหนีกระเจิงเหตุมีจำนวนน้อยกว่า เศษขยะเกลื่อนเมือง

เมื่อเวลา 16.30น. วันที่ 14 มิ.ย.2556 หลังจากที่กลุ่มหน้ากากขาวในจังหวัดเชียงใหม่ได้นัดรวมตัวจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ แต่ระหว่างที่มีการรวมตัวกันบริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ถนนนิมานเหมินทร์ ซอย 13 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มวลชนคนเสื้อแดงกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 กว่า 100 คน ได้เข้ามาปะทะกับกลุ่มหน้ากากขาวเชียงใหม่ที่มีจำนวน 50 คน โดยเหตุการณ์เริ่มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้ปาขยะใส่กลุ่มหน้ากากขาว และมีการดึงป้ายผ้าที่เขียนว่า "โค่นล้มระบอบทักษิษ" ทำให้เกิดการชุลมุมจนเกิดกากชกต่อยระหว่างคน 2 กลุ่ม แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 คนเข้าห้ามปราบแต่ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้มีการระดมกำลังคนเข้ามาบริเวณที่เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยที่กลุ่มหน้ากากขาวได้ถอยร่นเข้าไปอยู่ในอาคารพาณิชย์ของเอกชน เพื่อหลบเลี่ยงการถูกโจมตี แต่เบื้องต้นกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ได้ฝ่าเข้าไปในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว และเกิดการชุลมุนชกต่อยกับทางกลุ่มหน้ากากขาวอีกคครั้ง เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตอนนี้ทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51ได้นำรถยนต์เข้ามาปักหลักบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ดังกล่าว และมีการนำเครื่องขยายเสียงแสดงเจตนารมณ์ปกป้องทักษิณ และมีการด่าทอไปยังกลุ่มหน้ากากอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้ปาสิ่งของใส่กลุ่มหน้ากากขาวจนแตกกระเจิง บางส่วนได้วิ่งหลบหนีไปหลบซ่อนอยู่ตามซอยในถนนนิมานเหมินท์ ขณะที่บางส่วนถอยล่นเข้าไปหลบที่ฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ห่างจากจุดปะทะประมาณ 200 เมตร

กระทั่งเกิดการปะทะกันอีกครั้งที่บริเวณเซเว่นอีเลฟเว่นข้างกับฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ถนนนิมานเหมินท์ คาดว่ามีกลุ่มคนหน้ากากขาวได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะเดียวกัน ทางรปภ.ของฮิลไซด์คอนโดมิเนียม ได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นไม่กลุ่มเสื้อแดงเข้ามา เนื่องจากระหว่าางที่มีการปะทะกันนั้น กลุ่มเสื้อแดงได้ขว้างปาเศษขยะ ขวดน้ำ ขวดแก้ว เข้ามาภายในคอนโดฯ จนทำให้บริเวณด้านหน้าทางเข้าเต็มไปด้วยเศษขยะเกลื่อนกระจัดกระจาย

ขณะที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงยังปักหลักเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ที่ย่านถนนนิมานเหมินท์ เนื่องจากมีสายของกลุ่มเสื้อแดง รายงานว่ายังกลุ่มหน้ากากขาวบางส่วนยังหลบซ่อนตัวอยู่ และการ์ดของกลุ่มหน้ากากขาว มีการพกพาอาวุธปืนและจะทำร้ายกลุ่มเสื้อแดง พร้อมประกาศจะปกป้องคนที่ให้ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนากรัฐมนตรีและจ้องจะล้มรัฐบาล

http://www.komchadluek.net/detail/20130614/161025/แดงเชียงใหม่ปะทะหน้ากากขาวเจ็บอื้อ.html#.Ubsxc-eNkwo

หญ้าปักกิ่ง ยืดอายุคนเป็นมะเร็ง

ถิ่นกำเนิดของหญ้าปักกิ่งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันมีการปลูกหญ้าปักกิ่งทั่วไปในประเทศไทย

ยาจีนใช้หญ้าปักกิ่งบรรเทาอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจและขับพิษส่วนในประเทศไทย ผู้ป่วยมะเร็งประเภทต่างๆ ดื่มน้ำคั้นจากส่วนเหนือดินของหญ้าปักกิ่งรักษาตนเอง เพื่อช่วยยืดชีวิตและลดผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบันมานานกว่า 30 ปี 

งานวิจัยหญ้าปักกิ่งได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2532-2537) องค์การเภสัชกรรม (พ.ศ. 2542-2543) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (พ.ศ. 2546) มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และเงินบริจาคจากภาคเอกชน ก่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการต้านมะเร็งของหญ้าปักกิ่ง

สารที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งในหญ้าปักกิ่ง คือ กลัยโคสฟิงโกไลปิด (Glycosphingolipid) ที่มีชื่อว่า G1b ซึ่งเป็นกลุ่มไขมันที่มีขั้วเป็นองค์ประกอบของเซลล์ผิว กลัยโคสฟิงโกไลปิดมีหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน พบว่า กลัยโคสฟิงโกไลปิดของเซลล์มะเร็งแตกต่างจากเซลล์ปกติ จึงคาดว่า นอกจากฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งโดยตรงต่อเซลล์มะเร็งเต้านม ปอด ลำไส้ใหญ่และตับ ระดับปานกลางในหลอดทดลอง G1b อาจมีฤทธิ์ปรับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจากการทดลองเบื้องต้นพบว่า G1b เพิ่มอัตราส่วนของ CD 3, 4 : CD 3, 8 ที่ผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพาะเลี้ยงในวันที่ 3 และ 7 จากการตรวจความเป็นพิษเฉียบพลันและความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของน้ำคั้น พบว่ามีความปลอดภัย

การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง

การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง หญ้าปักกิ่งส่วนเหนือดิน 100-120 กรัม นำไปแช่น้ำเกลือหรือน้ำด่างทับทิม 10 – 15 นาทีและล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปคั้นน้ำ ด้วยเครื่องปั่นแยกกาก น้ำคั้นที่ได้เทผ่านผ้าขาวบาง และบีบน้ำคั้นออกจากกาก จะได้น้ำคั้นประมาณ 60 มลลิลิตร ให้แบ่งดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ดื่มติดต่อกัน 7 วัน แล้วหยุด 4 วัน เพื่อป้องกันการรับประทานเกินขนาด การเตรียมน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งสามารถเตรียมให้ใช้ได้ 2-3 วัน โดยเก็บรักษาน้ำคั้นไว้ในตู้เย็


ที่มา : รศ. ดร. วีณา จิรัจฉริยากูล/by สาระแห่งสุขภาพ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ : บทบรรณาธิการประจำวันที่14มิ.ย.2556


               ในช่วงนี้เกิดเหตุการณ์การหายตัวอย่างมีเงื่อนงำของคนที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลถึง 2 รายซ้อน แม้จะเกิดคนละประเทศคนละทวีป แต่ก็มีเงื่อนปมชวนสงสัยไปในทิศทางเดียวกันว่าอาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง รายแรกก็คือการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ก่อนจะพบศพในเวลาต่อมา โดยตำรวจพยายามโน้มน้าวให้สังคมมีความเห็นคล้อยตามว่าถูกคนขับรถอุ้มฆ่าเพื่อชิงทรัพย์หรือเพราะความแค้นส่วนตัว

               ในสหรัฐอเมริกาเองก็มีการข่าวการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ซึ่งกลายเป็นขอมดำดินเพื่อความปลอดภัยในชีวิตหลังจากเช็กเอาท์จากโรงแรมแห่งหนึ่งในฮ่องกงที่ใช้เป็นที่กบดานนานนับสัปดาห์ เมื่อมีสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่าวอชิงตันพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวอดีตซีไอเอผู้นี้กลับประเทศ ทั้งในทางแจ้งด้วยการขอให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันส่งตัวกลับประเทศในข้อหาคุกคามความมั่นคงของประเทศ หรืออาจข้อหาร้ายแรงกว่านั้นคือทรยศต่อประเทศชาติ หรือในทางลับด้วยการอุ้มจะเป็นอุ้มฆ่าหรือลักพาตัวก็แล้วแต่

               แม้จะเกิดต่างกรรมต่างวาระ แต่การหายตัวของนายเอกยุทธและนายสโนว์เดนกลับมีอะไรคล้ายคลึงกันหลายประการด้วยกัน ที่น่าสนใจก็คือทั้งสองคนล้วนแต่เป็นจอมแฉที่กำลังเป็นที่หมายหัวของรัฐบาลหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง เว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ของนายเอกยุทธมุ่งเปิดโปงเรื่องส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่กรณี ว.5 โฟร์ซีซันส์ ไปจนถึงกรณี โฟร์ซีซันส์ 2 รวมทั้งตามเปิดโปงระบอบทักษิณอย่างไม่ลดละ นอกเหนือจากเตรียมกระชากหน้ากากนักการเมือง-ข้าราชการของไทยบางคนว่าเป็นจอมเลี่ยงภาษีและฟอกเงิน ส่วนนายสโนว์เดนยอมเผยตัวว่าเป็นแหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษที่กำลังขุดคุ้ยโครงการลับสุดยอด “พริซึม”ว่าทำเนียบขาวได้ไฟเขียวให้หน่วยข่าวกรองระดับชาติจารกรรมข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันด้วยการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีของสหรัฐ 9 แห่ง ตลอดจนดักฟังโทรศัพท์ของประชาชนกว่า 10 ล้านคน ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์

               การกระทำของทั้งสองคนถือว่าเป็นไปตามกฎหมายที่รับประกันสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าโปร่งใสมากน้อยเพียงใด แต่กลับถูกคุกคามจากอำนาจมืดที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนที่มีอิทธิพลทางการเมือง ครั้งนี้จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สื่อได้ลุกขึ้นทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อปกป้องไว้ซึ่งสิทธิส่วนบุคคลหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อไทยส่วนใหญ่ต่างนำเสนอความเห็นแย้งกับตำรวจและมุ่งเจาะประเด็นว่าอาจเป็นเรื่องของการสมคบคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่เสียประโยชน์จากการเปิดโปงของนายเอกยุทธ ส่วนสื่อตะวันตกช่วยกันปกป้องการกระทำของนายสโนว์เดนว่าไม่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของประเทศ เป็นการเปิดโปงเพื่อประโยชน์ของประชาชน

"ทนายนกเขา" ชำแหละตำรวจทำคดี "เอกยุทธ" ไม่รัดกุม หนุนญาติสู้ต่อเพื่อชาติ

"นิติธร" ยันสังหาร "เอกยุทธ" ไม่ใช่แค่ชิงทรัพย์ จับพิรุธเจ้าหน้าที่ทำงานไม่รัดกุมหลายอย่างส่งผลทำคดีเบี่ยงเบน แนะญาติร้องกรมสอบสวนกลาง - คณะกรรมการสิทธิฯ พร้อมทั้งดึง "หมอพรทิพย์" เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ชี้ทำเพื่อช่วยประเทศชาติให้หลุดพ้นจากรัฐตำรวจ เชื่อประชาชนจะร่วมส่งกำลังใจให้มหาศาลเพราะเอือมตำรวจเต็มทน

...วันที่ 13 มิ.ย. 2556 นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความที่รับว่าความคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานภาครัฐ ได้กล่าวในรายการ "คนเคาะข่าว" ทางเอเอสทีวี ถึงคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ ว่า ได้มีโอกาสเข้าร่วมการสอบสวนนายสันติภาพ เพ็งด้วง ซึ่งกรณีต้องชมพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ( ผบช.น.) ที่เปิดโอกาสให้ทนายความและผู้เสียหายเข้าร่วม ในระหว่างนั้นตนได้สอบถามตำรวจที่ทำเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์ เราก็เห็นหลายจุดเลยถามว่ากรณีที่เซลล์ไซต์ใช้ในจุดนี้ ได้ตรวจสอบเบอร์ที่ใช้เซลล์ไซต์ใกล้เคียงกันหรือไม่ เพราะไม่มีใครใช้เบอร์ปกติหรอก แต่ตำรวจก็บอกทำไม่ได้ ตนเห็นว่าแค่เรื่องเบอร์ก็ทำงานไม่รัดกุมเพียงพอ ถ้าทำรัดกุมจะได้หลักฐานอีกหลายอย่าง

นอกจากนี้การเข้าขุดศพ ภายในคืนนั้นตำรวจไม่เข้าอ้างว่าฝนตก ซึ่งทางคดีต้องเข้าทันที เพราะสันนิษฐานตรงกันว่านายสันติภาพไม่ได้ทำคนเดียว ตอนนั้นเป้าชัดเจนว่าเราต้องการเข้าไปค้นหาศพ ถ้าทอดเวลาไปจะต้องมีคนในกระบวนการฆ่าเข้าไปทำลายศพแน่ ฉะนั้นไม่มีเหตุว่าฝนตกแล้วไม่เข้า แล้วคนที่เข้าไปควรเป็นนิติเวช แม้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียสละทำหน้าที่ แต่ถ้าต้องการหลักฐานต้องไม่ทำงานแบบนี้ เพราะต้องกั้นพื้นที่เก็บร่องรอยทั้งหมด

ส่วนหลักฐานในรถ อาจบังเอิญก็ได้ เพราะพอเราไปถึง รถก็ถูกส่งไปตรวจพอดี ตอนนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะมีเรื่องอื่นสำคัญกว่าส่งคนไปตรวจรถ แต่ก็ทำให้เห็นนัยบางอย่าง เพราะพนักงานสอบสวน ผู้เสียหาย และทนาย ต้องทำร่วมกัน ไม่ควรทำเพียงคนใดคนหนึ่ง

แล้วคดีนี้เริ่มต้นที่กองปราบ ส่วนสน.วังทองหลางเป็นเพียงการแจ้งลงประจำวันไว้ว่าติดต่อนายเอกยุทธไม่ได้ แต่กรณีนี้เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ไม่เห็นว่ามีการประสานงานกองปราบให้เข้ามาร่วม จะเห็นว่ามีอะไรหลายอย่างที่เบี่ยงเบนต่อผลคดีทั้งนั้น

นายนิติธร ยังกล่าวด้วยว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่านายสันติภาพ ตั้งใจให้โดนจับเพื่อปิดคดี เพราะรถติดจีพีเอส ไม่มีใครโง่ขับรถตะลอนไปทั่ว นายสันติภาพบอกว่าติดหนี้พนันบอล 4-5 แสนบาท เทียบกับเงิน 5 ล้านบาท มันไม่สมดุลย์กัน แล้วบอกว่าแค้นที่แฟนโดนไล่ออกจากงาน มันไม่มีใครรู้สองคนนี้เป็นแฟนกันจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นก็ไม่กี่เดือน รักกันถึงขนาดต้องทำขนาดนี้หรือเปล่า แล้วถ้าเราเป็นนายเอกยุทธ ไล่พนักงานออกแล้วยังจะเอาแฟนเขาไว้อีกหรือ

ความเห็นตนคือหลังจากนายสันติภาพส่งนายเอกยุทธที่ร้านอาหารแล้ว ได้เอารถไปรับคนให้เข้าไปในรถ แล้วเปลี่ยนที่จอด โดยถอยหลังจอดพร้อมออกทันที ตนมองว่าเรื่องนี้กะทันหันมาก อาจมีการเตรียมการมานาน แต่ไม่มีจังหวะทำ แต่ตอนนั้นมีจังหวะพอดี จึงมีกระบวนการต่างๆเพิ่มเข้ามา ทั้งการทอดเวลาเพื่อเอาเงิน คือถ้าทำไม่สำเร็จก็กลายเป็นนายสันติภาพทำ ถ้าได้เงินไปด้วยก็เป็นการปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ คิดกะทันหันบนพื้นฐานว่าต้องหาแพะให้ได้ก่อน ถ้าทีมเตรียมการได้ตัวนายเอกยุทธแล้วไปทันทีมันจะตัดตอนไม่ได้ เมื่อดำเนินภารกิจเสร็จ จึงขับรถตะลอนไปพัทลุง แล้วรอดพ้นด่านตรวจได้อย่างไร เว้นแต่คนพิเศษ มีอำนาจพิเศษที่ทำได้

ดูแรงจูงใจของนายสันติภาพ เพื่อประสงค์ต่อเงิน 5 ล้านบาท ดูแล้วไม่มีเลย หากเทียบกับเรื่องโฟร์ซีซั่นส์ มัลดีฟส์ และกรณีมีคดีพิพาทกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ด้วย แบบนี้จะไม่ให้สงสัยเป็นไปไม่ได้ รวมถึงตอนสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ก็เกิดการอุ้มฆ่าทนายสมชาย กรือเซะ ฆ่าตัดตอนยาเสพติด แล้วขณะนี้รัฐบาลก็อยู่ในรากระบอบทักษิณ เกิดขึ้นในสภาวะที่ตำรวจกระจายไปทุกหน่วยงาน ดีเอสไอก็เป็นรากหนึ่งของตำรวจตอนนี้แทบไม่เหลือสภาพแล้ว ตามบอร์ดหน่วยงานต่างๆก็มีตำรวจไปนั่ง มันเหมือนรัฐตำรวจไปแล้ว จะให้คนไม่สงสัยเป็นไปไม่ได

การที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้จะเป็นวัฏจักรวน เช่น เมื่อครั้งที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ทำรัฐตำรวจขยายอำนาจจนเกิดรัฐประหาร สมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตำรวจขยายอำนาจก็เกิดวงจรรัฐประหาร พอมาถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐตำรวจมีอำนาจ ก็นำไปสู่รัฐประหาร เพราะถ้าตำรวจชั่วทุกอย่างจบหมด

นอกจากนี้ถ้าเป็นไปได้ตรวจดูตำรวจที่ทำคดีนายเอกยุทธว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ใครเดินทางไปต่างประเทศ ทำอะไร เป้าหมายคืออะไร มันจะมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น

นายนิติธร ได้กล่าวแนะนำว่า ญาตินายเอกยุทธควรร้องกรมสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชากองปราบอีกที ให้ร่วมทำคดี ร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้เข้ามาร่วม และเปิดโอกาสให้หน่วยงานนิติเวชเข้ามาทำงาน เอาแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันทน์ ที่สังคมยอมรับเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ถึงจะจัดการกับคนพวกนี้ได้ เรื่องนี้หากประนีประนอมเหมือนเรายอมจมอยู่กับอำนาจนี้ ซึ่งตนเชื่อว่าถ้าให้กรมสอบสวนกลางทำคดี ข้อมูลจะละเอียดกว่านี้ คดีเปลี่ยนแน่

ตอนนี้ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ของญาตินายเอกยุทธโดยตรง แต่ทำเพื่อประเทศชาติ สำคัญกว่าการทำอะไรเพื่อให้เป็นอณุสรณ์ให้นายเอกยุทธด้วยซ้ำ อีกทั้งนายเอกยุทธมีอุดมการณ์ในเรื่องนี้ ถ้าคนข้างหลังจะทำให้เขา เชื่อว่ามีจะกำลังใจมหาศาลจากประชาชน เพราะทุกวันนี้คนได้รับผลกระทบจากตำรวจหนักหนาสาหัสมากพอแล้ว

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ

บทบาทสื่อกับการหายตัวของสองจอมแฉ : บทบรรณาธิการประจำวันที่14มิ.ย.2556


               ในช่วงนี้เกิดเหตุการณ์การหายตัวอย่างมีเงื่อนงำของคนที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลถึง 2 รายซ้อน แม้จะเกิดคนละประเทศคนละทวีป แต่ก็มีเงื่อนปมชวนสงสัยไปในทิศทางเดียวกันว่าอาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง รายแรกก็คือการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ก่อนจะพบศพในเวลาต่อมา โดยตำรวจพยายามโน้มน้าวให้สังคมมีความเห็นคล้อยตามว่าถูกคนขับรถอุ้มฆ่าเพื่อชิงทรัพย์หรือเพราะความแค้นส่วนตัว

               ในสหรัฐอเมริกาเองก็มีการข่าวการหายตัวอย่างลึกลับของนายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของสำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ซึ่งกลายเป็นขอมดำดินเพื่อความปลอดภัยในชีวิตหลังจากเช็กเอาท์จากโรงแรมแห่งหนึ่งในฮ่องกงที่ใช้เป็นที่กบดานนานนับสัปดาห์ เมื่อมีสัญญาณชัดเจนมากขึ้นว่าวอชิงตันพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวอดีตซีไอเอผู้นี้กลับประเทศ ทั้งในทางแจ้งด้วยการขอให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันส่งตัวกลับประเทศในข้อหาคุกคามความมั่นคงของประเทศ หรืออาจข้อหาร้ายแรงกว่านั้นคือทรยศต่อประเทศชาติ หรือในทางลับด้วยการอุ้มจะเป็นอุ้มฆ่าหรือลักพาตัวก็แล้วแต่

               แม้จะเกิดต่างกรรมต่างวาระ แต่การหายตัวของนายเอกยุทธและนายสโนว์เดนกลับมีอะไรคล้ายคลึงกันหลายประการด้วยกัน ที่น่าสนใจก็คือทั้งสองคนล้วนแต่เป็นจอมแฉที่กำลังเป็นที่หมายหัวของรัฐบาลหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง เว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ของนายเอกยุทธมุ่งเปิดโปงเรื่องส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่กรณี ว.5 โฟร์ซีซันส์ ไปจนถึงกรณี โฟร์ซีซันส์ 2 รวมทั้งตามเปิดโปงระบอบทักษิณอย่างไม่ลดละ นอกเหนือจากเตรียมกระชากหน้ากากนักการเมือง-ข้าราชการของไทยบางคนว่าเป็นจอมเลี่ยงภาษีและฟอกเงิน ส่วนนายสโนว์เดนยอมเผยตัวว่าเป็นแหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษที่กำลังขุดคุ้ยโครงการลับสุดยอด “พริซึม”ว่าทำเนียบขาวได้ไฟเขียวให้หน่วยข่าวกรองระดับชาติจารกรรมข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันด้วยการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีของสหรัฐ 9 แห่ง ตลอดจนดักฟังโทรศัพท์ของประชาชนกว่า 10 ล้านคน ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์

               การกระทำของทั้งสองคนถือว่าเป็นไปตามกฎหมายที่รับประกันสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าโปร่งใสมากน้อยเพียงใด แต่กลับถูกคุกคามจากอำนาจมืดที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนที่มีอิทธิพลทางการเมือง ครั้งนี้จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สื่อได้ลุกขึ้นทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อปกป้องไว้ซึ่งสิทธิส่วนบุคคลหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สื่อไทยส่วนใหญ่ต่างนำเสนอความเห็นแย้งกับตำรวจและมุ่งเจาะประเด็นว่าอาจเป็นเรื่องของการสมคบคิดของคนกลุ่มหนึ่งที่เสียประโยชน์จากการเปิดโปงของนายเอกยุทธ ส่วนสื่อตะวันตกช่วยกันปกป้องการกระทำของนายสโนว์เดนว่าไม่ขัดต่อกฎหมายความมั่นคงของประเทศ เป็นการเปิดโปงเพื่อประโยชน์ของประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คดีเอกยุทธกับคำเตือนของเฉลิม

คดีเอกยุทธกับคำเตือนของเฉลิม
โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ13 มิถุนายน 2556 15:38 น.
       เรื่องอุ้มฆ่านี่ไม่น่าเป็นเรื่องที่ทำกันง่ายๆ นะครับ ต้องทำเป็นขบวนการอย่างน้อยต้องมีไม่ต่ำกว่า 4-5 คน
      
        แต่เมืองไทยนี่ดูเป็นเรื่องที่ทำกันง่ายๆ นะครับ
      
        ตั้งแต่ยุคป๋าลอ-ชลอ เกิดเทศ กรณีสองแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ มาถึงนักธุรกิจซาอุฯ อุ้มฆ่าทนายสมชาย และคนตัวเล็กตัวน้อยอีกหลายคน ที่เราเคยได้ยินข่าว ส่วนใหญ่พอสาวไปสาวมาก็เป็นฝีมือของคนในเครื่องแบบทั้งนั้น รวมทั้งเรื่องมุสลิมทางใต้ที่นายตำรวจซึ่งเป็นใหญ่เป็นโตตอนนี้เคยสร้างวิบากกรรมเอาไว้จนลามเป็นไฟใต้ดับไม่ลงจนถึงเดี๋ยวนี้
      
        กระทั่งมาถึงกรณีของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งเป็นคู่ปรับคนสำคัญของระบอบทักษิณ คนเปิดโปงกรณี ว.5 ที่โฟร์ซีซั่นอันลือลั่น
      
        ผมเห็นคนเสื้อแดงบางคนโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กทำนองว่า ตายไปก็ดีเพราะเป็นคนโกงประชาชน ผมเองก็ไม่ได้ชื่นชมคุณเอกยุทธครับ จากพฤติกรรมที่คุณเอกยุทธทำเอาไว้ในอดีต แต่ถ้าเรายังเชื่อว่าบ้านเมืองควรมีกฎกติกา ผมคิดว่าต่อให้เป็นโจรที่มีพฤติกรรมชั่วช้ากว่านี้ เราก็ไม่ควรยินดีหรือสะใจกับเหตุการณ์อุ้มฆ่าที่เกิดขึ้น ลองนึกว่าถ้ามันเกิดกับญาติของเรา เราจะรู้สึกอย่างไร
      
        ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือไม่ดี มีความคิดทางการเมืองตรงกับเราหรือไม่ เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าบ้านนี้เมืองไหนครับ
      
        คดีเอกยุทธมีข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจหลายอย่าง วันพุธ (12 มิ.ย.) ตำรวจออกข่าวว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.จะเปิดห้องแถลงข่าวคดีนี้เวลา 10 โมงเช้าวันพฤหัสบดี แต่ถึงเวลาจริงกลับเปลี่ยนเป็นการยืนตอบคำถามนักข่าวเพียง 3 ข้อ ชื่นชมการทำงานของตำรวจ แล้วปิดคดีว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ของคนขับรถ แล้วตัดบทจบ
      
        ผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อว่าเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดบ้านนายเอกยุทธอยู่ไหน พล.ต.อ.อดุลย์ตอบเลี่ยงว่า “พอแล้วๆ” ก่อนจะเดินขึ้นรถเดินทางออกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลทันที
      
        น่าสังเกตนะครับก่อนหน้านั้นตั้งแต่วันอังคารตอนที่ยังไม่พบศพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาตั้งข้อสันนิฐานทันทีว่า 1. เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง 2. ไม่ได้เป็นการสร้างสถานการณ์ของนายเอกยุทธ 3. ถูกฆาตกรรมชิงทรัพย์ ซึ่งตนให้น้ำหนักการถูกฆาตกรรมชิงทรัพย์มากกว่า เนื่องจากมีการเบิกเงินจำนวน 5 ล้านบาท ถือเป็นเงินจำนวนมากแล้วออกไปกับคนขับรถ
      
        ดูจาก 3 ข้อของเฉลิมแล้วดูจะเป็นการฟันธงที่เร็วผิดปกติของอดีตนายตำรวจกองปราบปรามที่มักคุยว่าตัวเองเชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวนเหนือกว่าใคร
      
        ข้อ 1 กับข้อ 3 นี่แปลกมากครับ คือร.ต.อ.เฉลิมรีบสรุปทันทีเลยว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับรีบสรุปในทำนองว่านายสันติภาพเป็นคนลงมือเพื่อหวังผลจากเงินจำนวน 5 ล้านบาท
      
        วันพุธพอพบศพ เฉลิมก็แถลงซ้ำอีกว่า ชัดเจนแล้วว่านายเอกยุทธเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเกิดจากนายสันติภาพ เพ็งด้วง คนขับรถ เป้าประสงค์คือเรื่องเงินจำนวน 5 ล้านบาท ขบวนการได้มีการเตรียมตัวตั้งแต่จับตัวไป แล้วนำตัวไปไว้แถวหนองจอกเพื่อเอามาเบิกเงิน จากนั้นลงไปภาคใต้ ซึ่งมีพิรุธ ขณะที่บิดาของนายสันติภาพได้รับสารภาพแล้วว่ารับเงินจากลูกชายไปจำนวน 2 ล้านบาท ไม่มีสาระอะไรที่สลับซับซ้อน เป็นแต่เพียงว่านายเอกยุทธรับคนมาอยู่ใกล้ชิดไม่ได้ศึกษาประวัติ เลี้ยงลูกน้องไม่ได้ใจ โดยมีทรัพย์จำนวน 5 ล้านบาทเป็นแรงจูงใจ ไม่มีอย่างอื่น
      
        อย่าลืมนะครับว่า เฉลิมนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อให้สัมภาษณ์ชี้นำแบบมั่นอกมั่นใจขนาดนั้นถึง 2 วันซ้อน ตำรวจจะทำคดีนี้อย่างไร ดังนั้นไม่แปลกหรอกครับที่วันรุ่งขึ้น ผบ.ตร.ก็ให้สัมภาษณ์ปิดคดีในทำนองเดียวกัน
      
        ผมว่ามันเป็นเรื่องที่จบง่ายไปหน่อยหรือเปล่าครับ
      
        จากที่ฟังทนายสุวัตร อภัยภักดิ์เล่า บอกว่าก่อนจะสารภาพนายสันติภาพให้การโยกโย้วกวนไปมา ต้องทั้งขู่ทั้งปลอบจึงจะสารภาพ แต่ระหว่างพูดคุยซักถามนั้นนายสันติภาพจ้องตาเขม็งไม่หลบสายตาเลย คำพูดคำจาเหมือนเตรียมการมาอย่างดี เชื่อว่าต้องมีกุนซืออยู่เบื้องหลังแน่ๆ
      
        ถ้าตำรวจจะสรุปจบแค่สันติภาพคนขับรถว่าหวังเงิน 5 ล้าน ตอบคำถามง่ายๆ เลยว่า หลังจากที่นายสันติภาพคนขับรถไปรอรับเงินรับเช็คที่สนามบินสุวรรณภูมิใครคุมตัวนายเอกยุทธเอาไว้ แค่ไอ้เบิ้มคนเดียวที่ยังหลบหนีไปหรือ เพราะตอนนั้นยังมีชีวิตสื่อสารพูดคุยกับแบงก์ได้ เรื่องแบบนี้ทำกันคนสองคนได้มั้ย
      
        นายสันติภาพจึงเป็นข้อต่อที่สำคัญที่ตำรวจต้องเค้นออกมาให้ได้ เพราะเพื่อนร่วมทีมนายสันติภาพอีก 2 คนที่ถูกจับทางใต้นั้น ตามคำสารภาพเป็นเพียงถูกนายสันติภาพชักนำมาให้ช่วยอำพรางศพหลังจากนายสันติภาพนำศพไปถึงจังหวัดพัทลุงบ้านเกิดเท่านั้น ไม่ใช่ทีมอุ้มฆ่าในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องมีหลายคน
      
        หรือสุดท้ายแล้ว “ไอ้เบิ้ม” ก็จะกลายเป็น “ไอ้ปื้ด” ที่ไม่มีวันหาตัวเจอ
      
        ดังนั้น ถ้าตำรวจจะสรุปจบตามคำสัมภาษณ์ของสารวัตรเหลิมก็ยิ่งจะทำให้คดีมีความน่าสงสัยมีเงื่อนงำมากขึ้น
      
        บอกตรงๆ นะครับ ผมคิดว่าคดีนี้คนส่วนใหญ่เขาไม่ไว้ใจตำรวจ เพราะเอกยุทธเป็นศัตรูคนสำคัญของรัฐบาล การที่รีบสรุปปิดคดีแบบที่เฉลิมสรุป ผมคิดว่าตำรวจจะโดนข้อครหาไปด้วย เพราะนายตำรวจบางคนเคยมีพฤติกรรมในทำนองนี้มาแล้ว
      
        ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ตำรวจจะต้องเปิดปากนายสันติภาพออกมาให้ได้มากที่สุดว่ามีใครร่วมคดีด้วย และติดตามให้ได้ว่ากล้องวงจรปิดตอนนี้ซ่อนอยู่ที่ไหน
      
        ทนายสุวัตรให้สัมภาษณ์ไว้ชัดว่า คดีนี้เชื่อกันว่า ทีมสังหารตัวจริงนั้นไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์แต่ประสงค์ต่อชีวิต ส่วนนายสันติภาพนั้นน่าจะเป็นนกต่อที่ถูกส่งเข้ามาทำงานกับนายเอกยุทธ ประจวบกับนายสันติภาพเป็นคนมีหนี้สินรุงรังจากหนี้พนันบอล ทั้งนายสันติภาพกับทีมที่ลงมือจึงมีผลประโยชน์ที่ลงตัวกันพอดี
      
        ดังนั้นคนที่ติดตามข่าวนี้ต่างเชื่อกันว่า ไม่ใช่นายสันติภาพกับเพื่อนที่ถูกจับลงมือเพียงเท่านั้นต้องมีทีมงานทมิฬที่อยู่เบื้องหลัง แต่ถึงตอนนี้ดูจะมีร.ต.อ.เฉลิม ยอดนายตำรวจนักสืบสวนสอบสวนและตำรวจใต้บังคับบัญชาเท่านั้นที่ปักใจเชื่อว่านายสันติภาพเป็นคนลงมือเพื่อหวังผลตัวเงินเพียงอย่างเดียว
      
        เพราะไม่ว่านายเอกยุทธจะเป็นคนอย่างไรมีประวัติที่มาอย่างไร แต่รับรู้กันว่า ในภายหลังจากกลับมายังประเทศไทยนายเอกยุทธเป็นคนหนึ่งที่ประกาศตัวเป็นศัตรูอย่างชัดเจนกับระบอบทักษิณ การปิดคดีง่ายๆ โดยตัดตอนแค่คนขับรถแบบที่ตำรวจรีบออกมาแถลงปิดคดีท่ามกลางข้อสงสัยของประชาชนไม่น่าจะเป็นผลดีต่อรัฐบาลชุดนี้
      
        ถ้าคดีนี้ไม่มีความกระจ่างก็ช่วยไม่ได้ที่จะมีมลทินติดตัวรัฐบาลนี้ตลอดไป
      
        และคำพูดที่ฟังแล้วน่าสะพรึงกลัวที่สะท้อนว่าบ้านเมืองนี้อยู่ในยุคเถื่อนก็คือเสียงเตือนไปถึงนักเคลื่อนไหวของร.ต.อ.เฉลิมนั่นแหละครับ
      
        “ผมขอเตือนนักเคลื่อนไหว เพราะเวลาล้มหายตายจาก เดือดร้อนผมและรัฐบาล เพราะชอบมีข่าวออกมาว่าเกี่ยวกับคนใกล้ชิดผม” 

"สนธิญาณ"แนะตร.!!! สอบ 3 ประเด็นปมฆ่า"เอกยุทธ"-ชี้เหมือนสร้างพล็อตเรื่อง???

"สนธิญาณ"แนะตร.!!! สอบ 3 ประเด็นปมฆ่า"เอกยุทธ"-ชี้เหมือนสร้างพล็อตเรื่อง???
13-06-13 22:36   อ่าน : 319
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
"สนธิญาณ"ชี้ปชช.มีข้อสงสัยจับ"สันติภาพ"-เหมือนสร้างพล็อตเรื่อง ตร.รีบร้อนปิดคดี? แนะสอบ 3 ประเด็น 1.การใช้โทรศัพท์นายสันติภาพ  2. เอาเทปธนาคารที่โทรมาถามคุณเอกยุทธ 3. ลายนิ้วมือแฝง  
วันนี้ ( 13 มิถุนายน )  รายการคมคนคิด  คุญกับสนธิญาณ  โดย สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และ บุญระดม  จิตรดอน  กับปมปริศนาที่คาใจปมฆ่าเอกยุทธ  มีรายละเอียดดังนี้
สนธิญาณ  :  ประเด็นร้อนที่เราจะพูดถึงก็เป็นประเด็นที่เพิ่งเกิดขึ้น  ต้องเรียนแบบนี้สิ่งแรกขอไว้อาลัยให้กับคุณเอกยุทธ  กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา โดยส่วนตัวผมเคยเจอกับท่านประมาณ 2 ครั้ง  ตอนที่มานั่งรับประทานอาหาร  หลังจากนั้นก็เกาะติดข่าวของคุณเอกยุทธ มาโดยตลอด  วันนี้สนธิญาณขอคารวะด้วยหัวใจ  พระพุทธองค์ท่านบอกว่าคนเราเกิดมามี 4 กลุ่ม  กลุ่มที่ 1. เกิดมามืดไปมืด  กลุ่มที่ 2. เกิดมามืดไปสว่าง  กลุ่มที่ 3. เกิดมาดีทำดี  กลุ่มที่ 4. เกิดมาดีจิตใจใฝ่ต่ำ  คุณเอกยุทธ  เป็นประเภทที่ 2 แต่ระดับเขาไม่ธรรมดา  อายุ 25-26  ปี บริหารการเงินสร้างเงินได้เป็นพันล้าน  พอเกิดการรัฐประหารในวันที่ 9 ก.ย. 2528  ท่านเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนร่วม  หลังจากนั้นท่านก็หายไปเป็นเวลานาน  แปลกมากพอท่านกลับมาก็เปิดฉากในการต่อสู้คุณทักษิณทันที  แต่ก็มีคนพยายามหาข้อเท็จจริง  มีคนสงสัยว่าวันที่ 9 ก.ย. 2528 ท่านไปสนับสนุนด้วยหรือเปล่า  อะไรเป็นเหตุจูงใจ  ต้องบอกว่าในเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งต่อต้านระบอบคุณทักษิณ  ดุเดือดเลือดพล่านที่หนักสุดกรณี ว.5  โฟร์ซีซั่น ซึ่งเป็นความลับไม่สามารถแจ้งได้  แต่วันนี้เราจะทบทวนให้ฟัง  วันนี้จะมาพูดถึงการนำเสนอเนื้อหาที่คุณเอกยุทธเคยเขียนไว้ 
          
 
เริ่มมาจากท่านนายกฯเดินทางไปราชการ  นี่เป็นประเด็นที่ไม่เคลียร์ไม่มีความชัดเจนว่าไปทำอะไร  เผอิญวันนั้นนายกฯมาประจวบเหมาะเจาะเจอกับคุณเอกยุทธ  เรื่องของเรื่องท่านเอามาเปิดเผยจนกลายเป็นเรื่องใหญ่  ถามว่าท่านนายกฯไปทำอะไร  ก็มีคนออกมาแจกแจงบ้างว่าไปประชุมกับนักธุรกิจขนาดใหญ่  หลังจากนั้นมีการพยายามเอ่ยชื่อนักธุรกิจบ้าง  คุณเอกยุทธได้ตั้งคำถามขึ้นมา 10 ข้อเกี่ยวกับตัวท่านายกฯในการเดินทางไปในครั้งนี้ 
บุญระดม  :  คุณเอกยุทธได้ตั้งคำถามสวนทาง 2 อย่างในเรื่องของผลประโยชน์  และเรื่องส่วนตัว  จากข้อมูลดังกล่าวบอกได้ว่าท่านกัดไม่ปล่อย  การที่คุณเอกยุทธเอาเรื่องนี้มาเขียนเป็นการชี้นำว่ามีการชู้สาวหรือไม่  กลายเป็นประเด็นที่แหลมคมมาก  เขย่าสั่นสะเทือนต่อนายกฯ  พอท่านถูกฆ่าเป็นการวางแผนอุ้มฆ่าหรือไม่  ไปถามคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้  ขัดขวางรัฐบาล  ยิ่งหนักหน่วงเลย  ทำไมคนถึงสงสัย  เพราะมีเรื่องเคยที่เกิดขึ้นมาแล้ว
การอุ้มฆ่าทนายสมชาย  นีละไพจิตร  คดีนี้เป็นคดีที่ดัง  คุณสมชายเป็นมุสลิมเป็นผู้เปิดฉาก  การที่คุณทักษิณทำให้เกิดปัญหาชายแดนภาคใต้ เกิดการอุ้มฆ่าขนานหนัก  เป็นเหตุให้เกิดความแค้น  คุณสมชาย ทำเพื่อส่วนรวมมาตลอด  ลงลึกลงไปเรื่อย ๆ พบข้อเท็จจริงในการอุ้มฆ่า 3 จังหวัดมีการเกี่ยวพันด้วย  วันดีคืนดีทนายสมชายหายไปอย่างไร้ร่องรอย  ถึงวันนี้ก็ยังไม่เจอตัว  จากเหตุการณ์ในตอนนั้นมีคนพบเห็น ซึ่งเป็นผู้หญิงพบว่าคนจำนวน 4-5 คนควบคุมตัวขึ้นรถไป  เกิดร่องรอยของคดี  หลังจากนั้นมันสามารถโยงใยไปถึงคนก่อเหตุทั้ง 5 คนได้  หลังจากนั้นก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ควบคุมตัว  ในการเดินเรื่องหลักฐานหลักคือการติดต่อการใช้โทรศัพท์ของบุคคลทั้ง 5 คนติดต่อกัน  ประกอบกับ  ตร.นครบาล  เกาะติดคดีจนเป็นเรื่องเป็นราว  สุดท้ายศาลพิพากษาจำเลยคนเดียว  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการอุ้มฆ่าคดีสมชายมีจริง  แต่หลักฐานมันอ่อนเอาเรื่องคนผิดที่เหลือไม่ได้  เพราะไม่พบศพ  เราต้องให้ศาลเป็นผู้ชี้เบื้องต้น  คดีนี้จนถึงวันนี้ยังเป็นความลับดำมืดอยู่  แต่โดยหลักฐานว่ามีการอุ้มฆ่าจริงซึ่งหนึ่งในผู้ที่เกี่ยวข้องมีพ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผู้กำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี  ซึ่งเดิมก็คือพ.ต.ท.ชัดชัย  เลี่ยมสงวน  1 ใน 5 ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่าทนายสมชาย
บุญระดม  :  แล้วพ.ต.อ.นภันต์วุฒิ  เลี่ยมสงวน เกี่ยวกับคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อย่างไร
สนธิญาณ  :  เพราะท่านเป็นตร.ที่เข้าจับกุมตัว  นายสันติภาพ คนขับรถคุณเอกยุทธได้เป็นชุดแรก  มันเชื่อมโยงกัน เหตุที่ประชาชนมีข้อสงสัยก็คือนายสันติภาพ ซึ่งเรียกว่าเป็นเด็กมาก ๆ อายุแค่ 25 ปี  แต่ติดการพนัน  ติดบอล  ปกติการรับประวัติคนรถก็ต้องมีการตรวจสอบก่อน  มันเหมือนเป็นการสร้างพล็อตเรื่อง  นายเอกยุทธได้เบิกเงิน 5 ล้านไปพม่าหายตัวไปอย่างลึกลับ  แล้วถามว่าทำไมต้องกลับไปบ้าน  เพื่อที่จะได้ไม่ให้มีคนสงสัย  และชิงถอดเอาเซิร์ฟเวอร์ไปด้วย  พล็อตที่ 2 ให้เซ็นเช็คที่สนามบินสุวรรณภูมิจากนั้นก็หายตัวไปเลย  แสดงว่านายสันติภาพ รู้ทุกอย่างขั้นตอนการเซ็นเช็ค  รู้ขั้นตอนการทำงานของธนาคารให้เซ็น 3 ใบ  เพราะถ้าเกิน 2 ล้านจะเกิดการตรวจสอบขึ้นมา  แล้วระดับนายสันติภาพรู้ด้วยว่าต้องใช้เช็ค 3 ใบ  ประเด็นถัดมาดูเหมือนตร.รีบร้อนปิดคดีว่านายสันติภาพเป็นคนฆ่าบวกกับผู้ต้องหาที่หลบหนีไป 1 คน  ตร.ควรพิจารณาให้มันชัดเจน  ประเด็นที่ 1. ต้องแจกแจงให้ชัดจากการใช้โทรศัพท์ของนายสันติภาพ  เพราะนายสันติภาพมีท่าทีลุกลี้ลุกลน  โทรศัพท์ตลอดเวลา  ตร.ต้องมาแจกแจงว่าเขาโทรหาใครบ้าง  ถึงจะสรุปได้ว่านายสันติภาพติดต่อแค่โจรกระจอกเท่านั้นเอง  ถ้าเอามาแจกแจงประชาชนก็จะหายข้องใจ  ประเด็นที่ 2. เอาเทปธนาคารที่โทรมาถามคุณเอกยุทธ  ทำไมต้องเซ็นปี 2553 ด้วย  เพราะหากเกิดความเสียหายในการรับผิดชอบ  เขาต้องโทรมาเพื่อบันทึกเทป  ในการจับคลื่นสัญญาณเสียงต้องการส่งสัญญาณ  ในคลื่นเสียงเอาไปแยกแยะให้ได้  หากมีเสียงกระซิบอยู่ข้าง ๆ เครื่องมือสายลับทั้งหลายมีหมด  ประเด็นที่ 3. เรื่องการตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงพ.ต.อ.นภันต์วุฒิ  เดินคล้องแขนมาเลย  บอกว่าผู้ต้องหาไม่รับสารภาพ  ทั้งหมดนี้ตร.จะต้องไปแจกแจงให้ชัดเจน   
บุญระดม  :  ในขณะเดียวกันก็มีรายงานมาว่าจุดที่พบศพคุณเอกยุทธ  ไม่ได้เอาทางนิติเวชไปเลย 
สนธิญาณ  :  มันมีเหตุทั้งสิ้น  เป็นเรื่องที่ตร.ต้องไปแจกแจงให้ชัดเจน  กลับมาไล่เรียงต่อ  ฉากถูกจัดขึ้น  คำถามที่ต้องมาถามต่อว่านายสันติภาพจัดเองหรือใครเป็นผู้จัดให้  และมาเบิกเงินต้องใช้เวลา  กว่าเงินจะกลับไปก็บ่าย  หลังจากนั้นเมื่อเกิดการฆ่าก็เอาศพไปจ.พัทลุง  แต่นายสันติภาพเอาศพไปพัทลุงถามว่าทำไมต้องเอาเงินไปให้แม่  ทำให้พ่อแม่โดนข้อหาไปด้วยไม่รู้ใครเป็นคนคิด  แน่นอนว่าเป็นมืออาชีพ  ตัวเองเอาเงินไป 2-3 ทอด  ตัวเองถูกจับ  ถ้ามืออาชีพคิดเองจะต้องละเอียดกว่านี้  เอารถไปมีรถนำขบวน  ไปถึงจ.พัทลุงขับรถย้อนกลับมา  เขียนจม.น้อยกะว่าเอารถตู้ไปแปะไว้แล้วบอกว่านายหายไป  แล้วตัวเองต้องเจอกับอะไร  เขาก็ต้องมาควบคุมตัวเอง  น่าจะหนีไปตั้งแต่ต้น  การที่กลับมาแน่นอนว่าใจแข็ง  ใจเหี้ยม  สีหน้าสีตาเป็นมืออาชีพมันถึงเดินเรื่องว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง  นายสันติภาพก่อนจะมาเป็นเป็นคนขับรถ  ได้เป็นคนส่งของที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งริมคลองประปาสามเสนมาก่อน  ก่อนที่จะมาเป็นคนขับรถให้คุณเอกยุทธด้วยระยะเวลาแค่ 7 เดือน
เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าต้องกลับไปสอบใหม่  เพื่อคลี่คลายคำถามทนายสุวัตรบอกว่ามีการเตรียมล่วงหน้ามาก่อนหรือไม่  จากการฆ่าคุณเอกยุทธเป็นการตายชิงทรัพย์ธรมดาหรือการเมือง 

สัญญานเข้ม! -อุ้มฆ่าเอกยุทธ

สัญญานเข้ม!
บทความ วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2556 12:07น.
458681
สถานการณ์การเมืองความมั่นคงประเทศไทยในสัปดาห์นี้ กลับมาสู่โหมด "สัญญานเข้ม" ที่น่ากังวลใจในร่องรอย"ความขัดแย้งที่ซุ่มซ่อน" ระหว่าง "สองขั้วอำนาจ" อันอาจนำไปสู่การ"เพิ่มระดับ"ความรุนแรงของวิธีการอันคาดไม่ถึง อีกครั้ง กับการหายตัวไปของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" นักธุรกิจชื่อดัง ที่สังคมรู้จักและทราบดีว่า เป็น "ตัวละครปฏิปักษ์" สำคัญกับ "ขั้วอำนาจรัฐ" ปัจจุบัน
เป็นการหายตัวไปที่หนแรก หลังการเข้าแจ้งความของญาติ ๆ ก็ยังไม่มีใครปักใจเชื่อว่า จะรุนแรงถึงขั้นเป็นปฏิบัติการ"อุ้มฆ่า" โดย"คนขับรถ"ของเขาและพรรคพวก ที่ยังไม่แน่ชัดในจำนวน กระทั่งเป็นที่แน่ชัดจากคำสารภาพของ"สันติภาพ เพ็งด้วง" (11มิ.ย.56) ว่า ได้ร่วมกับ "นายชวลิต วุ่นชุม" และเพื่อนอีกคน สังหาร "นายเอกยุทธ" จนเสียชีวิตและชิงทรัพย์ ก่อนจะนำศพไปฝั่งที่เขาจิงโจ้ จ.พัทลุง อ้างสาเหตุ เพราะโกรธแค้นที่ "นายเอกยุทธ" ไล่แฟนสาวออกจากงาน และเห็นเคยเบิกเงินสดเป็นล้านหลายครั้ง จึงวางแผนปฏิบัติการ ขณะที่ ตำรวจ มีการระบุ (12 มิ.ย.56) ว่า "นายสันติภาพ" ลงมีอฆ่าจริงในพื้นที่ กทม. และคดีนี้มีผู้เกี่ยวข้อง 5 คน (สันติภาพ , ทิวากร เกื้อทอง , ชวลิต วุ่นชุม , ธิวากร สงขาว และพวก)
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ ถูกจับตาจากหลายฝ่ายว่า จะมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ต้นที่มีข่าวการหายตัวไปของ"นายเอกยุทธ" โดยเฉพาะ "ความขัดแย้ง" ถึงขั้นมีการกระทบกระทั่งซึ่งหน้าไปจนถึงการฟ้องร้อง แจ้งความดำเนินคดี ระหว่าง "นายเอกยุทธ" กับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" และ "พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง" ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ตัวละครสำคัญทางการเมืองอีกราย ที่ล้วนแล้วแต่เป็น "ตัวละคร" ที่ "นายเอกยุทธ" วิพากษ์วิจารณ์เปิดเผยข้อมูลด้านลบต่าง ๆ ในเว็บไซต์"ไทยอินไซด์เดอร์" ของตัวเอง ซึ่งแต่ละประเด็น มีการนำมาขยายในสื่อกระแสหลัก และมีการขยายต่อโดย พรรคฝ่ายค้าน อาทิ "ว.5 โฟร์ซีซันส์", "คดีฟ้องทำร้ายร่างกาย ผจก.คาราโอเกะซิตี้ และ พกอาวุธ , คดีฟ้องร้อง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หมิ่นประมาท ฯลฯ โดยเฉพาะมีผู้ตั้งข้อสังเกต เนื้อหา บทความสุดท้าย ที่มีการกล่าวพาดพิงพฤติกรรมบุคคลในรัฐบาล ในทริปเยือนมัลดีฟส์และการเผย (18พ.ค.56) ว่าเขาเป็นผู้ให้ข้อมูลทางลับกับหน่วยสืบสวนสอบสวนของอังกฤษ กรณีมี นักการเมือง-ขรก.ไทย " นำเงินที่โกงประเทศไปตั้ง "ออฟชอร์" หวังเลี่ยงภาษี และฟอกเงิน ซึ่งเร็ว ๆ นี้ "สื่ออังกฤษ" จะมีการนำเสนอเรื่องนี้
น่าสนใจว่า ขณะที่ "นายสุวัตร อภัยภักดิ์" ทนายความของ "นายเอกยุทธ" ที่กล่าวพุ่งเป้าไปในประเด็นทางการเมืองทันที ตั้งแต่วันแจ้งความ โดยเชื่อว่าน่าจะมีผู้อยู่เบื้องหลังการจ้างวาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง และมีการออกมาระบุข้อมูลที่น่าสนใจว่า "นายสันติภาพ" หรือ "บอล" เป็นชุดอุ้มของ "เสธ. คนดัง" ที่แฝงตัวเข้ามาสมัครเป็น "คนขับรถ" ของ "นายเอกยุทธ" ในจังหวะที่มีการเปิดรับสมัครผ่านอินเทอร์เน็ต แต่แนวทางการสืบสวนสอบสวนที่ "ตำรวจนครบาล" มีบทบาทสำคัญ ยังคงพุ่งเป้าที่ปม "ฆาตกรรม" ชิงทรัพย์ เช่นเดียวกับที่ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกฯ ระบุ (11มิ.ย.56)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ "นายเอกยุทธ" หากเป็นการ ฆาตรกรรม ชิงทรัพย์ ก็ว่ากันไปในผล และการดำเนินคดีตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมกับผู้กระทำความผิด แต่หากเป็นไปอย่างที่ "ทนายความ" และหลายฝ่าย ออกมาระบุว่า มี"เสธ. คนดัง" อยู่เบื้องหลัง การบงการ "อุ้มฆ่า" และยิ่งมีชนวนเหตุที่โยงมาสู่การเมือง ก็ยิ่งน่าต้องกังวลในสถานการณ์ถัดไป กับสภาพการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้าเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว มี "ข้อมูลชุดหนึ่ง" ที่รายงานออกมาส่งไปถึง"หน่วยข่าว" ในรัฐบาล ถึง "สัญญาณ"และสภาพการณ์ รวมถึง "แผนการ" บางแผนจากบางฝ่ายที่มีการพบปะกันของ"ตัวละครการเมือง" หลายคน เพื่อหารือถึง "จังหวะ" ของแผนที่มีชื่อเรียกขานชัดเจน ซึ่งการปฏิบัติการติดตามประกบติด "บุคคลสำคัญทางการเมือง" รวมถึง "ตัวละคร" ระดับ "แกนนำมวลชน" หลายคนของทั้ง 2 ขั้วอำนาจ ก็อยู่ในแผน รวมถึง มีการส่งสัญญาณ ให้มีการจับตา ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้ง "เปิด" และ "ปิด" นับแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไปด้วย

คอลัมน์ : ดอกไม้หลายสี
โดย ศักดา จิวัธยากูล
วันพุธ 12 มิถุนายน 2556

เรื่องจริงที่ไม่เหมือนในละคร"นางสาวศรีสยาม"ยุค"จอมพลสฤษดิ์"

เรื่องจริงจากละคร!! ....จากละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ มีการประกวดนางสาวศรีสยาม 2504 ผู้ได้รับตำแหน่งคือ นางสาวกรองแก้ว บุญมี สาวงามจากอยุธยา แต่ตัวจริงในประวัติศาสตร์ ในปีนั้นการประกวดนางสาวไทยยังไม่ได้มีการกลับมาจัดในยุคที่ 3 เพราะปีสุดท้ายที่จัดก่อนหน้านั้นคือปี 2497 แต่ในปี 2504 มีการประกวดนางงามระดับประเทศที่เทียบเท่ากับเวทีนางสาวไทยคือ การประกวดนางงามวชิราวุธานุสรณ์ และนางงามที่ได้คำแหน่งในปีนั้นคือ นงคราญ โกลละสุต (ภาพขวา) 
..นงคราญ เป็นเด็กสาวอายุ 18 ปี จากจังหวัดสงขลา นงคราญ หน้าตาคมขำโดยมีเชื้อฮอลแลนด์จาก ร.ต.อ บำรุง ผู้เป็นบิดา หลังจากได้ตำแหน่งเพียง 2 วัน นงคราญก็ได้เดินทางกลับไปยัง อ.สะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อไปเตรียมพิธีหมั้นกับแฟนหนุ่ม ร.ต.ต สมพร สีลยุวะ โดยมีข้อแม้ว่าจะสามารถแต่งงานหลังจาก 1 ปีที่เธอครองตำแหน่งนางงามวชิราวุธฯ แต่ก็ได้ถูกบรรดาแม่เล้า นายหน้าหลายคน ได้ตามไปยังบ้านเกิดของนงคราญเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เธอมาเป็นอนุภรรยา ของท่านผู้นำในยุคนั้นคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์ ..
ทางนายหน้าได้เข้าพบบิดาของนงคราญ โดยยื่นข้อเสนอกับ ร.ต.อ บำรุง ว่า ทางท่านผู้นำได้เสนอมอบเงินสดจำนวน 2 แสนบาท บ้านพร้อมรถยนต์ และย้าย ร.ต.อ บำรุง มาประจำที่กรุงเทพแทนที่ทำงานเดิมคือ ผู้บังคับกอง อ.สะเดา โดยบิดาของนงคราญได้ตอบตกลงด้วยดี แต่นงคราญก้ได้หนีเข้ากรุงเทพพร้อมคู่หมั่นหนุ่ม โดยไปพักที่บ้านญาติที่ประตูน้ำ แต่ทาง ร.ต.อ บำรุง ผู้เป็นบิดาได้ตามไปพบนงคราญพร้อมกับ สุมน สุมานันท์ แม่บ้านประจำตัวของจอมพลสฤษดิ์ เพื่อเกลี้ยกล่อมนงคราญก็ได้แต่ไปหลบหนีอยู่ในห้องน้ำบ้าง ห้องนอนบ้างซ่อนตัวไม่ให้หาเจอ และทางคู่หมั่นหนุ่มก็ถือปืนพร้อมขู่ว่าถ้าเข้ามาตนเองจะทำลายชีวิตคนที่เข้ามาพรากนงคราญจากเขาไป จนทำให้เหล่าแม่บ้านและแม่เล้า ถอยออกมา
...ด้วยความรักที่มั่นคงต่อนงคราญ ร.ต.ต สมพร สีลยุวะ คู่หมั่นหนุ่ม ได้พยามติดต่อกับผู้ใหญ่หลายคนเพื่อจัดพิธีหมั้น และก็สำเร็จในที่สุด โดยได้ จอมพลถนอม กิติขจร (ในขณะนั้นเป็นพลเอก) รองนายกรัฐมนตรี โดยหมั้นกันที่บ้านของ พลเอกถนอมนั่นเอง จากนั้น ร.ต.ต สมพร คิดว่าคงไม่มีการรังควาญจากเหล่าแม่เล้าอีก จึงได้เดินทางไปประจำที่ อ.สะเดา สงขลาเช่นเดิม หลังจากที่ลาราชการมาช่วยคนรัก
...แต่ความพยายามของบรรดาแม่เล้าก็ไม่ย่อท้อ แม้ว่าข่าวการหมั่นของนงคราญและ ร.ต.ต สมพร จะลง หนังสือพิมพ์กันอย่างคึกโครม เพราะมีการขึ้นของที่จะได้รับจากเงินสด 2 แสน เป็น 5 แสนบาท พร้อมของอื่นๆเช่นแหวนเพชร 5 กะรัต บ้านหลังใหญ่พร้อมโอน รถเบ๊นซ์ 1 คัน โดยมีการตั้งเงินรางวัลให้แม่บ้านและแม่เล้าที่เกลี้ยกล่อมนงคราญได้เป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท ทำให้คนเหล่านั้นไม่ละความพยายาม 
...จนในที่สุด หลังที่พ่อแม่และแม่เล้าสาย นางสุมน กล่อมนงคราญจนใจอ่อนจึงยอมเข้าไปพบจอมพลสฤษดิ์ โดยได้พาไปแต่งหน้าแต่งตัวสวยงามเพื่อนำไปพบท่านที่ บ้านวิมานหลังกองพลที่ 1 โดยมีผู้เป็นพ่อนั่งไปด้วย แต่ระหว่างนั้น นงคราญก็เปลี่ยนใจหลายครั้ง พยายามกระโดดรถหนี แต่พ่อของเธอก็พยายามรั้งไว้จนได้พบกับจอมพลสฤษดิ์ เป็นผลสำเร็จ เมื่อได้พบกับท่าน นงคราญได้ขอร้องและกล่าวว่าตนมีคู้หมั่นแล้ว จอมพลสฤษดิ์ไม่ได้ขืนใจเธอ และยังให้โอวาทว่าให้เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี ถ้าหากนงคราญเดือนเนื้อร้อนใจอะไรสามารถเข้ามาขอร้องความช่วยเหลือกับท่านได้ตลอดเวลา โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากนั้นนงคราญก้กลับบ้านไปโดย จอมพลสฤษดิ์ ไม่ได้แตะต้องตัวเธอแม้แต่น้อย
...จากคำพูดของลุกผู้ชาย สุภาพบุรุษเช่นจอมพลสฤษดิ์ ผู้นำประเทศในยุคนั้น นงคราญจึงทึ่ง และประทับใจในตัวท่าน ให้ความนับถือและไว้วางใจ จนกระทั่งนงคราญใจอ่อน และถ้านงคราญตัดสินใจเป็น อนุภรรยาท่าน ก็จะได้ทดแทนบุญคุณผู้เป็นพ่อ ไม่ต้องลำบากรับราชการที่ต่างจังหวัด ได้มาประจำในเมืองหลวง คิดได้ดังนั้น นงคราญจึงตัดสินใจเขียนจดหมาย ถึงร.ต.ต สมพร สั้นๆว่าเธอได้ตัดสินใจ เป็นอนุภรรยาของท่านแล้ว โดยสิ่งที่ นงคราญได้รับคือ เงินสด 5 แสนบาท รถเบ๊นซ์รุ่นใหม่ ตึกสีม่วงบนที่ดิน 150 ตารางวา แหวนเพชร 5 กะรัต 1 วง สร้อยเพชร 1 เส้น นาฬิกาฝังเพชร 1 เรือน เงินเดือนอีกเดือนและ 3 พันบาท รวมทั้ง ผู้เป็นบิดา ได้ย้ายจาก สงขลามาประจำที่กรุงเทพ โดยเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เป็นนายพันตำรวจตรี ....

ข้อมูลจากหนังสือ "จอมพลของคุณหนูๆ"


เรื่องจริงจากละคร!! ....จากละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ มีการประกวดนางสาวศรีสยาม 2504 ผู้ได้รับตำแหน่งคือ นางสาวกรองแก้ว บุญมี สาวงามจากอยุธยา แต่ตัวจริงในประวัติศาสตร์ ในปีนั้นการประกวดนางสาวไทยยังไม่ได้มีการกลับมาจัดในยุคที่ 3 เพราะปีสุดท้ายที่จัดก่อนหน้านั้นคือปี 2497 แต่ในปี 2504 มีการประกวดนางงามระดับประเทศที่เทียบเท่ากับเวทีนางสาวไทยคือ การประกวดนางงามวชิราวุธานุสรณ์ และนางงามที่ได้คำแหน่งในปีนั้นคือ นงคราญ โกลละสุต (ภาพขวา) 

..นงคราญ เป็นเด็กสาวอายุ 18 ปี จากจังหวัดสงขลา นงคราญ หน้าตาคมขำโดยมีเชื้อฮอลแลนด์จาก ร.ต.อ บำรุง ผู้เป็นบิดา หลังจากได้ตำแหน่งเพียง 2 วัน นงคราญก็ได้เดินทางกลับไปยัง อ.สะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อไปเตรียมพิธีหมั้นกับแฟนหนุ่ม ร.ต.ต สมพร สีลยุวะ โดยมีข้อแม้ว่าจะสามารถแต่งงานหลังจาก 1 ปีที่เธอครองตำแหน่งนางงามวชิราวุธฯ แต่ก็ได้ถูกบรรดาแม่เล้า นายหน้าหลายคน ได้ตามไปยังบ้านเกิดของนงคราญเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เธอมาเป็นอนุภรรยา ของท่านผู้นำในยุคนั้นคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัตน์ ..

ทางนายหน้าได้เข้าพบบิดาของนงคราญ โดยยื่นข้อเสนอกับ ร.ต.อ บำรุง ว่า ทางท่านผู้นำได้เสนอมอบเงินสดจำนวน 2 แสนบาท บ้านพร้อมรถยนต์ และย้าย ร.ต.อ บำรุง มาประจำที่กรุงเทพแทนที่ทำงานเดิมคือ ผู้บังคับกอง อ.สะเดา โดยบิดาของนงคราญได้ตอบตกลงด้วยดี แต่นงคราญก้ได้หนีเข้ากรุงเทพพร้อมคู่หมั่นหนุ่ม โดยไปพักที่บ้านญาติที่ประตูน้ำ แต่ทาง ร.ต.อ บำรุง ผู้เป็นบิดาได้ตามไปพบนงคราญพร้อมกับ สุมน สุมานันท์ แม่บ้านประจำตัวของจอมพลสฤษดิ์ เพื่อเกลี้ยกล่อมนงคราญก็ได้แต่ไปหลบหนีอยู่ในห้องน้ำบ้าง ห้องนอนบ้างซ่อนตัวไม่ให้หาเจอ และทางคู่หมั่นหนุ่มก็ถือปืนพร้อมขู่ว่าถ้าเข้ามาตนเองจะทำลายชีวิตคนที่เข้ามาพรากนงคราญจากเขาไป จนทำให้เหล่าแม่บ้านและแม่เล้า ถอยออกมา

...ด้วยความรักที่มั่นคงต่อนงคราญ ร.ต.ต สมพร สีลยุวะ คู่หมั่นหนุ่ม ได้พยามติดต่อกับผู้ใหญ่หลายคนเพื่อจัดพิธีหมั้น และก็สำเร็จในที่สุด โดยได้ จอมพลถนอม กิติขจร (ในขณะนั้นเป็นพลเอก) รองนายกรัฐมนตรี โดยหมั้นกันที่บ้านของ พลเอกถนอมนั่นเอง จากนั้น ร.ต.ต สมพร คิดว่าคงไม่มีการรังควาญจากเหล่าแม่เล้าอีก จึงได้เดินทางไปประจำที่ อ.สะเดา สงขลาเช่นเดิม หลังจากที่ลาราชการมาช่วยคนรัก

...แต่ความพยายามของบรรดาแม่เล้าก็ไม่ย่อท้อ แม้ว่าข่าวการหมั่นของนงคราญและ ร.ต.ต สมพร จะลง หนังสือพิมพ์กันอย่างคึกโครม เพราะมีการขึ้นของที่จะได้รับจากเงินสด 2 แสน เป็น 5 แสนบาท พร้อมของอื่นๆเช่นแหวนเพชร 5 กะรัต บ้านหลังใหญ่พร้อมโอน รถเบ๊นซ์ 1 คัน โดยมีการตั้งเงินรางวัลให้แม่บ้านและแม่เล้าที่เกลี้ยกล่อมนงคราญได้เป็นเงินจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท ทำให้คนเหล่านั้นไม่ละความพยายาม 

...จนในที่สุด หลังที่พ่อแม่และแม่เล้าสาย นางสุมน กล่อมนงคราญจนใจอ่อนจึงยอมเข้าไปพบจอมพลสฤษดิ์ โดยได้พาไปแต่งหน้าแต่งตัวสวยงามเพื่อนำไปพบท่านที่ บ้านวิมานหลังกองพลที่ 1 โดยมีผู้เป็นพ่อนั่งไปด้วย แต่ระหว่างนั้น นงคราญก็เปลี่ยนใจหลายครั้ง พยายามกระโดดรถหนี แต่พ่อของเธอก็พยายามรั้งไว้จนได้พบกับจอมพลสฤษดิ์ เป็นผลสำเร็จ เมื่อได้พบกับท่าน นงคราญได้ขอร้องและกล่าวว่าตนมีคู้หมั่นแล้ว จอมพลสฤษดิ์ไม่ได้ขืนใจเธอ และยังให้โอวาทว่าให้เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี ถ้าหากนงคราญเดือนเนื้อร้อนใจอะไรสามารถเข้ามาขอร้องความช่วยเหลือกับท่านได้ตลอดเวลา โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จากนั้นนงคราญก้กลับบ้านไปโดย จอมพลสฤษดิ์ ไม่ได้แตะต้องตัวเธอแม้แต่น้อย

...จากคำพูดของลุกผู้ชาย สุภาพบุรุษเช่นจอมพลสฤษดิ์ ผู้นำประเทศในยุคนั้น นงคราญจึงทึ่ง และประทับใจในตัวท่าน ให้ความนับถือและไว้วางใจ จนกระทั่งนงคราญใจอ่อน และถ้านงคราญตัดสินใจเป็น อนุภรรยาท่าน ก็จะได้ทดแทนบุญคุณผู้เป็นพ่อ ไม่ต้องลำบากรับราชการที่ต่างจังหวัด ได้มาประจำในเมืองหลวง คิดได้ดังนั้น นงคราญจึงตัดสินใจเขียนจดหมาย ถึงร.ต.ต สมพร สั้นๆว่าเธอได้ตัดสินใจ เป็นอนุภรรยาของท่านแล้ว โดยสิ่งที่ นงคราญได้รับคือ เงินสด 5 แสนบาท รถเบ๊นซ์รุ่นใหม่ ตึกสีม่วงบนที่ดิน 150 ตารางวา แหวนเพชร 5 กะรัต 1 วง สร้อยเพชร 1 เส้น นาฬิกาฝังเพชร 1 เรือน เงินเดือนอีกเดือนและ 3 พันบาท รวมทั้ง ผู้เป็นบิดา ได้ย้ายจาก สงขลามาประจำที่กรุงเทพ โดยเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เป็นนายพันตำรวจตรี ....

ข้อมูลจากหนังสือ "จอมพลของคุณหนูๆ

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เงื่อนงำพิรุธ ตร.รีบสรุปคดีฆาตรกรรม"เอกยุทธ"

ระหว่างรอการแถลงข่าวจากทั้งฝ่ายตำรวจ และ ทนายความ และ ญาติ ของ เอกยุทธ ..

เรามาวิเคราะห์สถานการณ์ข่าวกันต่อครับ เพราะว่า ..มันมีอะไรน่าเคลือบแคลงสงสัยกันเข้ามาอีกมาก โดยเฉพาะ ต่อท่าทีของ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ โดยเฉพาะ บิ๊กแจ๊ส ผบช.น.. และ คนของรัฐบาล อย่าง รองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง ที่ พยายามพูดเหลือเกินว่า ..คดีนี้เป็น คดีชิงทรัพย์ และ จะปิดคดีวันนี้ แบบไม่มีอะไรในกอไผ่ ที่สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อนกว่านี้ ..

เฉลิม และ ตำรวจ .. ย้ำแต่เรื่องที่ว่า คนร้ายหมายเงิน 5 ล้าน เลยฆ่าชิงทรัพย์ !!..

ซึ่งมันเป็น คำพูด และ ความเร่งรีบ ด่วนสรุป จนลนลาน ออกอาการ ที่ขัดกับ ข้อมูลของคนตามข่าวเป็นอย่างมาก !!..

มันเป็น คำพูด และ การตั้งธง แบบมักง่าย รวบรัด เอาคำสารภาพ วกๆวนๆ ของ คนขับรถ มาเป็นหลัก ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว คำให้การไม่ปะติดปะต่อ ไม่เป็นธรรมชาติ ฟังแล้วขัดหู ขาดความน่าจะเป็นไปได้ ของ คนขับรถ นั้น มันฟังไม่ขึ้น และ มันใช้ไม่ได้มาตั้งแต่แรกๆ ที่เอาออกมาแถลงข่าวแล้ว.. ไม่นับรวมข้อพิรุธอีกมากโขในวันนี้ที่ไปชี้ที่ฝังศพด้วย ..

คนในพื้นที่ ทำไมมันจะจำไม่ได้ว่า มันฝังศพ คนที่มันฆ่าไว้ที่ไหน ?? หากมันฆ่า และ มันฝังเองจริง ..ทำไม ?.. มันต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ เขาหากันอยู่ทั้งวันทั้งคืน ?? .. ในเมื่อ มันก็สารภาพหมดแล้ว
ว่า ..มันฆ่า และ มันต้องติดคุกแน่ๆ !!..

มันขัดแย้ง กับ ข้อมูล พยานหลักฐาน และ ความคิดเห็นของฝ่ายอื่นๆ หลายๆฝ่าย เพราะว่า คนขับรถ ในความคิดเห็นของฝ่ายอื่นๆที่เขาเห็นแย้งกับตำรวจ และ เฉลิม มานั้น เขามองว่า ..นายสันติภาพ เพ็งด้วง คนนี้ เป็นเพียง หนอนบ่อนไส้ และ เป็นเพียง ตัวประกอบตัวเล็กๆ ของ ขบวนการอุ้มฆ่า เอกยุทธ ในครั้งนี้ เท่านั้น และ แผนการอุ้มฆ่า เอกยุทธ จะต้องมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี และ คนร่วมทีมอุ้มฆ่าต้องมีมากกว่านี้แน่นอน !! ..

ทั้งฝ่ายทนายของเอกยุทธ ฝ่ายญาติพี่น้องของเอกยุทธ และ สื่อมวลชนหลายสำนัก รวมถึง ..ล่าสุด.. ความคิดเห็น ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มองว่าเรื่องนี้ มันไม่ใช่ แค่เรื่อง
ชิงทรัพย์ อย่างที่ เฉลิม อยู่บำรุง พูดอย่างแน่นอน ..แค่ คนขับรถ แรงจูงใจ หรือ ศักยภาพ ไม่น่าจะมากขนาดนี้ ? ..

ข้อพิรุธ ..ก่อนพบศพ เอกยุทธ เหมือนกัน .. บิ๊กแจ๊ส วันนี้ออกอาการฉุนเฉียว ไม่สัมภาษณ์นักข่าว ปล่อย ตำรวจ และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ หาศพกันทั้งคืนทั้งวัน ส่วน คนขับรถ พูดจาวกวน สับสน จำสถานที่อะไรไม่ได้ อีหรอบเดิม แต่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนั่นแหละ เป็นคนพบเจอศพ ที่โดนฝังอยู่ตรงคันดิน ในที่ดินของชาวบ้าน แถวๆเขาจิงโจ้ ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ. พัทลุง ..

มันก็มีประเด็น คำถาม และ ปริศนา ? ที่น่าสนใจเข้ามาอีกตรงเรื่อง .. สภาพศพ กับ สถานที่ทิ้งศพ ฝังศพ นี่แหละ !!..

ศพ เอกยุทธ ..นอกจาก มีการเคลื่อนย้าย เพื่อไป ฝังอำพรางแล้ว มันมี..รายการ ย้ายที่..ฝังศพ ด้วยหรือเปล่า ??..

เนื่องเพราะว่า .. ตำรวจให้ข้อมูลขัดกันมาตั้งแต่แรกๆ และ ที่ผิดสังเกตมากๆ ก็คือ คนที่บอกว่า พบศพ เอกยุทธ แล้วที่ ค่าย ตชด. 434 แรกๆเลย คือ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. แต่ก็เป็น บิ๊กแจ๊ส ผบช.น. ออกมาสวนกลับข้อมูล ผบ.ตร.ว่า ยังไม่เจอศพ เอกยุทธ จากนั้น ผบ.ตร. ก็หายไปจากเกม เพิ่งโผล่มาสัมภาษณ์ยืนยันอีกครั้งว่า การเสียชีวิตของ เอกยุทธ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองในวันนี้หลังพบศพ ..

เรื่องนี้ มันก็แปลกดี คนระดับใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 คน .. ได้รับข้อมูล ไปคนละเรื่อง !!..

คนระดับ ..ผบ.ตร. แทบจะไม่มี บทบาท ออกข่าว ออกสื่อ กลายเป็น ผบช.น. คนมีวันนี้เพราะพี่ให้..เดินเกมเองหมด !!..

การที่ บิ๊กแจ๊ส จะเร่งคลี่คลาย ให้คดีจบในวันนี้ และ ไม่สนใจ ความคิดเห็นขัดแย้ง ของ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของ เอกยุทธ ที่บอกว่ามีข้อมูลที่เชื่อได้ว่า คดีอุ้มฆ่า เอกยุทธ นี้ มีการทำเป็นขบวนการใหญ่ และ คนบงการ เป็นคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองนั้น .. บิ๊กแจ๊ส ต้องคิดให้ดีๆ เพราะ ทนายความเอกยุทธ เขาเป็นตัวแทนฝ่ายผู้เสียหาย ตำรวจจะไม่สนใจในข้อมูล หรือ ข้อสงสัยเขาไม่ได้ มันผิดกฎหมาย มันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ..ชัดเจน !!..

ฝ่ายผู้เสียหาย เขาสงสัยอะไร ? เขาไม่เชื่อในจุดไหน ? เขามีข้อมูลอะไรมาเพิ่ม..ตำรวจต้องรับฟัง !!..

ซึ่งเรื่องนี้เราต้องติดตามดูกันอีกที เชื่อว่า งานนี้ทาง ทนายความ และ ญาติของ เอกยุทธ จะปล่อยให้ ตำรวจ และ เฉลิม รองนายกฯ แถลงปิดคดีก่อน จากนั้น จะมีการแถลงโต้ตอบ ข้อมูลหลักฐานของตำรวจ และ เรื่องอาจจะยาว ไปถึงขั้น ..ฟ้องร้องเอาผิดตำรวจ ที่ดำเนินคดีนี้ด้วย !!..

คดีนี้มันคดีสะเทือนขวัญ .. ความกระตือรือร้น ที่จะปิดคดีให้เร็วที่สุด โดยตัดทิ้ง ปมความขัดแย้งทางด้านการเมือง ปมขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ปมขัดแย้งอื่นๆออกจนหมด ให้เหลือเพียง ปมฆ่าชิงทรัพย์นั้น .. มันเป็นเรื่องที่ ฝ่ายเอกยุทธ เขายอมไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่า เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ จะมาแหกปาก 3 รอบ 4 รอบ เพื่อยืนยันว่า เอกยุทธ ตายเพราะโดนชิงทรัพย์ เพราะรับคนมาอยู่ใกล้ชิด ไม่ดูให้ดีๆ อะไรพวกนี้เนี่ย .. มันมีแต่ ความซวยเข้าตัว เฉลิม หมดนั่นแหละ !!..

ทางที่ดี เฉลิม ต้อง หุบปาก อย่าไปแหกปากท้าทายคนอื่นเขา โดยเฉพาะ .. ปมที่เกี่ยวข้องกับ “เสธ” คนหนึ่ง ??.. ที่ทนายความของเอกยุทธ จะโยงใยไปถึงเนี่ย .. เฉลิม ไม่ต้องไปท้าทายเขาหรอก เดี๋ยวเขามีข้อมูล เขาเอาออกมาแถลงแน่นอน ..ใจเย็นๆ ปล่อยให้ ทนายความ เอกยุทธ เขารวบรวมข้อมูลเขาก่อน .. เฉลิม ควรจะอยู่เฉยๆ อย่ามาคุยโม้โอ้อวด คดีนี้มันไม่เกี่ยวกับ เฉลิม คนเสียหายไม่ใช่ เฉลิม แต่เป็นฝ่ายตรงข้าม เฉลิม และ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ !!

ดังนั้น เฉลิม ควรอยู่ นิ่งๆ ไม่ควร พูดจาชี้ชวน ท้าทาย ส่งเดช..

เพราะหาก ทนายสุวัตร อภัยภักดิ์ .. เปิดเผยข้อมูลออกมาแล้ว ..

เดี๋ยว งานจะเข้า เหลิม เปล่าๆ !!..

วินเซนต์ 12 มิถุนายน 2556