PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ธีรชัย :รัฐบาลต้องแก้ไขกติกาในการบริหารเศรษฐกิจ

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2555 ผมได้เสนอแนวคิดใน Facebook หน้านี้

ผมมีข้อกังวลว่ากติกาในการกำกับดูแล และการขอบเขตการบริหารด้านเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาล ทั้งแก่รัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลในอนาคต กติกาที่มีกำหนดอยู่ในปัจจุบัน ในกฎหมายต่างๆ ทั้งในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และในกฎหมายลูก หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ขณะนี้ยังไม่รัดกุมมากพอ

การที่กติกายังไม่รัดกุมพอ จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการคลังได้ในอนาคต

ผมจึงเสนอว่า สมควรมีการคิดแก้ไขกติกาในการบริหารเศรษฐกิจ เพื่อให้มีความยั่งยืนมากกว่านี้

เนื่องจากขณะนี้ ได้มีผู้ที่เข้ามาอ่านหน้านี้มากขึ้น ผมจึงขอนำข้อคิดดังกล่าว กลับมาเสนอใหม่อีกครั้งหนึ่ง

......

ควรแก้ไขกติกาบริหารเศรษฐกิจใหม่

- ในต้นปีหน้า กระแสเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้มข้นมากขึ้น ผมจึงเห็นว่านักวิชาการควรใช้โอกาสนี้ ตั้งคำถามแก่กันว่า ควรแก้ไขกติกาด้านการบริหารเศรษฐกิจอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

- เหตุผลที่ต้องเน้นเรื่องกติกาด้านเศรษฐกิจนั้น เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกติกาต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตยังไม่ได้เน้นเรื่องนี้

- ที่ผ่านมา ได้มีการเน้นเรื่องทุจริตเลือกตั้ง เรื่องให้คนดีเข้ามาเป็นรัฐบาล และเรื่องการป้องกันการขัดแย้งทางผลประโยชน์ เป็นต้น

- แต่กติกาในด้านการบริหารเศรษฐกิจนั้นยังไม่รัดกุม และหากไม่ทำการแก้ไขปรับปรุงเสียขณะนี้ ในอนาคตประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะประสบหายนะ

- กติกาที่ควรแก้ไขนั้นมีสามเรื่อง คือ (ก) เรื่องนโยบายประชานิยม (ข) เรื่องการป้องปรามคอร์รัปชั่น และ (ค) เรื่องการคุ้มครองข้าราชการ

- เหตุผลที่ต้องเน้นเรื่องประชานิยม ก็เพราะในอนาคต จะมีพรรคการเมืองต่างๆ ใช้นโยบายประชานิยมหาเสียงมากขึ้น และเมื่อแข่งกันลดแลกแจกแถม ในที่สุดประเทศไทยจะเข้าสภาวะหนี้ล้นพ้นตัว

- เหตุผลที่ต้องเน้นเรื่องป้องปรามคอร์รัปชั่น ก็เพราะนักธุรกิจเอกชนหลายรายให้ข้อมูลผมว่า การเรียกเงินใต้โต๊ะได้ขึ้นไปสูงถึงระดับร้อยละ 40 แล้ว หากไม่แก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาดเสียที ประเทศไทยก็มีแต่จะล่มจม

- เหตุผลที่ต้องเน้นเรื่องข้าราชการ ก็เพื่อทำให้ข้าราชการเป็นที่พึ่งของประชาชน เพื่อทำให้ข้าราชการกล้าที่จะฝืนปฏิเสธนักการเมือง จึงควรจะมีมาตรการคุ้มครองข้าราชการให้มากขึ้น

- ผมจึงขอเชิญชวนให้นักวิชาการช่วยกันคิดหาวิธีในการปรับปรุงกติกาเรื่องเหล่านี้

- และในสี่ห้าวันต่อจากนี้ ผมจะทะยอยเสนอแนวคิดของผมเอง เพื่อขอให้นักวิชาการช่วยกันพิจารณาข้อดีข้อเสีย
----------
ควรแก้ไขกติกาบริหารเศรษฐกิจใหม่ (2)

- ตามที่ผมเสนอให้มีการแก้ไขกติกาบริหารเศรษฐกิจใหม่ โดยดำเนินการสามเรื่อง คือ (ก) เรื่องนโยบายประชานิยม (ข) เรื่องป้องปรามคอร์รัปชั่น และ (ค) เรื่องคุ้มครองข้าราชการ นั้น

- ในวันนี้ ผมจะขอเสนอแนวคิด เกี่ยวกับกติกานโยบายประชานิยม

- ข้อที่หนึ่ง ควรจำกัดการกู้เงินเพื่อนโยบายประชานิยมที่ไม่จำเป็น

- เราไม่ควรห้ามพรรคการเมืองเสนอนโยบายประชานิยม เพราะนโยบายบางเรื่องก็เป็นความคิดที่ดี และใช้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้

- แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด ก็คือรัฐบาลจะใช้เงินจากแหล่งใดเพื่อการนี้

- หากรัฐบาลใช้แหล่งเงินจากการเก็บภาษี หรือหารายได้ หรือประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นชดเชย ก็จะไม่ค่อยมีความเสี่ยง อาจจะเข้าหลักเก็บรายได้จากคนรวย มาช่วยคนจน

- แต่หากรัฐบาลใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืมพร่ำเพรื่อ ก็จะทำให้ฐานะของประเทศมีความเสี่ยงสูง

- จึงควรแบ่งนโยบายประชานิยมเป็นสองประเภท (ก) ประเภทที่เป็นความจำเป็นแห่งชีวิต เช่น เรื่องรักษาพยาบาล หรือเรื่องการศึกษา เป็นต้น และ (ข) ประเภทที่ไม่ใช่ความจำเป็นแห่งชีวิต เช่น เรื่องการช่วยเหลือเกษตรกร หรือเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบ เป็นต้น

- และควรจำกัดขอบเขตการกู้เงิน โดยเปิดให้รัฐบาลใช้แหล่งเงินกู้ เฉพาะสำหรับนโยบายประเภทที่เป็นความจำเป็นแห่งชีวิตเท่านั้น

- แต่สำหรับนโยบายที่ไม่ใช่ความจำเป็นแห่งชีวิต ควรให้รัฐบาลหารายได้หรือลดรายจ่ายอื่นๆ มาชดเชย

- ข้อที่สอง ควรให้พรรคการเมืองประกาศแหล่งเงินสำหรับนโยบายประชานิยม

- พรรคใดที่หาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมควรจะต้องประกาศว่า (ก) นโยบายดังกล่าวจะใช้เงินเป็นจำนวนเท่าใด (ข) จะใช้เงินจากแหล่งใด (ค) หากจะเก็บภาษี ก็ให้ระบุว่าเป็นภาษีชนิดใด เป็นเงินเท่าใด (ง) หากจะหารายได้อื่น ก็ให้แจงรายละเอียด

- แต่นอกจากนี้ ผมเห็นว่าควรแก้ไขกติกาในการแทรกแซงสินค้าเกษตรอีกด้วย ซึ่งผมจะขอเสนอแนวคิดเรื่องนี้ในวันพรุ่งนี้
--------------
ควรแก้ไขกติกาบริหารเศรษฐกิจใหม่ (3)

- ตามที่ผมได้เสนอแนวคิดเรื่องกติกาประชานิยมไว้แล้ว ในวันนี้ ผมขอเพิ่มเติมกติกาเรื่องการแทรกแซงสินค้าเกษตร

- ข้อที่หนึ่ง ควรห้ามการรับจำนำเกินราคาตลาด

- การช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ควรยึดหลักเกณฑ์ 3 ข้อ คือ (ก) โปร่งใส (ข) ป้องกันทุจริต และ (ค) ตกไปถึงมือของเกษตรกรเต็มเม็ดเต็มหน่วย

- การช่วยเหลือนั้นมีสองลักษณะ และแต่ละลักษณะไม่ควรดำเนินการปะปนกัน ลักษณะที่หนึ่งคือการช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง (cash flow) ซึ่งควรใช้วิธีการจำนำ สำหรับลักษณะที่สองคือการช่วยเหลือชดเชยต้นทุน (subsidy) ซึ่งไม่ควรใช้วิธีการจำนำ

- กรณี cash flow นั้น ควรแก้ไขกติกาเพื่อห้ามมิให้รัฐบาลรับจำนำสินค้าใดเกินร้อยละ 80 ของราคาตลาด เพื่อให้มีผลเป็นการจำนำอย่างแท้จริงที่เกษตรกรจะมีโอกาสไถ่ถอนคืน

- กรณี subsidy นั้น หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือต้นทุนของเกษตรกร ควรยังให้ทำได้ และถึงแม้หากรัฐบาลต้องการช่วยเกษตรกรสูงกว่าราคาตลาดไม่ว่าจะมากเท่าใด ก็ยังควรให้ทำได้

- แต่ควรกำหนดให้รัฐบาลต้องใช้วิธีการรับซื้อแบบตรงไปตรงมาไปเลย มิให้บิดเบือนไปใช้รูปของการจำนำอีกต่อไป

- การกำหนดให้รัฐบาลใช้วิธีการรับซื้อแบบตรงไปตรงมาแทนการจำนำ จะป้องกันการทุจริตได้ เนื่องจากขั้นตอนการรับซื้อและการเก็บรักษา จะต้องปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลังอย่างเคร่งครัด

- การกำหนดให้รัฐบาลใช้วิธีการรับซื้อแบบตรงไปตรงมาแทนการจำนำ จะทำให้เกษตรกรได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย

- ข้อที่สอง ควรกำหนดนิยามของการขายแบบ G to G ให้รัดกุม

- กรณีที่รัฐบาลต้องการจะขายสินค้าเกษตรในสต๊อคนั้น กฎระเบียบขณะนี้กำหนดให้รัฐบาลต้องใช้วิธีประมูลเพื่อให้ได้ราคาสูงที่สุด ยกเว้นเฉพาะการขายแบบ G to G ไม่ต้องทำการประมูล

- อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามีปัญหาว่าการขายกรณีใดเป็นการขายแบบ G to G หรือกรณีใดเป็นการขายให้แก่บุคคลภายในประเทศ จึงควรมีการกำหนดนิยามให้รัดกุมมากขึ้น

- นิยามควรมี 3 เรื่อง คือ (ก) การทำสัญญาซื้อขาย : ต้องทำสัญญาโดยตรงระหว่างผู้ซื้อต่างประเทศกับหน่วยงานของรัฐ (ข) การชำระเงิน : ผู้ซื้อในต่างประเทศต้องเปิดแอลซีหรือจ่ายเงินตรงไปที่หน่วยงานของรัฐ และ (ค) การส่งออก : ผู้ที่ทำพิธีการส่งออกสินค้าจากประเทศไทย ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ

- หากไม่เข้านิยามนี้ต้องขายโดยวิธีการประมูลทุกกรณี

- ข้อที่สาม ควรกำหนดให้รัฐบาลชดเชยทุกปี

- ที่ผ่านมา มีปัญหาว่ากว่ารัฐบาลจะรับรู้ตัวเลขผลขาดทุนโครงการสินค้าเกษตรนั้น ก็ต่อเมื่อมีการปิดโครงการเป็นทางการแล้วเท่านั้น

- แต่บางโครงการมีขั้นตอนการปิดโครงการที่ใช้เวลาเนิ่นนาน ดังนั้น การรับรู้ขาดทุนและภาระต่อรัฐ จึงล่าช้าไปด้วย และตัวเลขของหนี้สาธารณะก็ยังไม่สะท้อนความเป็นจริง

- จึงควรกำหนดให้ ธกส. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินผลขาดทุนทุกๆ โครงการทุกสิ้นปี แล้วให้รัฐบาลชดเชยเงินตามตัวเลขดังกล่าวไปก่อนทันที แล้วค่อยปรับตัวเลขกันภายหลังเมื่อปิดโครงการเป็นทางการ

- แต่นอกจากนี้ น่าจะมีการปรับปรุงเรื่องการกำกับดูแลการเก็บรายได้และการก่อหนี้สาธารณะอีกด้วย ซึ่งผมจะเสนอแนวคิดในวันพรุ่งนี้

(อนึ่ง ภายหลังจากที่ผมได้เขียนบทความนี้ ผมได้รับฟังแนวคิดของหม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร ที่เสนอว่าวิธีที่สะดวกที่สุด ในการที่รัฐบาลจะชดเชยให้แก่เกษตรกรนั้น ก็คือการให้เงินตรงๆแก่เกษตรกร ตามจำนวนผลผลิต โดยจ่ายเงินผ่านบัญชี ธกส. ซึ่งผมเห็นว่า ข้อเสนอนี้เป็นวิธีที่สะดวก และรัดกุมมากที่สุด รวมทั้งเม็ดเงิน จะผ่านลงไปถึงมือเกษตรกร อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ)

ควรแก้ไขกติกาบริหารเศรษฐกิจใหม่ (4)

- ตามที่ผมได้พยายามชักชวนนักวิชาการให้ช่วยกันพิจารณา ในโอกาสที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น การแก้ไขกติกาด้านเศรษฐกิจอย่างไร จึงจะทำให้กรอบบริหารประเทศยั่งยืนอย่างมีเสถียรภาพ

- และสามวันที่ผ่านมาผมได้เสนอแนวคิดเรื่องประชานิยม และเรื่องแทรกแซงสินค้าเกษตรไปแล้วนั้น

- ก่อนที่จะเข้าประเด็นเรื่องการป้องปรามคอร์รัปชั่น ผมเห็นว่าน่าจะมีการศึกษาปรับปรุงกติกาเรื่องรายได้และการก่อหนี้สาธารณะอีกด้วย ดังนี้

- ข้อที่หนึ่ง ควรให้รัฐสภากำกับดูแลเรื่องรายได้และหนี้สาธารณะ

- ขณะนี้ ในด้านรายจ่ายนั้น รัฐสภาทำหน้าที่กำกับอย่างละเอียดอยู่แล้วโดยผ่านขบวนการงบประมาณ แต่ในด้านรายได้และด้านหนี้สาธารณะนั้น รัฐสภายังมิได้มีบทบาทเท่าที่ควร

- จึงควรแก้ไขกติกา ให้รัฐบาลต้องประกาศต่อรัฐสภาทุกปี (ก) เป้าหมายการหารายได้ และ (ข) เป้าหมายหนี้สาธารณะ และต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภาเป็นระยะๆ

- และหากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามที่ให้สัญญาไว้แก่รัฐสภา ก็น่าศึกษาความเป็นไปได้และข้อดีข้อเสีย ว่าสมควรหรือไม่ที่จะมีบทบัญญัติห้ามมิให้รัฐบาลจ่ายเงินบางประเภทเป็นการชั่วคราวไว้ก่อน จนกว่ารัฐบาลจะเสนอแนวทางแก้ไขให้เป็นที่พอใจของรัฐสภา ในทำนองเดียวกับข้อกำหนดเรื่องหน้าผาการคลัง (fiscal cliff) ของประเทศสหรัฐ

- ข้อที่สอง ควรแสดงภาระอนาคตของรัฐเป็นประจำทุกไตรมาส

- เพื่อให้ภาระอนาคตของรัฐโปร่งใส ควรให้กระทรวงการคลังประเมินภาระอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากทุกๆ โครงการของรัฐบาลเป็นประจำทุกไตรมาส (Mark to market estimate) แล้วให้ประกาศตัวเลขดังกล่าวต่อสาธารณะ

- ข้อที่สาม ควรประเมินภาระการเพิ่มทุนสำหรับธนาคารรัฐทุกปี

- ที่ผ่านมารัฐบาลมีการดำเนินนโยบายกึ่งประชานิยมผ่านธนาคารของรัฐด้วย ซึ่งนอกจากจะทำให้กำไรลดลงแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาหนี้สูญอีกทางหนึ่ง

- ภาระใดๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อธนาคารของรัฐนั้น สุดท้ายจะตกเป็นภาระของรัฐในที่สุด เนื่องจากรัฐไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มทุนให้แก่ธนาคารเหล่านี้ในอนาคต

- ดังนั้น ทุกสิ้นปี จึงควรให้กระทรวงการคลังประเมินว่าธนาคารของรัฐทั้งหมด มีวงเงินที่จะต้องเพิ่มทุนในอนาคตเพื่อให้ครบถ้วนตามมาตรฐาน BIS เป็นเงินเท่าใด และให้นับเงินดังกล่าวรวมเข้ากับตัวเลขภาระอนาคตของรัฐที่กระทรวงการคลังจะประกาศตัวเลขทุกไตรมาสด้วย

เปิดใจครั้งแรก"วัฒนา อัศวเหม"


วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 18:35:02 น.






"อย่าว่าแต่ติดคุก1-2 วัน นาทีเดียวก็ไม่ยอม ผมไม่ผิดจะยอมได้อย่างไร"


บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของ "วัฒนา อัศวเหม" หลังจากเปลี่ยนสถานะเป็น"คนต่างแดน" ในหนังสือรู้จัก"วัฒนา" รู้จริง "คลองด่าน" ได้เปิดเผยถึงเรื่องราว ความรู้สึก วันพิพากษาคดีคลองด่านนั้น น่าสนใจอย่างยิ่ง

@ย้อนวันฟังคำพิพากษาคดีคลองด่านเป็นอย่างไร

วันจะไปฟังคำพิพากษา ผมเต็มปรี่ เพราะคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด กำลังขึ้นรถจะไปศาล แต่มีผู้หวังดีที่น่าเชื่อถือโทรศัพท์มาบอกว่า"อย่ามา" แต่โปรดอย่าถามผมว่าผู้หวังดีเป็นใคร ทุกวันนี้ยังคิดถึงเขาอยู่ แสดงว่าผมไม่ใช่คนบาป ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครโทร.มาบอก
 
เมื่อรู้อย่างนั้นจิตใจไม่ดีแน่ สองปีแรกเครียดมาก เครียดจนจะบ้าตาย ใช้เวลานานกว่าจะปรับตัวได้  เดือนแรกๆจะบ้าให้ได้  นอนไม่หลับ กินยานอนหลับเป็นกำๆ  คิดว่าถ้ายังขืนกินยานอนหลับอยู่อย่างนี้  สุขภาพผมแย่แน่ ผมขว้างยาทิ้งเลย แล้วก็นอนไม่หลับอยู่แบบนี้เป็นหลายเดือน ผมเดินทางไปหลายที่ ด้วยความที่มีเพื่อนเยอะ ไม่เคยคิดร้ายใคร ไปที่ไหนมีเพื่อนฝูงดูแล จนสุดท้ายผมก็ปรับตัวได้ ผมตั้งใจทุ่มเทแรงใจแรงกายให้กับวัดเหมอัศวาราม ผมขายที่ดินไปแล้วหลายแปลงเพื่อนำเงินมาสร้างวัดแห่งนี้
 
ชีวิตผมไม่ได้หวาดหวั่นอะไรตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เป็นคนจริง ทำจริง ไม่เคยเอาทรัพย์สินใคร ไม่เคยเอาทรัพย์สินของรัฐมาเป็นของตัวเอง มีกำลังที่จะทำเอง ไม่ได้ทำความผิด ที่ผ่านมามีคนมาติดต่อประสานผ่านมาหลายทาง บอกให้รีบกลับเถอะ ไปรับผิด ผมติดคุกสักพัก จากนั้นจะได้รับการช่วยเหลือ
 
นิสัยผม ถ้าผมทำผิด ผมยอมรับ แต่นี่ผมไม่ได้ทำผิด จะให้ผมยอมรับ ผมทำไม่ได้ ผมบอกกับมั่น (นายมั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิด) ว่า อย่าว่าแต่ให้ติดคุกวันสองวันเลย แม้แต่เพียงนาทีเดียว ผมก็ไม่ยอม เพราะไม่ได้ทำผิดจะยอมรับผิดได้อย่างไร
 
ตั้งแต่ออกมาจากเมืองไทย คิดถึงบ้านทุกวัน คิดทุกลูก คิดถึงหลาน  คิดถึงญาติพี่น้อง คนรู้จัก คิดถึงไปหมด ผมเดินทางไปหลายที่ ผมว่าประเทศไทยน่าอยู่ที่สุดแล้ว ผมอยากให้คนไทยได้ตระหนักเหมือนผม อยากให้รักประเทศไทยให้มากๆ ไม่มีที่ไหนที่ดี ประเสริฐ และมีความสุขสมบูรณ์เหมือนประเทศไทยอีกแล้ว อยากให้ร่วมกันหวงแหนและปกป้องบ้านเรา อย่าทำลาย และทำร้ายบ้านเราให้แย่ไปกว่านี้เลย รักและสามัคคีกัน 

ปกติคนที่สิ้นหวังจะนึกถึงธรรมะ แต่ผมไม่ใช่คนสิ้นหวัง ผมมีมันสมอง พละกำลัง จึงได้เข้าถึงธรรมะ เพราะฉะนั้น คนเข้าถึงธรรมะต้องมีขวัญและกำลังใจ ธรรมะจะเกิด
 
...ความดีกับธรรมะคู่กัน อย่างที่สมเด็จเกี่ยวท่านเคยบอก ธรรมะเกิดจากความสุจริต ...และคนอย่างวัฒนา บุญคุณทดแทนเต็มที่ แต่แค้นไม่ชำระ

@ที่บอกว่าแค้นไม่ชำระ คิดได้เมื่อไหร่

ตอนที่ผมออกมาใหม่ๆ ผมคิดทุกวัน ว่าจะชำระแค้นอย่างไร แต่พอมาสร้างวัด ความคิดที่จะชำระแค้นค่อยๆลดจนหายไป และปล่อยให้ตัวผมเองชดใช้กรรมไป ผมตระหนักว่า เพราะมีกรรมถึงมาอยู่อย่างนี้ คนที่ก่อกรรมกับผม เขาต้องชดใช้กรรมเองเช่นกัน เท่าที่รู้หลายคนก็ชดใช้กรรมไปแล้ว โดยผมไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ กรรมก็สนองเขาเหล่านั้นเอง  

@ต่อสายกับนักการเมืองรุ่นเดียวกันบ้างหรือไม่

ก็มีหลายคนที่โทร.มาถามข่าวคราวด้วยความเป็นห่วง ท่านเสนาะ เทียนทอง ก็โทร.มา  ส่วนท่านบรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา) ไม่ได้โกรธกัน แต่ขอให้ไปถามว่าเขารู้จักวัฒนาหรือไม่ (หัวเราะ)  มีนักการเมืองมาขอเบอร์โทรศัพท์แต่ตอนหลังไม่ได้ให้ เพราะให้ไปแล้วโทร.มาก็เกิดกิเลส กับอดีตนายกฯทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ก็ได้พบกันบ้างแต่ไม่บ่อย
 
ปรากฎว่าหลังจากบทสัมภาษณ์ของนักการเมืองลายครามผู้นี้ได้ตีพิมพ์ออกไป "บรรหาร ศิลปอาชา"นักการเมืองลายครามรุ่นพี่ ได้ยกหูไปหา"วัฒนา"สอบถามสารทุกข์สุขดิบทันที"ตามประสานักการเมืองรุ่นเก่าแม้มี"ปม"ในใจต่อกัน แต่ให้อภัยกันได้เสมอ
 
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ตัดตอนมาจากหนังสือ ถ้าจะให้หนำใจ ต้องไปหาอ่าน ฉบับเต็มรู้จัก"วัฒนา" รู้จริง "คลองด่าน"

ม.บูรพา จัดหนัก!! "ปลดรูป-ชื่อ" ดร.ณัชชา ออกจากบอร์ดประชาสัมพันธ์รายชื่ออาจารย์ประจำ

คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา จัดหนัก!! "ปลดรูป-ชื่อ" ดร.ณัชชา ออกจากบอร์ดประชาสัมพันธ์รายชื่ออาจารย์ประจำ หลังมหาวิทยาลัยมีมติไล่ออก กรณีทุจริต เบิกเงินโครงการศึกษาดูงานที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมคลอดกฎ คุ้มเข้มห้ามเคลื่อนย้ายสิ่งของ โดยไม่ได้รับอนุญาต 

กรณีผู้บริหารมหาวิทยาลัยบูรพา มีมติไล่ออก ดร.ณัชชา คุณาทัพพ์ จากตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา หลังจากถูกตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตเบิกเงินโครงการศึกษาดูงานที่ จ.เชียงใหม่ โดยมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา 
แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยสำนักข่าวอิศราwww.isranews.org ว่า ขณะนี้ผู้บริหารคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ได้ทำการปลดรูปและชื่อของ ดร.ณัชชา ออกจากบอร์ดประชาสัมพันธ์อาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์แล้ว 
และล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา นายสมคิด เพชรประเสริฐ รองคณบดี ปฏิบัติราชการแทนคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ได้ออกบันทึกข้อความ แจ้งไปยัง ผู้รักษาการแทนหน้าสำนักงานคณบดี, ผู้ปฏิบัติงานการเจ้าหน้าที่, เจ้าหน้าที่ภาควิชาทุกภาควิชา และผู้ปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุ
เรื่อง แนวปฏิบัติการเก็บทรัพย์สินส่วนตัวและเคลื่อนย้ายสิ่งของอันเป็นทรัพย์สินของทางราชการ
โดยระบุเนื้อหาว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คณะรัฐศาสตร์ฯ ขอเรียนแจ้งเกี่ยวกับแนวปฏิบัติการเก็บทรัพย์สินส่วนตัว และเคลื่อนย้ายสิ่งของอันเป็นทรัพย์สินของทางราชการในความครอบครองของบุคลากร กรณีบุคคลหลุดพ้นจากการปฏิบัติงานในคณะฯ มีข้อปฏิบัติทั้งหมด 6 ข้อ ดังนี้
1.การดำเนินการเก็บทรัพย์สินอันเป็นของส่วนตัว ให้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์แจ้งวันเวลาในการเข้ามาเก็บทรัพย์สินส่วนตัวต่อหัวหน้าภาควิชาที่สังกัด หรือผู้รักษาการแทนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงนัดหมายเวลาเข้ามาดำเนินการได้ กรณีมอบหมายบุคคลอื่นให้ดำเนินการแทนให้ดำเนินการทำเป็นหนังสือมอบอำนาจโดยชอบตามกฎหมาย
2.ทรัพย์สินอันเป็นของราชการในความครอบครองของผู้นั้น ให้ผู้นั้นหรือผู้รับมอบหมายโดยชอบตามกฎหมาย ทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมอบแก่งานพัสดุฯ ให้ครบถ้วน
3.ในการเข้ามาดำเนินการจัดเก็บทรัพย์สินตามข้อ 1 และ 2 ให้มีพยานฝ่ายผู้ปฏิบัติงานการเจ้าหน้าที่ และฝ่ายงานการเจ้าหน้าที่บุคคลผู้เกี่ยวข้องอยู่ด้วยอย่างน้อย 2 คน ตลอดเวลาในการดำเนินการ และให้ดำเนินการเสร็จสิ้นในหนึ่งรอบ ในวันและเวลาราชการ
4.คณะฯ ห้ามมิให้เคลื่อนย้ายทรัพย์สินใด ๆ โดยเด็ดขาด หากปราศจากการดำเนินการตามข้อ 1, 2 และ 3
5.ให้จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการขนย้ายโดยปฏิบัติด้วยความเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน
6.กรณีมีข้อขัดข้องให้นำเสนอผู้บริหารคณะฯ ตัดสินใจ
แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวยืนยันสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ดร.ณัชชา ไม่ได้เดินทางเข้ามาที่คณะฯ หลายวันแล้ว และยังไม่ได้เข้ามาเก็บของใช้และทรัพย์สินส่วนตัวจากโต๊ะทำงานแต่อย่างใด
(ดูบันทึกข้อความประกอบ)

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

“วสันต์” ยื่นลาออกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีผล 1 ส.ค.นี้


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2556 18:07 น.

“วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีผล 1 ส.ค.นี้ ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งประธานศาล รธน.เจ้าตัวเผยทำตามสัญญาอยู่จนกว่าจะเสร็จภารกิจ เผยจะลาออกตั้งแต่ 2 พ.ค.แต่แก๊งวิทยุเสื้อแดงป่วน ไม่อยากเป็นประเด็นการเมือง
       
       วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีหนังสือแจ้งต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า ขอลาออกจากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป และได้มีการแจ้งต่อที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทราบแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา

       โดยเมื่อผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังนายวสันต์ ถึงกระแสข่าวว่าจะลาออก นายวสันต์ กล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่มีนะ ถึงเวลาก็รู้เองแหละ อย่าเดาเลย แล้วผมนะถ้าจะออกกลับไปนอนบ้านเลย ไม่ใช่ออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วยังเป็นตุลาการไม่ใช่นะ ไปเลย”
       
       ทั้งนี้ มีกระแสข่าวเกิดขึ้นตลอดทั้งวันว่า นายวสันต์ ได้ลาออกจากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อสอบถามไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนอื่นๆ ก็ไม่รับโทรศัพท์ ขณะที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล ระบุเพียงว่าให้สอบถามจากนายวสันต์เอง และยังไม่พบว่ามีการส่งหนังสือแจ้งไปยังสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ว่ามีตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่างลง
       
       อย่างไรก็ตาม ภายหลัง นายวสันต์ เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนได้ทำหนังสือแจ้งต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอลาออกจากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีผลเป็นทางการในวันที่ 1 ส.ค.นี้ เหตุผลที่ลาออก เนื่องจากก่อนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 26 ต.ค.2554 ตนได้ให้คำมั่นสัญญากับคณะตุลาการฯว่า จะดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่เกิน 2 ปี หรือจนกว่าจะเสร็จภารกิจด้านงานคดีต่างๆ ทั้งที่จริงแล้วตนจะลาออกตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่เห็นว่าในขณะนั้นมีกลุ่มเสื้อแดงมาชุมนุมในนามกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการโจมตีการทำงานของคณะตุลาการฯ ไม่อยากให้เป็นประเด็นทางการเมือง จึงเลื่อนการส่งหนังสือลาออกมาเป็นวันที่ 1 ส.ค.เพราะเป็นเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งก็เสร็จสิ้นภารกิจที่ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตามการลาออกจากตำแหน่งไม่ใช่เป็นการลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่เป็นการลาออกจากศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ในวันที่ 17 ก.ค.ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะแถลงให้ทราบในรายละเอียดอีกครั้ง
       
       แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การลาออกของนายวสันต์ เป็นไปตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับคณะตุลาการฯเมื่อครั้งได้รับเลือกจากที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะดำรงตำแหน่งเพียงแค่ 1 ปีเศษ หากจัดวางระบบต่างๆ ในเรื่องของการจัดการคดีที่คั่งค้างให้คลี่คลายและเบาลงแล้ว ก็จะลาออก โดยในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา นายวสันต์ ก็ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะตุลาการฯให้ทราบแล้วครั้งหนึ่งว่า ภารกิจที่ตั้งใจไว้เสร็จสิ้นแล้ว และจะลาออกตามที่ได้ให้สัญญาไว้
       
       แต่เนื่องจากขณะนั้นมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในนามกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และมีการโจมตีการทำงานของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ นายวสันต์ ในกรณีการจัดทำคำวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไป ซึ่งผู้ชุมนุมต้องการให้ลาออก ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ตุลาการฯ ส่วนใหญ่จึงเห็นว่า หากนายวสันต์ลาออกขณะนั้น ก็จะทำให้สังคม หรือผู้ชุมนุมกลุ่ม กวป.เข้าใจว่าเพราะทนการกดดันไม่ไหว รวมทั้งทัดทานไม่อยากให้นายวสันต์ลาออก อยากให้ดำรงตำแหน่งตุลาการฯ และเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญต่อไป จึงทำให้นายวสันต์ดำรงตำแหน่งต่อมา จนมีการยื่นหนังสือลาออกดังกล่าว
       
       สำหรับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เข้าดำรงเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2551 มีวาระการดำรงตำแหน่งรวม 9 ปี โดย นายชัช ชลวร เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อนายชัชลาออกจากการเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมคณะตุลาการฯเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2554 มีมติเป็นเอกฉันท์ เลือกนายวสันต์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายวสันต์ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 26 ต.ค.2554 ซึ่งหากนายวสันต์ลาออกจากการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังวันที่ 1 ส.ค.นี้ ทางประธานวุฒิสภาก็จะต้องจัดให้มีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 206 ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง โดยจะต้องเป็นการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากสายผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210(3) เนื่องจากนายวสันต์ได้รับการสรรหามาจากสายดังกล่าว
       
       ส่วนคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เหลืออีก 8 คน ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาคดีต่างๆ ได้ โดยหากการลาออกของนายวสันต์ มีผลในวันที่ 1 ส.ค.จริง การประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ จะถือว่าเป็นนัดประชุมสุดท้ายที่นายวสันต์จะเข้าร่วมเป็นองค์คณะ
       

"ศาลไต่สวน"ฮิโรยูกิ" ช่างภาพญี่ปุ่นถูกยิงตายแยกคอกวัว-พยานเห็นชุดดำ 5 คนพร้อมอาวุธ"..

ศาลอาญาใต้ไต่สวน "ฮิโรยูกิ" ช่างภาพญี่ปุุ่น-ผู้ชุมนุมแดง ถูกยิงเสียชีวิตแยกคอกวัว 10 เม.ย.2553 พยานระบุเห็นชายชุดดำ 5 คน พร้อมอาวุธสงคราม ขับรถตู้หลบหนี หลังยิงปะทะทหาร

วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 403 ศาลอาญากรุงเทพฯใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตคดีหมายเลขดำ ช.1/2555ที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้1 ยื่นคำร้องขอให้ชันสูตรพลิกศพ นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่เสียชีวิตขณะถ่ายภาพข่าวการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี และนายทศชัย เมฆงามฟ้า อายุ 44 ปี สองผู้ชุมนุมเสื้อแดง ซึ่งทั้งสามคนถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ ใกล้สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยในวันนี้อัยการนำ ร.ต.ชัยวัฒน์ ตะเพียรทอง อายุ 53 ปี ขึ้นเบิกความสรุปว่า ตนเป็นอดีตพลขับรถขนทหาร กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่21 รอ.โดยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 เวลา 14.00 น. ทหารเริ่มปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ โดยเดินคืบหน้าไปตามถนนประชาธิปไตย มุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมจึงถอยร่นไป ซึ่งทหารหน่วยของพยานมีโล่กับกระบองและสวมชุดปราบจลาจล แต่ไม่มีอาวุธปืน ส่วนผู้ชุมนุมถือไม้ เหล็ก ก้อนอิฐ และไม้เหลาแหลม แต่ไม่เห็นว่ามีอาวุธปืนหรือไม่ หลังปฏิบัติการผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง มีทหารบาดเจ็บถูกหามเข้ามา สอบถามทราบว่าโดนตีด้วยเหล็กท่อน้ำที่เทปูนลงไปให้มีความแข็งแรงมากขึ้น พยานจึงช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น หลังจากนั้นก็มีทหารบาดเจ็บจากการโดนก้อนอิฐปาและโดนตี แต่ไม่พบว่ามีทหารคนใดบาดเจ็บจากการถูกยิง ต่อมาเวลา 18.00 น. ได้รับคำสั่งทางวิทยุว่าให้หยุดเคลื่อนกำลังพล และถอนกลับไปที่กองบัญชาการกองทัพบก บริเวณแยก จปร. ขณะรอกำลังพลอยู่ที่รถ กระทั่งเวลา 19.30 น. ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากแนวทหารที่อยู่ทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อมาเวลาประมาณ 20.30 น. เห็นแสงไฟวาบในกลุ่มทหารและตามด้วยเสียงระเบิดหลายครั้ง จากประสบการณ์คาดว่าเป็นระเบิดเอ็ม 79 จากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังตามมาอีกหลายนัด สักพักมีทหารบาดเจ็บถูกหามออกมาหลายนาย และเห็นพลทหารพากันวิ่งหนีออกมา พยานจึงช่วยหามไปขึ้นรถพยาบาล แต่ขณะรถพยาบาลเคลื่อนออกไป ก็ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงขวางรถและไล่ตีทหารที่บาดเจ็บ

ร.ต.ชัยวัฒน์ เบิกความต่อว่า กระทั่งเวลา 22.00 น.เศษ กำลังพลส่วนใหญ่เริ่มทยอยออกมา พยานจึงกลับรถที่สี่แยกวันชาติ และหันหน้ารถมุ่งหน้าไปทางกองบัญชาการกองทัพบก ขณะจอดรอกำลังพลมีรถตู้สีขาววิ่งสวนมาเฉียดกับรถพยานประมาณ 1 ช่วงแขน จากนั้นผู้โดยสารในรถตู้เปิดกระจกชะโงกมาด่าว่า "เป็นยังไงบ้างไอ้พวกเหี้ย" ชายคนดังกล่าวใส่ชุดคลุมสีดำ เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ สวมหมวกไหมพรมคลุมศีรษะ เห็นแต่ดวงตา ซึ่งในรถมีอยู่ประมาณ 5 คน รวมคนขับ บางคนใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก บางคนสวมไอ้โม่ง พยานเห็นอาวุธปืนอาก้า 1 กระบอก วางอยู่บนเบาะนั่งแถวที่สอง ส่วนที่พื้นรถเห็นอาวุธปืนเอ็ม 16 ประมาณ 4 กระบอก โดยรถคันดังกล่าวถอดเบาะนั่งแถวหน้าออก แต่ไม่ทราบว่ารถตู้คันดังกล่าวจะมุ่งหน้าไปทางใด ในช่วงเกิดเหตุไม่ได้มองเห็นเหตุการณ์ขณะผู้ตายทั้ง 3 ถูกยิง เนื่องจากอยู่ไกลจากที่เกิดเหตุ แต่ภายหลังทราบจากข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตหลายรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ภายหลังการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลนัดไต่สวนครั้งต่อไป วันที่ 17 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ภาพจากแฟ้มภาพ
http://astv.mobi/A521vJ9

ม็อบขึ้นทางด่วน เดินเท้าไปทำเนียบประท้วงรัฐบาล ทำรถติดหนึบ

16 กรกฎาคม 2556


16.00 น. @js100radio ภาพม็อบเกษตรกร เดินเท้าขึ้นทางด่วนไปทำเนียบฯ รถติดหนักสุดๆ


…………………………………………….


12.00 น.  ม็อบเกษตรกรนับพัน เดินเท้าขึ้นทางด่วนไปทำเนียบประท้วงรัฐบาล ทำรถติดหนึบยาวหลายกิโลเมตร ขณะที่เจ้าหน้าที่แนะเลี่ยงเส้นทาง

มีรายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา (16ก.ค.) ได้มีกลุ่มม็อบเกษตรกรที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่กระทรวงการคลัง ถนนพระราม 6 นับพันรายเดินเท้าขึ้นทางด่วนขั้นที่ 2 จากด่านคลองประปา 2 มุ่งหน้าไปลงด่วนยมราช เพื่อเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลหวังประท้วงรัฐบาล

ภาพจาก@TonMahidol

ซึ่งจากเหตุดังกล่าวส่งผลให้การจราจรบนทางด่วนติดหนึบยาวหลายกิโลเมตร ไม่สามารถขยับเคลื่อนที่ได้ ส่วนความคืบหน้าอื่นๆ ทาง MThai News จะติดตาม และรายงานให้ทราบต่อไป

ภาพจาก@Ku Tomm Yamm

ภาพจาก@Poriko KibKib


ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก mthai

ผลทดสอบข้าวถุง




เขียนโดย ฉลาดซื้อ เพื่อผู้บริโภค   
แถลงข่าว วันที่ 16 กรกฎาคม 2556

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค - มูลนิธิชีววิถี ร่วมแถลง ข้าวถุงร้อยละ 26.1 ไม่พบสารเคมีตกค้าง ส่วนอีกร้อยละ  73.9 ตรวจพบสารรมควันข้าวเมธิลโบรไมด์หลายระดับทั้งระดับน้อยจนสูงเกินมาตรฐานระหว่างประเทศ (0.9 – 67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) เรียกร้องรัฐบาลตรวจสอบโรงสีและผู้ผลิตที่มีปัญหา - เร่งผลักดันให้เกิดองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อดำเนินการและสนับสนุนเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริง โดยสามารถระบุชื่อสินค้าหรือบริการหรือชื่อของผู้ประกอบการได้  เช่น ชื่อข้าวถุงที่ตรวจสอบ รวมทั้งมีระบบที่ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการติดตามและรายงานความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเป็นรูปธรรม 

วันนี้ (16 ก.ค. 56) เวลา 13.30 น. ณ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (biothai) และศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ รายงานผลการตรวจข้าวสารถุงจำนวน 46 ตัวอย่าง พบข้าวสารถุงร้อยละ 26.1 หรือจำนวน 12 ยี่ห้อไม่พบสารตกค้างทุกกลุ่ม แต่มีมากถึง 34 ยี่ห้อหรือร้อยละ 73.9 ที่พบสารรมควันข้าวเมทธิลโปรไมด์ ตั้งแต่ 0.9-67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

นางสาวสารี  อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า การเปิดเผยข้อมูลผลการทดลองในวันนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะและเพื่อการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอในการบริโภค สิทธิในการเลือกซื้อสินค้า และสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการบริโภค เฉพาะการตรวจสารเคมีในข้าวสารบรรจุถุง จากยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต, ยากันรา (fungicide)  และสารรมควันข้าวเมธิลโบรไมด์เท่านั้น เนื่องจากสารพิษจากเชื้อรา และคุณภาพข้าวถุงนั้น ยังไม่แล้วเสร็จ โดยผลทดสอบข้าวสารบรรจุถุงจำนวนทั้งสิ้น 46 ตัวอย่าง

พบว่าทั้ง 46 ตัวอย่างไม่พบการตกค้างของยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต รวมทั้งไม่พบการตกค้างของยากันรา (fungicide)
"มีข้าวถุงจำนวน 12 ตัวอย่างหรือคิดเป็นร้อยละ 26.1 ที่ไม่พบการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรชนิดใดๆ  ได้แก่ 1.ลายกนก ข้าวหอมมะลิแท้ 100%, 2.ข้าวพันดี ข้าวขาว 100% ชั้นดีพิเศษ, 3.ธรรมคัลเจอร์ ข้าวหอมคุณภาพคัดพิเศษ, 4.รุ้งทิพย์ ข้าวขาวเสาไห้, 5.บัวทิพย์ ข้าวหอม, 6.ตราฉัตร ข้าวขาว 15%, 7.ข้าวมหานคร ข้าวขาวคัดพิเศษ, 8.สุพรรณหงส์ ข้าวหอมสุรินทร์, 9.เอโร่ ข้าวขาว 100%, 10.ข้าวแสนดี ข้าวหอมทิพย์, 11.โฮมเฟรชมาร์ท จัสมิน ข้าวหอมมะลิ 100% และ 12.ชามทอง ข้าวขาวหอมมะลิ 100%
ขณะที่ผลการทดสอบสารรมควันข้าว – เมธิลโบรไมด์ พบการปนเปื้อนถึง 34 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 73.9  ของจำนวนตัวอย่างที่นำมาทดสอบปริมาณของสารเมธิลโบรไมด์ที่พบการตกค้างในตัวอย่างที่นำมาทดสอบอยู่ที่ระดับ 0.9–67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยตัวอย่างข้าวสารบรรจุถุงที่พบการปนเปื้อนสูงที่สุด คือตัวอย่าง ยี่ห้อ โค – โค่ ข้าวขาวพิมพา พบการปนเปื้อนสูงถึง 67.4 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ(codex) ที่กำหนดไว้ให้มีการตกค้างได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีพบอีก 5 ตัวอย่าง ที่ตกค้างไม่เกินมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ แต่พบการตกค้างสูงกว่า 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัมแต่ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวแสนดี ข้าวหอม พบการปนเปื้อน 41 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ข้าวตราดอกบัว ข้าวเสาไห้ พบการปนเปื้อน 29.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ข้าวตราดอกบัว ข้าวตาแห้ง พบการปนเปื้อน 28.9 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, สุรินทิพย์ ข้าวหอมมะลิ พบการปนเปื้อน 27.6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และข้าวถูกใจ ข้าวขาว พบการปนเปื้อน 27.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม" 
ทางด้านนายวิฑูรย์  เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า แม้ว่าการตกค้างส่วนใหญ่ที่พบจะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานของ codex หากก็พบว่าในหลายประเทศมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่สูงกว่า codex เช่น อินเดียกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือ ประเทศจีน ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศคู่ค้าข้าวรายสำคัญของประเทศไทย กำหนดปริมาณการตกค้างของเมธิลโบรไมด์ในข้าวไว้ที่ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่เมื่อดูจากผลทดสอบครั้งนี้กลับพบตัวอย่างข้าวสารบรรจุถุงที่มีการตกค้างของเมธิลโบรไมด์เกิน 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัมมีจำนวนถึง 13 ตัวอย่างที่ไม่สามารถส่งออกไปประเทศจีนได้

"ประเทศไทยไม่เคยมีประกาศเรื่องเกณฑ์ เมธิลโบรไมด์ ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้รมข้าวก่อนบรรจุถุงเพื่อป้องกันมอดและแมลง ทั้งๆ ที่เราเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออกลำดับต้นๆของโลก ทำให้การตรวจสอบต้องยึดมาตรฐานระหว่างประเทศ ส่งผลเสียต่อตลาดส่งออกข้าวและมาตรฐานข้าวในประเทศ และน่าสังเกตว่า หากพบว่ามีการตกค้างของสารรมข้าวเกินค่ามาตรฐาน codex จะสามารถดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ประกอบการได้หรือไม่ ทั้งนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบโรงสีและผู้ประกอบการที่มีปัญหาการปนเปื้อน แม้ไม่สูงเกิน CODEX แต่ก็สูงเกินที่จะส่งออกไปจีนเพื่อรักษาชื่อเสียงของข้าวไทยและสุขภาพของประชาชนไทยดังนั้น หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลควรให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพข้าวสารในประเทศให้มากขึ้น มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการปนเปื้อนสารเคมี เพื่อยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้น"

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งเรียกร้องหน่วยงานรัฐทั้ง อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เปิดเผยรายละเอียดชื่อยี่ห้อของข้าวที่พบการปนเปื้อนหรือตัวอย่างยี่ห้อที่ตรวจแล้วปลอดภัยไม่พบการปนเปื้อน ซึ่งจะส่งผลต่อการกำหนดทิศทางการผลิตสินค้าและการบริโภคของประเทศในอนาคต และการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐครั้งต่อๆไป ควรมีองค์กรผู้บริโภคร่วมด้วย

"หากมีแจ้งข้อมูลดังกล่าวผู้บริโภคก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อข้าวสารบรรจุถุงมารับประทานเพราะฉะนั้นหากมีการสุ่มตรวจทดสอบเรื่องของความปลอดภัยในอาหาร หน่วยงานของรัฐอย่าง อย. หรือ กรมวิทยฯ ควรมีการเปิดเผยชื่อตัวอย่างที่นำมาทดสอบเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบดูแลเรื่องของอาหารปลอดภัยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่เกิดปัญหาเป็นกระแสสังคมเท่านั้น ทั้งนี้ภาคประชาสังคมพร้อมจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยในอาหาร และพร้อมดำเนินการสุ่มตรวจเรื่องความปลอดภัยทั้งในข้าวสารและอาหารอื่นๆ เป็นระยะ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภค และพร้อมร่วมมือกับผู้ประกอบการในการพัฒนาคุณภาพข้าวถุง"

สำหรับการตรวจสอบข้าวสารบรรจุถุงครั้งนี้ นางสาวทัศนีย์ แน่นอุดร หัวหน้าศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยของข้าวสาร ทางสื่อมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในคุณภาพของข้าวสารถุงว่าจะมีความปลอดภัยกับผู้บริโภคหรือไม่ นั้น รวมทั้งได้มีการเรียกร้องจากผู้บริโภคมายังมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคให้ทดสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ทางศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อจึงได้ร่วมกับโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชน

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทยแพน) มูลนิธิชีววิถี เก็บตัวอย่างข้าวสารถุงที่มีการจำหน่าย ระหว่างวันที่ 19 – 27 มิถุนายน 2556 ทุกยี่ห้อจากซูเปอร์มาเก็ต และห้างโมเดิร์นเทรด ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง 6 แห่ง ได้แก่ ห้างเทสโก้ โลตัส, ห้างบิ๊กซี, ห้างแมคโคร, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ฟู้ดแลนด์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, และโฮมเฟรชมาร์ท, กับร้านสะดวกซื้อ 1 แห่ง คือ เซเว่นอีเลฟเว่น รวม 7 แห่ง ได้ข้าวถุงจำนวน 46 ตัวอย่าง แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 100% จำนวน 15 ตัวอย่าง และข้าวขาวกับข้าวหอมอื่น ๆ อีก 31 ตัวอย่าง โดยส่งตรวจคุณภาพข้าวสารถุงที่จำหน่ายในท้องตลาดใน 5 ด้านที่สำคัญ คือ 1)การตรวจคุณภาพข้าวสารถุง ตามมาตรฐานข้าวสาร กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ 2)สารเคมีทางการเกษตร ยาฆ่าแมลง 2 กลุ่ม ได้แก่ ออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต 3)ยากันรา (fungicide) 4) สารรมควันข้าวเมธิลโบรไมด์ 5)สารพิษจากเชื้อรา – อะฟลาท็อกซิน ซึ่งการตรวจสอบทั้งหมดดำเนินการโดยศูนย์ทดสอบที่ได้รับมาตรฐานถูกต้อง ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถดูรายละเอียดและติดตามข่าวการทดสอบสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคได้ที่ www.ฉลาดซื้อ.com อีกทางหนึ่ง

ชิดชนก แผ่นสุวรรณ มือปาไข่ใส่ คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง โดนสั่งย้าย


    ชิดชนก แผ่นสุวรรณ

  • ชิดชนก แผ่นสุวรรณ

    ชิดชนก แผ่นสุวรรณ


    เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก CiNNtv3 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

               ชิดชนก แผ่นสุวรรณ มือปาไข่ใส่ คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ล่าสุด ชิดชนก แผ่นสุวรรณ โดนสั่งย้าย จากผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ มาเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ 


              จากกรณีที่ นางสาวชิดชนก แผ่นสุวรรณ อายุ 42 ปี ผู้พิพากษาประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ช่วยทำงานชั่วคราวผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ขับรถยนต์ส่วนตัวบุกเข้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล แล้วนำข้าวไข่เจียวซึ่งอยู่ในกล่องโฟมปาใส่รถยนต์ประจำตำแหน่งของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนที่จะตะโกนด่าทอการทำงานของตำรวจที่ไม่ยุติธรรม ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำแผงเหล็กมากั้นไม่ให้ออก นางสาวชิดชนกก็ไม่สนใจ ขับรถพุ่งชนแผงเหล็กหลบหนีไป ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (12 กรกฎาคม 2556)

              ล่าสุด เมื่อวานนี้ (15 กรกฎาคม 2556) นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในวันที่ 19 กรกฎาคม จะนำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมเรื่องวาระทั่วไป โดยจะตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว เนื่องจากนางสาวชิดชนกกระทำการที่หมิ่นเหม่ต่อวินัยตุลาการ ขณะที่มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาเกิดขึ้นแล้ว
              นอกจากนี้ นายสิทธิศักดิ์ ยังเสนอมาตรการตรวจสอบสภาพร่างกายและจิตใจ และมาตรการบำบัดรักษาหากพบว่าเกิดจากความเครียดขณะลงมือทำ และก็ต้องดูกันว่าขณะที่ลงมือทำนางสาวชิดชนกมีสติสัมปชัญญะหรือไม่ ซึ่งผลดำเนินการเป็นอย่างไร คงต้องรอฟังมติในวันที่ 19 กรกฎาคม อีกครั้ง


    ชิดชนก แผ่นสุวรรณ

    ชิดชนก แผ่นสุวรรณ


              พร้อมกันนี้ นายสิทธิศักดิ์ ระบุว่า นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้มอบหมายให้ ทำหนังสือเสนอประธานศาลฎีกา พิจารณาให้นางสาวชิดชนกย้ายจากการปฏิบัติหน้าที่ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาอุทธรณ์ มาเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการสำนักงานศาลยุติธรรมแทน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการทำสำนวนและคดีความใด ๆ รวมไปถึงการพบปะประชาชน เพื่อเป็นการลดภาวะความเครียดของนางสาวชิดชนกด้วย 

              นายสิทธิศักดิ์ อธิบายต่อว่า การย้ายตำแหน่งงานของนางสาวชิดชนกไม่ได้มีการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด แต่ทำไปตามข้อเท็จจริงและเหตุผล สำหรับการกระทำของนางสาวชิดชนกนั้น ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์กร หรือเรื่องสีเสื้อการเมือง เพราะเป็นการกระทำโดยส่วนตัวเท่านั้น ส่วนผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความ ก็ถือว่าเป็นสิทธิตามกฎหมายของเขาเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม



โฆษณาหนัง Jobs เปิดตัวบน Instagram

โฆษณาหนัง Jobs เปิดตัวบน Instagram

Home> News> Technology> โฆษณาหนัง Jobs เปิดตัวบน Instagram


ภาพยนตร์ประวัติของ Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple เปิดตัว Trailer หรือตัวอย่าง 15 วินาที บน Instagram 

กลยุทธ์โฆษณาบนโซเซียลเน็ตเวิร์กก้าวไปอีกขั้น เมื่อล่าสุดภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ 2 เรื่อง พร้อมใจกันเปิดตัวตัวอย่างภาพยนตร์สั้นๆบนไมโครบล็อกกิ้งเน็ตเวิร์ก 2 เจ้าที่เป็นคู่แข่งกัน โดยเรื่องแรก The Wolverine 3D เปิดตัวตัวอย่างเพียง 6 วินาที บน Vine ของ Twitter ขณะที่ล่าสุด ภาพยนตร์เรื่อง Jobs ก็เปิดตัวบน Instagram ที่เป็นของ Facebook ซึ่งน่าจะปลุกกระแสการโฆษณาบนโซเชียลเน็ตเวิร์กในลักษณะเดียวกันนี้ให้บูมมากยิ่งขึ้น โดย Pete Cashmore เจ้าของเว็บไซต์ Mashable.com สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในระดับโลก โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่าการใช้วิดีโอเป็นเครื่องมือทางการตลาดแบบใหม่ที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง Jobs ที่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับประวัติของ Steve Jobs ซึ่งคนรุ่นใหม่ทั่วโลก โดยเฉพาะ"เน็ตติเซ่น" ยึดเป็น ไอดอล แห่งยุคดิจิทัลในปัจจุบัน

ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง Jobs บน Instagram



วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ในหลวงเสด็จลานพลับพลาประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อช่วงเย็นวันนี้(15ก.ค.56)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโรงพยาบาลศิริราช ไปยังลานพลับพลาประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์

ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักช่างสิบหมู่ออกแบบ และปั้นพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระอิริยาบถประทับนั่ง ทรงอุ้มสมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ อันแสดงถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูก ซึ่งให้บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และประชาชน ได้ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานกำเนิดโรงพยาบาลศิริราช และทรงมีคุณูปการต่อประชาชนเห็นพระองค์ทรงมีพลานามัยแข็งแรง เราพสกนิกรชาวไทยเห็นแล้วก็ต่างรู้สึกปิติยินดีอย่างที่สุดเลยค่ะ
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ขอบคุณข่าวจาก Manager Online ค่ะ http://bit.ly/15Hpwx9


แฉ กมธ.สภา หว่านเงิน 3.4 ล้านดูงานยุโรปแค่ 3 ชม.แหกระเบียบฯ จ้าง บ.ผี จัดทัวร์หรู


วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฏาคม 2013 เวลา 08:00 น.
 
เขียนโดย isranews หมวด จัดซื้อจัดจ้างInvestigative

"...ราคาการจัดทัวร์ของแต่ละบริษัทขึ้นอยู่กับประเภทของสายการบิน ระดับชั้นที่นั่ง โรงแรม และอาหารที่เลี้ยงรับรอง ซึ่งโรงแรมที่พักของ กมธ. ส่วนใหญ่จะเป็นเครือโรงแรมชั้นนำของโลกในระดับ 4-5 ดาว.."

“จองล้าง จ้องผลาญ” เป็นฉายาสภาผู้แทนราษฎร ประจำปี 2555 ที่สื่อมวลชนรัฐสภาตั้งให้ตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ
“จองล้าง จ้องผลาญ” จึงเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์ในปี 2555 ที่เกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกจารึกไว้ว่า นอกจากผู้แทนของปวงชนชาวไทยจะใช้ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่ “ห้ำหั่น” กันทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนแล้ว
ยังมีปมปัญหาในเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไม่รู้คุณค่า โดยเฉพาะการเดินทางศึกษาดูงานในต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะ
เงินงบประมาณที่ใช้ในการดูงานของ กมธ.นั้น มาจากการจัดสรรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 175 ล้านบาท หรือคณะละ 5 ล้านบาท ซึ่งในการปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร กมธจะใช้ห้วงเวลานี้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อศึกษาดูงาน เฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ว่าเป็นการใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และข้อกังขาที่ว่าแท้จริงแล้วการเดินทางไปต่างประเทศของ กมธ.นั้นเป็นไปเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ หรือการศึกษาดูงานมากกว่ากัน
ยังไม่นับรวมเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ดังมาเป็นระยะๆ ว่า กมธ.มักจะพา “คนนอก” อย่าง ภรรยา ลูก หรือ หัวคะแนนติดตามไปในทริปด้วย
เฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่มีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการผ่อนปรนข้อกำหนดที่มีขึ้นในสมัยของนายชัย ชิดชอบ ซึ่งเปรียบเสมือน “กฎเหล็ก” ของ กมธ.ในการดูงานต่างประเทศล
ทำให้ กมธ.ในสมัยที่มีนายสมศักดิ์ เป็นประมุขนั้น มีความเป็น “อิสระ” และความ “สะดวก” ในการเสนอโครงการเดินทางไปดูงานยังต่างประเทศมากขึ้น
แม้จะถือเป็นงบประมาณจำนวนไม่มากหากถูกแบ่งไปตาม กมธ.แต่ละคณะ แต่ทว่าประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี ต้องควักกระเป๋าเพื่อนำไปเป็น “ต้นทุน” ในการดูงานโดยที่ไม่มี “มูลค่าเพิ่ม” กลับมา
ดังนั้นความจำเป็นการในดูงานของ กมธ.ยังคงมีอยู่หรือไม่?
กมธ. 26 คณะ เมิน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร
แม้การดูงานในต่างประเทศของ กมธ.จะเป็นเรื่องที่รับรู้กันโดยทั่วไป
แต่ทว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณนั้นไม่มีการเปิดเผยหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใสแต่อย่างใด รวมไปถึงการสอบถามกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสภาผู้แทนราษฎรต่างปฎิเสธการให้ข้อมูลโดยสิ้นเชิง
ในที่สุด “พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540” ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการขอข้อมูลดังกล่าว ผ่านศูนย์ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อขอข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของ กมธ.ทั้ง 35 คณะ ในช่วงการปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญนิติบัญญัติ 2555 ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงกรกฎาคม 2555
ประกอบด้วย รายชื่อผู้เดินทาง งบประมาณ กำหนดการเดินทาง รายชื่อบริษัททัวร์ที่ได้รับการว่าจ้าง และรายงานผลสรุปการเดินทางไปดูงานต่างประเทศทุกคณะ
ปรากฎว่า มี กมธ.จำนวนเพียง 9 คณะเท่านั้น ที่ให้ความร่วมมือและส่งข้อมูลผู้สื่อข่าวตามคำร้องข้อ ดังนี้
1. รายงานการเดินทางไปศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจด้านคมนาคมและขนส่งของ กมธ.การคมนาคม ระหว่างวันที่ 18-27 มิถุนายน 2555 ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และเยอรมัน
2. รายงานการเดินทางไปศึกษาดูงาน เจรจาธุรกิจ และหารือความร่วมมือด้านการเกษตรและสหกรณ์ของ กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ ที่ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2555
3. โครงการและรายงานผลการเดินทางไปดูงานด้านการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมของ กมธ.อุตสาหกรรม ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม
4. รายงานและรายละเอียดการเดินทางไปศึกษาดูงานของ กมธ.การติดตามการบริหารงบประมาณ ด้านกระบวนการจัดทำการบริหารงบประมาณ ที่ประเทศเยอรมัน ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และอิตาลี ระหว่างวันที่ 4-13 กรกฎาคม
5. รายงานการเดินทางศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจด้านส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรมของ กมธ.ส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม ที่ประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และเยอรมัน
6. รายงานการเดินทางศึกษาดูงานของ กมธ.การสวัสดิการสังคม เรื่องการศึกษาดูงานสวัสดิการสังคม และเจรจาธุรกิจเพื่อกระชับความสัมพันธ์ไมตรี ระหว่างวันที่ 3-10 กรกฎาคม ที่ประเทศออสเตรีย เช็ก สโลวัก และฮังการี
7. รายชื่อคณะเดินทางไปศึกษาดูงานของ กมธ.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ประเทศบราซิล อาร์เจนตินา ระหว่างวันที่ 6-16 กรกฎาคม
8. รายงาน กมธ.การศึกษา เรื่อง สรุปผลการเดินทางไปศึกษาดูงาน เจรจาธุรกิจ และหารือความร่วมมือด้านการศึกษา ที่ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ ระหว่างวันที่ 3-11 กรกฎาคม
9. รายงานการศึกษาดูงานของ กมธ.การสาธารณสุข เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการด้านการสาธารณสุขของรัฐสวัสดิการ ระหว่างวันที่ 17-24 กรกฎาคม ที่ประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์
ขณะที่ กมธ. อีก 26 คณะ ไม่ได้ส่งข้อมูลให้ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ประกอบด้วย 1. กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน 2. กมธ.กิจการชายแดนไทย 3. กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร 4. กมธ.องค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน 5. กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ 6. กมธ.แก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ 7. กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ8. กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค 9. กมธ.การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน
(เจ้าหน้าที่รัฐสภาขนกระเป๋าเดินทางที่บริษัททัวร์จัดให้กมธ.ก่อนการเดินทาง) 
10. กมธ.การต่างประเทศ 11. กมธ.การตำรวจ 12. กมธ.การทหาร 13. กมธ.ท่องเที่ยวและกีฬา 14. กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 15. กมธ.การปกครอง 16. กมธ.การปกครองส่วนท้องถิ่น 17. กมธ.ป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด
18. กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย19. กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ 20. กมธ.การพลังงาน 21. กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
22. กมธ.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 23. กมธ.การแรงงาน 24. กมธ.การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม 25. กมธ.การสื่อสารและโทรคมนาคม และ 26. กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ
กิน-อยู่ หรู ราคาต่อหัวแพงกว่าราคาตลาดเท่าตัว
แม้ว่าจะมี กมธ. 9 คณะที่ส่งข้อมูลให้ตาม พ.ร.บ.ข่าวสารฯ แต่ทว่ามี กมธ.เพียง 3 คณะเท่านั้นที่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณในการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งก็คือ
1. กมธ.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เดินทางไปประเทศบราซิล และสาธารณรัฐอาร์เจนตินา จำนวน 11 วัน มีผู้ร่วมเดินทาง 12 คนใช้งบประมาณ 3,856,150 บาท หรือเฉลี่ยรายละ 321,345 บาท โดยได้ว่าจ้าง บริษัท นิรมิต ฮอลิเดย์ และธุรกิจท่องเที่ยว จำกัด ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดทัวร์
2. กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ เดินทางไปประเทศเยอรมัน ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และอิตาลี จำนวน 10 วัน มีผู้ร่วมเดินทาง 14 คน ใช้งบประมาณ 3,006,533 บาท หรือเฉลี่ยรายละ 214,752 บาท โดยว่าจ้างให้ บริษัท ฮีตัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดทัวร์
3. กมธ.การอุตสาหกรรม เดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส จำนวน 9 วัน มีผู้ร่วมเดินทาง 18 คน ใช้งบประมาณจำนวน 3,435,100 บาท หรือเฉลี่ยรายละ 190,838 บาท โดยไม่ได้ระบุผู้ถูกว่าจ้างให้ดำเนินการจัดทัวร์
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบราคาทัวร์ของบริษัทเอกชนรายอื่นที่ให้บริการนำเที่ยวในกลุ่มประเทศที่ กมธ. เดินทางไปนั้น พบว่ามีราคาที่ต่ำกว่ามาก อาทิ บริษัท บีบี ทัวร์ อินเตอร์ ทราเวล เสนอขาย บราซิล อาร์เจนตินา จำนวน 13 วัน 11 คืน ที่ราคา 269,000 บาท
ในขณะที่ กมธ.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าจ้างในราคาคนละ 321,345 บาท หรือเป็นส่วนต่างถึง 52,345 บาทต่อคน เมื่อคิดทั้งค่าใช้จ่ายทั้งหมดพบว่า อัตราการจ้างบริษัททัวร์ของ กมธ. มีราคาที่สูงกว่าบริษัททัวร์เอกชนรายอื่นถึง 628,140 บาท
ขณะที่ทัวร์ประเทศเยอรมัน ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และอิตาลี ส่วนใหญ่บริษัททัวร์เอกชนจะจัดเพียง 8 วัน ราคาเริ่มต้นที่ 59,900 บาทต่อคน ขณะที่ กมธ. ติดตามการบริหารงบประมาณว่าจ้างบริษัททัวร์ในราคาคนละ 214,752 บาทต่อการเดินทาง 10 วัน ซึ่งมีส่วนต่างของราคาบริษัททัวร์ทั่วไปและราคาที่ กมธ. ว่าจ้างเป็นจำนวนมาก
ส่วนประเทศสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส จำนวน 9 วัน ของบริษัท ทัวร์เอ็กซ์เพรส เซ็นเตอร์ จำกัด มีราคาตั้งแต่ 72,900-94,900 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการเดินทาง ส่วน กมธ.อุตสาหกรรม ว่าจ้างบริษัททัวร์ด้วยงบประมาณคนละ 190,838 บาท ส่วนต่างของอัตราทัวร์อยู่ที่ 95,938-117,938 บาท เมื่อรวมทั้งคณะ เกิดส่วนต่างที่มากสุดถึง 2,122,884 บาท
(กมธ.อุตสาหกรรมทัศนศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ)
ทั้งนี้ ราคาการจัดทัวร์ของแต่ละบริษัทขึ้นอยู่กับประเภทของสายการบิน ระดับชั้นที่นั่ง โรงแรม และอาหารที่เลี้ยงรับรอง ซึ่งโรงแรมที่พักของ กมธ. ส่วนใหญ่จะเป็นเครือโรงแรมชั้นนำของโลกในระดับ 4-5 ดาว อาทิ โรงแรมในเครือ Hilton Sofitel Radisson Pullman Ramada และ Holiday Inn
บริษัทผี โผล่รับงาน กมธ.
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวได้ทำการสืบค้นในเชิงลึกเกี่ยวกับที่มาของบริษัทที่ได้รับการว่าจ้างจากกมธ.ให้ดำเนินการจัดทัวร์เพื่อพากมธ.เดินทางไปดูงานยังต่างประเทศที่มีเพียง กมธ. 2 คณะที่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลการว่าจ้าง ซึ่งก็คือ กมธ.กมธ.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ได้ว่าจ้าง บริษัท นิรมิต ฮอลิเดย์ และธุรกิจท่องเที่ยว จำกัด และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ ว่าจ้าง บริษัท ฮีตัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดทัวร์
ตามฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท ฮีตัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ถูก กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณว่าจ้างให้พากมธ.ไปศึกษาดูงานที่ประเทศเยอรมัน ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และอิตาลี จำนวน 10 วัน วงเงินงบประมาณ 3,006,533 บาทนั้น เป็นบริษัทที่ได้เลิกกิจการไปแล้วในวันที่ 27 ธันวาคม 2550 และเสร็จการชำระบัญชีในวันที่ 3 มีนาคม 2551 แต่ปรากฎว่าบริษัทฮีตันฯ ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลได้มารับจ้าง กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณพาไปศึกษาดูงานในวันที่ 4-13 กรกฎาคม 2555 หลังจากการเลิกกิจการไปแล้วเกือบ 5 ปี
ทั้งนี้ บริษัทฮีตันฯ ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 เพื่อให้บริการทัวร์ โดยมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีกรรมการ 3 คนประกอบไปด้วย 1.นายธงชัย แก้วทิพรัตน์ เป็นกรรมการบริษัทผู้ซึ่งมีอำนาจทำการ 2.น.ส.พวงทิพย์ แก้วทิพรัตน์ และ3.นายสืบวงศ์ แก้วทิพรัตน์ โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ 90/399 อาคารบัวสุวรรณพลาซ่า ซอยวิภาวดี 20 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขต จตุจักร กรุงเทพฯ
โดยจากการตรวจสอบพบว่าบริษัทฮีตันฯ ไม่ได้เช่าพื้นที่ในอาคารบัวสุรรณพลาซ่า ซึ่งเป็นที่อยู่ตามที่ได้แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ของอาคารรายหนึ่งที่ ระบุว่า ตั้งแต่เข้าทำงานมา 3 ปีไม่เคยเห็นบริษัทดังกล่าวในอาคารบัวสุวรรณพลาซ่าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปยังเบอร์โทรที่บริษัทฮีตันฯได้แจ้งว่าพบว่าปัจจุบันเบอร์โทรดังกล่าวเป็นของผู้เช่าสัญญาณรายอื่นไปแล้ว
นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่ากรรมการบริษัทฮีตันฯ ทั้ง 3 คน ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมการในบริษัทอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกันอีก 5 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัทพระ-นาง จำกัด 2.บริษัท ดรีม โปรเจ็ค จำกัด 3.บริษัท ทเว็นตี้โฟร์ แอนด์ เธอตี้วัน ออนสเตจ จำกัด 4.บริษัท แอด อเวนิว จำกัด และ5.บริษัท ฮีตัน ทราเวล จำกัด
ในจำนวนนี้มีเพียง 3 บริษัทที่ยังคงเปิดดำเนินกิจการอยู่ คือ บริษัทพระ-นาง จำกัด (ประกอบกิจการโฆษณา) บริษัท แอด อเวนิว จำกัด (รับทำโฆษณาและจัดแฟชั่นโชว์) และบริษัท ฮีตัน ทราเวล จำกัด (บริการจัดกรุ๊ปทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ นายหน้าขายตั๋วเดินทางทั้งในและต่างประเทศ) ส่วนอีก 2 บริษัทได้เลิกกิจการไปแล้ว
ทั้งนี้ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2552 ที่เกี่ยวข้องกับ การซื้อ การจ้าง และการจ้างที่ปรึกษา ของหน่วยงานราชการนั้น ได้ระบุว่า การจ้าง เป็นการจ้างจากนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ดังนั้นการที่บริษัทฮีตันฯ ไม่มีตัวตน คือ ไม่ได้มีสถานะเป็นสภาพนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดา จะถือว่าขาดคุณสมบัติการรับงานจากหน่วยงานของรัฐหรือไม่
รายงานข่าวจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งว่า เงินงบประมาณที่ กมธ.นำไปใช้ในการดูงานต่างประเทศนั้น เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งการเบิกจ่ายจะต้องใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุเป็นกรอบในการเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้ ซึ่งตามระเบียบชัดเจนว่าผู้ที่จะมารับงานของหน่วยงานรัฐจะต้องเป็นนิติบุคคลหรือบุคคล อย่างชัดเจน เพราะการเบิกจ่ายจะเกี่ยวโยงกับการแจ้งภาษีด้วย นอกจากนี้ ตามปกติแล้วการจัดซื้อจัดจ้างถ้าเกิน 2 ล้านจะต้องใช้วิธีการประกวดราคาจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย
ข่าวแจ้งว่า ตามปกติแล้วผู้ให้งานจะต้องตรวจสอบประวัติของบริษัทผู้มารับจ้าง อย่างน้อยในการว่าจ้างแต่ละครั้งจะต้องดูที่มาที่ไป ทุนจดทะเบียน ของบริษัทผู้รับจ้างว่าจะมีความสามารถในการดำเนินการได้หรือไม่ผ่านใบบริคณห์สนธิ ซึ่งในกรณีนี้หากบริษัทฮีตันฯ ไม่มีตัวตนอยู่จริงในระหว่างที่มารับงาน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นจะมีความผิด ซึ่งจะต้องไปดูงานบุคคลใดเป็นผู้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างว่าเป็นบุคคลใด 
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าในส่วนของ สตง. เป็นผู้มีหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้ และหากพิสูจน์ว่ามีเจตนาในการทุจริตจริง สตง.จะต้องส่งเรื่องไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการต่อไป แต่ในขณะนี้ สตง.มีเรื่องการตรวจสอบที่ค้างอยู่ในการดำเนินการกว่า 50,000 รายการ ดังนั้นหากไม่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาโดยตรง สตง.คงจะไม่เข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้
แกะรอยเส้นทางทัวร์ ดูงานหรือท่องเที่ยว
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 135 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 86 ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง กมธ. สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรขึ้น เพื่อกระทำกิจการพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาแล้วรายงานต่อสภานั้น
การเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ ถือเป็นหนึ่งในอำนาจหน้าที่ของ กมธ. ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนำผลการการศึกษาดูงานมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของคณะ กมธ. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น รวมไปถึงการนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและประชาชน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมไทยต่อไป
แต่ภายใต้หลักการและเหตุผลที่สวยหรูในโครงการที่ กมธ. ได้เสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติโครงการศึกษาดูงานและงบประมาณนั้น ในทางปฏิบัติสามารถทำได้จริงหรือไม่?
นอกจากข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณในการเดินทางแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ กำหนดการเดินทางของ กมธ. แต่ละคณะว่าได้เดินทางไปดูงานในหน่วยงานที่ใดบ้าง
เนื่องจากกำหนดการดังกล่าวจะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า กมธ. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนใช้งบประมาณเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ หรือเป็นไปเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในห้วงปิดสมัยประชุม
สำหรับกำหนดการดูงานของ กมธ. จำนวน 9 คณะ นอกจากจะศึกษาดูงานกับหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับภาระกิจของ กมธ. แต่ละคณะแล้ว ยังมีการไปทัศนศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนั้นๆ ตามโปรแกรมที่ผู้จัดต้องการโดยมีบริษัททัวร์ดำเนินการให้
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การทัศนศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวนั้น จะระบุในกำหนดการว่าเป็นการดูงานแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม หรือศึกษาดูงานระบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายสินค้าในเมืองต่างๆ ทั้งนี้การดูงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กมธ. ทั้ง 9 คณะอยู่ระหว่าง 1-5 แห่งต่อทริป ดังนี้
1. กมธ.การคมนาคม ดูงานระหว่างวันที่ 18-27 มิถุนายน 2555 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และเยอรมัน โดยดูงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กมธ. จำนวน 5 แห่ง คือ การบริหารจัดการท่าเรือ Port of Rotterdam, การเยี่ยมชมระบบป้องกันน้ำท่วม ที่ Maeslant storm surge barrier Rotterdam, เยี่ยมชมการจัดการระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง ICE, ศึกษาดูงานการบริหารจัดการระบบขนส่งทางน้ำ ท่าเรือ Boppard, เยี่ยมชมการจัดการระบบขนส่งมวลชนระบบไฟฟ้าเมืองแฟรงก์เฟิร์ต
2. กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ ดูงานที่ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน–4 กรกฎาคม 2555 ได้ดูงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กมธ. จำนวน 5 แห่ง คือ เยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลิตผลทางการเกษตรของเซี่ยงไฮ้, เยี่ยมชมเขื่อนซานเสียต้าป้า, เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ปลา, เยี่ยมชมตลาดขายส่งผลไม้ของนครกวางเจา, เยี่ยมสถานกงสุลไทย ณ นครกวางเจา
3. กมธ.การติดตามการบริหารงบประมาณ ดูงานที่ประเทศเยอรมัน ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และอิตาลี ระหว่างวันที่ 4-13 กรกฎาคม ใช้งบประมาณ 3,006,533 บาท โดยได้ดูงานจำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย รับฟังการบรรยายการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการไทย ที่สถานกงสุลใหญ่ นครแฟรงก์เฟิร์ต, ศึกษาดูงานสหภาพยุโรป ณ กรุงเฮก และรับฟังบรรยายสรุป “การจัดโครงสร้างการบริหารสหภาพ แนวทางในการบริหารงบประมาณและวิธีการติดตามการบริหารงบประมาณของสหภาพยุโรป”, ศึกษาดูงานและฟังบรรยายสรุป “แนวทางในการจัดทำงบประมาณและระบบการติดตามตรวจสอบการบริหารงบประมาณ” ที่รัฐสภาเบลเยียม
4. กมธ.ส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม ดูงานที่ประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และเยอรมัน ระหว่างวันที่ 4-11 กรกฎาคม 2555 ดูงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กมธ. จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ ศึกษาดูงานและพบผู้บริหารระดับสูงของศูนย์กระจายสินค้าเมือง Liege, ศึกษาดูงานท่าเรือ Rotterdam, ศึกษาดูงาน “แผนการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนด้วยโครงการ Delta Works”, ดูงานสวนดอกไม้ที่เป็นตลาดส่งเสริมธุรกิจการส่งออกดอกไม้ของประเทศ, ศึกษาดูงานตลาดประมูลดอกไม้ที่ Aalsmeer Flower Auction”, ทัศนศึกษาการทำชีส หมู่บ้านซาน สคันส์, ทัศนศึกษาสถานที่จัดงานพืชสวนโลก ที่เมือง Venlo
5. กมธ.การสวัสดิการสังคม ดูงานที่ประเทศออสเตรีย เช็ก สโลวัก และฮังการี ระหว่างวันที่ 3-10 กรกฎาคม โดยได้ศึกษาดูงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กมธ.จำนวน 4 แห่ง คือ เข้าพบผู้บริหารของ NADEJE เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสวัสดิการสังคม, เข้าพบผู้บริหารของสถาบัน SZMI สาธารณรัฐฮังการี, เยี่ยมชมรัฐสภาฮังการี, เข้าพบผู้บริหารของ European Center for Social Welfare Policy and Research
6. กมธ.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดูงานที่ประเทศบราซิล อาร์เจนตินา ระหว่างวันที่ 6-16 กรกฎาคม ใช้งบประมาณ 3,856,150 บาท โดยดูงานตามภารกิจของ กมธ. จำนวน 4 แห่ง คือ UNICA ศึกษาเทคโนโลยีการผลิต Bioethanol และ Biodiesel, ศึกษาดูงานการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำที่ Itaipu Power Station, ดูงานเทคโนโลยีผลิต NGV ของโรงงาน Aspro, ดูงานเทคโนโลยีการผลิต NGV ของ NGV Refueling Stations
7. รายงาน กมธ.การศึกษา ดูงานที่ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ ระหว่างวันที่ 3-11 กรกฎาคม โดยดูงานตามภารกิจของ กมธ. จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ เยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทย ประจำฝรั่งเศส เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการศึกษา, ศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยโปลีเทคนิค และพบผู้แทนนักศึกษาไทย, เยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทย ประจำสหราชอาณาจักร เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นด้านการศึกษา, เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด, ศึกษาดูงานมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์และพบผู้แทนนักศึกษาไทย, เยี่ยมชมโรงเรียนอีตัน
8 กมธ.การสาธารณสุข ดูงานที่ประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ ระหว่างวันที่ 17-24 กรกฎาคม ทั้งนี้ กมธ.การสาธารณสุขไม่ได้มอบเอกสารกำหนดการดูงานฉบับเต็มมาด้วย แต่ได้ระบุไว้ในรายงานผลการเดินทางศึกษาดูงานว่า ได้ไปศึกษาดูงานตามภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ กมธ. จำนวน 4 แห่ง คือ เยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงสตอกโฮล์ม, ศึกษาดูงานที่รัฐสภาราชอาณาจักรสวีเดน, ศึกษาดูงานด้านสาธารณสุข ที่สถานบันสุขภาพและสวัสดิการสังคมแห่งชาติ, ศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโล
9 กมธ.อุตสาหกรรม ดูงานที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน–7 กรกฎาคม ใช้งบประมาณจำนวน 3,435,100 บาท โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า กมธ. ชุดดังกล่าว นอกจากศึกษาทัศนียภาพเมืองต่างๆ แล้ว พบว่าได้ไปดูงานเพียง 1 แห่ง คือ การผลิตน้ำหอมของบริษัท FRAGONARD PARFUMEUA ที่กรุงปารีส ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เวลา 9.00-12.00 น. หรือใช้ระยะเวลาในการดูงานเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น
(กมธ.สวัสดิการสังคม รับประทานอาหารร่วมกัน)
ตะลึงกมธ.เกษตร หนีบคนนอกร่วมทัวร์ 22 คน
เป็นที่น่าสังเกตว่าในการเดินทางไปดูงานของ กมธ. นั้น นอกจากจะมี กมธ. ที่ได้รับสิทธิในการเดินทางทุกรายแล้ว ยังมีที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ และข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ใน กมธ. บางรายร่วมเดินทางเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย ขณะที่บางคณะพบว่า กมธ. หลายคนได้นำผู้ติดตามร่วมคณะเดินทางไปด้วย
อาทิ กมธ.เกษตร ที่มีผู้ติดตาม กมธ. ร่วมเดินทางถึง 22 คน โดยเป็นผู้ติดตามของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ประธาน กมธ. การเกษตร จำนวน 14 คน ผู้ติดตามนายอนันต์ ศรีพันธุ์ รองประธาน กมธ. 2 คน ผู้ติดตามนายพงศ์เวช เวชชาชีวะ รองประธาน กมธ. 1 คน ผู้ติดตามนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ที่ปรึกษา กมธ. 3 คน ผู้ติดตามนายองอาจ วงษ์ประยูร เลขาฯ กมธ. 1 คน
ส่วน กมธ. ที่ไม่มีบุคคลภายนอกเดินทางไปด้วย อาทิ กมธ.วิทยาศาสตร์ กมธ.สาธารณสุข กมธ.ส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม
แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ กมธ. ประจำสภาผู้ราษฎร รายหนึ่งเปิดเผยว่า ผู้ติดตาม กมธ. ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลในครอบครัว เช่น สามี ภรรยา หรือบุตร นอกจากนี้ กมธ. บางรายยังพาคนสนิท นักการเมืองท้องถิ่น หัวคะแนน ข้าราชการในพื้นที่ ร่วมเดินทางไปด้วย
แต่การนำบุคคลภายนอกไปนั้น จะต้องออกค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเครื่องบินและค่าห้องพักเอง (กรณีพักแยกห้องกับ กมธ.) แต่สามารถร่วมรับประทานอาหาร และการโดยสารรถภายในประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมเดินทางประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้มาก
ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะการเบิกงบประมาณในการเดินทางดูงานต่างประเทศของ กมธ. จะเบิกจ่ายตามรายการให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ซึ่งจะต้องจำแนกค่าใช้จ่ายเป็นรายบุคคล ทำให้ไม่มีช่องว่างที่จะสามารถนำคนนอกไปโดยไม่เสียค่าตั๋วเครื่องบินหรือห้องพัก (กรณีพักแยก) ได้
ลอกข้อมูลอินเตอร์เนตทำผลสรุปดูงาน
สำหรับหลักเกณฑ์ในการเดินทางดูงานในต่างประเทศของกมธ. ในสมัยของนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เคยกำหนดไว้ว่าในการดูงานทุกครั้งกมธ.ทุกคณะจะต้องส่งผลการศึกษาและข้อเสนอแนะโดยจัดทำเป็นรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและให้มีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนจากข้อกำหนดเป็นความสมัครใจในสมัยที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น
ทั้งที่บทสรุปและข้อเสนอแนะของการศึกษาดูงานถือเป็น “หัวใจ” ที่สำคัญที่จะเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากการดูงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
จากเอกสารในส่วนที่เป็นผลสรุปการศึกษาดูงานของกมธ.นั้นมีรูปแบบที่คล้ายกัน โดยประกอบไปด้วยส่วนของบทสรุปผู้บริหาร บทนำ สรุปผลการศึกษาดูงาน ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของ กมธ. รวมไปถึงภาคผนวก
โดยผลสรุปของ กมธ.แต่ละคณะนั้นมีความหนาประมาณ 5-108 หน้ากระดาษ A4 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลพื้นฐานของประเทศที่ กมธ.เดินทางไปดูงาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถสืบค้นได้ง่ายในอินเตอร์เนต หรือในหนังสือนำเที่ยวทั่วไป
อย่างไรก็ตามสำหรับ กมธ.อุตสาหกรรม ที่ในกำหนดการ กมธ. เข้าดูงานเพียง 1 แห่ง คือ ที่บริษัท FRAGONARD PARFUMEUA ณ กรุงปารีส ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำหอมนั้นได้ส่งรายงานการดูงานความหนา 35 หน้า สรุปผลการศึกษาดูงานจำนวน 17 หน้า ข้อคิดเห็นดูงาน 1 หน้า ส่วนที่เหลือคือข้อมูลพื้นฐานของประเทศที่เดินทางไปศึกษาดูงาน ภาคผนวกที่ประกอบไปด้วย โครงการที่เสนอของบประมาณ รายชื่อผู้ร่วมเดินทางและภาพถ่ายระหว่่างการดูงาน
ำหรับรายงานที่ กมธ. จัดทำขึ้นนั้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข้อมูลพื้นฐานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และประวัติน้ำหอม แทบจะไม่มีรายงานในส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งอุตสาหกรรมพลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ผลิตรถยนต์ ตามหลักการและเหตุผลที่ กมธ.อุตสาหกรรมระบุไว้ในรายงานฉบับเดียวกันนี้แต่อย่างใด
แตกต่างไปจาก กมธ.การศึกษา กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ และ กมธ.การสวัสดิการสังคม ที่เนื้อหาในรายงานสอดคล้องกับหลักการและเหตุผลที่วางไว้ในการดูงานครั้งนี้ ซึ่งผลสรุปและข้อเสนอแนะที่ กมธ. ได้จัดทำแสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนแนวความคิด ประสบการณ์ และการพัฒนาด้านที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กมธ. เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานอื่นหากมีการนำไปศึกษาและประยุกต์ใช้ต่อไปในอนาคต
รองปธ.สภาเบิกจ่ายงบอย่างเข้มงวด
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรสั่งยกเว้นหลักเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นในสมัยของนายชัย ว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องการสนับสนุนส่งเสริมการดูงานในต่างประเทศ ซึ่งในภายหลังมองว่าคนเป็นประธานสภาไม่ควรที่จะไปคิดแทน กมธ. ซึ่งจะกลายเป็นอำมาตย์ที่แท้จริง ดังนั้นจึงให้สิทธิกับ กมธ.ในการคัดเลือกประเทศที่จะเดินทางไปดูงานอย่างเต็มที่ ภายใต้งบประมาณที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดสรรให้ ซึ่งระเบียบของสภาผู้แทนราษฎรมีความเข้มงวดมากอยู่แล้ว และเชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่มีความเข้มงวดในการเบิกจ่ายงบประมาณมากที่สุดด้วยซ้ำ
นายเจริญ กล่าวว่า ส่วนการทำสัญญากับบริษัททัวร์นั้นจะต้องทำอย่างถูกต้อง แต่ส่วนใหญ่แล้วบริษัททัวร์จะสำรองเงินจ่ายไปก่อนและมาทำเรื่องเบิกในภายหลัง ทั้งนี้ประโยชน์ในการดูงานต่างประเทศนั้นได้อย่างมหาศาลมาก ซึ่งสามารถเชื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศได้ทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การค้า เมื่อไปดูงานกลับมาได้มีการเสนอปัญหาและช่องทางต่างๆไปยังฝ่ายบริหาร เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการไปเจรจานำไปสู่การซื้อขายต่างๆ การเปิดสถานทูต การใช้แรงงาน การบริการการแพทย์ต่างๆซึ่งใน 1 ปีมีรายได้เข้าประเทศไทยจำนวนมาก
“ผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้มากมายมหาศาล แต่คนไปมองว่า กมธ.ไปเที่ยว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นการไปศึกษาเศรษฐกิจ สังคม หรือ การบริหารประเทศต่างๆ ซึ่งถ้า ส.ส.ไม่มีความรู้เหล่านี้จะมีความรู้ในการพิจารณากฎหมายได้อย่างไร”นายเจริญกล่าว
ด้านนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.กิจการสภา กล่าวถึงขั้นตอนการว่าจ้างบริษัททัวร์ ว่า การจะใช้บริษัททัวร์ใดมาประสานการดูงาน เป็นหน้าที่ของ กมธ. แต่ละคณะที่จะใช้ดุลพินิจในการพิจารณา วิธีการคือจะมีบริษัททัวร์ที่ ส.ส. เคยใช้บริการและจะพูดกันว่าบริษัทนี้ใช้ได้ บริษัทนี้ห่วยแตก จะมีพวกที่ปรึกษา พวกที่เป็นผู้ช่วยเหลืองานของคณะแต่ละคณะนั่นแหละเป็นคนจัดการดู ซึ่งผมก็จะประเมินดูจาก กมธ. เป็นหลักว่าเขาไปแล้วแฮปปี้หรือไม่ มีความสุขดีไหม สนใจใยดีกับงานของสภาผู้แทนราษฎรได้
“ผู้แทนฯ นี่เวลาอยู่ในพื้นที่หนักเบาเอาสู้ อยู่อย่างไรกินอย่างไรก็อยู่ได้ แต่ว่าเวลาเขาเดินทางไปต่างประเทศต้องให้เกียรติให้เขาได้นอนโรงแรมดีๆ กินอาหารให้เขาได้กินอิ่มนอนอุ่นสบายๆ เป็นการชาร์จแบตเตอรี่เติมกำลังในการกลับมาทำงานที่หนักหนาให้กับประชาชน จึงเลือกจากบริษัทเหล่านี้เป็นหลัก ทั้งนี้คนที่จะประเมินว่าคุ้มหรือไม่คุ้มกับเงินงบประมาณที่จ่ายไปก็คือประชาชน เพราะประชาชนก็จะเป็นคนได้รับดอกผลของการพัฒนางานของฝ่ายนิติบัญญัติ”
(กมธ.อุตสาหกรรม ดูงานที่สมาพันธรัฐสวิส และ สาธารณรัฐฝรั่งเศส)
นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธาน กมธ.กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวว่า กมธ.ควรที่จะศึกษาดูงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กมธ.ชุดนั้นๆ ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญ เพราะหาก กมธ.ไปดูงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กมธ.เลย ก็จะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่สูญเสียไป ดังนั้นการเดินทางของ กมธ.ควรที่จะคำนึงถึงความคุ้มค่าให้มากที่สุด อย่างน้อยเมื่อกลับมาควรที่จะมีรายงานผลการดูงานเพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ซึ่งจะถือเป็นประโยชน์ และในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทเอกชนในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางนั้นควรที่จะมีการสอบราคา 2-3 บริษัทเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมที่สุด
“การใช้งบประมาณของ กมธ.จะต้องคิดว่าเราเป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ายังไม่มีกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณภายในอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของดุลยพินิจของประธาน กมธ.ในแต่ละคณะ ดังนั้น เห็นว่าประธาน กมธ.แต่ละคณะควรที่จะมาประชุมหารือกัน เพื่อตั้งเป้าหมายในการดูงาน หรือวางกฎ กติกา ให้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้มีข้อครหาเกิดขึ้น”นายจิตติพจน์กล่าว
นักวิชาการ ซัด ใช้ภาษีเหมือนเป็นสวัสดิการส่วนตัว
นายจรัส สุวรรณมาลา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า รัฐสภาในประเทศอื่นๆ ที่เจริญมากกว่า ไม่ใช้เงินงบประมาณไปดูงานต่างประเทศจำนวนมากขนาดนี้ แต่รัฐสภาต่างประเทศได้ทุ่มเงินงบประมาณไปกับการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาและยกร่างกฎหมาย ติดตามการบังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล รวมทั้งใช้จ่ายไปในเรื่องการประมวลรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินการคลัง การตรวจสอบต้นทุนการจัดบริการสาธารณะ และตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินของฝ่ายบริหาร เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างจริงจัง ในขณะที่รัฐสภาไทยเราแทบจะไม่ได้ใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างใด
นายจรัส กล่าวว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐสภาไทย จะไม่ประสบผลสำเร็จในการทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ และ กฎหมายของไทยล้าหลัง การพิจารณาร่างกฎหมายล่าช้า มีร่างกฎหมายค้างสภาจำนวนมากมาย และต้องตกไปเมื่อหมดวาระของรัฐสภาเสมอมา นอกจากนี้การตรวจสอบรัฐบาล ก็ไม่ได้ทำจริงจัง ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่มี ข้อมูลที่นำมาใช้ในการตรวจสอบรัฐบาล ก็ไม่เป็นกลาง เชื่อถือไม่ได้ แต่รัฐสภาก็ไม่ได้ปรับปรุงการทำหน้าที่หลักของตนเองให้ดีขึ้นอย่างจริงจังแต่อย่างใด
“จากข้อมูล กมธ.เหล่านี้ ไปดูงานด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว แต่แทบจะไม่มีการไปดูงานด้านการพัฒนากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย หรือการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เห็น ซึ่งถ้าเป็นเช่นว่านี้จริง ก็น่าจะสรุปการไปดูงานของบรรดากมธ. ทั้งหลายเช่นว่านี้ ไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐสภาหรือของ ส.ส. ส.ว. แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ผ่านสถานทูต สำนักทูตด้านการค้า การลงทุน การเกษตร การทหาร ซึ่งมีความรู้ความชำนาญมากว่าท่าน ส.ส. ทั้งหลาย ที่ไปดูงานแบบฉาบฉวยเท่านั้น ดังนั้นถ้ารัฐสภาอยากรู้เรื่องอะไร เกี่ยวกับประเทศไหน ลึกซึ้งแค่ไหน ก็สามารถขอให้ฝ่ายบริหาร และกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้องเขามาชี้แจง หรือให้ทำรายงานมาให้ดูย่อมได้”นายจรัสกล่าว
นายจรัส กล่าวว่า จากคำชี้แจงของบรรดาผู้รับผิดชอบของรัฐสภาชวนให้เข้าใจได้ว่าการให้กมธ.ไปดูงานต่างประเทศ ที่ทำกันมาตลอดนั้น เป็นการให้รางวัลบรรดา ส.ส. ส.ว. รวมทั้งสมัครพรรคที่เป็นกมธ.และพวกผู้ติดตามทั้งหลาย ได้ไปเปิดหูเปิดตา โดยใช้เงินภาษีของประชาชน เสมือนเป็นสวัสดิการของท่านเหล่านี้
“ประเทศไทยเราไม่ได้ร่ำรวยเหลือเฟือขนาดเอาเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายฟุ่มเฟือยแบบนั้น ถ้าประเทศไทยเรารวยจริง รัฐบาลก็คงไม่ต้องไปกู้เงินปีละเป็นแสนๆ ล้านบาท และยังจะกู้อีกเป็นล้านล้านบาทในขณะนี้ เราคนไทยอยากให้รัฐสภาไทยทำหน้าที่ และใช้จ่ายเงินภาษีของเราให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อประโยชน์และความสุขสบายของบรรดา ส.ส. ส.ว. และ กมธ.”นายจรัสกล่าว
นายจรัส ยังระบุถึงกรณีที่ กมธ.จำนวน 26 คณะที่ไม่มอบข้อมูลการดูงานตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ว่า เป็นเรื่องที่แปลกอย่างยิ่งสำหรับประเทศประชาธิปไตย ที่สถาบันรัฐสภาไม่ยอมเปิดเผยเรื่องการไปดูงานต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ ไม่ใช่เรื่องลับหรือเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ถ้าสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบรัฐสภา ส.ส. ส.ว. ได้ ก็จะไม่มีใครตรวจสอบได้ เพราะ ส.ส. ส.ว. ไม่ตรวจสอบกันเอง ยิ่งเมื่อทราบว่าประธานรัฐสภาคนปัจจุบันได้ยกเลิกมาตรการควบคุมตรวจสอบที่มีอยู่แต่เดิม ปล่อยให้กมธ.ดำเนินการในเรื่องนี้โดยอิสระ หรือเป็นรัฐสภาประชานิยมไปเรียบร้อยแล้ว ก็ยิ่งหมดหวัง
ทั้งนี้ สำหรับ กมธ.ทั้ง 26 คณะที่ไม่ส่งข้อมูลให้ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารนั้นได้มีการทำเรื่องอุทธรณ์ไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งเพื่อขอข้อมูลดังกล่าว
จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าด้วยวิธีการและระเบียบในการเบิกจ่ายที่เป็นไปอย่างอิสระ ปราศจากการตรวจสอบที่เข้มแข็งของหน่วยงานที่กำกับดูแลทำให้ การใช้งบประมาณของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 175 ล้านบาทต่อปี เพื่อการศึกษาดูงานของ กมธ.สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรในต่างประเทศส่วนใหญ่ เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้หากใช้ผลการศึกษาดูงานเป็นตัวประเมินความสำเร็จในเรื่องการนำองค์ความรู้จากการดูงานมาพัฒนาประเทศนั้นยังถือว่าไม่เกิดผลตามที่ควรจะเป็น
จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าการดูงานในต่างประเทศของกมธ.ด้วยงบประมาณ 175 ล้านบาทยังมีควรจะมีอยู่อีกหรือไม่
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ หน่วยงานซึ่งที่มีหน้าที่ดูแลโครงการการเดินทางศึกษาดูงานในต่างประเทศของกมธ. จะมีแนวทางหรือมาตรการจัดการในการขจัดปมปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องสิ้นหวังกับการใช้งบประมาณของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร!
(กมธ.สวัสดิการสังคม พบชาวไทยที่ร้านอาหารไทย กรุงบูดาเปส สาธารณรัฐฮังการี)
---------------
ข้อมูลล้อมกรอบ
กลายเป็น “วัตรปฏิบัติ” ไปกันเสียแล้ว สำหรับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะ ระหว่างการปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในทุกครั้ง 
ใน 1 ปีงบประมาณ กมธ.จะได้รับการจัดสรรจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 5 ล้านบาทต่อคณะ
โดย กมธ.จะเป็นผู้บริหารเงินงบประมาณทั้งหมดเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกกันไว้ดูงานในประเทศแถบยุโรปที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวน 3 ล้านบาทต่อ 1 ทริป ขณะที่ส่วนที่เหลืออีก 2 ล้านบาทจะถูกนำไปใช้ในการดูงานในประเทศแถบเอเซีย
ทั้งนี้ การเดินทางดูงานของ กมธ.นั้น บุคคลที่มีสิทธิใช้เงินงบประมาณได้ ดังนี้
1.กมธ.ซึ่งใน 1 คณะจะมี กมธ.ประมาณ 15 คน 2.ที่ปรึกษา กมธ. ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมกมธ.ให้ร่วมคณะเดินทางไปด้วย ประมาณ 2 คนต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง และ 3.ข้าราชการประจำกมธ.ประมาณ 2 คนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและประสานงานให้ กมธ.
แต่หาก ส.ส.รายใด เป็น กมธ.มากกว่า 1 คณะ หรือเป็น กมธ. 2 คณะจะสามารถร่วมเดินทางไปดูงานได้ถึง 2 ครั้งต่อหนึ่งการปิดสมัยประชุม
สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณนั้นจะใช้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ซึ่ง ส.ส.จะมีตำแหน่งเทียบเท่ากับข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง หรือตำแหน่งระดับ 9
โดยอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวและค่าใช่จ่ายอื่น ในกรณีที่เบิกในลักษณะเหมาจ่ายนั้น จะสามารถเบิกได้ไม่เกิน 3,100 บาทต่อคน แต่ในกรณีที่ไม่ได้เลือกเบิกในลักษณะเหมาจ่ายให้เบิกค่าใช้จ่ายได้ดังนี้
1. ค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม รวมทั้งค่าภาษี และค่าบริการโรงแรม ภัตตาคาร หรือร้านค้าเรียกเก็บจากผู้เดินทางไปราชการ ทั้งนี้ ให้เบิกเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินวันละ 4,500 บาทต่อคน
2. ค่าทำความสะอาดเสื้อผ้า สำหรับระยะเวลาที่เกิน 7 วัน ให้เบิกเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินวันละ 500 บาทต่อคน
3. ค่าใช้สอยเบ็ดเตล็ด ให้เบิกในลักษณะเหมาจ่ายไม่เกินวันละ 500 บาทต่อคน
อัตราค่าเช่าที่พักจะแบ่งตามประเภทของประเทศที่เดินทางไปดูงาน โดยจะมีอัตราตั้งแต่ 4,400 -10,000 บาทต่อวัน แต่หากเป็นประเทศตามประเภท ง. ได้แก่ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส รัสเซีย สมาพันธรัฐสวิส และอิตาลี จะสามารถเบิกไม่เกิน 14,000 บาทต่อวัน ขณะที่ประเทศตามประเภท จ. อาทิ เบลเยียม สเปน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ โปรตุเกส และสิงคโปร์ สามารถเบิกได้ไม่เกินวันละ 12,500 บาท
นอกจากนี้ ยังมีค่าแต่งตัวสำหรับผู้เดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวในลักษณะเหมาจ่ายในอัตรา 45,000 บาท และ 32,000 บาท ตามประเทศที่เดินทางไป ดังนั้น ในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ 1 ครั้ง ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 150,000-200,000 บาทต่อราย
การดำเนินการทั้งหมด กมธ. จะใช้บริการของบริษัททัวร์เอกชน ซึ่งการว่าจ้างบริษัททัวร์เพื่อให้จัดโปรแกรมเดินทางไปดูงานต่างประเทศนั้นจะใช้บริษัททัวร์หน้าเดิมที่เคยว่าจ้างกันมาและได้รับการแนะนำจากกมธ.ในคณะ ทั้งนี้โครงการการศึกษาดูงานต่างประเทศจะต้องผ่านการอนุมัติจากประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน
ด้วยเงินงบประมาณจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่การเดินทางดูงานในต่างประเทศทุกครั้งจะถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าของเงินประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนจะต้องสูญเสียไปเพื่อเป็นการป้องกันสภาผู้แทนราษฎรให้รอดพ้นจาก “ข้อครหา” ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติหลายคนได้พยายามตั้ง “กฎเหล็ก” สำหรับ กมธ.ในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศขึ้น แต่ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เห็นได้ชัดเจนมีเพียง 2 สมัยคือ
สมัยที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร มีการจัดทำแนวทางการปฏิบัติในการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศของ กมธ.สามัญ สภาผู้แทนราษฎรขึ้น
โดยกำหนดให้ประธาน กมธ.คณะต่างๆ ต้องจัดทำโครงการศึกษาดูงาน และเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติ ไม่น้อยกว่า 30 วัน และแจ้งต่อกองคลังและพัสดุของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนการเดินทางไม่น้อยกว่า 15 วัน และจำนวนคนที่ไปจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน กมธ. ทั้งหมด
ขณะที่เจ้าหน้าที่ กมธ. และคณะทำงาน อาทิ ที่ปรึกษา ผู้ชำนาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจำ กมธ. สามารถร่วมเดินทางไปด้วยอีกฝ่ายละ 2 ราย ที่ปรึกษาอื่นไม่เกิน 5 คน ส.ส. ที่ไม่ได้เป็น กมธ. ในคณะนั้นจำนวนไม่เกิน 3 คน โดยที่ปรึกษาอื่นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
เมื่อเดินทางกลับมา กมธ. จะต้องส่งเงินที่เหลือคืนพร้อมเคลียร์ค่าใช้จ่ายภายใน 15 วัน และส่งรายงานให้กับคณะกรรมการตรวจสอบภายใน 30 วันหลังจากการเดินทาง ส่วนวิธีปฏิบัติด้านการเงินอื่นใด ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการโดยเคร่งครัด
และในสมัยของนายชัย ชิดชอบ ได้มีการเพิ่มเติมข้อกำหนดอีก 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ต้องมีหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล หรือหน่วยงานราชการในประเทศนั้น 2. เงื่อนเวลาในการเดินทางจะต้องเดินทางหลังจากปิดสมัยประชุมไปแล้ว และจะต้องเดินทางกลับมาให้ทันประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธและพฤหัสบดี และ 3. กมธ. ต้องมีการใช้งบประมาณอย่างประหยัด พร้อมกับการเสนอผลการศึกษาดูงานของกมธ.ต่อสภาผู้แทนราษฎร
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของ กมธ.สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรขึ้น เพื่อดูแลการเดินทางของ กมธ. ให้เป็นไปตามระเบียบด้วย ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีการตีกลับโครงการศึกษาดูงานของ กมธ. หลายคณะ เพื่อให้ไปดำเนินการจัดทำใหม่ตามระเบียบ จนเกิดความไม่พอใจขึ้นในบรรดาประธาน กมธ.
อย่างไรก็ตาม “ข้อกำหนด” ที่มีขึ้นเพื่อป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณได้ถูกยกเลิกลงในสมัยที่ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์”ขึ้นเป็นประมุขในฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้การเดินทางในสมัยดังกล่าวกมธ.สามารถใช้วิจารณญาณได้อย่างเป็นอิสระ
จนนำไปสู่การตั้งฉายาสภาผู้แทนราษฎรในปี 2555 ว่า เป็นสภา “จองล้าง จ้องผลาญ”.