PR
วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556
สภาแจกเบี้ยยังชีพถาวร1.5หมื่นต่อเดือนให้อดีตสมาชิก๓พันคน
รัฐสภาไทย แจกเบี้ยยังชีพแบบถาวร อดีตสมาชิกรัฐสภา เดือนละ 1.5 หมื่นบาท หลังระเบียบกองทุน ยังชีพสมาชิกรัฐสภาไทย มีผลบังคับใช้ ดีเดย์งวดแรก 31 ต.ค.นี้ มีเข้าข่าย กว่า 3 พันคน
วันที่ 29 ส.ค. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการส ภา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการจ่ายเบี้ยยังชีพ แก่อดีตสมาชิกรัฐสภาเดือนละ 15,000 บาท ตามระเบียบกองทุนเบี้ยยังชีพสมา ชิกรัฐสภาว่า ขอให้อดีตสมาชิกรัฐสภาไทย ที่มีอยู่กว่า 3 พันกว่าคน มาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ ในการรับเงินเบี้ยเลี้ยงยังชีพเ ดือนละ 15,000 บาทต่อเดือน ก่อนที่จะมีการจ่ายงวดแรกในวันท ี่ 31 ตุลาคมนี้
มิเช่นนั้น อาจเสียสิทธิ์ได้ โดยขณะนี้ มีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 300 คน จากที่เข้าข่ายกว่า 3 พันคนเศษ โดยแหล่งที่มาของกองทุนนี้ มาจากรัฐบาลและจากเงินเดือนของส มาชิกรัฐสภา ที่เดิมต้องเก็บเข้ากองทุนเดือน ละ 500 บาท แต่จะเริ่มเก็บเดือนละ 3,000 บาท ในเดือนตุลาคมนี้ จากสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งถือว่าไม่เกิน 5 % ของเงินเดือนทั้งหมด
โดยจากการสอบถาม กรรมการกองทุนท่านหนึ่ง ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดเงื่อนไ ข ที่จะจ่ายให้กับอดีตสมาชิก โดยจะจ่ายให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภ าตลอดชีพ ซึ่งในกรณีนี้ จะรวมถึงผู้ที่โดนตัดสิทธิ์ทางก ารเมือง 5 ปี เนื่องจากไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทาง การเมืองอย่างถาวร แต่ไม่รวมถึงผู้ที่ถูกถอดถอนออก จากตำแหน่ง
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภ าผู้แทนราษฎร จะมีการพิจารณาประเด็นสำคัญหลาย เรื่องในสัปดาห์หน้า ได้แก่การสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี การเล่นพนันในรัฐสภา อุปกรณ์ไอแพดที่แจกสมาชิกไม่ได้ มาตรฐาน การใช้ไอแพดดูรูปวาบหวิวในประชุ มสภา จนไปถึงการคุกคามสื่อมวลชนที่ถ่ ายรูปสมาชิกที่ใช้ไอแพดดูรูปวาบ หวิว ตามที่ประธานชมรมช่างภาพการเมือ งได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อประ ธานสภาผู้แทน ราษฎร
โดย: ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/ content/pol/366572
วันที่ 29 ส.ค. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการกิจการส
มิเช่นนั้น อาจเสียสิทธิ์ได้ โดยขณะนี้ มีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 300 คน จากที่เข้าข่ายกว่า 3 พันคนเศษ โดยแหล่งที่มาของกองทุนนี้ มาจากรัฐบาลและจากเงินเดือนของส
โดยจากการสอบถาม กรรมการกองทุนท่านหนึ่ง ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดเงื่อนไ
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภ
โดย: ไทยรัฐออนไลน์ http://www.thairath.co.th/
ข้าพเจ้ามีความฝัน / มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนีย
วาทะจุดประกาย: ข้าพเจ้ามีความฝัน / มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนีย
Published by Prachatai Radio on Sun, 11/18/2012 - 22:14
"I have a dream that my four little children will one day live in a nation where they will not be judged by the color of their skin but by the content of their character."
"ข้าพเจ้ามีความฝัน" ว่าในวันหนึ่ง ลูกเล็กๆ ของข้าพเจ้าทั้งสี่ จะอาศัยอยู่ในประเทศ ที่เขาจะไม่ถูกตัดสินด้วยสีผิวของเขา แต่ให้เขาถูกตัดสินด้วยเนื้อหาในความเป็นตัวตนของเขา"
--- มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนีย (Martin Luther King Jr.), 28 ส.ค. 1963
--- มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนีย (Martin Luther King Jr.), 28 ส.ค. 1963
รุ่งอรุณแห่งปัญญา
แล้วครูคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ได้โปรดกล่าวแก่เราถึง...การสอน
และท่านพูดว่า ไม่มีมนุษย์ใดอาจเปิดเผยสิ่งใดแ ก่เธอได้ นอกจากสิ่งที่ได้นอนซบเซาอยู่ก่ อนแล้ว
ในขณะรุ่งอรุณแห่งปัญญาของเธอเอ ง
ครูผู้ยืนอยู่ภายใต้ร่มเงาโบสถ์
ในท่ามกลางสานุศิษย์ มิได้ให้ปัญญาของท่าน แต่ให้ความเชื่อมั่นและความรักแ ก่ศิษย์
ถ้าท่านเป็นปราชญ์อย่างแท้จริงแ ล้ว ท่านจะไม่นำเธอก้าวล่วงเข้าสู่เ คหาสน์แห่งปัญญาของท่าน
แต่จะนำเธอไปสู่แทบธรณีแห่งดวงจ ิตของเธอเอง
นักดาราศาสตร์อาจกล่าวให้เธอฟัง ถึงความเข้าใจของเขาต่อท้องฟ้า แต่เขาก็ไม่อาจหยิบยกความเข้าใจ อันนั้นให้แก่เธอได้
นักดนตรีอาจร้องทำนองเพลงทั้งหล าย อันมีอยู่ในห้วงเวหาให้เธอฟัง แต่เขาก็ไม่อาจให้โสตอันสดับจับ ทำนอง หรือสำเนียงอันร้องสะท้อนรับทำน องนั้นแก่เธอได้
ผู้ชำนาญทางคณิตศาสตร์อาจบอกเธอ ถึงมาตรการวัด และระบบการชั่งวัดทั้งหมดแก่เธอ
แต่เขาก็ไม่อาจนำเธอก้าวเลยไปจา กนั้น
เพราะว่าการเห็นของบุคคลหนึ่ง
ไม่อาจให้ปีกแก่บุคคลอื่นขอยืมไ ด้
และดังเช่นที่เธอแต่ละคนยืนโดดเ ดี่ยว
อยู่ในปัญญาของพระเป็นเจ้า
ก็จำเป็นที่เธอแต่ละคนจะต้องยืน อยู่เฉพาะตน
ในขณะเมื่อมีปัญญาหยั่งรู้ถึงพร ะองค์
และในปัญญาหยั่งรู้พื้นพิภพ
ปรัชญาชีวิต (The Prophet)
ประพันธ์โดย คาลิล ยิบราน (Khalil Gibran, 1923)
แปลและเรียบเรียงโดย ระวี ภาวิไล (2504)
ขอบคุณที่มา http:// www.siamintelligence.com/ teaching-philosophy-on-khalil-g ibran/
เลือก ศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ เป็นตุลาการศาล รธน.แทน"วสันต์"
คณะกรรมการสรรหา ตุลาการศาล รธน. มีมติ 4 ใน 5 เสียง เลือก ศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ เป็นตุลาการศาล รธน. หลังถกร่วม 4 ชั่วโมงลงมติ 8 ครั้ง
ดร.ทวีเกียรติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ โดยเป็นการประชุมเลือกตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญประเภทผู้ทรงคุณวุ ฒิสาขานิติศาสตร์ โดยจากนี้จะส่งมติให้วุฒิสภาให้ ความเห็นชอบต่อไป
การประชุมใช้วิธีการลงมติลับ จากรายชื่อผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 9 คน หลังมีการเปิดรับสมัครกันไปเมื่ อ 6-13 สิงหาคมที่ผ่านมา
สำหรับนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อายุ 60 ปี แกนนำกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ที่ชูธงต้านผูกขาดอำนาจทางการเม ือง-สังคมเบ็ดเสร็จ ประกาศจุดยืนเชิดชู คุณค่าสถาบันกษัตริย์ ขจัดเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ลบล้างความเชื่อสูตรสำเร็จ “ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง”
วุฒิการศีกษา: ประถมศึกษาปีที่ ๑-มัธยมศึกษาปีที่ ๕ ณ.โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทย าลัย นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาอาญา) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เนติบัณฑิตไทย, Master of Law (LL.M., University of Pennsylvania) ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงทา งกฎหมายอาญา (D.E.A. de sciences criminelles) และปริญญาเอกเกียรตินิยมทางกฎหม ายอาญา (Doctorat en droit pe′nal mention tre′s honorable, I′Universite de Nancy II)
รัฐบาลเอาระเบิดใส่มือลิง
รัฐบาลเอาระเบิดใส่มือลิง
“สิ่งประเทศตะวันตกกำลังทำกับซี เรียและพี่น้องมุสลิม เป็นอันตรายมาก เหมือนมีระเบิดอยู่ในมือลิง” เป็นวลีเด็ดของนาย ดีมิตรี โรกาซิน รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวถึงสิ่งปร ะเทศตะวันตกนำโดยอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จ่อจะถล่มซีเรียเพื่อลงโทษฝ่ายป ระธานาธิบดี บาซาร์ อัล อัสซาด โทษฐานที่ใช้อาวุธเคมีฆ่าทำลายล ้างประชาชนเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา
โฆษกประจำทำเนียบขาวแถลงว่า “มีหลักฐานแน่ชัดว่า รัฐบาลซีเรีย ใช้อาวุธเคมีฆ่าทำลายล้างประชาช น” อเมริกาพร้อมจะแฉหลักฐานทั้งหมด ให้ชาวโลกได้ทราบถึงความเลวร้าย ของการใช้อาวุธเคมี ทางด้านรัฐบาลซีเรียก็ออกมาตอบโ ต้ว่า อเมริกาโกหกอยู่ในกมลสันดาน พิสูจน์ได้จากการโกหกว่ามีอาวุธ เคมี มีอาวุธนิวเคลียร์ ในอีรักเพื่อเป็นข้ออ้างในการทำ ลายล้างพี่น้องมุสลิม
รัสเซียผู้หนุนหลังนายอัสซาดกล่ าวว่า พันธมิตรตะวันตก ไม่ควรด่วนสรุปว่าใครเป็นผู้อยู ่เบื้องหลังการโจมตีด้วยอาวุธเค มีครั้งใหญ่นี้ จนกว่าจะมีหลักฐานแน่ชัดจากยูเอ ็น ในการสนทนาโทรศัพท์สายตรงกับนาย เดวิด คาเมรอน ผู้นำอังกฤษ ประธานาธิบดี วลาดีเมียร์ ปูติน ยังเตือนว่าหากกลุ่มพันธมิตรตะว ันตก บุ่มบ่ามแทรกแซงทางทหารในซีเรีย ก่อนที่จะได้หลักฐานแน่ชัดจากยู เอ็น ก็จะพบกับ “ผลลัพธ์เหนือความคาดหมาย” เป็นที่ทราบกันดีว่ารัสเซียกับจ ีนซึ่งเป็น 2 ใน 5 สมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติใช้สิทธิ์ยับยั้ ง ( วีโต้ ) มติของที่ประชุมเมื่อต้องการคว่ ำบาตรหรือประณามรัฐบาลซีเรียแทบ ทุกครั้ง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกร ุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเคมีขอ งสหประชาชาติ สามารถเดินทางเข้าไปยังจุดที่เก ิดการโจมตีด้วยอาวุธเคมีเมื่อสั ปดาห์ก่อน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 ศพได้แล้ว หลังถูกสไนเปอร์ลึกลับดักซุ่มยิ ง นายฟาร์ฮัน ฮัค โฆษกยูเอ็น แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า คณะผู้ตรวจสอบด้านอาวุธเคมีของย ูเอ็น 8 คน นำโดยนายอาเค เซลสตรอม สามารถเดินทางเข้าไปยังเมืองโมอ าดามิเยต อัล-ชาม ชานกรุงดามัสกัส ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผล กระทบจากอาวุธเคมีเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 1,300 ศพได้แล้ว โดยทีมงานกระจายกำลังกันเก็บตัว อย่าง รวมถึงพูดคุยกับผู้ป่วย และคณะแพทย์ที่ดูแลบางส่วนอย่าง ใกล้ชิด
ในขณะที่รอผลรายงานอย่างเป็นทาง การจากคณะผู้ตรวจสอบการใช้อาวุธ เคมีของยูเอน สงครามน้ำลายก็เกิดขึ้นระหว่างฝ ่ายต่อต้านกับรัฐบาลซีเรีย ระหว่างรัสเซียกับอเมริกาและพัน ธมิตรตะวันตก ทำให้เห็นว่า สงครามกลางเมืองในซีเรีย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในแล้วนั บแสนๆคน มีผู้พลัดถิ่นผู้ลี้ภัยสงครามไป ยังประเทศเพื่อนบ้านหลายล้านคนน ั้น ผู้สูญเสียอย่างแท้จริงคือซีเรี ย แต่ผู้ที่ราดน้ำมันเข้ากองเพลิง ทำลายล้างชาติเผ่าพันธุ์ซีเรีย คือ บรรดามหาอำนาจต่างๆที่ให้ท้ายหน ุนหลังทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายต่อต้าน
อังกฤษบอกว่า ไม่อาจนิ่งดูดายต่อการใช้อาวุธส งครามอันเลวร้ายประชาชนซีเรียได ้ ฝรั่งเศสบอกว่าผู้กระทำความผิดใ ช้อาวุธเคมีอันชั่วร้ายต้องได้ร ับการลงโทษ อเมริกาบอกว่ามีหลักฐานว่าฝ่ายร ัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีฆ่าประช าชน รัฐบาลซีเรียด่ากลับว่าอเมริกาโ กหกหลอกลวงตลอดเวลา ดูเรื่องโกหกว่ามีอาวุธเคมี มีอาวุธนิวเคลียร์ในอีรักเป็นตั วอย่างซิ รัสเซียบอกอย่ากล่าวใครโดยไม่มี หลักฐาน
แต่วลีเด็ดที่ถูกใจคือ คำพูดของรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ที่ว่า “สิ่งที่ตะวันตกกำลังกระทำต่อซี เรียเป็นอันตรายมากเหมือนมีระเบ ิดอยู่ในมือลิง” วลีเด็ดประโยคนี้ใช้ได้กับประเท ศที่มีเผด็จการพลเรือนอย่างไทยแ ลนด์ ซึ่งกำลังทำให้ประเทศไทยเป็นรัฐ ตำรวจ
รัฐบาลใช้ตำรวจปราบปรามประชาชน ปรามปรามทำร้ายเข่นฆ่าฝ่ายผู้ที ่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งเป็นอันตรายมาก เหมือนมีระเบิดอยู่ในมือลิง เพราะสันดานของตำรวจมักใช้อำนาจ ใช้ความโหดร้ายเกินขอบเขต เหมือนกับยุคทมิฬอัศวินแหวนเพชร ยุคที่ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย ์ตำรวจทำไม่ได้ ยุคที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลถูกสังห ารไปถึง 27 คน รัฐบาลนี้กำลังให้ระเบิดอยู่มือ ลิงอีกครั้งหนึ่ง เห็นได้จากการปรามปรามทำร้ายผู้ ชุมชุมทางการเมืองที่เรียกกันว่ าม็อบเสธฯอ้าย การใช้ตำรวจสี่หมื่นนายปิดถนน ปิดล้อมสภาปิดล้อมทำเนียบในวันท ี่สภาผู้แทนฯพิจารณากฎหมายนิรโท ษกรรม การส่งกำลังตำรวจปราบจลาจลเข้าค ุ้มกันประธานสภา การตายอย่างมีเงื่อนงำของนายเอก ยุทธ์ อัญชันบุตร และ ล่าสุดลิงที่มีระเบิดอยู่ในมือก ำลังจะทำให้ประเทศไทยเกิดสงคราม กลางเมือง ซึ่งมีทีท่าจะเริ่มขึ้นที่สี่แย กบ้านตูล หนองหงษ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ลิงที่มีระเบิดอยู่ในมือสร้างเง ื่อนไขขัดแย้ง สร้างความตึงเครียตขึ้นมา จากการใช้อำนาจอันเหี้ยมโหดบ้าค ลั่ง เข้าทำร้ายประชาชนที่มาชุมนุมเร ียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่อ งราคายางพาราตกต่ำ แต่ลิงที่ถือระเบิดอยู่ในมือ กลับมองเป็นเรื่องการเมือง กล่าวหาประชาชนว่าเป็นกลุ่มหน้า กากขาว วางแผนล้มล้างรัฐบาล ใช้กำลังป่าเถื่อนเข้ากลุ่มรุมท ำร้าย จนทำให้เหตุการณ์บานปลาย กลายเป็นความตึงเครียดโกรธแค้น ขยายตัวกว้างขวางออกไปจากการชุม อย่างสงบเพียงจุดเดียว เป็นปิดเส้นทางรถยนต์ ปิดทางเดินรถรถไฟ
ด้วยความจงใจที่จะลงโทษทำร้ายคน ใต้ เพราะเป็นภาคเดียวของประเทศที่ป ฏิเสธระบอบทักษิณอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด แทนที่จะเจรจากันด้วยเหตุด้วยผล รัฐบาลยั่วยุสาดน้ำมันเข้ากองเพ ลิง เพิ่มความโกรธแค้นให้กับประชาชน โดยส่งคนไร้ราคาอย่างนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แรมบ้าแห่งอีสานเป็นตัวแทนรัฐบา ลไปเจรจากับผู้ชุมนุม ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า แรมบ้าคนนี้เป็นที่เกลียดชังของ คนใต้ เพราะพฤติกรรมชั่วทรามที่มันด่า ประณาม และขู่จะแขวนคอประธานองค์มนตรี พล.เอกเปรม ติณสุลานนท์ และ ความชั่วร้ายของมันที่ถืออาวุธส งครามขึ้นมาโชว์ในการชุมนุมคนเส ื้อแดง
นอกจากการกระทำที่เป็นการดูหมิ่ น เยาะเย้ยผู้ชุมนุม ด้วยการส่งจำเลยคดีก่อการร้ายไป เป็นตัวแทนรัฐบาลในการเจรจาแล้ว รัฐบาลยังยั่วยุโดยการส่งกำลังเ ข้าโอบล้อมผู้ชุมนุม แจกใบปลิวโจมตีผู้ชุมนุม ส่งกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าไปสร้าง ความแตกแยกในหมู่ผู้ชุมนุม ให้ผู้ว่าฯซึ่งเคยใช้อำนาจอย่าง บ้าคลั่งสั่งให้ตำรวจสลายฝูงชน รวมทั้งขอหมายศาลจับกุมผู้ชุมนุ ม
การยั่วยุให้เกิดความรุนแรงของน ักการเมืองฟากรัฐบาลออกมาเป็นระ บบ นายกรัฐมนตรีแทนที่จะให้เหตุผลใ นการเจราจา กลับออกมาให้ข้อมูลที่เหมือนกับ การยั่วยุว่า ผู้ชุมนุมชาวสวนยางพารา “ขอหนักไป” คำอธิบายของนายกฯอ้างว่า ต้องอิงราคาตลาดโลก ต้องให้เป็นไปตามกลไกตลาด “และที่สำคัญปริมาณการส่งออกของ เรามีน้อย ไม่มีอำนาจต่อรองราคาในตลาดโลก” นายกพูดออกมาโดยไม่รู้ตามประสาข องเธอ หรือเธอแกล้งยั่วยุ เพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ประเทศไทยส่งยางออกเป็นอันดับหน ึ่งของโลกมาตลอดเวลาสิบกว่าปี ส่งออกมากกว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนามกว่า 31 เปอร์เซ็นต์ของยางพาราที่เข้าสู ่ตลาดโลกไปจากประเทศไทย
รัฐบาลอ้างกลไกตลาด อ้างราคาตลาด ราวกับลืมไปว่า ตัวเองรับซื้อข้าวจากชาวนาแพงกว ่าราคาในตลาดโลกกว่าห้าสิบเปอร์ เซ็นต์ รัฐบาลใช้เงินกับโครงการจำนำข้า วที่อ้างว่าพื่อช่วยเหลือชาวนาไ ปกว่าหกแสนล้านบาท แต่เงินตกถึงมือเกษตรกรจริงๆไม่ กี่แสนล้าน ข้าวที่ซื้อมาเก็บไว้ล้นโกดังกว ่าสิบแปดล้านตัน กลายเป็นข้าวเน่า ข้าวเสียก็มาก แต่ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้เงินแทรกแซงราคายางเพื ่อช่วยเหลือชาวสวนยาง เพียงสองหมื่นล้านบาท ซื้อข้าวมาตุนไว้มีแต่รอวันเน่า วันเสีย ยางพาราไม่มีวันเสีย แต่รัฐบาลไม่ยอมแทรกแซงซื้อมาเก ็บกักไว้ เพื่อเก็งราคาตลาด
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเห็นรัฐบาลมีสองมาตรฐาน กลั่นแกล้งทำร้ายประชาชนชาวใต้แ ละเกษตรกรที่ปลูกยางพารา ด้วยความตั้งใจจะลงโทษที่คนใต้ไ ม่เลือกพรรคเพื่อไทย โดยการเอาระเบิดไปใส่ในมือลิง
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพึงสังวรไว้ค ือ ความรุนแรง การใช้กำลังปราบปรามอันเหี้ยมโห ด รังแต่จะทำให้สถานการณ์บานปลายก ลายเป็นสงครามกลางเมืองยากที่จะ แก้ไข เหตุการณ์ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส กับการยิงอาวุธหนักเข้าถล่มมัสย ิสครือเซะในปี 2547 น่าจะเป็นบทเรียนแก่รัฐบาลได้ดี ว่าการการกำลังปราบปราบ การเอาระเบิดไปไว้ในมือลิง มีแต่จะสร้างโกรธแค้น และทำให้ปัญหาบานปลายไปจนไม่สาม ารถแก้ไขได้ ลองย้อนกลับไปดูการปรามปรามผู้ต ้องสงสัยว่า เป็นแนวร่วมให้กับพรรคคอมมิวนิส ต์แห่งประเทศไทย ที่จังหวัดพัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ด้วยการจับใส่เฮลิคอปเตอร์แล้วโ ยนในภูเขา เผาในถังแดงเมื่อสี่สิบปีก่อน ซึ่งเป็นบทเรียนได้ว่า “ยิ่งกดยิ่งเกิด ยิ่งปราบยิ่งมาก”
การกระทำต่อเกษตรกรชาวสวนยางพาร าครั้งนี้ ยังไม่แน่ว่าจะจบลงอย่างไร แต่ทำนายได้ว่ารัฐบาลจะได้บทเรี ยนอันสาสม จากการเอาระเบิดไปใส่ในมือลิง
แนวหน้า
“สิ่งประเทศตะวันตกกำลังทำกับซี
โฆษกประจำทำเนียบขาวแถลงว่า “มีหลักฐานแน่ชัดว่า รัฐบาลซีเรีย ใช้อาวุธเคมีฆ่าทำลายล้างประชาช
รัสเซียผู้หนุนหลังนายอัสซาดกล่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกร
ในขณะที่รอผลรายงานอย่างเป็นทาง
อังกฤษบอกว่า ไม่อาจนิ่งดูดายต่อการใช้อาวุธส
แต่วลีเด็ดที่ถูกใจคือ คำพูดของรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย
รัฐบาลใช้ตำรวจปราบปรามประชาชน ปรามปรามทำร้ายเข่นฆ่าฝ่ายผู้ที
ลิงที่มีระเบิดอยู่ในมือสร้างเง
ด้วยความจงใจที่จะลงโทษทำร้ายคน
นอกจากการกระทำที่เป็นการดูหมิ่
การยั่วยุให้เกิดความรุนแรงของน
รัฐบาลอ้างกลไกตลาด อ้างราคาตลาด ราวกับลืมไปว่า ตัวเองรับซื้อข้าวจากชาวนาแพงกว
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเห็นรัฐบาลมีสองมาตรฐาน กลั่นแกล้งทำร้ายประชาชนชาวใต้แ
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลพึงสังวรไว้ค
การกระทำต่อเกษตรกรชาวสวนยางพาร
แนวหน้า
เมื่อ "กำนันอดีตพูโล" พูดถึง "บีอาร์เอ็น"
เขียนวันที่
วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม 2556 เวลา 07:36 น.
เขียนโดย
ไพศาล เสาเกลียว
ที่มา อิสรา
Printแม้เหตุผลของการตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนอย่าง "บีอาร์เอ็น" ของวัยรุ่นที่ชายแดนใต้ในปัจจุบันจะถูกบอกเล่าผ่านสื่อมาแล้วหลายครั้ง แต่เรื่องราวลักษณะนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่เสมอ
Printแม้เหตุผลของการตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนอย่าง "บีอาร์เอ็น" ของวัยรุ่นที่ชายแดนใต้ในปัจจุบันจะถูกบอกเล่าผ่านสื่อมาแล้วหลายครั้ง แต่เรื่องราวลักษณะนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่เสมอ
เพราะด้านหนึ่งย่อมเป็นดั่งกระจกสะท้อนให้ "รัฐบาลไทย" ทราบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เหตุใดผู้คนจำนวนไม่น้อยถึงยอมเสี่ยงตาย ยอมลำบาก เพื่อต่อสู้รับใช้อุดมการณ์หรือความเชื่อแบบนั้น
และยิ่งเป็นประสบการณ์ของคนที่ผ่านยุคสมัยแห่งการต่อสู้ รวมทั้งเฝ้ามองสถานการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่าง มาหามะ เจ๊ะแหม กำนัน ต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเข้าร่วมกับขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนนาม "พูโล" ขณะที่ปัจจุบันเขากลับใจมาอยู่ข้างรัฐ พร้อมประกาศต่อสู้กับขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนทุกรูปแบบด้วยแล้ว...เรื่องราวของเขายิ่งน่าสนใจ
"ผมเคยเป็นทหารเกณฑ์มาก่อน เมื่อปลดประจำการณ์ก็กลับมาทำสวนกับครอบครัวที่บ้านกาเด็ง ต.กาลิซา ทำสวนได้ไม่นาน แกนนำพูโลระดับพื้นที่รายหนึ่งก็ชักชวนเข้าร่วมอุดมการณ์ ช่วงนั้นผมยังเป็นวัยรุ่น มีความอยากรู้อยากเห็น จึงตัดสินใจเข้าร่วม เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อให้เพื่อนๆ ในกลุ่มยกย่องสรรเสริญ ไปไหนมาไหนก็สามารถเบ่งได้"
มาหามะ เล่าว่า เมื่อเข้าร่วมกับขบวนการฯแล้ว หัวหน้ากลุ่มได้สอนให้มีแนวคิดเรื่องรัฐปาตานี ปลุกจิตใจให้มีความรู้สึกต้องแย่งชิงแผ่นดินจากรัฐไทยกลับมาให้ได้ พร้อมทั้งให้ฝึกอาวุธเพื่อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ
"ผมเคลื่อนไหวในแถบ อ.แว้ง จ.นราธิวาส เคยลอบยิงตำรวจ ทหารมาแล้วหลายราย วิธีการก่อเหตุก็มีลักษณะคล้ายๆ กับแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบในปัจจุบัน"
แต่แล้วการต่อสู้ของ มาหามะ ก็มาถึงจุดเปลี่ยน...
"หลังจากผมใช้ชีวิตกับขบวนการนานกว่า 6 ปี ผมก็คิดว่านี่มันไม่ใช่ เพราะชีวิตผมช่วงนั้นต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ บางวันไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ ชีวิตในขณะนั้นลำบากมากๆ ถูกทางการประกาศไล่ล่า ต้องหลบหนีอยู่ตลอดเวลา จึงรู้สึกว่าเข้าร่วมขบวนการแล้วไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเรา แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ"
"กระทั่งวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสำนึกผิด คือเขาสั่งให้ผมไปยิงชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธและไม่มีทางต่อสู้ ผมก็ลงมือทำตามคำสั่ง แต่มารู้ทีหลังว่าเป้าหมายเป็นผู้บริสุทธิ์ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมเสียใจมาก และตำหนิตนเองว่าทำไปได้อย่างไรทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเราเลย จากนั้นเมื่อมีคำสั่ง 66/23 (คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23) ให้ผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐวางอาวุธเพื่อเข้าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ผมจึงตัดสินใจออกจากป่าเพื่อมอบตัว"
ไม่ใช่แค่ล้างมือจากขบวนการฯเท่านั้น แต่ภายหลังออกจากป่า มาหามะ ได้เบนเข็มเข้าสู่การเมืองระดับท้องถิ่น กระทั่งได้ดำรงตำแหน่ง กำนัน ต.กาลิซา ซ้ำยังประกาศจุดยืนว่าจะต่อสู้กับขบวนการฯทุกรูปแบบด้วย
"หลังจากมอบตัวผมได้ประกาศจุดยืนว่าถ้ากลุ่มแนวร่วมแบ่งแยกดินแดนมาก่อเหตุหรือผ่านตำบลที่ผมอาศัยอยู่ ผมจะขอสู้กับขบวนการฯจนสุดชีวิต"
อดีตสมาชิกพูโล ยังกล่าวถึงกลุ่มบีอาร์เอ็นซึ่งเป็นขบวนการหลักที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐบาลไทยอยู่ในปัจจุบันว่า ในอดีตบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มเล็กๆ และไม่ค่อยมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพูโลเท่าใดนัก เพราะมีแนวคิดแตกต่างกันหลายอย่าง แต่สำหรับปัจจุบันดูเหมือนทั้ง 2 กลุ่มจะมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น
"ฮัสซัน ตอยิบ (แกนนำคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายบีอาร์เอ็น) สมัยก่อนแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ปัจจุบันกลับมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงรู้สึกงงๆว่าทำไมต้องไปเจรจากับ ฮัสซัน ตอยิบ ด้วย ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มีหลายมิติ แต่ผมไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะมีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง"
เขากล่าวอีกว่า แนวร่วมบีอาร์เอ็นในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนอง อยากรู้อยากเห็น จึงเข้าร่วมกับขบวนการฯ ยิ่งใครทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้ก็จะได้รับการยอมรับนับถือจากกลุ่มวัยรุ่นด้วยกัน ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนพูดถึง
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นเข้าร่วมขบวนการฯคือเรื่องยาเสพติด โดยขบวนการฯจะนำมาเป็นตัวล่อเพื่อดึงเยาวชนให้จำยอมเข้าร่วม
"ประเด็นนี้ทำให้ผมคิดประกาศปราบยาเสพติดทุกชนิด โดยจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจปัสสาวะวัยรุ่นทุกคนในตำบล หากพบว่าปัสสาวะสีม่วง หรือมีสารเสพติดในร่างกายก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปบำบัดทันที"
เขายังเสนอว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะปกป้องไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นเข้าร่วมขบวนการฯ คือสถาบันครอบครัว โดยพ่อแม่ต้องเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่หลงผิดเข้าไปร่วมกับขบวนการฯ
"ที่กาลิซาทุกวันนี้ประชาชนทุกกลุ่มร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา และชาวบ้านทุกครัวเรือน เราได้ร่วมกันประกาศต่อสู้กับขบวนการก่อความไม่สงบ พวกเรารู้ดีว่าต้องยืนหยัด เพราะลุกขึ้นสู้แล้วจะถอยไม่ได้ ถ้าวันไหนเราถอยแค่ก้าวเดียววันนั้นเราจะพบกับความพ่ายแพ้ทันที"
"ผมเคยถูกแนวร่วมก่อความไม่สงบดักยิงมาแล้วครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นคือผมเข้าไปห้ามคนที่จะเข้าร่วมกับขบวนการฯ ซึ่งเขาเป็นคนในตำบลใกล้เคียง ผมบอกว่าอย่าไปยุ่งเลย แต่เขาก็ไม่เชื่อ ผมจึงท้าว่าถ้าเข้าไปยุ่งเรามายิงกันเลยดีกว่า พอพูดจบผมก็ขับรถกลับบ้าน ปรากฏว่าระหว่างทางก็ถูกดักยิงจนได้รับบาดเจ็บที่แขน จังหวะนั้นผมชักปืนยิงสู้จนแนวร่วมล่าถอย ถ้าวันนั้นผมไม่สู้ป่านนี้คงตายไปแล้ว"
มาหามะ กล่าวด้วยว่า ชาวบ้าน ต.กาลิซา ร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยทุกหมู่บ้านจะจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ขึ้นมา ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเดือนละ 20,000 บาท และเงินทั้งหมดจะมอบให้ชุด ชรบ.ไปบริหารจัดการกันเอง นำไปซื้อกาแฟหรืออาหารต่างๆ มากินร่วมกัน และจะมีการประชุมหารือกันแทบทุกเดือน เวลาประชุมจะมีชาวบ้านในตำบลแทบทุกหลังคาเรือน ซึ่งมีอยู่กว่า 1 พันคนเข้าร่วม
"ผมเคยบอกกับผู้ใหญ่บ้านใน ต.กาลิซา ทุกหมู่บ้าน และ ชรบ.ทุกคนว่าใครแก้ปัญหาในหมู่บ้านไม่ได้ หรือปล่อยให้มีแนวร่วมเคลื่อนไหวในหมู่บ้านก็ควรเขียนใบลาออกจากตำแหน่ง เพราะยังมีอีกหลายคนที่เขาพร้อมจะทำหน้าที่และแก้ปัญหา"
ท้ายสุดอดีตสมาชิกพูโลซึ่งปัจจุบันเป็นกำนัน ต.กาลิซา ได้ฝากข้อความไปถึงแนวร่วมก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวก่อเหตุรุนแรงอยู่ในพื้นที่ว่า ขอให้เปลี่ยนใจกลับมาร่วมพัฒนาหมู่บ้านเหมือนคนอื่นๆ ดีกว่า เพราะนั่นคือหนทางสู่สันติภาพที่ดีที่สุด!
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บรรยายภาพ : มาหามะ เจ๊ะแหม ในเครื่องแบบกำนันเต็มยศ
วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ปูด "ส" คนทำสื่อดาวเทียมหอบ20ล.หนุนม็อบยาง
3 ส.ส.แดงจวก ปชป. โหนกระแสม็อบยางถล่มรัฐ บี้หยุดแทรกแซงชุมนุม ปูด คนทำสื่อดาวเทียมอักษรย่อ "ส." หอบ 20 ล้าน ร่วมกับ นักการเมือง "ส." หนุนม็อบ
ที่รัฐสภา นายก่อแก้ว พิกุลทอง พร้อมด้วย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงเรียกร้องถึงพรรคประ ชาธิปัตย์อย่านำการเมืองเข้าสู่ การชุมนุม เรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรชาวสวน ยางพาราที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช
โดย นายก่อแก้ว กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยางพาราบางส่วนรับข ้อเสนอของรัฐบาลที่จะประกันราคา ยางพาราอยู่ ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม แต่ชาวสวนยางบางส่วนไม่ยอมรับแล ะจะปิดถนนเพิ่ม ทั้งที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา ซึ่งจะนำมาเทียบกับการแก้ปัญหาร าคาข้าวไม่ได้ เนื่องจากยางพาราไม่ใช่สินค้าพร ีเมียม สร้างความแตกต่างของสินค้าไม่ได ้ จึงกำหนดราคาตลาดโลกเองไม่ได้ ตนก็เป็นลูกชาวสวนยางคนหนึ่งคิด ว่าราคา 80 บาท ต่อกิโลกรัมอยู่ได้สบายๆ
ด้านนายวิภูแถลง กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ อ.ชะอวด พบว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการใช ้ม็อบสวนยางโค่นรัฐบาล เห็นได้จากการที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง นายวิทยา แก้วภราดัย และนายอภิชาต การิกาญจน์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ขึ้นเวทีปราศรัยประกาศว่าอยู่เบ ื้องหน้าการชุมนุมครั้งนี้ ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง รัฐบาลจึงกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ดูแลสถานการณ์อย่าให้มีมือที ่ 3 เพราะหากเลือดตกยางออกมีคนเสียช ีวิตก็จะเข้าทางพรรคประชาธิปัตย ์ จึงขอให้พรรคประชาธิปัตย์หยุดพฤ ติกรรมดังกล่าวอย่าให้การเมืองเ ข้าไปแทรกการชุมนุมไม่เช่นนั้นจ ะจบลำบาก และทราบว่ามีการขนคนจากจังหวัดอ ื่นมาร่วมชุมนุม
ขณะที่นายวรชัย กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเดินแผนล้มรั ฐบาลก็เดินไปแต่อย่าขวางรัฐบาลช ่วยเหลือ ประชาชน ซึ่งขณะนี้มีคนทำสื่อดาวเทียมอั กษรย่อ “ส.” หอบเงิน 20 ล้าน ร่วมกับนักการเมือง “ส.” ในการชุมนุมของทางภาคใต้ ซึ่งอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมในสภาปฏิรูปการเมือง ใช้สภาแก้ปัญหาดีกว่าออกมาสู้นอ กสภา
"อาลัย..วิสรรชนีย์ นาคร - จิราภรณ์ เจริญเดช"
วันที่ 27 สิงหาคม 2556 19:23
"อาลัย..วิสรรชนีย์ นาคร - จิราภรณ์ เจริญเดช"
โดย : นิรันศักดิ์ บุญจันทร์
จิราภรณ์ เจริญเดช อดีตบรรณาธิการเซ็คชั่นจุดประกาย
เมื่อปีที่แล้วมีโอกาสไปเยี่ยม "วิสรรชนีย์ นาคร" ที่โรงพยาบาลท่าโรงช้าง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสถานที่รักษาตัวเธอ นับตั้งแต่ย้ายจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ โดยในวันนั้นผมได้ชวนคุณ"เตือนใจ ดีเทศน์"ไปเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจเธอด้วย
แม้ว่าวิสรรชนีย์ จะไม่สามารถพูดคุยกับผมและคุณเตือนใจ ดีเทศน์ได้ แต่ก็สามารถจะสื่อสารกันได้ด้วยการกระพริบตาส่งสัญญาณให้ญาติคนหนึ่งที่เฝ้าดูแลเธอเขียนเป็นข้อความบอกความหมายให้รับรู้ได้ ในวันนั้นคุณเตือนใจ ดีเทศน์ทำพิธีสวดมนต์ให้กับวิสรรชนีย์พร้อมทั้งชวนพูดคุย เท่าที่ผมสังเกตุดูแล้ว เธอเหมือนจะตื่นเต้นดีใจ ที่จู่ๆก็มีคนโผล่เข้าไปเยี่ยมสองคน โดยไม่ได้นัดหมายหรือบอกให้รู้ล่วงหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วเราทั้งสองคนก็ไม่รู้หรอกว่าโรงพยาบาลนี้อยู่ที่ไหน แต่บังเอิ๊ญบังเอิญเจอคุณพี่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนในท้องที่และเคยทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย เรื่องยากจึงกลายเป็นเรื่องง่าย
ถ้าจะบอกว่าการไปในครั้งนั้นเป็นการพบปะพูดคุยกับวิสรรชนีย์ครั้งสุดท้ายก็ย่อมได้ เพราะนับตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเธออีกเลย ได้แต่ติดตามข่าวคราวจากเพื่อนร่วมงานในกองจุดประกาย และเพื่อนนักเขียนต่างจังหวัดที่อยู่แถวๆ ภาคใต้เท่านั้น
จนกระทั่งในวันที่ 27 ส.ค.56 ก็ทราบว่า"วิสรรชนีย์ นาคร" จากไปอย่างสงบแล้ว ในช่วงเวลาบ่ายสองโมงที่ ร.พ.ท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นการจากไปชั่วนิรันดร์หลังจากที่ต้องเผชิญกับโรคเซลล์เสื่อม จนไม่สามารถจะขยับร่างกายได้นานร่วมๆ 5 ปี จะเคลื่อนไหวได้ก็มีเพียงการกระพริบตาเท่านั้น
"วิสรรชนีย์ นาคร" หรือ "จิราภรณ์ เจริญเดช" มีชื่อเล่นว่า "อ้น" แต่สำหรับเพื่อนนักเขียนร่วมยุคสมัยด้วยกันแล้วจะเรียกเธอ "วิสรรชนีย์" มากกว่า เป็นนักเขียนหญิงที่ร่วมก่อตั้งกลุ่ม "นาคร" ในยุคแรกๆ
"วิสรรชนีย์ นาคร" ถือได้ว่าเป็นนักเขียนหญิงที่มีความสามารถอีกคนหนึ่งในยุคนั้น เพราะเขียนหนังสือได้หลายรูปแบบ ทั้งเรื่องสั้น บทกวี สกู๊ปพิเศษ และเขียนบทสัมภาษณ์ นอกจากนี้แล้วเธอยังเป็นนักข่าวหญิงไฟแรงในยุคนั้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เธอเป็นนักข่าวประจำที่หนังสือมาตุภูมิสมัยที่อยู่ใกล้กับตีนสะพานวันชาติ หรือใกล้กับร้านข้าวต้มเจ๊อ๋า แถวๆวัดตรีทศเทพ วิสุทธกษัตริย์นั่นแหละ ซึ่งหนังสือพิมพ์มาตุภูมิในยุคนั้นมีนักข่าวนักเขียนหนุ่มไฟแรงหลายคนประจำอยู่ที่นี่ เช่น สำราญ รอดเพชร และ คมทวน คันธนู รวมทั้งนักข่าวหญิงที่ชื่อวิสรรชนีย์ นาครด้วย
จำได้ว่า มีงานเขียนบทความของเธอชิ้นหนึ่งที่ทำเอาหนังสือพิมพ์มาตุภูมิที่เธอทำอยู่ต้องเดือดร้อน เพราะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์งานหนึ่งเกี่ยวกับทหารกล้าที่พลีชีพในสนามรบนั่นเอง แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี แม้งานข่าวช่วงนั้นของเธอจะลดความร้อนแรงบ้างก็ตาม
ในบรรดาเพื่อนนักเขียนที่สนิทคุ้นเคยกับวิสรรชนีย์อีกคนหนึ่งก็คือ โดม วุฒิชัย เหตุที่นักเขียนยุคนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะมีจุดพบปะกันนั่นแหละ โดยเฉพาะสำนักงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ เพราะเป็นยุคที่ไม่มีอีเมลใช้อย่างทุกวันนี้ จะส่งต้นฉบับก็ส่งได้ทางไปรษณีย์ หรือไม่ก็ต้องถือต้นฉบับไปส่งถึงสำนักงานเท่านั้น
ด้วยเหตุนั้นแหละ ตามสำนักงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆ จึงกลายเป็นแหล่งพบปะของนักเขียนไปโดยปริยาย และที่แห่งหนึ่งก็คือสำนักงานนิตยสารหนุ่มสาวของพี่กรณ์ ไกรลาศ หรือปกรณ์ พงศ์วราภา ซึ่งนับเป็นนิตยสารคุณภาพ และเป็นแหล่งตีพิมพ์เรื่องสั้น,เรื่องแปล,บทกวี และสกู๊ปพิเศษของนักเขียนมือฉมังที่สร้างผลงานเข้มข้น มีนักเขียนหนุ่มเดินเข้าออกแทบทุกวัน และนักเขียนหนุ่มคนหนึ่งก็คือ โดม วุฒิชัย ที่ทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการแห่งนี้ด้วย
เพื่อนนักเขียนร่วมยุคสมัยเดียวกันกับ "วิสรรชนีย์ นาคร"นั้น จะรู้จักกันด้วยการอ่านผลงานของกันและกันเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะมาสนิทสนมกันในเวลาต่อมา ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีโอกาสพูดคุยกันเวลามาพบหน้าค่าตาตามสำนักงานนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆนั่นแหละ
“วิสรรชนีย์ นาคร” เป็นนครศรีธรรมราช จบปริญญาโท สาขาวารสารศาสตร์ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ และศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ระดับปริญญาเอก สาขาสื่อสารมวลชน แต่ก็ต้องหยุดเมื่อล้มป่วย
เริ่มมีผลงานปรากฏให้เห็นราวๆ ปี 2519 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหตุการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนแรง ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้นักเขียนหนุ่มสาวตามรั้วมหาวิทยาลัย และกลุ่มวรรณกรรมตามภาคต่างๆ มีผลงานปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอีกยุคหนึ่งที่บรรดานักเขียนหนุ่มสาวสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนภาพการเมืองเผด็จการและวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างเผ็ดร้อน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมชาติ โดยนักศึกษาถูกล้อมฆ่าจนเสียชีวิตจำนวนมาก และถูกคณะปฎิวัติยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ผลงานเขียนของคนหนุ่มสาวชะงักงันไปชั่วคราว และหันไปทำงานด้านอื่นๆ เช่นเดียวกับวิสรรชนีย์ ซึ่งเธอเข้าทำงานอยู่ตามนิตยสารต่างๆหลายแห่ง เช่น จีเอ็ม,ไฮคลาส,กรวิก รวมทั้งนิตยสารลลนายุคหลังสุด นอกจากนี้ยังเขียนงานสารคดี เรื่องสั้นและนวนิยายด้วย...และในช่วงก่อนที่วิสรรชนีย์ นาครจะล้มป่วยนั้น เธอเป็นบรรณาธิการและผู้พิมพ์ผู้โฆษณาเซคชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
สำหรับพิธีศพ "วิสรรชนีย์ นาคร" นั้น ตั้งศพอยู่ที่วัดหน้าพระบรมธาตุ ศาลาจตุคาม (ศาลาแรก) ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม กำหนดวันฌาปนกิจ วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม เวลา 16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 081-958-7345 (คุณแม้ว) ณ เมรุวัดหน้าพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช
จากเพื่อนถึงเพื่อน...ขอให้เพื่อนจงเดินทางสู่ดินแดนแห่งความสุขอันนิรันดร์ที่วิจิตรตระการตาและจงอยู่ท่ามกลางนางฟ้าที่งดงาม!
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556
บทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างความเป็น "ประชาคมอาเซียน"
2013-08-26 18:02:52 cri
ธงอาเซียน
กวี จงกิจถาวร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) สื่อมวลชนและคอลัมน์นิสอิสระ ให้สัมภาษณ์พิเศษ กับสถานีวิทยุ ซีอาร์ไอ เกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการสร้างประชาคมอาเซียน ที่ชาติสมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อ อาเซียน ภายในปีค.ศ. 2015 นั่นก็หมายถึงว่า มีเวลาเหลืออยู่อีกเพียงไม่ถึงสองปี
กวีเห็นว่า ประชาคมอาเซียน แม้จะมีความร่วมมือในมิติต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคมแล้ว แต่ก็ไม่อาจรวมกันได้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์ หากสื่อมวลชนของประเทศต่างๆ ยังไม่มีความร่วมมือหรือมีความเข้าใจในบทบาทและสถานะของอาเซียนได้อย่างถ่องแท้
" อาจพูดได้ว่า ตอนนี้ แม้สื่อในอาเซียนจะมีเสรีภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในอดีต โดยเฉพาะในพม่าที่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่ในภาพรวมก็ถือว่ายังน้อย การเป็นประชาคมอาเซียน สื่อมวลชนต้องมีความร่วมมือกันก่อน ถ้าสื่อไม่เขียนถึงการเป็นอาเซียน สังคมก็จะไม่เข้าใจ ถ้าเราย้อนดูการรวมกลุ่มสหภาพยุโรป จะเห็นว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากดังนั้น จากนี้ไปประเทศต่างๆต้องอาศัยสื่อมากขึ้นในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ต่อคนในชาติ"
นอกเหนือจากประเด็นการสร้างความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนแขนงต่างๆในประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอแล้ว เมื่อลงรายละเอียดถึงสื่อมวลชนในประเทศไทย กวีเห็นว่า ยังมีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่สะท้อนว่ายังมีข้อจำกัดในการทำหน้าที่ นั่นคือ ตัวของนักข่าวและบก.ยังไม่มีความเข้าใจมากเพียงพอต่อความเป็นไปของประเทศในอาเซียน ทั้งในแง่ ประวัติศาสตร์ ความมั่นคง ด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ส่วนใหญ่เวลาเขียนจะมองแต่มุมเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ในทางปฏิบัติมีความร่วมมือที่กว้างขวางมากกว่านั้น ซึ่งอาเซียนจะอยู่ได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่ยังมีความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมและการเมืองด้วย โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานของการสร้างความมั่นคงให้กับอาเซียน คนในชาติต่างๆต้องมีความเข้าใจ สามารถชื่นชมในอัตลักษณ์และความแตกต่างระหว่างกันได้ แต่ในเวลานี้ภาพของอาเซียน ยังไม่ได้มีสิ่งที่ร่วมกันเพียงพอ เรามีแต่ธงและเพลงอาเซียนเท่านั้นที่พอจะเป็นสัญลักษณ์ได้ซึ่งก็ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เแต่เรายังไม่มีอัตลักษณ์ร่วมของอาเซียน เรายังไม่มีสิ่งร่วมอื่น เช่น พาสปอร์ต หรือวีซ่าแบบเช็งเกนของยุโรป หรือสกุลเงินร่วม
กวีเห็นว่า ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาสื่อมวลชนไทย มีการนำเสนอข่าวคราวอาเซียน แต่มักจะเน้นเรื่องกระแสเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนอีกด้านจะเน้นความน่ากลัวของการรวมเป็นอาเซียน ในเชิงว่า ไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันหรือไม่ อย่างไร อีกด้านหนึ่งการเป็นการสร้างความเข้าใจผิดว่า ไทยจะตามหลังชาติอื่นเพราะพูดอังกฤษไม่คล่อง กลายเป็นว่า การเตรียมความพร้อมสู่อาเซียน คือการรณรงค์ ให้ความสำคัญกับการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งในข้อเท็จจริง มีรายละเอียดด้านอื่นๆอีกมากกว่านั้น
" เวลารายงานจะเป็น ไทยได้อะไรจากอาเซียน ลาว สิงคโปร์จะได้อะไรจากอาเซียนฯลฯ แต่ไม่ได้รายงานในมุมว่า อาเชียน ในการเป็นองค์กรร่วม จะเป็นอย่างไรในภาพรวมจากนี้ไป หรือแต่ละประเทศจะต้องเสียสละอะไรเพื่อให้ความเป็นอาเซียนมั่นคงได้มากขึ้นประชาคมอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ ถ้าสื่อยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากเพียง พอ ไม่ได้หยิบยกสาระแท้ๆ ของอาเซียนมานำเสนอ การรวมของยุโรป แต่ละประเทศต้องเฉือนอธิปไตยของตนเพื่อเพิ่มอำนาจกำลังต่อรองในนามสหภาพยุโรป แต่ในอาเซียน ไม่มีทาง... แต่ละประเทศ ไม่ยอม ยังยืนยันที่จะสงวนประโยชน์ตัวเองให้มากที่สุด ดังนั้น สื่อมีหน้าที่จะต้องนำเสนอเนื้อหาต่างๆให้รอบด้านมากที่สุด"
กวีเห็นว่า จากนี้ไป ความหมายของประเทศ ที่วัดด้วยพรมแดนทางภูมิศาสตร์ จะลดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นในประเทศหนึ่งของอาเซียน จะเป็นเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ได้รับผลกระทบด้วย ไม่อาจแยกส่วน แบบโดดเดี่ยวได้อีกต่อไปนี่จึงเป็นสิ่งท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
" เขตแดนประเทศคือ คนที่อยู่ข้างหน้าเรา ข้างหลังและข้างๆ เรา แต่ไม่ใช่พรมแดนอีกต่อไป ถ้าเราไม่เข้าใจเขา เราก็ไม่สามารถสานความสัมพันธ์ได้ราบรื่นต่อไปคนที่อยู่ข้างหน้าเรา อาจเป็นมาเลเซีย อาจเป็นลาว อาจเป็นพม่า กัมพูชา คำถามคือ เราเข้าใจทำความเข้าใจพวกเขาได้มากน้อยแค่ไหน "
ประธานซีป้ายังเห็นว่า ขณะนี้ รัฐบาลไทยมีสิ่งท้าทายใหม่ในการดำเนินนโยบายภายใต้กรอบอาเซียน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับจีน ญี่ปุ่น เดิมเราให้ความสำคัญกับสหรัฐมาก แต่ขณะนี้ สถานการณ์ในเวทีโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ญี่ปุ่นเริ่มทวีความสำคัญมากขึ้น ยิ่งเมื่อมีปัจจัยเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ และความร่วมมือแบบทวิภาคีมาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งทำให้การกำหนดนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนมากขึ้น ไทยจะวางบทบาทอย่างไรระหว่าง จีนกับญี่ปุ่น เพราะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งเขาเห็นว่า นโยบายของรัฐบาลไทยในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังไม่ดีเพียงพอ เพราะ ยังไม่สามารถช่วงชิงบทบาทนำผลประโยชน์มาให้ชาติได้เต็มที่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศในเวลานี้
"น่าเสียดายที่ตอนนี้ ไทยไม่ได้มีบทบาทนำในอาเซียนเหมือนอดีต 46 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว ก่อนหน้านี้เรามีบทบาทสำคัญหลายเรื่อง ทั้งความร่วมมือด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศของไทยเอง แต่สภาพที่เราเป็นอยู่ขณะนี้ ก็ยังมีโอกาส ในฐานะประเทศผู้ประสานงานอาเซียน ซึ่งเหลือเวลาอีก 20 เดือน ที่เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะไทยมีความสัมพันธ์แบบทวิภาคีที่ดีที่สุดกับจีนในเวลานี้"
กวีเห็นว่า ไทยต้องวางแนวทางสองบทบาทคือ ในความเป็นประเทศไทย และอีกบทบาทคือหนึ่งในสมาชิกอาเซียน เพราะต่อไปประชาคมอาเซียนจะถูกอ้างอิงเป็นหนึ่งเดียวที่มีประชากร 630 ล้านคน (แม้ในทางปฏิบัติอาจไม่เป็นอย่างนั้น)
ด้วยเหตุนี้ สื่อมวลชน ในฐานะหนึ่งในสถาบันหลักของสังคม ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เท่าทันและติดตามความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหวในทุกมิติของสถานการณ์โลก เพื่อสามารถรายงานข้อมูลข่าวสารได้อย่าง ลึก รอบด้าน และทำให้ประชาชนผู้รับข่าวสารได้รับประโยชน์สูงสุด และจะเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อม นำพาประเทศ ก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างสมภาคภูมิ...ในที่สุด
โสภิต หวังวิวัฒนา เรียบเรียง
สิ้นแล้ว “วิสรรชนีย์ นาคร” นักเขียนสาวมากฝีมือจากไปในวันคล้ายวันเกิด
|
| ||||
|
ออกหมายจับ15แกนนำม็อบสวนยางนครฯ
ขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งทีมเชี่ยวชาญการบริหารเห ตุการณ์วิกฤต, หน่วยบินตำรวจ และฝ่ายเทคโนฯ ไปสนับสนุนการปฎิบัติ ณ พื้นที่เกิดเหตุแล้ว โดยเบื้องต้น ศาล จว. นครศรีธรรมราช ได้ออกหมายจับแกนนำก่อเหตุรุนแร ง 6 คน ได้แก่
1. นายชญานิน คงลัง
2. นายก้องเกียรติ ชูทอง
3. นายสมภาษณ์ ขวัญทอง
4. นายสัมมิตร จุ้ยปลอด
5. นายประภาส ภักดีรัตน์
6. นางวนิดา แก้วมณี
ข้อหา กระทำการใดๆให้ทางสาธารณะอยู่ใน ลักษณะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก ่จราจร ป.อาญา ม.229 จำคุก ไม่เกิน 3 ปี/ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อวันที่ 23 ส.ค. จับกุม จำนวน 9 คน ได้แก่
1. นายพีรพงศ์ วิชัยดิษฐ์
2. นายภิญโญ หมื่นจร
3. นายบัญชา ณ พัทลุง
4. นายกิตติวดี ขุนทอง
5. นายสมโภชน์ กำเนิดรักษา
6. นายสำราญ คงสวัสดิ์
7. นายสากล อินทระ
8. นายสมสุข กำเนิดรักษา
9. นายสมเกียรติ ทองเสน
ในข้อหา “ร่วมกันปิดกั้นทางหลวง หรือ นำสิ่งใดมาขวางหรือวางไว้บนทางห ลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหร ือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล” ตาม พรบ.ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 39 รับโทษตาม ม. 71 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
1. นายชญานิน คงลัง
2. นายก้องเกียรติ ชูทอง
3. นายสมภาษณ์ ขวัญทอง
4. นายสัมมิตร จุ้ยปลอด
5. นายประภาส ภักดีรัตน์
6. นางวนิดา แก้วมณี
ข้อหา กระทำการใดๆให้ทางสาธารณะอยู่ใน
1. นายพีรพงศ์ วิชัยดิษฐ์
2. นายภิญโญ หมื่นจร
3. นายบัญชา ณ พัทลุง
4. นายกิตติวดี ขุนทอง
5. นายสมโภชน์ กำเนิดรักษา
6. นายสำราญ คงสวัสดิ์
7. นายสากล อินทระ
8. นายสมสุข กำเนิดรักษา
9. นายสมเกียรติ ทองเสน
ในข้อหา “ร่วมกันปิดกั้นทางหลวง หรือ นำสิ่งใดมาขวางหรือวางไว้บนทางห
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



