PR

@@ในความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ที่ปรากฎเป็น"ข่าว"และ"ไม่เป็นข่าว"พยายามสแกนย่นย่อมานำเสนอและเป็นไว้เป็นฐานข้อมูลสังเคราะห์สถานการณ์ ที่นี่ "ข่าวที่ไม่เป็นข่าว"

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

คลิป How Thai tycoon Thaksin bought his way to power





Buying The Way To Power - Thai telecommunications businessman is accused of corruption and vote-buying in an attempt to become the next Prime Minister.

For downloads and more information visit:
http://www.journeyman.tv/9385/short-f...

9 January 2001

We tell the story of the billionaire who bought the top job.
His landslide victory in last year's election followed a lavish campaign and proven vote-buying.

Thaksin Shinawtra, whose Thai Rak Thai party won an unprecedented majority in Saturday's elections, now faces allegations of vote-buying. In a secretly filmed conversation, we hear how villagers were offered money in exchange for their ID cards and signing up for Thaksin's new party. Turn up for a political rally and get a free T-shirt - and a 100 Baht note thrown in as a sweetener... Enough to feed an average family for a few days. For months the richest man in Thailand waged a lavish campaign featuring fireworks and laser shows. But Thaksin's pyrotechnic pitch for the Prime Ministership could blow up in his face. He is also accused of breaching Thailand's new constitution by stashing millions of dollars behind the names of his household staff. "If found guilty he will be banned from any political position for five years", says a Counter Corruption official. We reveal a system of ingrained corruption where the media and the police are bought off. But with the stock market rallying, could Thaksin's financial acumen assure a turnaround in the Thai economy?

Produced by ABC Australia. Ref - 899

Journeyman Pictures is your independent source for the world's most powerful films, exploring the burning issues of today. We represent stories from the world's top producers, with brand new content coming in all the time. On our channel you'll find outstanding and controversial journalism covering any global subject you can imagine wanting to know about.

ผบช.น. ยืนยันต้องการข้อมูลมือปาบึ้มใส่กปปส.จาก ผบ.ทบ.


ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่าตำรวจอยากได้ข้อมูลผู้บัญชาการทหารบก เกี่ยวกับมือปาระเบิดใส่เวทีชุมนุมกปปส.ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมยอมรับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานยาก หากการ์ดยังไม่ให้ความร่วมมือในการตั้งจุดตรวจร่วม

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีปาระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ถนนบรรทัดทอง และคดีปาระเบิดใส่เวทีชุมนุมกปปส.ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า ในส่วนคดีที่อนุสาวรีย์ชัยฯ มีกระแสว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) มีข้อมูลเกี่ยวกับมือระเบิด ขอยืนยันว่าตำรวจอยากได้ข้อมูลนั้น เพื่อจะได้สาวต่อถึงตัวคนร้ายได้ แต่ในส่วนของตำรวจชุดสืบสวนกำลังเดินหน้าทำงานอยู่ และมีประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามามาก ซึ่งทุกข้อมูลตำรวจจะทำการตรวจพิสูจน์ทราบ ทั้งหมด

ผบช.น. กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีที่ ส.ต.รชต วงศ์ยอด ที่ออกมาให้ข่าวตามคลิปวีดีโอว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดนั้น ขอบอกเลยว่า ไม่รู้จักบุคคลนี้ และไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ตอนนี้ทั้ง 2 คดี มีความคืบหน้าไปตามแผนการสืบสวนที่วางไว้ และกำชับทุกครั้งว่าตำรวจพยายามป้องกันไม่ให้มีเหตุเกิดขึ้นอีก แต่การ์ดยังไม่ให้ความร่วมมือมากนักในการตั้งจุดตรวจร่วมกันจะมีเพียงแค่ที่ เวที กปสส.อนุสาวรีย์ชัยฯ เท่านั้นที่ตำรวจทำงานร่วมได้ แต่ก็ยังพยายามเจรจาอยู่

‪#‎สปริงนิวส์‬


จากหมอถึงหมอกรณีเสื้อกาวน์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ!?




ที่อยากรู้คือว่า แพทย์กลุ่มนี้ พวกเขาอยู่ไหน? เมื่อเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 53 ที่เกิดกรณี คนเสื้อแดงโดนสลายและตายไปเกือบร้อย เจ็บกว่าสองพัน ทำไม ไม่ออกมาเรียกร้อง หรือ เรียกหา ความรับผิดชอบ ของรัฐบาล ณ เวลานั้น เหมือนที่พวกเขา กำลังทำอยู่วันนี้  
หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ ได้สัมภาษณ์นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล แพทย์ที่มีบทบาทเคลื่อวไหวสนับสนุนประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่องในกรณีที่มีกลุ่มแพทย์ออกมารวมตัวเคลื่อนไหวร่วมกับม็อบกปปส.อย่างเปิดเผยในช่วงเวลานี้ ถึงขั้นจัดแคมเปญสวมเสื้อกาวน์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ..

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล

Q:เห็นกลุ่มแพทย์ออกมาเดินขบวนตามสุเทพแล้วคิดเห็นอย่างไร?

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ :คือ แพทย์มาเดินขบวนตามสุเทพ สำหรับผม ไม่แปลกนะครับ ก็เหมือนคนกลุ่มอาชึพต่างๆ ที่เห็นด้วย กับสุเทพก็ออกมา 

แต่ที่แปลกใจและตกใจคือ พวกเขา นัดกัน ใส่เสื้อกาวน์ ใส่ชุดทำงาน บางคนใส่ชุดผ่าตัดด้วย อันนี้ น่าแปลกมาก ที่คนกลุ่มนี้ ใช้ ความเป็นวิชาชีพแพทย์ แสดงจุดยืนทางการเมือง 

พวกเขาคิดอะไร ทำไมต้องแสดงถึงขนาดนี้ หรือพวกเขาคิดว่า ทำแบบนี้แล้ว สิ่งที่ สุเทพ และคณะคิดจะทำ จะได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น พวกเขากำลังใช้ความเป็นแพทย์มาเป็นจุดขายความคิดทางการเมืองไหม  

และรวมถึงกลุ่มคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์8 สถาบันด้วย ผมเห็นว่า พวกเขากำลังดึง สถาบัน มาสู่สนามความขัดแย้ง ด้วยหลักการเดียวกัน คือใช้สถาบันมาเป็นเครื่องมือ มาเป็นจุดขาย 

แล้วที่อยากรู้คือว่า แพทย์กลุ่มนี้ ทั้งในฐานะส่วนตัว และฐานะสถาบัน พวกเขาอยู่ไหน? เมื่อเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 53 ที่เกิดกรณี คนเสื้อแดงโดนสลายและตายไปเกือบร้อย เจ็บกว่าสองพัน  

เพราะในฐานะแพทย์ ที่ทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และ ทั้งรับรู้และเข้าใจปัญหาต่างๆได้มากมาย  และแสดงออกทางการเมืองมากขนาดนี้ พวกเขาคิดอย่างไร ต่อ ความตาย การบาดเจ็บของคนเสื้อแดง แล้วทำไม ไม่ออกมาเรียกร้อง หรือ เรียกหา ความรับผิดชอบ ของรัฐบาล ณ เวลานั้น เหมือนที่พวกเขา กำลังทำอยู่วันนี้  

มันทำให้ผมทำใจลำบาก ที่จะให้เครดิต ต่ออะไรก็ตาม ที่แพทย์เหล่านี้ จะออกมาเรียกร้อง บนฐานะที่เอา ความเป็นแพทย์ และสถาบันทางการแพทย์มาเสนอ

Q:ทำไมแพทย์จึงเป็นข้าราชการเพียงกระทรวงเดียว(นับจากปลัดกระทรวง)ที่เข้าร่วมมือสุเทพไล่รัฐบาลนายแพทย์พงษ์ศักดิ์: ผมว่า คงมีคำอธิบายได้หลากหลายมุม แต่สำหรับผม ผมขออธิบายว่า มันเป็นภาพสะท้อน ของปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างดี 

หมายถึงว่า เราต่างรู้กันอยู่ว่า ปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตอนนี้ พื้นฐานเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ระหว่างกลุ่มพลังต่างๆ 

พวกแพทย์นี่ ที่จริงก็คือตัวแทนของกลุ่มผู้ได้เปรียบ เป็นชนชั้นนำ เป็นเครือข่ายระบบอำมาตย์ จึงอธิบายได้ว่า แพทย์ส่วนหนึ่ง คิดเห็นทางการเมืองแบบไหน แต่ที่แพทย์พวกนี้ กล้าออกมาเปิดหน้าชัดๆขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะความเป็นลักษณะเฉพาะของวิชาชีพนะครับ ที่พวกหมอๆมักคิดว่าตัวเองเก่ง มีอัตตาสูง และเป็นอิสระในการทำงานมากระดับหนึ่ง แม้อยู่ในระบบราชการก็ตาม และพวกเขา โดยเฉพาะระดับนำ คงคิดและสรุปกันแล้วว่า ต้องทุ่ม ต้องทำให้เต็มที่ ที่จะหยุดการเมืองให้ได้

ส่วนตัวแล้ว ผมยินดีเลยนะครับ ที่หมอกล้าแสดงออกทางการเมือง แต่ต้องไม่พ่วงความเป็นแพทย์ออกมาเป็นจุดขาย อย่างที่เขาทำๆกัน 

และสำหรับเรื่อง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกมานี่ ผมเห็นว่า แกน่าจะแมนๆกว่านี้นะครับ คือกระโดดออกมาเลยตั้งแต่ พรรคประชาธิปัตย์ทำม็อบที่สามเสน หรือ ตอนนี้ ก็น่าจะแสดงสปิริต ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวง ให้เป็นตัวอย่างไปเลย 

Q:แพทย์ควรมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไรนายแพทย์พงษ์ศักดิ์:วิชาชีพแพทย์ ถูกสอน ถูกฝึก ให้คิดและทำงาน แบบวิทยาศาสตร์ มีเหตุ มีผล มีงานวิชาการ รองรับ และการทำงาน ให้ยึดผู้ป่วยเป็นหลัก 

และที่สำคัญ ที่ผมยึดถือคือ ให้รักษาผู้ป่วยแบบเสมือนเป็นญาติเราเอง ถามตัวเองว่า ถ้าคนไข้คนนี้ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูกเรา เราจะรักษาเขาแบบนี้ไหม ถ้าทำ ก็แสดงว่า จุดยืนและการทำงาน เรายังเดินต่อไปได้

พอมาเรื่องการเมือง แพทย์จะมีความรัก ความเกลียดใคร ไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ข้อสรุปของตนเอง อธิบายได้แบบหลักการที่ตนเองใช้ทำงานในวิชาชีพแพทย์ คือเป็นเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญ คือยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก 

ผมคงไม่อาจเอื้อม ไปบอกว่า แพทย์ควรมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร แต่สำหรับผม ผมใช้หลักการข้างต้นครับ และดูว่า จุดยืนทางการเมืองผม ต้องสอดคล้องและเอื้อประโยชน์แก่คนยากคนจนผู้ด้อยโอกาสในสังคม และเป็นไปตามทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย เห็นคุณค่าของทุกคน เท่าเทียมกันในทางการเมือง ง่ายๆแค่นี้ครับ

Q:แพทย์ในอดีตได้ชื่อว่ามีอุดมการณ์ข้างประชาชนผู้ยากไร้ 

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์: ครับ ผมเองโดยส่วนตัว มีความภาคภูมิใจในวิชาชีพแพทย์มากที่สุด ก็คือช่วงการออกไปทำงาน รพ.อำเภอ และทำให้ผมซาบซึ้ง กับคำว่า "รับใช้ประชา คือปลายทางเรา ที่เล่าเรียน" 

และช่วงเวลานั้น "แพทย์ชนบท" ถือได้ว่า ได้สร้างคุณูปการต่อการพัฒนาชนบทอย่างมาก และดูเหมือน 
จะเป็นกลุ่มที่ มีแนวคิด สาย เสรีนิยมมาก

ผมจึงถือว่า อุดมการณ์ " หมอชนบท" ที่ผมมีส่วนร่วมเล็กๆ นั้นยิ่งใหญ่มาก 

จนมาถึงช่วงความขัดแย้งทางการเมือง ที่องค์กรอย่าง " ชมรมแพทย์ชนบท" จะด้วยเหตุใดก็ตาม ได้ลากเอา "แพทย์ชนบท"มามีบทบาทที่ชัดเจนว่า ยืนอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก ในความคิดผม 

เพราะคนที่เป็นแพทย์ ทำงานที่รพ.อำเภอ กลับถูกองค์กรนำ ที่ชื่อ "ชมรมแพทย์ชนบท" ลากเข้าไป ยืนคนละข้างกับ ความคิด ความคาดหวัง ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

แต่ทั้งนี้ ผมยังเชื่อว่า ต่อให้ "แพทย์ชนบท" วันนี้ จะถูกกระทำโดยผู้นำ ของ "ชมรมแพทย์ชนบท"ทำให้ดูเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ อุดมการณ์ของแพทย์ที่เป็น หมอชนบท จริงๆ นั้นมีอยู่มากมาย 

หมอชนบท ที่มองเห็น ชาวบ้าน ว่าเป็นคน มีสิทธิ มีเสียงเท่าเทียมกัน ยังมีอยู่มากมาย เพราะถ้า ไม่เป็นแบบนี้ เราก็คงสิ้นหวัง ครับ

Q:ในฐานะแพทย์ด้วยกัน อยากฝากอะไรถึงวงการแพทย์บ้าง

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์:ผมไม่มีไรมาก ครับ แค่อยากฝากถึงแพทย์ ด้วยกันว่า 

1. แพทย์ที่ออกมาเคลื่อนไหว ขอปฎิรูป ก่อนเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลว่า การเมืองไทยแย่มากๆ นักการเมืองโกงกิน ผมมีคำถามถึง ท่านๆ สองข้อนะครับ

ข้อแรก สำหรับหมอที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐบาลทั้งหลาย รพ.รร.แพทย์และรพ.ต่างจังหวัด ทั่วประเทศ ผมขอถาม ท่านผอก.ว่า รพ.ที่ท่านบริหารอยู่ ได้รับเงินพิเศษ จากบริษัทยา  บริษัทขายเครื่องมือและวัสดุการแพทย์ ที่เราเรียกติดปากกันว่า " เงินสวัสดิการ" เป็นกี่เปอร์เซนต์ของยอดการสั่งซื้อ ปีละกี่ล้าน เงินก้อนนี้แน่นอน ไม่เข้าบัญชีปกติ แล้วเงินไปไหน ไปใช้อะไร เกิดประโยชน์กับประชาชนไหม เข้ากระเป๋าผอก.เท่าไร?? 

ข้อสอง ขอถาม แพทย์ทุกท่าน ในทุกตำแหน่งของรพ.รัฐบาล ทั้ง ผอก. และแพทย์ประจำ ที่ออกมาไล่รัฐบาล ว่า ในรอบห้าปี ที่ผ่านมา ที่ท่านเดินทางไปเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ขอถามว่า ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมหรูๆ ค่าอาหารดีๆ บริษัทยาหรือเครื่องมือแพทย์ ออกค่าใช้จ่ายให้ท่านกี่ครั้ง หรือ ถ้าให้ผมเดา คงทุกครั้งที่ไป ถูกต้องหรือไม่

สุดท้ายจริงๆคือ อยากบอกว่า การทำงานของแพทย์ ต้องได้รับความไว้วางใจ จากผู้ป่วย เป็นสำคัญที่สุด การที่แพทย์ ตัดสินใจ ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง โดยเอา ความเป็นแพทย์ มาผูกติด ผมเห็นว่า แพทย์กำลัง ทำลาย ศรัทธา ความเชื่อถือ ที่คนไข้และสังคม มีให้ต่อแพทย์ 

ที่มา :http://thaienews.blogspot.com/2014/01/blog-post_7097.html

ไม่มีอำนาจให้กอดแล้ว


วงค์ ตาวัน

แม้จะมีการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลอย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ยังคงยืนอยู่ได้ นั่นคือ การยึดในหลักกฎหมายและประชาธิปไตย

เมื่อเห็นว่า ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ยอมรับรัฐบาลนี้แล้ว ก็ตัดสินใจยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่ ใน วันที่ 2 ก.พ.

นี่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยโดยปกติ

คือคืนอำนาจให้กับประชาชนเจ้าของประเทศทั่ว ทุกคน หรือพูดให้แคบลง ก็คือคืนอำนาจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 48 ล้านคน

แล้วก็ปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ภายหลังเลือกตั้ง

ดังนั้น ที่มีการตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงดื้อด้าน กอดอำนาจไม่ปล่อย

คำตอบมีอยู่ง่ายๆ ว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจไว้ให้กอดอีกแล้ว!

ตอนนี้คืนให้ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไปแล้ว ด้วยการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่

ที่เรียกร้องให้คืนอำนาจกับประชาชนที่เคลื่อนไหวประท้วง จึงไม่อาจทำได้

และหากทำเช่นนั้นจริง จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ อันขัดแย้งและเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย ที่มีอยู่

เพราะที่รัฐบาลคืนอำนาจไปแล้วผ่านการเลือกตั้ง คือคืนให้กับผู้มีสิทธิ์ 48 ล้านคน

โดยตอนนี้คนไทยในต่างแดนราว 1.4 แสนคน ได้ทยอยกันใช้อำนาจในมือในการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วด้วย!

ถ้าหากรัฐบาลตัดสินใจใหม่ ยอมตามที่มีเสียงเรียกร้องจากฝ่ายหนึ่ง

ก็คือยอมเลื่อนเลือกตั้งหรือยุติการเลือกตั้ง รวมทั้งยอมลาออก

นั่นเท่ากับอำนาจที่คืนให้คน 48 ล้านก็จะถูกดึงคืนมา แล้วมอบให้กับกลุ่มที่เคลื่อนไหวในขณะนี้

ผลที่ตามมาชัดเจน มีการอธิบายขั้นตอน เอาไว้แล้ว นั่นคือ จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหลายปี เพื่อปฏิรูปการเมืองก่อน

ที่เขาเรียกว่าเว้นวรรคประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย การเลือกตั้ง นายกฯจากการเลือกตั้ง ที่อุตส่าห์ต่อสู้กันมายาวนาน กว่าจะได้มา

จู่ๆ จะมาหยุดนิ่ง ถูกจับแช่แข็งได้อย่างไร

ทั้งหลายทั้งปวง จึงเกิดพลังฝ่ายที่หวงแหนสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง

ออกมาจุดเทียน ปล่อยลูกโป่ง ติดริบบิ้นขาว เขียนไปรษณียบัตร เพื่อยืนยันว่าต้องมี 2 ก.พ.

การยึดกฎกติกาและประชาธิปไตย เป็นหลักสำคัญให้สังคมดำรงอยู่ได้!
28

ความเคลื่อนไหวผิดปกติทางทหาร ผบ.ทบ.สั่งหน่วยที่เคยก่อรัฐประหารซ้อมรบในราบ11เริ่ม21มกราคมนี้


โดย นายทหารฝ่ายประชาธิปไตย

"ผบ.ทบ.เขาคงคิดว่ารุ่นพี่ๆกินหญ้า และพลเรือนไม่รู้เรื่องการทหาร จึงทำเช่นนี้"นายทหารยศพลเอกคนหนึ่ง กล่าวถึงการ"เคลื่้อนไหวทางทหาร"ที่จับสัญญาณได้ว่า "ผิดปกติ" พร้อมกับเตือนว่า "เลิกเอากองทัพเข้าไปยุ่งกับการเมือง"

ทั้งนี้มีความเคลื่อนไหวทางทหารที่บรรดาแวดวงนายทหารระดับสูงในกองทัพถือว่า"เคลื่อนไหวผิดปกติ" เมื่อกองทัพบก โดย ศปก.ทบ. สั่งการให้ พล.ม.2 รอ. และ ศม. คง ถ.พร้อมพลประจำ และให้ พล.ร.2 รอ. คง BTR พร้อมพลประจำ เพื่อทำการฝึก ชุดรบ ร.-ถ. ที่ ร.11 รอ.ตั้งแต่วันที่ 21มกราคม-31มีนาคม 2557 โดยมี ศม. และ พล.ร.2รอ.รับผิดชอบการฝึก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้น ถูกตั้งข้อสังเกตจากนายทหารที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยว่า"เริ่มออกอาการอีกแล้วผบ.ทบ." สั่งฝึกชุดรบ ร.-ถ.ที่ ร.11 รอ. แสดงถึงแนวคิดที่ไม่เข้าท่า เพียงต้องการที่จะคงกำลังพลที่เคยร่วมในการรัฐประหารไว้ ถึงกับเพิ่มการฝึกพิเศษขึ้นมาโดยไม่คำนึงถึงความสมเหตุสมผล

พร้อมกับให้ข้อสังเกตถึงความไม่เข้าท่าดังนี้

1)การฝึกชุดรบร.-ถ. เป็นการฝึกผสมเหล่าที่ตัองการผสมผสานคุณลักษณะของเหล่าที่มีทั้งอำนาจการยิง,ความรวดเร็วในการเคลื่อนที่,การดำเนินกลยุทธ,การมีเกราะป้องกัน

พื้นที่ในการฝึกที่เหมาะสมคือที่สนามฝึกทางยุทธวิธีกองทัพบก ลพบุรีไม่ใช่ร.11รอ.นอกจากจะเป็นการฝึกการรบในเมือง

2)ระยะเวลาในการฝึกพิเศษประมาณ 40 วัน

ไม่เคยมีการฝึกที่ใช้ระยะเวลานานมากขนาดนี้ ทหารบางเหล่าเวลาการฝึกทั้งปียังไม่เท่าการฝึกครั้งนี้ครั้งเดียว

3)ไม่เคยมีการฝึกด้วยหน่วยขนาดใหญ่ระดับกองพลมาก่อน

เคยมีแต่การฝึกในระดับกองร้อย

4)การฝึกในระดับกองพลจะต้องทำเป็นแผน การศึกษาหลักนิยมของเหล่า งบประมาณ,การเคลื่อนย้าย ไม่ใช่มาสั่งให้ฝึกโดยไม่เตรียมการ

ผบ.ทบ.ต้องเลิกเอากองทัพเข้าไปยุ่งกับการเมืองเถิดครับ

การก่อการร้ายทางการเมืองทำลายทั้งการเลือกตั้งและการปฏิรูปตามวิถีทางประชาธิปไตย

การก่อการร้ายทางการเมือง (Political Terrorism) ที่กำลังเกิดขึ้นกับการชุมนุมของ กปปส. มีลักษณะสำคัญ ๔ ประการ

๑) ใช้ความรุนแรงหรือคุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง (Violence - V)
๒) ต่อเป้าหมายพลเรือน (Civilian Targets - C)
๓) ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวทั่วไปในสังคมการเมือง (General Fear - F)
๓) เพื่อเป้าหมายทางการเมือง (Political End - P)
หรือสรุปเป็นสูตรง่าย ๆ ได้ว่า T = [V+C+F+P]

ในขณะที่ยากจะระบุชัดแน่นอนว่าผู้ก่อการร้ายทางการเมืองเป็นใคร? ผลลัพธ์ของการก่อการร้ายทางการเมืองสามารถคาดหยั่งได้ตามที่อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์เคยชี้ว่า การก่อการร้ายทางการเมืองส่งผลให้เกิดสภาวะเหล่านี้ตามมาในสังคม ได้แก่:

๑) ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อาจตกเป็นเหยื่อของมันได้ แรกทีเดียวอาจเกิดขึ้นในที่ชุมนุมบางแห่ง กับการชุมนุมของบางฝ่าย แต่ไม่มีหลักประกันว่าที่ชุมนุมอื่นและการชุมนุมของฝ่ายอื่นจะไม่โดนบ้าง

๒) จึงเกิดความวิตกหวาดกลัวทั่วไปในสังคม

๓) จนผู้คนไม่สามารถที่จะดำเนินชีวิตปกติทางสังคมและการเมืองต่อไป ไม่ว่าชุมนุมโดยสงบ เดินขบวน เลือกตั้ง หรือปฏิรูป

๔) ในที่สุดเหยื่อก็เริ่มหวาดระแวงและติดอาวุธเพื่อป้องกันตัว จนอาจกลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปได้เองบ้างในที่สุด

กล่าวอีกอย่างคือ การก่อการร้ายทางการเมือง กับ ระบอบประชาธิปไตย เข้ากันไม่ได้, มันขัดขวางทำลายการปกป้องรักษาและขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพและพื้นที่ประชาธิปไตย, การเริ่มการก่อการร้ายทางการเมืองคือการเริ่มยุติชีวิตการเมืองปกติแบบประชาธิปไตย, ภายใต้ภาวะหวาดกลัวหวั่นระแวงภัยก่อการร้าย ไม่ว่าการเลือกตั้งหรือการปฏิรูปก็เกิดได้ยาก ถูกมันบ่อนทำลายทั้งสิ้น

ผมคิดว่าการชุมนุมของกปปส.โดยตัวมันเองจะไม่สามารถบรรลุผลทั้งการยึดอำนาจขึ้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์, เลื่อนการเลือกตั้ง หรือก่อให้เกิดการปฏิรูป เพราะวิธีการ “ลุกขึ้นก่อการกำเริบโดยมวลชน” (mass insurrection) ของกปปส. ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น, ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็น “มวลมหาประชาชน” บนท้องถนนและกำลังพากันเริ่มตื่นตัวเคลื่อนไหวจุดเทียน ใส่เสื้อขาว ปล่อยลูกโป่ง ติดป้าย Respect My Vote เพื่อปกป้องสิทธิเลือกตั้ง สันติวิธีและความเสมอภาคของตนอย่างกว้างขวางออกไปเป็นระลอกนั้นเสมือนหนึ่งสมอถ่วงอันหนักหน่วงมั่นคงให้ระเบียบบ้านเมืองไม่ล้มคว่ำไปตามแรงกระแทกกระทั้นของปฏิบัติการยึดสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ชัตดาวน์กรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์ประเทศของกปปส., ความคุ้นชินกับกฎระเบียบ วิถีชีวิตปกติที่คาดเดาได้และงานประจำของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ พนักงานและผู้ประกอบการเอกชน ก่อตัวเป็นตุ้มถ่วงอนุรักษ์นิยมของสังคมที่ยากยิ่งจะพลิกเปลี่ยนทำลายหากไม่มีอำนาจนำทวนกระแสที่ปฏิวัติ (revolutionary counter-hegemony) ซึ่งเกาะกุมความคิดจิตใจคนทั่วทั้งสังคม ไม่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งกปปส.ยังไม่อาจทำได้ และไม่มีอยู่จริงในภาวะสังคมไทยแบ่งสีแบ่งฝ่ายในปัจจุบัน

หากลำพังการเคลื่อนไหวของ กปปส.เองไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนแล้ว ทำไมจึงมีการก่อการร้ายทางการเมืองต่อการชุมนุมของกปปส.ด้วยเล่า? นอกจากเพื่อจะสร้างเงื่อนไขแก่การฉวยโอกาสสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การทำลายทั้งการเลือกตั้ง, การปฏิรูปและประชาธิปไตยลงรวดเดียวในที่สุด
http://thaienews.blogspot.com/2014/01/blog-post_5340.html

แก็งแดงเถื่อน โดนถล่มยับหนักหนีตาย ซัดกันเองนัวเนีย

22 ม.ค.57

 แก็งแดงเถื่อน โดนถล่มยับหนักหนีตาย ซัดกันเองนัวเนีย

เมื่อคืน 21 ม.ค.57 ได้เกิดเหตุการณ์ถล่มแก็งค์แดงเถื่อนลักษณะคล้าย ๆ กัน 2 เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ

- เวลา 21.45 น. ขณะกลุ่มรับจ้างพรรคเผาไทยเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเวทีปราศรัยอยู่ที่ลานสี่แยก ประตูช้างเผือก ท่ามกลางมวลชนเติมเงินนั่งฟังอย่างเบื่อหน่ายล้นหลามมากถึง 50 คน ได้มีชายนิรนามไม่ทราบสี 2 คน ขี่รถมอเตอร์ไซต์ ไม่ทราบสีและยี่ห้อ มารอบคูเมืองด้านใน และขว้างระเบิดขวดเข้าใส่เวทีปราศรัยระเบิดเสียงดังสนั่น ทำให้กลุ่มผู้นั่งฟังหนีตายกระเจิงเป็นผึ้งแตกรัง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

- เสื้อแดงรับจ้างพรรคเผาไทย โดยกลุ่มมอเตอร์ไซต์ป่วนจำนวนมากจะเข้าโจมตี คปท.ที่สะพานมัฆวาน จู่ๆ ก็มีชายนิรนามไม่ทราบสีจากไหนไม่ทราบ ระดมยิงห่ากระหุนจาก “สิ่งเทียมอาวุธ”มายังกลุ่มมอเตอร์ไซต์เสียงดังฟ้าสนั่นหลายชุด ส่งผลให้แตกฮือหนีตาย แต่มีมอเตอร์ไซต์ฮอนด้าไนซ์สีดำคันหนึ่งหนีไม่ทันเสียหลักล้มลง คนขับจึงตัดสินใจวิ่งหนีไปโดยทิ้งมอเตอร์ไซต์ล้มทิ้งเอาไว้ ให้การ์ดไปเก็บมาถอดชิ้นส่วนศึกษากันเล่น

ตั้งแต่ เสธ แฉ การรวมหัวสมคบคิดของแก๊งค์แดงต่าง ๆ คือ
- การวางแผนให้ชายชุดดำ ชุดเขียวทรยศ วางแผนปฏิวัติรัฐแดงเอง
- พวกเสี่ยจิต ไอ้สมนึกเสื้อแดง ไอ้หลองขี้ร้องไห้ ขาใหญ่นนทบุรี ทำตู้ม้า ตามแหล่งบ้านเช่า หอพัก หรือสถานบันเทิง และมีชายชุดดำเก็บส่วยเป็นล่ำเป็นสัน
- กาละแม บงการโดยแกนนำพรรคแดง สั่งให้ชายชุดดำ และ DSI ที่ขนอาวุธมาลอบกัด
- การแฉแผนและขั้นตอนการลอบปาระเบิดสังหารสุเทพ และถาวร
- แดงฮาร์ดคอร์จากอีสาน 2,000 คน พักในห้างแถวลาดพร้าว และสำโรง
- แก๊งค์ส่วยบ่อนสุพรรณ ยาเสพติดกาญจนบุรี ก็โดนยิงสวนจนเละและจับได้เชื่อมไปหารัฐแดงอีก
- การทยอยขนชายเขมรเข้ามาเตรียมก่อเหตุพักอยู่ใกล้ ๆ ช่อง 7 อนุสาวรีย์

ส่งผลให้พวกคิดชั่ววัวสันหลังหวะพรรคแดงอั้งยี่ ชายชุดดำ ชุดเขียวทรยศ และแก๊งค์ค้ายา บ่อน ทำร้ายประชาชนด้วยอาวุธเหล่านี้ วงแตกกระเจิงอย่างหนัก ต่างฝ่ายต่างระแวงกันและกัน ฝ่ายรัฐแดงกับชายชุดดำก็มุ่งตามล่าฆ่าปิดปากแก๊งค์แดงที่จ้างไว้สารพัดแก๊งค์ เพื่อตัดตอนไม่ให้สาวโยงมาถึงตน

ส่วนแก๊งค์แดงก็แตกฮือเหมือนผึ้งโดนควันไฟรมรัง บางส่วนหนีตายออกต่างจังหวัดและชายแดนเขมร บางส่วนก็หันกลับมาสู้เอาตัวรอดมุ่งหาจังหวะลอบยิงแกนนำพรรคแดงและแกนนำชายชุดดำ เพื่อไม่ให้มาตัดตอนตัวเอง ต่างฝ่ายต่างจะตั้งป้อมถล่มกันเองเละเทะไปหมด จนแก๊งค์แดงเหล่านี้รวมตัวกันแทบไม่ติด สายการสั่งงานไร้ระบบ มั่วซั่วไปหมด

จึงเป็นที่มาก็การลอบยิงหัวโจกแดง และลอบโจมตีกันเหมือนฝูงสัตว์รุมกัด จิกกันเอง ส่วนชาย 3 สีนิรนามก็เพียงแค่ “เก็บรายละเอียดงาน “ ให้เรียบร้อยไปทีน้อยๆ อย่างใจเย็น เพื่อปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยตามกลยุทธ์ “ เปลือกหุ้มใส้ดินสอ “

@เสธ น้ำเงิน
https://www.facebook.com/topsecretthai

เบื้องลึก “ซีล-ลูกน้องเสธ.แดง" 2 ผู้ถูกกล่าวหาบึ้มอนุสาวรีย์ชัยฯ


Brain storm · 5,244 คนถูกใจสิ่งนี้
4 ชั่วโมงที่แล้ว · 

  • "การที่ “ตำรวจ” ออกมาเป็นเผยข้อมูลของ “หน่วยซีล” ถือเป็นการผิดมารยาทอย่างแรง เพราะงานพวกนี้ถือว่ารู้กันในวงการ ท่าทีของ “พล.ร.ต.วินัย” จึงแข็งกร้าวท้าชนทันที"

    กลายเป็นประเด็นใหญ่สร้างความบาดหมางให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ตำรวจ” กับ “ทหาร” ยิ่งร้าวลึกเข้าไปอีก

    เมื่อ “ตำรวจ” นำรูปภาพของ “นายทหาร” จาก “หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ” หรือที่เรียกกันติดหูว่า “หน่วยซีล” มากล่าวว่ารูปลักษณะคล้ายกับผู้ต้องหา “มือปาระเบิด” ใส่กลุ่มผู้ชุมนุม “กปปส.” มาโชว์พร้อมแชร์ไปในเครือข่ายออนไลน์

    จน “พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์” (ผบ.นสร.) ต้องออกมาปราบพร้อมยืนยันว่าไม่ใช่ทหารจาก “หน่วยซีล” อย่างแน่นอน และจะตั้งทีมทนายมาฟ้องร้องกันเลย

    อีกด้านหนึ่งมีการแชร์รูปภาพของ “ส.ต.รชต วงศ์ยอด” หรือ “กบ วงศ์ยอด” ทหารสังกัดกองพลทหาราบที่ 15 ลูกน้องคนสนิทของ “พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” (เสธ.แดง) อดีตผู้ทรงคุณกองทัพบก ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุมปี 2553 ว่าเป็น “มือปาระเบิด” เช่นกัน

    โดยล่าสุด “กบ วงศ์ยอด” ได้ออกมาปฏิเสธผ่านเว็บไซต์ยูทิวบ์ ซึ่งยืนยันว่าเป็นลูกน้องของ “เสธ.แดง” จริง แต่ไม่ได้เป็น “มือปาระเบิด” ที่อนุสาวรย์แต่อย่างใด

    สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org จึงรวบรวมข้อมูลความเป็นของ “ผู้ถูกกล่าวหา” ทั้ง “หน่วยซีล” และ “กบ วงศ์ยอด” มานำเสนอ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบ ในยามที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสับสน และง่ายที่จะใส่ร้ายกัน

    “หน่วยซีล” มีการยืนยันจากปากของ “พล.ร.ต.วินัย” ว่ามาปฏิบัติภารกิจ “ยาเสพติด” นั้น ตามหนังสือราชการแล้ว มีการแทงเรื่องมาปฏิบัติภาระกิจยาเสพติด

    แต่ในทางปฏิบัติเป็นที่รู้กันว่า “หน่วยซีล” มาปฏิบัติภารกิจอารักขา “บุคคลวีไอพี” เพียงแต่ไม่สามารถทำหนังสืออ้างภารกิจกันตรงๆ ได้ เพราะจะผิดวินัยทางราชการ

    ซึ่งภารกิจอารักขา “บุคคลวีไอพี” ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ “บิ๊กนักการเมือง” จะมีคนมารักษาความปลอดภัยติดสอยห้อยท้ายไปทุกที่ ขึ้นอยู่กับว่าจะปรากฎตัวให้เห็นกันหรือไม่

    ปฏิเสธกันไม่ได้ว่าทั้ง “บิ๊กนักการเมือง” ของค่าย “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” จะมี “นักรบ” คอยดูแลอยู่เกือบทุกคน

    ทว่าการที่ “ตำรวจ” ออกมาเป็นเผยข้อมูลของ “หน่วยซีล” ถือเป็นการผิดมารยาทอย่างแรง เพราะงานพวกนี้ถือว่ารู้กันในวงการ ท่าทีของ “พล.ร.ต.วินัย” จึงแข็งกร้าวท้าชนทันที

    “ศอ.รส.-ตำรวจ” จึงต้องสั่งหยุดการเผยแพร่ภาพ “หน่วยซีล” ในโลกออนไลน์ทันที

    กระนั้นหากย้อนไปดูการทำงานของ “หน่วยซีล” ภายใต้การบังคับบัญชาของ “พล.ร.ต.วินัย” จะพบว่าเป็นกำลังหลักคนหนึ่งที่นำ “หน่วยซีล” เข้าไปช่วย “นักศึกษารามคำแหง” ซึ่งมีเหตุปะทะกับ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

    และ “พล.ร.ต.วินัย” คอยช่วยเหลือสอดส่องดูแลการชุมนุมอยู่ตลอด

    ด้าน “กบ วงศ์ยอด” ยอมรับกับปากเช่นกันว่าเป็นลูกน้องของ “เสธ.แดง” โดยก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์การชุมนุมของ “คนเสื้อแดง” เมื่อปี 2553 “เสธ.แดง” ได้ฝากฝังให้ไปเป็นทหารประจำการกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่บ้านปิเหล็งใต้ ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ซึ่งเคยถูก “ผู้ก่อความไม่สงบ” ปล้นปืนเมื่อปี 2547

    ต่อมาเมื่อปี 2553 “กบ วงศ์ยอด” ถูก “เสธ.แดง” ขอให้มาช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงการชุมนุมของ “คนเสื้อแดง” ซึ่ง “กบ วงศ์ยอด” มีส่วนสำคัญอย่างมาก

    แต่เมื่อ “เสธ.แดง” ต้องเสียชีวิตลง ประกอบการชุมนุมของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” โดนกระชับพื้นที่จนต้องพ่ายแพ้ไป “กบ วงศ์ยอด” ก็หนีหัวซุกหัวซุน

    ข่าววงในเล่าว่า “กบ วงศ์ยอด” หนีไปอยู่กับพรรคพวกที่ “ปทุมธานี” โดยอาศัยบารมีของ “โกตี๋” คอยคุมกัน ให้อยู่รอดปลอดภัยจากการถูกไล่ล่า

    ทั้งหมดคือที่มาที่ไปของทั้ง 2 “ผู้ถูกล่าวหา” ส่วนใครจะถูก-ใครจะผิด-ใครจะเป็นมือระเบิดตัวจริง ต้องรอการพิสูจน์???

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:กปปส "ชนะ" ได้ ก็ "ปกครอง" ไม่ได้ มีแต่หายนะ

กปปส "ชนะ" ได้ ก็ "ปกครอง" ไม่ได้ มีแต่หายนะ - สำหรับองค์กรหรือสถาบันอะไรก็ตามที่มีส่วนในชัยชนะนั้นด้วย

การเปลี่ยนรัฐฐาธิปัตย์ - นี่คือสิ่งที่ กปปส กำลังพยายามทำ - อาจจะ "สำเร็จ" เฉพาะหน้า ในแง่ทำให้รัฐฐาธิปัตย์เดิมล้ม และประกาศสถาปนารัฐฐาธิปัตย์ใหม่ พูดอีกอย่างคือ "ชนะ" เฉพาะหน้าได้

แต่จะ "ปกครอง" ต่อไปได้ จะต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่ง ชัยชนะ ของ กปปส ถ้าเกิดขึ้น ไม่มีวันจะมีเงื่อนไขเหล่านั้นด้วย

(ก) ในกรณีที่สังคมยังพัฒนาไปไม่มาก และการเมืองยังเป็นเรื่องค่อนข้างจำกัดในหมู่ชนชั้นนำ การเปลี่ยนรัฐฐาธิปัตย์ ก็จะมีผลกระทบต่อคนไม่มาก รัฐฐาธิปัตย์ใหม่ก็ปกครองไปได้ ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการต่อต้านอะไร ถ้ามีการต่อต้านก็มาจากกลุ่มอื่นในหมู่ชนชั้นนำด้วยกัน ซึ่งก็จะไม่กว้างขวางเช่นกัน

นี่คือกรณีประเทศไทยที่มีรัฐประหารตั้งแต่ 2490 ถึงประมาณทศวรรษ 2510 (รปห 8 พย 90, ความพยายาม รปห 1 ตค 91, 26 กพ 92, มิย 94, รปห 29 พย 94, รปห 16 กย 2500 และ 20 ตค 2501 - กรณีพวกนี้ เกิดในปริบทดังกล่าวนี้)

(ข) แต่ถ้าสังคมพัฒนาไปถึงระดับที่การเมืองกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนจำนวนมากเป็นล้านๆ เข้าเกี่ยวข้องอย่าง active คือเป็นตัวกระทำด้วย ไม่ใช่ passive แค่เป็นผู้รับรู้เฉยๆ อย่างกรณี (ก)

การ "ชนะ" สามารถเปลี่ยนรัฐฐาธิปัตย์ในระยะแรกเฉพาะหน้า ไม่เพียงพอ ไม่สามารถ "ปกครอง" ได้ ถ้าไม่มี "ฉันทามติ" หรือ consensus หรือความเห็นดีเห็นงามด้วย ในลักษณะเกือบเป็นเอกฉันท์ในหมู่ประชาชนที่ active ทางการเมือง เช่น กรณีอย่าง 14 ตุลา หรือ 17 พฤษภา ที่เกิดสภาพมี consensus อย่างกว้างขวางเกือบเป็นเอกฉันท์ รัฐฐาธิปัตย์ที่สร้างขึ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้ ก็สามารถปกครองได้

ซึ่งในกรณีที่ กปปส เกิด "ชนะ" ขึ้นมา ก็ไม่มีทางที่จะมี "ฉันทามติ" ในลักษณะเกือบเอกฉันท์ที่จะทำให้ "ปกครอง" ได้

(ค) แน่นอน รัฐฐาธิปัตย์ใหม่ในปริบทสังคมที่การเมืองเป็นเรื่องที่ประชาชนเป็นล้านๆมีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่สามารถมี "ฉันทามติ" ขึ้นมาได้ ก็อาจจะหวังพึ่งการปราบปรามอย่างขนานใหญ่ เพื่อหาทาง "กด" กระแสที่ไม่ยอมรับตน

แต่ "ทางเลือก" นี้ ถ้าคิดจะทำ ในที่สุดก็จะล้มเหลว เพราะไม่มีรัฐใดสามารถปกครองด้วยการปราบปรามล้วนๆอยู่ได้นาน โดยไม่มี "ฉันทามติ" ของประชาชนอย่างชนิดกว้างขวางไปด้วย ยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ (ในกรณีไทย ขนาดเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน รัฐบาลธานินทร์พยายามใช้วิธีนี้ ยังล้มเหลวเลย รัฐประหาร 19 กันยาเอง ก็ยังไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้จริงๆ)

ผบ.ทร.เตือนกำลังพลระวังวิจารณ์การเมือง แต่ไม่ได้เตือน"พล.ร.ต.วินัย" โดยตรง


ผบ.ทร.เตือนกำลังพลระวังวิจารณ์การเมือง แต่ไม่ได้เตือน"พล.ร.ต.วินัย" โดยตรง ยัน”ผบ.นสร.” ให้สัมภาษณ์แค่ความเห็นส่วนตัว ยันกองทัพเรือเป็นกลาง ไม่เอียงข้างไหน
พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. ได้สั่งการไปยังหน่วยขึ้นตรงของกองทัพเรือว่า กำลังพลคนใดที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ควรออกมาแสดงความคิดเห็น เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้อยู่ในช่วงละเอียดอ่อน หากมีการให้สัมภาษณ์อาจมีผลกระทบต่อภาพพจน์กองทัพเรือในภาพรวม

พล.ร.ต.กาญจน์ ดีอุบล เลขานุการกองทัพเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผย ด้วยว่า การให้สัมภาษณ์ของพล.ร.ต.วินัย เป็นเรื่องส่วนบุคคล

โดยระบุว่า ผบ.ทร.ไม่ได้มีการตักเตือนพล.ร.อ.วินัย โดยตรง แต่ได้มีการเน้นย้ำและตักเตือนกำลังพลของกองทัพเรือ ในภาพรวม ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และให้ระมัดระวังในการให้สัมภาษณ์

"ยืนยันว่า ทางกองทัพเรือยังเป็นกองทัพของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน รวมถึงมีความเป็นกลางทางการเมือง"โฆษก ทร.กล้าว

ทั้งนึ้ ในช่วง 3 วัน มานี้ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ(ผบ.นสร.) ให้สัมภาษณ์สื่อ โดยระบุว่า กองกำลังต่างชาติเข้ามาในกรุงเทพเพื่อเตรียมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่การชุมนุม และ ประกาศเลือกข้างประชาชน โดยวันนี้ มี กปปส.ในพื้นที่ ไปให้กำลังใจ พล.ร.ต.วินัย ที่ นสร.สัตหีบ ชลบุรี ด้วย


คปท.หยามตำรวจ ลบป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติทิ้งพ่นสี คปท.ทับ

สถานการณ์ปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดสถานการณ์รุนแรง ยังคงดำเนินต่อไป -(22/1/57) ทนายนกเขา นำกองกำลังมวลชย  คปท.ปิดล้อม ทำลายป้าย "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" จนเกิดความเสียหาย... พร้อมทั้งเขียนคำว่า "คปท" ทับป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่"สุเทพ เทือกสุบรรณ"ระบุ"ผู้รักษากฎหมาย"(ตำรวจ)ในบ้านเมืองนี้ เป็นผู้ก่อสถานการณ์ความรุนแรงกับม็อบที่ดำเนินไปแบบอหิงสาไม่มีอาวุธ

















พิเชษฐ์ พันธวิชาติกุล:ถ้าเลื่อนเลือกตั้งระยะสั้น ปชป.มีผลกระทบ

กกต.มีมติเอกฉันท์ส่งเรื่องให้รัฐบาลออกพรฎ.เลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นวันที่ ๔ พค.๕๗
เท่ากับเลื่อนไป ๓ เดือน ๒ วัน

ซึ่งผมก็ได้คาดการณไว้แต่ต้นแล้วว่า หากรัฐบาลจะต้องเลื่อนจริง ก็คงเลื่อนสัก ๒-๓ เดือน ไม่ใช่เลื่อนไปเป็นปีๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

การเลื่อน ๓ เดือนเช่นนี้
เป็นเรื่องลูกบอลมาเข้าเท้าตรงหน้าประตูตรงๆ
อาจอ้างว่าเป็นการเลื่อนตามที่ กปปส.เรียกร้องแล้ว จะเอาอะไรอีก

แต่ในเวลา ๓ เดือน ไม่ใช่วิสัยที่จะปฎิรูปฯก่อนเลือกตั้งได้ตามเงื่อนไขของ กปปส.

แน่นอนว่า กปปส. จะต้องไม่ยอมรับ
และต้องเสียความชอบธรรมในสายตาของประชาชนและต่างประเทศ
จะถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวหาโดยชาวเสื้อแดงในคราบเสื้อขาว ที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้ว และกำลังขยายกลุ่มอย่างรวดเร็ว

แน่นอนความวุ่นวายเช่นขณะนี้จะยังไม่ยุติ

แต่การออก พรฎ.เลือนการเลือกตั้งออกไป น่าจะเป็นปัญหาแก่ พรรค ปชป.โดยตรง

ปชป.จะต้องลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่

หากไม่ลงอีก จะเข้ากรณีไม่ลงเลือกตั้งเป็นครั้งที่สองติดต่อกันหรือไม่

หากถือว่าเป็นการไม่ลงเลือกตั้งเป็นครั้งที่สอง ผลตาม กฎหมายจะเป็นอย่างไร

ว่ากันว่าอาจจะต้องถึงกับ ถูกยุบพรรค

ปชป.ต้องลงเลือกตั้งเพราะความจำเป็น หรือยอมรับกรรมพบจุดจบตามกฎหมาย

หรือหากจำเป็นต้องลงรับเลือกตั้ง จะเหลือสมาชิกเดิม เพียงกี่คน อย่างน้อย สส.พิษณุโลกคนหนึ่งก็หาย ไปเสียแล้ว

ประการสำคัญคือ แนวร่วมฐานเสียงจำนวนมหาศาลของ ปชป.จากภาคใต้ และ กทม. ก็ไปอยู่ใน ราชดำเนินเสียแล้ว ม็อบเมื่อ จุดติดแล้วดับยากจริงๆ

หาก ปชป. ทั้งใน กทม. และ ภาคใต้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ปฎิกริยาต่อต้านจากฐานเสียงเดิมจะรุนแรงแค่ไหน และจะต้องศูนย์เสียไปสักกี่ล้านเสียง

กกต.มีแนวทางว่า จะเรียกพรรคการเมืองทั้งหมดมาหารืออีกที

แต่คำตอบจาก ปชป. ก็บอกได้ตั้งแต่บัดนี้ว่า
"ไม่สำเร็จ"

ปชป.หลังชนฝาแล้วจริงๆ

ด้วยกลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก เพราะไปยกพรรคลาออกจนเป็นเหตุให้เขามีความชอบธรรมที่จะยุบสภา

อนิจจา พระแม่ธรณี

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล
10 มค 57