PR
วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557
การถอดถอนออกจากตำแหน่ง
ผู้เรียบเรียง นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง
การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกไปให้องค์กรต่างๆ เป็นผู้ใช้ โดยแบ่งองค์กรออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ใช้อำนาจในการออกกฎหมาย ฝ่ายบริหาร
เป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมาย และฝ่ายตุลาการเป็นผู้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยคดี
รัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยและมีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกไปให้องค์กรต่างๆ เป็นผู้ใช้ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ต่างก็มีบทบัญญัติในการควบคุมมิให้อำนาจหนึ่งอยู่เหนืออีกอำนาจหนึ่ง และมีบทบัญญัติให้แต่ละอำนาจถ่วงดุลซึ่งกันและกัน แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติแล้วหาได้เกิดความสมดุลไม่ เพราะฝ่ายบริหารซึ่งรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินมักจะมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายอื่น และนอกจากนี้ฝ่ายบริหารยังอยู่ในสถานะที่อาจกระทำนอกเหนือขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาคือการทุจริตคอรัปชั่นได้ง่าย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารมากกว่าการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายอื่น
1 การควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
2 ผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกถอนถอด
3 มูลเหตุที่ถูกถอดถอน
4 กระบวนการถอดถอน
5 อ้างอิง
6 บรรณานุกรม
การควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
การควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร นับได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อการบริหารประเทศ ซึ่งหลายๆ ประเทศต่างก็บัญญัติวิธีการที่คิดว่าเหมาะสมและใช้ได้ผลดีไว้ในรัฐธรรมนูญของตน
การถอดถอนออกจากตำแหน่ง (Impeachment) เป็นวิธีการควบคุมฝ่ายบริหารวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีการควบคุมตัวบุคคล กล่าวคือหากบุคคลผู้มีตำแหน่งทางการเมืองไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือกระทำผิดร้ายแรงก็จะต้องถูกดำเนินการให้พ้นไปจากตำแหน่งนั้น
การถอดถอนจากตำแหน่งเป็นกลไกสำคัญอีกกลไกหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยเปิดโอกาสให้มีการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งกระทำผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงในขณะดำรงตำแหน่งหน้าที่ให้พ้นจากตำแหน่งก่อนเวลาอันสมควร เนื่องจากหากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน[1]
นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญของไทยหลายฉบับต่างก็ได้พยายามวางกลไกในการควบคุมการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหาร โดยกำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการใช้อำนาจในการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ การตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นสอบสวนการกระทำของฝ่ายบริหาร และการถอดถอนจากสมาชิกภาพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรี รวมทั้งกำหนดมาตรการในการตรวจสอบควบคุมสมาชิกรัฐสภาด้วยวิธีการควบคุมกันเองด้วย
โดยรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย คือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 9 ว่า สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้[2]
รัฐธรรมนูญฉบับต่อมา คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของไทยก็ได้กำหนดมาตรการในการตรวจสอบควบคุมสมาชิกรัฐสภาด้วยวิธีการควบคุมกันเองไว้ในบทบัญญัติมาตรา 21 ว่าสมาชิกภาพแห่งสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่งโดยเห็นว่ามีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่สภา[3]
สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2438 ได้มีการกำหนดกระบวนการให้สมาชิกรัฐสภาควบคุมกันเอง โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 98 ว่าในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดกระทำการหรือมีพฤติการณ์อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือมีลักษณะเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ หรือเป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของ
จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประชาชนแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อให้วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยให้สมาชิกผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพได้[4]
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้พยายามแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตเพื่อปฏิรูปการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยรัฐ
ธรรมนูญฉบับนี้ได้บัญญัติให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงให้มีลักษณะของการตรวจสอบโดยองค์กรที่มีกลไกที่น่าเชื่อถือ ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลหรืออำนาจของผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง จึงนำแนวคิดและรูปแบบการควบคุมด้วยการถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยองค์กรทางการเมืองมาปรับใช้กับระบบการตรวจสอบของไทย[5]
โดยบัญญัติไว้ในหมวด 10 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 3 การถอดถอนจากตำแหน่ง มาตรา 303 ถึงมาตรา 307[6]
เมื่อมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 โดยมาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อได้ดำเนินกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางหลักการในการคุ้มครองส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ การลดการผูกขาดอำนาจรัฐ และขจัดการใช้
อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม การทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และจริยธรรม รวมทั้งการทำให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็ง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนใช้สิทธิทางการ
เมืองได้ง่ายขึ้นสำหรับบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในส่วนของการถอดถอนจากตำแหน่งนั้น มีการบัญญัติไว้ในหมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 3 การถอดถอน
จากตำแหน่ง มาตรา 270 ถึงมาตรา 274[7]
ผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกถอนถอด
ผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอนจากตำแหน่งได้ คือ
1. นายกรัฐมนตรี
2. รัฐมนตรี
3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
4. สมาชิกวุฒิสภา
5. ประธานศาลฎีกา
6. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
7. ประธานศาลปกครองสูงสุด
8. อัยการสูงสุด
9. กรรมการการเลือกตั้ง
10. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
11. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
12. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
13. ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต[8]
มูลเหตุที่ถูกถอดถอน
มูลเหตุที่จะถอดถอนมีอยู่ 5 เหตุ ได้แก่
1. มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หมายความว่าการมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มมากผิดปกติหรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการ
ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่
2. ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้
มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
3. ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
4. ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
5. ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กระบวนการถอดถอน
สำหรับผู้มีสิทธิร้องขอให้ถอดถอนจากตำแหน่งไว้มี 2 กรณีด้วยกัน คือ
1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอ
ต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่งใด คำร้องขอดังกล่าวต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งกระทำความผิดเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน
2. สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง
เมื่อได้รับคำร้องแล้วให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วให้คณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทำรายงานเสนอต่อวุฒิสภาโดยในรายงานดังกล่าวต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอมีมูลหรือไม่เพียงใด มีพยานหลักฐานที่ควรเชื่อได้อย่างไร พร้อมทั้ง
ระบุข้อยุติว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรด้วย
ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล นับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่ง
ที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ แต่ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นอันตกไป
เมื่อวุฒิสภาได้รับรายงานจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้ว ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีอิสระ
ในการออกเสียงลงคะแนนซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่อยู่ของวุฒิสภา
ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับ
ราชการเป็นเวลา 5 ปี มติของวุฒิสถาให้เป็นที่สุดและจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ [๑๐]
นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มีผลบังคับใช้แล้วมีเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และวุฒิสภาในการไต่สวนถอดถอนและมีมติ จำนวน 31 เรื่อง โดยดำเนิน
การแล้วเสร็จ 1 เรื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- ผู้ริเริ่มฯ ไม่ยอมรับรองลายมือชื่อของประชาชนที่เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน จำนวน 1 เรื่อง
- ครบ 180 วัน ผู้ริเริ่มฯ มิได้นำคำร้องขอพร้อมรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภา จำนวน 8 เรื่อง
- ผู้ริเริ่มฯ นำคำร้องขอพร้อมรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภาแล้ว แต่ไม่ครบห้าหมื่นคน จำนวน 1 เรื่อง
- ผู้ริเริ่มฯ มิได้แสดงหลักฐานใดที่จะสามารถตรวจสอบ หรือยืนยันได้ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 1 เรื่อง
- ผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนพ้นจากตำแหน่งก่อนที่ผู้ริเริ่มฯ จะนำรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า ห้าหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภา จำนวน 5 เรื่อง
- คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปจำนวน 14 เรื่อง
ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ (อยู่ระหว่างดำเนินการ) 1เรื่อง
- อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 1 เรื่อง [๑๑]
ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ได้ถูกยกเลิกไปเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และวุฒิสภาในการไต่สวนถอดถอนและมีมติ จำนวน
12 เรื่อง โดยดำเนินการแล้วเสร็จ 2 เรื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- ผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนพ้นจากตำแหน่งก่อนที่ผู้ริเริ่มฯ จะนำรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนจำนวน 1 เรื่อง
- คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปจำนวน 1 เรื่อง
ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ (อยู่ระหว่างดำเนินการ) 10 เรื่อง
- อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 8 เรื่อง
- อยู่ระหว่างผู้ริเริ่มฯ รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนมายื่นต่อประธานวุฒิสภา ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้มาแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา จำนวน 2 เรื่อง [๑๒]
จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน วุฒิสภายังไม่เคยมีมติถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง
การถอดถอนจากตำแหน่งเป็นวิธีการควบคุมฝ่ายบริหารวิธีหนึ่งซึ่งควบคุม และตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงว่ามีความเหมาะสมหรือสมควรที่จะได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ต่อ
ไปหรือไม่ ซึ่งนับเป็นมาตรการที่สำคัญอีกมาตรการหนึ่งที่สนับสนุนระบบการตรวจสอบการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในประเทศไทย และควบคุมการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่ง
ระดับสูงให้อยู่ในกรอบของความชอบธรรม [๑๓]
สนช.ผ่านข้อบังคับคง'ถอดถอน'
สนช.ผ่านข้อบังคับคง'ถอดถอน'
สนช.ผ่านข้อบังคับการประชุม คง 'ถอดถอนบุคคล' ให้พ้นจากตำแหน่ง ขณะที่ กมธ.ยอมแก้ไข แยก 'ความมั่นคง-การต่างประเทศ' ออกจากกัน หลังสมาชิกท้วงติง
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557
สถานการณ์ข่าว24ก.ย.57 ล็อคสเปค
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกระแสข่าวการล็อกสเปคการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ขณะนี้การสรรหาในส่วนของจังหวัดมีการร้อง
เรียนกันมากถึงความไม่โปร่งใส ก็ควรจะหยุดการสรรหาและตรวจสอบให้มีความชัดเจนก่อน
อย่างไรก็ตาม ทราบว่า การสรรหารายชื่อ 11 ด้านๆ ละ 50 ชื่อนั้น น่าจะครบและใกล้เสร็จแล้ว ดังนั้นเพื่อความโปร่งใสก็ควรจะเปิดเผยรายชื่อเบื้องต้นทั้งหมด ให้ประชาชนได้ตรวจสอบว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน ให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ และให้เห็นว่ามีใครบ้าง เพื่อจะได้ตรวจสอบ หากต้องการความโปร่งใส ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงไม่ขัดข้องที่จะเปิดเผยรายชื่อดัง
กล่าว
"สมชาย"ปูดฮั้วว่าที่สปช.หลายจังหวัด
ด้านนายสมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า การคัดเลือก สปช.ขณะนี้ไม่ใช่ล็อกสเปค แต่เป็นเรื่องฮั้วกันภายในจังหวัด อยากให้จังหวัดชี้แจงว่าลงคะแนนสรรหาอย่างไรผู้ที่ได้รับการคัดเลือกออกมาเป็นกลุ่มเดียว เช่น จ.พังงา ที่ผู้ได้รับเลือกเป็นประธานองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ประธานสภาอบจ. ที่ปรึกษา อบจ. ประธานหอการค้า และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
"ผมได้ข้อมูลว่าการสรรหาในลักษณะนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดมาก ไม่ว่าจะเป็น จ.สมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี ดังนั้นควรจะมีการตรวจสอบ นอกจากนี้ในเรื่อง
ความหลากหลายก็ยังไม่มี เช่น เพศ ก็ไม่มีผู้หญิง กลุ่มอาชีพ ส่วนใหญ่เป็นเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งการเลือกแบบนี้เรียกได้ว่า จับไก่ใส่เล้า เลือกอย่างไรก็ได้ไก่ในเล้า"
นายสมชาย ยกตัวอย่างว่า อย่างในพื้นที่ในจ.พังงา มีใบปลิวออกมา จึงอยากให้ทบทวนโดยวิธีการให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจรายชื่อที่จังหวัดส่งมาว่า ตรงกับใบปลิวหรือไม่ หากตรงก็ต้องอธิบายว่า ทำไมไม่เลือกคนอื่น อย่างไรก็ตาม หากมีการร้องเรียนหรือเกิดข้อสงสัย อยากเสนอให้รอการตรวจสอบให้และเลือกเท่าที่ได้ก่อน ซึ่งกกต.ต้องชี้แจงให้คสช.รับทราบ และอย่าให้เกิดการฮั้วเป็นกลุ่มแบบนี้
"พีระศักดิ์"ข้องใจอดีตส.ว.ไม่ติดโผ5คน
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 กล่าวว่า ในส่วนภาคสรรหา 11 คณะไม่มีปัญหาอะไร ขณะที่การสรรหารายจังหวัด บางจังหวัดก็พอใจ แต่มีบางจังหวัดมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะมีนายกอบจ.ที่เป็นกรรมการสรรหา ซึ่งตนได้รับแจ้งจากอดีต ส.ว.บางคนมีความสงสัยในการกระบวนการสรรหา เพราะไม่ติดรายชื่อ 1 ใน 5 ทั้งที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วก่อนหน้านี้ และอยากเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปด้วย จึงไม่ทราบว่า จังหวัดใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณา ส่วนตัวเห็นว่า อดีตส.ว.น่าจะได้รับเลือก ทั้งนี้หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ยื่นเรื่องมายังคสช.ได้ปูดผัวเป็นทีมสรรหา-เมียสมัครเข้ารับเลือก
ด้าน น.พ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ อดีตรองประธานวุฒิสภา และอดีต ส.ว.สุรินทร์ กล่าวว่า การสรรหา สปช.ที่จ.สุรินทร์ มีความไม่โปร่งใส เพราะกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็น นายกอบจ. แต่ผู้เข้ารับ
การสรรหารายหนึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นลูกเขย นอกจากนี้ตนทราบว่า ยังมีอีก 1 จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ที่กรรมการสรรหา เป็นสามี ส่วนผู้รับการสรรหาเป็นภรรยา ซึ่งลักษณะแบบนี้เป็นผู้มีส่วน
ได้ส่วนเสีย
"ผมเห็นว่า การสรรหาสปช.ในบางจังหวัดต้องมีการทบทวน หรือหากบอกว่ากระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ผมก็ขอเรียกร้องไปยัง คสช.ให้ดำเนินการคัดเลือกเอง โดยในจังหวัดที่มีปัญหาความ
ไม่โปร่งใสในการสรรหาก็ให้ส่งรายชื่อทั้งหมดให้ คสช.เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกเอง"
แฉ5สปช.พังงาล้วนใกล้ชิดทีมสรรหา
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ จ.พังงา พบว่ามีการแจกใบปลิวที่แสดงให้เห็นถึงรายชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็น สปช.พังงา ล้วนเป็นบุคคลใกล้ชิดกับกรรมการสรรหา อีกทั้งไม่มีความหลากหลาย ได้แก่ 1.นายธราธิป ทองเจิม ที่ปรึกษา นายก อบจ.พังงา 2.นายรวยชัย กิตติพรหมวงศ์ ประธานสภา อบจ.พังงา 3.นายชาญพิเชษฐ์ กิจประสานเจริญ อดีตนายกเทศบาลตำบลเกาะยาว 4.นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดพังงา 5.นายเทวะ เวชพันธ์ อดีต กกต.พังงา
"ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้ กกต. ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าเป็นจริงหรือไม่ หากพบว่าเป็นข้อเท็จจริงอยากให้มีการทบทวน เนื่องจากเป็นการสรรหาที่ขาดความหลากหลายและส่อจะขัด
ต่อรัฐธรรมฉบับชั่วคราว และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง"แหล่งข่าวระบุ
อดีตส.ว.ร้องกกต.สอบ5ว่าที่สปช.พังงา
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายวระชาติ ทนังผล อดีตส.ว.พังงา และผู้เข้ารับการเสนอชื่อเป็น สปช.พังงา ได้เข้ายื่นคำร้องต่อเลขาธิการ กกต. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหา สปช. ของ คสช. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีมีเอกสารเผยแพร่ภายในจังหวัด ระบุรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสปช.ในส่วนของจ.พังงา รวม 5 คนว่า รายชื่อดังกล่าวตรงกับที่คณะกรรมการสรรหาจังหวัดได้เสนอมายังคสช.จริงหรือไม่ เพราะหากเป็นความจริงก็ถือว่าไม่มีความหลากหลายทางอาชีพตามที่พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการสรรหาสปช.กำหนดไว้เป็นคุณสมบัติให้คณะกรรมการสรรหาต้องพิจารณาต้องคัดเลือกบุคคล รวมทั้งบุคคลเหล่านี้ยังมีส่วนได้เสียกับคณะกรรมการสรรหา
นายวระชาติ กล่าวว่า ที่มายื่นให้ตรวจสอบไม่ได้เป็นเพราะว่าตนเองไม่มีชื่อติด 1 ใน 5 แต่ต้องการให้กระบวนการสรรหาเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยที่จังหวัดมีผู้เข้ารับการเสนอชื่อรวม 27
คน มีความหลากหลายทางอาชีพ หากตนเองไม่ได้รับคัดเลือกก็ไม่เป็นไร ถ้าคนที่ได้มีความเหมาะสมกว่า ซึ่งอยากให้คสช.มีการเปิดรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการสรรหาทุกจังหวัด
เพื่อให้คนในสังคมและคนในจังหวัดได้ตรวจสอบและพิจารณาว่าเหมาะสมที่ได้รับการเสนอชื่อหรือไม่
"อย่าไปกลัวว่าจะเกิดความวุ่นวาย หรือมีการวิ่งเต้น เพราะในเมื่อเราจะปฏิรูปบ้านเมืองก็ควรมีความโปร่งใส ให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วม ไม่ใช่ปฏิรูปไปเสร็จแล้ว ยังจะมีการมาเดินบนถนนอีก แล้ว
บ้านเมืองก็กลับไปสู่วังวนเดิม ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ก็ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวไปยังศูนย์ดำรงธรรมของจ.พังงาแล้วและได้ทำสำเนาร้องเรียนถึงคสช.ด้วย"
นายกฯยันไม่มีล็อก-นัดเคาะสัปดาห์หน้า
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าการคัดเลือก สปช.ว่า รายชื่อ 550 คนถึงคสช.แล้ว สัปดาห์ที่แล้วตนได้นั่งไล่ดูรายชื่อ สัปดาห์หน้าจะประชุมคสช.
และต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 2 ต.ค. ซึ่งรายชื่อ 550 คนที่ส่งมาก็ไม่รู้จักใครสักคน
เมื่อถามว่าจะไม่มีคำครหาเรื่องล็อกสเปคใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "มันล็อคยังไง ผมก็ไม่รู้จะล็อคยังไงเหมือนกัน" ถามย้ำว่ามีพวกใคร พวกใครหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "จะมีพวกใครหละ ทางจังหวัดก็เลือกมาโดยคณะกรรมการตั้งหลายคน และในส่วนคณะกรรมการคัดสรร 77 คน เท่าที่ทราบไม่ใช่ว่าเรารู้จักคนนั้นคนนี้ ไม่ใช่ เขาใช้โหวตคะแนนกัน"
ลั่นไม่คิดเป็นนายกฯจากการเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงภาพรวมตลอด 4 เดือนหลังมีการยึดอำนาจการปกครองตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.จนถึงปัจจุบัน ว่า รู้สึกว่าประชาชนมีความสุขมากขึ้น แต่ คสช. และครม.มีความทุกข์ เพราะมี
ปัญหาต่าง ๆ ให้ต้องแก้มากมาย และการทำงานต้องโปร่งใส กระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด และต้องเดินหน้าทำงานต่อไป
เมื่อถามว่าคิดจะเป็นนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า "ไม่ คิดว่าชะตาของบ้านเมือง มีอยู่แล้ว พระสยามเทวาธิราชเห็นอยู่" เมื่อถามอีกว่าจะเป็นนายกฯ จากการรัฐประหารเท่านั้นหรือ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า "เดี๋ยวทุ่มเลย (จับโพเดียม) พอแล้ว” ก่อนเดินเข้าห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าทันที
"วิษณุ"แย้มสปช.เข้ารอบด้านละ15-17คน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใส่วนของการสรรหาสปช.173 คน มีคณะกรรมการกลั่นกรองให้ ก่อนส่งให้คสช.ทั้ง 11 ด้าน แต่อีก 77 คนจากจังหวัด ไม่มีคนคัดกรองให้ แต่ได้ตั้ง
กรรมกาขึ้นมาเงียบๆ กลั่นกรองกันเอง
"คนที่เข้ารอบสุดท้าย 50 คนใน 11 ด้าน ติดจริงๆ มีประมาณด้านละ 15-17 คน ถือว่าผ่านด่านมาแล้ว ควรมาตั้งเวทีใช้งาน ซึ่งตอนนั้นเขาจะรู้ว่าติดหนึ่งใน 50 คน แต่ไม่ติดใน 15 คน เพราะเราจะไม่
เอาคนนอก"
นายวิษณุ กล่าวว่า นอกจากนี้ในส่วนที่เหลือจาก 7 พันคนที่สมัคร จะไปอยู่ในเวทีปฏิรูปที่มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้างานกลุ่มงานสร้างความปรองดองและการปฏิรูป ส่วนอีกเวทีที่จะตั้ง ตั้งใจใช้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นฐานเพราะห้องประชุมก็มีแล้ว อุปกรณ์ต่างๆ ก็พร้อม เจ้าหน้าที่ก็มีถึง 200 คนก็จะช่วยได้ เรียกง่ายๆว่าเป็นเวที
ปฎิรูป 2 มีค่าตอบแทนด้วย
"รายชื่อทั้งหมด 550 คนส่งครบแล้วและเห็นหมดแล้ว คนดี คนเด่น คนดัง เข้ามามาก ห่วงก็แต่คนไม่ดี ไม่เด่น ไม่ดัง ที่น่าจะมีโอกาสบ้าง เชื่อว่าเมื่อรายชื่อออกมาจะเป็นที่พอใจของสังคม อาจจะมี
ชื่อที่ไม่คุ้นบ้าง เราต้องให้โอกาส แต่จะให้พอใจทั้งหมดคงยาก"
กกต.ยันไม่มีอำนาจสอบคัดเลือกสปช.
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกกต. กล่าวภายหลังการประชุมกกต. ว่า ขณะนี้ทางสำนักงานกกต.ได้ส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสปช. ทั้ง 77 จังหวัด ให้กับเลขาธิการ คสช.แล้ว ส่วนกรณี
ที่มีการยื่นร้องเรียนว่าการสรรหาสปช.ในระดับจังหวัดไม่มีความโปร่งใส ตนก็ทราบแต่จากการนำของสื่อ ยังไม่เห็นการมายื่นอย่างเป็นทางการ หากมายื่น สำนักงานกกต.ก็ทำได้เพียงเสนอเรื่องไป
ยังคสช. ยกเว้นแต่คสช.จะมอบอำนาจให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงก็พร้อมจะดำเนินการ แต่ถ้าไม่มีการมอบหมาย หากมีการร้องมายังกกต. ก็ต้องส่งเรื่องไปยังคสช.เป็นผู้พิจารณา เพราะบทบาทของ
กกต.ในฐานะฝ่ายเลขานุการนั้นไม่มีอำนาจวินิจฉัย
"สุรพล"เปิดขั้นตอนเลือกสปช.ด้านการเมือง
นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านการเมือง กล่าวถึงขั้นตอนและวิธีการคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น สปช.รอบแรกว่า กรรมการสรรหาได้ใช้วิธีเสนอบัญชีรายชื่อตามดุลพินิจของกรรมการแต่ละคน จากนั้นได้นำบัญชีรายชื่อดังกล่าวมาพิจารณาในที่ประชุม และใช้หลักเกณฑ์คือ หากผู้สมัครรายใดที่กรรมการเลือกชื่อตรงกัน 4 คนขึ้นไป หรือ 4 คะแนนขึ้นไป จะได้รับการเสนอชื่อให้ คสช.พิจารณาคัดเลือกต่อไป
ทั้งนี้รายชื่อที่กรรมการพิจารณาพบว่ามีบุคคลที่กรรมการทั้ง 7 คนเห็นตรงกัน ประมาณ 7-8 คน, เห็นตรงกัน 6 คน มีประมาณ 6-7 คน ทำให้กรรมการแต่ละคนไม่ได้ซักถามในขั้นตอนดังกล่าวถึงเหตุผลหรือปัจจัยของการพิจารณาเลือกบุคคล ทั้งนี้ในรอบของการพิจารณารายชื่อ มีผู้ที่กรรมการเห็นตรงกันตามเกณฑ์คะแนน 4 คะแนนขึ้นไปประมาณ 40 คน ทำให้กรรมการต้องใช้วิธีพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยนำประวัติและคำแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครมาพิจารณาคัดเลือกให้ครบตามจำนวน คือ 50 คน
ทีมสรรหาด้านสื่อยันไม่มีวิ่งเต้น
พล.อ.นพดล อินทปัญญา สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านสื่อมวลชน กล่าวว่า ทางคณะกรรมการได้ใช้วิธีให้กรรมการทั้ง 6 คน ทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่เห็นสมควรได้รับตำแหน่งมาคนละ 1 บัญชี มีจำนวนชื่อทั้งสิ้น 50 คน จากนั้นได้นำรายชื่อของกรรมการมาพิจารณาร่วมกัน โดยใช้เกณฑ์คะแนนจากกรรมการที่เลือกชื่อที่ตรงกันสูงสุด เรียงลำดับไปจนครบ 50 รายชื่อ โดยที่ประชุมสามารถเลือกชื่อแล้วเสร็จภายในรอบเดียว
สำหรับการเลือกบุคคลที่เหมาะสมนั้นพิจารณาจากใบสมัครเป็นหลัก ส่วนกรณีที่กังวลว่าจะมีการวิ่งเต้นนั้น หากพิจารณาจากรายชื่อกรรมการ เช่น นายสำเริง คำพะอุ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส นายอรุณ งามดี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ใครจะกล้ามาวิ่งเต้น
-----------
ความคืบหน้าการคัดเลือก สปช. 250 คน น่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า และน่าจะเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในวันที่ 2 ตุลาคม หลัง กกต. ส่งรายชื่อสมาชิก สปช.ที่ผ่านการคัดเลือกใน
11 ด้าน และแบบรายจังหวัด 77 จังหวัดให้ คสช. แล้ว ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช.ยืนยันว่า การพิจารณาสรรหาผู้เหมาะสม หรือแม้แต่การคัดเลือกเป็น
สมาชิก สปช.ทุกขั้นตอนนั้นโปร่งใส-ไร้การล็อคสเปค
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เปิดเผยถึงกระแสข่าวการล็อคสเปคการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในส่วนของจังหวัดว่า เมื่อการสรรหาในส่วนของจังหวัดมีการร้อง
เรียนกันมากถึงความไม่โปร่งใส ก็ควรจะหยุดการสรรหาและตรวจสอบให้มีความชัดเจนก่อน ส่วนรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11 ด้าน จำนวน 550 คน น่าจะมีการเปิดเผย
รายชื่อทั้งหมดให้ประชาชนได้ตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่า การคัดเลือก สปช.ขณะนี้ไม่ใช่ล็อคสเปค แต่เป็นเรื่องฮั้วกันภายในจังหวัด ดังนั้นอยากให้จังหวัดชี้แจงว่ามีการลงคะแนนสรรหาอย่างไรที่ผู้ที่ได้รับการ
คัดเลือกออกมาเป็นกลุ่มเดียว
ด้าน นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ อดีตรองประธานวุฒิสภา และอดีต ส.ว.สุรินทร์ กล่าวว่า การสรรหา สปช.ที่ จ.สุรินทร์ มีความไม่โปร่งใส เพราะกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็นนายก อบจ. แต่ผู้เข้ารับ
การสรรหารายหนึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นลูกเขย นอกจากนี้ ยังมีอีก 1 จังหวัดหนึ่งในภาคอีสานที่กรรมการสรรหาเป็นสามี ส่วนผู้รับการสรรหาเป็นภรรยา ซึ่งลักษณะแบบนี้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่ง
เห็นว่าการสรรหา สปช.ในบางจังหวัดต้องมีการทบทวน หรือหากบอกว่ากระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ก็ขอเรียกร้อง คสช.ให้ดำเนินการคัดเลือกเอง
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ความเป็นไปได้ที่จะเปิดเผยรายชื่อ สปช. ก่อนได้รับการคัดเลือกให้เหลือ 250 คน ว่า ขึ้นอยู่กับ คสช. ทั้งนี้ ได้เห็นรายชื่อ สปช.ทั้ง 11 ด้านแล้ว มองว่า
ใช้ได้ มีคนดี คนเด่น คนดังเข้ามามาก เมื่อเปิดชื่อ สปช.ออกมา บางคนคงคุ้นหน้ากันดี แต่ก็ต้องมีคนไม่คุ้นบ้าง เพราะเราต้องให้โอกาสคนเหล่านั้น
สำหรับรายชื่อที่ กกต.แถลงสรุป ตามกระบวนการสรรหา กกต. จากรายชื่อทั้งหมดของส่วนกลาง 4,584 คน ส่วนจังหวัด 2145 คน รวม 6,729 คน ผ่านการสรรหา โดยคณะกรรมการสรรหาทั้ง 11
ด้าน ได้รายชื่อ ด้านละ 50 คน รวม 550 คน ผ่านการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัด ได้ชื่อจังหวัดละ 5 คน รวม 385 คน ดังนั้น รวมสรุปบัญชีรายชื่อผู้เหมาะสม.ให้คสช.คัดเลือกรวม
935 คน เพื่อเป็นสมาชิก สปช.ไม่เกิน 250 คนตามกฎหมายกำหนด
-------
รองนายกฯ "ยงยุทธ" ยัน เคาะ สปช. ต้องปิดเป็นความลับ ป้องกันโกลาหล ย้ำ ลุยปฏิรูปการศึกษา
อารดา ชื่นรุ่ง รายงาน
นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม กล่าวถึงการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.
ด้านการศึกษา ว่า ได้ส่งรายชื่อจำนวน 50 รายชื่อให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. แล้ว โดยแบ่ง
เป็นสัดส่วนผู้ชายและผู้หญิง ส่วนความจำเป็นที่ต้องปิดเป็นความลับนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความโกลาหล
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการปฏิรูปด้านการศึกษา ว่า จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าระยะเวลา
1 ปี จะไม่สำเร็จ และขณะนี้อยู่ในช่วงการศึกษาโลกที่กำลังมีการพัฒนา ซึ่งบุคลากรในการศึกษาจะต้องเรียนรู้
และปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันสมัยมากขึ้น ส่วนการทุ่มงบประมาณในด้านการศึกษา ยอมรับว่า ที่ผ่านมา การศึกษา
ไม่มีคุณภาพตามที่ทุ่มงบประมาณลงไป ซึ่งอาจเกิดจากบุคลากรที่ไม่เพียงพอ หรือไม่สนับสนุนการศึกษาภาค
เอกชนอย่างเพียงพอ
-----
"พรเพชร" โยน คสช. เปิดชื่อ สปช. แก้ครหา มอบนโยบาย ส.เลขาสภาผู้เแทนราษฎร เน้นแก้โกง
คุณณิชา อภิรักขวะนานนท์ รายงาน
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการมอบนโยบายแก่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในวันนี้
จะเป็นรูปแบบของการมารับทราบปัญหาการดำเนินงานเป็นหลัก ส่วนการมอบนโยบายก็จะต่อเนื่องจากปัญหาที่มีเกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้
รับทราบปัญหาแล้ว 3 ประเด็น คือ 1. ปัญหาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่ที่หยุดชะงักไป โดยจะเร่งรัดให้เสร็จสิ้นตามกำหนดเดิม หรือ
ต้องมีความคืบหน้า 2. ปัญหาเรื่องค่าตอบแทนของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้น
เจรจาขอปรับแก้กฎระเบียบ ในลักษณะของขอปรับลดค่าตอบแทนของอดีตสมาชิกบางประเภท 3. ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ถูก
อภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งต้องตรวจสอบว่ามีจริงหรือไม่
ทั้งนี้ นายพรเพชร ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับข้อครหาในขั้นตอนการสรรหาสมาชิก สปช. ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ในกรณีที่
คณะกรรมการสรรหาเป็นเครือญาติกับผู้ถูกสรรหา กล่าวเพียงว่าหากในอนาคต หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เชื่อว่าคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ หรือ คสช. จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี
------
/////////
นิพิฏฐ์ นำอดีต ส.ส.ปชป. แถลงเสนอแก้ราคายางพารา 5 ข้อ มั่นใจ หาก รบ.ทำตาม แก้ปัญหาได้แน่นอน
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พร้อมด้วยตัวแทนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ และ นายนริศ ขำนุรักษ์
ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีการแก้ไขราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาล ว่า ก่อนหน้าที่รัฐบาลได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหาอย่างพาราเป็น
วาระเร่งด่วนระดับชาติที่ต้องเร่งแก้ไข แต่จนถึงขณะนี้ราคายางพารายังไม่สูงขึ้นและมีแนวโน้มจะต่ำลง จึงกังวลว่าในช่วงต้นปีซึ่ง
เป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต จะยิ่งส่งผลให้ราคายางตกต่ำลงอีก ดังนั้น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญจึงข้อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหายางพารา
5 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องกระกาศให้ชัดเจนว่าจะไม่ขายยางพารา 2.1 แสนล้านตัน ที่เหลืออยู่ เพื่อลดปริมาณยางพาราในตลาด
2. รัฐบาลต้องประกาศให้นำยางพารามาสร้างถนน โดยจะต้องเป็นยางพาราใหม่และไม่ต่ำกว่า 5% 3. รัฐบาลนำยางพารามาสร้าง
สนามกีฬาของหน่วยงานราชการ ตลอดจนสนามเด็กเล่น 4. รัฐบาลต้องประกาศให้นำยางพารามาจัดทำระบบกันสั่นสะเทือน
5. รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาการลงทุนด้านอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ เชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะสามารถแก้ไขปัญหายางพาราได้ และในฐานะผู้เชี่ยวชาญ
ตนและคณะยินดีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเสร็จสิ้นการแถลงข่าวทั้งหมดจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป
วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557
ประยุทธ์ กับสถานการณ์
“เรื่องนักท่องเที่ยวนี่ มีปัญหามาตลอด ต้องเห็นใจเขาว่า เขาเข้าใจว่าบ้านเมืองเราเนี่ยสวยงาม ปลอดภัย ทำอย่างไรก็ได้ ผมถาม แต่งบิกินีประเทศไทย จะรอดไหม เว้นแต่ไม่สวยละนะ สวยทุกคนในนี้
สวยทุกคน แต่งได้หมด อันตราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบอกเขา ต้องทำทั้งสองอย่าง คือกฎหมายเฝ้าระวังและให้นักท่องเที่ยวเขาระวัง”
เมื่อสำนักข่าวเอพี ซึ่งเป็นสำนักข่าวระหว่างประเทศชื่อดังได้เผยแพร่ข่าวนี้ออกไป และมีสื่อในต่างประเทศนำไปขยายความต่อ โดยนำข้อความบางส่วนไปเผยแพร่ จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่า
นายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่า “ถ้านักท่องเที่ยวมาประเทศไทยแล้วใส่บิกินี จะไม่ปลอดภัย เว้นแต่จะเป็นคนไม่สวย” และทำให้เกิดการตีความว่า นายกฯ ไปตำหนิเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย จนในที่สุด
พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษกันไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้มีคำสั่งให้รื้อระบบไมโครโฟนห้องประชุมคณะรัฐมนตรีที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ติดต่อขอให้บริษัทผู้แทนจำหน่ายมาติดตั้ง
โดยที่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องราคา จนกระทั่งมีการท้วงติงว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างระบบไมโครโฟนชุดนี้ด้วยราคาที่สูงเกินปกติ แม้ต่อมาได้มีการต่อรองราคาลงได้ถึง 35% แต่ก็ไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยและ
วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสที่มีการนำอุปกรณ์ราคาแพงหลายล้านบาทมาติดตั้ง ทั้งที่ยังไม่ได้มีการทำสัญญาอย่างเป็นทางการ
การสั่งรื้อระบบไมโครโฟน และสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ทั้งหมดของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้ว่าจะช้าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า
ผลการสอบสวนในเรื่องนี้ จะออกมาช้าหรือเร็วอย่างไร และจะต้องมีผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการที่ส่อให้เกิดความสงสัยว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชัน อันเนื่องมาจากโครงการนี้หรือไม่
จะว่าไปแล้ว ในห้วงเวลาเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ คสช.เข้ายึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งพบว่า
หลายเรื่องที่เป็นอำนาจของรัฐบาลตรงๆ โดยไม่ไปกระทบกับกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ ก็สามารถทำได้โดยรวดเร็ว เช่น เรื่องการจ่ายเงินคงค้างแก่ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อน
หรือการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการปรับลดภาษีน้ำมันที่มีผลให้น้ำมันมีราคาลดลงอย่างฮวบฮาบมากกว่าในเวลาปกติ
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ คสช.ที่จะผลักดันนโยบายบางอย่างที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนหน้าที่ คสช. จะเข้ามาควบคุมอำนาจ
เช่น การควบคุมไม่ให้มีการขายปลีกสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา หรือการจัดระเบียบรถตู้โดยสารและวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน หรือแก้ได้
เฉพาะในช่วงแรกๆ ที่มีการเข้มงวด พอเจ้าหน้าที่ถอนกำลังออกไป ทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
จึงน่าเป็นห่วงว่า ในระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปีที่รัฐบาลภายใต้ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ จะสามารถแก้ไขปัญหามากมายมหาศาลที่หมักหมมอยู่ในสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งบรรดาข้า
ราชการไทยทั้งหลาย จะรู้ดีว่า รัฐบาล คสช. จะเข้ามาอยู่ในระยะเวลาสั้นๆ การตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลก็อาจจะทำให้ระยะสั้นๆ หรือบางคนที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองก็อาจจะใส่เกียร์ว่าง
บ้าง ในคราวที่รัฐบาล คสช.เผลอ เพื่อรอจังหวะให้รัฐบาลนี้พ้นวาระไป และรัฐบาลจากพรรคการเมืองกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง
จุดนี้เองที่ทำให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากสถานการณ์พิเศษ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ มีความแตกต่างกัน และแน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรีจากสถานการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็มีความแตกต่างกันเช่นกัน เพราะครั้งนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเอง
เราจะเห็นได้ชัดว่า ในสมัยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีอดีตข้าราชการประจำหลายคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ หลายกระทรวง การผลักดันงานต่างๆ เป็นไปในลักษณะของ
การประคองให้ผ่านๆ ไป การผลักดันร่างกฎหมายต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความหลากหลายและมีกลุ่มผลประโยชน์พยายามเข้าไปแทรกแซง
การพิจารณากฎหมายสำคัญๆ เช่น กฎหมายควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ เป็นต้น การบริหารราชการของรัฐมนตรีต่างๆ ก็เป็นไปด้วยความระมัดระวังด้วยความเกรงว่าจะถูก “เช็กบิล” เมื่อพ้น
ตำแหน่งไปแล้ว ทุกอย่างจึงล่าช้าไปหมด
เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ก็กลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่นักการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำแบบน่าเกลียด คือใครไม่ยอมเป็นพวกก็จะถูกจับย้าย
ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถบริหารงานได้ เช่น เป็นผู้ตรวจราชการ หรือการโยกย้ายโดยไม่คำนึงถึงระบบอาวุโส ความรู้ความสามารถและคุณธรรม จริยธรรม ใครที่ยอมรับใช้นักการเมืองก็จะได้
ดิบได้ดีในยุคที่นักการเมืองเรืองอำนาจ
แน่นอนว่า นายกรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมืองย่อมต้องใส่ใจกับภาพลักษณ์และมักจะมีทีมงานคอยจัดฉากให้ดูดีอยู่เสมอ ขณะที่เวลาส่วนใหญ่ก็จะหมดไปกับการไปเป็นประธานเปิดงานให้กับกลุ่ม
ผลประโยชน์ที่จะมีส่วนสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเองและพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด รวมทั้งคอยติดตามการดำเนินการตามนโยบายประชานิยมที่พรรคตนได้ริเริ่มไว้ โดยไม่สนใจงานด้าน
นิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองอีกบางพรรค อาจไม่มีปัญหากับข้าราชการมากนัก แต่ก็มักที่จะไม่ค่อยกล้าตัดสินใจ ทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า ไม่ทัน
การณ์ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่กล้าตัดสินใจในปัญหาสำคัญของประเทศ จนทำให้หลายครั้งประเทศไทยต้องเสียโอกาสไป
ส่วนนายกรัฐมนตรีที่มาจากสถานการณ์ไม่ปกติ โดยเฉพาะแบบพล.อ.ประยุทธ์ ที่คุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ คือ เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจในการแต่งตั้ง สนช. และสมาชิก
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นั้น น่าจะมีความแตกต่างจากนายกฯ คนอื่นๆ คือ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การผลักดันกฎหมายต่างๆ ทำได้ไม่ยาก แต่ก็มีข้อเสียคือ การ
ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อาจไม่รอบคอบ และเกิดผลกระทบทางลบในระยะยาวได้
ยิ่งหากการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นไปในแนวเดียวกับการแก้ปัญหาราคาสลากฯ และวินรถตู้โดยสาร ฯลฯ หรือการแก้ปัญหาที่แม้จะเด็ดขาดเช่น เรื่องการสั่งรื้อระบบไมโครโฟนฯ แต่หากผลการสอบ
สวนออกมาล่าช้าหรือจับมือใครดมไม่ได้ ปัญหาต่างๆ ก็คงจะหมักหมมต่อไป และเมื่อรัฐบาลนี้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ปัญหาทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพเดิม
หากสภาพการณ์เป็นดังว่านี้ การเข้ามายึดอำนาจของคณะ คสช.ก็คงจะไม่พ้นการ “เสียของ” ซ้ำรอยการรัฐประหารที่ผ่านๆ มา ส่วนจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป ก็คงจะเป็นเรื่องยาก เพราะ
ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้เห็นผลได้จริง หรือแก้ได้อย่างยั่งยืน ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายคงไม่ยอม
โดยเฉพาะหากเกิดข้อสงสัยกรณีคล้ายๆ กับการติดตั้งระบบไมโครโฟนที่ทำเนียบรัฐบาลบ่อยๆ และการสอบสวนถึงความไม่ชอบมาพากลเป็นไปอย่างล่าช้า และไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้
อย่างจริงๆ ด้วยแล้ว โอกาสที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ยาวๆ คงเป็นไปได้ยาก หรืออาจจะต้องคืนอำนาจเร็วกว่าที่วางโรดแม็ปไว้ก็เป็นได้ เพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่นและขาดความไว้ใจไป
เสียแล้ว
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า การได้มาซึ่งอำนาจอาจจะไม่ยาก แต่การใช้อำนาจให้เป็นธรรมและการครองตนไม่ให้หลงระเริงไปกับอำนาจอาจเป็นเรื่องยากก็เป็นได้...
ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
///////////////////
ปี๊บ กำลังฮิต"วิโรจน์"รัฐศาสตร์ มธ."ปี๊บคลุมหัว"ขอเสรีภาพทางวิชาการ-จี้สามัญสำนึก"สมคิด"
การเมือง
วันที่ 22 กันยายน นายวิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการนำ "ปี๊บ" คลุมหัว เพื่อแสดงออกถึงเสรีภาพทางวิชาการที่ถูกคุกคาม
และ เรียกร้องถึงความรับผิดชอบของนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรศาสตร์ ที่ควรจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับ กรณีที่เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาควบคุมตัวอาจารย์ และ นักศึกษาใน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ในงานเสวนาห้องเรียนประชาธิไปตย เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ปี๊บดังกล่าวนักศึกษา ทำมาให้ผม ซึ่งเมื่อเด็กทำมาให้ผมก็กล้าใส่ เมื่อมีจดหมายเปิดผนึกของนักวิชาการ 60 คนออกมา เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการขอคืนเสรีภาพทางวิชาการ ผมก็
รู้สึกว่านี่คือเรื่องสำคัญ ในมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนสามารถแสดงออกด้วยเหตุและผลของตนเอง ผมจึงได้ "นำปี๊บ" มาคลุมหัว เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ อย่างที่ปรากฏ
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นายวิโรจน์เห็นว่าเป็นปัญหาด้วย คือ กรณีที่นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมธ. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อาจารย์และนักศึกษา ถูกจับในมหาวิทยาลัย ว่า โดนตำหนิทั้ง2ด้าน
คือ ในตำแหน่งอธิการบดีก็มีคนตำหนิ และ สนช.ด้วยกันก็ตำหนินั้น นายวิโรจน์กล่าวว่า อธิการบดีควรจะมีความชัดเจนในหน้าที่ของตนเอง ต้องเลือกให้ชัดว่าจะทำหน้าที่ไหนยังไง ควรจะทำ
หน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง แสดงจุดยืนของตนเองออกมา ซึ่งตอนนี้มันขัดแย้งกันอย่างมาก ควรจะต้องเลือกเอาว่าจะเป็นอะไรกันแน่ และอธิการบดีต้องไม่ลืมว่า ประชาคมได้เลือกอธิการมาด้วย
นายวิโรจน์ กล่าวว่า เสรีภาพทางวิชาการจะทำให้ทุกคนได้ใช้เหตุใช้ผล สังคมจะมีความเป็นอารยะมากขึ้น และ "มหาวิทยาลัย" ก็เป็นสถาบันการศึกษาที่สังคมไทยกำหนดบทบาทให้ทำหน้าที่นั้น
และเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องส่งเสริมอีกด้วย เพราะเราไม่ได้สอนให้ต้องเชื่อตาม แต่นักศึกษาจะต้องคิดตัดสินใจที่จะเลือกเอง เมื่อก้าวออกไปสู่สังคมที่ตนเป็นส่วนหนึ่งของพลเมือง ไม่อยากให้ถึง
ขั้นลามเข้ามาในห้องเรียน เพราะตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะสอนหนังสืออย่างไร
"ผมก็จะ เอา"ปี๊บ" คลุมหัวเรื่อยๆ หากมีโอกาสที่จะสามารถแสดงออกเชิงสัญลักษณ์นี้ได้ ที่สำคัญคือ เรื่อง เสรีภาพทางวิชาการ และ ผู้บริหารที่ควรจะมีสามัญสำนึกในเรื่องนี้" นายวิโรจน์กล่าว
ทำไม สตีฟ จอบส์จำกัดการใช้iphone ipad กับลูกๆ
หลายคนเข้าใจว่าที่บ้านของ “สตีฟ จ็อบส์” เจ้าของบริษัทไอทีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่างแอปเปิล จะต้องเป็นสวรรค์ของเด็กเนิร์ด ที่มีอุปกรณ์ไอทีเต็มไปหมด ทีวีจอใหญ่สุดยอดติดฝาผนัง พร้อม iPhone, iPad ให้เล่นได้ทั้งวันทั้งคืน
แต่นั่นเป็นเรื่องผิดถนัด เมื่อทางนักข่าวของ New York Times ที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์จ็อบส์ในช่วงงานเปิดตัว iPad รุ่นแรกเมื่อปี 2010
“ลูกๆ คุณคงต้องชอบ iPad เป็นแน่จริงไหม ?”
“พวกเขาไม่ได้ใช้มันหรอก” จ็อบส์บอกกับนักข่าว “เราจำกัดเทคโนโลยีที่เด็กควรจะใช้ที่บ้าน”
ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่สตีฟ จ็อบส์คนเดียวที่จำกัดการใช้อุปกรณ์ไอทีในบ้านของลูกๆ แม้แต่ Chris Anderson อดีตบรรณาธิการ Wired นิตยสารสุดกี๊ก ก็ยังควบคุมการใช้ Gadget ของลูกๆ อย่างเข้มงวดเช่นกัน
“ลูกๆ ของผมบ่นออกมาบ่อยครั้ง ว่าเด็กในบ้านอื่นไม่เห็นมีกฏแบบนี้เลย” เขาพูดถึงลูกๆ ทั้ง 5 คนที่อายุแค่ 6 ขวบถึง 17 ปี “นั่นเป็นเพราะเราเป็นกลุ่มผู้ที่ได้สัมผัส และรู้ถึงอันตรายของเทคโนโลยีกลุ่มแรก ผมไม่อยากให้มันเกิดกับลูกๆ ของผม”
อันตรายจากเทคโนโลยีในวัยเด็ก
แน่นอนว่าอุปกรณ์ไอทีก็มาพร้อมประโยชน์และโทษ ทั้งเนื้อหาที่รุนแรงและควบคุมยากกว่าสื่ออื่น, การถูกคุกคามจาก Social Network, รวมถึงมีงานวิจัยมากมายที่ไม่ควรให้เด็กได้ใช้ Gadget เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการเสพติดอุปกรณ์ไอที
Evan Williams ผู้ก่อตั้ง Blogger และ Twitter เผยข้อแนะนำสำหรับการให้เด็กใช้อุปกรณ์อย่าง iPhone, iPad หรือ Gadget อื่นๆ ดังนี้
- เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปีมีแนวโน้มที่จะเสพติดอุปกรณ์ไอทีมาก
- ผู้ปกครองควรขีดเส้น และตั้งกฏจำกัดการใช้งาน
- ไม่ควรให้เด็กใช้อุปกรณ์ Gadget ในช่วงวันปกติหลังเลิกเรียน
- ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ควรให้เด็กใช้ iPhone, iPad ได้ไม่เกิน 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน
- เด็กอายุ 10 – 14 ปีให้ใช้คอมพิวเตอร์หรือ Gadget ได้ในวันปกติ แต่เฉพาะทำการบ้านเท่านั้น
แต่ก็มีพ่อแม่อีกหลายคนที่ใช้กฏที่ยืดหยุ่นกว่า เช่นห้ามเปิดจออุปกรณ์ทุกชนิดในห้องนอน แต่ใช้ได้ไม่จำกัดในห้องนั่งเล่น ที่พ่อแม่เห็นลูกอยู่ตลอด หรือจำกัดแค่บางแอพและห้ามใช้ Social Network เท่านั้น
เมื่อกลับไปที่สตีฟ จ็อบส์ นอกจากที่เขาห้ามไม่ให้ลูกๆ ใช้ iPhone, iPad ทั้งที่เขาเป็นผู้คิดค้นขึ้นแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นจ็อบส์จะทานข้าวกับลูกๆ บนโต๊ะยาวที่ห้องครัว พูดคุยถึงเรื่องหนังสือ, ประวัติศาสตร์ และหัวข้อน่าสนใจมากมาย
ไม่มีใครที่ยก iPad หรืออุปกรณ์ไอทีขึ้นมา เด็กๆ ก็ดูจะไม่เสพติดอุปกรณ์พวกนี้แต่อย่างใด
ที่มา – The New York Times
อ่านเพิ่ม : วิธีจำกัดการซื้อของบน iPhone, iPad สำหรับเด็ก
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557
โรดแมป 3ระยะคสช.
ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำอยู่โดยฝ่ายกฎหมาย จะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรี เพื่อบริหารราชการ ร่าง/จัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูปเพื่อปฏิรูปแก้ไขในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการ และเป็นที่ยอมรับ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี มากหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์เรียบร้อยเป็นปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดอง สมานฉันท์กันทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3
ระยะที่ 3 การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่ทุกคนทุกพวกทุกฝ่ายพอใจ กฎหมายทันสมัยในทุกด้าน รวมทั้งกฎระเบียบ กติกาต่างๆ ได้รับการแก้ไข เพื่อให้ได้คนดี สุจริต มีคุณธรรม มาปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมาภิบาล
สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะไม่สำเร็จโดยเร็วอย่างที่ทุกคนต้องการได้เลย หากยังไม่มีความสงบเกิดขึ้น การประท้วงด้วยความไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และไม่เข้าใจในเหตุผลการควบคุมอำนาจในครั้งนี้ ว่าทำเพื่อประเทศไทยและคนไทยทุกคน รวมทั้งส่งผลดีต่อการพัฒนาความสัมพันธ์และเพิ่มผลประโยชน์ของไทยและมิตรประเทศได้ในอนาคตอันใกล้
“ผมคิดว่าคนไทยทุกคนเหมือนผม ไม่มีความสุข มาประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะนี้ทุกคนอยู่ในความสุขสงบมาก ตั้งแต่ 20 และ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา คสช.ไม่ต้องการก้าวเข้าสู่อำนาจ ไม่ต้องการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ใดๆ เลย แต่ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าทหารและข้าราชการทุกคนไม่ทำอะไรเลย ใครจะมาดูแลท่าน ใครจะแก้ปัญหาให้ท่าน ในเมื่อประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ด้วยความขัดแย้ง เจ้าหน้าที่ถูกตำหนิ ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ การบังคับใช้กฎหมายปกติทำไม่ได้ ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ ทั้งข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ประเทศชาติต้องมาก่อนเสมอ”พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยัน
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. (อังกฤษ: National Council for Peace and Order (NCPO) เดิมใช้ชื่อ National Peace and Order Maintaining Council (NPOMC) ) เป็นคณะผู้ยึดอำนาจการปกครอง โดยรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ตั้งแต่เวลา 16:30 น. หลังเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร พร้อมทั้งจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ได้สองวัน และมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ
วันที่ 21-22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) เรียกประชุมผู้แทนรัฐบาล, วุฒิสภา, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, นปช. และ กปปส. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อหาข้อสรุปในการก้าวผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมือง แต่ไม่อาจหาข้อสรุปได้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้บัญชาการเหล่าทัพ จึงประกาศกระทำรัฐประหารในที่ประชุม และควบคุมตัวผู้เข้าร่วมประชุม ยกเว้นตัวแทนวุฒิสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยนำตัวไปยังกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งใช้เป็นกองบัญชาการของ คสช.
วันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ทหารได้แจกใบปลิวให้ประชาชนที่สัญจรย่าน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยใบปลิวนั้นได้ระบุถึง เหตุผลในการยึดอำนาจของคสช. ว่า[1]
1มีความขัดแย้งทางความคิดการเมืองอย่างรุนแรง หยั่งลึกจากระดับประเทศไปถึงระดับครอบครัวคนไทย
2การใช้อำนาจการปกครองที่กระทำอยู่เดิม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยก และการกระทำผิดของกลุ่มต่าง ๆ ได้อีกต่อไป
3แนวทางการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ถ้าเลือกตั้งต่อไปในสถานการณ์เช่นนี้ อาจเกิดปัญหาความวุ่นวายไม่จบสิ้น
4การชุมนุมทางการเมืองที่มีต่อเนื่องมาถึง 6 เดือน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางความคิด และการแก่งแย่งผลประโยชน์ทางการเมือง ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา (วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 และ พ.ศ. 2556–2557) ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำให้ประชาชนแตกความสามัคคี จนไม่อาจปรองดองกันได้
5ปัญหาทุจริต มีคดีความจำนวนมากอยู่ในชั้นศาล และยังรอกระบวนการยุติธรรมตัดสิน
6การบังคับใช้กฎหมายปกติต่อปัญหาข้างต้น บังคับใช้ไม่ได้ทุกกลุ่ม ทำให้เกิดความหวาดระแวง เกลียดชังกันในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง ความเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย โดยเฉพาะแกนนำที่มีความผิด ตามกระบวนการยุติธรรม นำไปสู่การยุยงปลุกปั่นแนวร่วมของฝ่ายตน ให้พร้อมที่จะกระทำการใด ๆ ต่อฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง
7การบริหารราชการแผ่นดินในห้วงที่ผ่านมาไม่สามารถกระทำได้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ และก่อปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนทุกระดับจนถึงรากหญ้า
8มีการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ตามมาตรา 112 ทั้งทางลับและเปิดเผย สร้างความไม่พอใจและเกลียดชังของประชาชนโดยรวม ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ
9การปลุกระดมมวลชนที่มุ่งเอาชนะฝ่ายตรงข้ามโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ทวีความรุนแรงและเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
10ปรากฏชัดว่ามีการจัดตั้งและใช้กองกำลังติดอาวุธรวมถึงการตระเวนอาวุธสงครามจำนวนมาก เพื่อปฏิบัติการอย่างรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้ามของตน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งกองทัพจะยอมให้เกิดขึ้นในประเทศชาติไม่ได้โดยเด็ดขาด
คสช.จัดทีมใหม่-รวมสมาชิก 15 คน "พล.อ.ประวิตร" ขึ้นรอง คสช.(ข้อมูล)
คสช.จัดทีมใหม่-รวมสมาชิก 15 คน "พล.อ.ประวิตร" ขึ้นรอง คสช.

เรื่อง แต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
2. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
3. พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
4. พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
5. พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
6. พลตํารวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็น รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
7. พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
8. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
9. พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
10. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
11. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
12. พลตํารวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
13. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
14. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
15. พลเอก อุดมเดช สีตบุตร เป็น เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ยกเลิกกรรมการเลือก สปช. เหตุ รธน.ให้เป็นอำนาจ คสช.
ยกเลิกกรรมการเลือก สปช. เหตุ รธน.ให้เป็นอำนาจ คสช.

20 ก.ย. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่ 121/2557 เรื่อง ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 117/2557 ใจความ ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 117/2557 ลงวันที่ 17 ส.ค. 2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือก สปช. จำนวนไม่เกิน 250 คน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 มาตรา 30 วรรค 6 ได้กำหนดให้ คสช. คัดเลือก สปช. จากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอจำนวนไม่เกิน 250 คน
โดยเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมาเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 121/2557 เรื่อง ยกเลิกคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 117/2557 ที่ได้กําหนดให้มีคณะกรรมการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทําหน้าที่พิจารณาคัดเลือกบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ นั้น โดยที่มาตรา 30 (6) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้กําหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ จํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ดังนั้น อํานาจในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้เหลือจํานวนดังกล่าว จึงเป็นอํานาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด
เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งให้ยกเลิกคําสั่งดังกล่าว สั่ง ณ วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2557 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
อนึ่งคำสั่งที่ 117 ได้กำหนดคณะกรรมการคัดเลือกฯ ขึ้นมา 14 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.จิระเดช โมกขะสมิต ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผบ.สส. พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ หัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฎิรูป กห. พล.ร.อ.จักรชัย ภู่เจริญยศ รอง ผบ.ทร. พล.อ.อ.สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ รองผบ.ทอ. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาการผบ.ตร. และพล.อ.อุทิศ สุนทร หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและสั่งการของผู้บังคับบัญชาในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่เพื่อพิจารณาคัดเลือกบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สปช.จากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน และในแต่ละด้าน พร้อมทั้งนำรายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเสนอต่อหัวหน้า คสช. เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ
สูญเสียนักสันติวิธีชายแดนใต้ 'อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง'
สูญเสียนักสันติวิธีชายแดนใต้ 'อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง'

นายอัฮหมัดสมบูรณ์ เดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 กันยายน ไปประเทศสวีเดน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนขององค์กรภาคประชาสังคมในการประสานกับตัวแทนฝ่ายต่างๆ ในเรื่องการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งหลังจากญาติๆที่จังหวัดปัตตานีทราบข่าว ได้มารวมตัวกันที่บ้านพักของนายอัฮหมัดสมบูรณ์ที่บ้านเลขที่ 23 ม.6 ต.ปูยุด อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อหารือถึงการสูญเสียดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้า โดยญาติต้องการให้นำศพกลับมาประกอบศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลามที่จังหวัดปัตตานี แต่อาจต้องใช้เวลาดำเนินการ 2-3 วัน
นายอัฮหมัดสมบูรณ์ เดินทางไปประเทศสวีเดนรวมทั้งประเทศต่างๆ บ่อยครั้งเพื่อพบปะกับตัวแทนกลุ่มขบวนการต่อสู่กับรัฐไทยที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ เพื่อหาทางออกในเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ โดยเขามักยืนยันต่อแกนนำขบวนการหลายคนถึงแนวทางการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง
นายอัฮหมัดสมบูรณ์ นอกจากจะเป็นนักวิชาการอิสระแล้ว เขายังเป็นนักประชาสังคมและทำงานชุมชนมานานหลายปี ที่ผ่านมาเคยดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ตำแหน่งล่าสุดที่เขาเป็นคือ ผู้อำนวยการหลักสูตรเสริมสร้างสันติสุขของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งการเสียชีวิตของเขานับเป็นการสูญเสียบุคคลากรที่มีความสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทุ่มเทอย่างจริงจังในการทำหน้าที่เพื่อสันติภาพจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เปลว สีเงิน:เปลี่ยนพูดเป็นทำ นั่นคือตามสัญญา
โดย เปลว สีเงิน
• @ เปลว สีเงิน ชี้ถึงสภาพสังคม นิสัยคนไทยและมาจบที่คสช. รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ต้องรีบดำเนินการทันที ตามคำมั่นสัญญาทำอย่างเด็ดขาดเอาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
……………………………………..
• เพื่อนผม "คุณมกร์ รุ่งกมล" ซื้อตั๋วเรือมา ๒ ใบชวนไปล่องแปซิฟิก ผมเลยถือโอกาสไปลอยอังคารตัวเองซะหลายวัน กลับมาหวัดดัดจริตกินงอม ทั้งไอ-ทั้งน้ำมูกไหลเป็นน้ำตกหลี่ผี เปิดโทรทัศน์ดูข่าวสะลึมสะลือเพราะฤทธิ์ยา จับความได้ว่า.....
เดี๋ยวนี้นายกฯ ประยุทธ์ เปลี่ยนจาก "นักปฏิวัติ" เพื่อปฏิรูปสังคมบ้านเมือง ไปเป็น "นักพูดเจ๊าะแจ๊ะ" เพื่อให้ถูกใจแฟนคลับและนักข่าวสาวน้อย-สาวใหญ่ประจำทำเนียบฯ ไปซะแล้ว!
@ จะเป็น "นักปฏิบัติ" หรือ "นักพูด" ก็ตัดสินใจให้ดีนะ เพราะตอนนี้ เข้าสู่โหมดรัฐบาลบริหารประเทศเต็มตัวแล้วเข้าสู่เดือนที่ ๔ ที่ ๕ แล้ว ที่พูด-ที่สัญญา "ว่าจะทำ" หลายเรื่อง-หลายอย่างน่ะ
ได้ลงมือทำอะไรให้เห็นเป็นสัญญาณคืบหน้าเป็นรูปธรรมบ้าง?นอกจาก ขนเงินไปใช้หนี้แทนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่จบ-ไม่สิ้น!
มีแต่เงินไหลออก ยังไม่เคยเห็นว่า ในหัวเลี้ยว-หัวต่อเศรษฐกิจชะลอ-รอฟุบ รัฐบาล คสช.จะมีนโยบาย หรือได้ทำอะไรเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศบ้าง?
ก็น่าเสียดายนะ...!
@ "การท่องเที่ยว" ที่เป็นตลาดเงินสด และเป็นเงินสดที่กระจายสร้างสภาพคล่องให้ระบบทันที-ทันควันแต่รัฐบาล คสช.เล่นบท "ไก่ได้พลอย"!ทำลายทั้งโอกาสตัวเองและโอกาสสังคมประเทศ ที่
ตอนนี้ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจซึมเซาประเทศไทยนั้น ลองส่งออกสะดุด เกษตรมีปัญหา ท่องเที่ยวไม่เดิน....ทุกอย่างก็...ดับ!
@ รัฐบาลที่มีสัญญา ตุลา ๕๘ จะมีเลือกตั้ง ขืนเอาแต่เจ๊าะแจ๊ะไปวันๆ ผลงานเป็นรูปธรรมไม่เกิด ระวังนะ....ถ้าไม่รีบปรับทิศทางการทำงาน อย่างเก่งสุด ให้ถึงไตรมาส ๔ ต่อจากนั้น รัฐบาล คสช.จะสิ้นมนต์ขลัง
เศรษฐกิจจะพัง ไร่นาสาโทจะวิบัติด้วยแห้งแล้งจัด ความหวังสู่อาเซียนเคว้งคว้าง ไม่เห็นทางจับต้องได้ ทุกอย่างมีแต่แผน...แผน..และแผน และคำว่า...กำลังศึกษา
@ ถึงตอนนั้น ทุกปลายหอกจะหันเข้าหาเจ้าของเพลง "เราจะทำตามสัญญา"ซึ่งเอาเข้าจริง ทุกสิ่ง... แล้วเราก็ทำไม่ได้ตามสัญญาาาา?!
@ คสช.มาพร้อมคำสัญญาจะปฏิรูปประเทศ ชาวบ้านอยากเห็นปฏิรูปรถไฟที่เหลวแหลก ใช้อำนาจไปครึ่งเดียว ก็ทิ้งคา จนวันนี้ ก็ยังคา ไม่รู้ว่ารถไฟไทยจะไปทางไหนกันจะปฏิรูประบบตำรวจ
กราบแทบเท้าถามท่าน...
ถึง ณ วันนี้ มีอะไรในสถาบันตำรวจที่เรียกว่าปฏิรูปบ้าง กระทั่งการแต่งตั้ง ตั้งแต่หัวยันหางก่อนปฏิรูป "หนอนยุ่บ" ยังไง .....หลัง คสช.ปฏิรูป "หนอนยุ่บ" ยังงั้น!
กับสถาบันอัยการก็เถอะ คสช.ก็ปฏิรูปครึ่งๆ กลางๆ ขอนไม้ที่เปลี่ยนใหม่กับขอนไม้ขอนเดิม มันต่างกันตรงไหน และ คสช.เปลี่ยนด้วยประสงค์ใด ในเมื่อผลที่ออกมาวันนี้
มีแต่คนพูด มึน...ว่ะ?
@ "ข้าว" คืออนาคตชาวนา ฟังข่าววานซืน ข้าวหอมมะลิไทยที่เคยครองปาก-ครองท้อง ชาวฮ่องกงร้อยละ ๙๐ มาวันนี้ ลดเหลือร้อยละ ๔๐ กว่าๆ เท่านั้น เพราะคนฮ่องกงวันนี้ หันไปกินข้าวหอมมะลิเขมร!
เหตุผลคือ นอกจากราคาถูกกว่าแล้ว ที่สำคัญ คุณภาพไม่ต่างจากข้าวหอมมะลิไทย และคนฮ่องกงกินจนคุ้นเคยรสชาติแล้ว
ที่สำคัญเหนือสำคัญคือ...คนฮ่องกงบอกว่า....."ข้าวหอมมะลิไทยชอบปลอมปน ไม่ซื่อสัตย์ ไม่รักษาคุณภาพ"!
สะใจดีมั้ย.......?
@ แล้วท่านนายกฯ ประยุทธ์พอมองเห็นหรือยังว่า จุดอ่อน-จุดบกพร่อง ของประเทศไทย-คนไทยที่ต้องรีบปฏิรูปก่อนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นั้น เมื่ออำนาจปกครองประเทศตกอยู่ในกำมือท่านควรทำอะไร...ควรจัดการแก้ไขตรงไหนก่อน?
@ ผมไปดูโลกภายนอกเขามา เมื่อกลับสู่โลกเป็นจริง คือบ้านเมืองของตัวเอง แต่โลกทัศน์ผมก็ไม่เปลี่ยน เราก็คือเรา-เขาก็คือเขา
ผมเป็นคนไม่ชอบยกบ้านเมืองอื่นมาทับถมบ้านเมืองตัวเอง เท่าๆ กับชอบศึกษาวิถีคนในชาตินั้นๆ
เรือเขาพาล่องไม่เห็นฝั่ง เห็นแต่ฟ้ากับน้ำ แวะตามเกาะแก่งต่างๆ ห่างไกลโตเกียวจนไปจรดรัสเซีย เรียกว่าไป "บ้านนอก" ตามซอกเกาะว่างั้นเถอะ
แต่ญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ "ไม่มีบ้านนอก" ขึ้นท่าไหน-เมืองไหน ไม่ว่าเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ทุกเมือง มีความเป็นโตเกียว-เป็นญี่ปุ่น เหมือนกันหมด!
สะอาด ระเบียบ มีมรรยาท ซื่อสัตย์ มีวัฒนธรรม เข้าแถว ถนอมรักษาของเก่าและธรรมชาติ ให้เกียรติในความเป็นคนทัดเทียมกัน
@ สะท้อนถึงสิ่งต้องคิดคือ ต้องตีโจทย์ "ความเจริญ" ให้แตกว่า ความเจริญของญี่ปุ่นนั้น หมายถึงอะไร?
หมายถึง ต้องสร้างตึกรามบ้านช่องใหญ่ๆ ก่อน หมายถึงต้องมีรถไฟความเร็วสูงก่อน หมายถึงต้องตัดถนนหนทางระโยงระยางเป็นใยแมงมุมก่อนหรือหมายถึง....?
ต้องสร้าง "จิตสำนึก" ความเป็นคนในชาติก่อน แล้วให้จิตสำนึกความเป็นคนนั้น สร้างสิ่งอื่นๆ อันเป็นวัตถุขึ้นมารองรับสังคมบนมาตรฐานจิตสำนึกในชาติด้วยกัน
ญี่ปุ่นไม่มีทรัพยากรวัตถุ-ทรัพยากรบุคคลเหนือกว่าไทย ตรงกันข้าม ของเราเหนือกว่าเขาด้วยซ้ำ
เพียงแต่เขาสามารถกะเทาะ-เจียระไน "แก่นสำนึก" ในคนของเขาออกมาใช้ได้แล้วเท่านั้นส่วนเรา....ผู้นำบริหารแต่ละยุคสมัย ยังใจเย็น ยังไม่คิดที่จะกะเทาะ-จะเจียระไน
"ทรัพยากรบุคคล" ที่ซ่อนอยู่ในรูปขี้ตะกรันออกมาเป็น "แทนทาลัม" เพื่อใช้พัฒนาชาติเท่านั้นเอง!
@ คนไทยนั้น ถ้าได้รับการเจียระไนวันไหน ต่อให้อเมริกัน-ญี่ปุ่น-เยอรมนี เรียงหน้าเข้ามาเลย หรือดาหน้าเข้ามาพร้อมๆ กันก็ได้ สูง-ใหญ่ ไม่ใช่ประเด็น
ดูอย่างเมื่อวาน (๒๑ ก.ย.๕๗) วอลเลย์บอลหญิงไทย ประเดิมสนามนัดแรกในกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่เกาหลีใต้ตบสาวญี่ปุ่นล้มคว่ำคะมำหงายไปเลย!
แต่คนญี่ปุ่นต่างกับไทยอยู่นิดตรงที่ คนญี่ปุ่นมีความเจ็บปวดร่วมกัน ที่ต้องสู้ ฟันฝ่าร่วมกันอยู่มาก
ความเจ็บปวดร่วมกันนั้นจึงหลอมคนญี่ปุ่นให้ตกผลึกดังทุกวันนี้
@ ส่วนสภาพสังคมเรา ฟ้าประทานแผ่นดินไทยให้สมบูรณ์ทุกอย่าง อยู่สบาย กินสบาย การที่มีความสุขร่วมกัน ขี้เกียจร่วมกัน ด้วยความสบายร่วมกันนั้น จึงหลอมคนไทยให้อยู่กันแบบมนุษย์สุขนิยม
ใคร-อะไรมากระทบสุขกูเมื่อไหร่...โวยเมื่อนั้น!
ไทยจึงเป็นสังคม "ตัวใคร-ตัวมัน" วัดค่าคนตรง ใครสุขมาก-สบายมาก-รวยมาก-ยศมากกว่ากัน
ดังนั้น การบริหารปัญหาสังคมไทย ยากจะยึดแนวทางที่อื่นมาใช้ ต้องใช้วิธีแบบไทยๆ จึงจะถูกจริตคนไทย นั่นคือ
@ บางสิ่ง-บางอย่าง ถ้ารอประชามติ รอสำรวจความคิดเห็นก่อน รอความยินยอมพร้อมใจ ทั้งชาติ จะไม่ได้ทำอะไรให้เป็นมรรค-เป็นผลเลย!เพราะมนุษย์สุขนิยมนั้น ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบตัวเอง ไม่ว่าด้านบวกหรือลบ
คือถ้าเปลี่ยนแปลงเริ่มที่ตัว จะโวย จะมีปฏิกิริยาคัดค้าน-ต้านต่อก่อนทันที ทั้งที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ตัวเองจะได้มากกว่า-ดีกว่าเดิมก็ตาม
@ ฉะนั้น การเป็นผู้นำบริหารประเทศไทย ต้องนำให้คนด่า-คนค้าน อนาคตชาติจึงจะดีอย่าง การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ ผู้นำต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จทุบโต๊ะสร้างไปเลย
ทุบโต๊ะวันนี้ ถูกด่า ถูกค้านวันนี้ ล้านเปอร์เซ็นต์แต่จะได้รับเครื่องเซ่น การกราบไหว้ สรรเสริญคุณ ในวันหน้า ล้านเปอร์เซ็นต์เช่นกัน!
อย่างรถไฟ จะปฏิรูป-ผ่าตัด จากระบบที่ล้มเหลวเรื้อรังวันนี้ให้สะเด็ดน้ำไปทางใด-ทางหนึ่ง ต้องทุบโต๊ะให้เด็ดขาดไปเสียทาง แล้วทุกอย่างจะเดินหน้าไม่ใช่ปล่อยให้เป็นป่าช้าผีสิงเกาะกินไม่จบ-ไม่สิ้นกันอย่างทุกวันนี้
"การบินไทย" ก็เถอะ!
การปฏิวัติที่เรียกว่า "เข้ามาควบคุมอำนาจปกครองประเทศ" ของ คสช.โดยพลเอกประยุทธ์เป็นตัวนำนั้น ต้องเข้าใจให้ชัด
ท่านปฏิวัติเพื่อเข้ามาใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ "ทุบโต๊ะ" แก้ปัญหาไม่ใช่ปฏิวัติแล้วเลียนลีลาผู้นำระบบรัฐสภา ทำทุกอย่างต้องรักษาฐานเสียง-ฐานคะแนน เลี้ยงปัญหาให้เป็นมะเร็งชาติ แลกคำชมเชย
วันนี้ งาน คสช.หนักไปทางกวาดขยะ ส่วนงาน รื้อ-ล้าง-สร้างใหม่ ยังไม่ปรากฏ และอย่าลืม ที่นายกฯ ประยุทธ์สัญญาจะนำไม้พะยูงที่ยึดไว้มากมายสร้าง "อาคารไม้พะยูง" ทั้งหลัง เป็นแลนด์มาร์ก
แห่งยุคสมัย แห่งรัชกาล ฝากไว้ในแผ่นดิน นั้นไหนล่ะ...ตรงไหน เมื่อไหร่จะทำ?
ยุทธศาสตร์ 3 ป.
โดย แม่ลูกจันทร์ 19 ก.ย. 2557 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/content/451019
คลื่นลูกใหม่ไล่กระแทกคลื่นลูกเก่า แล้วคลื่นลูกเก่าก็ม้วนกลับไปไล่กระแทกคลื่นลูกใหม่
ทำให้คลื่นลูกใหม่กลายเป็นคลื่นลูกเก่าและคลื่นลูกเก่ากลายเป็นคลื่นลูกใหม่ วนเวียนเรื่อยไปไม่รู้จบ
“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่แปลกใจที่มีชื่อ “ดร.ปณิธาน วัฒนายากร” คลื่น ลูกเก่าจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ โผล่กลับมาเป็นที่ปรึกษารองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ไม่แปลกใจที่มีชื่อ “เสธ.ไก่อู” โฆษก ศอฉ.คนดังช่วงปราบม็อบเสื้อแดงกลับมาแจ้งเกิดใหม่ในฐานะรองโฆษกรัฐบาล
เพราะทั้ง 2 คนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตรงสเปกที่รัฐบาลจะจับใส่ตะกร้าล้างน้ำเอากลับมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง
“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องก้าวข้ามความขัดแย้งเก่าๆไปก่อน
ถ้าเราเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้นำปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ความปรองดอง
ก็อย่าไปคิดเล็กคิดน้อย หรือคิดมากคิดมายกับใครบางคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เรียกมาใช้ทำงาน
เพราะแมวสีอะไรก็จับหนูได้เหมือนกัน
ยกเว้น แมวตายจับหนูไม่ได้ ต้องเอาไปฝังอย่างเดียว
“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งสมาชิก คสช.ชุดใหม่เพิ่มเติม
จากเดิม คสช.มีเพียง หน.คสช. 1 คน, รอง หน.คสช. 4 คน และเลขาธิการ คสช.อีก 1 คน
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ดาวน์โหลดเพิ่มอีก 9 คน รวมเป็น 15 คน เต็มโควตาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
เห็นด้วย เพราะสิ้นเดือนนี้ 5 แกนนำ คสช.จะเกษียณอายุราชการพร้อมกัน ทำให้อำนาจสั่งใช้กำลังเปลี่ยนไปขึ้นตรงกับ ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ที่ผงาดขึ้นมาแทน
จึงเป็นการเหมาะสมที่จะดึงผู้นำเหล่าทัพรุ่นใหม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก คสช.ครบเซตทั้ง 5 คน ได้แก่...
1, พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกลาโหมคนใหม่
2, พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.สูงสุดคนใหม่
3, พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.คนใหม่
4, พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ.คนใหม่
5, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนใหม่
เพื่อกระชับอำนาจ คสช.ให้แข็งโป๊กตลอดไป
อนึ่ง...เพื่อปรับบทบาท คสช.ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จึงแต่งตั้งสมาชิก คสช.พ่วงมาอีก 4 คน
1, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตประธานที่ปรึกษา คสช.เพื่อช่วยให้คำปรึกษาด้านการเมือง
2, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองผบ.สูงสุด และ รมว.ยุติธรรม ซึ่งเป็นมือขวาที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ให้ความสำคัญ
3, นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กุนซือใหญ่ด้านกฎหมายที่เป็นเสือซุ่มมานาน ถึงเวลาต้องเปิดหน้าเล่นซะที
4, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งถูกวางตัวเป็นรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ แต่ไม่มีโอกาสแสดงฝีมือ
“แม่ลูกจันทร์” เสียดาย ดร.สมคิด มือเศรษฐกิจระดับหัวกะทิของประเทศไทย ที่ไม่มีโอกาสเข้าไปทำงานให้รัฐบาลเต็มตัว
ดร.สมคิด เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะโดนนักเลงดีเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว...
ห้าม ผู้เคยถูกตัดสิทธิเลือกตั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ถ้าไม่โดนคนกันเองเจาะยาง ดร.สมคิด จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ไม่รู้ป่านนี้ ดร.สมคิด หายปวดตับหรือยัง??
"แม่ลูกจันทร์"
///////////
ยุทธศาสตร์ 3 ป.
โดย หมัดเหล็ก 19 ก.ย. 2557 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/content/451047
นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงยุทธศาสตร์ชาติ ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เนื้อหา นอกจากจะเร่งคืนความสุขในทุกๆด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม วัฒนธรรม การเงินการคลัง ซึ่งจะเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชนและประชาชน ที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ ประชาคมอาเซียน ในปีหน้านี้ รวมทั้ง การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันทุกๆด้าน เน้นเรื่องของความเข้มแข็งด้านการศึกษา โดยมีค่านิยม 12 ประการเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ ที่พล.อ.ประยุทธ์เน้นคือการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ที่จะต้องระดมสมองของคนไทยมาช่วยกันแก้ปัญหาทุกมิติ แต่ต้องปราศจากปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่นการทุจริตคอร์รัปชัน ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการกีดกันทางการค้า ซึ่งปัญหาพันกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม
“วันนี้อย่าเพิ่งโทษว่า เป็นความผิดของใคร เราต้องเดินหน้า นโยบายนอกจาก ทำก่อน ทำจริง ทำทันที ยังมี 3 ป. คือ เป็นธรรม โปร่งใส และปรองดอง วันนี้ประเทศไทยมีทั้งวิกฤติและโอกาส แต่จะทำอย่างไรให้วิกฤติเป็นโอกาส”
โรดแม็ป ขั้นที่ 2 จะเป็นบทพิสูจน์ยุทธศาสตร์ชาติ 3 ป. เริ่มจาก การสรรหา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากคณะกรรมการสรรหาด้านต่างๆจากจำนวน 550 คน ส่งให้ คสช.คัดให้เหลือ 173 คน
จากระดับจังหวัด อีก 77 คน รวมเป็น 250 คน ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคตประเทศไทย
ก็หนีไม่พ้นที่จะยึดหลัก 3 ป.ที่ว่า และคงหนีไม่พ้น การตรวจสอบที่มาที่ไปและเจตนาของ สปช.ชุดนี้ ความเป็นธรรมก็ดี ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ก็ดี หรือการปรองดองก็ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสและยุติความขัดแย้งที่ผ่านมา
ดังนั้น คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ สปช. จะต้องไม่เลือกข้าง ไม่มีอคติ กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หาก คสช.เลือกทางเดินที่จะเอา คนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่ สปช. ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัด
แย้งทันที
และจะกระทบไปถึงโรดแม็ปในระยะที่ 2-3 ด้วย ถึงเวลานั้น คสช.จะอ้างอำนาจพิเศษใดๆก็ตามในการเข้ามาแก้ไขปัญหาขัดแย้งรอบใหม่ คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
เพราะ เมื่อ คสช. ตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่ คนกลาง ก็ต้องสร้างความไว้วางใจ ไม่เฉพาะขั้วอำนาจความขัดแย้ง แต่หมายถึง ความไว้วางใจจากประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ข้างใดข้างหนึ่ง
นับจากนี้ไปจะเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ที่จะเป็นบริบทไปสู่เป้าหมายของการ ยึดอำนาจ ว่าจะสูญเปล่าหรือไม่ และถ้าการยึดอำนาจ ต้องสูญเปล่า เพราะคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ก็ไม่ต่างจาก วิกฤติการเมืองในอดีต อนาคตประเทศไทยจะดิ่งลงเหวทันที.
หมัดเหล็ก